‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคหัวใจ มีหลายประเภท หนึ่งในภาวะที่ควรเฝ้าระวังนั่นคือ “ภาวะหัวใจโต” ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้หัวใจวายเฉียบพลันแบบไม่ทันตั้งตัว และอาจส่งผลอันตรายถึงชีวิต แพทย์หญิง กาญจนา อักษรวรนารถ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) แนะนำว่า เพื่อความไม่ประมาท เราควรมาทำความรู้จักภาวะดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

ภาวะหัวใจโต เกิดจากอะไร?

ภาวะหัวใจโต (Cardiomegaly) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย เกิดจากภาวะที่หัวใจมีขนาดใหญ่ พองโต หรือหนากว่าปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี ทำให้มีเลือดคั่งค้างอุดกั้นในห้องหัวใจมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ส่งผลต่อหัวใจโตอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น

อาการบ่งชี้ที่ควรรับไปพบแพทย์ คือ อาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลานอนหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือใจสั่นเวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย  เหนื่อย หอบ หรือหายใจถี่

ใครบ้าง ? ที่มีความเสี่ยงภาวะหัวใจโต : ผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิด หรือโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

การป้องกันภาวะหัวใจโต : ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจได้หลายวิธี ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะหัวใจโต ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น  และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดย ทีเอ็มบีธนชาต รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ‘องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดย ทีเอ็มบีธนชาต รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ‘องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดย ทีเอ็มบีธนชาต รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ‘องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดย ทีเอ็มบีธนชาต ขับเคลื่อนสู่องค์กรคุณธรรมต้นแบบอย่างยั่งยืน ประกาศความสำเร็จอีกก้าว ได้รับการยกย่องเป็น “องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น” ประจำปี 2567 จากคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ โดยเป็น 1 ใน 95 องค์กรระดับประเทศที่ได้เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติจากกระทรวงวัฒนธรรม

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้ากิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์ครุฑตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการส่งเสริมคุณธรรมอย่างแท้จริง โดยได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น “องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น” ประจำปี 2567 จากการประเมินของคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นเครื่องยืนยันผลงานอันประจักษ์โดดเด่นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ที่มุ่งมั่นตั้งใจปลูกฝังคุณธรรมผ่านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง โดยสอดแทรกเรื่องราวของความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม อันเป็น 3 สิ่งที่มีคุณค่าแก่การรักษาไว้ เพื่อส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑที่มีกับสังคมไทยให้คงอยู่ตลอดไป”

พิพิธภัณฑ์ครุฑ เป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีเอ็มบีธนชาต โดยเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่รวบรวมครุฑอันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทยมากกว่า 150 องค์มาไว้ด้วยกัน จัดแสดงและถ่ายทอดเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพญาครุฑ ผ่าน 6 โซนนิทรรศการอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งแสง สี เสียง ในรูปแบบทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย ทำให้เรียนรู้เรื่องราวของ “พญาครุฑ” และเข้าถึงความเป็นไทยได้อย่างง่าย ๆ ซึ่งได้เปิดให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์จุดประกายแหล่งเรียนรู้ ต่อยอดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจท่องเที่ยว “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” พร้อมเรียนรู้ตำนาน “พญาครุฑ” สามารถลงทะเบียนผ่าน  https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/ โดยจะเปิดให้เข้าชม ทุกวันศุกร์-เสาร์ วันละ 3 รอบ ในเวลา 10:00 / 13:00 / 15:00 น. พร้อมผู้นำชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้  มีบริการจัดรถตู้บริการรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ถึง พิพิธภัณฑ์ครุฑ  ทั้งนี้ ติดตามกิจกรรมดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.ttbfoundation.org

คุณแหน : 12 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 12 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 12 มิถุนายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า  กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิง (หม่อมราชวงศ์)ศรี ลิมปิชาติ  22 มิ.ย.17.30 น. ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม ..บำเพ็ญกุศล 21 มิ.ย. 18.30 น. ศาลา 5 ..

ll กราบถวายความอาลัยแด่ ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร พระมารดา พระเจ้าวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สิ้นชีพิตักษัยเมื่อ  10 มิ.ย. 2568  ขอน้อมส่งดวงพระวิญญาณสถิตย์ ณ สรวงสวรรค์ชั้นพรหม ..ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ณ ศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตร ..

ll ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กระทรวงกลาโหม 11-13 มิ.ย.18.00 น.และสวดพระอภิธรรม ถึง 17 มิ.ย. ศาลา 5  วัดโสมนัสราชวรวิหาร แล้วบรรจุ ..เจ้าภาพ พล.อ.เจิดวุธ คราประยูร,เจนวิทย์ คราประยูร และครอบครัว ของดพวงหรีด เงินทำบุญทั้งหมดมอบให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎในพระราชูปถัมภ์.. 

ll สวด คุณแม่สุใจ แสงศิริอัมพร มารดา ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ศาลา 14 วัดเทพศิรินทราวาส 9-13 มิ.ย.18.30 น. ฌาปนกิจ 14 มิ.ย.14.00 น..

ll งานเปิดตัวหนังสือ “ดร.นริศ ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา” และครบรอบวันเกิด ดร.นริศ ชัยสูตร 21 มิ.ย.11.30 น. ณ สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซ.งามดูพลี รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายหนังสือและเงินบริจาค มอบให้กองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)  โดยมี ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภาและอดีตอธิการบดี มธ. และ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. ร่วมด้วย ..

ll ขอแสดงความยินดีกับ อโนมา วิจิตรวิกรม และ ศิริรัตน์  ธำรงธีระกุล ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นประเภทอาสาสมัคร ของมูลนิธิปกรณ์ อังศุสิงห์..

ll สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ จัดงาน Taiwan Day เทศกาลอาหารและการท่องเที่ยวไต้หวัน  2025 ระหว่าง 10-15 มิ.ย.ที่ Cental Court ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยจะมีพิธีเปิดงาน วันที่ 13 มิ.ย.10.00 น. โดย ต่งซือฉี รองผู้แทนประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทยและ ซินดี้ เฉิน ผอ.สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำกรุงเทพ กล่าวเปิดงาน..พบกับ อาเล็ก-ธีรเดช แบรนด์แอมบาสเดอร์ การท่องเที่ยวไต้หวันประจำปี 2025  ภายในงานจัดจำหน่ายแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Meet & Geeet อาเล็กที่ไต้หวัน ..

ll พัชรินทร์ บูรณสมภพ ดีใจมากที่ได้เห็นคลิปเก่า 40 ปี  ที่ตนเองรำไทยพระสุธน-มโนราห์ ตอนพระสุธนเลือกคู่ ในรายการโทรทัศน์การกุศลหารายได้สมทบทุนมูลนิธิโรคไตฯ เมื่อปี 2527 ออกอากาศทางช่อง 5 ..

น้อง

เปิดเวที ‘รวมพลัง สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน วุฒิสภา’ พัฒนาทักษะอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง

เปิดเวที 'รวมพลัง สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน วุฒิสภา' พัฒนาทักษะอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง

เปิดเวที ‘รวมพลัง สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน วุฒิสภา’ พัฒนาทักษะอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.50 น.

กมธ.การพัฒนาสังคมฯ จัดเสวนา “รวมพลัง สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน วุฒิสภา” มุ่งส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนให้กลุ่มเปราะบางในสังคม

คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง “รวมพลัง สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน วุฒิสภา” โดยมี นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธาน  กล่าวเปิดการเสวนา และนางอจลา ณ ระนอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม สถาบันการเงิน องค์กรภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาและข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของคนในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาส ถือเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความห่วงใย และร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากการเลือกปฏิบัติ การขาดความรู้และทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ตลอดจนการที่กลุ่มเปราะบางจำนวนมากไม่ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและโอกาสในการสมัครงาน อันจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของกลุ่มคนเปราะบางในระยะยาว สำหรับบทบาทของวุฒิสภาไทย ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรองกฎหมายที่ส่งเสริมการดำเนินนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมโอกาสของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการจ้างงาน เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 รวมทั้งมีบทบาทในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ โดยสามารถผลักดันให้มีงบประมาณสำหรับอบรมอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง เป็นต้น นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนควรต้องร่วมมือกันส่งเสริมการจ้างงานแบบมีส่วนร่วม อบรมและพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้านสำหรับกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางในการหางานสำหรับกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ และที่สำคัญคือการสร้างการรับรู้และเปลี่ยนทัศนคติของสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันในอนาคต ดังนั้น การจัดเสวนาในวันนี้นับเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมองแนวคิด ตลอดจนนำเสนอปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะอย่างเปิดกว้าง ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับทุกกลุ่ม
ในสังคมอย่างยั่งยืนอนาคตต่อไป

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีการเสวนาหัวข้อ “รวมพลัง สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน วุฒิสภา” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย 1. นายเสริมสกุล พจนการุณ ผู้อำนวยการกองพัฒนาศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบกิจการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน 2. นายอุเทน ชนะกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 3. ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ 4. นางสาววริศรา กลีบบัว ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยังแฮปปี้พลัส จำกัด และจัดบูธนิทรรศการเพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ สวัสดิการ และแนวทาง   การส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่กลุ่มเปราะบาง จำนวน 19 บูธ อาทิ กรมการจัดหางาน กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร บางพลัด ฯลฯ

-(016)

Suntory Wellness เจาะตลาดสุขภาพ จับมือมหิดลวิจัย ‘Meal Replacement’ ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร

Suntory Wellness เจาะตลาดสุขภาพ จับมือมหิดลวิจัย ‘Meal Replacement’ ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร

Suntory Wellness เจาะตลาดสุขภาพ จับมือมหิดลวิจัย ‘Meal Replacement’ ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.46 น.

ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่าคนไทยวัยทำงานมีน้ำหนักเกินและอ้วนมากถึง 48%1 ตลาดอาหารผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement, MRP) จึงกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิการแข่งขันที่น่าจับตา และล่าสุด บริษัท Suntory Wellness จำกัด ประเทศญี่ปุ่น กำลังขยับหมากสำคัญในการเจาะตลาดไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “Suntory Meal Replacement” ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

แต่ก่อนจะวางขายในตลาดอย่างเต็มรูปแบบ Suntory Wellness ได้เลือกใช้แนวทางที่น่าสนใจยิ่ง — ไม่ใช่แค่การทำการตลาดตามสูตรสำเร็จ แต่เลือกเดินหน้าด้วยการสร้าง “ความเชื่อมั่นผ่านหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์” ร่วมกับสถาบันชั้นนำของไทยอย่าง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อวิจัยและทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยงานวิจัยจริงจัง นำทีมโดย Mr. Thomas Paul Gerard Laroque Head of Operation, Mr. Jack Wong Head of Scientific Innovation Development & Regulatory Affairs และ ภ.ญ. รัตพันธ์ จันทรประภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของกลุ่มธุรกิจ Suntory Wellness ในประเทศไทยเผยว่า “ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด เราอยากให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสิ่งที่เขาบริโภคได้ผลจริงและปลอดภัย เราจึงร่วมมือกับภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อทำวิจัยที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้”

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Thai Journal of Public Health (Vol. 55 No. 1, Jan–Apr 2025) โดยมีทีมวิจัยมากฝีมือ ได้แก่ รศ.ดร. พัชราณี ภวัตกุล,ผศ. ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ และ ผศ.ดร. จันทร์จิรา โพธิสัตย์

การทดลองจริงในกลุ่มผู้มีน้ำหนักเกินและอ้วน งานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ชาวไทย อายุ 20–59 ปี ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในช่วง 23–30 กิโลกรัม/ตารางเมตร ซึ่งจัดว่าอยู่ในกลุ่ม “น้ำหนักเกินและอ้วน” ตามเกณฑ์เอเชีย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม : กินอาหารปกติทุกมื้อ , กลุ่มทดลอง : รับประทาน Suntory Meal Replacement แทนมื้อเย็น วันละ 1 ซอง (200 kcal)

ภายในเวลา 4 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงโภชนาการอย่างเห็นได้ชัด อาทิ 1.น้ำหนักในกลุ่มทดลองลดลง 2. BMI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ปริมาณการบริโภค พลังงาน, ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตลดลง 4. สัดส่วนร้อยละโปรตีนที่ได้รับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ 5. ความรู้สึก อิ่มและความพึงพอใจต่อมื้ออาหารเพิ่มขึ้น 6. ปัญหาท้องผูก และการพึ่งพายาระบายลดลง

ด้วยผลวิจัยที่ชัดเจนและการจับมือกับสถาบันวิจัยระดับแนวหน้า Suntory Wellness กำลังปูทางสู่การรุกตลาด Functional Nutrition ในไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนทำงานที่ใส่ใจสุขภาพแต่ไม่มีเวลาจัดเตรียมอาหารครบหมู่

อ้างอิง https://www.ddc.moph.go.th/dncd/journal_detail.php?publish=15407&deptcode=dncd

-(016)

TED Fund ลงพื้นที่พบผู้ประกอบการทุนฯ พัฒนา ‘นมถั่วลายเสือ UHT’ ต่อยอดเป็นเครื่องดื่มโภชนาการสูง

TED Fund ลงพื้นที่พบผู้ประกอบการทุนฯ พัฒนา ‘นมถั่วลายเสือ UHT’ ต่อยอดเป็นเครื่องดื่มโภชนาการสูง

TED Fund ลงพื้นที่พบผู้ประกอบการทุนฯ พัฒนา ‘นมถั่วลายเสือ UHT’ ต่อยอดเป็นเครื่องดื่มโภชนาการสูง

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.43 น.

“ไปยดา” ลงพื้นที่พบผู้ประกอบการทุนเทดฟันด์ พัฒนา “นมถั่วลายเสือ UHT สูตรอะมิโนครบถ้วน”  ไร้แลคโตส-น้ำตาล-ช่วยผู้ป่วยเบาหวาน ชื่นชมช่วยแก้ปัญหาสุขภาพ ชุมชน สิ่งแวดล้อม ด้านผู้ประกอบการเตรียมยื่นขอทุนพัฒนาการตลาดต่อ มั่นใจโต 300 ล้านภายใน 1 ปี

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมหรือเทดฟันด์ (TED Fund) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงพื้นที่เพื่อติดตามภารกิจการพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในโครงการ Amino Tiger Milk ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากเทดฟันด์ไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘นมถั่วลายเสือ UHT สูตรอะมิโนครบถ้วน’ นวัตกรรมใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่ม Plant-Based โดยใช้ถั่วลายเสือ ซึ่งเป็นผลผลิต GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) จาก จ.แม่ฮ่องสอน มาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มชนิด UHT ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นเจ้าแรกของโลก ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

โดยภายในงานได้มีเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลายเสือได้นำถั่วลายเสือ ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในการผลิตนมถั่วลายเสือมาจัดแสดง ขณะที่ ทางผู้ประกอบการยังได้นำนมถั่วลายเสือมาออกบูธให้ผู้ร่วมงานได้ชิม นอกจากนี้ ยังมีการแสดงการแปรรูปเปลือกถั่วลายเสือเป็นภาชนะสำหรับใส่อาหาร ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนั้น ยังมีศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (FIN CMU) และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STEP CMU) นำผลงานในการบ่มเพาะผู้ประกอบการมาร่วมจัดแสดงในงานอีกด้วย

จากนั้น น.ส.ไปยดา ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกดีใจที่การให้ทุนของเทดฟันด์สามารถนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้จริงๆ ในกรณีของโครงการ Amino Tiger Milk ที่เข้ามาขอทุนจากเทดฟันด์และได้รับทุนสนับสนุนในลักษณะ Proof of Concept เพื่อพิสูจน์แนวคิดทั้งในด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และได้รับทุน 1.5 ล้านบาท ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ “นมถั่วลายเสือ” ที่เดิมมีปัญหาในเรื่องของอายุผลิตภัณฑ์ จนในที่สุดสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นนมพาสเจอร์ไรส์ที่สามารถเก็บได้เป็นปี รวมทั้งนำไปพัฒนาในเรื่องการขนส่ง การจัดจำหน่าย การขยายตลาด ถือเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ว่าเมื่อได้รับทุนไปแล้วสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริง นอกจากนี้ ผลกระทบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังได้ในแง่ของชุมชน เพราะถั่วลายเสือนำมาจากผลผลิต GI จาก จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งปลูกโดยเกษตรกรในพื้นที่ ถือเป็นการตอบโจทย์ของเทดฟันด์ที่ผู้รับทุนไม่ได้เป็นแค่ Startup แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกถึงชุมชนด้วย ขณะที่ ตัวผลิตภัณฑ์ยังตอบโจทย์เรื่องของสุขภาพและกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน เรื่องของ Zero west เรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Amino Tiger Milk เป็นตัวอย่างของโครงการที่ผสมผสานจุดแข็งด้านนวัตกรรม วิสาหกิจพื้นถิ่น และศักยภาพเชิงตลาดได้อย่างสมดุล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ TED Fund ในการสร้าง Startup รุ่นใหม่ที่มีโอกาสเติบโตได้จริงในระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมของไทย ซึ่งถือว่าน่าภาคภูมิใจที่เงินทุนสนับสนุนเพียงแค่ 1.5 ล้านสามารถส่งผลกระทบไปได้ในหลายมิติขนาดนี้

“ที่สำคัญ โครงการนี้ยังก่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการระหว่างเทดฟันด์ กับ FIN CMU ซึ่งเป็นหน่วยบ่มเพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาช่วยตั้งแต่เขียนข้อเสนอโครงการ ไอเดียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการยืดอายุผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นเรื่องของนวัตกรรม และอีกหน่วยหนึ่งคือ STEP CMU ที่เข้ามาช่วยบ่มเพาะในการทำธุรกิจ การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ และเรื่องของระบบบัญชีต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการ การออกสู่ตลาด แม้กระทั่งการไป Pitching ขอทุนต่างๆ เป็นต้น กระบวนการทั้งหมดก็เพื่อสร้างผู้ประกอบการให้ประสบความสำเร็จ โดยมีหน่วยเหล่านี้เป็นพี่เลี้ยง และขณะนี้ โครงการ Amino Tiger Milk ได้เตรียมที่จะยื่นเสนอขอทุนสนับสนุนในขั้นต่อไป คือ TED Market Scaling Up แล้วด้วย ถือเป็นการต่อยอดให้ผู้ประกอบการไปแข่งขันได้ ทั้งนี้ ตนอยากจะฝากถึงผู้ประกอบการที่จะมาขอทุนกับเทดฟันด์ว่าควรจะต้องมีโรดแมปของตัวเอง เช่นเดียวกับนมถั่วลายเสือ ก็มีโรดแมปของตนเองว่าเริ่มต้นจากตรงไหนและต้องการจะพัฒนาไปตรงไหน” น.ส.ไปยดา กล่าว

ด้าน นายฐานันท์ แก้วดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง White Tiger King เจ้าของโครงการ Amino Tiger Milk กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นมถั่วลายเสือเกิดขึ้นจากความต้องการตอบโจทย์ในเรื่องของสุขภาพ เนื่องจากลูกสาวของตนแพ้แลคโตสในนมวัว จึงมีความคิดที่จะพัฒนานมจากถั่วลายเสือขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่อยากดูแลสุขภาพ ผู้ที่แพ้นมวัว ผู้ที่แพ้แลคโตส และผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยตนเริ่มต้นธุรกิจที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ด้วยการทำเนยถั่วจากถั่วลายเสือ ซึ่งเป็นผลผลิต GI ของ จ.แม่ฮ่องสอน ต่อมาต้องการพัฒนาเป็นนมเลยได้เข้ามาหาความรู้ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้ขอทุนจากเทดฟันด์ จนสามารถพัฒนาเป็นนมถั่วลายเสือที่ให้รสชาติหอมมัน อุดมไปด้วยโปรตีนจากพืช และปราศจากแลคโตส ปราศจากน้ำตาลทราย และไม่ใช้สารกันเสีย ดื่มง่าย ดีต่อระบบย่อยอาหารและหัวใจ ขณะนี้ ผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายในหลายๆ จุดทั้งในและต่างประเทศ

นายฐานันท์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ถั่วลายเสือยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะที่ อ.ปางมะผ้า อ.เมือง อ.ขุนยวม และ อ.ปาย ที่ปลูกถั่วลายเสือได้มาก โดยใน 1 ปีสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้ 3 รอบ เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2 แสนบาท/รอบ/ครัวเรือน ที่สำคัญ การที่เกษตรกรหันมาปลูกถั่วลายเสือมากขึ้นทำให้ลดการปลูกข้าวโพดได้ เพราะรายได้จากการปลูกถั่วลายเสือดีกว่าปลูกข้าวโพด ก็ส่งผลให้เกษตรกรลดการเผา ทำให้ไม่เกิด PM 2.5 และช่วยลดโลกร้อน ยิ่งกว่านั้น เปลือกของถั่วลายเสือ ตนยังนำไปแปรรูปเป็นภาชนะใส่อาหาร ซึ่งเมื่อใช้แล้วสามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้โดยไม่ต้องเผา ดังนั้น นมถั่วลายเสือจึงดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ และดีต่อโลก 

“เราเริ่มต้นดำเนินธุรกิจมาเป็นปีที่ 2 แล้ว และมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งถ้ามองในมุมของการเป็น Startup เราก็ตั้งเป้าที่จะสร้างผลประกอบการให้ได้ถึง 300 ล้านบาท ภายใน 1 ปี  และขณะนี้ได้มีการเดินทางไปเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการในหลายประเทศเพื่อขยายตลาด ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น เคนย่า อังกฤษ และสิงคโปร์ เป็นต้น ทำให้เรามองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจและน่าจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้” นายฐานันท์ กล่าว

<p> -(016

ญี่ปุ่นส่งมอบ ‘รถโมบาย-เครื่องเอกซเรย์’ ให้มูลนิธิเอ็มพลัส เสริมศักยภาพ บริการสุขภาพเคลื่อนที่ในพื้นที่ภาคเหนือ

ญี่ปุ่นส่งมอบ ‘รถโมบาย-เครื่องเอกซเรย์’ ให้มูลนิธิเอ็มพลัส เสริมศักยภาพ บริการสุขภาพเคลื่อนที่ในพื้นที่ภาคเหนือ

ญี่ปุ่นส่งมอบ ‘รถโมบาย-เครื่องเอกซเรย์’ ให้มูลนิธิเอ็มพลัส เสริมศักยภาพ บริการสุขภาพเคลื่อนที่ในพื้นที่ภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.40 น.

รัฐบาลญี่ปุ่น โดยสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ส่งมอบรถโมบายสุขภาพเคลื่อนที่พร้อมเครื่องเอกซเรย์แบบพกพา “FDR Xair” ให้แก่ มูลนิธิเอ็มพลัสอย่างเป็นทางการ ภายใต้ “โครงการคุซะโนะเนะ” (KUSANONE – Grant Assistance for Grassroots Human Security Projects) เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน พิธีจัดขึ้น ณ เชียงใหม่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แอร์พอร์ต โดยมี Mr. Harada Masaru กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  นางสาวจินตนา สันถวเมตต์ ผู้อำนวยการกลุ่ม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1 เชียงใหม่  นายแพทย์สุรเชษฐ์ อรุโณทอง รองผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่  นายแพทย์กิตติพันธุ์ ฉลอม ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ Mr.Maruo So ประธานบริษัท FUJIFILM Thailand เข้าร่วมงาน 

รถโมบายฯ ที่ได้รับการสนับสนุน ได้รับการออกแบบให้สามารถเคลื่อนที่เข้าให้บริการในชุมชน พร้อมติดตั้งเครื่องเอกซเรย์แบบพกพา “FDR Xair” ที่สามารถตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบส่งต่อแบบ real-time ร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่าย

นายพงศ์ภีระ พัฐภีระพงศ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพลัส กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือข้ามประเทศที่เป็นรูปธรรมช่วยเติมเต็มศักยภาพการบริการทางการแพทย์เชิงรุกและสนับสนุนระบบสุขภาพชุมชนของไทยให้มีความคล่องตัว ทันสมัย และเข้าถึงมากขึ้น”ภายในพิธีมีการแสดงเปิดชุดพิเศษ “ฟ้อนล้านนาประยุกต์” ผสานกับการแสดง “ไทโกะโชว์” ซึ่งเป็นการแสดงออกกำลังกายแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม สะท้อนแนวคิด “สุขภาพ–วัฒนธรรม–มิตรภาพ” ระหว่างไทยและญี่ปุ่นอย่างลงตัว  นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงบูธนิทรรศการจากหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ

• หน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สำนักงานสาธารณสุข
จังหวัดเชียงใหม่

• องค์กรภาคประชาสังคม ที่ดำเนินงานด้านสุขภาพ สิทธิและการเข้าถึงบริการในพื้นที่

มูลนิธิเอ็มพลัส เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสุขภาพทางเลือก สิทธิ และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์มากว่า 20 ปี มูลนิธิเอ็มพลัส เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่จดทะเบียนในเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 มีบทบาทในการพัฒนารูปแบบบริการนำโดยชุมชน (Key Population-Led Health Services – KPLHS) และเป็นหน่วยบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำระบบบริการสุขภาพนำโดยชุมชน โดยมีเป้าหมายในการเสริมระบบสุขภาพของรัฐให้สามารถเข้าถึงประชาชนในหลากหลายมิติทางเพศ วัฒนธรรม และพื้นที่ภูมิศาสตร์ โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความร่วมมือที่ “มองเห็นความจำเป็นจากพื้นที่” และเชื่อมโยงความร่วมมือระดับนานาชาติให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนไทยอย่างแท้จริง

-(016)

Metro Art พลิกโฉมการเดินทาง! เปิดพื้นที่งานศิลป์ ‘In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป’

Metro Art พลิกโฉมการเดินทาง! เปิดพื้นที่งานศิลป์ ‘In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป’

Metro Art พลิกโฉมการเดินทาง! เปิดพื้นที่งานศิลป์ ‘In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป’

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ในโลกที่ความเร่งรีบกลายเป็นวิถีชีวิตหลักของเมืองใหญ่ พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดคิด ทบทวน และเชื่อมต่อกับความรู้สึกของตนเองจึงกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ร่วมกับ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) และพันธมิตรด้านศิลปะร่วมสมัย Bridge Art Agency จึงร่วมกันพัฒนาโครงการ Metro Art New Series ภายใต้แนวคิดการใช้ศิลปะเป็นจุดเชื่อมระหว่างผู้คนและพื้นที่การเดินทาง โดยเปิดนิทรรศการศิลปะ “In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป”  ตั้งแต่วันนี้  – 15 กรกฎาคม 2568 ณ  Metro Art  สถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน

ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) 

นิทรรศการครั้งนี้จัดแสดงผลงานของ 2 ศิลปินไทยร่วมสมัย Patpixels และ Missing the Cat โดยมี Bridge Art Agency ทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟคิวเรเตอร์ นิทรรศการนำเสนอผ่านสองมุมมองที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกันด้วยแก่นแนวคิดร่วม นั่นคือ การตั้งคำถามถึงสิ่งที่อาจเลือนหายไปจากชีวิตคนเมือง ไม่ว่าจะเป็นความผูกพัน ความเป็นส่วนหนึ่ง หรือความไร้เดียงสาที่ครั้งหนึ่งเคยมี จุดมุ่งหมายของการจัดแสดงครั้งนี้ คือการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ “หยุด” และหวนกลับมาเชื่อมต่อกับความรู้สึกเหล่านั้นอีกครั้งผ่านการเดินเรื่องอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

ผลงานชุด “สนามเด็กเล่นแห่งความทรงจำ” โดย Patpixels ถ่ายทอดภาพของพื้นที่สาธารณะในความทรงจำของผู้คน โดยเลือกจำลองสนามเด็กเล่นให้เป็นพื้นที่เปิดที่ผู้ชมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยเสรี ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อน ถ่ายภาพ หรือสัมผัสความรู้สึกที่เคยคุ้น ศิลปินนำเสนอความไร้เดียงสาและอิสรภาพในแบบที่ไม่ได้เรียกร้องความคิดถึง แต่อยากชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ยังสามารถมีอยู่ได้แม้ในโลกที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ Missing the Cat ถ่ายทอดผลงาน “บันทึกแห่งความคิดถึง” ผ่านเรื่องราวของแมวจรจัดที่กำลังตามหาสิ่งที่เรียกว่า “บ้าน” และชายหนุ่มผู้ตามหาแมวที่เขารัก ผลงานของศิลปินเปรียบเสมือนสมุดบันทึกแห่งความรู้สึก ที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ มิตรภาพ และการเยียวยาหัวใจในเมืองที่เร่งรีบ ผ่านภาพประกอบที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อนและลุ่มลึก ด้วยโทนภาพที่อบอุ่นแต่แฝงความเงียบงัน

การจัดแสดง “In Search of Something Lost” ถือเป็นการเปิดตัวอีกหนึ่งซีรีส์ของ Metro Art New Series  ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของ BEM และ BMN ในการขยายบทบาทของพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้า MRT จากโครงสร้างพื้นฐานของการเดินทาง ไปสู่การเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจ ผ่านแนวทางที่เข้าถึงง่ายและเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน

ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ในนามตัวแทน BEM กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรามองว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงพาผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นพื้นที่เรียนรู้ และเป็นพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมของสังคม Metro Art จึงเป็นมากกว่าโครงการนิทรรศการศิลปะ แต่คือการลงทุนในมิติของ ‘ประสบการณ์”และ “ความรู้สึก” ที่เราหวังว่าจะอยู่กับผู้โดยสารไปตลอดเส้นทางของเขา ไม่ว่าจะใช้เวลาชั่วครู่ระหว่างรอรถไฟ หรือแค่ผ่านสายตาเพียงไม่กี่วินาที ศิลปะก็สามารถสร้างความหมายได้เสมอ”

นอกจากนี้ BMN ยังเตรียมขยายแนวทางการบริหารพื้นที่ในระบบ MRT ไปสู่รูปแบบกิจกรรมอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของ Metro Mall ที่กำลังจะได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่จัด Music Festival และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมร่วมกับศิลปิน ร้านค้า และเครือข่ายครีเอทีฟ เพื่อสร้าง “แพลตฟอร์มของชีวิตเมือง” ที่เชื่อมโยงทุกมิติของความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน หรือแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวัน

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป”  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ – 15 กรกฎาคม 2568 ณ Metro Art สถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ทุกวันตลอดระยะเวลาจัดแสดง นิทรรศการนี้เปิดกว้างให้ทุกคนได้ใช้เวลาในระหว่างการเดินทาง เพื่อกลับมาเชื่อมต่อกับความทรงจำ ความรู้สึกและคุณค่าภายในที่อาจหล่นหายไป พร้อมเชิญชวนให้ Metro Art เป็นจุดหมายใหม่ของการใช้ชีวิตในเมืองอย่างมีความหมาย ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: BMN และ BEM Bangkok Expressway and Metro

อเด็คโก ชูเทคโนโลยี AI เสริมการหางานยุคใหม่ พร้อมถ่ายทอดเทคนิคสัมภาษณ์งานแบบมืออาชีพ

อเด็คโก ชูเทคโนโลยี AI เสริมการหางานยุคใหม่ พร้อมถ่ายทอดเทคนิคสัมภาษณ์งานแบบมืออาชีพ

อเด็คโก ชูเทคโนโลยี AI เสริมการหางานยุคใหม่ พร้อมถ่ายทอดเทคนิคสัมภาษณ์งานแบบมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.24 น.

กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย เข้าร่วมงาน Job Expo Thailand 2025 จัดโดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้นโยบาย “ให้ทุกคนมีโอกาสมีงานทำ” ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออันแข็ง แกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนตลาดแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

มาเรีย อันโทเน็ท อันซิโร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า “อเด็คโก้มีความมุ่งมั่นในการยกระดับตลาดแรงงานไทยผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้สมัครงานในทุกมิติ และสนับสนุนการพัฒนาแรงงานคุณภาพที่ตรงตามความต้องการของตลาดในอนาคต 

ในการเข้าร่วมงาน Job Expo Thailand 2025 มีกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงาน ได้แก่ :
• Work Style Survey: แบบประเมินเพื่อค้นหาสไตล์การทำงานที่เหมาะกับแต่ละบุคคล
• Job Seeker Survey: แบบสอบถามพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้หางาน เพื่อนำไปสู่การจัดทำ Whitepaper หัวข้อ “เข้าใจคนหางานยุคใหม่ คนไทยมองหาอะไรในที่ทำงานปี 2025”
• Win the Prize: กิจกรรมวงล้อเสี่ยงโชคพร้อมของรางวัล เพื่อเพิ่มสีสันให้กับบูธ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ AI Job Matching เทคโนโลยีจับคู่งานอัจฉริยะที่สามารถแนะนำตำแหน่งงานที่ตรงกับทักษะและความสนใจของผู้สมัคร พร้อมจัดส่งรายละเอียดงานไปยังอีเมลโดยอัตโนมัติ เสริมด้วยคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาด้านอาชีพของอเด็คโก้ เพื่อสร้างประสบการณ์การหางานที่ทันสมัยและตรงใจคนรุ่นใหม่  นอกจากนี้ อเด็คโก้ยังได้จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษในโซนงานออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “การแนะนำตัวอย่างไร ให้โดดเด่นและเป็นมืออาชีพ” โดยผู้เชี่ยวชาญจากอเด็คโก้ ถ่ายทอดเทคนิคการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ เพื่อสร้างความประทับใจและเพิ่มโอกาสในการได้งาน  ซึ่งตลอดการจัดงานครั้งนี้ อเด็คโก้ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้เยี่ยมชมบูธมากกว่า 1,500 คน และมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามในการหางานกว่า 1,425 คน

มาเรีย กล่าวเพิ่มเติมว่า “การตอบรับที่ดีในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแรงงานคุณภาพในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังมีตำแหน่งงานที่เปิดรับกว่า 500,000 อัตราทั่วประเทศ อเด็คโก้พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการผลักดันโอกาสการมีงานทำอย่างทั่วถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแรงงานไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับผู้ที่พลาดงานในครั้งนี้ ยังสามารถค้นหางานและสมัครงานกับอเด็คโก้ได้ที่ www.adecco.co.th

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าพบ หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศ จีน

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าพบ หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศ จีน

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้าพบ หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศ จีน

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (APRC) ได้พบปะหารือกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เนื่องในโอกาสที่ประเทศต่างๆ มาร่วมลงนามการตั้งองค์การเพื่อการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ (International Organization for Mediation)

ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธาน APRC และ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในการหารือสองฝ่าย ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (APRC) ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับท่านรัฐมนตรีหวัง อี้ หลายเรื่องเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชีย”