“แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2568 : Tech for Life Challenge” ทีม BLOODATHON คว้าชนะเลิศออกแบบแอปฯ บริจาคโลหิต

“แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2568 : Tech for Life Challenge”  ทีม BLOODATHON คว้าชนะเลิศออกแบบแอปฯ บริจาคโลหิต

“แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2568 : Tech for Life Challenge” ทีม BLOODATHON คว้าชนะเลิศออกแบบแอปฯ บริจาคโลหิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์ แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแบรนด์ซุปไก่สกัด ประกาศผลการแข่งขัน “แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2568: Tech for Life Challenge” เวทีให้นิสิตนักศึกษาประกวดไอเดียสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลเพื่อกระตุ้นการบริจาคโลหิต เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของโครงการ ‘แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต’ (BRAND’S Young Blood) ภายใต้โจทย์ “เทคโนโลยีจะช่วยดึงดูด และ/หรือ อำนวยความสะดวกให้เยาวชนไทยมาบริจาคโลหิตมากขึ้นได้อย่างไร” โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ‘BLOODATHON Marathon for life’ จากทีม BLOODATHON ซึ่งจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยเกียรติบัตรและทุนการศึกษา 50,000 บาท นอกจากนี้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จะนำผลงานไปต่อยอดพัฒนาสื่อดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชนในการบริจาคโลหิตต่อไปในอนาคต

มธุวลี สถิตยุทธการ รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย)  จำกัด กล่าวว่า “’โครงการ ‘แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต’ ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของบริษัทฯ ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมไทย ตามค่านิยม ‘การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม’ (Giving Back to Society) ของซันโทรี่ โดยในปีนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของการดำเนินโครงการฯ เราได้ยกระดับกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการบริจาคโลหิตอย่างยั่งยืน และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรม ‘แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต : Tech for Life Challenge’ การแข่งขันประกวดไอเดียสร้างสรรค์สื่อดิจิทัล ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายความเป็นผู้นำของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ และจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการบริจาคโลหิต พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ทักษะดิจิทัลในการพัฒนาแบบจำลองนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริง ภายใต้โจทย์ ‘เทคโนโลยีจะช่วยดึงดูด และ/หรือ อำนวยความสะดวกให้เยาวชนไทยมาบริจาคโลหิตมากขึ้นได้อย่างไร’ โดยกิจกรรมนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าของประเทศ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ซึ่งส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการพิจารณาผลงาน ร่วมกับบริษัทฯ และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ทั้งนี้  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จะพิจารณานำผลงานที่ส่งเข้าประกวดไปต่อยอดและพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ เพื่อกระตุ้นการบริจาคโลหิตในวงกว้าง และอำนวยความสะดวกด้านการบริจาคโลหิตให้แก่ประชาชนต่อไปในอนาคต”

ภายหลังจากการเปิดรับการส่งผลงานเข้าประกวด ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา โครงการฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากนิสิตนักศึกษากว่า 220 คนจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ส่งผลงานไอเดียสุดสร้างสรรค์เข้าประกวด รวมทั้งสิ้น 57 ผลงาน โดยทุกทีมที่ส่งผลงานเข้าประกวดได้มีโอกาสเข้าร่วม Workshop เพื่อรับความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับสถานการณ์การบริจาคโลหิตในประเทศไทย การยกระดับทักษะดิจิทัล และการพัฒนาผลงานดิจิทัลให้ตอบโจทย์ประเด็นทางสังคมโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสภากาชาดไทย ดีป้า และ เนคเทค หลังจากนั้น ผลงานต่าง ๆ จะถูกประเมินด้วยเกณฑ์การตัดสินที่ประกอบด้วย รูปแบบการนำเสนอของทีม การตอบโจทย์ข้อจำกัดด้านการบริจาคโลหิต ความคิดสร้างสรรค์ การใช้งานได้จริงของเทคโนโลยี และความยั่งยืนของโครงการ โดยคณะกรรมการจะทำการประเมิน 2  รอบ เพื่อคัดเลือกให้เหลือเพียง 5 ผลงานที่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ หรือ “Final Pitching Day” โดยทีมที่สามารถคว้ารางวัลจากการแข่งขันในเวทีนี้ ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน ‘BLOODATHON Marathon for life’ จากทีม BLOODATHON ได้รับรางวัล โล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา 50,000 บาท โดยสมาชิกในทีมประกอบด้วย ธนาวินด์ ดอกตาลยงค์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สุมิตรา ศิลาโรจน์ นิสิตชั้นปีที่ 2 และ พิมพ์นารา เกศรา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ผลงาน ‘BLOOD DONATION’ จากทีม Five Flow Pony ได้รับเกียรติบัตรและทุนการศึกษา 30,000 บาท โดยสมาชิกในทีมประกอบด้วย สิดาพร สร้อยสม, สุภิชยา หอยแก้ว และ สุชญา โกวิทยากร นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ วรัชญา ราญมีชัย และ เกศรินทร์ เลิศวิลัย นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยทั้งหมดมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ผลงาน ‘GIVE+’ จากทีม Aquila ได้รับเกียรติบัตรและทุนการศึกษา 20,000 บาท โดยสมาชิกในทีมประกอบด้วย ภัทรหทัย ยศปัญญา ณัฐกมล มาลีหวล นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณัฐชา ปิ่นวัฒนากุล และ ธีธัช ถิรเดชสกุล นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วรณัฐ วรเศรษฐศักดิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สุมิตรา ศิลาโรจน์ นิสิตชั้นปีที่  2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนจากทีม BLOODATHON ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เล่าถึงแนวคิดของผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า “จากโจทย์ที่ต้องนำเสนอไอเดียในการใช้เทคโนโลยีมาช่วยกระตุ้น ดึงดูด รวมถึงอำนวยความสะดวกให้เยาวชนไทยมาบริจาคโลหิตมากขึ้น เพื่อบรรเทา Pain Point เกี่ยวกับการบริจาคโลหิตของคนรุ่นใหม่ การเปลี่ยนมุมมองหรือการรับรู้ของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการบริจาคโลหิตจากเรื่องเฉพาะกิจให้กลายเป็นกิจกรรมที่มีความหมายและสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน คือ จุดมุ่งหมายที่เราอยากให้เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการออกแบบแอปพลิเคชัน ‘BLOODATHON Marathon for life’ โดยนำการ ‘วิ่งมาราธอน’ มาผสานเข้ากับประสบการณ์การบริจาคโลหิต ซึ่งเป็นแกนหลักในการออกแบบฟีเจอร์ต่าง ๆ ในแอปฯ เช่น ฟีเจอร์ Blood Kilometers ระบบสะสมระยะทางจากการบริจาคโลหิตเพื่อปลดล็อกรางวัลต่าง ๆ ทำให้การบริจาคโลหิตมีเป้าหมาย ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและดึงดูดให้เยาวชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักมาบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฟีเจอร์อื่น ๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการมาบริจาคโลหิต เช่น ฟีเจอร์ Ready to Run ระบบ Check-list เตรียมความพร้อมเบื้องต้นก่อนบริจาคโลหิต เพื่อให้ผู้ที่ต้องการจะบริจาคโลหิตสามารถประเมินความพร้อมของร่างกายได้ด้วยตนเองก่อนไปบริจาค และแจ้งเตือนให้กลับมาบริจาคอย่างต่อเนื่องทุก ๆ  90 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สภากาชาด ไทยกำหนดไว้ เป็นต้น

การเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ทำให้พวกเราได้ก้าวข้ามขีดจำกัด รวมทั้งได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย ทั้งความรู้เรื่อง
การบริจาคโลหิต การออกแบบแอปพลิเคชัน ได้รับฟังถึงแนวคิดที่สร้างสรรค์ของทีมอื่น ๆ ที่เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้พวกเรามีแรงผลักดันที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง รวมถึงพัฒนาผลงานของทีมให้น่าสนใจยิ่งขึ้นในทุก ๆ รอบการแข่งขัน พวกเราขอขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ให้คำแนะนำมาตลอดการแข่งขัน ส่งผลให้ทีมเราประสบความสำเร็จและได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ นอกจากนี้ ขอขอบคุณโครงการ ‘แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2568: Tech for Life Challenge’ ที่จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ขึ้นมา สุดท้ายอยากชวนเพื่อน ๆ มาร่วมกันบริจาคโลหิต เพราะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอย่างที่คิด เช่นเดียวกับแนวคิดของแอปฯ BLOODATHON ทุกครั้งที่เราบริจาคนั้นเปรียบเสมือนเราได้ก้าวไปข้างหน้า และได้ส่งต่อชีวิตให้กับผู้อื่น”

เปิดแอปฯ ‘PANNANA’ ช่วยคนพิการทางสายตา ให้เข้าโรงหนัง ดูได้แบบไร้อุปสรรค

เปิดแอปฯ ‘PANNANA’ ช่วยคนพิการทางสายตา ให้เข้าโรงหนัง ดูได้แบบไร้อุปสรรค

เปิดแอปฯ ‘PANNANA’ ช่วยคนพิการทางสายตา ให้เข้าโรงหนัง ดูได้แบบไร้อุปสรรค

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิด “โครงการส่งเสริมคนพิการทางการเห็นชมภาพยนตร์ผ่านแอปพลิเคชันพรรณนา (PANNANA)” โดยมี ธเนศพล  ธนบุณยวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ,คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด ผู้แทนองค์กรด้านคนพิการ คนพิการทางการเห็น และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานที่ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

วราวุธ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภารกิจการส่งเสริมคนพิการให้มีความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการที่เหมาะสม ด้วยการเข้าถึงโอกาสและได้รับการคุ้ม ครองทางสังคม โดยยึดหลักการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในทุกมิติ ภายใต้ 3 แนวคิด คือ 1) การเสริมพลังคนพิการ (Empowerment) เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้คนพิการเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของตนเองในการกำหนดแนวทางการดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ 2) เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีอิสระทางความคิด และมีความเท่าเทียม 3) สร้างสังคมที่ปราศจากอุปสรรคต่อคนพิการ (Barrier – Free) เพื่อให้คนพิการสามารถมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างเต็มที่  ทั้งนี้ ปี 2568 กระ ทรวง พม. ยังได้ขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญ (Flagship Projects) เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีความเข้มแข็ง ข้ามพ้นความเปราะบาง สามารถอยู่ร่วมในสังคมอย่างยั่งยืน โดยมีการขับเคลื่อน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1 โครงการ “Top 10” สร้างภาวะผู้นำคนพิการที่สร้างแรงบันดาลใจ 2 โครงการสร้างอาชีพเพิ่มรายได้สำหรับคนพิการ 3 โครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อคนพิการและความพิการ

วราวุธ กล่าวต่อว่า สำหรับ “โครงการส่งเสริมคนพิการทางการเห็นชมภาพยนตร์ผ่านแอปพลิเคชันพรรณนา (PANNANA)” สามารถช่วยให้คนพิการทางการเห็นในการเข้าถึงสื่อภาพเคลื่อนไหวแบบมีส่วนร่วม (Inclusive) โดยมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม ได้รับทุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และกระทรวง พม. ให้จัดงานชมภาพยนตร์ (เล่นเสียงบรรยายภาพ) ที่โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ (SF Cinema) สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อทดลองใช้งานแอปพลิเคชันพรรณนาผ่านการชมภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” อีกทั้งกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้ต่อยอดพัฒนาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันรองรับการใช้งานของคนพิการ รวมถึงผู้ผลิตภาพ ยนตร์เพื่อเพิ่มทางเลือกและขยายผลการใช้งานแอปพลิเคชันร่วมกับโรงภาพยนตร์ชั้นนำ ด้วยการทดลองใช้ประโยชน์แอปพลิเคชันเพื่อส่งเสริมให้คนพิการที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกายผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการเข้าถึงภาพยนตร์ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากอุปสรรค สร้างความเสมอภาคให้ทุกคนในสังคมเท่าเทียม ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างไรก็ตามต้องขอแสดงชื่นชมมูล นิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด ที่ได้บรรจุแอป พลิเคชันพรรณนา (PANNANA) ทำให้การรับชมภาพยนตร์และสื่อวีดิทัศน์ต่างๆ ของคนพิการทางการเห็นได้ง่ายขึ้น มีอรรถรสไม่ต่างจากคนที่สามารถเห็นภาพได้ โดยใช้ Smartphone Application ผ่านหูฟังเชื่อมการเล่นเสียงบรรยายภาพของคนพิการทางการเห็น นับเป็นการพัฒนายกระดับมาตรฐานการชมภาพยนตร์ของคนพิการทางการเห็นให้สามารถชมภาพยนตร์ทั้งในประเทศและสากลจาก Blockbuster ได้

3 เด็กไทย สุดเจ๋ง! โชว์ศักยภาพ ‘ผู้นำ’ จัดแข่งปาเป้าเยาวชน ‘Upstart Darts Youth Open 2025’

3 เด็กไทย สุดเจ๋ง! โชว์ศักยภาพ 'ผู้นำ' จัดแข่งปาเป้าเยาวชน 'Upstart Darts Youth Open 2025'

3 เด็กไทย สุดเจ๋ง! โชว์ศักยภาพ ‘ผู้นำ’ จัดแข่งปาเป้าเยาวชน ‘Upstart Darts Youth Open 2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

เรียกว่า เป็นการประสบความสำเร็จ อย่างงดงามกับการแข่งขันกีฬาปาเป้า เยาวชนนานาชาติ “Upstart Darts Youth Open 2025” เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ปิดฉากการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นอีกเวทีเยาวชนระดับโลกครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ “ความเป็นผู้นำ” ของ 3 เด็กไทย ในฐานะผู้จัดการแข่งขันกีฬาปาเป้าเยาวชน ที่แม้จะเป็นการจัดการแข่งขันครั้งแรก ในสหราชอาณาจักร แต่ก็สามารถดึงเยาวชนนานาชาติเข้าร่วมการแข่งขันเกือบ 100 คน พร้อมกันนี้ 3 เด็กไทยยังเตรียมต่อยอดการแข่งขันกีฬาปาเป้าเยาวชนนานาชาติ ในปี 2026 ด้วยการจัดงานให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ตลอดจน การดึงสปอนเซอร์รายใหญ่ทั้งในประเทศไทย และสหราชอาณาจักร มาเป็นผู้สนับสนุนในรายการแข่งขันในปีหน้า

ลักษณ์มาอร บุญประสพธนโชติ การ์เดี้ยน หรือ ผู้ดูแลนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ เปิดเผยล่าสุด เกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาปาเป้าเยาวชน “Upstart Darts Youth Open 2025” ที่จัดขึ้นภายในสนาม Bet 365 Stadium สโมสรฟุตบอลสโต๊คซิตี้ (Stoke City Football Club) เมืองสโต๊ค-ออน- เทรนท์ มณฑล สเตฟฟอร์ตเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งจัดโดย 3 เยาวชนไทย ว่า การแข่งขันถือได้ว่า ประสบความสำเร็จด้วยดี “สำหรับผู้ชนะเลิศในการแข่งขันปาเป้าเยาวชนครั้งนี้ คือ Harrison Leigh เยาวชนอังกฤษ โดยได้รับเงินรางวัลมูลค่ากว่า 1500 ปอนด์ (GBP) หรือประมาณ 65,000 บาท ขณะที่รองชนะเลิศตกเป็นของ Oscar Saxton (อังกฤษ) ได้รับเงินรางวัล 750 ปอนด์ (GBP) หรือราว 32,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลสำหรับผู้เข้ารอบรองชนะเลิศด้วย คือ Kyle Gilding (อังกฤษ) และ Jakub Krzysko (โปแลนด์) โดยได้รับเงินรางวัลคนละ 375 ปอนด์ (GBP)หรือราว 16,400 บาท ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรางวัลชนะเลิศสำหรับเยาวชนอายุต่างๆ กันดังนี้ เยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้แก่ Bobby Haste (อังกฤษ) เยาวชนอายุต่ำกว่า 14 ปี ได้แก่ Tom Phillips (อังกฤษ) เยาวขนอายุต่ำกว่า 16 ปี ได้แก่  Oscar Saxton (อังกฤษ) และเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้แก่ Jakub Krzysko (โปแลนด์) โดยทั้งหมดได้รับเงินรางวัลคนละ 200 ปอนด์ (GBP) หรือประมาณ 8,700 บาท Jakub Krzysko ยังได้รับรางวัล International โดยได้รับเงินรางวัลอีก 500 ปอนด์ หรือประมาณ 21,750 บาท ถือเป็นการจัดการแข่งขัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และยังได้รับการตอบรับการเข้าร่วมการแข่งขันของเยาวชนนานาชาติที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง”

“การจัดการแข่งขันรายการนี้ เป็นฝึมือของเยาวชนไทยทั้ง 3 คน ประกอบด้วย เรย์มอณ์ด-รักษ์ภบุณณ์ ลีส(Ramond-Rakphabhune Leese) อายุ 15 ปี พูม-ภูริต จงจิระวงศา (Poom-Purit Jongjeerawongsa) อายุ 16 ปี และ ตินติน-ทัศน์พล เหนี่ยวพึ่ง (Tin Tin-Tassapon Neawphaung) อายุ 14 ปี ซึ่งการแข่งขันดังกล่าว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Youth for Youth” หรือ เยาวชนเพื่อเยาวชน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับ และชื่นชม จากเยาวชน และ ผู้ปกครองนักเรียน ว่า เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่จะมาช่วยยกระดับวงการปาเป้าเยาวชนสู่มาตรฐานระดับโลก” คุณลักษณ์มาอร กล่าวด้วยว่า การจัดการแข่งขันประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี รวมถึงผู้สนับสนุนแบรนด์สินค้าในอังกฤษ และ ประเทศไทย อาทิ Target Darts ผู้สนับสนุนอุปกรณ์ในการแข่งขัน รวมถึง DBS International School Bangkok โดย ผศ.ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ เครื่องดื่มคาราบาว (Carabao) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป Mama , ThaiStoneShop (CDC เอกมัย–รามอินทรา), Olive Garden Thailand – สวนโอลีฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Yaowarat.MCR ร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักร และผู้สนับสนุนอื่น ๆ”

ด้าน เรย์มอณด์ -รักษ์ภบุณณ์ ลีส เยาวชนไทย-อังกฤษ ในฐานะผู้จัดการแข่งขันกีฬาปาเป้าครั้งแรกในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เขาภูมิใจ อย่างมากที่สามารถจัดการแข่งขันครั้งนี้ ได้สำเร็จด้วยดี “ผมคิดว่า นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า เยาวชนก็สามารถรวมพลังกันเพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้ และยังได้เห็นบรรยากาศและผู้เล่นที่สนุกสนาน ทำให้พวกเราได้รับพลังใจอย่างมาก ซึ่งอาจบอกว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เป็นไปตามคาดหวังเท่านั้น แต่เรียกว่า เกินความคาดหวังไปมาก ตอนแรกเราไม่แน่ใจเลยว่า ผู้คนจะจริงจังกับพวกเราหรือไม่เพราะพวกเรายังเป็นวัยรุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือเราได้รับการสนับสนุนอย่างมาก และหลายคนให้การตอบรับที่ดีมากสำหรับงานนี้ และบอกว่าพวกเขาสนุกมาก ส่วนการต่อยอด การแข่งขัน ผมและเพื่อน มองว่าจะต้องมีการจัดการแข่งขันอีกแน่นอน เพราะตั้งแต่แรก เราก็ไม่เคยคิดว่า นี่จะเป็นงานครั้งเดียวจบอยู่แล้ว และเรากำลังคิดกันอยู่ว่า จะทำให้ Upstart Darts Youth Open ปีหน้า มีขนาดใหญ่ขึ้นและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมแน่นอน”

เช่นเดียวกับ พูม-ภูริต จงจิระวงศา ที่แสดงความรู้สึกเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น “ผมคิดว่าการแข่งขันที่จัดขึ้นนี้ เป็นไปตามความคาดหวังของผม เพราะนอกจากทุกอย่างจะดำเนินงานไปอย่างราบรื่น ผู้เข้าร่วมงาน ยังบอกถึงความพึงพอใจของเขากับการแข่งขันด้วย แม้ผู้เข้าแข่งขันบางคนจะทำได้ไม่ดีอย่างที่คาดหวังไว้ก็ตาม นอกจากนี้ ผมยังภูมิใจกับความพยายามของทุกๆ คน ที่มีส่วนร่วมและทำให้กิจกรรมครั้งนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยรวมแล้วผมพอใจอย่างมาก กับการแข่งขันที่พวกเราจัดขึ้นมา ส่วนปีหน้า พวกเราก็มีแผนที่จะจัดงานแข่งแบบเดียวกันนี้อีกแน่นอน รวมถึง อยากจัดการแข่งขันให้ใหญ่กว่าเดิม และมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากขึ้นกว่าปีนี้ ซึ่งผมจะพยายามทำให้การแข่งขันปีหน้าให้ดีที่สุดสำหรับทุกคน”

สำหรับ ติน ติน-ทัศน์พล เหนี่ยวพึ่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเยาวชนไทยผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า หลังจากที่จบการแข่งขัน เขารู้สึกภูมิใจอย่างมาก “การจัดการแข่งขันดังกล่าว ถือว่า ประสบความสำเร็จ และเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะจำนวนของเยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่ง รวมถึงเรายังได้รับความชื่นชม และชื่นชอบจากกลุ่มผู้ปกครองนักเรียน รวมถึงผู้เข้าร่วมการแข่งขันหลายๆ คน ซึ่งผมและเพื่อนๆ ในทีม ยังเตรียมต่อยอดความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ด้วยการจัดการแข่งขันกีฬาปาเป้าเยาวชนในปีหน้า โดยจะจัดให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น รวมถึงมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากขึ้นด้วย”

กระนั้นก็ตาม คุณลักษณ์มาอร กล่าวเสริมด้วยว่า การจัดการแข่งขันดังกล่าว ถือเป็นการแข่งขันแบบ one day open competition ที่ถูกขนานนามว่า เป็นเวทีเยาวชนดาร์ท(ปาเป้า) ที่ใหญ่และเงินรางวัลสูงที่สุด ซึ่งปิดฉากลงไปได้อย่างสวยงาม โดยมีเยาวชนจากหลายประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน “อาจเรียกได้ว่า ความสำเร็จของเยาวชนไทยทั้ง 3 คน ที่ได้จับมือกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับวงการดาร์ทเยาวชนระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่น และ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึง การแสดงออกถึงความเป็นผู้นำในตัวของเด็กๆ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น”

“ทว่า ยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังของเยาวชน ที่บ่งบอกว่า เยาวชนยังสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมระดับนานาชาติได้จริง รวมถึง ยังสามารถบริหารจัดการในด้านต่างๆ ได้ดี ตลอดจน สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี และยังใช้ความสามารถของพวกเขา เชื้อเชิญผู้สนับสนุนแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในรายการนี้ หรือแม้แต่การสร้างเวทีการแข่งขันที่มีมาตรฐานระดับโลก “เราภูมิใจมากที่ได้เห็นเยาวชนไทยก้าวออกมาทำสิ่งยิ่งใหญ่ในต่างประเทศ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ทั่วโลก ได้นำไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมต่อไป และที่สำคัญ การปิดฉากการแข่งขันของ Upstart Youth Open 2025 จึงไม่ใช่เพียงการจบงานแข่งขัน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ การยกระดับการแข่งขันในวงการดาร์ทเยาวชน ที่จะได้รับการสืบทอดต่อไปในอนาคตอีกด้วย” คุณลักษณ์มาอร กล่าวทิ้งท้ายพร้อมชวนให้คนไทยเป็นกำลังใจให้กับ 3 เยาวชนไทยกับการเป็นผู้จัดการแข่งขันกีฬาปาเป้าเยาวชนนานาชาติ ครั้งต่อๆ ไปด้วย

-(016)

SDLG จัดพิธีลงนามสัญญาร่วมทุนและเปิดตัวบริษัทในไทยอย่างเป็นทางการ

SDLG จัดพิธีลงนามสัญญาร่วมทุนและเปิดตัวบริษัทในไทยอย่างเป็นทางการ

SDLG จัดพิธีลงนามสัญญาร่วมทุนและเปิดตัวบริษัทในไทยอย่างเป็นทางการ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

SDLG ในฐานะผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมเครื่องจักรก่อสร้าง และยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด จัดพิธีลงนามสัญญาร่วมทุน พร้อมเปิดตัว  บริษัท เอสดีแอลจี (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอสดีแอลจี ลิสซิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี  ในวันที่ 5 กันยายน  2568  เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลก่อสร้างในประเทศไทยให้ก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน อีกทั้ง เป็นการค้นหาโอกาสใหม่ๆ เสริมสร้างความร่วมมือและสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นการเปิดตัวเสื้อผ้าผู้หญิงครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมเป้าหมายสำคัญในการฉีกกรอบภาพลักษณ์ดั้งเดิมของ “ผ้าไหมไทย”  ผ่านแนวคิดและข้อสงสัย สภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร “เมื่อมนุษย์ต้องย้ายถิ่นฐานไปยังดาวดวงอื่น”  พร้อมการตั้งคำถามสำคัญ เราจะนำอะไรติดตัวไปพร้อมกับการเดินทางสู่จักรวาลใหม่ในครั้งนี้? สำหรับ MAEWKHOO คำตอบคือ ความเป็นตัวเอง ศิลปะ และวัฒนธรรม

คอลเลกชัน Earth Is Not My Home ได้นำเสนอทั้งสามคำตอบ ผ่านการเลือกใช้ผ้าไหมไทยที่ผสมผสานเข้ากับโครงชุดแนว Futuristic สะท้อนให้เห็นถึงความเซ็กซี่ตามฉบับของแบรนด์
ไม่ว่าจะเป็นลุคจัดจ้านที่หยิบเอาบอดี้สูทมาจับคู่กับ Sheer Dress ผ้าไหมไทย ไปจนถึงไอเท็มซิกเนเจอร์ Thaiwaiian shirt ลายใหม่ ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรม ในแนวคิดของ MAEWKHOO

คอนเซ็ปต์และงานออกแบบทั้งหมดในคอลเลกชันนี้รังสรรค์โดยทีม MAEWKHOO นำโดย เดนนิส คาร์ลสัน ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และ CEO ของแบรนด์ ผู้ผลักดันแฟชั่นไทยสายดื้อให้ออกนอกกรอบเดิม และแสดงให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถ “สุด” และ “ไปได้ไกล” หากอยู่ในมือของคนที่กล้าคิดต่าง

งานเปิดตัวคอลเลกชัน จัดขึ้นที่ร้าน Tahona ชั้น 33 โรงแรม Intercontinental ซึ่งโดดเด่นด้วยงาน interior สุดล้ำ ราวกับอยู่นอกโลก เสริมภาพลักษณ์ของคอลเลกชันให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

ตามไปอัพเดทคอบเลคชั่น Earth Is Not My Home  ได้ที่ Instagram: @maewkhoo, Website: www.maewkhoo.com และ Line: @maewkhoo

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’ ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’   ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’ ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2” ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยสู่สากล คนไทยห่างไกล NCDs กินเป็นไม่ป่วย สวยหล่ออายุยืน 100 ปี แสดงนิทรรศการและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านอาหาร เครื่องสำอางผสมสมุนไพร ที่ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมมอบประกาศนียบัตรผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาและผ่านเกณฑ์ผลิตภัณฑ์คุณภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 98 ผลิตภัณฑ์ โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน  นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์พงศธร พอกเพิ่มดี นายแพทย์มณเทียร คณาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ ประชาชนร่วมงาน ณ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพ อสม. ในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกในชุมชน รวมถึงการยกระดับภูมิปัญญาไทยสมุนไพรไทย  เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับ กิจกรรมหลักในการพัฒนางานวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนทั้ง 2 ด้าน  คือ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค  ผ่าน อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน กว่า 35,000 คน และด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และสมุนไพร เชื่อว่างานครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน หรือ SMEs  ให้สามารถพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขอขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีความปลอดภัย และดูแลสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญที่อยากเห็นคนไทย “กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี”

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีภารกิจศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาความรู้และเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่นำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรคและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพ รวมถึงพัฒนาคุณภาพและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP/SMEs โดยใช้ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ได้มาตรฐาน และสร้างโอกาสการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc Product) รวมทั้งสิ้น 829 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1. ประเภท Safety Product รวม 441 ผลิตภัณฑ์ 2. ประเภท Smart Product รวม 309 ผลิตภัณฑ์ 3. ประเภท Sustainable Smart Product รวม 37 ผลิตภัณฑ์ และ 4. ประเภท DMSc Initiative Product รวม 42 ผลิตภัณฑ์

สำหรับการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2 มีการแสดงนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้รับ  การพัฒนากับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากห้องปฏิบัติการ จากทุกภาครวมกว่า 100 ร้านค้า ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพร ภายใต้แนวคิด “กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี”รวมทั้งมีการเสวนาให้ความรู้เส้นทางสร้างแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ ถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิคการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ มีการเสวนา เรื่อง “กินเป็น เลือกได้ ห่างไกล NCDs” ซึ่งจะสอนนับคาร์บ หรือการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันให้กับผู้ร่วมงานเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพแก่ประชาชน ควบคู่กับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการนอน แต่คือภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลก จากข้อมูลวารสาร The Lancet Respiratory Medicine ปี ค.ศ. 2019 พบผู้ป่วยทั่วโลกสูงถึง 936 ล้านคน ในประเทศไทย ได้มีการประเมินว่าชายวัยกลางคนกว่า 20-30% และหญิง 10-15% อาจมีภาวะนี้โดยไม่รู้ตัว โรคนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ความอ่อนเพลียระหว่างวัน ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และเบาหวาน

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้นำด้านการแพทย์ระดับโลก ได้นำนวัตกรรมล่าสุด คือการกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น (Hypoglossal Nerve Stimulation: HNS) หรือ “Inspire” เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ซี่งเป็นนวัตกรรมเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) เมื่อปี พ.ศ. 2557 ซึ่งถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วโลกแล้วกว่า 100,000 ราย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลก ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย

สำหรับประเทศไทย นวัตกรรม HNS ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อย.) เมื่อปี พ.ศ. 2567 และมีการนำนวัตกรรมนี้มาใช้เป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รักษาผู้ป่วยสำเร็จและมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ด้วยการทำงานของทีมแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ทั้งในด้านการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ครอบคลุม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืน

ภัยเงียบจากโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับที่ทำลายคุณภาพชีวิต

พญ. ดารกุล พรศรีนิยม แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาและเวชศาสตร์การนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากการที่กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นหย่อนตัวขณะหลับ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและสมองต้องปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่การนอนที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ยังทำลายคุณภาพชีวิตในหลายด้าน ทั้งทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงระหว่างวัน ประสิทธิภาพการทำงานและความจำลดลง รวมถึงส่งผลต่ออารมณ์ที่แปรปรวนง่าย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ เช่น การหลับในขณะขับขี่ และอาจรบกวนความสัมพันธ์ในชีวิตคู่จากการกรนเสียงดังได้

ในระยะยาว โรคนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง อัลไซเมอร์ในระยะยาว มะเร็งบางชนิด รวมถึงเพิ่มความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย หากสังเกตว่ามีอาการ เช่น นอนกรนเสียงดังผิดปกติ มีอาการหายใจสะดุด หรือตื่นมาไม่สดชื่น ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วย Sleep Test เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงในอนาคต”

HNS นวัตกรรมล้ำหน้า ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ CPAP

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก และโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “การรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับมีหลายวิธี เช่น การใช้เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) ซึ่งเป็นเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกที่ช่วยดันลมเข้าไปเปิดหลอดลมให้กว้างออก เป็นวิธีหลักที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถทนใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากความรู้สึกอึดอัดจากการสวมหน้ากาก หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ HNS จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้”

จุดเด่นของ HNS คือการทำงานจากภายในร่างกาย โดยไม่ต้องสวมหน้ากากหรือเป่าลม ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวและไม่รบกวนการนอนหลับ อีกทั้งยังทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ป่วยหายใจเข้า อุปกรณ์จะส่งสัญญาณกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อลิ้นตึงตัวและขยับไปด้านหน้า ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังควบคุมการเปิด-ปิดได้ง่ายด้วยรีโมทคอนโทรล

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ กล่าวถึงผลสำเร็จในการรักษาว่า “ผลการวิจัยทางคลินิกที่สำคัญอย่าง STAR Trial (Stimulation Therapy for Apnea Reduction) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ The New England Journal of Medicine ยืนยันว่าการรักษาด้วย HNS ช่วยลดจำนวนครั้งของการหยุดหายใจได้จากเฉลี่ย 29.3 เหลือเพียง 9 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมทั้งช่วยให้อาการง่วงกลางวันดีขึ้นและคงที่ในระยะยาว อีกทั้งมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำกว่า 2% และอัตราการถอดอุปกรณ์ออกน้อยกว่า 2% ภายใน 2 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามากกว่า 90% ของคู่ชีวิตผู้ป่วยรายงานว่าเสียงกรนลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับผลการติดตามผู้ป่วยของบำรุงราษฎร์ ที่ทุกคนรายงานว่ารู้สึกสดชื่นและมีพลังในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

ในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก และมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี นพ. วิชพันธ์ เหมรัญช์โรจน์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก การผ่าตัดเนื้องอกและมะเร็งศีรษะและคอ และการผ่าตัดไซนัส โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ความสำเร็จของการรักษาด้วยนวัตกรรมนี้ต้องอาศัยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูง ซึ่งประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์การนอนหลับ แพทย์ประสาทวิทยา ศัลยแพทย์โสต ศอ นาสิก และแพทย์วิสัญญีวิทยา ซึ่งทำงานร่วมกับทีมงานสหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับและ Hypoglossal Nerve Stimulation ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางเพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาแบบองค์รวมได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดกรอง วินิจฉัย ไปจนถึงการผ่าตัดและติดตามผลระยะยาว”

การผ่าตัดรักษาด้วย HNS ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยจะเริ่มจากการฝังอุปกรณ์ 3 ส่วนหลักใต้ผิวหนัง ได้แก่ ตัวกระตุ้น (Pulse Generator) บริเวณหน้าอกด้านบนข้างขวา สายตรวจจับลมหายใจ (Sensing Lead) บริเวณซี่โครง และสายกระตุ้น (Stimulation Lead) บริเวณเส้นประสาทใต้ลิ้น ด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีระบบติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์จะร่วมกันวางแผนการดูแลเฉพาะรายอย่างเหมาะสม ซึ่งหลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจประเมินผลและเปิดใช้งานอุปกรณ์ได้ใน 1 เดือน พร้อมทั้งปรับค่าการกระตุ้น (Stimulation Settings) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว”

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์  กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปัจจุบัน บำรุงราษฎร์พร้อมให้การรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับด้วยนวัตกรรม HNS ซึ่งกำลังจะกลายเป็น ‘ทางเลือกหลัก’ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ภายในร่างกาย ทำงานเงียบ ไร้เสียงรบกวน และสามารถควบคุมได้ง่ายด้วยรีโมทพกพา ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติแม้ในขณะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่า HNS จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรงในอนาคต และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจตามมา”

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • วชิราวุธวิทยาลัย เชิญรับฟังการเสวนา หัวข้อ “หุ่นกระบอก จักรพันธุ์ โปษยกฤต” โดย เอนก นาวิกมูล,วัลลภิศร์ สดประเสริฐ,ผศ.วัชราภรณ์ อาจหาญ,วรพล พุฒจ้อย พร้อมชมการสาธิตการแสดงหุ่นกระบอกโดย ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์,สุธี นุตาลัย ลูกศิษย์อาจารย์จักรพันธุ์ 30 ส.ค.10.00 น. ที่ห้องเอนกประสงค์ 1-3 ชั้น 1 อาคารนวภูมินทร์ วชิราวุธวิทยาลัย สอบถาม Email: archives@vajiravudh.ac.th โทร 02-6694526..
  • อินทิรา-พัฒพงษ์-ปรียามล ธนวิสุทธิ์ เตรียมจัดงานกาลาดิเนอร์การกุศล “The Heart of Sharing – หัวใจแห่งการแบ่งปัน”  9 ก.ย. 18.30 น.ห้องบอลรูม รร.โฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ แอท เจ้าพระยาริเวอร์ แว่วว่าได้สาวน้อย แพรว-พราว ธนวิสุทธิ์  มาช่วยคุณแม่ปรียามลบริหารงานและดูแล HiSoParty ฉบับครบรอบ 22 ปี สิงหาคม 2568 กับโปรเจกกต์ 22 Yong Visionaries ด้วย ..
  • โรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับ มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล จัดปาฐกถา Wellness and Perseverance for Lasting Well-Being โดย นพ.ทวีศักดิ์ โชติวัฒนพงษ์ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกของเอเซีย พร้อมด้วย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,รอ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ,พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล,สมถวิล ปธานวนิช 29 ส.ค.09.00 น.ห้องฟอรั่ม รพ.เมดพาร์ค..
  • ด้วยความชื่นชอบการเล่นกีฬาเป็นพิเศษ ทันทีที่รับตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (AUAA)  ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.นริศ ชัยสูตร นำทีมบรรดานักเรียนเก่าฯ  เตรียมแข่งขัน “โบว์ลิ่งการกุศล”  31 ส.ค. บลูโอ ริธึมแอนด์โบวล์ เมเจอร์รัชโยธิน โดยมี คุณหญิงทรงสุดา-ดร. สุวิทย์ ยอดมณี, ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย, สมพันธ์ จารุมิลินท, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ, ดร.ก้องศักด ยอดมณี, ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา, วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน ฯลฯ ตอบรับเข้าร่วม…  ส่วนแม่งานฝ่าย ปชส. ดร.ตุ๊ก อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ  อยากให้สมาชิกรีบจองบัตรด่วนๆ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมการกุศลของสมาคมนักเรียนเก่าฯ ..
  • ธีเดช-ศิริลักษณ์ ไม้ไทย ชวนเพื่อนๆ ไปร่วมแบ่งปันทำบุญทำทาน โดยรวบรวมสมบัติผลัดกันชม  “มาปล่อยของกันเถอะ” ชิม ช้อป แชร์ ช่วย ในงาน Let It Go 31 ส.ค.09.00 น.ที่บ้านสุดซอย เรซิเด้นท์ บรมราชชนนี คลองบางกอกน้อย สอบถามเพิ่มเติม จิตโพธิสัตว์ ปูน 092-7896291..
  • เปิดแล้วหลายสาขา หนุ่มน้อยไฟแรงขยันขันแข็ง ปวริศร์ จงบารมี หลานชายคนเก่งของคุณยาย ลลิสา จงบารมี เปิดร้านยอดชา Yodcha เชียงใหม่-ออริจอนอล เป็นสาขาที่ 8 ในวันที่ 9 เดือน 9 ฤกษ์ดี 14.09 น.ที่ตึกวี.วรรณ ทาวเวอร์  ถ.พระราม 9 ..

น้อง

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

จากการนำเสนองานวิจัยเรื่อง คนจนหน้าจอ : กรณีศึกษาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ในมุมมองสื่อสารมวลชน” ของ นายธนะกิจ  อินยาโส  นิสิตระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ในการวิจัยด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์วาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธที่มีอิทธิพลต่อคนยากไร้ที่เคยออกอากาศผ่านรายการโทรทัศน์ 2) เพื่อพัฒนาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธในแบบรื้อสร้างอุดมการณ์กลวิธีทางวาทกรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน และ 3) เพื่อถ่ายทอดชุดวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธของคนยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน จากผลการวิจัยนี้พบว่า

1. การสังเคราะห์วาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธที่มีอิทธิพลต่อคนยากไร้ที่เคยออกอากาศผ่านรายการโทรทัศน์ จะเห็นว่า ธรรมะใกล้ตัวและชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการฟื้นคืนศักดิ์ศรีของผู้ด้อยโอกาส ผ่านการเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับหลัก อริยสัจ ๔ และ พรหมวิหาร ๔ ส่งผลให้ผู้ชมตระหนักถึงสภาวะแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และแนวทางแห่งการดับทุกข์ ตลอดจนก่อให้เกิดความเมตตา กรุณา และอุเบกขาต่อผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก อีกทั้งยังสะท้อนการประยุกต์ใช้ เบญจศีล–เบญจธรรม ในการดำเนินชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนและการเคารพสิทธิผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม

2.การพัฒนาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธในแบบรื้อสร้างอุดมการณ์กลวิธีทางวาทกรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน พบว่าสื่อมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนกรอบการรับรู้ที่เคยมองคนยากไร้ว่าเป็น “ภาระ” หรือ “ผลกรรม” ไปสู่การยืนยันว่าเป็น “ผู้มีศักยภาพทางธรรม” โดยเน้นการเล่าเรื่องเชิงเสริมพลัง (empowerment) ซึ่งสอดคล้องกับหลัก อิทัปปัจจยตา ที่อธิบายความยากจนในฐานะผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงผลของกรรมเก่า ทั้งยังสัมพันธ์กับหลัก เบญจศีล–เบญจธรรม ที่ส่งเสริมการเว้นจากการเบียดเบียน ความเอื้อเฟื้อ และความยุติธรรม

3. การถ่ายทอดชุดวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธของคนยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชนพบว่าสื่อมิได้เพียงนำเสนอในฐานะ “ผู้ขาดโอกาส” แต่ยืนยันถึงสิทธิและศักยภาพของพวกเขาในการเข้าถึงธรรมะ การฝึกศีล สมาธิ และปัญญาเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป การยืนยันเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลว่าด้วยความเสมอภาคในศักดิ์ศรีของมนุษย์ และเชื่อมโยงกับ เบญจศีล–เบญจธรรม ที่เน้นความสุจริต ความเมตตา และการไม่เอารัดเอาเปรียบ ส่งผลให้การช่วยเหลือมิใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่เป็นการปลดปล่อยเชิงจิตวิญญาณและการสร้างความเป็นธรรมในโครงสร้างสังคม

ด้านพระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ผศ.ดร.ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  กล่าวว่า  งานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นมิติคำว่าสิทธิมนุษยชนเชิง พุทธ หรือ ความหมายแม้ว่าในคัมภีร์พุทธศาสนา ไม่มีคำว่าสิทธิตามหลักกฎหมาย เพราะ เรื่องสิทธิเป็นเรื่องกฎหมายตามแบบแนวคิด ตะวันตกแต่ว่าแท้จริงแล้ว สิทธิมนุษยชนเชิง พุทธ มันพูดถึงเรื่องหน้าที่ทางศีลธรรม ที่เป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานข้อปฏิบัติเบื้องต้นง่ายๆ เลยอย่างเช่น ในงานวิจัยเรื่องนี้พูดถึงเรื่องหลักเบญจศีลเบญจธรรม  ที่เป็นหลักปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิ์ที่ของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ เพราะว่าหากทุกคนในสังคมทำตามหน้าที่ได้ไม่เบียดเบียนกัน สิทธิก็จะได้รับการปกป้องสิทธิทางด้านชีวิต และทรัพย์สิน  การตีความในงานวิจัยของคุณ ธนะกิจ  ทำให้สิทธิมนุษยชนเชิงพุทธไม่ใช่เพียงแค่เป็นแนวคิดนามธรรม แต่สามารถประยุกต์ใช้ในการเล่าเรื่องผ่านสื่อได้จริง แล้วก็เป็นประโยชน์กับคนในสังคมจริง อย่างเช่น สื่อต่างๆมองว่างานวิจัยเรื่องนี้ มันเป็นประโยชน์นะ ต่อสาธารณชน โดยเฉพาะคนจนหน้าจอ ส่วนในเรื่องของกรอบการนำเสนอ จากงานวิจัยเรื่องนี้เช่นรายการโทรทัศน์อื่นๆ ที่ยิ่งมาแล้วเนี่ย อย่างเช่นธรรมะใกล้ตัว หรือชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ที่ถ่ายทอดเรื่องราวคนยากไร้โดยเน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์  สะท้อนความเมตตากรุณา แล้วก็ลดการตีความกล่าวหาว่า “ความจน” คือผลกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว เพราะว่า  ลัทธิที่เชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากกรรมในอดีตนะ กรรมในอดีตเป็นผู้ลิขิตความเป็นไปของชีวิตในปัจจุบัน อันนี้จริงๆ แล้วความเชื่อแบบนี้ ก็ยังเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกตรงกับหลักกรรมในพุทธศาสนาสักเท่าไหร่ ถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว หรือท่อนเดียว นิดเดียว นะครับ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเพราะผลกรรมในอดีตนะ คอยลิขิตนะ คอยดลบันดาลให้ความเป็นไปในปัจจุบัน การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้เนี่ย เป็นเพราะกรรมในอดีตลิขิตแล้วเนี่ย หรือเป็นพวกที่มีความคิดที่เรียกว่าเป็น mind นั้นก็ถือว่าเป็นการเชื่อเรื่องผลกรรมเพียงถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว ถ้าตามหลักความเชื่อเรื่องกรรม หรือหลักคำสอนเรื่องกรรมตามแบบของพระพุทธเจ้าอย่างเช่นเรื่องความจนที่ว่า เชื่อมโยงกับโครงสร้าง งานวิจัยเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจแล้วก็เป็นต้นแบบ รายการเช่นนี้  “คนจนหน้าจอ” เป็นต้นแบบของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ที่สื่ออื่นๆ สามารถนำไปใช้ เมื่อจะนำเสนอดราม่า หรือเรื่องของผู้คนยากร้าย โดยเลี่ยงการสร้างมายาคติ แบบสงสารอย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับให้เป็น ให้ยกระดับสื่อให้เป็นพื้นที่สร้างความเข้าใจ และก็ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  และเป็นเรื่องใหม่ก็คือเรื่องของการสร้างวาทกรรมใหม่ โดยใช้แนวคิดนี้ทฤษฎีนี้ เรื่องของการพัฒนาวาทกรรมใหม่ ที่รื้อสร้างอุดมการณ์เดิมซึ่งเคยมองคนจนว่าไร้ค่า ให้กลายเป็นนักสู้ทางธรรม หรือเป็นผู้มีคุณค่าทางจิตวิญญาเรื่องกรอบของการสร้างวาทกรรมใหม่ ในการช่วยเหลือคนจนหน้าจอสามารถที่จะต่อยอดสู่การประชาสัมพันธ์ สามารถที่จะจำแนกออกเป็น 3 ระดับ  อย่างเช่นว่า ระดับแรก ระดับสังคม สื่อสามารถออกแบบแคมเปญที่เล่าเรื่องผู้ยากไร้ฐานะเป็นผู้มีศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจแก่สาธารณะ เช่นการใช้สื่อทีวี หรือสื่อออนไลน์เป็นพื้นที่สร้างเรื่องเล่าที่มีชีวิตที่แสดงคุณค่าของคนทุกคนในระดับสังคม ถ้าในระดับชุมชนการประชาสัมพันธ์ควรเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางศาสนา เช่นโครงการวัดเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เพื่อให้คนในชุมชนร่วมกัน แล้วก็ลงมือช่วยเหลือกันจริงๆ แต่นี้ในระดับนโยบาย ผลงานวิจัยนี้ เป็นข้อมูลผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ แล้วก็สื่อ สื่อสาธารณะ กำหนดแนวทางนำเสนอข่าวผู้ยากไร้ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ คือเมตตา กรุณา และความเสมอภาพ สิทธิความเท่าเทียมของ ของมนุษย์ตามแนวคิดพุทธศาสนา เมื่อประชาสัมพันธ์ในลักษณะนี้ การช่วยเหลือผู้ยากไร้ จึงไม่ใช่การสงเคราะห์เพียงชั่วคราว แต่เป็นการคืนศักดิ์ศรีและคุณค่าให้แก่พวกเขาอย่างยั่งยืน ซึ่งถ้าลงไปดูรายละเอียดงานวิจัยในเรื่องของธนะกิจ เขาไม่ได้ช่วยกันแค่ข่าวจบแล้วก็ทิ้งกันไป แต่ก็ยังมีการติดตาม มีการดูแล มีการช่วยเหลือจนเขาสามารถที่จะยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของเขาเองได้

ด้านผู้วิจัย นายธนะกิจ  อินยาโส  ยังกล่าวอีกว่า จากการที่ผู้วิจัยได้ทำรายการโทรทัศน์ (Scoop)ที่ได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ผ่านทางสถานีโทรทัศน์มาหลายสถานีและได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้กว่า 1,000  ราย บางรายไม่เคยมีบ้านที่อยู่ที่กินที่อาศัย ขออาศัยที่คนข้างบ้าน ขออาศัยที่ธรณีสงฆ์ สร้างเพิงสังกะสีเก่าๆคอยหลบแดดหลบฝน ไม่มีแม้กระทั่งเงินสักแดงเดียวคอยประทังชีวิต ผู้วิจัยขออนุญาติยกScoopตัวอย่างที่เคยออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ชื่อตอนที่ว่า ชายชราผู้โดดเดี่ยว  เป็นเรื่องราวของตาบุญชู  เสือไหล ชายชราที่สู้ชีวิตตัวคนเดียวตั้งแต่เกิด  ไม่มีลูกไม่มีเมีย ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง อาศัยเพิงสังกะสีเก่าๆอยู่เพียงลำพังที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอายุ ๗๒ ปี(ในเวลานั้น) ต้องยังไปเป็นยามเฝ้าโรงงานแต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนบางวันมีเศษตังในกระเป๋าก็ได้แค่ซื้อมาม่าซองประทังชีวิต ขยี้มาม่าดิบๆกินกับน้ำเปล่า ใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่เกิด ทั้งเหงา ทั้งเศร้า และว้าเหว่ เพิงไม้เก่าๆ มีสังกะสีที่ผุพัง ภายในมีชายชราผู ้หนึ่งที่อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดดเดี่ยวมาทั้งชีวิต เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเจอ หน้าพ่อแม่เลย หนำซ้ำเมียลูกก็ไม่มีใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมาตลอด อายุขัยก็เป็นไม้ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที ชีวิตหลังจากนี้แกจะเป็นอย่างไร

 ความโดดเดี่ยวของชายชราผู้นี้ที่เป็นแรงผลักดันให้เขาสู้อย่างเดียวดาย ถึงจะล้มลุกคลุกคลาน ลุงก็ไม่อยากเป็นภาระใคร ในบั้นปลายของชีวิตร่วมให้กำลังใจลุงเพื่อบั้นปลายชีวิตที่สดใสในปลายชีวิตที่หลือเหลืออยู่ หลังจากชีวิตลุงบุญชูได้ถ่ายทอดออกผ่านทางรายการ ลุงบุญก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างมหาศาล จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ให้ลุงบุญชูได้ และยังมีเงินที่สามารถให้ลุงอยู่กินต่อเดือนได้ จนกว่าลุงจะจากโลกนี้ไป เพียงแค่นี้ผู้วิจัยและทีมงานก็มีความสุขที่ได้มอบสิ่งดีๆให้กับผู้ยากไร้ และอีกหนึ่งราย ที่ผู้วิจัยยังจำและตาตรึงในหัวใจคือตอนของยายบัว ที่นำเสนอผ่านทางช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง  ชื่อตอนว่า ยายบัวแม่ผู้โดดเดี่ยว ซึ่งถ้าจำไม่ผิดในการนำเสนอตอนนี้จะเป็นเทปออกอากาศซึ่งใกล้วันแม่อีกด้วย  ด้วยยายบัว ทองโสภา หญิงชราวัย 81 ปี (ในเวลานั้น) อยู่ในจังหวัดชลบุรี เคยมีชีวิตที่มีความสุขอยู่กับสามี เลี้ยงลูก 6 คน ตามอัตภาพแต่ก็มีความสุข จนเวลาได้ล่วงเลยไปสามีก็ได้ตายจาก ยายบัวต้องตกระกำลำบากเลี้ยงลูกคน 6 จนเติบใหญ่ แต่เหมือนฟ้าสาป ลูกที่เคยเลี้ยงมาทั้ง 6 คน หนีหายยายบัวไม่เหลือแม้แต่คนเดียวไม่เคยมาเหลียวแล  ปล่อยให้ชีวิตยายบัวผู้อาภัพ ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอย่างเดียวดาย ไร้ลูก ขาดหลาน เหลียวแล กินข้าวต่างน้ำตา รอลูกกลับมาเยียวยาหัวใจ ที่ซ้ำร้ายยายยังโดนลูกหลอกเอาที่ดิน ที่อาศัยไปจำนองกับธนาคารแล้ว เชิดเงินหนีหายไป ยายบัว แม่ชราต้องนอนผวาทุกค่ำคืนเพราะกลัวที่ดิน ที่เคยพักพิงอิงกาย จะถูกธนาคารยึดไป ไหนจะอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง ไร้ลูกขาดหลานเหลียวแล ชีวิตของแม่ชรายายบัวที่แสนเศร้าคนนี้ เขาจะอยู่เขาจะกินกันอย่างไรความรัก ความห่วงใยที่แม่มีให้ต่อลูก แต่ลูกก็ยังมาทอดทิ้งแม่คนนี้ไป ลูกจะรู้หรือไม่ว่าความทุกข์ระทมของแม่คนนี้จะมีมากแค่ไหน ลูก 6 คน แม่เลี้ยงได้แต่แม่คนเดียวลูก 6 คนเลี้ยงแม่ไม่ได้  หลังจากที่เทปนี้ได้ออกอากาศไปก็ได้มีธารน้ำใจหลั่งไหลมาช่วยยายบัวจำนวนมาก จนยายบัว ได้ไปไถ่ถอนที่ดินคืนจากธนาคร แล้วมีเงินเดือนไว้อยู่ได้กินจนกว่ายายบัวจะจากไป นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเทปที่ผู้วิจัยและทีมงานได้ช่วยจนสำเร็จ และมีความสุขในหัวใจเสมอมาที่นึกถึง จุดนี้เองจากการช่วยเหลือ และลงพื้นที่ของผู้วิจัย ทำให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ

ทำให้ผู้วิจัยอยากเห็นคุณค่าของผู้ยากไร้เหล่านี้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ และอยากมองเห็นสิทธิที่แท้จริงของ คนจน คนยากไร้ ไม่อยากให้ใครหลายคนมองเป็นการเชื่อมโยงเรื่องศักดิ์ศรี เพราะทุกคนล้วนแล้วมีสิทธิ ศักดิ์ศรี เท่าเทียมกันจึงต้องสร้างวาทกรรมใหม่เพื่อ ให้คนจนหน้าจอ เหล่านี้ได้มี สิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ มีคุณค่าในตัวเอง มีความไม่ย่อท้อในชีวิตและผู้วิจัยเชื่อว่า “เราเข้าใจคนจนผ่านจอ” มากกว่า คนหลายคนเข้าใจคนจนคนยากไร้เพียงแค่คำว่า “สงสาร” ผู้วิจัยเชื่อได้ว่า “คนจนไม่ใช่ความผิด” “ทุกคนมีสิทธิรู้สึกมีคุณค่า” และ “ศิลธรรมที่เห็นคนเท่าเทียมกันคือความยุติธรรมเชิงพุทธ”

-(016)

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

กระทรวงมหาดไทย แถลงเปิดตัวโครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์” แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมไทยร่วมสมัย ร่วมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมคณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ได้แก่ ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ดร.ศรินดา จามรมาน คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ อ.ดร.กรกลด คำสุข  ในการนี้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมงาน

โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จัดทำขึ้นด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์ พระกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเฉพาะด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย รวมทั้งพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่น ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับสากล

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำพระดำริ เรื่อง ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสานรักษาและต่อยอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งถือว่าคุณูปการอย่างสูง  กระทรวงมหาดไทย มีองคาพยพในทุกอณูของประเทศไทย อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน สอดคล้องกับพระดำริที่ต้องการปลูกฝังเรื่องผ้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวงมหาดไทยจึงมีการถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ให้แก่บุคลากรในสังกัด เพื่อให้ดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่อง

“โครงการนี้เป็นการถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไม่ว่าจะเป็นการนำเหล่ากูรูของประเทศ ทั้งดีไซเนอร์ และผู้ที่มีชื่อเสียงไปให้ความรู้กับประชาชนจนเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่ก้าวหน้า โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และพี่น้องประชาชน ที่จะช่วยผลักดันให้ผ้าไทยเกิดความยั่งยืนในสังคมไทย และเป็นที่ตราตรึงของชาวโลก

พระกรณียกิจของพระองค์ท่านทรงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชุมชนในทุกระดับ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์ผ้าไทยให้อยู่ต่อไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดคุณค่าของผืนผ้าไทยไปสู่การสร้างรายได้และอาชีพ   ใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น เมื่อผ้าไทยถูกนำมาปรับรูปแบบให้ร่วมสมัย สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้ตลาดกว้างขึ้นและช่วยให้ชุมชนผู้ผลิตผ้าไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

การแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีเผยแพร่สมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษาฯ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการสะท้อนให้เห็นถึง พระวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทย ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ”  นายอรรษิษฐ์  กล่าว

โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในมิติของการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย และการสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด หนังสือเฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์ : แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย” ฉบับดิจิทัล ได้ที่ https://thailandotop.org/39_years