โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน “ฆาตกรเงียบ” ที่คร่าชีวิตโดยไม่มีสัญญาณเตือน รู้ทันก่อนสายเกินไป

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน “ฆาตกรเงียบ” ที่คร่าชีวิตโดยไม่มีสัญญาณเตือน รู้ทันก่อนสายเกินไป

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

“โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน” หรือ Coronary Artery Disease คือโรคที่ถูกขนานนามว่า “ฆาตกรเงียบ” เพราะสามารถพรากชีวิตคนคนหนึ่งไปได้อย่างไม่ทันตั้งตัว แม้ผู้ป่วยจะเคยผ่านการรักษาอย่างจริงจังมาแล้วในอดีตก็ตาม โดยข้อมูลจากสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจเฉลี่ยปีละกว่า 20,000 ราย หรือคิดเป็น 2 รายต่อชั่วโมง ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก และในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 4–5 แสนราย

“โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาเพียงครั้งเดียว แต่คือการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้มันย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกครั้ง โดยเฉพาะในวันที่เราคิดว่าทุกอย่างปลอดภัยดีแล้ว

นพ.วิสุทธิ์ เกตุแก้ว อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Coronary Artery Disease) เกิดจากการสะสมของไขมันและคราบหินปูนในผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด หรือรุนแรงจนหัวใจวายเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิตได้

สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ

1.กลุ่มที่ยังไม่เคยมีอาการ หรือไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน เช่น คนวัยทำงาน หรือคนรุ่นใหม่ที่ดูแข็งแรง ไม่มีประวัติเจ็บป่วย แต่อาจจะมีปัจจัยเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หรือรู้แต่ไม่ได้ควบคุมปัจจัยเสี่ยงนั้น

2.กลุ่มผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน แม้จะได้รับการรักษาไปแล้ว เช่น เคยทำบอลลูนหัวใจ หรือผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยกลุ่มนี้นับว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจสูงกว่ากลุ่มแรก  หากไม่ควบคุมพฤติกรรมและโรคร่วมอย่างจริงจัง

ที่น่ากังวลคือ แนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยมักมีปัจจัยเสี่ยงแอบแฝง เช่น การสูบบุหรี่ (รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า) การใช้สารเสพติด (โดยเฉพาะกัญชา ยาบ้า แอมเฟตามีน) การทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ความเครียดเรื้อรัง และการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะในสังคมเมือง นอกจากนี้ มลภาวะ PM 2.5 ยังถูกระบุว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้มากขึ้น

นพ.วิสุทธิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ แบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ในรายที่เกิดแบบเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) ผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า อาจรู้สึกแน่นกลางหน้าอกเหมือนถูกกดทับ เหงื่อแตก ตัวเย็น หน้ามืด หรือปวดร้าวไปที่แขนซ้ายหรือกราม ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งในขณะที่กำลังพักผ่อน หรือหลังการออกแรง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หัวใจอาจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้ทันที

ส่วนในกรณีแบบเรื้อรัง (Chronic Coronary Syndrome) ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายขึ้นเมื่อออกแรง เช่น การเดินขึ้นบันได ยกของหนัก หรือออกกำลังกาย โดยอาจจะมีความรู้สึกแน่นหน้าอก หรือจุกบริเวณลิ้นปี่ร่วมด้วย ซึ่งผู้ป่วยบางรายมักมองข้าม คิดว่าเป็นแค่อาการเหนื่อยปกติ จนปล่อยให้โรคดำเนินไปอย่างช้า ๆ

สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ตั้งแต่การรับประทานยาเพื่อควบคุมอาการ ไปจนถึงการทำบอลลูนใส่ขดลวด (Coronary Stent) เพื่อขยายหลอดเลือด และในบางรายอาจต้องผ่าตัดบายพาส (Coronary Artery Bypass Graft Surgery) เพื่อเชื่อมทางเดินเลือดใหม่โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย อย่างไรก็ตาม แม้จะทำการรักษาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายขาดได้ตลอดชีวิต หากไม่ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือด ก็มีโอกาสที่โรคหัวใจจะกลับมาเป็นใหม่ได้

นพ.วิสุทธิ์ กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การป้องกัน” และการรู้เท่าทันกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 30 ปี และหากตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ  ก็สามารถวางแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงหรือรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดเหตุการณ์เฉียบพลันได้อย่างมาก

สำหรับการตรวจคัดกรองหัวใจที่สามารถช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยแพทย์จะเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล (Heart Risk Assessment) เช่น การเจาะเลือดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยง หรือตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อวัดปริมาณแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Calcium Score) รวมถึงการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายบนสายพาน (Exercise Stress Test) หากพบความผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA Coronary Artery) หรือการสวนหัวใจฉีดสี (Coronary Angiogram) เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนรักษาอย่างเหมาะสมโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และหากตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถวางแผนควบคุมหรือรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดเหตุการณ์เฉียบพลันได้อย่างมาก

“โรคหลอดเลือดหัวใจ” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสามารถเกิดได้กับคนทุกวัย แม้แต่คนที่ดูสุขภาพแข็งแรงก็ตาม ทุกคนจึงควรหันมาใส่ใจดูแลหัวใจของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Moderate-intensity Aerobic Exercise) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ดูแลตัวเองในด้านโภชนาการทางอาหาร เน้นทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ลดอาหารที่มีปริมาณคอเลสตอรอลและโซเดียม หลีกเลี่ยงอาหารไขมันทรานส์ อาหารแปรรูป และของหวานจัด หยุดสูบบุหรี่ และเลี่ยงสารเสพติด รวมถึงตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคร่วมอย่างเบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง ก็เป็นหนึ่งในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 

สำหรับผู้ที่พบว่าตัวเองมีความเสี่ยง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน” ได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: https://lhco.li/3YR7rhZ และ Facebook: Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า

Skin Glow เปิดตัวทรีตเมนต์ “ผิวฉ่ำวาว” ผสานแนวคิดเกาหลีไทย

Skin Glow เปิดตัวทรีตเมนต์ “ผิวฉ่ำวาว” ผสานแนวคิดเกาหลีไทย

Skin Glow เปิดตัวทรีตเมนต์ “ผิวฉ่ำวาว” ผสานแนวคิดเกาหลีไทย

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.02 น.

Skin Glow เปิดตัวทรีตเมนต์นวดหน้าแนวใหม่ ที่เน้นผลลัพธ์ผิวฉ่ำวาว อ่อนเยาว์ และเปล่งประกายจากภายใน ด้วยแนวคิดที่ผสานศาสตร์ความงามของเกาหลีและไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว  พร้อมตั้งเป้าเป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงไทยที่ต้องการดูแลผิวอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเบื้องหลัง Skin Glow เกิดจากการริเริ่มและสร้างสรรค์ของคุณ หนึ่งฤทัย งามบุญสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแนวคิด ที่มีประสบการณ์ในวงการเสริมความงามมามากกว่า 10 ปี

ด้วยความเชี่ยวชาญและความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์การดูแลผิวแบบองค์รวม คุณหนึ่งฤทัยจึงได้พัฒนาโปรแกรมทรีตเมนต์ ที่ไม่เพียงแค่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงทุกคน เพื่อให้เกิดมิติใหม่ของการดูแลผิวหน้าที่ไม่ใช่แค่เป็นการผ่อนคลายเพียงผิวเผิน แต่เน้นให้ผลลัพธ์ที่ล้ำลึกในอีกระดับ

ซึ่งจุดเด่นของ Skin Glow อยู่ที่ Signature Treatment หรือการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนด้วยผลิตภัณฑ์และสารสกัดที่นำเข้าจากเกาหลีใต้ เป็นสารสกัดที่ได้รับความนิยมในคลินิกความงามชั้นนำ ที่จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสสว่างขึ้นในอีกระดับ “เปรียบเสมือนการนวดหน้าเพียงครั้งเดียว เทียบเท่ากับการทาครีมหนึ่งกระปุก”

โดยสารสกัดที่นำเข้าของสกินโกลว์ ผ่านการคัดสรรและพัฒนาสูตรอย่างพิถีพิถันจากห้องแล็บทั้งในไทยและเกาหลี ก่อนนำมาพัฒนาเป็นทรีทเม้นสูตรผิวโกลว์ From Skinlab to your Skin Glow ที่ช่วยให้ผิวฉ่ำวาวและอิ่มฟูอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมส่งต่อความสวยที่อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ฟื้นฟูผิวให้สดใสและดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น ด้วยโปรแกรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Relaxing Program , Detox Program , Skin Glow Program , Sensitive Program , Premium Program และ Skin Reset

ความโดดเด่นของ Skin Glow ได้นำจุดแข็งของศาสตร์การนวดหน้าเกาหลีที่เน้นการเดรนน้ำเหลืองเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ผิวดูอมชมพู มีเลือดฝาด มาเสริมกับเทคนิคการยกกระชับเฉพาะตัวแบบไทย ซึ่งช่วยจัดกรอบหน้าให้ชัด ลดความหย่อนคล้อย และเสริมความอ่อนเยาว์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ารับบริการ ได้รับทั้งความรู้สึกผ่อนคลายจากการนวด และการบำรุงผิวอย่างล้ำลึกในเวลาเดียวกัน

นอกจากความใส่ใจในเรื่องของผลลัพธ์ปัจจุบันแล้ว ทรีตเมนต์ของ Skin Glow ยังช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวจากมลภาวะในระยะยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการทำให้ผิวเสื่อมสภาพอีกด้วย เพราะ Skin Glow เชื่อว่า “ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ก็จะยิ่งเสริมความแข็งแรงให้ผิวได้อย่างยั่งยืน” มากไปกว่านั้น แนวคิดของ Skin Glow ยังสอดคล้องกับเทรนด์ความงามระดับโลก ที่เน้นลุคผิวสวย Nature ฉ่ำวาว ดูดีแบบไม่ต้องพึ่งการแต่งหน้าเยอะ เรียกได้ว่าเป็นแนวทางที่ผู้หญิงยุคใหม่ให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม

และอีกหนึ่งความพิเศษของ Skin Glow ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการคัดสรร Therapist มืออาชีพที่ไม่เพียงแต่จะผ่านการอบรมเทคนิคขั้นสูงเท่านั้น แต่ยังมีความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์การดูแลผิวแบบองค์รวม เพื่อให้ทุกสัมผัสของการนวดกลายเป็นช่วงเวลาพิเศษที่คุณจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ารับบริการ

เพราะการดูแลผิวไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ผู้หญิงทุกคนได้ผ่อนคลายจากความเครียดและความเหนื่อยล้าของวัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ

Skin Glow ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แห่งการดูแลตัวเองสำหรับผู้หญิงทุกช่วงวัย ทุกสภาพผิว และทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้น หรือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของผิวจากวัยหรือมลภาวะรอบตัว เพราะผิวที่สวยสุขภาพดี คือการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลอย่างสม่ำเสมอและความมั่นใจที่เริ่มจากภายใน และเพื่อสนับสนุนผู้หญิงทุกคนให้กล้าเผยผิวสวยอย่างเป็นธรรมชาติในแบบที่เป็นตัวเอง พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การดูแลตัวเองให้ครบทุกมิติ

เร็ว ๆ นี้ Skin Glow เตรียมเปิดตัวโปรแกรมนวดตัว ที่ผสานศาสตร์การนวดแบบเกาหลีและไทยเข้าไว้ด้วยกัน ให้คุณได้สัมผัสทั้งการดูแลผิวหน้าและผิวกายอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ Skin Glow ยังเตรียมเปิดตัวไลน์สกินแคร์ใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกสภาพผิวโดยเน้นส่วนผสมจากธรรมชาติควบคู่กับนวัตกรรมการดูแลผิวในอีกระดับ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้ดูแลตัวเองอย่างครบสูตรทั้งจากภายนอกและภายใน เพราะที่ Skin Glow เราเชื่อว่าการดูแลผิวที่ดี คือจุดเริ่มต้นของความมั่นใจในทุกวัน

สสว. ลุยตลาดส่งออก เปิดเว็บไซต์ ‘Market Intelligence’ ชูศักยภาพ SME ไทย

สสว. ลุยตลาดส่งออก เปิดเว็บไซต์ 'Market Intelligence' ชูศักยภาพ SME ไทย

สสว. ลุยตลาดส่งออก เปิดเว็บไซต์ ‘Market Intelligence’ ชูศักยภาพ SME ไทย

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.42 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวเว็บไซต์ Market Intelligence (marketintelligence.sme.go.th) เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย ให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของตลาดส่งออกใน 30 ประเทศ ครอบคลุมกว่า 10 สาขาธุรกิจศักยภาพ อาทิ อาหารแปรรูป เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับ สปาและนวดไทย ฯลฯ

ข้อมูลจากการสัมมนา “เจาะตลาดสากล : Market Intelligence เพื่อ SME” พบว่า ปัจจุบัน SME ไทยมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 12 ล้านคน และมีสัดส่วน GDP ราว 35% ของประเทศ แต่มีเพียง 22,400 รายที่มีศักยภาพด้านการส่งออก คิดเป็นเพียง 13.4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย

เว็บไซต์ Market Intelligence จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ SME เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านโอกาสทางการตลาด กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ แนวทางดำเนินการส่งออก รวมถึงข้อมูลด้านกฎหมาย โลจิสติกส์ และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค โดยนำเสนอผ่านรูปแบบ e-book อินโฟกราฟิก และคลิปวิดีโอที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์โลก

ในปี 2568 สสว. ยังมีแผนขยายการศึกษาข้อมูลเพิ่มอีก 10 ประเทศ หวังเป็นแรงสนับสนุนให้ SME ไทยขับเคลื่อนธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างมั่นใจ มั่นคง และยั่งยืน

Donation HUB ชวนวิ่งการกุศล ข้ามสะพานทางประวัติศาสตร์ ‘Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025’

Donation HUB ชวนวิ่งการกุศล ข้ามสะพานทางประวัติศาสตร์ ‘Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025’

Donation HUB ชวนวิ่งการกุศล ข้ามสะพานทางประวัติศาสตร์ ‘Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025’

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.17 น.

Donation HUB สภากาชาดไทย โดยสำนักงานจัดหารายได้ ร่วมกับ Inspire Runner และกลุ่มนักเรียนศิษย์เก่าศึก ษานารี รุ่นที่ 77 จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025” กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 ปล่อยตัวนักวิ่งตั้งแต่เวลา 03.00-07.00 น. ณ ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา และเพื่อหาเงินรายได้สนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

กิจกรรมวิ่งการกุศล “Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการกุศลที่ผสมผสานการออกกำลังกาย การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการทำประโยชน์เพื่อสังคมเข้าด้วยกันอย่างลงตัวด้วยการสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของสภากาชาดไทยด้านการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมวิ่งการกุศลในครั้งนี้มีความพิเศษ คือ เส้นทางวิ่งข้ามสะพานประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพมหานคร พร้อมชมทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาฃ

การแข่งขันแบ่งตามระยะทาง 4 ประเภท ได้แก่

ระยะทาง 7 กิโลเมตร – เส้นทางวิ่งข้ามสะพานพระพุทธยอดฟ้าและสะพานพระปกเกล้า ค่าสมัคร 800 บาท

ระยะทาง 10 กิโลเมตร – เส้นทางวิ่งข้ามสะพานพระพุทธ ยอดฟ้าและสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ค่าสมัคร 800 บาท

ระยะทาง 21 กิโลเมตร – เส้นทางวิ่งข้ามสะพานพระพุทธยอดฟ้าและสะพานพระราม 8 ค่าสมัคร 1,200 บาท

Fun Run ระยะทาง 2 กิโลเมตร – เส้นทางชมพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ค่าสมัคร 500 บาท และ VIP ค่าสมัคร2,000 บาท สามารถเลือกเส้นทางระยะทางวิ่งได้พร้อมรับของที่ระลึกมากมาย

“เพราะทุกก้าวคือความหวังเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” โดยเงินรายได้จากการจัดกิจกรรมวิ่ง การกุศลในครั้งนี้จะนำไปสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของสภากาชาดไทยด้านการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขโดยเฉพาะโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อยกระดับและพัฒนาการให้บริการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งอย่างครบวงจร ทั้งในด้านการวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟู และการวิจัยเชิงลึก ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากที่กำลังรอคอยความหวังได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง

Donation HUB สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมสมัครวิ่งเพื่อการกุศลที่ไม่เป็นแค่เพียงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แต่ยังเป็นโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมทำความดี สร้างพลังใจ และแบ่งปันโอกาสแห่งชีวิตให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศล  “Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025” ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 โดยเลือกระยะเส้นทางวิ่งที่ใช่สำหรับท่านพร้อมรับของที่ระลึก สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ได้ที่เว็บไซต์ www.doublebridge.run สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อการจัดหารายได้ โทรศัพท์ 0 2256 4440 กด 1 หรือ Inspire Runner โทรศัพท์: 098 945 6568 Line ID: @inspirerunner หรือร่วมบริจาคเงินสนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ชื่อบัญชี “สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย (2) ”ประเภทบัญชี “ออมทรัพย์” เลขบัญชี 045-2-62588-8 ใบเสร็จรับเงินจากสภากาชาดไทยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

DITP ปลื้ม Thai SELECT Pavilion กวาดยอดทะลุ 100 ล้านบาทในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 ตอกย้ำศักยภาพอาหารไทยในเวทีโลก

DITP ปลื้ม Thai SELECT Pavilion กวาดยอดทะลุ 100 ล้านบาทในงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2025 ตอกย้ำศักยภาพอาหารไทยในเวทีโลก

DITP ปลื้ม Thai SELECT Pavilion กวาดยอดทะลุ 100 ล้านบาทในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 ตอกย้ำศักยภาพอาหารไทยในเวทีโลก

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 10.49 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความสำเร็จของการจัดแสดง Thai SELECT Pavilion ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–31 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยตลอด 5 วันของการจัดงาน มีผู้สนใจเข้าชมคูหากว่า 820 ราย สะท้อนกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากทั้งผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศ

ในปีนี้ DITP คัดเลือกผู้ประกอบการอาหารไทยสำเร็จรูปที่มีศักยภาพจำนวน 9 ราย ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ร่วมออกคูหาเจรจาการค้าในงาน โดยสร้างมูลค่าเจรจาการค้ารวมกว่า 112 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสั่งซื้อทันที 24 ล้านบาท และคาดการณ์ยอดสั่งซื้อภายใน 1 ปี กว่า 88 ล้านบาททั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถเปิดตลาดต่างประเทศได้กว่า 20 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย มองโกเลีย โปแลนด์ ฝรั่งเศส อิสราเอล ออสเตรเลีย และสาธารณรัฐเช็ก

นอกจากนี้ ภายใน Thai SELECT Pavilion ยังได้มีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารไทยคุณภาพ จากผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT อีกกว่า 109 บริษัท รวมกว่า 600 รายการ มาจัดแสดงอย่างคึกคัก อาทิ อาหารพร้อมปรุง น้ำพริกคลุกข้าว น้ำจิ้มสุกี้โบราณ และเครื่องปรุงออร์แกนิค ซึ่งล้วนผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพในระดับสากล และถ่ายทอดเอกลักษณ์รสชาติไทยแท้ได้อย่างโดดเด่น พร้อมทั้งนำเสนอการสาธิตปรุงอาหารไทยด้วยผลิตภัณฑ์ Thai SELECT โดยเชฟมืออาชีพชื่อดังมารังสรรค์เมนูสุดพิเศษ

ในโอกาสเดียวกันนี้ DITP ยังมีพิธีมอบเกียรติบัตร Thai SELECT แก่ผู้ประกอบการไทยที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพรสชาติและการผลิตระดับสากล รวมจำนวนทั้งสิ้น 54 ราย เพื่อเป็นเกียรติและแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการอาหารไทยสำเร็จรูปที่พร้อมขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องหมายรับรองจากกระทรวงพาณิชย์ที่สะท้อนคุณภาพมาตรฐานของอาหารไทยในระดับสากล พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ  ผู้ประกอบการ
ที่สนใจสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.thaiselect.com หรืออีเมล : tsproduct.ditp@gmail.com โดยเปิดรับสมัครแล้ว
วันนี้ – 30 มิถุนายน 2568 (รับจำนวนจำกัด)

Life & Health : แนวทางพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนต่อต่างประเทศ

Life&Health : แนวทางพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนต่อต่างประเทศ

Life&Health : แนวทางพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนต่อต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.17 น.

การศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นเป้าหมายสำคัญของนักเรียนไทยจำนวนมาก เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสให้เข้าถึงระบบการศึกษาชั้นนำของโลกแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตและเปิดมุมมองระหว่างวัฒนธรรมให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อความสำเร็จทั้งในด้านการเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ คือ “ทักษะภาษาอังกฤษ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ การสื่อสาร และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ใครที่กำลังมีแผนจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ จึงควรเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่วันนี้

ข้อมูลจาก Mr. Paul Baker ผู้อำนวยการสถาบันสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ให้คำแนะนำสำหรับนักเรียนไทยที่ยังขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษว่า หลายคนอาจจะมองว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก น่าเบื่อ หรือรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องใช้ภาษา แต่ความกลัวเหล่านี้สามารถเอาชนะได้ด้วยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะความผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้ คนต่างชาติมักชื่นชมเมื่อคุณพยายามใช้ภาษาของเขา การฝึกพูดกับตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น การอธิบายสิ่งที่ทำ หรือสมมุติสถานการณ์สนทนา จะช่วยพัฒนาความมั่นใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เทคนิคและแนวทางพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เตรียมตัวให้พร้อมก่อนบิน

1. ควรฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้ครบทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน  เพราะทักษะทั้ง 4 ด้านล้วนมีความสำคัญ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างรอบด้านเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในต่างประเทศ นักเรียนจะต้องใช้การฟังและการพูดเป็นหลักในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูล การแนะนำตัว หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในชั้นเรียน ซึ่งแม้ในระยะแรกอาจเป็นเรื่องยาก แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา จะสร้างความแตกต่างอย่างมากโดยเฉพาะในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และทักษะเหล่านี้จะพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดและทำให้เราสื่อสารดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

2.) ควรฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองเป็นประจำในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ การฝึกภาษาไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน หรือหนังสือเรียนเท่านั้น แต่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน  เช่น

ฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษมีเนื้อหาน่าสนใจ เพื่อช่วยฝึกทักษะการฟัง พร้อมถอดเสียงให้ฝึกอ่านตามด้วยฝึกเขียนไดอารี่ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน หรือหรือบทความสั้นๆ การฝึกเขียนภาษาอังกฤษแค่เพียงวันละไม่กี่ประโยค จะช่วยฝึกทักษะการเขียนและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การเขียนบันทึกส่วนตัว เพื่อสะท้อนความคิด, ความรู้สึก, หรือฝึกเขียนบล็อก (blog) เขียนบทความ, ข่าวสาร, หรือการเล่าเรื่องราวเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตเพื่อแบ่งปันกับผู้อื่นเป็นภาษาอังกฤษ ดูภาพยนตร์หรือซีรีส์ภาษาอังกฤษ โดยเปิดคำบรรยาย (ซับไตเติล) เพื่อฝึกฟังสำเนียงต่างๆ และลองย้อนดูฉากที่ฟังไม่เข้าใจซ้ำๆ เพื่อฝึกจับคำ ฟังเพลงภาษาอังกฤษ หรือฝึกร้องเพลงคาราโอเกะ เพื่อจดจำคำศัพท์และวลี ก็เป็นอีกวิธีที่สนุกและได้ฝึกภาษาไปในตัว ฝึกอ่านข่าวออนไลน์ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะข่าวจากประเทศที่ตั้งใจจะไปเรียนต่อ เช่น นิวซีแลนด์ เพื่อเรียนรู้คำศัพท์เฉพาะและบริบทของภาษา

3. สร้างวินัยและแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษขึ้นอยู่กับวินัยและความต่อเนื่อง โดยมีเทคนิคช่วยเสริมแรงจูงใจ เช่น

ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุกโดยเลือกเรียนจากเนื้อหาที่สนใจ เพื่อให้การเรียนรู้ไม่น่าเบื่อ เช่น ฟังเพลง ดูคลิป หรืออ่านบทความที่ชอบ หรืออ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับงานอดิเรกที่เราชอบ
อัดเสียงตัวเองขณะพูดภาษาอังกฤษแล้วฟังย้อนกลับ เพื่อประเมินและพัฒนาแก้ไข 
ฝึกพูดเรื่องที่สนใจกับเพื่อน หรือจดบันทึกไดอารี่ในเรื่องที่ตนเองชอบเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย เช่น ซีรีส์ที่เพิ่งดู หรือเรื่องราวในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้พัฒนาได้ต่อเนื่อง

4. การเตรียมตัวเพื่อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL หรือ IELTS เป็นการสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การอ่าน ฟัง พูด และเขียน โดยผู้สอบสามารถเลือกสอบผ่านคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสองแบบ แต่สำหรับ IELTS การสอบพูดจะต้องพูดกับผู้สัมภาษณ์จริง ผู้สอบต้องแสดงศักยภาพทางภาษาให้เต็มที่ในวันสอบ และการเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้ผู้สอบทำได้ดีที่สุด  คำแนะนำที่สำคัญคือ

ศึกษาโครงสร้างข้อสอบและรูปแบบคำถามอย่างละเอียด พร้อมฝึกทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษในทุกทักษะอย่างสม่ำเสมอ
เพิ่มคลังคำศัพท์ ด้วยการใช้ “high frequency word list” (หาได้ฟรีทางออนไลน์)
ฝึกทำแบบฝึกหัดและวัดระดับความพร้อม โดยสามารถดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์ทางการของแต่ละการสอบ และลองใช้แอปพลิเคชั่นเพื่อช่วยในการพัฒนาภาษาเพื่อการสอบ
ลงเรียนคอร์สเตรียมสอบ TOEFL หรือ IELTS กับสถาบันที่เชื่อถือได้ เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนสอบจริง
รู้จักคอร์สเรียน English Pathway ที่ให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนต่อ โดยไม่จำเป็นต้องมีผล IELTS และเมื่อสอบผ่านกับทางสถาบันที่สอนก็สามารถนำผลการเรียนไปยื่นเข้าเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยได้เลย เช่นในนิวซีแลนด์

5. หากไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ ควรเรียนเสริมในสถาบันสอนภาษาที่มีคุณภาพ สำหรับน้องๆที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ จุดเริ่มต้นที่ดีแนะนำให้เรียนในสถาบันสอนภาษาในระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะหลักสูตรGeneral English และเมื่อมีทักษะที่ดีขึ้นอาจเริ่มเรียนภาษาอังกฤษะในทักษะอื่นๆ หรือเพื่อการเรียนต่อ (Academic English)

“นิวซีแลนด์” ทางเลือกยอดนิยม การเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทย

นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และได้รับความนิยมสูงจากนักเรียนต่างชาติ รวมถึงนักเรียนไทยที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ด้วยระบบการศึกษาคุณภาพสูงและคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลภายใต้กรอบคุณวุฒิแห่งชาตินิวซีแลนด์ (NZQF) รัฐบาลยังมีแผนยุทธศาสตร์เพื่อดูแลนักเรียนต่างชาติให้ได้รับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดี  การเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน ผู้เรียนสามารถปรับตัวได้เร็ว ด้วยการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง ห้องเรียนขนาดเล็ก ช่วยให้ใกล้ชิดกับครูและเพื่อน พร้อมฝึกฝนภาษาในชีวิตประจำวัน ทั้งในและนอกห้องเรียน อีกทั้งผู้คนเป็นมิตร ทำให้เรียนสนุกและพัฒนาภาษาได้รวดเร็ว ที่นิวซีแลนด์มีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ และสถาบันภาษาชั้นนำครอบคลุมทุกระดับ ทั้งนักเรียนและผู้ใหญ่วัยทำงาน เพื่อการพัฒนาไปสู่การเรียนต่อ หรือการเพิ่มทักษะในการทำงานในหลายๆด้าน ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน เพื่อให้มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ 

สำหรับผู้สนใจอยากจะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพี่อการเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ มีโปรแกรมอบรมภาษาอังกฤษ Pathway โดยนักเรียนที่ยังสอบไม่ได้ระดับ IELTS เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นิวซีแลนด์สามารถเรียนจบและเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย หรือเรียนเพื่อพัฒนาภาษาช่วยการสื่อสารหรือเพื่อการทำงาน การเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์ตอนนี้ยังสามารถผ่อน 0% ได้ 6 เดือน หรือสามารถคะแนน 4 เท่า ด้วยบัตรเครดิต KTC  สามารถสอบถามและฟังรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในงานสัมมนาออนไลน์ (ฟรี) Learn English Every Day – Only in New Zealand! หาทางเลือกในการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเรียนต่อในระดับต่างๆหรือพัฒนาทักษะเพื่อทำงาน ทั้งเรียนระยะสั้นและระยะยาวเริ่มตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ร่วมฟังตัวแทนจากสถาบันสอนภาษาและมหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์โดยตรง ในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน นี้ เวลา 11.00-12.15 น.  ลงทะเบียนร่วมงาน (ฟรี) ที่นี่ https://www.learnenglishnewzealand.com/

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

เซ็นทารา ลาดพร้าว ชวนร่วมสร้างโลกยั่งยืน ลดการใช้พลาสติก เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

เซ็นทารา ลาดพร้าว ชวนร่วมสร้างโลกยั่งยืน ลดการใช้พลาสติก เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

เซ็นทารา ลาดพร้าว ชวนร่วมสร้างโลกยั่งยืน ลดการใช้พลาสติก เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนแนวคิด “ลดการใช้พลาสติก” ผ่านกิจกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2568 กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม ได้แก่ MAKE A PROMISE FOR THE OCEANS! ร่วมแบ่งปันคำมั่นสัญญาเพื่อช่วยเหลือชีวิตในท้องทะเล หรือส่งข้อความสร้างแรงบันดาลใจเพื่อโลกที่ยั่งยืน พร้อมลุ้นรับรางวัล “บัตรกำนัลบุฟเฟต์พรีเมียม 7 Culinary Wonders” ฟรี ผู้สนใจสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดบนโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือคลิกที่ลิงก์ https://qr.me-qr.com/Q6Mb5Ode ,TRADE BOTTLES FOR DISCOUNTS! บริจาคขวดพลาสติกเพื่อสนับสนุนการรีไซเคิลและรับส่วนลดพิเศษสำหรับบุฟเฟต์พรีเมียม 7 Culinary Wonders ที่ห้องอาหารจตุจักร คาเฟ่ เพียงบริจาคขวดพลาสติก 20 ขวด แลกรับส่วนลดบุฟเฟต์พรีเมียม 20% หรือบริจาคขวดพลาสติก 25 ขวด แลกรับส่วนลดบุฟเฟต์พรีเมียม 25% ซึ่งขวดพลาสติกที่บริจาคสามารถนำมาหย่อนลงในจุดรับบริจาค P-O-P FISH บริเวณหน้าทางเข้าโรงแรม

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน โดยการลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมแนวคิดการรีไซเคิลไปพร้อมกับโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 541 1234 แอดไลน์ @centaraladprao หรือคลิก https://bit.ly/centaraladprao

‘ไอเรื้อรัง’อย่ามองข้าม ภัยเงียบ ‘มะเร็งปอด’ พบบ่อยแต่รู้ช้า รักษาไม่ทัน เสี่ยงเสียชีวิตไม่รู้ตัว

‘ไอเรื้อรัง’อย่ามองข้าม ภัยเงียบ ‘มะเร็งปอด’  พบบ่อยแต่รู้ช้า รักษาไม่ทัน เสี่ยงเสียชีวิตไม่รู้ตัว

‘ไอเรื้อรัง’อย่ามองข้าม ภัยเงียบ ‘มะเร็งปอด’ พบบ่อยแต่รู้ช้า รักษาไม่ทัน เสี่ยงเสียชีวิตไม่รู้ตัว

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณเคยไอเรื้อรังมานานแค่ไหน? ไอจนเจ็บหน้าอก ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุ หายใจติดขัดหรือเหนื่อยง่าย…หากคุณเคยมีอาการเหล่านี้ อย่าคิดว่าเป็นเพียงภูมิแพ้หรือโรคหวัดธรรมดา เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี นั่นคือ “มะเร็งปอด” โรคร้ายที่มักไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก และเมื่อรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินไป

พญ.มัณฑนา สันดุษฎี อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยแม้ว่าปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคได้อย่างชัดเจน แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูบเองหรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง เป็นระยะเวลานาน 20 ปี จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 8 – 20 เท่า ทั้งนี้สารเคมีในบุหรี่มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อปอดและกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ไม่ควรมองข้าม เช่น การสัมผัสแร่ใยหินหรือแอสเบสตอสในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก๊าซเรดอนที่สะสมจากหิน ดิน หรือทรายในสิ่งปลูกสร้างบางประเภท สารเคมีอย่างสารหนู ถ่านหิน หรือควันพิษจากท่อไอเสีย รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบในปอดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ของเซลล์ ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นถึง 1 – 1.4 เท่า

มะเร็งปอด สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (Non-small cell lung cancer) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีทั้ง adenocarcinoma และ squamous cell carcinoma และอีกชนิดคือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer) ซึ่งพบได้น้อยกว่า แต่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและการฉายแสงได้ดี

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือมีคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็งปอด เพราะแม้ว่าในระยะแรกมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการชัดเจนมากขึ้น เช่น ไอเรื้อรัง ซึ่งพบได้ถึง 50–75% ของผู้ป่วย ไอมีเลือดปนหรือเลือดสดในเสมหะ (25–50%) หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หายใจมีเสียงดัง หรือเสียงแหบ อาการเหล่านี้อาจคล้ายกับโรคทางเดินหายใจอื่น เช่น วัณโรค จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์อย่างละเอียดเพื่อความแน่ชัด

อย่างไรก็ตาม การตรวจเอกซเรย์ปอดทั่วไปอาจไม่สามารถพบก้อนมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ ดังนั้น การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ (Low-dose CT scan) จึงมีความแม่นยำและสามารถช่วยตรวจพบความผิดปกติในปอดได้เร็วกว่ามาก โดยวิธีนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป มีประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 30 pack-years และเลิกบุหรี่มาไม่เกิน 15 ปี แม้จะไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาตามชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันมีหลายแนวทาง ได้แก่ การผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี และการใช้ยาแบบจำเพาะเจาะจงหรือ Targeted Therapy โดยแพทย์จะร่วมพิจารณากับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษา

ทั้งนี้ การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ งดรับควันบุหรี่มือสอง หมั่นดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงมลพิษ และควรตรวจสุขภาพปอดเป็นประจำโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพราะยิ่งพบเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ” เพราะบางครั้งแค่ “อาการไอ” ก็อาจเป็นสัญญาณแรกที่ช่วยให้คุณรักษาชีวิตไว้ได้ทันเวลา

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจคิดว่าปัญหากระดูกเสื่อม เป็นเรื่องของคนที่อายุเยอะเท่านั้น แต่ความจริงแล้วใคร ๆ ก็มีโอกาสเป็นได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบยกของหนัก ก้มตัวบ่อย ขยับคอมาก ก็อาจเร่งให้เกิด “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา หนักที่สุดเส้นประสาทอาจถูกกดทับจนมีอาการอ่อนแรงหรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้

ที่น่ากังวลกว่านั้น นายแพทย์ วรายุทธ แสงสุวรรณ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลวิมุต  เตือนว่าเมื่อกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทจนมีอาการอ่อนแรงเป็นเวลานาน แม้จะผ่าตัดรักษาก็ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ดีเหมือนเดิม

“โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” ไม่ใช่แค่การเสื่อมตามวัย

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือภาวะความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น หรือการใช้งานหนักสะสมเป็นเวลานาน ซึ่งความเสื่อมของโรคนี้หมายถึงความเสื่อมของบริเวณตัวกระดูกสันหลังเอง หมอนรองกระดูก ข้อต่อ และเนื้อเยื่อเส้นเอ็นรอบกระดูกสันหลัง คล้ายกับความเสื่อมในข้อเข่าหรือกระดูกบริเวณอื่น

มัดรวมสาเหตุเร่ง “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม”

โรคกระดูกสันหลัง เสื่อมพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุเริ่มตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการเสื่อมตามวัย แต่คนที่อายุน้อยก็เป็นโรคนี้ได้จากพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมาะสม เช่น ยกของหนักเป็นประจำ  การขยับก้มเงยคอมาก ๆ หรือคนที่ชอบสะบัดคอบ่อย ๆ นอกจากนี้ ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนกระดูกหักและต้องใส่เหล็กดาม ทำให้ตัวกระดูกข้างเคียงต้องรับน้ำหนักแทน ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ บางรายอาจมีการติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง แม้พบไม่บ่อย แต่ก็อาจนำไปสู่การเสื่อมได้เช่นกัน โดยการเสื่อมอาจใช้เวลา 5-10 ปี หลังเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บก่อนจะเริ่มมีอาการ

ปวดหลัง ปวดร้าวที่แขนหรือลงขา อาการชา สัญญาณเตือน

อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นแตกต่างกันขึ้นกับตำแหน่งของตัวโรค ในคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมอาจจะมีอาการปวดบริเวณคอ ปวดร้าวไปที่แขน อาจจะมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย ในบางคนจะมีการใช้งานมือลำบากมากขึ้นเช่น เขียนหนังสือลำบากขึ้นลายมือเปลี่ยนไป ติดกระดุมเสื้อลำบาก เป็นต้น หากเป็นมากจะมีอาการเดินลำบาก เดินไม่ถนัดเหมือนเดิม และอาจจะกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ “ส่วนคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังช่วงเอวเสื่อม นั้นอาจจะมีอาการปวดบริเวณเอว และมีอาการปวดร้าวลงขา ในบางรายอาจจะมีอาการชาหรืออ่อนแรงขา และกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งใครที่พบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาก่อนอาการจะรุนแรงขึ้น” นพ.วรายุทธ แสงสุวรรณ อธิบาย

การรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

ขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมคือการตรวจร่างกายเพื่อดูลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง และระบบเส้นประสาท ซึ่งหากใครที่พบว่ามีปัญหากระดูกเสื่อมร่วมกับปัญหาทางเส้นประสาทอาจต้องใช้การเอกซเรย์ หรือ MRI เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด การรักษากระดูกสันหลังเสื่อมมีหลายวิธี ถ้าคนไข้อาการไม่หนักมากจะรักษาด้วยการรักษาแบบประคับประคองโดยใช้ยาและการทำกายภาพ รวมถึงมีการฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด ส่วนคนที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น อาการปวดเป็นมากรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น และในเคสที่มีอาการทางระบบประสาทแล้ว เช่น อ่อนแรง หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่ อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ส่วนการผ่าตัดนั้น อาจจะเพียงผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่กดเส้นประสาทออก หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวโรคว่าเป็นลักษณะแบบใด ซึ่งในปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบแผลเล็กโดยทำการผ่าตัดผ่านกล้องไมโครสโคป (Microscope) หรือ การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscope) ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นพ.วรายุทธ แสงสุวรรณ อธิบายต่อ “ถ้าไม่อยากให้กระดูกสันหลังเสื่อมไว ควรหลีกเลี่ยงการสะบัดคอหรือดัดคอแรง ๆ ระวังการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมที่มีแรงกระแทกที่ศีรษะ และที่สำคัญคือไม่ควรยกของหนักเกินไป เพราะแรงทั้งหมดจะไปลงที่กระดูกสันหลัง รวมถึงพยายามลดการก้มตัวมาก ๆ  เพราะจะเป็นการใช้งานกระดูกสันหลังที่เกินจำเป็น นอกจากนี้ก็ควรออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนลำตัวที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลังของเรา”

“แม้ว่าโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจะทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้น แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนกังวลเกินไปจนไม่กล้าทำอะไร จริง ๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ด้วยความเข้าใจว่าร่างกายย่อมมีการเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักดูแลตัวเอง ระมัดระวังพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง และคอยสังเกตร่างกายของตัวเองให้ดี ถ้ามีอาการผิดปกติที่เข้าข่ายโรคนี้ ก็ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาแต่เนิ่น ๆ” นายแพทย์ วรายุทธ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม สามารถขอรับคำปรึกษาจาก “หมอออนไลน์”  ของโรงพยาบาล โดยดาวน์โหลด ViMUT Application  

กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดเต็มสุดยอดผลไม้สด-แปรรูปแปลกใหม่ ในงาน ‘Gourmet Fruit First เทศกาลคัดเฟรชอิ่มฟรุต 2025’

กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดเต็มสุดยอดผลไม้สด-แปรรูปแปลกใหม่   ในงาน ‘Gourmet Fruit First เทศกาลคัดเฟรชอิ่มฟรุต 2025’

กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดเต็มสุดยอดผลไม้สด-แปรรูปแปลกใหม่ ในงาน ‘Gourmet Fruit First เทศกาลคัดเฟรชอิ่มฟรุต 2025’

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กูร์เมต์ มาร์เก็ต  ภายใต้การบริหารโดยกลุ่มเดอะ มอลล์ แท็กทีม กูร์เมต์ อีทส์ จัดงาน “Gourmet Fruit First (กูร์เมต์ ฟรุต เฟิร์ตส์) เทศกาลคัดเฟรชอิ่มฟรุต 2025” สนับสนุนเกษตรกรไทย ยกทัพผลไม้บุกย่านสุขุมวิท ชวนชาวไทยและต่างชาติลิ้มรสทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ ผลไม้เกรดพรีเมียม สด ฉ่ำ ดีสุดในฤดูกาล และผลไม้แปลกหายากจากสวนคุณภาพทั่วประเทศ พร้อมเต็มอิ่มไปกับเมนูแปรรูปจากผลไม้รสสัมผัสแปลกใหม่น่าลิ้มลอง รวมกว่า 50 ร้านค้า ที่ เอ็ม มาร์เก็ต ชั้น G เอ็มสเฟียร์ ตั้งแต่วันนี้ – 25 มิถุนายน 2568

ภายในงานพบกับราชาผลไม้อย่างทุเรียนและผลไม้ตามฤดูกาลเกรดพรีเมียมจากสวนผลไม้ชั้นนำ รวมกว่า 20 ชนิด ยกทัพมาให้ลิ้มลองเติมความสดชื่นอย่างจุใจ อาทิ ทุเรียนคัดเกรดหลากหลายสายพันธุ์ จากบ้านไร่ธนิสร อาทิ ทุเรียนภูเขาไฟ, ทุเรียนป่าละอู, ทุเรียนพวงมณี, ทุเรียนก้านยาว เป็นต้น ซึ่งในงานจะยกมาให้ลิ้มลองในรูปแบบ “ชิม – ชั่ง – นั่งทาน” ให้ทุเรียนเลิฟเวอร์ฟินไปกับการเลือกชิมทุเรียนจนกว่าจะเจอที่ใช่ ไม่ว่าจะกรอบนอกนุ่มใน หรือสุกนิ่มกำลังดี พิเศษเมื่อซื้อทุเรียนครบ 999 บาทขึ้นไป รับฟรีเซ็ตผลไม้ตามฤดูกาลสำหรับนั่งรับประทานภายในงาน

ลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิดจัมโบ้ หรือ Super Premium จากไร่บี.เอ็น. จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเจ้าของสวนนำลิ้นจี่จีนหลายสายพันธุ์มาปรับปรุงและพัฒนาต่อเนื่องนานกว่า 40 ปีจนได้ลิ้นจี่มีผลขนาดใหญ่ ทรงหัวใจ เนื้อแห้ง หนา กรอบ มีเมล็ดเล็กลีบ รสชาติหวานหอม ไม่อมเปรี้ยว เป็นลิ้นจี่ระดับเวิลด์คลาสที่มีมาให้ลิ้มลองแบบจำนวนจำกัดเฉพาะในงานเท่านั้น

สับปะรดห้วยมุ่น จ.อุตรดิตถ์ เป็นสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียที่ถูกปลูกในตำบลห้วยมุ่นและน้ำไผ่ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์จนเกิดเป็นพันธุ์ท้องถิ่น มีลักษณะเด่นคือมีเนื้อหนานุ่ม สีเหลืองน้ำผึ้ง รสชาติหวานหอม ฉ่ำน้ำ ไม่ระคายลิ้น โดยสับปะรดห้วยมุ่นเป็นผลไม้ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทย และเป็นผลไม้ไทยรายการแรกที่ได้รับ GI ในญี่ปุ่น เมื่อปี 2567 อีกด้วย

อินทผลัมพันธุ์บาฮี และโคไนซี่ ต้นฤดูกาล จาก 1000 พฤกษาฟาร์ม เป็นฟาร์มปลูกอินทผลัมทานผลสด เจ้าแรก ๆ ในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยทดลองปลูก พัฒนาต่อยอด จนได้สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับอากาศแบบประเทศไทย โดย พันธุ์บาฮี เป็นพันธุ์ทานสด มีแหล่งกำเนิดในอิรัก เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อนิ่ม เมื่อผลสุกงอมเนื้อจะนิ่มคล้ายลูกพลับ รสชาติหวานอร่อย ส่วน พันธุ์โคไนซี่ เป็นพันธุ์ที่มีปริมาณเทนนินน้อยมาก รสชาติหวานมัน เมื่อแห้งจะมีเนื้อสัมผัสเฉพาะตัวของอินทผลัม สามารถรับประทานได้ตั้งแต่เริ่มแก่จัดและแห้ง, ลูกอะบิว จาก Sooksomdul Life and Farm ผลไม้แปลกชื่อที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ ผลกลมขนาดใหญ่ เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เนื้อข้างในใส นุ่มคล้ายเยลลี่ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ รสชาติหวานสดชื่น อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินเอ

นอกจากนี้ ยังร่วมกับร้านอร่อยชื่อดังทั่วไทย ร้านฮิตติดเทรนด์ในโลกออนไลน์ พาเหรดเมนูแปรรูปจากผลไม้ทั้งอาหารคาว-หวาน และเครื่องดื่ม มาให้ฟรุ้ตเลิฟเวอร์เต็มอิ่มไปกับการลิ้มลองผลไม้หลากหลายรูปแบบ อาทิ ทุเรียนชีสเค้ก จากร้าน Nie & Ivan (เนียร์ แอนด์ อีวาน) ร้านขนมหวานที่ เนเน่-พรนับพัน ร่วมกันทำกับร้าน Ivan Factory ไฮไลท์สินค้าเป็นทุเรียนชีสเค้ก ที่คัดสรรทุเรียนคัดเกรดมาผสานเข้ากับชีสเค้กพรีเมี่ยมอย่างลงตัว, น้ำผัก-ผลไม้สกัดเย็น ร้าน Oriley (โอไรลี่) ร้านดังในติ๊กตอก โดดเด่นด้วยการคัดสรรผลไม้เกรดพรีเมียมมาคั้นโดยวิธีสกัดเย็นแบบวันต่อวัน, โยเกิร์ตมะพร้าว ร้าน Praow (พร้าว) มีจุลินทรีย์สดที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพในระบบทางเดินอาหาร และระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเรื่องการย่อยอาหารและระบบขับถ่าย แครอลลี่น้อย ไม่เติมน้ำตาล เป็นเมนูที่ได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์เต็มคำ

ยำผลไม้ ร้านโกดังนัวส์ ร้านกุ้งแช่น้ำปลาเจ้าดังใน TikTok ย่านพระราม 2 สด สะอาด อร่อยแซ่บนัวส์ มาพร้อมเมนูพิเศษยำผลไม้ ที่ผสานความสดชื่นของผลไม้และน้ำยำรสเด็ดไว้อย่างลงตัว, ชิโอะปัง สตรอว์เบอร์รี่ เฟรชครีม จากร้าน Butter Bakery ร้านคาเฟ่และเบเกอรี่ชื่อดังในไอจี มีหน้าร้าน 2 สาขา ได้แก่ สาทร และลาดพร้าว 18 ครั้งนี้นำเมนูยอดฮิตอย่างชิโอะปัง หรือขนมปังเกลือฉ่ำเนยข้างในตัดกับเกลือข้างนอก มารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษให้ลิ้มลองเฉพาะในงานนี้, เจลลี่ชีสเค้กหน้าผลไม้ จากร้าน Co-co-Kup “เค้กแม่ชม” ที่โด่งดังในโลกออนไลน์ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้คือชีสเค้กวุ้นผลไม้ต่างๆ จัดเต็มทั้งความอร่อย และสีสันสดใสน่ารับประทาน

ฟองดูผลไม้ จาก City Fresh ผู้นำเข้าผลไม้จากแหล่งที่ดีที่สุดทั่วโลก เอาใจสายหวาน ยกทัพผลไม้ทั้งองุ่นไชน์มัสคัท, สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, กี่วี่ ฯลฯ มาให้ลิ้มลองความสด ฉ่ำ ในรูปแบบฟองดู 2 รสชาติ ช็อกโกแลต และชาเขียว นอกจากนี้ ยังมีน้ำผลไม้สกัดเย็น และผลไม้ปอก หั่น พร้อมทานมาเสิร์ฟ, น้ำมะพร้าวออแกนิกอินฟิวส์ จาก AHH Coco คัดสรรมะพร้าวจากสวนวิสาหกิจชุมชน อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช้สารเร่งลูกโต ได้รับการรับรองจาก USDA Organic เพิ่มเติมความพิเศษอีกระดับด้วยการอินฟิวส์น้ำมะพร้าวเข้ากับผลไม้ GI อื่น ๆ เช่น มะม่วง ส้มโอ และฝรั่ง รสชาติมิกซ์กับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่าง ๆ ได้ดี เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ เลือกอร่อยได้ไม่จำเจ, ชาสดชื่น TEAMO อีกหนึ่งร้านเด็ดร้านดังพัทยา กับเมนูชาผลไม้ที่ทำจากผลไม้คัด ใส่เนื้อผลไม้มาแบบฉ่ำๆ แน่น ๆ หวานน้อย กลิ่นหอมสุดๆ นอกจากนี้ ยังมีน้ำลำไยสด ใช้ลำไยพวงทองคัดไซส์ใส่มาแบบเต็มกระป๋อง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Gourmet Market Thailand และ IG : gourmetmarket