บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

การค้าระหว่างไทยและกัมพูชานั้น มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมายาวนาน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี้เป็นผลมาจากการที่สองประเทศมีพรมแดนติดกัน และการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันไม่เพียงแต่สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนด้วย

มูลค่าการค้าโดยรวม :

มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและกัมพูชามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของไทยระบุว่า การค้ารวมสองฝ่ายมีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นไปอีกในอนาคต แม้จะมีการชะลอตัวบ้างในบางช่วงจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม การค้าชายแดนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการแลกเปลี่ยน

เส้นทางขนส่งและด่านชายแดนที่สำคัญ :

เส้นทางขนส่งหลักในการค้าขายระหว่างไทยและกัมพูชา ประกอบด้วย :

•             ทางบก: เป็นเส้นทางหลักและสำคัญที่สุด โดยเฉพาะทางหลวงที่เชื่อมต่อด่านการค้าชายแดนต่างๆ ด่านชายแดนที่สำคัญและมีมูลค่าการค้าสูง ได้แก่:

o             ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว – ด่านปอยเปต จังหวัดบันทายมีชัย: เป็นด่านการค้าชายแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงสุดและคึกคักที่สุด คิดเป็นมูลค่าการส่งออกและนำเข้าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งสินค้าและผู้คน

o             ด่านสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท) จังหวัดสระแก้ว: เป็นด่านที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพื่อลดความแออัดของด่านอรัญประเทศ

o             ด่านบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด – ด่านจามเยียม จังหวัดเกาะกง: เป็นด่านสำคัญทางภาคตะวันออก ที่เชื่อมต่อการค้ากับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของกัมพูชา

o             ด่านบ้านแหลม จังหวัดจันทบุรี – ด่านบ้านตวง จังหวัดพระตะบอง: เป็นอีกด่านสำคัญในภาคตะวันออกที่รองรับการค้าสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

o             ด่านบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี – ด่านกรุงไพลิน (บ้านปรม) จังหวัดไพลิน: มีความสำคัญต่อการค้าสินค้าเกษตรและแร่ธาตุบางชนิด

o             ด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ – ด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย: เป็นด่านสำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการค้าชายแดนคึกคัก

o             ด่านช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ – ด่านช่องจอม จังหวัดอุดรมีชัย (กัมพูชา): เป็นอีกหนึ่งด่านสำคัญในภาคอีสานที่รองรับการค้าสินค้าหลากหลายประเภท

•             ทางน้ำ: มีการขนส่งผ่านแม่น้ำโขงและเส้นทางชายฝั่งทะเลบางส่วน โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าที่ไม่ต้องการความเร่งด่วนมากนัก

•             ทางราง: แม้จะยังไม่เป็นเส้นทางหลักเท่าทางบก แต่มีการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟเชื่อมต่ออรัญประเทศกับปอยเปต ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญในอนาคต

สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปกัมพูชา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชามีความหลากหลายและสะท้อนถึงศักยภาพการผลิตของไทย รวมถึงความต้องการของกัมพูชาที่กำลังเติบโต สินค้าหลักๆ ได้แก่ :

•             ผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซ: เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งจากไทยไปกัมพูชา โดยมีมูลค่าสูงถึง ประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี กัมพูชายังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซจากไทยเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากยังไม่มีแหล่งผลิตเพียงพอภายในประเทศ

•             เครื่องดื่ม: มูลค่าการส่งออกเครื่องดื่มรวมทั้งน้ำอัดลม น้ำผลไม้ เบียร์ และเครื่องดื่มชูกำลัง อยู่ที่ประมาณ 500 – 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เป็นที่นิยมอย่างมากในกัมพูชา

•             อาหาร (รวมถึงอาหารแปรรูป): มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 400 – 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหารแปรรูป ข้าวสาร ผักและผลไม้สด เป็นที่ต้องการของตลาดกัมพูชา

•             บะหมี่สำเร็จรูป: แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหมวดอาหาร แต่บะหมี่สำเร็จรูปเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 – 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เนื่องจากความสะดวกและราคาไม่แพง

•             ยาเวชภัณฑ์: เวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นที่กัมพูชายังต้องพึ่งพาการนำเข้า มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 200 – 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน: โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงตามการเติบโตของเทคโนโลยี มูลค่าการส่งออกประมาณ 300 – 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ: รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลักในการเดินทางของประชากรส่วนใหญ่ในกัมพูชา มูลค่าการส่งออกประมาณ 200 – 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             วัสดุก่อสร้าง: ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องในกัมพูชา ทำให้มีความต้องการวัสดุก่อสร้างสูง มูลค่าประมาณ 100 – 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

สินค้าส่งออก 10 อันดับของไทยไปกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2568 (เดือน ม.ค.-พ.ค.)

•             อัญมณีและเครื่องประดับ : สัดส่วน 36.50% คิดเป็นมูลค่า 53,122.56 ล้านบาท

•             น้ำมันสำเร็จรูป : สัดส่วน 13.75% คิดเป็นมูลค่า 20,011.38 ล้านบาท

•             น้ำตาลทราย : สัดส่วน 5.15% คิดเป็นมูลค่า 7,499.25 ล้านบาท

•             เครื่องดื่ม : สัดส่วน 4.59% คิดเป็นมูลค่า 6,674.84 ล้านบาท

•             เคมีภัณฑ์ : สัดส่วน 2.55% คิดเป็นมูลค่า 3,709.66 ล้านบาท

•             รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ : สัดส่วน 2.48% คิดเป็นมูลค่า 3,604.91 ล้านบาท

•             เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว : สัดส่วน 2.05% คิดเป็นมูลค่า 2,977.76 ล้านบาท

•             รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ : สัดส่วน 1.98% คิดเป็นมูลค่า 2,879.23 ล้านบาท

•             ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาภาษาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ : สัดส่วน 1.86% คิดเป็นมูลค่า 2,712.04 ล้านบาท

•             เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล : สัดส่วน 1.78% คิดเป็นมูลค่า 2,594.35 ล้านบาท

สินค้านำเข้าสำคัญจากกัมพูชามาไทย (พร้อมมูลค่าโดยประมาณ): 

การนำเข้าสินค้าจากกัมพูชามาไทยส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าพื้นเมือง เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ สินค้าหลักๆ ได้แก่ :

•             มันสำปะหลัง: เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่กัมพูชาส่งออกมาไทยจำนวนมาก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง และเอทานอล มูลค่าการนำเข้าสูงถึง ประมาณ 500 – 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ขึ้นอยู่กับผลผลิตและราคาตลาดโลก)

•             ข้าวโพด: ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอีกหนึ่งสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชา มูลค่าประมาณ 200 – 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             ปลาร้า, ปลากรอบ, ปูเค็ม: ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูปเหล่านี้เป็นสินค้าพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมในไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน มูลค่ารวมประมาณ 50 – 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             และอื่นๆ: นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ถั่ว งา ยางพารา สินค้าหัตถกรรม  และเสื้อผ้าสำเน็จรูป ซึ่งมีมูลค่ารวมกันอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ผลกระทบร้ายแรง เมื่อมีการห้ามส่งออกและนำเข้าสินค้าทั้งหมด :

            เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงถึงขั้นห้ามส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างไทยและกัมพูชาทั้งหมด   ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของทั้งสองประเทศ โดยสามารถเรียงลำดับผลกระทบได้ดังนี้:

1.          วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงในกัมพูชา :

o             การขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง: ด้วยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากไทยที่สูงถึง 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การหยุดนำเข้าจะทำให้กัมพูชาเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การขนส่ง และชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรงอย่างหนักหน่วง

o             ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น: สินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญหลายชนิด เช่น อาหารแปรรูป (มูลค่า 400-700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เครื่องดื่ม (500-800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ยาเวชภัณฑ์ (200-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และโทรศัพท์มือถือ (300-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่นำเข้าจากไทย จะขาดตลาด ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยสี่ที่จำเป็นได้

o             การหยุดชะงักของภาคการผลิตและอุตสาหกรรม: โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งในกัมพูชาที่ต้องพึ่งพาสินค้าทุน วัตถุดิบ และชิ้นส่วนประกอบจากไทย (เช่น ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานจำนวนมหาศาล เศรษฐกิจโดยรวมจะเข้าสู่ภาวะถดถอยขั้นรุนแรง

o             ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและรายได้เกษตรกร: เกษตรกรกัมพูชาจะไม่สามารถส่งออกมันสำปะหลัง (มูลค่า 500-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ข้าวโพด (200-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และสินค้าเกษตรอื่นๆ มายังไทยได้ ทำให้สูญเสียรายได้หลักจำนวนมหาศาลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและเศรษฐกิจชนบทอย่างหนัก

2.          ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย :

o             การว่างงานและการล้มละลายของธุรกิจ: ผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่ชายแดนของไทยที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับกัมพูชา เช่น ร้านค้าส่ง ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบโดยตรง หลายพันหรือหมื่นธุรกิจอาจต้องปิดตัวลง ทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมหาศาลในพื้นที่ชายแดน

o             รายได้จากการค้าระหว่างประเทศลดลง: แม้ว่าสัดส่วนการค้ากับกัมพูชาอาจไม่มากเท่าประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆ แต่การสูญเสียมูลค่าการค้ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะรายได้จากด่านศุลกากรหลักๆ เช่น อรัญประเทศ ที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุด

o             ปัญหาการไหลเข้าของสินค้าเกษตรผิดกฎหมายและการควบคุมสุขอนามัย: หากไม่สามารถนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพด และสินค้าเกษตรอื่นๆ จากกัมพูชาได้อย่างถูกกฎหมาย อาจนำไปสู่การลักลอบนำเข้าที่ยากต่อการควบคุมคุณภาพและสุขอนามัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อมาตรฐานสินค้าเกษตรภายในประเทศ

3.          ปัญหาด้านความมั่นคงและสังคม :

o             การเคลื่อนย้ายแรงงานและประชาชนผิดกฎหมาย: แรงงานกัมพูชาที่เคยทำงานในไทยและถูกกระทบจากการห้ามส่งออกนำเข้า รวมถึงประชาชนกัมพูชาที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ อาจพยายามลักลอบเข้าเมืองไทยอย่างผิดกฎหมายเพื่อหางานและปัจจัยยังชีพ สร้างภาระและความท้าทายด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม

o             ความตึงเครียดและความไม่สงบตามแนวชายแดน: การหยุดชะงักของการค้าชายแดนซึ่งเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ อาจนำไปสู่ความตึงเครียด ความขัดแย้ง และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนที่เคยเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน

o             ปัญหาสังคม: การขาดแคลนสินค้า การว่างงาน และความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในกัมพูชาและพื้นที่ชายแดนของไทย อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด และความไร้ระเบียบ

4.          ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค :

o             ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ย่ำแย่: การปิดชายแดน  ห้ามส่งออกนำเข้าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงและยาวนานต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชา อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความบาดหมาง และการเผชิญหน้าทางการเมือง ซึ่งยากจะฟื้นฟู

o             ผลกระทบต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค: การค้าขายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค การหยุดชะงักอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านอื่นๆ ด้วย และอาจสร้างความกังวลให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

โดยสรุปแล้ว การค้าขายระหว่างไทยและกัมพูชามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ การหยุดชะงักหรือการห้ามส่งออกนำเข้าจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ที่รุนแรงและมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกัมพูชาซึ่งยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากไทยในหลายๆ ด้าน และต่อผู้คนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศที่ชีวิตความเป็นอยู่เชื่อมโยงกับการค้าขายระหว่างกันอย่างแยกไม่ออก การรักษาและส่งเสริมการค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ

โดย  สุริยพงศ์

Sofitel จับมือดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เปิดตัวยูนิฟอร์มโรงแรมโฉมใหม่ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบ French Zest สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วโลก

Sofitel จับมือดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เปิดตัวยูนิฟอร์มโรงแรมโฉมใหม่ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบ French Zest สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วโลก

Sofitel จับมือดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เปิดตัวยูนิฟอร์มโรงแรมโฉมใหม่ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบ French Zest สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.15 น.

โซฟิเทล ร่วมมือกับ ดีไซเนอร์ชื่อดัง คอร์เดเลีย เดอ คาสเทลแลน (Cordelia de Castellane) เพื่อรังสรรค์ยูนิฟอร์มใหม่ให้กับพนักงานในโรงแรมโซฟิเทลมากกว่า 120 แห่งทั่วโลก ผลงานในครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ที่สะท้อนความหรูหราสง่างามในแบบฝรั่งเศส ด้วยการตัดเย็บที่มีความเป็นปารีเซียง ผสมผสานกลิ่นอายความร่วมสมัยและความประณีตจากงานฝีมือระดับสูงของฝรั่งเศส

ความร่วมมือครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับบุคลากรกว่า 25,000 คนทั่วโลกของแบรนด์โซฟิเทล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริการแบบ Personalized Service ตามแบบฉบับศิลปะการต้อนรับแบบฝรั่งเศส โดยยูนิฟอร์มคอลเลกชันใหม่นี้โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเรียบหรู ไม่ฉูดฉาด พร้อมทรงเสื้อที่พริ้วไหวอย่างสง่างาม และรายละเอียดที่สะท้อนความมั่นใจอย่างมีรสนิยม และถ่ายทอดอัตลักษณ์แบบ French Chic ได้อย่างแท้จริง

ยูนิฟอร์มคอลเลกชันใหม่นี้ยังได้นำ “Cultural Link” หรือโลโก้ประจำแบรนด์ที่สื่อถึงการเชื่อมโยงวัฒนธรรมจากทั่วโลก มาต่อยอดเป็นลายพิมพ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์ ผ่านลายโมโนแกรมสุดหรูที่ผสานดีไซน์เข้ากับความหมายได้อย่างลงตัว  ยูนิฟอร์มใหม่ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนได้ตามบทบาทและสถานที่ โดยผสมผสานแฟชั่นล้ำสมัยเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว ภายใต้การดูแลด้านศิลป์ของ Cordelia de Castellane คอลเลกชันนี้สะท้อนซิลูเอตต์ (silhouettes) อันเป็นอมตะ ผ่านเนื้อผ้า พื้นผิว และโทนสี ที่ เหมาะสำหรับทั้งโรงแรมในเมืองและรีสอร์ทในแหล่งท่องเที่ยว

สอดคล้องกับความตั้งใจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของโซฟิเทล ยูนิฟอร์มทุกชุดจึงผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ที่ทนทานต่อการใช้งานในแต่ละวัน และยังเปี่ยมด้วยความสง่างามผ่านรายละเอียดที่ปราณีตและการตัดเย็บอันพิถีพิถัน นอกจากนี้ ยังสะท้อนแนวคิด Responsible Luxury หรือความหรูหราที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือกับ Paris Good Fashion ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนการผลิตเป็นไปตามหลัก ความยั่งยืน สามารถซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ

แรงบันดาลใจเบื้องหลังคอลเลกชันยูนิฟอร์มใหม่นี้ มาจากโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Cordelia de Castellane ดีไซเนอร์ชื่อดังผู้หลอมรวมความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัยอย่างงดงาม ผลงานของเธอสะท้อนแนวคิดแห่งความหรูหราที่เชื่อมโยง ความสง่างามเหนือกาลเวลา เข้ากับ ความกล้าทางศิลปะ ได้อย่างกลมกลืน

“สำหรับฉัน Sofitel เปรียบเหมือนขนมมาเดอลีนในความทรงจำ (madeleine de Proust) มันพาฉันย้อนกลับไปสู่วัยเด็ก โรงแรมระดับตำนาน และมุมมองเฉพาะตัวของความหรูหราแบบฝรั่งเศส Sofitel ไม่ใช่แค่แบรนด์โรงแรม แต่เป็นวิถีชีวิต ที่หลอมรวมความสง่างามอันเป็นธรรมชาติ เข้ากับมุมมองแบบเปิดกว้างสู่โลก แรงบันดาลใจหลักของฉันคือ “ปารีส” เพราะปารีสคือความหรูหราแบบไร้ความพยายาม คือความลึกซึ้งทางวัฒนธรรม การตัดเย็บที่พิถีพิถัน และความสร้างสรรค์ที่กล้าแสดงออก ฉันอยากสร้างตู้เสื้อผ้าที่สะท้อนความเป็นปารีเซียง พร้อมอบอวลด้วยความอบอุ่นแบบการบริการ และความภูมิใจในบทบาทของตน เสื้อผ้าเหล่านี้ออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน เคลื่อนไหวตามร่างกาย และทำให้ทุกคนรู้สึกสวย มั่นใจ และภูมิใจในสิ่งที่สวมใส่” Cordelia de Castellane กล่าว

