สทน.ขยายห้องตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนักในอาหาร พร้อมให้บริการวิเคราะห์ธาตุครบวงจร

สทน.ขยายห้องตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนักในอาหาร พร้อมให้บริการวิเคราะห์ธาตุครบวงจร

สทน.ขยายห้องตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนักในอาหาร พร้อมให้บริการวิเคราะห์ธาตุครบวงจร

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.10 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ   สทน. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในอาหารเป็นปัญหาที่น่ากังวลและมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งโลหะหนักเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน เช่น พืชผักที่ปลูกในดินที่มีโลหะหนัก หรืออาหารทะเลที่ปนเปื้อนจากน้ำเสีย การปนเปื้อนโลหะหนักในอาหารสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังได้ การตรวจสอบสารปนเปื้อนโลหะหนักจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของ ความปลอดภัยด้านอาหารและสุขภาพของผู้บริโภคอีกทั้งเป็นเงื่อนไขในการนำเข้าและการส่งออกสินค้า เพราะหากตรวจพบโละหนักเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด สินค้าอาจถูกตีกลับทำให้สูญเสียรายได้และความน่าเชื่อถือของประเทศ แม้ในประเทศไทยจะมีห้องปฏิบัติการทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน ที่ให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนักในอาหารนำเข้าและอาหารส่งออกมากกว่า 200 แห่ง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการบริการ คือ ในช่วงที่มีปริมาณสินนำเข้าสินค้าส่งออกมาก อาจจะต้องรอคิวนาน อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างราคาค่อนข้างสูง และห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ภายในตัวเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กหรือกลุ่มเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงบริการได้  สทน. จึงได้ขยายการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการตรวจวัดสารปนเปื้อนที่มีในอาหารส่งออกและนำเข้า ให้สามารถตรวจวิเคราะห์โลหะหนักที่ปนเปื้อนในอาหารได้

นางสาว นิชธิมา รุ่งปิ่น นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการ ศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สทน.กล่าวว่า จากประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน กำหนดให้มีการตรวจปริมาณสูงสุดของโลหะหนักที่ปนเปื้อนในอาหารนำเข้าและส่งออก ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว ดีบุก ปรอท สารหนู  สทน. จึงได้ขยายขอบข่ายการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการตรวจวัดสารปนเปื้อนที่มีในอาหารส่งออก-นำเข้า  ศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์จากเดิมที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์เฉพาะสารกัมมันตภาพรังสีที่ปนเปื้อนในอาหาร โดยขยายขอบเขตการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักที่ปนเปื้อนในอาหารเพิ่มขึ้น  โดยได้รับเงินสนับสนุนการจัดซื้อเครื่อง Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometer (ICP-MS) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 45 ล้านบาท จากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำให้ห้องปฏิบัติการของ สทน. สามารถตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก แคดเมียม ตะกั่ว ดีบุก ปรอท และสารหนู ที่ปนเปื้อนในอาหารได้  ตั้งเป้าให้บริการแก่ผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร และกลุ่มห้องปฏิบัติการภาคเอกชนที่ไม่สามารถตรวจวิเคราะห์สารกัมมันตภาพรังสีได้  สำหรับเกษตรกรที่อยูในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงบริการตรวจวิเคราะห์นี้ได้โดยผ่านโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างมูลค่าให้อาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังชันด้วยการฉายรังสี  ที่ทางห้องปฏิบัติการฯ ได้ร่วมมือกับฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีของ สทน. ลงไปพบปะให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร โดยสามารถส่งตัวอย่างอาหารที่ต้องการให้ตรวจวิเคราะห์ผ่านทางโครงการ  หรือกรอกใบคำขอตรวจสอบสารปนเปื้อนผ่านระบบ e-service โดยเข้าผ่านหน้าเว็บไซต์ของ สทน. แล้วส่งตัวอย่างมาที่ สทน. ระยะเวลาในการตรวจสอบถ้าเป็นโลหะหนัก ใช้เวลาประมาณ 15 วันทำการ  สทน. จะส่งผลวิเคราะห์ให้ผู้ประกอบการทาง e-mail สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นราคามาตรฐานของส่วนราชการ  ธาตุกัมมันตภาพรังสีที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ ได้แก่ ธาตุกลุ่มอัลฟา  ได้แก่ ยูเรเนียม-235  ยูเรเนียม-238  อะเมริเซียม-241  พลูโตเนียม-238  พลูโตเนียม-239  และพลูโตเนียม-247 นอกจากที่กล่าวมาแล้ว

ปัจจุบัน สทน. กำลังพัฒนาวิธีตรวจวิเคราะห์หายาฆ่าแมลงในข้าวเพื่อตรวจสอบสารพิษจากเชื้อราในข้าว และในพืชตระกูลถั่ว มีหลายวิธีในการกำจัดส่วนประกอบที่เป็นพิษเหล่านี้ออกจากสารตั้งต้นที่แตกต่างกัน (การตกตะกอนทางเคมี, การฟอกด้วยไฟฟ้า, การจับตัวเป็นก้อนและการตกตะกอน, การกำจัดด้วยการเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง, และกระบวนการที่ใช้การดูดซับ) แต่ขั้นตอนส่วนใหญ่มีราคาแพงและดำเนินการได้ยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีการที่มีต้นทุนต่ำในอาหาร งานนี้เป็นการทบทวนการมีอยู่ของโลหะหนักในสารตั้งต้นอาหารที่แตกต่างกัน (เช่น ผลไม้ ผัก นม ผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ อนุพันธ์จากเนื้อสัตว์ น้ำมัน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) และให้ภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันทั่วโลก โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์เกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและระดับมลพิษที่สูง เมื่อพิจารณาว่าคุณภาพทางพิษวิทยาของอาหารส่งผลต่อการยอมรับ งานนี้ให้ข้อมูลที่มีคุณค่าเกี่ยวกับสถานการณ์จริงในหัวข้อที่เสนอ

-(016)

NSM ทดลองเปิดให้บริการ ‘ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคตฯ’ แห่งที่ 5 สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทย์แก่เยาวชน

NSM ทดลองเปิดให้บริการ 'ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคตฯ' แห่งที่ 5 สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทย์แก่เยาวชน

NSM ทดลองเปิดให้บริการ ‘ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคตฯ’ แห่งที่ 5 สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทย์แก่เยาวชน

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

FUTURIUM ศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมแห่งอนาคตและทดสอบด้านอาชีพ – ทักษะแห่งแรกของประเทศไทยและอาเซียน NSM พร้อมทดลองเปิดให้บริการวันที่ 17 มิ.ย. – 13 ก.ค.68 พบ Job World จัดแสดง 27 อาชีพต้นแบบในยุคปัจจุบันถึงอนาคตให้เยาวชนทดลองสวมบทบาทแต่ละอาชีพ พร้อม 7 Innovation World โชว์นวัตกรรมการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM แถลงข่าวการทดลองเปิดให้บริการ “FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต พิพิธภัณฑ์แห่งที่ 5 ของ NSM” โดยมี ดร.กรรณิการ์ เฉิน รอง ผอ.อพวช.ร่วมแถลง ว่า ขณะนี้ FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคตของ NSM พร้อมทดลองเปิดให้บริการแล้ว ระหว่างวันที่ 17 มิ.ย. – 13 ก.ค.2568 เพื่อทดสอบระบบและการให้บริการต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาก่อนเปิดให้บริการจริงในช่วงปลายปี 2568 นี้ ทั้งนี้ แนวคิดของการจัดตั้ง FUTURIUM เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดย NSM ซึ่งทำหน้าที่สร้างความตระหนักและแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับเยาวชน เรามองว่าอนาคตของประเทศไทยจะต้องขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องผลิตแรงงานคุณภาพสูง ซึ่งต้องทำแบบครบวงจร ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นต้น ดังนั้น FUTURIUM จึงได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านนวัตกรรมและทดสอบด้านอาชีพ – ทักษะแห่งแรกของประเทศไทยและยังถือเป็นแห่งแรกของอาเซียนอีกด้วย

ผอ.NSM กล่าวต่อว่า เราตั้งใจให้ FUTURIUM เป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ของ NSM ที่จะปลูกฝังให้เยาวชนมีความรักและแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์จากการนำเสนอด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ผ่านนิทรรศการ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ต่างๆ ที่ชวนให้ค้นพบ หาคำตอบ ลงมือทำ โดยเฉพาะโซน Job World ที่เป็นการแนะแนวเส้นทางอาชีพในปัจจุบันต่อเนื่องไปถึงอนาคต ซึ่งเป็นอาชีพที่เชื่อมโยงกับวิทยาศาสร์และวิศวกรรมศาสตร์ โดยจะจัดแสดง 27 อาชีพต้นแบบให้เยาวชนได้มาทดสอบสวมบทบาทในแต่ละอาชีพ ประกอบด้วย นักพัฒนาสายพันธุ์, วิศวกรเกษตรอัจฉริยะ,นักปฏิบัติการโรงเรือนระบบปิด,วิศวกรเครื่องกล, นักออกแบบยานยนต์,นักวางแผนระบบโลจิสติกส์,วิศวกรพลังงานแสงอาทิตย์, วิศวกรพลังงาน,นักธรณีวิทยาปิโตรเลียม,เชฟอาหารรักษ์โลก, นักวิทยาศาสตร์การอาหาร,นักพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหาร,นักออกแบบผลิตภัณฑ์, นักออกแบบคาแรคเตอร์,นักออกแบบเครื่องประดับ,นักจัดการภัยพิบัติ, นักวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ,นักฉุกเฉินการแพทย์,นักพัฒนาซอฟต์แวร์, เจ้าหน้าที่สืบสวนนิติวิทยาดิจิทัล, วิศวกรหุ่นยนต์,วิศวกรดาวเทียม, วิศวกรซ่อมบำรุงอากาศยาน,นักภูมิสารสนเทศ,นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, นักคิดค้นยา,และวิศวกรชีวการแพทย์

“ใน 27 อาชีพต้นแบบ จะมีห้องจำลองในแต่ละอาชีพและให้ทดลองฝึกประสบการณ์ เช่น ห้อง Automobile & Transportation Hub: ศูนย์วิศวกรรมยานยนต์และการขนส่ง จะเน้นอาชีพที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่งในอนาคต อาชีพตัวอย่าง ได้แก่ วิศวกรเครื่องกล, นักออกแบบยานยนต์, และนักวางแผนระบบโลจิสติกส์ หรือห้อง Energy Laboratory: ห้องปฏิบัติการพลังงาน จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังงานสะอาดและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน อาชีพตัวอย่าง ได้แก่ วิศวกรพลังงานแสงอาทิตย์, วิศวกรพลังงาน, และนักธรณีวิทยาปิโตรเลียม เป็นต้น เมื่อเยาวชนได้เข้ามาทดสอบจะได้รู้ว่าตัวเองถนัดหรือชอบในอาชีพใด  ซึ่ง Job World จะมีคำตอบให้กับเยาวชนทุกคน” ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ยังมีโซน Innovation World จัดแสดงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เตรียมความพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลง อันหลากหลายของสังคมในอนาคต จัดแสดงนิทรรศการทั้งหมด 7 แกลเลอรี่ ได้แก่ 1.นวัตกรรมการคมนาคมขนส่ง สัมผัสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านระบบขนส่งได้พลิกโฉมการเดินทางไปสู่ยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพเหนือระดับ  2.นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ก้าวสู่โลกแห่งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สัมผัสนวัตกรรมที่พลิกโฉมวิถีชีวิตมนุษย์ ที่ซึ่งเครื่องจักรและปัญญาประดิษฐ์ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเรา 3.นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ ความท้าทายแห่งการจัดการภัยพิบัติ ร่วมสำรวจเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วย ทำนาย ป้องกัน และรับมือ กับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกของเรา 4.นวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน เปิดมุมมองใหม่สู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน 5.นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ เปิดโลกแห่ง “เกษตรอัจฉริยะ” ผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเพาะปลูกเพื่อสร้างระบบการเกษตรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน 6.นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี การเดินทางของเทคโนโลยีชีวภาพและนาโนคือเรื่องราวแห่งความก้าวหน้า ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์และ 7.นวัตกรรมอวกาศและการบิน พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของประเทศไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นย้ำถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค 

“กลุ่มเป้าหมายของ FUTURIUM เป็นเด็กและเยาวชน แต่ถ้าเป็นกลุ่มเด็กโตระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ปลาย ที่พอมีพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาแล้วจะได้ประโยชน์สูงสุด อีกกลุ่มคือ กลุ่มครูแนะแนว เพื่อนำไปแนะนำเด็กกับเส้นทางอาชีพที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มมหาวิทยาลัยและกลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วย โดยในช่วงการทดลองเปิดให้บริการนี้ ผู้สนใจสามารถจองผ่านระบบรับจองของ NSM ได้ ซึ่งจะมีการเก็บค่าบริการในราคาย่อมเยาว์ และต้องขอความร่วมมือในการให้ความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงการให้บริการก่อนเปิดให้บริการจริง” ผอ.NSM กล่าว

สำหรับราคาเข้าชมนิทรรศการ Innovation World ราคาปกติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 100 บาท ช่วงเปิดรอบพิเศษ ลดราคา 50% ราคากิจกรรม Job World (เฉพาะเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป) เด็กราคา 300 บาท ผู้ใหญ่ 300 บาท ช่วงเปิดรอบพิเศษ ลดราคา 50%

จองเข้าชมได้ที่ https://ticket.nsm.or.th/ เปิดให้บริการวันอังคาร – วันศุกร์: 09.30 – 15.00 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์: 09.30 – 17.00 น. สอบถามโทร. 0 – 2577  – 9999 ต่อ 2122-2123 หรือ Faceook : NSMThailand 

-(016)

ททท. เปิดรับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งการให้ผ่านโครงการ Let Me Be Your Journey

ททท. เปิดรับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งการให้ผ่านโครงการ Let Me Be Your Journey

ททท. เปิดรับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งการให้ผ่านโครงการ Let Me Be Your Journey

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.30 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต่อยอด Grand Moment ขับเคลื่อนปีแห่งการท่องเที่ยวไทย AmazingThailand Grand Tourism & Sport Year 2025 ผ่านโครงการ “Let Me Be Your Journey” ภายใต้แนวคิด “Moment of Giving” มุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมาย ผ่านกิจกรรมจิตอาสาเชิงท่องเที่ยว ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปิดมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยว พร้อมค้นพบความสุขจากการเป็น “ผู้ให้” โดยการพาน้องๆ ผู้ด้อยโอกาสจำนวน 60 คน จากโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา บ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ออกเดินทางเปิดโลกกว้าง ผ่านการท่องเที่ยวใน 3 เส้นทางได้แก่ พัทยา ชลบุรี และเขาใหญ่ ตลอดเดือนสิงหา คมนี้

โดยเปิดรับอาสาสมัครจำนวน 90 คน ผ่านทาง http://www.letmebeyourjourney.com ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 กรก ฎาคม นี้ (ประกาศรายชื่ออา สาสมัคร จำนวน 90 คน ผ่านทาง http://www.letmebeyourjourney.com และ Facebook : Letmebeyourjourney  ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568) ติด ตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการ Let me be your journey เพิ่มเติมได้ที่ http://www.letmebeyourjourney.com, Facebook: Letmebeyourjourney, Line : @letmebeyourjourney

‘วัตสัน’เปิดตัว Refill Station แห่งแรกในไทย ส่งเสริมไลฟ์สไตล์รักษ์โลกอย่างยั่งยืน

'วัตสัน'เปิดตัว Refill Station แห่งแรกในไทย ส่งเสริมไลฟ์สไตล์รักษ์โลกอย่างยั่งยืน

‘วัตสัน’เปิดตัว Refill Station แห่งแรกในไทย ส่งเสริมไลฟ์สไตล์รักษ์โลกอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.10 น.

วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของไทย เปิดตัว Refill Station สำหรับผลิตภัณฑ์ Naturals by Watsons แห่งแรกที่ได้รับอนุญาตจาก อย. อย่างเป็นทางการของประเทศไทย ที่ร้านวัตสัน สาขาเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ตอกย้ำจุดยืนในการส่งเสริมสินค้าทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างประสบการณ์การชอปปิงแบบยั่งยืนแก่ผู้บริโภค โดยพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายน 2568

ทั้งนี้ Refill Station ถือเป็นก้าวสำคัญของวัตสัน ในการสนับสนุนพฤติกรรมการใช้ซ้ำ (Refillable Lifestyle) เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastic) โดยผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของ Naturals by Watsons ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเติมซ้ำได้ ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อย่างมีนัยสำคัญ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ต้องการดูแลตัวเองควบคู่กับการดูแลโลก สอดคล้องกับแนวคิด 3P (People, Planet, Product) ที่วัตสันยึดถือในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพ ความงาม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Health is Beauty, Beauty is Health”

อิศราวดี มีป้อม Customer Controller วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “แบรนด์ Naturals by Watsons นั้นถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการดูแลเส้นผมและผิวกายอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมนวด สบู่อาบน้ำ โลชั่น และแฮนด์ครีม โดยออกแบบมาด้วยความใส่ใจเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ตามชื่อที่สื่อได้ถึงความเป็นธรรมชาติ

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ Naturals by Watsons คือการใช้ส่วนผสมหลักที่มาจากธรรมชาติมากกว่า 95% โดยหลีกเลี่ยงการใส่ส่วนผสมที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย นอกจากนี้ยังใช้ขวดบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจาก Ocean Bound Plastic (OBP) 100% ซึ่งเป็นพลาสติกที่ถูกเก็บตามชายฝั่งทะเล ก่อนที่พลาสติกเหล่านี้จะลงสู่ทะเล ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทรและผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

การเปิดตัว Refill Station ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของวัตสันในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดี และเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม เป็นการส่งเสริมหลักการ 3R คือ Reduce (ลดการใช้) Reuse (ใช้ซ้ำ) และ Recycle (รีไซเคิล) โดยเฉพาะการใช้ซ้ำที่ช่วยลดการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามในดวงใจผู้บริโภค เราภูมิใจที่เป็นเจ้าแรกในตลาด Health and beauty ที่ริเริ่มโครงการ Refill Station อย่างจริงจังในประเทศไทย และมีแผนที่จะขยายบริการนี้ไปยังสาขาอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องในอนาคต เพราะวัตสันเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้อย่างยิ่งใหญ่”

โดยลูกค้าที่สนใจสามารถนำขวดของผลิตภัณฑ์ Naturals by Watsons ที่ล้างสะอาดแล้วมาเติมผลิตภัณฑ์ได้ในราคาเพียง 55 บาทต่อขวด 490 มิลลิลิตร หรือหากไม่มีขวดเปล่า สามารถซื้อขวดเปล่าใหม่ได้ในราคาเพียง 20 บาทต่อขวด พร้อมทั้งมีการอำนวยความสะดวกติดฉลากและระบุรายละเอียดวันที่ผลิตและวันหมดอายุเพื่อความปลอดภัย ตามมาตรฐานที่หน่วยงาน อย.กำหนด

มาร่วมกันสร้าง “ความสวยที่ยั่งยืน” ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการดูแลตัวเองควบคู่กับการดูแลโลก และเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของวัตสันในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย กับโซน Refill Station สำหรับผลิตภัณฑ์ Naturals by Watsons ภายในร้านวัตสัน สาขาเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store    

‘My Trip, Your Gift–ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ’ ชวนสัมผัส Grand Moment เติมเต็มหัวใจ พร้อมส่งต่อสิ่งดีๆ สู่ชุมชน สัง คม สิ่งแวดล้อม

‘My Trip, Your Gift–ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ’ ชวนสัมผัส Grand Moment เติมเต็มหัวใจ พร้อมส่งต่อสิ่งดีๆ สู่ชุมชน สัง คม สิ่งแวดล้อม

‘My Trip, Your Gift–ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ’ ชวนสัมผัส Grand Moment เติมเต็มหัวใจ พร้อมส่งต่อสิ่งดีๆ สู่ชุมชน สัง คม สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย และเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าของการแบ่งปัน ผ่านโครงการ My Trip, Your Gift – ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ ที่จะเปลี่ยนทริปการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลายเป็น “ของขวัญ” สุดล้ำค่า สำหรับตัวคุณเอง ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอภายในธีม Grand Moment of Giving หรือโมเมนต์แห่งการให้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Grand Moment ประจำปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 

ในวันที่เทรนด์การท่องเที่ยวหันมาใส่ใจคุณค่าของการเดินทางที่มากกว่าความบันเทิงหรือพักผ่อน แต่เป็นการท่องเที่ยวอย่างมีจุดหมาย (Purpose-Driven Travel) โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่แสวงหาประสบการณ์ลึกซึ้ง การมีส่วนร่วมกับชุมชน การทำกิจกรรมอาสา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ สอดคล้องกับ Sustainable Travel Report 2024 ของ Booking.com ที่เผยว่า 76% ของนักเดินทางทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวยั่งยืน และ 54% ยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นหากรู้ว่าเงินที่ใช้จ่ายนั้นส่งผลดีต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เผย “ททท. มุ่งส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมายลึกซึ้ง ผ่านโครงการ My Trip, Your Gift – ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ ซึ่งมีแนวคิดหลักคือ #เที่ยวเพื่อให้ โดยต้องการเปิดมุมมองการท่องเที่ยวในมิติใหม่ ๆ ที่ตัวนักท่องเที่ยวจะได้รับคุณค่าจากการออกเดินทางมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถส่งต่อประโยชน์สู่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบของ Grand Moment of Giving

โครงการ My Trip, Your Gift – ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ ได้จัดทำ 4 เส้นทางต้นแบบตามแนวคิดเที่ยวเพื่อให้ ซึ่งตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ดังนี้

เส้นทาง Self – Giving (ให้ตัวเอง) จังหวัดน่าน พาตัวเองไปสัมผัสความสุขสไตล์ต๊ะต่อนยอน พร้อมปรนเปรอร่างกายและจิตใจด้วยการพักผ่อนที่มีระดับ

เส้นทาง Giving to Community (ให้ชุมชน) จังหวัดบุรีรัมย์ สวมบทลูกหลานชาวบ้านโคกเมืองไปท่องเที่ยวและเรียนรู้อัตลักษณ์ถิ่นเพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

เส้นทาง Giving to Society (ให้สังคม) จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมทำกิจกรรมอาสาเพื่อจรรโลงสังคม เติมเต็มโลกใบเล็กของเด็ก ๆ ที่ Bamboo School ให้กว้างขึ้น

เส้นทาง Giving to Environment (ให้สิ่งแวดล้อม) จังหวัดตรัง ฟื้นฟูธรรมชาติด้วยการปลูกหญ้าทะเล สร้างแหล่งอาหารให้พะยูน และช่วยรักษาระบบนิเวศทางทะเล

ททท. ได้คัดสรรสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพตามแนวคิดเที่ยวเพื่อให้ ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวเพื่อให้ตัวเอง ให้ชุมชน ให้สังคม และให้สิ่งแวดล้อมมานำเสนอ อีกทั้งจับมือกับพันธมิตรและผู้ประกอบการต่างๆ ร่วมจัดทำส่วนลด ข้อเสนอพิเศษตลอดจนสิทธิประโยชน์อีกมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการออกเดินทางไปเที่ยวเพื่อให้ โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้เติบโต ควบคู่กับการสร้างผล กระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”  อภิชัย กล่าวเสริม

ททท. ขอชวนทุกคนร่วมสร้างสรรค์และแชร์ไอเดียเที่ยวเพื่อให้ในแบบที่คุณ “อิน” มากที่สุดผ่านกิจกรรม My Trip, Your Gift Challenge ประ กวดออกแบบ #เส้นทางแห่งการให้ โดยมีเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 120,000 บาท สำหรับเกณฑ์การตัดสิน เน้นไปที่การมีความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง และผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพราะการประกวดครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า รวมทั้งเกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงไปสู่ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ติดตามรายละเอียดและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 เพื่อเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า รวมทั้งเกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงไปสู่ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการท่องเที่ยว

ร่วมสัมผัสโมเมนต์เที่ยวเพื่อให้และความพิเศษมากมายจากโครงการ My Trip, Your Gift – ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ที่ Facebook Page: My Trip, Your Gift – ทริปของฉัน ของขวัญให้เธอ Instagram: @mytrip.yourgift และ Line OA: @mytrip.yourgift

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.

‘แสงแดด’ ตัวการทำร้ายผิวพัง อย่ามองข้าม แม้ช่วงหน้าฝน

‘แสงแดด’ ตัวการทำร้ายผิวพัง อย่ามองข้าม แม้ช่วงหน้าฝน

‘แสงแดด’ ตัวการทำร้ายผิวพัง อย่ามองข้าม แม้ช่วงหน้าฝน

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.14 น.

แม้เข้าสู่ช่วงฤดูฝน แต่บางวันที่ฝนทิ้งช่วง แสงแดดยังรุนแรงจนร้อนแทบไม่ไหว ที่น่ากลัวคือ แสงแดดและรังสี UV ยังเป็นตัวร้ายทำลายผิว โดยรังสี UVA เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวคล้ำเสีย เพราะสามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นผิว ถ้าไม่ป้องกัน ผิวจะดูหมองคล้ำ ขาดความกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ และหากรังสี UVA สามารถทะลุเข้าสู่ชั้นลึกของผิวหนัง ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ทำให้ผลผิวหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยก่อนวัย และหากอยู่กลางแดดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกันจะเกิดอาการผิวแสบร้อน แดง จากรังสี UVB ที่เป็นตัวการของอาการผิวไหม้แดด

กิฟฟารีน มาแชร์เทคนิคดูแลผิวด้วยตัวช่วยปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพ แสงแดดจะแรงแค่ไหนก็ไม่หวั่น ถ้าเลือกผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวอย่างชาญฉลาด

อากาศร้อนยิ่งทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย ตัวช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ใต้ชั้นผิวเป็นสิ่งสำคัญ แนะนำเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี ไฮยาลูรอน (Hyaluron) ซึ่งช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นให้แก่ผิว อย่าง กิฟฟารีน ไฮยา อินเทนซีฟ ไวท์เทนนิ่ง พรี-ซีรั่ม (GIFFARINE HYA-INTENSIVE WHITENING PRE-SERUM) ซีรั่มสูตรเข้มข้น เนื้อบางเบา  อุดมด้วยไฮยาลูรอนบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Natural Hyaluron 100% (Ecocert Cosmetic) จากเยอรมนี รวมทั้ง Flower Extract สารสกัดจากดอกไม้ 3 สายพันธุ์จากฝรั่งเศส ร่วมด้วย Caviar Lime Extract สารสกัดมะนาวคาเวียร์จากออสเตรเลีย ที่เป็น Natural AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ดูสดใส เสริมด้วย Sakura Extract สารสกัดจากดอกซากุระจากเกาหลี ช่วยยับยั้งกระบวนการเกิด AGEs (Advanced Glycation End Products) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอย และ Niacinamide  ให้ผิวแลดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้เป็นขั้นตอนแรกก่อนการบำรุงผิวหน้า

สำหรับผิวกายต้องมีตัวช่วยเช่นกัน เชื่อว่าไม่มีใครชอบให้ผิวเหนอะหนะ กิฟฟารีน ซีเคร็ท ไวท์ บอดี้ โลชั่น (Giffarine Secret White Body Lotion) ตอบโจทย์การบำรุงผิวด้วยเนื้อสัมผัสที่ซึมเร็ว บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ โดยมีส่วนผสมของสารสกัดจาก NaturaI BHA (Willow Bark) ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และลดปัญหาผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่เรียบเนียน ผสานวิตามินบี 3 และสารสกัดโยเกิร์ต ที่ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำให้แลดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เปล่งปลั่ง มีสุขภาพดี รวมทั้งมีสารปกป้องผิวจากรังสียูวี ลดปัญหาผิวที่เกิดจากแสงแดด ใช้แล้วผิวมีความชุ่มชื้น น่าสัมผัส

ปกป้องผิวจากการบำรุงแล้ว มาดูแลผิวจากภายใน เสริมด้วยกันแดดแบบทานได้ ตัวช่วยที่ไม่ควรมองข้าม ช่วยให้ผิวแข็งแรงสู้แดด ปกป้องรังสี UV ให้ผิวจากภายใน ด้วย กิฟฟารีน ไลท์อะเวย์ มิกซ์ แคโรทีนอยด์ (Giffarine Lightaway Mixed Carotenoids) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันมะกอกธรรมชาติ ผสมมิกซ์ แคโรทีนอยด์ อุดมไปด้วย 5 แคโรทีนอยด์จากธรรมชาติ 100% โดย แคโรทีนอยด์ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ช่วยลดการเกิดผิวแสบแดงเมื่อสัมผัสรังสี UVA และช่วยลดการกระตุ้นการสร้างเม็ดสีในชั้นผิว เมื่อสัมผัสรังสี UVB พร้อมปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า ซึ่งความอันตรายจากแสงสีฟ้า กว่า 50% ของตัวการทำลายผิวที่ลึกกว่ารังสียูวี เป็นสาเหตุของการอักเสบในระดับชั้นหนังแท้ คอลลาเจนถูกทำลาย เกิดอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ผิวเสื่อม หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยได้ง่าย

สำหรับ กิฟฟารีน ไลท์อะเวย์ มิกซ์ แคโรทีนอยด์ (Giffarine Lightaway Mixed Carotenoids) ประกอบด้วยแคโรทีนอยด์หลายชนิด ได้แก่ แอลฟาแคโรทีน และเบต้าแคโรทีน จากผลปาล์ม Non-GMO เป็น Natural Pro Vitamin A หรือสารตั้งต้นในการสังเคราะห์วิตามินเอที่มาจากธรรมชาติ, ลูทีน ซีแซนทีน จากดอกดาวเรือง Non-GMO ได้รับรางวัลชนะเลิศจากงาน Nutra Ingredient Asia 2022 สาขา Healthy Aging, ไลโคพีน จากมะเขือเทศ โดยในรูปแบบน้ำมันสามารถดูดซึมได้ดีกว่าการได้รับจากมะเขือเทศสด เนื่องจากไลโคพีนจะจับกับใยอาหารในมะเขือเทศ ทำให้ดูดซึมไปใช้ได้ยาก

นอกจากนี้ ยังผสานสารสำคัญที่ช่วยเสริมให้ผิวแข็งแรง ได้แก่ โทโคไตรอีนอลจากผลปาล์ม ที่เป็นแหล่งของโทโคไตรอีนอลมากที่สุด และเป็น Super Vitamin E ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า Vitamin E ถึง 60 เท่า โดยผลิตด้วยเทคโนโลยีที่มีการจดสิทธิบัตร ดูดซึมได้ดีกว่าโทโคไตรอีนอลทั่วไปถึง 300% นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันมะกอกธรรมชาติ ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคโรทีนอยด์ไปใช้ได้เพิ่มขึ้น 1-5 เท่า และ Vitamin E ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

อย่าปล่อยให้แสงแดดเป็นตัวร้ายทำลายผิว เพราะผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดดอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู แต่ถ้าเริ่มดูแลและปกป้องผิวด้วยความใส่ใจ  ผิวไบรท์และแข็งแรงจะอยู่กับเราตลอดไป

‘จังซีลอน’จิตอาสาร่วมเก็บขยะชายหาดป่าตอง

'จังซีลอน'จิตอาสาร่วมเก็บขยะชายหาดป่าตอง

‘จังซีลอน’จิตอาสาร่วมเก็บขยะชายหาดป่าตอง

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

นายแจ็คกี้ เธีย ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต นำทีมพนักงาน บริษัท ภูเก็ตสแควร์ จำกัด กว่า 50 คน ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) “เก็บขยะมรสุมชายหาดป่าตอง” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรม WORK & PLAY ที่จัดขึ้นภายในองค์กร เพื่อความสามัคคี และร่วมสร้างจิตสำนึกการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมสานต่อโครงการ “SAVE THE SEA” อย่างต่อเนื่อง ร่วมกันรณรงค์ อนุรักษ์ และดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายหาดให้สวยงามอย่างยั่งยืนต่อไป ณ บริเวณชายหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เมื่อเร็วๆ นี้

เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน ‘ผลไม้ตะวันออก’ สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายผลไม้ช่วยเกษตรกร

เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์  จัดงาน ‘ผลไม้ตะวันออก’ สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายผลไม้ช่วยเกษตรกร

เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน ‘ผลไม้ตะวันออก’ สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายผลไม้ช่วยเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.43 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายผลไม้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรระบายมะม่วงและผลไม้อื่นๆ ตามฤดูกาล ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน “ผลไม้ตะวันออก” คัดสรรผลไม้คุณภาพเยี่ยมจากเกษตรกรภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคอื่นๆ ส่งตรงจากเกษตรกรถึงมือผู้บริโภค พร้อมชวนคนไทย “ช้อป ชิม” ผลไม้สดใหม่ตามฤดูกาลในราคายุติธรรม ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย กระจายผลผลิตจากแหล่งผลิต ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด และสนับสนุนให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทย กระจายผลผลิต ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา

 งาน “ผลไม้ตะวันออก” จัดหมุนเวียนในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 3 สาขา ได้แก่  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย ระหว่าง วันที่ 11 – 15 มิถุนายน 2568  ที่ผ่านมา  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3 ระหว่าง วันที่ 18 – 22 มิถุนายน 2568  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา ระหว่าง วันที่ 25 – 29 มิถุนายน 2568

ภายในงานพบกับผลไม้ตามฤดูกาลคุณภาพเยี่ยมจากเกษตรกรทั่วไทย อาทิ มังคุด เงาะโรงเรียน เงาะสีทอง ลิ้นจี่ ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มโอขาวใหญ่ รวมถึงมะม่วงสายพันธุ์ยอดนิยม เช่น โชคอนันต์ น้ำดอกไม้ มันขุนศรี งาช้างแดง และมหาชนก ให้ได้เลือกซื้อ สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีคูปองส่วนลดเงินสด สินค้านาทีทอง มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 150,000 บาท

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เซ็นทรัลพัฒนามีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย เปิดพื้นที่ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่ในการจำหน่ายผลไม้คุณภาพเพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกร โดยร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง กว่า 10 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558 เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางในการระบายผลผลิต และผู้บริโภคได้เข้าถึงผลไม้สดใหม่คุณภาพดีในราคายุติธรรม เหมือนไปซื้อถึงหน้าสวน กิจกรรมในลักษณะนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ เราจึงตั้งใจจะสานต่อและขยายการจัดงานครอบคลุมหลายพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และส่งเสริมผลไม้ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ “Imagining Better Future For All”

ทั้งนี้ งาน “ผลไม้ตะวันออก” เป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ภายใต้นโยบายของ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการสร้างช่องทางการตลาดในประเทศให้มากขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ ห้างสรรพสินค้า และห้างค้าส่ง-ค้าปลีก เพื่อช่วยลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลไม้ไทยคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม พร้อมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคง ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาของตลาดผลไม้ไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวของเซ็นทรัลพัฒนา คลิก  https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities

‘โก โฮลเซลล์’ ชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ‘สร้างโอกาสในวิกฤต’ เปิดเวทีเสวนาพลิกมุมคิด สู่การทำธุรกิจยุค ‘ต้องวิ่งออกไปหาปลา’

‘โก โฮลเซลล์’ ชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ‘สร้างโอกาสในวิกฤต’ เปิดเวทีเสวนาพลิกมุมคิด สู่การทำธุรกิจยุค ‘ต้องวิ่งออกไปหาปลา’

‘โก โฮลเซลล์’ ชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ‘สร้างโอกาสในวิกฤต’ เปิดเวทีเสวนาพลิกมุมคิด สู่การทำธุรกิจยุค ‘ต้องวิ่งออกไปหาปลา’

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) เปิดเวทีเสวนา “สร้างโอกาสในวิกฤต พลิกวิธีคิดสู่ทางรอดธุรกิจร้านอาหาร” เพื่อหวังให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจโฮเรก้า มองเห็น “โอกาส” ในการผ่านช่วงเวลาพายุฝนฟ้าคะนองทางเศรษฐกิจไปให้ได้

งานนี้จัดขึ้นภายใต้กิจกรรม “HoReCa GO MORE โปรแรง ขายง่าย กำไรงาม” ณ โก โฮลเซลล์ สาขาศรีนครินทร์  โดยมี ผู้คนในแวดวงธุรกิจอาหารตลอดห่วงโซ่ มาพูดคุยและแชร์แนวคิด  นำโดย เสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทย, เสน่ห์  สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร,  ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ,  ซันนี่ ซิดิค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด (โก โฮลเซลล์) โดยมี ต่อเพนกวิน – ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของเพจ Torpenguin กูรูและอินฟลูเอนเซอร์ด้านร้านอาหารที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6 แสน เป็นผู้ดำเนินรายการ

เสน่ห์ สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร

ยุคนี้ อาหารจานเดียว ตอบโจทย์

เสน่ห์ สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร ฉายภาพสถานการณ์ของร้านอาหารในปัจจุบันว่า “ทุกวันนี้คนประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น กำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน ที่หันมาเลือกทานอาหารง่ายๆ อย่าง อาหารจานเดียว  ไม่เลือกเข้าร้านใหญ่ เน้นร้านสตรีทฟู้ดริมทาง ทานเสร็จแล้วกลับ การมาเป็นกลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว เพื่อนั่งทานในร้านอาหารน้อยลง  และจากข้อมูลของสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีสมาชิกใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า ภาคการท่องเที่ยวส่งผลกับธุรกิจร้านอาหารไม่น้อย จากที่ขายดี ก็เหลือสถานะพอขายได้  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพบว่า มีบางจังหวัดที่ยอดขายไปได้ดี อาทิ พิษณุโลก ลำพูน ชลบุรี(บางแสน)”

เช่นเดียวกับ  ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ กล่าวว่า “ผลกระทบเป็นเรื่องที่เราได้รับอยู่แล้ว แต่จะดิ้นอย่างไรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ตอนโควิดก็เคยดิ้นหนีตายมาแล้ว ปัจจุบันมี 45 ร้านทั้งในและนอกห้างสรรสินค้า ซึ่งในห้างสรรพสินค้าจะช่วยดึงลูกค้าอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ในห้างฯ คนจะเยอะก็ช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ส่วนร้านนอกห้างฯ เราก็ขยายเวลาเปิดปิดได้ ทำให้กลุ่มลูกค้าเปลี่ยน จากเดิมจะเป็นกลุ่มเบบี้บูม ก็ได้กลุ่มเจนวายเพิ่มขึ้น”

เสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทย

เชฟยุคนี้ต้องบริหารงานครัวเป็น

เสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมหลายแห่งลดค่าใช้จ่าย ไม่อยากจ้างเชฟที่มีอัตราเงินเดือนสูง เขาจะเน้นดันผู้ช่วยเชฟขึ้นมา ทำให้เชฟต้องปรับตัว โดยทักษะที่เชฟต้องพัฒนาคือ kitchen management และการบริหารธุรกิจ ต้องครีเอทเมนูใหม่ๆ อยู่ในครัวไม่ได้ยิ่งใหญ่ในครัวอย่างเดียว เราต้องทำงานร่วมกับทุกแผนก ที่สำคัญรสชาติอาหารต้องคงที่เหมือนเดิม ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเจ้าของร้านอาหาร นิยมเรียนทำอาหาร เพื่อหวังเป็นหน่วยเสริม กรณีบุคลากรขาด หรือบางร้านอาจเป็นแกนหลักประหยัดพ่อครัว ประกอบกับ วัตถุดิบยุคนี้ ผลิตมาเพื่อเน้นสะดวกใช้งาน มีซอสสำเร็จ วัตถุดิบพร้อมปรุง ให้เลือกใช้ เป็นตัวช่วยคนทำธุรกิจอาหารได้เยอะ”

ซันนี่ ซิดิค ผู้บริหาร โก โฮลเซลล์

ซันนี่ ซิดิค ผู้บริหาร โก โฮลเซลล์ กล่าวปิดท้ายว่า  “แต่เดิมร้านอาหารต้องมีขนาดใหญ่ ห้องครัวต้องใหญ่ มีที่เก็บสต๊อก ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว โก โฮลเซลล์ ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารเพื่อผู้ประกอบการ เป็นเสมือนตู้เย็น หรือคลังสินค้า ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารและโฮเรก้า ที่มีวัตถุดิบคุณภาพ วัตถุดิบหายาก สินค้าสะดวกปรุง สินค้าพร้อมใช้งาน สินค้า Own brand A-Choice ราคาคุ้มค่าสำหรับเชฟมืออาชีพ และเจ้าของธุรกิจ บริการสั่งสินค้าออนไลน์ GO WHOLESALE Application นอกจากนี้ ยังมีบริการให้ความรู้เพิ่มทักษะที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ มุมเบเวอร์เรจ โซลูชั่น กิจกรรมเวิร์กชอป ฯลฯ รวมถึงมีกิจกรรม HoReCa GO MORE ที่จัดขึ้นเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหารโดยเฉพาะ”

ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ  เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ

ปลาไม่ได้วิ่งมาหาเรา เรามีหน้าที่วิ่งออกไปหาปลา

ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ  เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ กล่าวอีกว่า “สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจยุคนี้คือ การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าให้ได้ การหาไอเดียใหม่มาเสริม อย่างธุรกิจผม ต้องคิดเมนูใหม่ทุก 3 เดือน เพื่อสร้างความสนุกให้กับลูกค้า เพราะลูกค้าไม่สามารถรับประทานเย็นตาโฟได้ 30 วันได้ จึงมีเมนูอื่นเสริม อาทิ บีบีมบับเย็นตาโฟ หรือร่วมกับน้าเนค เอาน้ำเก็กฮวยน้าเน็กมาขาย ร่วมกับชินคังเซน เถ้าแก่น้อย ฯ ร้านเราก็จะมีความหลากหลาย มีความสนุก ได้เมนูใหม่ๆ โดยมีสตอรี่ของเขากับเรารวมกัน ทำให้ได้ awareness และ CRM ที่ใหญ่ขึ้น Win ทั้งคู่ ปัจจุบันคนที่อยู่รอดในธุรกิจนี้ ผมว่าไม่ใช่คนที่เก่ง แต่เป็นคนที่ปรับตัวได้ และคล่องตัว ยุคนี้ ปลาไม่ได้วิ่งมาหาเรา เรามีหน้าที่วิ่งออกไปหาปลา”  ศุภกิจ กล่าว

ขณะที่  เสน่ห์ สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร เสริมว่า “ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ตอนนี้ร้านจะเน้นซื้อของน้อยลง แต่ซื้อบ่อยขึ้น ต้องลดต้นทุนบางอย่าง เพื่อให้ร้านอยู่ได้ โดยที่คุณภาพและรสชาติต้องเหมือนเดิม นอกจากนี้ควรมีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ จะได้ช่วยกัน ที่สำคัญต้องไม่ลืมโซเชียลมีเดีย คนรุ่นใหม่มีร้านอาหารอยู่ในมือถือ บริการเดลิเวอรี่จะเป็นตัวช่วยทำให้ร้านอยู่ได้ แม้ว่าอาจจะต้องปรับขนาดร้านให้เล็กลง”

ทั้งนี้ กิจกรรมล่าสุด HoReCa GO MORE สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจโฮเรก้า โดยเฉพาะ ครบครันทั้ง สินค้าราคาพิเศษลดต้นทุน กิจกรรมเวิร์กชอป โดยเชฟจากสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทยกว่า 60 คอร์ส ให้เก็บเกี่ยวความรู้เป็นไอเดียสร้างเมนูทำเงิน จัดหมุนเวียนที่ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 13 สาขา ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน – 12 สิงหาคมนี้

ผู้สนใจเข้าร่วมงานและกิจกรรมเวิร์กชอป ติดตามรายละเอียดได้ที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา หรือหน้าเพจเฟชบุ๊ค: https://www.facebook.com/gowholesaleth/ และเว็บไซต์ :  www.centralfoodwholesale.co.th 

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

'ต้อหิน' ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในชีวิตประจำวันที่เราพึ่งพาการมองเห็นแทบตลอดเวลา กลับมีโรคหนึ่งที่อาจคืบคลานเข้ามาแบบไม่รู้ตัว และส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร นั่นคือ “ต้อหิน” หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตาบอดถาวรทั่วโลก และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งการมองเห็นเริ่มแคบลงหรือเสียไปแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงเกินไป หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ อาการของต้อหินจะไม่มีอาการหรือสัญญาณปรากฏเด่นชัดในตอนแรก และจะเกิดอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ได้แก่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี

ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการอุดตันของช่องระบายน้ำหล่อเลี้ยงภายในตา แม้มุมระบายจะเปิดอยู่ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าการมองเห็นรอบข้างจะเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การตาบอดถาวรได้

ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma)  เกิดจากมุมระบายน้ำในลูกตาถูกปิด ทำให้น้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้ ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน หากเป็นชนิดเฉียบพลัน ความดันตาจึงพุ่งสูงทันที ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ และอาเจียน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ต้อหินชนิดความดันตาปกติ (Normal-Tension Glaucoma) แม้ความดันตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เส้นประสาทตากลับถูกทำลาย โดยมักเกี่ยวข้องปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของความดันตา เช่น การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี หรือภาวะหลอดเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดการสูญเสียการมองเห็น

ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma) เกิดจากโรคหรือปัจจัยอื่น เช่น การอักเสบในตา อุบัติเหตุทางตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เป็นต้น ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้นและทำลายเส้นประสาทตา

ต้อหินในเด็ก (Congenital Glaucoma)  พบในทารกหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของระบบระบายน้ำในลูกตาตั้งแต่กำเนิด มีอาการลูกตาขนาดใหญ่ น้ำตาไหลมาก กลัวแสง และกระจกตาขุ่น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จักษุแพทย์จะเริ่มจากการวัดความดันภายในลูกตา ตรวจดูขั้วประสาทตา และโครงสร้างภายในตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าเป็นต้อหิน อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจลานสายตาเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทตา และการตรวจดูมุมตาเพื่อจำแนกชนิดของต้อหิน

การรักษาต้อหินมักต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะเป็นการประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคต้อหินและระยะของโรคที่เป็นอยู่ดังนี้

การรักษาต้อหินโดยใช้ยา เป็นรูปแบบของยาหยอดตา ที่จะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา หรือช่วยให้น้ำในลูกตาระบายออกได้ดีขึ้น เพื่อลดความดันตา หลังจากนั้นแพทย์จะนัดติดตามอาการเรื่อยๆ เพื่อดูอาการและภาวะแทรกซ้อน หากรักษาวิธีนี้แล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย

การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความดันภายในลูกตา โดยช่วยให้ของเหลวภายในตาไหลเวียน หรือระบายออกได้ดีขึ้น ซึ่งชนิดของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินที่ผู้ป่วยเป็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1.ต้อหินมุมปิด (Angle-closure glaucoma)ในกรณีนี้ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดที่เรียกว่า Laser Peripheral Iridotomy (LPI) ยิงเลเซอร์เจาะรูขนาดเล็กบนม่านตา เพื่อสร้างช่องทางใหม่ให้ของเหลวในลูกตาสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกมากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน หรือในผู้ที่มีมุมระบายน้ำแคบจากโครงสร้างทางกายภาพของตา 2.ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma ) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำไปยังบริเวณมุมระบายน้ำของลูกตา (trabecular meshwork) เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์บริเวณนั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำภายในตา ลดความดันตาได้โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาควบคุมความดันตาได้ไม่ดีพอ หรือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาหยอดตาได้ต่อเนื่อง

หากการใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันในตาได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตา ป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายเพิ่มเติม โดยมีวิธีหลักๆ ดังนี้ Trabeculectomy เป็นการเปิดช่องระบายน้ำใหม่ในดวงตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกได้ดีขึ้น ลดความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Glaucoma Drainage Device Surgery แพทย์จะใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในลูกตา เชื่อมต่อกับบริเวณใต้เยื่อบุตาขาว เหมาะสำหรับผู้ที่ความดันตาสูงมากหรือผ่าตัดวิธีอื่นไม่สำเร็จ Minimally Invasive Bleb Surgery เป็นการผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยใส่ท่อระบายชนิดพิเศษขนาดเล็กและยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้น้ำในตาระบายออก ลดความดันตา ฟื้นตัวไว และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนน้อย

ทั้งนี้ ต้อหินเป็นโรคตาที่เป็นภัยมืด มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากตรวจพบช้าอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีในกรณีมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก