‘แอสเซทไวส์’ แสดงความยินดี ‘โอปอล สุชาตา’ Miss World 2025 คนแรกของไทย

‘แอสเซทไวส์’ แสดงความยินดี ‘โอปอล สุชาตา’ Miss World 2025 คนแรกของไทย

‘แอสเซทไวส์’ แสดงความยินดี ‘โอปอล สุชาตา’ Miss World 2025 คนแรกของไทย

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

“แอสเซทไวส์” นำโดย อาระตี เบญจาธิกูล รองประธานสายงานอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับ “โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี” พร้อมกับผู้สนับสนุนและประชาชนจำนวนมากที่มารอต้อนรับการกลับสู่ประเทศไทย หลังสร้างประวัติศาสตร์คว้าตำแหน่ง Miss World 2025 คนแรกของไทย จากเวทีประกวดมิสเวิลด์ ครั้งที่ 72 ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนคนไทยอย่างมาก ณ UOB Live ศูนย์การค้า Emsphere เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568

ทั้งนี้ แอสเซทไวส์ ในฐานะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้หญิงไทยมีพื้นที่แสดงศักยภาพ ทั้งด้านภาพลักษณ์ วัฒนธรรม และการทำประโยชน์เพื่อสังคม ผ่านการประกวดความงามภายใต้การดูแลของบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด หรือ TPN Global ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวดระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบรางวัลเป็นห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับผู้ชนะการประกวดบนเวทีต่างๆ รวมถึงโอปอล-สุชาตา ช่วงศรี ซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวแอสเซทไวส์ในคอนโดมิเนียมโครงการ ATMOZ Oasis Onnut จนเกิดกระแส #คอนโดนางงาม

MJets คว้าสุดยอดผู้ให้บริการ FBO ประจำภูมิภาคเอเชีย

MJets คว้าสุดยอดผู้ให้บริการ FBO ประจำภูมิภาคเอเชีย

MJets คว้าสุดยอดผู้ให้บริการ FBO ประจำภูมิภาคเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา MJets ผู้ให้บริการการบินส่วนบุคคลชั้นนำของเอเชียและรายแรกในประเทศไทย ยังคงเดินหน้าขยายการยอมรับในระดับนานาชาติ ด้วยความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่นส่งมอบบริการเหนือระดับ การันตีด้วยคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าล่าสุด จากผลสำรวจ AIN FBO Survey 2025 โดย Aviation International News สื่ออุตสาหกรรมการบินชั้นนำของโลก เอกลักษณ์ของ MJets ไม่ได้อยู่เพียงแค่บริการมาตรฐานสากล หากแต่ยังรวมถึงการยืนหยัดยกระดับมาตรฐานการให้บริการในทุกมิติ ทำให้บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากนักบิน ลูกเรือ และผู้โดยสารทั่วโลกมาอย่างยาวนาน และสามารถครองอันดับหนึ่งผู้นำศูนย์บริการอากาศยาน Fixed Base Operator (FBO) ประจำภูมิภาคเอเชีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ตั้งแต่ปี 2016 จากผลสำรวจดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานชั้นนำระดับโลกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรมการบิน โดยใช้เกณฑ์การประเมินจากประสบการณ์ตรงของผู้ใช้บริการตลอดทั้งปีที่ผ่านมา สะท้อนความมั่นใจของทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ ต่อมาตรฐานการบริการระดับโลกของ MJets เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำ Mjets ยังเปิดตัวบริการหลักใหม่ล่าสุด ลำดับที่ 8 ของบริษัทฯ ภายใต้ชื่อ “MJets Trip Support” พันธมิตรหลังบ้านเพื่อให้บริการการบินส่วนบุคคลครบวงจร ทั้งจากผู้ให้บริการรายใหญ่และรายย่อย ไม่ว่าประเภทอากาศยานหรือเส้นทางการบินใด MJets ก็พร้อมดูแลประสานงานทุกขั้นตอนอย่างรอบด้าน แม่นยำ และเป็นมืออาชีพ ให้ทุกเที่ยวบินดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ที่ติ

คุณแม็กซ์ ชญานินท์ สุขขะสันติกูล ประธานเจ้าหน้าที่สายพาณิชย์ บริษัท เอ็มเจ็ทส์ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ ว่า “นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ MJets ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง AIN Awards ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องหมายรับรองคุณภาพบริการที่ทรงคุณค่าที่สุดในอุตสาหกรรมการบินระดับโลก ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความทุ่มเทของทีมงานเราทุกคน ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารอย่างแท้จริง และก็เป็นเพราะการยึดมั่นในความเป็นเลิศด้านการให้บริการนี้ ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เรายกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เราได้เปิดตัว ‘MJets Trip Support’ บริการสนับสนุนการบินส่วนบุคคลครบวงจร บริการใหม่สำหรับผู้ให้บริการการบินส่วนบุคคลทั่วเอเชีย ที่ออกแบบมารองรับภารกิจเบื้องหลังแต่ละเที่ยวบิน ซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อนและข้อกำหนดเฉพาะตัว โดย MJets จะเข้ามาทำหน้าที่พันธมิตร คอยประสานงานหลังบ้านทุกขั้นตอนอย่างไร้รอยต่อ ด้วยเครือข่ายที่แข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เราสามารถรับประกันความราบรื่นและประสิทธิภาพสูงสุดในทุกภารกิจการบิน ทั้งนี้ MJets จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถอย่างไม่หยุดยั้ง เดินหน้าเสริมความเป็นผู้นำในเอเชีย และขยายความไว้วางใจไปสู่ระดับโลกอย่างมั่นคงในทุกก้าวต่อไป”

มาตรฐานการให้บริการที่ทำให้ MJets โดดเด่นเหนือใคร MJets โดดเด่นในหลากหลายมิติสำคัญ โดยได้รับคะแนนยอดเยี่ยมในด้านต่างๆ ได้แก่:

