Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 (BIFW2025) แฟชั่นวีคยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งแฟชั่นในภูมิภาคเอเชีย

Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 (BIFW2025) แฟชั่นวีคยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งแฟชั่นในภูมิภาคเอเชีย

Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 (BIFW2025) แฟชั่นวีคยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งแฟชั่นในภูมิภาคเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ รวมพลังแห่งงานดีไซน์แฟชั่นสุดสร้างสรรค์ ครั้งยิ่งใหญ่ เขย่าวงการแฟชั่นไทยเปิดรันเวย์แฟชั่นวีคยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งแห่งปี “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” (BIFW2025) จัดเต็ม 11 รันเวย์โชว์ จาก 11 ดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยระดับท็อป ถ่ายทอดมุมมองแฟชั่นที่เหนือความคาดหมาย พร้อมนำเสนอเทรนด์แฟชั่นแห่งอนาคต และเผยศักยภาพของเหล่าแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่สู่สายตาโลก ตอกย้ำการเป็น World Class Fashion Destination ศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลกของสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ กลางเดือนตุลาคมนี้

“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” (BIFW2025) เวทีแฟชั่นวีคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นงานแฟชั่นสำคัญของเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 โดย สยามพารากอน ร่วมกับสยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในปีนี้ เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับแวดวงแฟชั่นไทย ด้วยการเนรมิตที่สุดแห่งเวทีแฟชั่นระดับโลกภายใต้แนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ที่เปี่ยมด้วย พลังสร้างสรรค์อันเหนือชั้น และโชว์ที่เหนือความคาดหมาย เพื่อเผยศักยภาพของแฟชั่นไทยสู่สายตาโลก โดย BIFW2025 ยังเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารกสิกรไทย, บริษัทเมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด, ซิติเซ่น (CITIZEN), แมค คอสเมติกส์ ไทยแลนด์ (M.A.C Cosmetics) และ แอปโซลูท อิทส์ อิน อาวเวอร์ สปิริต (Absolut It’s in our Spirit)

ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM เผยว่า “ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา Siam Paragon Bangkok International Fashion Week  นับได้ว่าเป็นเวทีแฟชั่นวีคที่โดดเด่นและ ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นไทย รวมถึงแวดวงแฟชั่นของภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นศูนย์กลางของการออกแบบที่เปี่ยมด้วยพลังของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านแฟชั่น ตลอดจนเป็นเวทีแห่งโอกาสที่เปิดให้ดีไซเนอร์ไทยระดับแนวหน้าได้นำเสนอสุดยอดผลงาน สนับสนุนให้นักสร้างสรรค์คลื่นลูกใหม่ได้แสดงศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในแวดวงแฟชั่น และมอบประสบการณ์ด้านแฟชั่นให้กับผู้คน เป็นมหกรรมงานแฟชั่นที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการแฟชั่นไทยไปด้วยกัน โดยปีนี้ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด FASHIONABLY EXTRAORDINARY นำเสนอเวทีแฟชั่นที่เหนือความคาดหมายและน่าจับตามองที่สุด เพื่อก้าวสู่การเป็นแฟชั่นวีคระดับโลกอย่างแท้จริง”

สยามพารากอน ในฐานะ Luxury Lifestyle Destination ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแฟชั่นไทยสู่รันเวย์ระดับโลก เตรียมเนรมิตที่สุดแห่งเวทีแฟชั่นไทย กับแกรนด์รันเวย์อันเป็นเอกลักษณ์ของ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” ผนึกกำลัง 11 ดีไซเนอร์และแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทย อาทิ ๒๗FRIDAY, 37°c Thirty-seven degrees Celsius, ASAVA, FLYNOW, FUNDAO, Greyhound Original, ISSUE, Leisure Projects, NAGARA, PAINKILLER Atelier, PATINYA รันเวย์สุดไอคอนิกที่รวมพลังครีเอทีฟของดีไซเนอร์ไทย นำเสนอคอลเลกชันฤดูกาลใหม่ ภายใต้แนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน พร้อม Live แฟชั่นโชว์ทั้ง 11 โชว์ ให้แฟชั่นนิสต้าและผู้สนใจแฟชั่นจากทางเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก Siam Paragon ระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม 2568

ด้วยแนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ทำให้ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 ในปีนี้ จะส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษ (Extraordinary Experiences) ช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่มากกว่าแฟชั่นโชว์บนรันเวย์, เรื่องราวสุดพิเศษ (Extraordinary Storytelling) ที่ชวนให้ทุกคนดื่มด่ำไปกับเรื่องราวหลากหลายซึ่งสะท้อนผ่านผลงานของเหล่าดีไซเนอร์ไทยระดับแนวหน้า, ความประทับใจแสนพิเศษ (Extraordinary Impact) กับบรรยากาศของงานแฟชั่นวีคระดับโลกที่ทุกคนรอคอย และไม่เคยทำให้ผิดหวัง รวมถึง สถานที่สุดพิเศษ (Extraordinary Locations) เต็นท์สีขาวขนาดยักษ์สุดไอคอนิกอันเป็นที่จดจำของเหล่าแฟชั่นนิสต้า โดย Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 มาพร้อมไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้มากมาย

สำหรับ สยามเซ็นเตอร์ ‘The Ideaopolis’ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ตอกย้ำจุดยืนสู่การเป็น“The THAIdeaopolis – มหานครแห่งไทยสร้างสรรค์” พร้อมเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสสำหรับยังก์ดีไซเนอร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Visionary of THAI Creativity พลังไทยสร้างสรรค์สู่ผลงานแฟชั่นดีไซน์ระดับโลก ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ Epson ประเทศไทย นำเสนอผลงานสุดพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับรันเวย์นี้โดยเฉพาะ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับมรดกทางวัฒนธรรมของไทย จากการออกแบบของนิสิต-นักศึกษาสาขาการออกแบบและแฟชั่นดีไซน์ทั่วประเทศ 12 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (CIDI), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากจังหวัดชายแดนของไทย มาสร้างสรรค์ผืนผ้าและลวดลาย เป็นแฟชั่นร่วมสมัย เพื่อเน้นย้ำถึงพลังสร้างสรรค์แบบไทยที่ผสานประเพณีเข้ากับนวัตกรรม และยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่เวทีโลก โดยได้รับการสนับสนุนนวัตกรรมการพิมพ์ที่ทรงประสิทธิภาพจาก Epson เพื่อให้ได้ผลงานที่มีความคมชัด ติดทน อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้สนใจติดตามผลงานสุดสร้างสรรค์จากเหล่าดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ได้ที่เวที VISIONARY STAGE @ Siam Center ระหว่างวันที่ 9 – 12 ตุลาคม 2568 ณ เอเทรียม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ผลงานสร้างสรรค์ในงานนี้จะนำมาจำหน่ายผ่านทาง Absolute Siam Store ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ และ ONESIAM SuperApp อีกด้วย

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย พร้อมให้ทุกคนเข้ามาค้นพบ (Experiment), สร้างสรรค์ (Create) และพัฒนา (Cultivate) ได้อย่างไม่รู้จบ เตรียมมอบประสบการณ์แฟชั่นสุดล้ำในงาน “SIAM DISCOVERY FASHION REVOLUTIONARY 2025” ชวนทุกคนมาอัปเดตเทรนด์ FW25 – SS26 แบบเจาะลึกจากเสื้อผ้าแฟชั่นอิมพอร์ตมาแรงใน Discovery Selection และพลาดไม่ได้กับ Trend Talk แฟชั่นแห่งอนาคต โดย แอล-อรรคพล ฤทัยยานนท์ สไตลิสต์ชื่อดังแห่งวงการแฟชั่น ที่จะมา Mix & Match ไอเทมเด็ด พร้อมกิจกรรม Mini Styling Battle และชม Mini Fashion Presentation นำโดยแบรนด์แฟชั่นสุดฮอตจากทั่วโลกใน Discovery Selection อาทิ ADERERROR, ADSB Andersson Bell, A COLD WALL, AJOBYAJO, A KIND OF GUISE, AMBUSH, AMOMENTO, Baum und Pferdgarten, Damson Madder, JIJI STUDIO, Joshua Sanders, Les Deux, Never Fully Dressed, OPEN YY, SAMSOE SAMSOE, Studio Nicholson, Wax London และ XLIM นอกจากนี้ยังมีโซนสไตลิ่งสุดพิเศษให้สนุกกับการ Mix & Match ด้วยตัวเอง โดยมีสไตลิสต์นำเสนอคอลเลกชันลุคเพื่อเป็นไอเดียและแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นให้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ลุคผ่านตุ๊กตากระดาษที่ทั้งสนุกและสะท้อนสไตล์เฉพาะตัวได้อย่างชัดเจน พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษ! ช้อปครบ 5,000 บาท รับฟรี Discovery Selection Tote Bag และส่วนลดพิเศษอีกมากมาย ตั้งแต่วันที่ 14-19 ตุลาคม 2568 ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม

เตรียมตัวและชุดให้พร้อม ร่วมสัมผัสปรากฏการณ์แฟชั่นวีคสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” กลางเดือนตุลาคม 2568 นี้ ที่สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.siamparagon.co.th หรือเฟซบุ๊ก Siam Paragon

จุฬาฯ – ACT เปิดตัว “Corruption Watch แชตฟ้องโกง ทันใจ” ครั้งแรกในไทย! แจ้งเบาะแสโกงได้ง่าย ปลอดภัย ไม่เปิดเผยตัวตน

จุฬาฯ – ACT เปิดตัว “Corruption Watch แชตฟ้องโกง ทันใจ” ครั้งแรกในไทย! แจ้งเบาะแสโกงได้ง่าย ปลอดภัย ไม่เปิดเผยตัวตน

จุฬาฯ – ACT เปิดตัว “Corruption Watch แชตฟ้องโกง ทันใจ” ครั้งแรกในไทย! แจ้งเบาะแสโกงได้ง่าย ปลอดภัย ไม่เปิดเผยตัวตน

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดตัว “Corruption Watch – แชตฟ้องโกง ทัน ใจ” เครื่องมือดิจิทัลใหม่ล่าสุดที่เปิดโอกาสให้ประชาชน แจ้งเหตุสงสัยการทุจริตได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตน โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Chula the Impact ครั้งที่ 35 เมื่อวันพุธที่ 17 กันยายน 2568 การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย ที่ทำให้ “ทุกคน” มีพลังในการร่วมตรวจสอบความโปร่งใส

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นนำพลังวิชาการและนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาสังคม การพัฒนา Corruption Watch คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ประชาชนร่วมสอดส่องและแจ้งเบาะแสได้สะดวกและปลอดภัย เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมโปร่งใสไปด้วยกัน”

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT กล่าวเสริมว่า “หัวใจของการปราบโกง คือทำให้ประชาชนมีพื้นที่ร้องเรียนอย่างปลอดภัย เมื่อมีคนฟังและนำไปแก้ไข ประชาชนก็พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น Corruption Watch คือตัวช่วยที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า แชตฟ้องโกง ทันใจ พัฒนาจากงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาระบบร้องเรียนที่ยังไม่สมบูรณ์ ให้กลายเป็น แพลตฟอร์มที่ใช้ง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทุกคน สามารถส่งข้อความ ภาพ หรือเสียง พร้อมระบบปกป้องผู้แจ้งอย่างเข้มงวด

คุณฐิติวรดา เอกบงกชกุล ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังฯ ป.ป.ช. ย้ำว่า “ขณะนี้ เห็นแนวโน้มคอรับชันรูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังสร้างปัญหา แชตฟ้องโกง ทันใจ จะเสริมพลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. และช่วยให้การรับเรื่องจากประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ด้านคุณวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า “นี่คือโอกาสที่ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบการทุจริต สร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสจากฐานรากของสังคมไทย ประชาชนจะมั่นใจว่าเสียงความเดือดร้อนจะดังไปถึงผู้มีอำนาจให้มาแก้ไข“

งานเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน – มหาวิทยาลัย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และสื่อมวล ชน – ในการสร้าง ระบบนิเวศการต่อต้านคอร์รัปชันที่ยั่งยืน และย้ำว่า “การปราบโกง ไม่ใช่เรื่องของใครคนเดียว แต่คือพลังของทุกคน”

ประชาชนทุกคนสามารถร่วมเป็น “ผู้เฝ้าระวังการโกง” ได้ทันทีผ่าน

   •   LINE Official Account: @corruptionwatch

   •   เว็บไซต์: https://cs.actai.co/

ไอคอนสยาม ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์สายน้ำสำคัญของไทย โครงการ ‘สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา’ คืนความงดงามให้เจ้าพระยา

ไอคอนสยาม ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์สายน้ำสำคัญของไทย  โครงการ 'สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา'  คืนความงดงามให้เจ้าพระยา

ไอคอนสยาม ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์สายน้ำสำคัญของไทย โครงการ ‘สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา’ คืนความงดงามให้เจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ และเครือข่ายพันธมิตรริมแม่น้ำทุกภาคส่วน ผนึกกำลังฟื้นฟูแม่น้ำสายหลักของประเทศผ่านโครงการ “สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลสายน้ำ เนื่องในวันแม่น้ำโลก (World Rivers Day 2025) และกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจัดพิธีเปิดโครงการเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ณ  ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม พร้อมกิจกรรมเก็บขยะในเจ้าพระยาและการรณรงค์ให้ร่วมกันอนุรักษ์แม่น้ำ ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนมิถุนายน 2569

พิธีเปิดตัวโครงการได้รับเกียรติจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ, อธิบดีกรมเจ้าท่า, ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการเขตสาทร, ผู้อำนวยการเขตสัมพันธ์วงศ์, ผู้อำนวยการเขตบางรัก, ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ประธานสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา ประธานสมาคมเรือไทย, นายกสมาคมโรงแรมไทย, คุณณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด รวมถึงผู้บริหารจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศแรกที่มีปริมาณขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่ทะเลมากที่สุดในโลก มีปริมาณขยะพลาสติกที่หลุดรอดลงทะเลประมาณ 22.8 ล้านกิโลกรัมต่อปี นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและสิ่งมีชีวิตในทะเล ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อลดปริมาณขยะ และจัดการขยะอย่างถูกวิธี โดยผมเชื่อมั่นว่าโครงการ ‘สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา’ ที่ไอคอนสยามและพันธมิตรทุกภาคส่วน ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อปลุกจิตสำนึก สร้างความตระหนักรู้แก่สังคม และสนับสนุนให้ชุมชนและเยาวชนมีบทบาทในการดูแลรักษาแม่น้ำเจ้าพระยา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการแก้ปัญหานี้ และจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวม รวมถึงจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ให้ดียิ่งขึ้นด้วย”

ด้าน ณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ หัวเรือใหญ่ของโครงการนี้ ให้ข้อมูลว่า แม่น้ำเจ้าพระยา คือแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ของคนไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของวิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณี ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง ทว่าทุกวันนี้เจ้าพระยากำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของผู้คนที่พึ่งพาแม่น้ำสายนี้ โดยเฉพาะปัญหาขยะ ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ของเจ้าพระยาในปัจจุบัน

“ด้วยตระหนักถึงปัญหาขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ส่งผลกระทับต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของผู้คนที่พึ่งพาแม่น้ำสายนี้ ไอคอนสยาม ในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่เจ้าพระยา ภายใต้การสนับสนุนและความมุ่งมั่นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งยึดถือหลักการพัฒนาธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า และเครือข่ายพันธมิตรริมแม่น้ำทุกภาคส่วน ดำเนินโครงการ ‘สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา’ เพื่อประสานความร่วมมือในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำสายนี้อย่างจริงจัง โดยเป็นโครงการระยะยาว ที่ไม่เพียงรณรงค์ให้สังคมเกิดจิตสำนึกและตระหนักถึงคุณค่าของเจ้าพระยา แต่เป็นการลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การเก็บขยะ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ติดตั้งทุ่นดักขยะ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายเยาวชนและชุมชนริมน้ำ ให้มีบทบาทในการดูแลรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะช่วยคืนความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ ให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายน้ำแห่งความภาคภูมิใจ ส่งต่อความใสสะอาดและยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลังต่อไป” คุณณรงค์กล่าว

ทั้งนี้โครงการ “สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา” สะท้อนให้เห็นถึงพลังสามัคคีของเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์สายน้ำแห่งชีวิต ผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการ “มรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา” และกิจกรรมเก็บขยะและทำความสะอาดท่าเรือ เนื่องในวันแม่น้ำโลก (World Rivers Day 2025) บริเวณท่าเรือสาทร, ท่าเรือสี่พระยา, ท่าเรือราชวงศ์, ท่าเรือท่าดินแดง, ท่าเรือกรมเจ้าท่า และท่าไอคอนสยาม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่จะดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการทดลองติดตั้งทุ่นดักขยะระยะทาง 3 กิโลเมตร จากสะพานตากสินถึงสะพานพระปกเกล้า โดยเริ่มต้นที่ท่าเรือไอคอนสยาม ก่อนขยายไปยังท่าเรืออื่น ๆ และการติดตั้งป้ายรณรงค์ไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ รวมถึงข้อปฏิบัติในการใช้แม่น้ำ บริเวณท่าเรือ ชุมชนริมน้ำ และบนเรือต่าง ๆ ตลอดจนกิจกรรมเก็บกระทงในเทศกาลลอยกระทง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 โดยทั้งหมดนี้เป็นโครงการระยะยาวที่จะดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569

ไอคอนสยาม เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมืออันแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชนริมแม่น้ำ ที่มุ่งมั่นตั้งใจจริงในการดำเนินโครงการ “สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา” จะช่วยยกระดับจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรู้ในสังคมถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อให้เกิดการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีความงดงาม สร้างรายได้แก่ชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และคงคุณค่าเป็นมรดกแห่งสายน้ำสู่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป

สคบ. จับมือ SSRU เตรียมยกระดับการจัดการสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในยุคดิจิทัล

สคบ. จับมือ SSRU เตรียมยกระดับการจัดการสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในยุคดิจิทัล

สคบ. จับมือ SSRU เตรียมยกระดับการจัดการสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.53 น.

สคบ. จับมือ มรภ.สวนสุนันทา เตรียมยกระดับแนวทางการจัดการสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยและไม่ได้มาตรฐานในยุคดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จัดพิธีเปิดโครงการศึกษาวิเคราะห์การบริหารจัดการสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้มาตรฐาน ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 ณ โรงแรมทีเคพาเลซ แจ้งวัฒนะ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวทรงศิริ จุมพล รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในพิธีเปิด

ภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ “สินค้าด้อยคุณภาพที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในยุคดิจิทัล” ซึ่งมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

การดำเนินโครงการครั้งนี้มี รองศาสตราจารย์ ดร.วิจิตรา ศรีสอน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ทำหน้าที่หัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชน และผู้บริโภคทั่วไป

โครงการยังได้จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์และข้อเสนอแนะ อันจะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสมและทันสมัย

สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเล็งเห็นถึงความสำคัญในการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมสร้างแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้มาตรฐานต่อไป ก็เพื่อให้ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และไม่ถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภค ตลอดจนนําไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

-(016)

เอเอส วัตสัน เฉลิมฉลองวันเภสัชกรโลก เพื่อเชิดชูเกียรติเภสัชกร

เอเอส วัตสัน เฉลิมฉลองวันเภสัชกรโลก เพื่อเชิดชูเกียรติเภสัชกร

เอเอส วัตสัน เฉลิมฉลองวันเภสัชกรโลก เพื่อเชิดชูเกียรติเภสัชกร

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

ในวันเภสัชกรโลก เอเอส วัตสันภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความทุ่มเทและความเชี่ยวชาญของเครือข่ายเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตที่มีสุขภาพได้ดีขึ้น

 “ในวันอันมีความหมายนี้ เราขอแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งต่อเภสัชกรกว่า 3,000 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกือบ 10,000 คนของเอเอส วัตสันทั่วโลก นอกเหนือจากการให้บริการในร้านแล้ว พวกเขายังให้บริการคำปรึกษาทางออนไลน์ในหลายๆ ตลาดของเรา แสดงถึงความทุ่มเทและใส่ใจ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือทุกเวลา ทุกที่ ความเชี่ยวชาญของพวกเขานั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้ลูกค้าของเราก้าวผ่านเส้นทางสุขภาพด้วยความมั่นใจ” ปีเตอร์ แมคแน็บ International Commercial Director of AS Watson กล่าว

ตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีที่เพิ่มขึ้น

ธุรกิจด้านสุขภาพของเอเอส วัตสันยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การให้ความสำคัญกับการดูแลเชิงป้องกันที่เพิ่มมากขึ้น และการเติบโตที่แข็งแกร่งของหมวดสินค้า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายโดยรวมของสินค้าสุขภาพและความงาม เพิ่มขึ้นกว่า 10% โดยหมวดวิตามินและอาหารเสริมก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เช่นกัน และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักและฟิตเนส เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจกว่า 20%

การควบคุมน้ำหนัก กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยยอดขายผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องพุ่งขึ้น 130% เมื่ออัตราโรคอ้วนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้าจำนวนมากขึ้นหันมาพึ่งพาเภสัชกรที่น่าเชื่อถือเพื่อขอคำแนะนำที่ปลอดภัยและเชี่ยวชาญ เภสัชกรของเอเอส วัตสันให้การเข้าถึงยาและอาหารเสริมสำหรับการควบคุมน้ำหนัก พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับโภชนาการ วิถีชีวิต และแนวทางสุขภาพที่ยั่งยืน เพื่อเสริมพลังให้ลูกค้าดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้

เสริมการเติบโตของหมวดสินค้านี้คือการนำกลยุทธ์ค้าปลีก O+O (ออฟไลน์ และออนไลน์) ของเอเอส วัตสันมาใช้อย่างรวดเร็ว

ยอดขายออนไลน์ของผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปสู่การเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพจำเป็นที่น่าเชื่อถือผ่านช่องทาง O+O ที่สะดวก การเพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการชื่นชอบประสบการณ์ช้อปปิ้ง O+O เท่านั้น แต่ยังแสดงถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในการจัดการสุขภาพของตนเองในเชิงรุก

เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มเหล่านี้ เอเอส วัตสันได้ขยายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยนำเสนอสินค้าครบครันตั้งแต่วิตามินและอาหารเสริม ไปจนถึงโซลูชันเฉพาะโรค เอเอส วัตสันมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเดินทางด้านสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของลูกค้าทุกคน ด้วยทั้งความกว้างและความลึกของตัวเลือก

เสริมพลังลูกค้าสุขภาพทุกช่วงอายุ

เอเอส วัตสันกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลังในด้านประชากรศาสตร์ของลูกค้า โดยทั้งคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุต่างให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของตนเองมากขึ้น

มีการเติบโตอย่างน่าทึ่ง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนในกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยที่แสวงหาผลิตภัณฑ์สุขภาพ การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้บริโภควัยรุ่นเกี่ยวกับการดูแลเชิงป้องกันและความเป็นอยู่ที่ดีพวกเขากำลังแสวงหาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่สะดวกซึ่งสนับสนุนวิถีชีวิตและเป้าหมายสุขภาพระยะยาวของพวกเขา

ในขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าที่มีอายุสูงขึ้น (Silver Generation) ซึ่งคิดเป็นกว่า 30% ของลูกค้าด้านสุขภาพของเอเอส วัตสันและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ลูกค้ากลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 1.4 เท่าของผู้ซื้อสินค้าสุขภาพทั่วไป สะท้อนการมีส่วนร่วมและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพเฉพาะบุคคลที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของพวกเขา

ปีเตอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราภาคภูมิใจที่ได้ให้บริการลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่มีอายุน้อยและผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นพลังขับเคลื่อนในหมวดสุขภาพ และเรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนพวกเขาด้วยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์ชอปปิงสุขภาพแบบ O+O “

ขณะที่เอเอส วัตสันยังคงพัฒนาไปพร้อมกับตลาดสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงความมุ่งมั่นของเราต่อนวัตกรรม การเข้าถึงได้ และการดูแลที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางยังคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมพลังให้เภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพด้วยเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เหมาะสม เรากำลังสร้างอนาคตของการค้าปลีกสุขภาพ ที่เป็นแบบเฉพาะบุคคล ครอบคลุม และเชื่อมต่อทางดิจิทัลมากขึ้น

‘เลดี้กาก้า เมืองไทย’สุดภูมิใจ นำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน คว้ารางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025

'เลดี้กาก้า เมืองไทย'สุดภูมิใจ นำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน คว้ารางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025

‘เลดี้กาก้า เมืองไทย’สุดภูมิใจ นำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน คว้ารางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

อีกครั้ง กับความภูมิใจ ที่นำ ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่าง “น้ำมันมะรุม” หรือ GOLDEN MORINGA OIL คว้ารางวัล RENEWING FACIAL OIL AWARD GURU’S PICK ในงาน SUDSAPDA BEAUTY AWARDที่ผ่านมา “โซเฟีย เชน”เจ้าของฉายา (เลดี้กาก้า เมืองไทย)ในฐานะที่เป็น ตัวแทน บริษัท ปัญญา เนเชอรัล แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด เข้ารับรางวัล ในครั้งนี้ และเป็นความภาคภูมิใจ ที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งในการ ขับเคลื่อน ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่าง “น้ำมันมะรุม” ซึ่งเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สู่ธุรกิจระดับโลก กับ GOLDEN MORINGA OIL BY PANYA Natural โดยคุณ โซฟี่ กล่าวว่า

“โซฟี่ ..รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้เป็นตัวแทนของบริษัท PANYA มารับรางวัล Renewing Facial Oil Award ในงาน Sudsapda Beauty Award 2025 ค่ะ ทุกหยดของ Golden Moringa Oil เกิดจากความตั้งใจของ “คุณเอ็มมี่”  ที่จะใช้นวัตกรรมพัฒนาน้ำมันมะรุมที่ทำเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและตอบโจทย์ผิวของผู้หญิงไทยอย่างแท้จริงจริง ๆ แล้ว รางวัลนี้ไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว แต่เป็นของลูกค้าทุกคนที่เชื่อมั่นและสนับสนุน PANYA มาตลอดขอบคุณทุกเสียงตอบรับ ขอบคุณที่เลือกให้ PANYA อยู่ในชีวิตประจำวันของคุณนะคะ…..เราสัญญาว่าจะตั้งใจพัฒนาสิ่งดี ๆ แบบนี้ต่อไป เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ของที่ทั้งดีต่อผิว และดีต่อใจค่ะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ”

โดยในงาน“SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025” ปีที่ 11 จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “VIBRANCY & SERENITY” ความมีสีสันและความสงบ สื่อถึงการดูแลตัวเองที่สร้างทั้งสีสันและความสงบจากการเติมเต็มให้ตัวเอง ซึ่งในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ชั้นนำต่างๆ รวมทั้ง THAI BEAUTY BRAND ที่ได้รับรางวัล 55 รางวัล ผ่านการโหวตทางออนไลน์ และการลงคะแนนจากคณะกรรมการ 4 ท่าน ได้แก่ น้องฉัตร – ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ Makeup Artist แถวหน้าของเมืองไทย, ดร.อานุภาพ เอื้อยฉิมพลี อาจารย์และ อินฟลูเอนเซอร์ด้านความงามแห่ง DARM BEAUTY LEGEND, ออม – สุชาร์ มานะยิ่ง นักแสดงสาวที่หลงใหลในสกินแคร์และสีสันของเมคอัพ และการคัดสรรโดย BEAUTY EDITOR แห่ง SUDSAPDA ณิชารีย์ หวานชะเอม,ศศิมา อิศรางกูร ณ อยุธยา บรรณาธิการอำนวยการ SUDSAPDA เผยว่า “เป็นเวลา 11 ปี ที่ทาง SUDSAPDA จัดงานประกาศผลและมอบรางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS อย่างต่อเนื่อง นับเป็นรางวัลที่ทาง SUDSAPDA ตั้งใจมอบให้แก่ทุกแบรนด์ที่เป็นไอคอนด้านความงาม โดยปีนี้มาในธีม “VIBRANCY & SERENITY” สีสันสดใสและความสงบ สื่อถึงการดูแลตัวเองทั้งภายนอกและภายในที่สมดุล เพื่อสร้างความมั่นใจและความสุขในตัวเรา

คุณแหน : 29 กันยายน 2568

คุณแหน : 29 กันยายน 2568

คุณแหน : 29 กันยายน 2568

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.20 น.

๐๐พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลโทบุญสิน พาดกลาง เป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษ  ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป..๐๐

๐๐ ฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.เชิญร่วมงานคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ครบรอบ 14 ปี วันที่ 7 ต.ค. 10.00 น. ที่ห้องประชุมสายลม 5011 สำนักงาน กสทช. และเชิญร่วมบริจาคเงินเพื่อการกุศลให้แก่สภากาชาดไทย ในโครงการ “เงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย..๐๐

๐๐สวด นิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ ศาลาเถา บุญมา วัดธรรมมงคลเถาบุญนนท์วิหาร สุขุมวิท 101  วันที่ 28 ก.ย.-4 ต.ค.19.00 น.ฌาปนกิจ 5 ต.ค.15.00 น..อภิญญา แจ้งอริยวงศ์ ภริยาผู้วายชนม์ ฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้..

๐๐ยองใย เกษมศรี ณ อยุธยา ประธานก่อตั้งชมรมทำดีเพื่อแผ่นดิน ผลิตสินค้าเพื่อหารายได้มาทำกิจกรรมของชมรม มีเสื้อยืด กระเป๋าสะพายกระเป๋าหิ้ว สอบถามได้ที่ 081-5625968..๐๐

๐๐ บุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดการอบรม การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ พ.ศ. 2568..๐๐

๐๐สถาบันพระบรมราชชนก ลงนาม MOU กับ คณะเภสัชฯ ม.มหิดล จัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์แห่งใหม่ โดยมีเภสัชมหิดลเป็นสถาบันพี่เลี้ยง เพื่อหนุนการผลิตเภสัชกรลงพื้นที่ชนบท มุ่งยกระดับบริการปฐมภูมิ เพิ่มการเข้าถึงยา ลดปัญหาซื้อยากินเอง พร้อมต่อยอดความรู้ด้านการผลิตยาและสมุนไพร เพื่อพัฒนาสาธารณสุขไทยอย่างยั่งยืน..๐๐

๐๐ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#8 กว่า 20 คนมาสังสรรค์และรวมฉลองให้ ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็น ผอ.สำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ 1 ตค.นี้ งานนี้ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์, ใจทิพย์ ยศกรณ์, กล้า ตั้งสุวรรณ, ณัฐพงศ โกวิทยานันท์, ไพโรจน์ เกียรติศิริขจร, ภัทริณี ภูมิวาร, ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์, ดร.วิชัย สีสุด ไม่พลาด..๐๐

๐๐ติดลมบนแล้วสำหรับแฟนคลับภาพยนตร์ไทยสุดหลอน “ธี่หยด 3” ยาจิตร์ ยุวบูรณ์  คุณแม่ของ ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ โปรดิวเซอร์คนเก่ง  ชวนเพื่อนๆ ไปร่วมชมรอบปฐมฤกษ์ 1 ต.ค.นี้..๐๐

๐๐ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานบ.เคเอฟยู ผู้นำเข้าอาหาร เบเกอรี่และช็อกโกแลตแบรนด์ดังจากทั่วโลกอย่าง  See’s Candies ช็อกโกแลตพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา มาเปิด Pop-up Store แห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 โซน Central Court  ..๐๐

คุณแหน

กินไม่เค็มก็เสี่ยงโรคไต ลดอาหารแปรรูป-เบเกอรี่-ชานมไข่มุก แหล่งโซเดียมที่ทำไตพังไม่รู้ตัว

กินไม่เค็มก็เสี่ยงโรคไต  ลดอาหารแปรรูป-เบเกอรี่-ชานมไข่มุก แหล่งโซเดียมที่ทำไตพังไม่รู้ตัว

กินไม่เค็มก็เสี่ยงโรคไต ลดอาหารแปรรูป-เบเกอรี่-ชานมไข่มุก แหล่งโซเดียมที่ทำไตพังไม่รู้ตัว

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

หลายคนเข้าใจว่าถ้าเรา “ไม่ติดเค็ม” ก็คงไม่เสี่ยง “โรคไต” แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ทำร้ายไตเราอย่าง “โซเดียม” กลับซ่อนอยู่ในอาหารไม่เค็มหลายอย่าง ทั้งในขนมปังหรือกุนเชียงที่แทบไม่มีรสเค็ม หรือแม้แต่ชานมไข่มุกและเยลลี่ โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่การศึกษาพบว่าคนไทยส่วนใหญ่กลับกินโซเดียมมากถึง 3,600–3,700 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกินเกือบเท่าตัว สะท้อนถึงความไม่รู้ในเรื่องโซเดียมที่ซ่อนอยู่ในอาหาร ทำให้หลายคนเป็นโรคไตไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่โรคไตเข้าสู่ระยะรุนแรงจนสายเกินแก้

พญ. ฉมานันท์ สัจจานนท์ อายุรแพทย์โรคไต ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลวิมุต เผยข้อมูลอันตรายของโรคไต และแหล่งที่มาของโซเดียมที่เราไม่เคยรู้ พร้อมเทคนิคง่ายๆ ในการลดโซเดียมเพื่อปกป้องไตของเราให้แข็งแรง

โรคไตคืออะไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตหรือยัง

ไต เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกรองของเสีย ช่วยควบคุมระดับน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ภาวะที่เรียกว่า ‘โรคไต’ จึงหมายถึงการที่ไตทำงานผิดปกติ ซึ่งแบ่งการวินิจฉัยออกเป็น 2 แบบ คือ การตรวจพบความผิดปกติของไต เช่น มีนิ่วหรือถุงน้ำในไต สภาพไตผิดปกติจากการอัลตราซาวนด์โปรตีนรั่วในไต เม็ดเลือดแดงและขาวรั่วออกมาจากปัสสาวะ เป็นต้น ส่วนอีกแบบคือเมื่อตรวจพบว่าอัตราการการกรองของเสียของไต (eGFR) ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ซึ่งค่านี้อาจจะลดลงเมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไปจนเลือดเสียสมดุล ทำให้เรากระหายน้ำและดื่มน้ำมากขึ้น พอน้ำและโซเดียมไปสะสมในเลือดมากจะทำให้ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้ไตทำงานหนักจนหน่วยกรองไต (glomerulus) ถูกยืดและเสื่อมลง ทำให้ค่า eGFR ลดต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทบสุขภาพ

รู้จักโรคไตทั้ง 5 ระยะ อย่าปล่อยให้ลุกลามจนเป็นอันตราย

โรคไตที่วัดจากค่า eGFR แบ่งออกเป็น 5 ระยะ โดยระยะที่ 1 จะมีค่า eGFR เกิน 90 ระยะที่ 2 จะมีค่า eGFR อยู่ในช่วง 60–90 ซึ่งยังไม่นับว่าเป็นโรคไตเสื่อม เป็นการบ่งบอกว่าไตเริ่มทำงานผิดปกติ แต่มักไม่ทำให้เกิดอาการชัดเจน ทว่าเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งค่า eGFR จะลดลงต่ำกว่า 60 อาจจะเริ่มเกิดอาการผิดปกติ เช่น ตัวบวม ปัสสาวะเริ่มมีฟอง หรือปวดศีรษะรุนแรง จากความดันโลหิตสูง หากปล่อยให้ลุกลามจนถึงระยะที่ 4–5 ที่มีค่า eGFR ต่ำกว่า 30 อาจทำให้ไตเสียหายถาวร โดยผู้ป่วยอาจปัสสาวะออกน้อยลง ตัวบวมเรื้อรัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีอาการสับสนหรือซึม ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาอาจมีน้ำท่วมปอด หรือความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจวายหรือเส้นเลือดสมองแตกได้

สายกินต้องรู้ มัดรวมอาหารไม่เค็มแต่ ‘โซเดียม’ สูง

หลายคนเข้าใจอาหารที่มีโซเดียมต้องมีรสเค็ม แต่โซเดียมเป็นเพียงส่วนประกอบในเกลือหรือเครื่องปรุงรสที่เรียกว่าโซเดียมคลอไรด์ หากโซเดียมไปรวมกับสารอื่น ๆ อาจไม่ทำให้เกิดรสเค็ม แต่ก็ยังมีผลเสียต่อร่างกายเหมือนเดิม โดยตัวอย่างของอาหารที่มีโซเดียมแต่อาจไม่มีรสเค็ม ได้แก่ ขนมปังและเบเกอรี่ที่ใส่ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอกหรือกุนเชียงที่ใช้โซเดียมไนไตรท์เพื่อถนอมอาหาร หรือของหวานพวกชานมไข่มุกและเยลลี่ที่มีสารทำให้เหนียวหนึบอย่างโซเดียมอัลจิเนต และสุดท้ายคืออาหารกระป๋องและน้ำผลไม้กล่องที่มีโซเดียมเบนโซเอตเป็นสารกันบูด เป็นต้น

มีโรคประจำตัว-เด็ก-ผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยงโรคไตที่ต้องระวัง

กลุ่มเสี่ยงโรคไตที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต โดยเฉพาะโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคถุงน้ำในไตหรือนิ่วในไต ส่วนอีกกลุ่มคือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพราะหากควบคุมโรคไม่ได้ ไตต้องกรองน้ำตาลหรือรับแรงดันสูงเกินไปจนเสื่อมเร็วขึ้น “ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่กินขนมขบเคี้ยวหรือฟาสต์ฟู้ดบ่อย ๆ ก็มักได้รับโซเดียมเกินจำเป็น คือมากกว่า 1,000 มก. สำหรับเด็ก และ 1,500 มก. สำหรับวัยรุ่น แม้ร่างกายเด็กจะฟื้นตัวได้ดีกว่า แต่การสะสมโซเดียมตั้งแต่อายุยังน้อยก็เป็นตัวเร่งให้ไตเสื่อมในระยะยาว ส่วนอีกกลุ่มที่ต้องระวังคือผู้สูงอายุ เพราะร่างกายซ่อมแซมได้ช้าลงและมักมีโรคร่วมหลายอย่าง จึงต้องควบคุมการกินให้ดีกว่าเดิม” พญ.ฉมานันท์ สัจจานนท์ อธิบาย

ปัสสาวะผิดปกติ-กดร่างกายแล้วมีรอยบุ๋ม สัญญาณเตือนต้องพบแพทย์ทันที

สัญญาณเตือนของโรคไตที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ปัสสาวะมีฟองมากขึ้น ตื่นมาปัสสาวะบ่อยกลางดึก ปัสสาวะออกน้อยลงหรือมีสีผิดปกติ เช่น สีน้ำตาลเข้มคล้ายน้ำปลาและน้ำอัดลม นอกจากนี้ หากมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่เมื่อกดบริเวณหน้าแข้งหรือหลังเท้าไว้ 3–5 วินาทีแล้วเกิดรอยบุ๋มไม่คืนรูป รวมถึงอาการบวมรอบดวงตาหรือใบหน้า ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายอาจมีโซเดียมหรือน้ำส่วนเกินสะสมมากเกินไป จึงควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

ฟอกไต ปลูกถ่ายไต ไม่ใช่ทางเลือกแรก ตรวจพบโรคไตตั้งแต่ระยะแรกยังรักษาได้

โรคไตจะรักษาตามสาเหตุและระยะของโรค หากตรวจพบค่า eGFR ผิดปกติไม่เกินระยะที่ 3 และไม่ได้ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ยังสามารถรักษาตามอาการและควบคุมโรค เช่น คุมความดันโลหิตและเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมถึงการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตเพื่อลดภาระการทำงานของไต แต่ถ้าพบค่า eGFR เข้าสู่ระยะที่ 4-5 อาจต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทน เช่น การฟอกไต ซึ่งมีทั้งการฟอกทางเลือดและการล้างไตทางช่องท้อง และในบางรายอาจต้องปลูกถ่ายไตเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติที่สุด

“หลายคนเป็นโรคไตเพราะไม่รู้ว่าอาหารที่กินอยู่ทุกวันมีโซเดียมมากกว่าที่คิด ดังนั้นอยากให้เริ่มลดโซเดียมวิธีง่าย ๆ ด้วยการไม่เติมเครื่องปรุงเพิ่ม ไม่ซดน้ำซุปจนหมด เน้นกินอาหารสดแทนข้าวกล่องหรืออาหารแปรรูป และดื่มน้ำระหว่างวันให้เพียงพอเพื่อช่วยขับโซเดียม ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะถ้าพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังมีโอกาสรักษาไตให้กลับมาแข็งแรงได้เสมอ” พญ.ฉมานันท์ สัจจานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0030 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

เดอะไนน์ ติวานนท์ หนุนเยาวชนแสดงนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม รีไซเคิลขวดน้ำ PETไร้ค่า สู่ของใช้รักษ์โลก

เดอะไนน์ ติวานนท์ หนุนเยาวชนแสดงนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม  รีไซเคิลขวดน้ำ PETไร้ค่า สู่ของใช้รักษ์โลก

เดอะไนน์ ติวานนท์ หนุนเยาวชนแสดงนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม รีไซเคิลขวดน้ำ PETไร้ค่า สู่ของใช้รักษ์โลก

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัญหาขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง กลายเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมระดับโลก ข้อมูลสถิติชี้ว่า มนุษย์สร้างขยะเฉลี่ยถึง 1.14 กิโลกรัมต่อวัน โดยส่วนหนึ่งเป็นขยะจากบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการย่อยสลาย หากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ขยะเหล่านี้ไม่เพียงสร้างมลพิษต่อดิน น้ำ และอากาศ แต่ยังสะสมและสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก

เอ็ม บี เค ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา และเชื่อว่าการแก้ไขสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จาก ตัวเราเอง จึงมุ่งมั่งขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลาย อาทิ “ข.ขวดรักษ์โลก” และ “แยกขวดช่วยน้อง” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคัดแยกขวดพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง และส่งต่อสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยัง สร้างคุณค่าใหม่ ให้กลับคืนสู่โรงเรียนและชุมชน สร้างทั้งประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

ล่าสุด ในงานตลาดนัดวัยเรียน ปีที่ 4 ภายใต้โครงการ MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน ที่เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ศูนย์ การค้าในเครือ เอ็ม บี เค ไม่เพียงเป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ สร้างรายได้เสริม และเรียนรู้โลกการค้าขายจริง แต่ยังเป็นเวทีเปิดโอกาสให้แสดงศักยภาพด้านสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ หนึ่งในไฮไลต์ที่เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงาน ตลาดนัดวัยเรียน ปี 4 คือการนำเสนอผลงาน “ถังรักษ์โลก ฝาสร้างค่า ปลูกจิตอาสา พัฒนายั่งยืน” ผลงานสร้างสรรค์จากนักเรียนและครูโรงเรียนชุม ชนวัดบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเข้าร่วมโครงการ “แยกขวดช่วยน้อง” ภายใต้การสนับสนุนของ เอ็ม บี เค สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงได้อย่างโดดเด่น โดยบูรณาการการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสู่การปฏิบัติจริง มีการเก็บรวบรวมฝาขวดพลาสติกกว่า 2,500 ฝา ภายใน 1 ภาคเรียน คิดเป็นน้ำหนักฝาพลาสติกประมาณ 5 กิโลกรัม โดยฝาขวดเหล่านี้ถูกเปลี่ยนโฉมเป็น “ถังรักษ์โลก” ดีไซน์สวยงาม ใช้งานได้จริงในโรงเรียน และทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนรู้เชิงปฏิบัติให้นักเรียนได้เห็นวงจรชีวิตของวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะ ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมพัฒนาจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม สร้างจิตอาสาให้กับนักเรียน ครูในโรงเรียนและชุมชนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ณัฐธิดา ศรีมงคุณ ครูโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี กล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า “เราเห็นเด็ก ๆ ทิ้งฝาขวดจำนวนมาก จึงนำความรู้จากโครงการแยกขวดช่วยน้อง มาต่อยอดคิดประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุรีไซเคิล จนกลายเป็นถังรักษ์โลกจากฝาขวด เพื่อให้เด็กๆ ตระหนักถึงผลกระทบและเห็นว่าพวกเขามีส่วนช่วยลดขยะในโรงเรียนได้จริง ที่ผ่านมานักเรียนสนุกกับโครงการฝาแลกยิ้มมาก และเกิดความเข้าใจว่าฝาขวดสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อยากฝากถึงทุกโรงเรียนว่าขยะมีค่าเสมอ หากเรานำมารีไซเคิลให้ถูกวิธีค่ะ”

และอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า คือ ฐานรีไซเคิลเวิร์กชอป วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ ที่นำถุงผ้ารักษ์โลกมาให้เด็กๆ ร่วมระบายสี พร้อมเรียนรู้ว่าถุงผ้าเหล่านี้ทำจากขวดน้ำพลาสติกใส (PET) ผ่านการอัปไซเคิลในโรงงานแปรรูป ถักทอผสมเส้น ใยสังเคราะห์จนกลายเป็นผืนผ้า ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ  ผ้าไตรจีวร  ผ้าห่ม  เสื้อโปโล และชุด PPE  ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน  

ปารณีย์ แก้วเกิดสี จิตอาสาวัดจากแดง กล่าวเสริมว่า“กิจกรรมเวิร์คชอปวันนี้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าหากมีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี ขยะเหล่านั้นสามารถนำกลับมาให้เกิดประโยชน์ได้อีก โดยถุงผ้า 1 ใบสามารถลดขยะจากขวดน้ำ 4 ขวด หรือผ้าห่ม 1 ผืน ผลิตจากขวดน้ำ 11 ขวด เทียบเท่าการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือการปลูกต้นไม้ 0.1 ต้น “เราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน มาช่วยกันปลูกฝังเด็กๆ ทำให้เห็นว่าการคัดแยกขยะสามารถเริ่มได้ที่ตัวเราเองค่ะ ” 

ความร่วมมือระหว่าง เอ็ม บี เค  เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ โรงเรียนและชุมชน ในงานนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นศักยภาพของการรีไซเคิล แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนตระหนักว่า ขยะทุกชิ้นสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าได้ หากเรามองเห็นโอกาสและลงมือทำ เป้าหมาย “ขยะเป็นศูนย์” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือการเดินทางที่เริ่มต้นได้จากเราทุกคน  และจากมือเล็ก ๆ ของเด็กในวันนี้ อาจกลายเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืนในวันข้างหน้า

ณัฐธิดา ศรีมงคุณ ครูโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี

ณัฐธิดา ศรีมงคุณ ครูโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี

ปารณีย์ แก้วเกิดสี จิตอาสาวัดจากแดง

ปารณีย์ แก้วเกิดสี จิตอาสาวัดจากแดง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2025  ระดมความคิด ’วิกฤตโลก ทางออกไทย’  เสนอทางออก ‘ยั่งยืน’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2025  ระดมความคิด ’วิกฤตโลก ทางออกไทย’  เสนอทางออก ‘ยั่งยืน’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2025  ระดมความคิด ’วิกฤตโลก ทางออกไทย’  เสนอทางออก ‘ยั่งยืน’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเวทีเสวนาแห่งปี MFLF Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด“วิกฤตโลกทางออกไทย” (Global Challenges, Local Solutions at Scale) โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรีวีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เวทีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็น ทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทยในการก้าวข้ามวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโลก ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน

ในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกและไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง การค้า และกฎระเบียบสากลที่เข้มขึ้น ขณะเดียวกันวิกฤตสิ่งแวดล้อม เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและไฟป่ากว่า 42 ล้านไร่ทั่วโลก กดดันเศรษฐกิจฐานรากของไทย แม้ป่าไม้ในประเทศลดลงช้ากว่าหลายภูมิภาค แต่หากไม่มีมาตรการเชิงรุกจะปรับตัวไม่ทัน รายงาน IPCC ชี้ว่าการดำเนินงานด้านการเงินและการเชื่อมโยงชุมชนยังไม่พอ เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ดร. พิรุณ ยกมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงให้เห็นเป็นกรณีศึกษาว่า การอนุรักษ์ต้องควบคู่การใช้ประโยชน์และแบ่งปันผลลัพธ์อย่างเป็นธรรม ด้านการค้า มาตรการ CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรปจะกระทบสินค้าส่งออกและรายได้ของประเทศ ส่วนตลาดคาร์บอนในไทยยังอ่อน จำเป็นต้องเชื่อมโยง T-VER กับภาคบังคับ และผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป้าหมายสำคัญคือสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ออกกฎหมายและกองทุนภูมิอากาศเชื่อมตลาดคาร์บอนกับภาคบังคับ และกระจายประโยชน์สู่ประชาชน เพื่อให้ไทยก้าวสู่ net zero ปี 2050 ได้อย่างมั่นคง

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึง บทบาทสำคัญของชุมชนและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่าการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนในวันนี้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ถึง 4 เท่า สะท้อนผลลัพธ์จากการทำงานหนักและความร่วมมือของชุมชน พร้อมเน้นว่าการอนุรักษ์และการป้องกันจะเกิดผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน

โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการขับเคลื่อนต่อไปว่า BAU (Business As Usual) ไม่เพียงพอ การทำงานต่อไปต้องลงลึกกว่าการทำงานแบบเดิม และไม่มองเพียงมิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องครอบคลุมถึงความผาสุกโดยรวม รวมถึงเรื่อง well-being ซึ่งมีธรรมชาติอยู่ในนั้นด้วย

นอกจากนี้ ควรคว้าโอกาสจากปัญหา เราพร้อมหรือยังที่จะลงทุนด้าน nature credits เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องพิ สูจน์ด้วยผลลัพธ์จริง อย่างโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนแสดงให้เห็นแล้วว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกฝ่ายให้ความสำคัญและร่วมมือกัน รวมถึงต้องมองระยะยาวแบบข้ามรุ่น เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เพียง 10–15 ปี แต่ต้องมองไปถึงรุ่นถัดไปที่อาจได้รับผลกระทบ เศรษฐกิจและความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และต้องหากฎเกณฑ์ใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง และป้องกันไม่ให้ธุรกิจเข้าไปครอบงำการพัฒ นาที่ควรเป็นของชุมชน โดยภาคการเกษตรคือหัวใจ หากเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรจะสามารถสร้างและกระจายรายได้ในวงกว้าง เนื่องจาก supply chain ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในประเทศเรา และที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึง cost of action และ cost of inaction ว่าการลงมือหรือการเพิกเฉยจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร

จากนั้นเป็นการเสวนาหลัก 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 “วิกฤตโลก ทางออกไทย” มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนคือ ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ดร. กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย และ ดร. สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยสะท้อนภาพรวมของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนหลายคนมองว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนขัดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เนื้อหาในการพูดคุยชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนและการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเดินไปด้วยกันได้ หากเกิดการ “รีบาลานซ์” ระหว่างผลกำไรกับผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและมองโอกาสจากการลงทุนสีเขียวเพื่อสร้าง S curve ใหม่ ลดต้นทุนของการไม่ทำ และใช้กลไก Public Private Partnership (PPP) กับระบบนิเวศที่เอื้อให้ภาคธุรกิจและชุมชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังเน้นว่าการบริหารจัดการทรัพยากรควรเริ่มจากการกระจายอำนาจสู่ชุมชน คิดเชิงป้องกันมากกว่ารอแก้ไข และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติกว้าง ทั้งหมดนี้ คือแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ช่วงที่ 2 “กุญแจสู่การอยู่รอดของคนและธรรมชาติ” มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ทวิโรจน์ ทรงกำพล ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) นิรันดร์ นิรันดร์นุต Country Project Manager, UNDP BIOFIN และ สมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้เสวนาย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคป่าไม้ต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ รวมถึงความจำเป็นของคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงและเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนในฐานะตัวเชื่อมมนุษย์ คาร์บอน และสิ่งแวดล้อม จึงต้องเร่งรักษาและขยายพื้นที่สีเขียวที่ไม่ใช่เพียงเป็นป่าไม้ แต่เป็นพื้นที่เขียวที่มีระบบนิเวศน์สมบูรณ์ โดยเฉพาะป่าชุมชนที่สอดคล้องกับ SDGs และเป้าหมาย Net Zero

ในขณะเดียวกัน การลงทุนนวัตกรรมทางการเงิน เช่น blended finance และการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน จะเปิดโอกาสสร้างผลลัพธ์หลายด้าน ทั้งลดก๊าซเรือนกระจก รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และยกระดับชีวิตชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจผนวกประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ากับกลยุทธ์สร้างมูลค่า โครงการป่าชุมชนจึงถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานสูงและการมีส่วนร่วมของชุมชน และยังเป็นสะพานไปสู่นวัตกรรมการเงินใหม่ๆ เช่น biodiversity credit และ nature credit ที่กระจายโอกาสการพัฒนาไปยังพื้นที่ชนบท ทำให้การลงทุนด้านความยั่งยืนกลายเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และกุญแจสู่การอยู่รอดของทั้งคนและธรรมชาติก็คือการรักษา และเพิ่มปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพที่โลกกำลังสูญเสียไปอย่างมากให้กลับคืนมาเพื่อความอยู่รอดของคนรุ่นต่อๆ ไป เพราะถ้าคนไม่รอด ป่าไม่รอด ธุรกิจก็ไม่รอด

ช่วงที่ 3 “เสวนาพิเศษ” โดยมี วิชัย เป็งเรือน ผู้ใหญ่บ้านต้นผึ้งและประธานเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ คุณทอน ใจดี ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดพะเยา และตัวแทนภาคธุรกิจ ไพบูล ตันกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หุ้นส่วนและกรรมการบริษัท PwC Thailand ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของชุมชนที่ร่วมโครงการป่าชุมชน โดยย้ำว่าการดูแลป่าอย่างเป็นระบบช่วยให้คนกับธรรมชาติเกื้อกูลกันในทุกมิติ ชุมชนทั้งที่แม่โป่งและบ้านปี้มีคณะกรรมการและชาวบ้านทุกช่วงวัยร่วมกันวางกฎระเบียบ ใช้ประโยชน์และดูแลป่าอย่างยั่งยืน จัดการแหล่งน้ำและเชื้อเพลิง ลดไฟป่า และต่อยอดเป็นอาชีพเสริม เช่น ทำจานใบไม้ ไม้กวาด น้ำผึ้ง และการท่องเที่ยวชุมชนจนเกิดกองทุนและเครือข่ายปลอดการเผา พร้อมทั้งเปิดพื้นที่เป็นแหล่งศึกษาและถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชนอื่นด้านภาคเอกชนมองว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและการลงทุนด้านความยั่งยืน  จึงเข้ามาสนับสนุนและให้คำปรึกษาด้านการตรวจติดตามการเงิน เพื่อเสริมสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่สะท้อนประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

อีกวาระสำคัญภายในงาน คือพิธีส่งมอบคาร์บอนเครดิตจำนวน 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ซึ่งถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มากที่สุดที่เคยมีการส่งมอบในประเทศไทย จากโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ: การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2564 ครอบคลุม 12 โครงการใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และพะเยา โดยส่งมอบให้แก่ 7 องค์กรเอกชน ความสำเร็จนี้อาศัยความร่วมมือจาก 14 หน่วยงานและเครือข่ายป่าชุมชน และตั้งอยู่บนรากฐาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่มูลนิธิฯ สานต่อร่วมกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนกว่า 30 ราย ฟื้นฟูป่าชุมชนแล้วกว่า 250,000 ไร่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมพร้อมส่งเสริมศักยภาพชุมชนในการรักษาป่าและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ตลอดจนการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

การจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2025 ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งปีในการระดมความคิดและความร่วมมือ ร่วมหาทางออกด้านความยั่งยืน แต่ยังสะท้อนพันธกิจระยะยาวของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่จะยืนหยัดเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน โดยมีทั้งเวทีนี้และกิจกรรมอื่นๆ เป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ “ความยั่งยืน” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจริงในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล 

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล