มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

7 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องโสมกิติยาภา สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  มูลนิธิฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาโดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง พิธีเจริญพระพุทธมนต์ในครั้งนี้ประกอบโดยคณะสงฆ์รวม 10 รูป นำโดย พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ผู้ทรงสมณศักดิ์จากหลายวัด ประกอบด้วย

พระพรหมวชิรากร วัดราชผาติการามวรวิหาร

พระธรรมวชิรเจติยาจารย์ วัดพระปฐมเจดีย์

พระพรหมวชิรานุวัตร วัดบพิตรพิมุข

พระพรหมวชิรสุทธาจารย์ วัดอาวุธวิกสิตาราม

พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน) วัดบวรนิเวศวิหาร

พระเทพวชิราภินันท์ วัดบวรนิเวศวิหาร

พระธรรมวชิรจินดาภรณ์  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระราชวัชรภัทราจารย์  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระปริยัติวชิรกวี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

คณะสงฆ์ได้ร่วมกัน ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในวาระวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ  มูลนิธิฯ ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 30 โดยยึดมั่นในการสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย พร้อมร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และ จิตสาธารณะเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร และยั่งยืน ตั้งแต่การเฝ้าระวังก่อนเกิดอุทกภัย การบรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดอุทกภัย และการฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย ตามพระนโยบาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และการจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management)

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.01 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง  และระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา รวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้  พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์

พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,พุทธศักราช  2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สานักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่  28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

พระกรณียกิจด้านต่างๆ  ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน  มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์   พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย  พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการ พัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปี พุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา(แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ“Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ  จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544   คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

รางวัล Medal of Recognition  ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM)  กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจ ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี  หน่วยงาน UNIFEM  จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย  มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เครือข่ายคนรักน้องหมา,กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)

‘ปลายพู่กันแทนใจ’ มมส สร้างสรรค์งานศิลป์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘ปลายพู่กันแทนใจ’ มมส สร้างสรรค์งานศิลป์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘ปลายพู่กันแทนใจ’ มมส สร้างสรรค์งานศิลป์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บรรยากาศแห่งความจงรักภักดีอบอวลทั่วลานศิลปะ เมื่อคณาจารย์และนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกันจับพู่กันถ่ายทอดความงดงามและพระราชกรณียกิจ ผ่านงานจิตรกรรมอันทรงคุณค่า เพื่อน้อมรำลึกถึง “แม่ของแผ่นดิน”

ที่บริเวณด้านหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ภาควิชาทัศนศิลป์ ได้จัดกิจกรรมวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์และผลงานจิตรกรรม เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และนักเรียน เข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

กิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการวาดภาพทั่วไป แต่คือการผนึกกำลังของเหล่าศิลปินรุ่นใหม่และครูบาอาจารย์ ที่ต้องการแสดงออกถึงความจงรักภักดีผ่านทักษะวิชาชีพ โดยผลงานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเน้นการใช้ เทคนิคสีอะคริลิก ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านปลายพู่กันอย่างประณีตบรรจง ประกอบไปด้วยภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ที่งดงามสมจริง และภาพจิตรกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวพระราชจริยวัตร รวมถึงพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงทุ่มเทเพื่อพสกนิกรชาวไทย

อาจารย์ ดร.สันติ สิงห์สุ รองคณบดีฝ่ายการพัฒนาศักยภาพนิสิตและบริการวิชาการ ศิลปวัฒนธรรม กล่าวถึงเบื้องหลังแนวคิดของงานครั้งนี้ว่า เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนสู่การปฏิบัติจริง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล กิจกรรมนี้คือโอกาสสำคัญที่เราได้นำองค์ความรู้ทางศิลปะมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความจงรักภักดี ผลงานชุดนี้ประกอบด้วย “ภาพเหมือนของสมเด็จพระพันปีหลวง” และ “ภาพพระราชกรณียกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยเราใช้เทคนิคสีอะคริลิกเป็นหลัก แนวคิดสำคัญคือการสื่อสารถึงความดีงามและพระเมตตาที่ทรงมีต่อชาวอีสานและคนไทยทุกคน การที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญและส่งเสริมงานศิลปาชีพและศิลปหัตถกรรมมาโดยตลอด ยิ่งทำให้พวกเราในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ รู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุดที่ได้ทำหน้าที่นี้

ด้านตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง นายปุณยพัฒน์ จันทะดวง นิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาทัศนศิลป์ ได้สะท้อนมุมมองในฐานะเยาวชนที่ได้มีส่วนร่วมในหน้าประวัติศาสตร์เล็กๆ ครั้งนี้ว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ การได้มาร่วมวาดภาพในวันนี้ไม่ใช่แค่การทำงานศิลปะ แต่คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติมาอย่างยาวนาน กิจกรรมนี้ยังช่วยสร้างความสามัคคีในหมู่นิสิต พวกเราตั้งใจใช้ฝีมือที่มีเพื่อถ่ายทอดความเคารพรักและอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ครับ”

สำหรับผู้ที่สนใจชื่นชมผลงานศิลปะชุดประวัติศาสตร์นี้ ขณะนี้การสร้างสรรค์ผลงานกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใน วันที่ 15 ธันวาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 6 ธันวาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 6 ธันวาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 6 ธันวาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.41 น.

ชวนชิม คอลัมน์ 1

ชวนชิมโดนัท 4 แบบ 4 สไตล์กับแคมเปญ “Krispy Kreme x Peanuts™ Christmas” Doughnuts” ชิ้นละ 35 บาท ถึง 4 ม.ค.69 ที่ ร้านคริสปี้ ครีม

ชวนชิม Minibon Matcha 2 เมนูแสนอร่อย Minibon Ruby Matcha และ Minibon Almond Matcha ชิ้นละ 50 บาท พร้อมเครื่องดื่มใหม่ จับคู่ในราคา 139 บาท ถึง 31 ม.ค.69 ที่ ร้านซินนาบอน ทุกสาขา

เซ็นทรัลพัฒนา ชวนชิมอิ่มกับทรูและดีแทค แลกรับส่วนลด 50 บาท กว่า 90 ร้านค้า ถึง 5 ม.ค.69 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วไทย

ชวนชิม 

ชวนชิม “ช็อกโกดริงก์ จริงกะเบล” เมนูใหม่ที่รวมความอร่อยเข้มข้น 3 สไตล์ให้เลือก ถึง 31 ม.ค.69 ที่ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ และบริการเดลิเวอรี

คชา บราเธอร์ส ชวนชิมโรลเค้ก ซอฟท์ครีม ขนมและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น ที่ ร้าน Kyo Roll En สาขาแรกนอกประเทศ หน้า Kokkok Mega Mart โพนสีนวน นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ชวนชิมร้านอาหารคาว-หวาน การันตีความอร่อยในงาน “อิมแพ็ค X เชลล์ชวนชิม ครั้งที่ 4 และของดีเมืองนนท์” ถึง 7 ธ.ค.ที่ ลานหน้าอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ชวนช็อป

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ชวนร่วมบริจาคกับแคมเปญ ‘A GIFT TO GIVE’ รับของขวัญแทนคำขอบคุณ และสิทธิลดหย่อนภาษี ถึง 31 ธ.ค.ที่ เทใจดอทคอม

ชวนช็อปร้านค้า-แบรนด์ดังกว่า 40 ร้านค้า เติมเต็มไลฟ์สไตล์ครบครัน ด้วยคอนเซปต์ Neighborhood-Centric ที่ “Market Place ประชาอุทิศ” คอมมูนิตี้ มอลล์ ดีที่สุดของย่านประชาอุทิศ-ทุ่งครุ

PRINC Group และโรงพยาบาลในเครือ 16 แห่งทั่วประเทศ ชวนช็อปแพ็กเกจตรวจสุขภาพและบริการทางการแพทย์กับ “PRINC GROUP GIFT มหกรรมสุขภาพ ลดใหญ่ส่งท้ายปี” ถึง 31 ธ.ค.โทร.1208

ชวนใช้

ชวนบริจาคโลหิตโครงการ “คิดถึงพ่อ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ตลอดเดือน ธ.ค.ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

Wacoal และ Indorama ชวนร่วมกิจกรรม “ขวดแลก Cups” นำขวด PET 10 ขวด มาบริจาค รับเครื่องดื่ม 1 แก้วฟรี! 300 ท่านแรกเท่านั้น ที่ Cups Café @Wacoal Yaowarat Space ถนนเยาวราช ซอย 11  

ชวนเพิ่มเพื่อนบน LINE @anantarasiambkk แล้วรับลิงก์ซื้อและดาวน์โหลดชุดสติ๊กเกอร์ไลน์ “Anantara Siam’s Tale” ถึง 25 ม.ค.69 รายได้บริจาคให้องค์กรยูนิเซฟ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการ

ชวนชม

ชวนชมเรือ เจ็ตสกี และอุปกรณ์ทางน้ำ ในงาน “Riverdale Marina Boat Fair” ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 29 ม.ค.– 1 ก.พ.ที่ ริเวอร์เดล มารีน่า ลงทะเบียนจองพื้นที่ภายใน 12 ธ.ค. โทร.06-2597-1875

ชวนชมสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ชุด “ร้อยถิ่นแผ่นดินไทย” ตอน “หนาวนี้ที่นายูง” ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค.เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชม“ต้นโพธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ในงาน “สาธุแฟร์” มหาบุญครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีกับการเปิดตัวซีรีส์ “สาธุ 2” ถึง 7 ธ.ค. ที่ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์

แนวหน้าไกด์ : โอกาสเยาวชนสร้างสรรค์ผลงาน ‘หนูได้ธรรม’ พื้นที่แสดง ‘ธรรมะยุคใหม่’ เข้าถึงง่ายใน TikTok

แนวหน้าไกด์ : โอกาสเยาวชนสร้างสรรค์ผลงาน ‘หนูได้ธรรม’ พื้นที่แสดง ‘ธรรมะยุคใหม่’ เข้าถึงง่ายใน TikTok

แนวหน้าไกด์ : โอกาสเยาวชนสร้างสรรค์ผลงาน ‘หนูได้ธรรม’ พื้นที่แสดง ‘ธรรมะยุคใหม่’ เข้าถึงง่ายใน TikTok

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลไม่หยุดนิ่ง และสื่อโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ จนอาจเกิดเป็นคำถามที่น่าสนใจว่าเรื่องราวอย่าง ‘ธรรมะ’ จะสามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยนี้ได้อย่างไร?

ในส่วนของคำตอบก็ไม่ถูกปล่อยให้คาใจอยู่นาน เพราะล่าสุดทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) ได้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อธรรมะใกล้ตัวในแบบที่สร้างสรรค์ ผ่านโครงการที่มีชื่อว่า “หนูได้ธรรม” ซึ่งเป็นการประกวดคลิปวิดิโอสั้น พร้อมชิงเงินรางวัลรวมถึง 90,000 บาท

โครงการดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี ส่งผลงานคลิปวิดีโอสั้นความยาวไม่เกิน 1.30 นาที บนแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้หัวข้อ “การให้ข้อคิด ธรรม ดี ทุกที่ทุกเวลา” เพื่อถ่ายทอดมุมมองธรรมะใกล้ตัวในแบบสร้างสรรค์ และสะท้อนให้เห็นว่าธรรมะสามารถอยู่ในทุกช่วงเวลา และทุกเหตุการณ์รอบตัวเราได้

สำหรับผู้ที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท ส่วนรองชนะเลิศ มีจำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท และรางวัลชมเชย 10 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การบรรจบกันระหว่างพุทธศาสนากับสื่อร่วมสมัยของกิจกรรม “หนูได้ธรรม” ก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะภายหลังจากนั้นจะถึงคิวของงานมหกรรมธรรมะสุดยิ่งใหญ่ประจำปี นั่นคือ “มหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปีที่ 4” ซึ่งในปีนี้จะมีการจัดขึ้นภายใต้แนวคิดเดียวกันคือ “ธรรมดี ทุกที่ ทุกเวลา” โดยงานจะมีระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00-17.00 น. ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

งานที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมให้สื่อธรรมะร่วมสมัยสามารถเข้าถึงคนทุกวัย และผลักดันบทบาทของสื่อไทยในการสร้างสังคมคุณธรรมและความสงบสุขอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งหวังที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และช่วยส่งเสริมให้ธรรมะเข้าถึงผู้คนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอีกหลากหลายที่ไม่ควรพลาด ทั้งเวทีเสวนาในประเด็นสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น “ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา” และ “เรื่องเล่าสมเด็จพระเจ้าตากสินกับเมืองนคร” พร้อมด้วยแขกพิเศษอย่าง วนิ อินพุทธ และ อุ๋ย บุดดาเบลส ที่จะมาถ่ายทอดแนวคิดธรรมะร่วมสมัยให้เข้าถึงง่ายและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้ อาทิ ‘โนรา’ โดยโรงเรียนสาธิตยานากาวา และ ‘หนังตะลุง’ โดยวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช รวมถึงนิทรรศการสื่อธรรมะและกิจกรรม Workshop มากมายที่เหมาะสำหรับทุกวัย อาทิ การพับดอกบัวสร้างสมาธิ การฝึกสมาธิกับดอกไม้เทียน และการพิมพ์ผ้าแบบโบราณตามวิถีพุทธ ฯลฯ

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในพุทธธรรม สื่อสร้างสรรค์ รวมถึงวัฒนธรรมภาคใต้ ขอเชิญชวนให้เข้าร่วมงาน “มหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปีที่ 4” ได้ในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 064-264-9191 (ณัฐนันท์) หรือติดตามข้อมูลและประกาศต่างๆ ได้ที่ www.thaimediafund.or.th หรือ Facebook: กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ Line / TikTok: @thaimediafund

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

แม้ไม่ได้ไปร่วมประเพณีรับน้องขึ้นดอย และกิจกรรมของ พิราบขาว มช. ด้วยตนเอง เพราะอายุมากแล้ว แต่ รศ.มนต์ชัย นินนาทนนท์ อดีตอาจารย์อาวุโสของ แมสคอม มช.ก็ได้รับการรายงานข่าวแบบเรียลไทม์จากบรรดาศิษย์หลากรุ่น อาทิ อนัญลักษณ์ ประมูลมาก ,ภรพัฒน์ นิลพัฒน์ ,ศักดิ์ชัย สินธุวงศ์ ,พล.ร.ต.พรหมเมศร์ อติแพทย์ เป็นต้น…ศิษย์ทำหน้าที่ดีงามเหมาะสมกับการเรียนสื่อสารมวลชน…อาจารย์ทั้งชื่นชมและชื่นใจ…

ก่อนเกษียณจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุราษฎร์ธานี เมื่อ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา รศ.บัวผิน โตทรัพย์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นข้าราชการดีเด่น ของมหาวิทยาลัยฯประจำปีนี้ ขอแสดงความยินดีด้วย…-0- เพราะดูแบบอย่างรุ่นพี่ในการดำเนินชีวิต ได้เออรีรีไทน์ ก่อนเกษียณ เพื่อออกมาดูแลมารดา วิลาวัลย์ ศรีภูมินทร์ อย่างเต็มที่ ทำให้ รัชนีวรรณ รัชตะประทาน มีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาใกล้ชิด “พระในบ้าน” นับเนื่องมา 15 ปีแล้ว จนบัดนี้ คุณแม่วิลาวัลย์อายุ 98 ปีในเดือนธ.ค.นี้…

อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กอบแก้ว อัครคุปต์ ไปท่องเที่ยวมณฑลซานตง ประเทศจีนมากว่าสัปดาห์ ข่าวว่ายังไม่ทันหายเหนื่อย เมื่อพุธที่ผ่านมาไปร่วมประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ของกระทรวงวิทย์ฯ โดยได้พบปะพูดกับน้องๆมากมาย อาทิ เฉิดฉัน จ๋วงพานิช และ ธนารักษ์ สุรวิญญู เป็นต้น…

หลังกลับจากภารกิจกับครอบครัวที่เมืองจีน ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล ยังไปชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนสัตยาพาลี ซึ่งจัดโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมฯ…วันรุ่งขึ้นยังมีพลังไปชมภาพยนตร์ เดอะซาวด์ออฟมิวสิค ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา กับเหล่าบรรดาเพื่อนๆในวัยเจ็ดสิบอัพ…วงการต้องยอมรับว่า คุณพี่มีพลังเหลือล้น อดทนเหลือหลายจริงๆ…

ช่วงนี้อากาศเย็นสบาย มนต์ทิพย์ รุจิกัณหะ ชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ตีตั๋วรถไฟตู้นอน เพื่อตะเวนชมความงามต่างสีสันของเมืองเหนือ ได้แก่ เที่ยวชมโบราณสถาน วัดประตูป่อง ลำปาง และยังถ่ายรูปตามรอยนิตยสาร โวค และเมื่อถึงลำพูน ช้อปผ้าไหมยกดอกลำพูนอันเลื่องชื่อเป็นที่ระลึก ปิดท้ายด้วยเที่ยวชมดอกไม้งาม ไร้ควันหมอก ที่เชียงใหม่…ใครจะลอกการบ้านในการท่องเที่ยวครั้งนี้ เธอไม่ขัดข้อง…

สองด็อกเตอร์เพื่อนรักวัฒนาวิทยาลัย 93 ดร.ผุสดี ตามไท กับ ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร มีทริปที่เสินเจิ้น เจ้าตัวเล่าว่า ที่นั่นเปลี่ยนไปมาก โดยได้ไปเยี่ยมชมหอนิทรรศการ ดร.ซุน ยัด เซ็น ที่เมืองจงซาน ชมโอเปร่าเฮ้าส์ ที่เมืองจูไห่ ชมอนุสาวรีย์เทพีประมง ทำด้วยหินแกรนิต…ล้วนน่าประทับใจยิ่ง…

ก๊วนกอล์ฟเมืองไทยทั้งของ เชวง และ จินตนา จิตรสมบรูณ์ ต้องถามหากันจ้าละหวั่นแน่ เพราะคุณเธอมัวแต่ไปท่องเมืองเอินซื่อ เมืองอู่ฮั่น เส้นทางใหม่ที่สวยงามทะเลสาบ เมืองจีนอยู่ขณะนี้…

เพราะดูตารางการนัดหมายพบแพทย์ของพี่สาวและของตัวเองแล้ว ทำให้ ธนิต วิจิตรพันธุ์ จองตั๋วรถไฟตู้นอน(ชั้นล่าง ปีนขึ้นไม่ไหว) ระหว่างวันที่ 12-16 กพ 69 ทันที โดยวางแผนไปพัก ไฉไลเกรซ เชียงดาว3 คืนขอไฉไล โกมารกุล ณ นคร เพราะตลอดปีนี้ยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมชมเลย ไปนั่งชมหมอก ลงเช้า-เย็น อากาศเย็นสบาย ดอกไม้ออกดอกสะพรั่ง อยู่ ณ เวลาดังกล่าว เพราะไฉไลเกรซ จะมองเ็นดอยหลวง เชียงดาว 360 องศา นั่งทั้งวันไม่ต้องไปไหน ก็สุขใจ…

ชาวธรรมศาสตร์ 2513-2516 นัดพบปะกันที่อาคารมหาวิเศษศิลป์ มัยลาภ รามอินทรา14 ในวันที่ 27 ธ.ค.ตั้งแต่ 10.00น.เป็นต้นไป…ในวาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ และพร้อมฉลองอายุครบ 72 ปีให้เพื่อนรักร่วมรุ่น อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ ชวนเพื่อนๆมาสามัคคีร้องเพลงแฮปปี้นิวเยียร์ กับ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ไปพร้อมๆกันเลยทีเดียว !!…

บารอนเนส

‘ผ้าห่มผืนเขียว’ สัญลักษณ์แห่งความอบอุ่นและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

‘ผ้าห่มผืนเขียว’ สัญลักษณ์แห่งความอบอุ่นและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

‘ผ้าห่มผืนเขียว’ สัญลักษณ์แห่งความอบอุ่นและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ได้ส่งมอบความอบอุ่นและโอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่หนาวเย็นกว่า 15 จังหวัดทั่วภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การส่งต่อไออุ่น โครงการยังมุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การดูแลสุขภาพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนในพื้นที่

กิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากน้องๆ นักเรียนเป็นพิเศษ คือ การเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก ผ่านบูทนิทรรศการที่ถ่ายทอดขั้นตอนการแปลงขวด PET เป็นผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก ตั้งแต่การเก็บรวบรวม คัดแยก ล้าง บด และผลิตเป็นเม็ดพลาสติก ก่อนนำไปปั่นเป็นเส้นใย rPET และเข้าสู่กระบวนการทอเป็นผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกที่ยังคงคุณภาพให้มีความนุ่มและอบอุ่น ด้วยนวัตกรรม Eco Friendly Blanket โครงการไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกปีละ 200,000 ผืน ซึ่งผลิตจากการรีไซเคิลขวด PET ได้ถึงปีละ 7.6 ล้านขวด จนปัจจุบันได้เพิ่มมูลค่าให้ขวด PET และส่งต่อประโยชน์ต่อสังคม แล้วกว่า 45.6 ล้านขวด ส่งมอบเป็นผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก 1,200,000 ผืน ซึ่งผ้าห่มหนึ่งผืนเทียบเท่าการ รีไซเคิลขวด PET 38 ขวด

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ “แยกทันที ดีต่อโลก” โดยมี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) บริษัทในเครือของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้จัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค มาถ่ายทอดความรู้ให้กับน้อง ๆ นักเรียน ที่ให้ความสนใจเรื่องการคัดแยกขยะมาร่วมทำกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง

ด้าน นางสาวสุกัญญา ต๊ะนาม นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านรักแผ่นดิน จังหวัดเชียงราย เล่าว่า “ที่โรงเรียนมีการแยกขยะ เป็นขวดพลาสติก ขวดแก้ว เศษอาหาร โดยมีครูมาสอนแยกค่ะ ขยะที่แยกสำหรับ   รีไซเคิลและนำกลับมาใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกล่อง และขวดพลาสติก โดยจะเอามาทำงานประดิษฐ์ เช่น กล่องนมโรงเรียนเอามาทำหมวก สานกระเป๋า สานเป็นเสื่อสำหรับนั่ง โดยแยกกล่องนมโรงเรียนที่กินแล้ว นำไปล้างให้สะอาด และพับเก็บให้สะอาดเพื่อนำไปประดิษฐ์ในคาบเรียนค่ะ”

นอกจากการมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกแล้ว โครงการยังได้มอบโอกาสความช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุขและกีฬา โดยมี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ด้วยการผสานความร่วมมือกับ กระทรวงมหาดไทย โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมด้วยเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วนดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำแนวคิด “BEYOND THE GREEN BLANKET…A SUSTAINABLE COMMUNITY OF GIVING” หรือ “มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน”  โดยมุ่งหวังให้เกิดพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืนต่อไป

แบรนด์ไทย ‘Marayat’ จัดทำ-ถ่าย ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ นางแบบเด็ก 8 แบบ ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’

แบรนด์ไทย 'Marayat' จัดทำ-ถ่าย 'ชุดไทยพระราชนิยม' นางแบบเด็ก 8 แบบ ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 'พระพันปีหลวง'

แบรนด์ไทย ‘Marayat’ จัดทำ-ถ่าย ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ นางแบบเด็ก 8 แบบ ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

แบรนด์ Marayat แบรนด์ไทยแท้ที่มีมากว่า 30 ปี จัดโครงการ “ถ่ายแบบชุดไทยพระราชนิยม ๘ แบบชุด ๘ นางแบบเด็ก” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจสูงสุดในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่คุณค่าความงดงามของ ผ้าไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไทย

ทั้งนี้ การจัดถ่ายแบบดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปลูกฝังให้เยาวชนไทยได้รู้จัก รัก และภาคภูมิใจในความงดงามของผ้าไทยสืบสานพระราชปณิธานของพระพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดินและเป็นที่ประจักษ์ในสายตาชาวโลก

การจัดทำ“ชุดไทยพระราชนิยม” เพื่อการถ่ายแบบครั้งนี้ จัดทำขึ้นด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมน้อมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่ง “แม่ของแผ่นดิน” และเป็นแรงบันดาลใจนิรันดร์ให้คนไทยทุกยุคทุกสมัย

โดยนางแบบเด็กผู้สวมใส่ชุดไทยทั้ง 8 แบบ คือ

– ชุดไทยเรือนต้น : น้องพราว ด.ญ. ทักษอร สุวรรณชาต อายุ 13 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รร.มหาวชิราวุธ จ.สงขลา

– ชุดไทยจิตรลดา : น้องเฌอลิน ด.ญ.กานต์พิชชา เภาลอง อายุ 9 ปี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมนานาชาติภู่ขจร จ.กำแพงเพชร 

– ชุดไทยอมรินทร์ : น้องเอวา ด.ญ. เอวารินทร์ พาหมะ อายุ 8 ปี Year 4 Wellington College International School กทม.

– ชุดไทยบรมพิมาน : น้องน้ำปิง ด.ญ. นทีกานต์ ขุนนิล อายุ 10 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่  4 โรงเรียนสาธิต เคพีเอส วิเทศศาสตร์ กทม.

– ชุดไทยจักรี : น้องพลิน ด.ญ. ภัคภรณ์  กิตติชริน อายุ 8 ปี ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กทม.

– ชุดไทยดุสิต : น้องซาญ่า ด.ญ. ไปรยา ชีวันธรชานน อายุ 6 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปาณยา พัฒนาการ กทม.

– ชุดไทยศิวาลัย : น้องนินนา ด.ญ. นีรนารา เดอลามารช์ อายุ 11 ปี Year 7 Meritton British International School จ.เชียงใหม่

– ชุดไทยจักรพรรดิ : น้องทับทิม ด.ญ. ณรษา ศิริญญ์นวกุล อายุ 7 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตพัฒนา กทม.

ทั้งนี้ การจัดถ่ายแบบชุดไทยพระราชนิยมครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

ติดตามแบรนด์ Marayat ได้ที่ FB : Marayat Fashion Kids , IG : marayat_fashion_kids

-(016)

‘สุทธิพงษ์ จุลเจริญ – ดร.วันดี กุญชรยาคง’ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9

'สุทธิพงษ์ จุลเจริญ - ดร.วันดี กุญชรยาคง' ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9

‘สุทธิพงษ์ จุลเจริญ – ดร.วันดี กุญชรยาคง’ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2568 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงดูแลช่วยเหลือพสกนิกรตลอดมา ณ ท้องสนามหลวง และวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 5 ธันวาคม 2568 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

-(016)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ จากการประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน พ.ศ.2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง “วันดินโลก” (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr. Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2556 และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติเกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ

 แนวพระราชดำริ “อนุรักษ์และฟื้นฟูดินโดยวิธีการธรรมชาติ” 

ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่เลี้ยงชีพโดยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของดินมาช้านาน แผ่นดินจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ด้วยพระปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของดิน อันเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น บางแห่งเป็นดินเปรี้ยว ดินด่าง ดินเค็ม และบางแห่งก็ไม่มีดินเลย ซึ่งทรงเรียกดินเหล่านี้ว่า ดินแร้นแค้น นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของดินยังเกิดจากการกระทำอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการใช้พื้นที่โดยขาดการอนุรักษ์ จึงพระราชทานแนวพระราชดำริในการป้องกัน แก้ไข และพัฒนาทรัพยากรดินเป็นอเนกประการ ซึ่งล้วนแต่นำประโยชน์สุขมาสู่เกษตรกรทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญในงานอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ดินที่มีสภาพธรรมชาติและปัญหาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค จึงมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เน้นเฉพาะเรื่องมากขึ้น เช่น การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินทราย ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาดินพรุ ในภาคใต้ และที่ดินชายฝั่งทะเล รวมถึงงานในการแก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมพังทลายจากการชะล้างหน้าดิน ตลอดจนการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในบางพื้นที่ที่มีปัญหาในเรื่องดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลายสามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีก โครงการต่างๆ ในระยะหลังจึงเป็นการรวบรวมความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติจากหลากหลายสาขามาใช้ร่วมกันในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ แนวคิดและตัวอย่างการจัดการทรัพยากรดินในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทุกแห่ง

ตัวอย่างแนวพระราชดำริ ก็คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูดินโดยวิธีการธรรมชาติ  มีดังนี้ 1.การแก้ปัญหาการใช้ที่ดินและการอนุรักษ์ดิน ทรงส่งเสริมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดินได้ดําเนินการวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการพระราชดำริ ได้แก่ พื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดพื้นที่ลาดชันให้เป็นพื้นที่ปลูกป่าพื้นที่ลอนลาดเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการแก้ปัญหาสภาพดินในพื้นที่การเกษตร และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยวิธีการทางธรรมชาติ

2.การแก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณที่ลาดชัน มีพระราชดําริในการฟื้นฟูป่าไม้ให้เกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้ผืนดินบริเวณนั้นเกิดความชุ่มชื้น  โดยให้ไม้ยืนต้นในท้องถิ่นและหญ้าเติบโตโดยธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ผ่านการขุด ตัก และไถหน้าตินจนหมด จนไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ที่ดินประเภทเหล่านี้มีอยู่ในพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอชะอํา จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ในโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเพื่อทรงงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทรงมีรับสั่งถึงวิธีการอนุรักษ์ดินในพื้นที่โครงการ โดยไม่ไถหน้าดินก่อนการปลูกพืช ดังนี้

“…ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมักจะเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) ดินแล้วทําการเกษตร ซึ่งยังถือว่าเป็นวิธีการผิดธรรมชาติจะเกิดปัญหาในอนาคต ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทําการเกษตรอย่างไม่ทําลายธรรมชาติ เช่น การไม่ไถพรวนเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) เปลือยดิน เป็นต้น โดยให้ทุกโครงการในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทําเป็นตัวอย่าง แล้วหาทางแนะนําให้ราษฎรทําต่อไป…”

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มตามแนวพระราชดําริ ตําบลเขาชะงุม อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นโครงการ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทําขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯ ครบ 5 รอบ และเนื่องในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พื้นที่ดังกล่าว พลตํารวจตรี ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินประมาณ 699 ไร่ ซึ่ง เดิมเป็นฟาร์มปศุสัตว์ และมีการขุดดินลูกรังขาย พื้นที่โครงการจึงสูญเสีย หน้าดินจนหมด เหลือเพียงแต่ดินลูกรังทั้งสิ้น

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 พระราชทานพระราชดําริแก่ นายสนาน รีมวานิช อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สรุปได้ดังนี้คือ “ให้ดําเนินการศึกษาหาวิธีการปรับปรุงปารุงดินเสื่อมโทรมให้ สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ ทดสอบ วางแผน และจัดระบบปลูกพืช ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยดําเนินการในลักษณะเป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย” ภายหลังจาการเสด็พระราชดำเนินไปยังพื้นที่โครงการในครั้งแรก ยังได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อติดตามผลการดำเนินงานในปี พ.ศ.2535 และในปี พ.ศ.2539 โดยพระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำในบริเวณพื้นที่นี้ด้วย

แนวพระราชดำริปลูกหญ้าแฝก ป้องกันการชะล้างหน้าดิน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงมีพระราชดําริให้ทดลองปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน เช่น การปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลาที่ลาดเอียง บริเวณขอบแปลงผัก บริเวณที่ลาดชันในภูมิประเทศ โดยพระราชทาน พระราชดำริครั้งแรกแก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงกาครอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2534 และต่อมายังได้พระราชทานพระราชดำริแก่ผู้เกี่ยวข้องในวาระต่างๆ สรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

“…หญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นแผงเหมือนกําแพงช่วยกรองตะกอนดิน และรักษาหน้าดินได้ดี จึงควรนำมาศึกษา และทดลองปลูกในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง โดยพิจารณาจากลักษณะของภูมิประเทศ คือ บนพื้นที่ภูเขาให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวขวางของความลาดชัน และในร่องน้ำ ของภูเขา เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และช่วยเก็บกักความชื้นของดิน ไว้ด้วย บนพื้นราบ ให้ปลูกหญ้าแฝกรอบแปลงหรือปลูกในแปลงๆ ละ 1 หรือ 2 แนว ส่วนแปลงพืชไร่ให้ปลูกตามร้องสลับกับพืชไร่ เพื่อที่รากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน และหญ้าแฝกจะเป็นตัวกักเก็บไนโตรเจน และกำจัดสิ่งเป็นพิษ หรือสารเคมีอื่นๆ ไม่ให้ไหลลงไปยังแม่น้ำลำคลอง โดยกักให้ไหลลงไปใต้ดินแทน การปลูกรอบพื้นที่เก็บกักน้ำ เพื่อป้องกันดินพังทลายลงไปในอ่างเก็บน้ำ ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่ตื้นเชิน ตลอดจนช่วยรักษาหน้าดินเหนืออ่าง และช่วยให้ป่าไม้ในบริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบริเวณที่มีหญ้าคาระบาด ควรปลูกเพื่อเป็นแนวป้องกันตะกอน และดูดซับสารพิษต่างๆ ไว้ในราก และลำต้นได้นานจนสารเคมีนั้นสลายตัวเป็นปุ๋ยสำหรับพืชต่อไป ทั้งนี้ ให้บันทึกภาพก่อนดำเนินการ และหลังดำเนินการไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผลของการศึกษาทดลองควรเก็บข้อมูลทั้งทางด้านการเจริญเติบโตของลำต้น และรากความสามารถในการอนุรักษ์เพื่อความสมบูรณ์ของดิน และการเก็บความชื้นในดิน และเรื่องพันธุ์หญ้าแฝกต่างๆ ด้วย…”

จากแนวพระราชดำริดังกล่าว ทำให้หญ้าแฝกมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำของประเทศ ซึ่งถ้าหากมีการใช้อย่างแพร่หลายเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสภาพการใช้ที่ดิน จะช่วยลดปัญหาการพังทลายของดินได้ เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10,000 เหรียญสหรัฐ ให้แก่ธนาคารโลกเพื่อใช้สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับหญ้าแฝกอีกด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่พระราชกรณียกิจเรื่องหญ้าแฝก ลงในเอกสาร Vetiver Newsletter No. 11, เดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 ให้สมาชิกทราบทั่วโลก และด้วยผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ทางสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำนานาชาติ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลในฐานะทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำดีเด่นของโลก เมื่อปีพ.ศ.2537 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงตระหนักถึงปัญหาการพังทลายของดินในบริเวณที่มีการตัดถนนสายใหม่ จากบ้านสันกองขึ้นไปยังพระธาตุดอยตุง ดังนั้น ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2535 ในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินมาเฝ้าฯ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม ทรงนำเอกสารเรื่อง หญ้าแฝกมาถวาย และได้ทรงอธิบายถึงคุณสมบัติของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งทรงทดลองได้ผลมาแล้วในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ทั่วประเทศ หลังจากนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงมีพระราชดำริให้นำหญ้าแฝกมาทดลองเพื่อแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในโครงการพัฒนาดอยตุง ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร “โครงการพัฒนาหญ้าแฝกใน โครงการพัฒนาดอยตุง” ทรงพบว่า ผลการทดลองปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดเอียงได้ผลน่าพอใจ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ยังทรงทดลองปลูกหญ้าแฝกสายพันธุ์ต่างๆ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้ง 6 แห่ง ซึ่งพบว่า การปลูกหญ้าแฝกขวางกาลาดเทของภูมิประเทศ จะช่วยหยุดตะกอนดินมิให้เคลื่อนตัว เช่น ในพื้นที่ลาด 5% มีการทดลองปลูกหญ้าแฝกตามระยะระหว่างแถวของแปลง ข้าวโพด และถั่งลิสง พบว่ามีการสูญเสียหน้าดินเพียง 0.92-2.27 ตันต่อไร่ต่อปี ในขณะที่พื้นที่ที่ไม่มีการปลูกหญ้าแฝกในแปลงพืชไร่ชนิดเดียวกัน มีการสูญเสียหน้าดินสูงถึง 5.27 ตันต่อไร่ต่อปี อีกทั้ง แฝกยังสามารถรักษาความชุ่มชื้นในดินมากกว่าอีกด้วย

ต่อมาหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้นำแฝกไปปลูกในพื้นที่โครงการต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์นำแฝกไปปลูกในแปลงสาธิต กรมป่าไม้ปลูกในบริเวณที่ลาดชันในโครงการอนุรักษ์ต้นไม้ กรมชลประทาน ปลูกในบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ กรมพัฒนาที่ดินนำแฝกไปปลูกตามชอบแหล่งน้ำและร่องน้ำ ช่วงปลูกที่เหมาะสมคือช่วงต้นฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน ในปัจจุบันได้มีการปลูกหญ้าแฝกในระดับไร่นาในแปลงของเกษตรกรอย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างได้ผลในวงกว้าง

พระอัจฉริยภาพ “โครงการแกล้งดิน” แก้ปัญหาดินเปรี้ยว

นอกจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้พระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว อีกหนึ่งในพระอัจฉริยภาพด้านดิน ก็คือ โครงการแกล้งดิน  โดยสืบเนื่องจากการได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคใต้อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปีพ.ศ. 2516 เรื่อยมา ทำให้ทรงทราบว่าราษฎรในพื้นที่แถบจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียงประสบปัญหาอยู่นานัปการ ราษฎรขาดแคลนที่ทำกิน อันเป็นสาเหตุสำคัญในการดำรงชีพพื้นที่ดินพรุที่มีการระบายน้ำออกจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด เนื่องจากสารไพไรท์ที่มีอยู่ในดินทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมามากจนถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อพืชที่ปลูกหรือทำให้ผลผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ณ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปีพ.ศ.2524 เพื่อศึกษาและปรับปรุงแก้ไขปัญหาพื้นที่พรุให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและด้านอื่นๆได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2527 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงทีพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่อง

“แกล้งดิน” ความว่า “…ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัดโดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีการแกล้งดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาเรื่องนี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษาทดลองในกำหนด 2 ปี และพืชที่ทำการทดลองควรเป็นข้าว…”

เมื่อผลของการศึกษาทดลองสำเร็จผลชั้นหนึ่ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นำผลการศึกษาทดลองขยายผลสู่พื้นที่ทำการเกษตรของราษฎร ที่ประสบปัญหาดินเปรี้ยวจัด ซึ่งในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้ทรงมีพระราชดำริว่า “…พื้นที่บริเวณบ้านโคกอิฐและโคกในเป็นดินเปรี้ยว เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกข้าว ทางชลประทานได้จัดส่งน้ำชลประทานให้ ก็ให้พัฒนาดินเปรี้ยวเหล่านี้ให้ใช้ประโยชน์ได้ โดยให้ประสานงานกับชลประทาน…”

จากการพัฒนาบ้านโคกอิฐและบ้านโคกใน ปรากฏว่าราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า”…เราเคยมาโคกอิฐ โคกใน มาดูเขาชี้ตรงนั้นๆ เขาทำ แต่ว่าเขาได้เพียง 5 ถึง 10 ถัง แต่ตอนนี้ได้ขึ้นไปถึง 40-50 ถัง ก็ใช้ได้แล้ว เพราะว่าทำให้เปรี้ยวเต็มที่แล้ว โดยที่ขุดอะไรๆ ทำให้เปรี้ยวแล้วก็ระบาย รู้สึกว่านับวันเขาจะดีขึ้น…อันนี้สิเป็นชัยชนะที่ดีใจมาก ที่ใช้งานได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็ดีขึ้น..แต่ก่อนชาวบ้านเขาต้องซื้อข้าว เดี๋ยวนี้เขามีข้าวอาจจะขายได้” ปัจจุบันมีการนำผลการศึกษาทดลองไปขยายผลแก่ราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำผลของการ “แกล้งดิน” นำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดนครนายกและจังหวัดนครศรีธรรมราช อีกด้วย ดังนั้น “โครงการแกล้งดิน”  จึงเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับราษฎรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งรวมถึงโครงการในพระราชดำริอีกหลายโครงการ ที่ยังประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการอนุรักษ์พื้นฟูดิน การปรับปรุง คุณภาพดิน และการจัดการทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตทางการเกษตรที่สําคัญยิ่ง  

นับเป็นพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกรไทย ควรน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้