  • ความเป็นมืออาชีพของทีมภาคพื้นและลูกค้าสัมพันธ์ ที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น มีประสบการณ์สูง พร้อมให้บริการลูกค้าระดับสูงจากทั่วโลกอย่างไร้ที่ติ
  • ความสะดวกสบายและหรูหราของพื้นที่รับรองผู้โดยสารและลูกเรือ ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน มอบความเป็นส่วนตัว ความเงียบสงบ และความผ่อนคลายสูงสุด ทั้งก่อนและหลังการเดินทาง
  • สิ่งอำนวยความสะดวกภายในสนามบินครบครัน พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบบริหารจัดการอากาศยาน และบริการเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล
  • มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ผ่านการปฏิบัติตามข้อกำหนดสากลอย่างเคร่งครัด พร้อมตรวจสอบควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

บริการสนับสนุนการบินส่วนบุคคลครบวงจร MJets Trip Support

เบื้องหลังความสำเร็จของทุกเที่ยวบิน คือความใส่ใจในรายละเอียดของ MJets ด้วยการเล็งเห็นศักยภาพของภูมิภาคเอเชียในฐานะ “ศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์” MJets จึงเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถอย่างไม่หยุดยั้ง จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการให้บริการการบินส่วนบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในภูมิภาค ด้วยเครือข่ายบริการที่ครอบคลุม ความเชี่ยวชาญอันลึกซึ้ง และระบบประสานงานแบบครบจบในจุดเดียว บริษัทฯ พร้อมนำเสนอ MJets Trip Support โซลูชันเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ให้บริการทุกขนาด ครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริการ MJets Trip Support สนับสนุนทุกเที่ยวบินด้วยบริการอันหลากหลาย ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงการประสานงานเชิงปฏิบัติการอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน ขับเคลื่อนโดยทีมงานมืออาชีพมากประสบการณ์ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ให้มั่นใจได้ ว่าทุกเที่ยวบินของคุณจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ไร้กังวล และเปี่ยมประสิทธิภาพ บริการ Trip Support ประกอบด้วย:

  • การจัดการภาคพื้น (Ground Handling) ประสานงานการปฏิบัติการภาคพื้นอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล
  • การประสานงานที่พักสำหรับผู้โดยสารและลูกเรือ (Crew/Passenger Accommodation Coordination) จัดหาพื้นที่รับรองระดับพรีเมียม พร้อมดูแลรายละเอียดทุกขั้นตอน
  • การจัดการการเดินทางสำหรับลูกเรือและผู้โดยสาร (Crew/Passenger Transportation) ให้บริการรับส่งแบบส่วนตัว ตอบสนองทุกความต้องการ
  • การจัดการใบอนุญาตส่งออกเที่ยวบิน บินผ่าน ลงจอด และสิทธิ์การขึ้น–ลงจอดเครื่องบิน (Dispatch, Overfly, Landing, and Slot Permit Management) ดูแลการยื่นคำขอ บริหารจัดการใบอนุญาต และการจัดสรรพื้นที่หลุมจอดอากาศยาน
  • การเช่าโรงเก็บเครื่องบิน (Hangar Rental) รองรับทั้งการเก็บอากาศยานระยะสั้นและระยะยาว
  • การจัดการเชื้อเพลิง (Fuel Arrangement) บริหารการเติมเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การจัดอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง (Catering Arrangement) บริการอาหารและเครื่องดื่มระดับกูร์เมต์
  • การช่วยเหลือแบบเฉพาะตัวตลอด 24 ชั่วโมง (24/7 Personalized Assistance) พร้อมทีมสนับสนุนที่ดูแลในทุกเวลา
  • การสนับสนุนกรณีเครื่องบินจอดฉุกเฉินและงานซ่อมบำรุง (AOG and Maintenance Support) ประสานงานการซ่อมแซมเร่งด่วนในกรณีฉุกเฉิน
  • การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องบิน (Aircraft Cleaning & Disinfection) ให้บริการทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกอากาศยาน พร้อมฆ่าเชื้อครบวงจร
  • การประสานงานด้านความปลอดภัย (Security Coordination) วางแผนและจัดทีมรักษาความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อความมั่นใจในทุกเที่ยวบิน

ตามรอยไอคอนตัวแม่! ‘VIVAIA’รองเท้ารักษ์โลกสุดฮิตจากอเมริกา

ตามรอยไอคอนตัวแม่! 'VIVAIA'รองเท้ารักษ์โลกสุดฮิตจากอเมริกา

ตามรอยไอคอนตัวแม่! ‘VIVAIA’รองเท้ารักษ์โลกสุดฮิตจากอเมริกา

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.16 น.

ก้าวเข้าสู่ความสบายแบบรักษ์โลก ที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าห้ามพลาด! VIVAIA” แบรนด์รองเท้ารักษ์โลกสุดฮิตจากอเมริกา เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ววันนี้ เรียกได้ว่าเป็นรองเท้าที่ครองใจเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลก อาทิ Bella Hadid, Selena Gomez, Jennie Blackpink, Julia Roberts และ Park Minyoung เป็นต้น ที่ต่างพากันแมตช์รองเท้า VIVAIA เข้ากับลุคสุดชิค จนกลายเป็นไอเท็มคู่ใจของเหล่าคนดังทั่วโลก โดย VIVAIA ได้ฤกษ์เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยสามารถเลือกสัมผัสรองเท้ารุ่นยอดนิยมได้แล้ววันนี้ ที่แผนกรองเท้าสตรี ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 3 สาขาหลักใจกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2, เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3 และเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 2 พบกับนิยามใหม่ของความสบายอย่างยั่งยืน ที่จะทำให้ทุกย่างก้าวของคุณมีสไตล์…และใส่ใจโลกมากกว่าที่เคยต้นกำเนิดแบรนด์จากฝั่งตะวันตก สู่ใจกลางกรุงเทพฯVIVAIA ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2020 ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์รองเท้าที่ผสมผสาน “ความสบาย ความมีสไตล์ และความยั่งยืน” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลกในทุกขั้นตอนแบรนด์ยังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากเหล่าไอคอนแฟชั่นทั่วโลก และขยายสาขาไปมากกว่า 61 ประเทศ รวมถึงประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และล่าสุดที่ประเทศไทย! สำหรับ VIVAIA ที่ประเทศไทย พบกับรองเท้าคอลเลกชันยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นรุ่น CristinaTamia Mary-Jane,
Margot Mary-Jane, Audrey
 เป็นต้น3 จุดเด่นที่ทำให้ทุกย่างก้าวของ VIVAIA เต็มไปด้วย “Conscious Comfort”

-หรูหราและนุ่มสบาย พื้นรองเท้าถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากเสียงสะท้อนของลูกค้า เพื่อมอบสัมผัสที่นุ่มแน่น สวมใส่สบายในทุกก้าวเดิน

-รักษ์โลกในทุกคู่ ใช้เส้นใย REPREVE® ที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล และถักทอด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อความทนทานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

-สวยมีสไตล์กว่า 200 แบบ พร้อมตอบโจทย์แฟชั่นแบบ conscious lifestyle ด้วยดีไซน์หลากหลายที่ทั้งเก๋ไก๋และยั่งยืน
ติดตาม VIVAIA ได้ที่

 Instagram: @VIVAIA_OFFICIAL Website: www.vivaia.com#STEPINTOVIVAIA
 

ล้ำอีกขั้น! สทน.ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

ล้ำอีกขั้น! สทน.ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

ล้ำอีกขั้น! สทน.ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.01 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI  (Geographical Indication ) หรือสินค้ามีการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจงในท้องถิ่น ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างโอกาสทางการตลาด เสริมสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น และเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในระดับท้องถิ่น ปัจจุบันมีสินค้าของชุมชนหลายประเภทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI เช่น ข้าว  อาหาร ผัก/ผลไม้  ผ้า (ไหม+ฝ้าย ) หัตกรรม/อุตสาหกรรม ไวน์-สุรา  สินค้าที่มีชื่อเสียงได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้  ข้าวสังข์หยดพัทลุง กาแฟดอยช้าง  ส้มโอนครชัยศรี ฯ   สินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI จึงมีราคาสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ขายในท้องตลาด  ดังนั้น จึงมักเกิดปัญหาการแอบอ้างหรือปลอมแปลงสินค้า GI  ซึ่งวิธีการตรวจสอบสวนใหญ่จะตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของสินค้า แหล่งผลิต และการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่   สทน. จึงได้ทำการศึกษาวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีทางนิวเคลียร์เพื่อตรวจสอบและยืนยันลักษะเฉพาะของสินค้าเกษตรและอาหารที่ขึ้นทะเบียน GI  เพื่อให้เกิดความมั่นว่าเป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่ถูกต้อง มีคุณภาพ และเป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด  โดยจะเป็นการตรวจในระดับพันธุกรรม  ลายพิมพ์ธาตุอาหาร องค์ประกอบทางเคมี และลักษณะของสารชีวภาพภายในสินค้าเกษตรแต่ละชนิด

ดร.รพพน พิชา รักษาการผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สทน. ได้ดำเนินโครงการวิจัยด้านการตรวจอัตลักษณ์ผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาวิธีการวิเคราะห์ลายนิ้วมือ (Finger Print) ของอาหารเพื่อระบุแหล่งที่มาและความแท้จริง เพื่อสนับสนุนระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการระบุแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์พรีเมียมของไทย ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์  เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับและการประกันคุณภาพ  โดยใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องพัฒนาเทคนิคในการวิเคราะห์  เช่น การวิเคราะห์ไอโซโทป การวิเคราะห์ธาตุ การศึกษาอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อคุณลักษณะของอาหาร เพื่อสร้างฐานข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของสินค้า GI สร้างแบบจำลองการตรวจสอบความแท้  ตรวจสอบแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของผลิตภัณฑ์อาหาร และตรวจสอบหาสารปลอมปนและการปนเปื้อน  การรับรองความแท้ และความเป็นอินทรีย์ของอาหาร (เช่น ข้าว GI และผักอินทรีย์ไทย) เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการฉ้อโกง และรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย จากการเก็บตัวอย่างวิจัยที่ดำเนินการในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา สรุปผลในเบื้องต้นได้อย่างชัดเจนว่าชัดเจนว่าพืชสายพันธุ์เดียวกัน แต่หากปลูกในพื้นที่ ปลูกในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน จะมีคุณลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ข้าวสังข์หยดที่ปลูกในจังหวัดพัทลุงกับข้าวที่ปลูกในจังหวัดใกล้เคียง จะมีอัตลักษณ์แตกต่างกัน  แต่เนื่องจากผลผลิตการเกษตรแต่ละชนิดมีการปลูกในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศ คุณสมบัติของดิน และภูมิอากาศก็แตกต่างกัน  ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บตัวอย่างผลผลิตเพื่อการวิจัยในพื้นที่ต่างๆ ให้มากที่สุด เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ครบถ้วน หากทำการวิจัยได้ครบถ้วน  สทน. จะเปิดให้บริการตรวจอัตลักษณ์ผลผลิตทางการเกษตรและอาหารต่อไป ปัจจุบัน สทน. เปิดให้บริการตรวจสอบน้ำผึ้งและน้ำผลไม้ (น้ำมะพร้าว) ว่ามีการปลอมปนน้ำตาลหรือไม่  หรือว่าเป็นของแท้   สำหรับผลผลิตการเกษตรที่ดำเนินการวิจัยในขณะนี้ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด กาแฟอาราบิก้า กาแฟโรบัสต้า ทุเรียน  มะยงชิดจังหวัดนครนายก  ผักอินทรีย์  และกุ้งกุลาดำ

-(016)

ดีป้า เดินหน้ายกระดับทักษะ Coding เยาวชนไทยต่อเนื่องผ่านโครงการ “Coding Thailand 2025: AI-Driven Future”

ดีป้า เดินหน้ายกระดับทักษะ Coding เยาวชนไทยต่อเนื่องผ่านโครงการ “Coding Thailand 2025: AI-Driven Future”

ดีป้า เดินหน้ายกระดับทักษะ Coding เยาวชนไทยต่อเนื่องผ่านโครงการ “Coding Thailand 2025: AI-Driven Future”

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.10 น.

กระทรวงดีอี โดย ดีป้า สานต่อภารกิจสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับการพัฒนาทักษะด้าน Coding พร้อมขยายผลสู่เทคโนโลยี AI ผ่านโครงการสำคัญ Coding Thailand 2025: AI-Driven Future มุ่งเสริมความรู้ ทักษะ และศักยภาพนักเรียน ครู บุคลากรการศึกษาของไทยผ่าน Online Platform, Coding & AI Acceleration และ Coding & AI Competitionหวังช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัลผ่านการปลูกฝังทักษะดิจิทัลใหม่แก่เด็กและเยาวชนที่จะก้าวไปสู่การเป็นบุคลากรดิจิทัลของประเทศ โดยผ่านในงานได้รับเกียติจาก ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานเปิดโครงการ Coding Thailand 2025: AI-Driven Future โดยมีเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา คณะครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษาร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียง

ผศ.ดร.ณัฐพล เปิดเผยว่า ดีป้า มุ่งส่งเสริมการพัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะ Coding แก่เด็กและเยาวชน ตลอดจนคณะครู รวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาของประเทศมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้โครงการ ‘Coding Thailand’ ซึ่งในปีที่ผ่านมา สามารถยกระดับห้องเรียน Coding ได้ถึง 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ นักเรียน ครู กว่า 3,200 คนร่วมยกระดับทักษะ Coding เข้มข้นผ่านกิจกรรม Coding Bootcamp ประชาชนกว่า 1.16 แสนคน เกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับ Coding ผ่านกิจกรรม Coding Roadshow เกิดผลงานที่ได้รับการสร้างสรรค์โดยครูและนักเรียนจากทั่วประเทศผ่านโครงการดังกล่าวมากกว่า 900 ผลงาน

เพื่อเป็นการสานต่อความสำเร็จ ดีป้า พร้อมเดินหน้าภารกิจสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับการพัฒนาทักษะด้าน Coding และขยายผลสู่เทคโนโลยีอื่น ไม่ว่าจะเป็น AI, IoT, Robotics และ STEM ผ่านโครงการ Coding Thailand 2025: AI-Driven Future โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้าน Coding และ AI แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา อีกทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเวทีแข่งขันและนำเสนอผลงานนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อแสดงศักยภาพของเยาวชน และสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

ซึ่งโครงการ Coding Thailand 2025: AI-Driven Future จะดำเนินการใน 3 มิติ ประกอบด้วย

1) Online Platform แพลตฟอร์มยกระดับทักษะ Coding และ AI ผ่านระบบออนไลน์แก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่สนใจกว่า 7 หลักสูตร 24 บทเรียน พร้อมสิทธิ์ในการทดสอบคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม Coding & AI Acceleration จำนวน 800 ทีม รวม 3,200 คน

2) Coding & AI Acceleration กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้าน Coding & AI อาทิ การเขียนโค้ดเบื้องต้น และการประยุกต์ใช้ AI สำหรับระดับประถมศึกษา ขณะที่ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ IoT, AIoT, Edge AI และ Robotics รวมไปถึงการเสริมความพร้อมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นใน 8 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงใหม่ ชลบุรี สงขลา และภูเก็ต ทั้งนี้ จะมีการคัดเลือกทีมแกร่ง 400 ทีม จำนวน 1,600 คน เข้าร่วมกิจกรรม Coding & AI Competition รอบภูมิภาค (Regional Round) ภายใต้แนวคิด Smart Economy ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจการเงิน และ Smart Society ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในมิติ สุขภาพ ความยั่งยืน เมือง และการศึกษา ต่อไป

3) Coding & AI Competitionกิจกรรม Coding & AI Competition แบ่งเป็นการแข่งขันรอบภูมิภาค (Regional Round) เฟ้นหาทีม Talents จำนวน 200 ทีม รวม 800 คน เข้าร่วมกิจกรรม Coding & AI Incubation เพื่อเสริมศักยภาพเข้มข้นให้ทุกทีมพร้อมต่อการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมดิจิทัลก่อนร่วมการแข่งขันระดับประเทศ (National Round) ช่วงเดือนตุลาคม 2568 เวทีแสดงผลงานและความคิดสร้างสรรค์ ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 1 ล้านบาท พร้อมรับทุนสนับสนุนเพื่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Coding & AI

“กระทรวงดีอี โดย ดีป้า พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ Coding Thailand 2025: AI-Driven Future จะเป็นส่วนช่วยผลิตกำลังคนดิจิทัลที่มีศักยภาพรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันยังเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัลของประเทศผ่านการปลูกฝังทักษะดิจิทัลใหม่แก่เด็กและเยาวชนที่จะก้าวไปสู่การเป็นบุคลากรดิจิทัลของประเทศในระยะต่อไป” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลของโครงการได้ที่www.depa.or.th/CodingThailand และเฟซบุ๊กเพจ depa Thailand และ CodingThailand by depa

‘เที่ยวนี้มีหมูกระทะ’ ททท. รวมร้านเด็ดเสิร์ฟความอร่อยยิ่งกิน ยิ่งเที่ยว สะสมยอดลุ้นรางวัลสุดพิเศษ

‘เที่ยวนี้มีหมูกระทะ’ ททท. รวมร้านเด็ดเสิร์ฟความอร่อยยิ่งกิน ยิ่งเที่ยว สะสมยอดลุ้นรางวัลสุดพิเศษ

‘เที่ยวนี้มีหมูกระทะ’ ททท. รวมร้านเด็ดเสิร์ฟความอร่อยยิ่งกิน ยิ่งเที่ยว สะสมยอดลุ้นรางวัลสุดพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.48 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปลุกพลังท่องเที่ยวไทยช่วงหน้าฝนด้วยโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” แคมเปญใหญ่ช่วงกลางปี 2025 ภายใต้การเฉลิมฉลอง Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year ที่ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรทั่วประเทศ ร่วมกันผลักดันเมืองน่าเที่ยวให้กลายเป็นจุดหมายใหม่สุดปังของนักเดินทางยุคใหม่

พร้อมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดล้ำที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะแคมเปญไฮไลต์ “เที่ยวนี้มีหมูกระทะ” ที่ยกสุดยอดร้านหมูกระทะระดับตำนานจาก 55 จังหวัดทั่วไทยขึ้นแท่นแลนด์มาร์กใหม่ของสายกินและสายแชร์ พาแฟนหมูกระทะลัดเลาะลิ้มรสความฟินในบรรยากาศหน้าฝนที่ห้ามพลาด!

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แคมเปญ “เที่ยวนี้มีหมูกระทะ” เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” ที่ ททท. พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ (Sub-Culture) โดยเฉพาะกลุ่มสายกินและสายปิ้งย่าง ซึ่งเมนูหมูกระทะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

หมูกระทะไม่เพียงเป็นเมนูยอดนิยม หากแต่ยังสะท้อนวัฒนธรรมการกินร่วมกันในแบบไทย ๆ ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนานและความอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นมื้อสังสรรค์ในครอบครัว หรือการรวมกลุ่มของเพื่อนฝูง การล้อมวงปิ้งย่าง พูดคุย แลกเปลี่ยนรอยยิ้ม และสร้างความทรงจำร่วมกัน คือเสน่ห์ที่ทำให้หมูกระทะกลายเป็น “มื้อแห่งความสุข” ของคนไทยในทุกพื้นที่

แคมเปญ “เที่ยวนี้มีหมูกระทะ” จะเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้ออกเดินทางไปยัง 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสประสบการณ์หมูกระทะในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพเยี่ยม น้ำจิ้มสูตรเฉพาะ รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงบรรยากาศร้านที่ออกแบบมาเพื่อถ่ายรูปสวยแชร์ลงโซเชียล ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ “เที่ยว-กิน-แชร์” ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัลได้อย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ ททท. คาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงฤดูฝนให้คึกคัก พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชน สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 140 ล้านบาท และช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวในฐานะจุดหมายปลายทางใหม่ที่น่าค้นหาอย่างยั่งยืน และนักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม Top Spender ผ่าน Line Officail : @TATMooKrata เพื่อสะสมยอดใช้จ่ายจากร้านหมูกระทะ สายการบิน รถทัวร์ รถเช่าและโรงแรมที่พักใน 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยว เพื่อลุ้นเป็นผู้มียอดสะสมสูงสุด 45 อันดับแรก รับของรางวัลจากทางแคมเปญ รวมมูลค่ากว่า 90,000 บาท สามารถร่วมสนุกสะสมยอดได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568 และประกาศผลผู้ที่ได้รับรางวัลในวันที่ 1 กันยายน 2568 บน Facebook : เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration

แคมเปญ “เที่ยวนี้มีหมูกระทะ” ได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและภาคเอกชน มอบสิทธิพิเศษหลากหลาย เพื่อ สนับสนุนนักท่องเที่ยวสายปิ้งย่างให้ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่คุ้มค่าและสนุกยิ่งขึ้น อาทิ ร้าน Bar B Q Plaza  ร่วมมอบโปรโมชัน “ชุดประหยัดหมูกระทะ” ลดสูงสุด 28% เหลือเพียง 199 บาท (จากราคาปกติ 275 บาท) สำหรับผู้แสดงบัตรประชาชนที่แสดงว่าสาขาที่ใช้บริการไม่ซ้ำกับที่อยู่ในบัตรประชาชน ใช้ได้เฉพาะ 22 สาขาในเมืองน่าเที่ยวที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2568

สายการบิน Thai Vietjet  มอบส่วนลดพิเศษ 15% สำหรับเส้นทางสู่เมืองน่าเที่ยว ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี และอุดรธานี เพียงใส่รหัสส่วนลด VIETJET2025  จองผ่านเว็บไซต์ th.vietjetair.com ระยะเวลาจองและเดินทาง: 15 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2568

บริการรถเช่า AVIS มอบข้อเสนอราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียงวันละ 690 บาท สำหรับการเช่าในเมืองน่าเที่ยว เพียงกรอกรหัส YOC2025 จองผ่านเว็บไซต์ https://www.avisthailand.com/เมืองน่าเที่ยวระยะเวลาจองและเดินทาง: 15 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2568

นครชัยแอร์ มอบส่วนลด 50 บาท สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางไปยังเมืองน่าเที่ยว เพียงใส่รหัส NCA50 จองผ่านเว็บไซต์ www.nakhonchaiair.com ระยะเวลาจองและเดินทาง: 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2568

โรงแรม Blu Monkey มอบ Promo Code ส่วนลดพิเศษ 20% ท้ายตั๋วนครชัยแอร์ สำหรับการจองที่พักผ่านเว็บไซต์ www.blumonkeybrownhouse.com  ระยะเวลาจองและเข้าพัก: 16 กรกฎาคม – 15 กันยายน 2568

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการและโปรโมชันส่วนลดพิเศษของพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ เว็บไซต์ : www.เมืองน่าเที่ยว2568.com , Facebook : เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration , Tiktok : @yearofcelebration

TinderⓇ ส่งสติ๊กเกอร์ Pride ฉลองความหลากหลายและความรักไร้ขีดจำกัด

TinderⓇ ส่งสติ๊กเกอร์ Pride ฉลองความหลากหลายและความรักไร้ขีดจำกัด

TinderⓇ ส่งสติ๊กเกอร์ Pride ฉลองความหลากหลายและความรักไร้ขีดจำกัด

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

TinderⓇ แอพพลิเคชั่นหาคู่ที่ได้รับความนิยม เปิดตัวสติ๊กเกอร์ Pride บนแอพ เพื่อร่วมฉลอง Pride Month ความรักที่ไร้ขีดจำกัด ความหลากหลายทางความสัมพันธ์ รวมถึงทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQIA+ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนแสดงความภาคภูมิใจในตนเองและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง

แอพ Tinder มีตัวเลือกอัตลักษณ์ทางเพศมากกว่า 50 รูปแบบ และรสนิยมทางเพศให้เลือกระบุได้ถึง 9 แบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงตัวตนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเลือกที่จะเปิดเผยตัวเองอย่างภาคภูมิใจ หรือเลือกเก็บเป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งนี้ Tinder ยังคงมีความมุ่งมั่นที่ทำให้การ Match และการพบคนที่ใช่เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับชุมชน LGBTQIA+

เคิร์สตี้ ดันน์  ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารในประเทศไทยของ Tinder กล่าวว่า “สำหรับ Tinder นั้น Pride ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนเท่านั้น แต่คือสิ่งที่เราสนับสนุนและเฉลิมฉลองความหลากหลายนี้มาอย่างต่อเนื่อง และชุมชน LGBTQIA+
ต่างมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้ Tinder เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน เต็มไปด้วยความจริงใจและมีชีวิตชีวา โดยสำหรับประเทศไทย
เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เห็น Tinder กลายเป็นส่วนหนึ่งที่มีความหมายในการเชื่อมโยงและช่วยให้ทุกคนได้แสดงออกถึงตัวตนอย่างภาคภูมิใจ พร้อมทั้งเป็นพื้นที่ที่สามารถค้นพบความรักอันงดงามสำหรับชาว LGBTQIA+ เราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับ เพราะทุกคนสมควรได้รับการยอมรับในตัวตนนั้น ๆ อย่างแท้จริง”

หลังจากผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่ประสบความสำเร็จหลายครั้ง “กฤต” สมาชิก Tinder ที่ได้พบกับคู่รักผ่าน Tinder เมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน เขาเล่าถึงประสบการณ์ว่า “ก่อนหน้านี้ผมเคยคบกับผู้ชายหลายคน และความรู้สึกเหมือนกำลังเสี่ยงดวงอยู่เสมอ จนเลิกกับแฟนคนล่าสุด ผมเลยตัดสินใจลองใช้ Tinder แบบกล้าๆ กลัวๆ แต่กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ โดยไม่ต้องเสแสร้งอะไรเลย หลังจาก Match กับคนไม่กี่คนและผมได้เจอกับคนคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งใช้ Tinder เหมือนกัน เราสองคนพูดคุยแลกเปลี่ยนกันและหัวเราะด้วยกันและตัดสินใจนัดพบในชีวิตจริง และไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวความรักของเรากลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำจนถึงวันนี้ และเราคบกันมาได้หนึ่งปีแล้ว”

Tinder เปิดให้สมาชิกได้ใช้สติ๊กเกอร์ Pride เวอร์ชั่นภาษาไทยตั้งแต่วันนี้ – 1 กรกฎาคมนี้ โดยสามารถเพิ่ม เปลี่ยน หรือลบสติ๊กเกอร์ได้ง่าย ๆ โดยเข้าไปที่หน้า “แก้ไขโปรไฟล์” แล้วเลือกที่เมนู “สติ๊กเกอร์”

ตอบโจทย์สายเฮลท์ตี้เครื่องปั่นแบบพกพา Ninja Blast™ ใช้งานทุกที่ทุกเวลา

ตอบโจทย์สายเฮลท์ตี้เครื่องปั่นแบบพกพา Ninja Blast™ ใช้งานทุกที่ทุกเวลา

ตอบโจทย์สายเฮลท์ตี้เครื่องปั่นแบบพกพา Ninja Blast™ ใช้งานทุกที่ทุกเวลา

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Ninja (นินจา) แบรนด์เครื่องปั่นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาติดต่อกัน 4 ปีซ้อน สร้างปรากฏการณ์ใหม่เอาใจคนรักสุขภาพ ด้วยการเปิดตัว Ninja Blast™ เครื่องปั่นพกพารุ่นใหม่ล่าสุด ที่รวมพลังและประสิทธิภาพของเครื่องปั่นคุณภาพระดับรางวัลไว้ในรูปแบบไร้สายและพกพาสะดวก สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา

เครื่องปั่น Ninja Blast™ โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัย น้ำหนักเบา และใช้งานแบบไร้สาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไป-กลับจากยิม หรือออกทริปริมชายหาดกับเพื่อน ๆ มาพร้อมเทคโนโลยี BlastBlade™ ใบมีดสเตนเลสที่แข็งแรงและทนทาน สามารถปั่นน้ำแข็งและวัตถุดิบแช่แข็งได้อย่างง่ายดาย ให้พลังการปั่นแบบไร้สายที่ดีที่สุดในขนาดความจุ 470 มล. พร้อมการสลายเนื้อสัมผัสที่เหนือกว่าคู่แข่ง

ด้วย Ninja Blast™ คุณสามารถสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นสมูทตี้ผลไม้ มิลค์เชครสเนียนนุ่ม หรือแม้แต่น้ำสลัดรสจัดจ้าน ทุกอย่างเป็นไปได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส มาพร้อมดีไซน์ที่ไร้สาย ปราศจากความยุ่งยาก พร้อมฝาปิดกันรั่ว และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ปั่นได้สูงสุดถึง 10 ครั้งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ ฐานมอเตอร์ยังสามารถวางพอดีกับช่องวางแก้วในรถยนต์ สะดวกต่อการเดินทาง และเมื่อใช้งานเสร็จ ตัวฝาและภาชนะปั่นที่ปลอดสาร BPA สามารถล้างด้วยเครื่องล้างจาน หรือใช้ระบบล้างตัวเองด้วยการปั่นน้ำและน้ำยาล้างจานเพียง 30 วินาที ก็สะอาดพร้อมใช้ใหม่ ไม่ว่าคุณจะมีวันอันแสนวุ่นวายกับการออกกำลังกาย ประชุมตลอดวัน หรือเล่นกับลูกในสวน Ninja Blast™ คือผู้ช่วยที่ทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มสปีด

พิเศษ! โปรโมชั่นช่วงเปิดตัวทาง Shopee ช้อป Ninja Blast™ ราคาพิเศษจาก 2,790 บาท เหลือเพียง 2,590 บาท เพียงกรอกโค้ด: SHARBLAST เพื่อรับส่วนลด 200 บาททันที และรับส่วนลดเพิ่มอีก 10% สำหรับสินค้าทุกรายการ เพียงใช้โค้ด: SHARK10 ไปช้อปกันได้ที่ https://shopee.co.th/sharkninjathailand  มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ sharkninja.co.th และ powerbuy.co.th หรือช่องทาง SharkNinja Official Store ใน Lazada และ Shopee

โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก โครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3

โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก โครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3

โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก โครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Wellington College International School Bangkok ร่วมเป็นพันธมิตรหลักของโครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3 โดยมี น็อบบี้ นทฤทธ์ จินตกานนท์ เป็นผู้อำนวยการโครงการ Chiang Rai Fashion to the World X Wellington College International School Bangkok พร้อมเปิดแคมเปญการกุศลสุดพิเศษในชื่อ “ Wear to Care : 399 บาท เพื่ออนาคตของน้อง” ด้วยเป้าหมายในการระดมทุนเพื่อมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขาดแคลนในจังหวัดเชียงรายภายใต้โครงการดังกล่าวนี้

โรงเรียนนานาชาติชื่อดัง Wellington College International School Bangkok ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรหลัก โครงการแฟชั่นระดับนานาชาติ Chiang Rai Fashion to the World Season 3 โดยได้วางแผนกิจกรรมต่างๆ มากมายภายใต้โครงการ Chiang Rai Fashion to the World X Wellington College International Bangkok โดยมี น็อบบี้ นทฤทธ์ จินตกานนท์ นักเรียน Year 12 ลูกชายของ นทชาติ – สริตา จินตกานนท์ เป็นผู้อำนวยการโครงการ และมีเพื่อนๆ year 12 จำนวน 9 คน เป็น Project Volunteer และ นักเรียน year 10 – year 11 เป็น Project Assistant โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2 ข้อ คือ 1. ส่งเสริมศิลปะและแฟชั่นของชาวเขาในจังหวัดเชียงราย ให้มีความทันสมัย เป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่ ในระดับนานาชาติ และ 2.เพื่อหารายได้มอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่ เด็กชาวเขาในจังหวัดเชียงราย

เมื่อเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา น็อบบี้ นทฤทธ์ จินตกานนท์ พร้อมด้วย Mr. Chris Nicholls ครูใหญ่ของโรงเรียน ได้ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯ ที่จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้น Project Volunteer และ Project Assistant ได้ลงพื้นที่เพื่อเข้าร่วมอบรมเรื่องการออกแบบและผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พาณิชย์จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ บริษัท เวลคัม ทู เชียงราย (TRADER CHIANG RAI) จากนั้น ได้ร่วมออกแบบเสื้อผ้าโดยใช้ผ้าและวัสดุของชาวเขาในจังหวัดเชียงราย ทำเป็นแฟชั่นระดับนานาชาติ เพื่อส่งเข้าร่วมประกวด Chiang Rai Designer Competition Season 3 ภายใต้ ธีม “Threads of Wisdom” และจะนำผลงานดังกล่าวเดินแฟชั่นโชว์ในงาน “Fashion on the Road 3rd” Chiang Rai Designer’s Competition : Threads of Wisdom Symposium ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ณ บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย – เมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงราย

และล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 นักเรียน Wellington College International Bangkok ได้เปิดแคมเปญการกุศลสุดพิเศษในชื่อ “ Wear to Care : 399 บาท เพื่ออนาคตของน้อง” ด้วยเป้าหมายในการระดมทุนเพื่อมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขาดแคลนในจังหวัดเชียงรายภายใต้โครงการนี้ มีเป้าหมายจำหน่ายเสื้อยืดที่ออกแบบดีไซด์จากนักเรียน  Wellington College International Bangkok ราคาตัวละ 399 บาท โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาและอนาคตที่มั่นคงมากขึ้น เสื้อยืดที่จำหน่ายมีความพิเศษด้วยลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลายผ้าดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ลาหู่ และกะเหรี่ยง ออกแบบร่วมกันโดยช่างฝีมือชาติพันธุ์และนักเรียนรุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ผ่านแฟชั่นที่ทุกคนสวมใส่ได้ ซึ่งแคมเปญนี้คือการส่งต่อความหวังผ่านเสื้อผ้าที่มีความหมาย เมื่อคุณซื้อ 1 ตัว คุณกำลังสนับสนุนอนาคตของเด็กๆ หลายๆ คน  โดยมี  Mr. Chris Nicholls, Head Master และ Ms. Jane Sharp, Head of Senior School ได้ร่วมเปิดแคมเปญดังกล่าวด้วย

ฟลูโอคารีล จับมือ 74 คลินิก เปิดตัวแคมเปญ ‘Cavity Bye Bye by Fluocaril’ รณรงค์ป้องกันฟันผุอย่างยั่งยืน ขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางทันตกรรมได้ง่ายขึ้น

ฟลูโอคารีล จับมือ 74 คลินิก เปิดตัวแคมเปญ ‘Cavity Bye Bye by Fluocaril’ รณรงค์ป้องกันฟันผุอย่างยั่งยืน ขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางทันตกรรมได้ง่ายขึ้น

ฟลูโอคารีล จับมือ 74 คลินิก เปิดตัวแคมเปญ ‘Cavity Bye Bye by Fluocaril’ รณรงค์ป้องกันฟันผุอย่างยั่งยืน ขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางทันตกรรมได้ง่ายขึ้น

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์ยาสีฟัน Fluocaril (ฟลูโอคารีล) เปิดตัวแคมเปญ “Cavity Bye Bye by Fluocaril” หรือ “ฟันผุบ๊ายบาย ใช้ชีวิตสบายๆ กับฟลูโอคารีล” เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพฟันและช่องปากที่แข็งแรงให้คนไทยทุกคน พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงการดูแลสุขภาพช่องปากที่มีคุณภาพและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากเพื่อป้องกันฟันผุอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ฟลูโอคารีลร่วมมือกับคลินิกทันตกรรมชั้นนำ 74 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล จัดให้มีการตรวจสุขภาพช่องปากฟรี และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอุดฟัน เพื่อเป้าหมายในการทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการทางด้านทันตกรรมที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น โดยแคมเปญนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2568 ถึง 30 ธันวาคม 2568 ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าร่วมแคมเปญและดูแลสุขภาพฟันของตนเอง

สุจิต ซาฮู (Sujit Sahoo) Unilever International Business Unit Lead ประจำ Indochina พร้อมด้วย ธันย์ชนก ชูชาติ Assistant Marketing Manager ของ Unilever International, ทพ.กรัสวัน คงคาเพ็ชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย เดนทัล คลินิก แมนเนจเมนท์  และ ฤกษ์รัตน์ รุ่งแจ้ง หรือ เบบี้โจลี่สตาร์ อินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์ ตัวแทนผู้บริโภคชาวไทย ร่วมงานแถลงข่าวเพื่อเปิดตัวแคมเปญ “Cavity Bye Bye by Fluocaril” หรือ “ฟันผุบ๊ายบาย ใช้ชีวิตสบายๆ กับฟลูโอคารีล” ไปเมื่อเร็วๆ นี้

แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฟลูโอคารีลในการทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาและดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีคุณภาพได้มากขึ้น “ฟลูโอคารีล มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวแคมเปญ ‘ฟันผุบ๊ายบาย ใช้ชีวิตสบายๆ กับฟลูโอคารีล’ ในประเทศไทย ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรของเราทั้ง 74 คลินิกทันตกรรมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของเราที่จะทำให้การดูแลสุขภาพช่องปากที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้สำหรับคนไทยทุกคน นอกจากบริการด้านทันตกรรมที่เข้าถีงได้อย่างง่ายดายขึ้นแล้ว อีกหนึ่งหัวใจของแคมเปญนี้ คือ การช่วยให้ทุกคนบอกลาฟันผุและใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ๆ ด้วยนวัตกรรม Double Action Fluoride ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของฟลูโอคารีล ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้วว่า ช่วยป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลิตภัณฑ์ของเรา จะช่วยทำให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพช่องปากและฟันได้ทุกวัน” นิติน อักวัล (Nitin Agarwal) Chief Marketing Officer ของ Unilever International กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของคลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมแคมเปญฯ พบว่า ปัญหาสุขภาพช่องปากที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยมี 3 ประเด็นหลักที่พบบ่อย ได้แก่ ฟันผุ เหงือกอักเสบ และการละเลยการตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ฟันผุถือเป็นปัญหาหลัก มักมีสาเหตุมาจากการแปรงฟันไม่สะอาด การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลบ่อยครั้ง และการไม่ได้พบทันตแพทย์อย่างเป็นประจำ ขณะที่ปัญหาเหงือกอักเสบมักพบในผู้ใหญ่ โดยมีสาเหตุมาจากการสะสมของคราบหินปูนที่ไม่ได้รับการกำจัดออกอย่างเหมาะสม จนทำให้เกิดการติดเชื้อและอาการบวม นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจฟันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพช่องปากไม่ได้รับการดูแลหรือรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาในอนาคต

ทพ.กรัสวัน คงคาเพ็ชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย เดนทัล คลินิก แมนเนจเมนท์ กล่าวเสริมว่า “ฟันผุยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาหลักด้านสุขภาพช่องปากของคนไทย ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลหรือรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม การแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาวะในภาพรวมของประชาชน จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรต่าง ๆ รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทันตกรรมที่มีคุณภาพ ได้รับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง และเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน”

ฟลูโอคารีลและคลินิกพันธมิตรให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการเข้าร่วมแคมเปญ โดยมีทีมงานคอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใส่ใจตลอดระยะเวลาการรับบริการ พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี ความสำคัญของการตรวจฟันเป็นประจำ รวมถึงเคล็ดลับการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพช่องปาก เพื่อช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังมอบผลิตภัณฑ์ฟลูโอคารีลสำหรับผู้ร่วมแคมเปญฯ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนให้ทุกคนได้ดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองได้ทุกวัน ตามความมุ่งมั่นของฟลูโอคารีลที่ต้องการให้การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และเหมาะสมกับความต้องการ เพราะทุกคนสมควรใช้ชีวิตได้อย่างไม่สะดุด และปลอดจากปัญหาฟันผุได้อย่างแท้จริง

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “ฟันผุบ๊ายบาย ใช้ชีวิตสบายๆ กับฟลูโอคารีล  และร่วมสนุกกับกิจกรรมดี ๆ ห่างไกลฟันผุได้ที่ https://www.facebook.com/FluocarilThailand