Maud Bailly ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Sofitel Legend, Sofitel, MGallery and Emblems กล่าวปิดท้ายว่า “Sofitel Vestiaire ไม่ใช่แค่ยูนิฟอร์ม แต่มันคือคำประกาศจุดยืน (manifesto) มันคือการสดุดีทีมงานของเรา ผู้เป็นด่านแรกที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของการฟื้นโฉมแบรนด์ Sofitel มันคือความสุขในการสวมใส่แบรนด์นี้ ความภาคภูมิใจในบทบาทของแบรนด์แอมบาสเดอร์ และความปรารถนาที่จะสวมใส่ค่านิยมของเราผ่านผ้าไหม ผ้าถัก หรือผ้าฝ้าย เราต้องการให้ยูนิฟอร์มชุดนี้มีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ละเมียดละไม และหรูหราโดยไม่ต้องพยายาม ซึ่งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของนักสร้างสรรค์ที่แท้จริง การร่วมงานกับ Cordelia de Castellane  คือการพบกันของสองแนวคิดด้านความหรูหรา ที่มีใจรักในงานดีไซน์อันยอดเยี่ยมเหมือนกัน”

ดีไซเนอร์ชื่อดัง คอร์เดเลีย เดอ คาสเทลแลน

ดีไซเนอร์ชื่อดัง คอร์เดเลีย เดอ คาสเทลแลน

เปิดแล้ว !! LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ แห่งแรกในโลก สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน ‘New Yellow New Vibes’

เปิดแล้ว !! LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ แห่งแรกในโลก สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน ‘New Yellow New Vibes’

เปิดแล้ว !! LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ แห่งแรกในโลก สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน ‘New Yellow New Vibes’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

LOFT ไลฟ์สไตล์ช็อปชื่อดังจากญี่ปุ่น เปิดแฟลกชิพสโตร์สาขาใหม่ล่าสุด รูปโฉมใหม่แห่งแรก ในโลก ที่ สยามพารากอน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “New Yellow New Vibes” ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความสนุกสร้างสรรค์ ผ่านดีไซน์ร้านแบบใหม่โดดเด่นด้วย Yellow Glass Box และ LED Wall ผสานความเป็นญี่ปุ่นเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว ณ ชั้น 4 (ฝั่งเซาท์) ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายตามตะวัน แจ่มจำรัส ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ LOFT บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ จำกัด ในเครือสยามพิวรรธน์ กล่าวว่า “ร้าน LOFT ที่สยามพารากอน คือแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในโลกที่ออกแบบภายใต้แนวคิด ‘New Yellow New Vibes’  โดย MOMENT Inc. บริษัทออกแบบระดับโลกจากญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ที่สดใส ทันสมัย และแตกต่าง เราตั้งใจให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่คือการค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในทุกครั้งที่มาเยือน

แฟลกชิพสโตร์แห่งนี้มุ่งเน้นไปที่สินค้า Exclusive at Loft, สินค้า First launch ในไทย, สินค้า Limited item – collection และสินค้าที่อยู่ในเทรนด์เพื่อตอบโจทย์ Lifestyle และ Hobby ที่ทันสมัย สร้างแรงบันดาลใจในแต่ละวัน พร้อมกันนี้ยังสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งให้กับลูกค้า  ผ่าน Personalize และ Customize & DIY  ทั้งในส่วนของ กระเป๋า กรอบโทรศัพท์ คีย์บอร์ด กระติกเก็บความเย็น สมุดโน้ต ปากกา และกิจกรรมเวิร์คช็อปที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ภายในพื้นที่กว่า 280 ตร.ม. ครบครันด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์กว่า 3,000 รายการ ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น และจากนานาประเทศรวม 11 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็น 6 โซนเด่น พร้อมไฮไลต์สินค้าที่เปิดตัวครั้งแรกและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่หาได้เฉพาะที่ LOFT สาขานี้เท่านั้น โดยสินค้าไฮ ไลต์จาก 6 โซนหลัก ได้แก่  Lifestyle Zone นำเสนอไอเทมแฟชั่น และของใช้ประจำวันแบบ Urban Style จากทั่วโลก, Smart Gear & Gadget Zone ตอบโจทย์คนรักเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วยแก็ดเจ็ตล้ำสมัย

Living Zone สินค้าแต่งบ้านที่ทั้งเท่ และใช้งานได้จริง ยกระดับทุกมุมของห้อง และพื้นที่ทำงาน ด้วยไอเทมดีไซน์คุณภาพที่ได้รับรางวัลระ ดับสากล, Creative Stationery Zone สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียนที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยเข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้งานในทุกมิติ, Collector Street Zone รวบรวมงานศิลปะและของสะสมจากศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ ตอบโจทย์ทั้งนักสะสม ผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ และสินค้าหลากหลายจากคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์แบรนด์ดังจาก ญี่ปุ่น และเกาหลี และอื่นๆ ที่หาไม่ได้จากร้านทั่วไป

Gift Wrapping Zone โซนห่อของขวัญที่เปิดโอกาสให้คุณเลือกสไตล์การมอบของขวัญในแบบที่สะท้อนตัวตน โดยมีให้เลือกหลากหลาย พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสุดเก๋ไม่ว่าจะเป็นกระดาษห่อของขวัญ ถุงของขวัญหลากหลายรูปแบบ,ผ้า Furoshiki (ฟุโระชิกิ) สไตล์ญี่ปุ่น, ผ้าลวดลายเฉพาะ พร้อมความหมาย ภายใต้แนวคิด “Zero Waste Gift” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาใช้งานซ้ำได้ และดูดีในทุกโอกาส พร้อมการ์ดที่คัดสรรมาให้เหมาะกับหลากหลายเทศกาล และโอกาสสำคัญ

LOFT โฉมใหม่แห่งแรกในโลก พร้อมให้คุณค้นพบแรงบันดาลใจในทุกมุมและสินค้าที่คัดสรรมาเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ และฮอบบี้ของคุณ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิด LOFT โฉมใหม่ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: LOFT BANGKOK และ SIAMPARAGON

‘SWATCH “NO RULES’ จุดประกายจิตวิญญาณอิสระ ปลุกความกล้าในตัวคุณ

‘SWATCH “NO RULES’  จุดประกายจิตวิญญาณอิสระ ปลุกความกล้าในตัวคุณ

‘SWATCH “NO RULES’ จุดประกายจิตวิญญาณอิสระ ปลุกความกล้าในตัวคุณ

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Swatch (สวอท์ช) ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด “NO RULES” ที่สะท้อนตัวตนของผู้ไม่ยอมจำนนต่อกรอบกฎใด ๆ ด้วยดีไซน์ที่แหกทุกกฎเกณฑ์ กล้าเล่น กล้าลอง และกล้าแตกต่างตามแบบฉบับของตัวเอง ตั้งแต่ปี 1983 Swatch ไม่เคยหยุดพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และในครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน เพราะคอลเลกชันนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับความขบถ การแสดงออก และความเป็นอิสระที่ไม่มีขอบเขต

นาฬิกาแต่ละรุ่นในคอลเลกชันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นผลงานศิลปะบนข้อมือที่สะท้อนทัศนคติและวิถีชีวิตของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมพังค์ ศิลปะแนวกราฟฟิตี้ และสไตล์อินดี้ที่ท้าทายทุกความคาดหมาย ไม่ว่าคุณจะเป็นสายแหกกฎผู้ไม่ยอมเดินตามกระแสหลัก หรือผู้ที่กล้าสร้างเส้นทางของตัวเอง Swatch “NO RULES” ได้ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

คอลเลกชันนี้ผสมผสานองค์ประกอบที่คาดไม่ถึงเข้าด้วยกันอย่างกล้าหาญ ทั้งการเลือกใช้สีจัดจ้าน ลวดลายที่ไม่เป็นไปตามรูปแบบเดิม และดีไซน์ที่เต็มไปด้วยพลังและจุดยืน มอบอิสระในการแสดงตัวตนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร “NO RULES” จึงไม่ใช่แค่ธีมหรือชื่อคอลเลกชัน แต่เป็นแนวคิดหลักในการใช้ชีวิต การกล้าเป็นในสิ่งที่คุณเป็น ไม่ตามใคร ไม่ขออนุญาต และไม่ต้องยอมให้กฎเกณฑ์ใดมาจำกัดคุณ

5 เรือนจากคอลเลกชัน NO RULES ที่เกิดมาเพื่อปลดล็อกตัวตนแบบไร้ขีดจำกัด BROKEN RULES  สายนาฬิกาตอกหมุดสีดำเท่ตัดกับตัวเรือนสีฟ้าพาสเทล พร้อมข้อความบนหน้าปัด “RULES DO NOT APPLY” สื่อถึงการไม่ยึดติดกับข้อจำกัดใด ๆ DISTORT MODE การจับคู่สีเหลืองแสบซ่าและชมพูสุดจี๊ด ถ่ายทอดพลังของอิสระ การฉีกกรอบ และความสดใหม่ BLANK CHECK  ดีไซน์แนวกรันจ์ที่ผสานดีเทลกระ ดาษขาด ลายสก็อต และกลิ่นอายกราฟฟิตี้อย่างลงตัว มาพร้อม SwatchPAY!™ เทคโนโลยีชำระเงินแบบไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์ PIERCED EDGE หน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมสีดำ สื่อถึงความอินดี้ที่ไม่ตามใคร สะท้อนตัวตนของผู้ที่กล้าคิด กล้าทำ และ LASH OUT  โดดเด่นด้วยลายตารางหมากรุกเฉดนีออน พร้อมวงล้อปฏิทินและข้อความแรงสะใจ “DO WHATEVER THE .. YOU WANT” ทิ้งพื้นที่ให้คุณเติมคำในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ

คอลเลกชัน Swatch ได้พร้อมปลดปล่อยอิสระในตัวคุณแบบ NO RULES ให้ทุกคนสัมผัสได้ตั้งแต่วันนี้ทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ Swatch.com และที่ร้าน Swatch ทั่วโลก  ติดตามข่าวสารและรายละเอียดการวางจำหน่ายเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account @swatch_th ,Facebook: SWATCH Instagram: @SWATCH_TH

‘ศนีกานต์ รศมนตรี’ กับพลังของ ‘ผู้หญิง’ ในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

‘ศนีกานต์ รศมนตรี’ กับพลังของ ‘ผู้หญิง’ ในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

‘ศนีกานต์ รศมนตรี’ กับพลังของ ‘ผู้หญิง’ ในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริเวณลานกิจกรรมชั้น 2 ท่ามหาราช ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงามและเงียบสงบ ภาพถ่ายใบใหญ่ของแม่ไก่ที่ถูกขังอยู่ในกรงแคบ ๆ กลับดึงสายตาผู้คนให้หยุดมอง หลายคนไม่เคยรู้เลยว่า “ไข่ฟองหนึ่ง” ที่เราคุ้นเคย อาจแลกมาด้วยชีวิตที่แสนอึดอัดและทุกข์ทรมาน

นิทรรศการภาพถ่าย “เบื้องหลังความโหดร้ายในอุตสาหกรรมไข่” ที่จัดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ คือการทำงานอย่างทุ่มเทของ  ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยขององค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับสากล Sinergia Animal ผู้เลือกใช้พลังของภาพถ่ายเพื่อบอกเล่า “เรื่องจริง” ที่ซ่อนอยู่ในจานอาหารของเรา

“เราอยากให้ผู้คนได้เห็นชีวิตของแม่ไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรม ว่าเธอไม่มีแม้พื้นที่ให้กางปีก… เพื่อให้ทุกคนได้ตั้งคำถามกับ ‘อาหาร’ ที่เรากินอยู่ทุกวัน” – ศนีกานต์ เล่าด้วยแววตามุ่งมั่น งานนิทรรศการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระดับโลกที่รวบรวมภาพจาก 37 ประเทศ จัดแสดงพร้อมกันใน 7 ประเทศในกลุ่ม Global South รวมถึงประเทศไทย ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ผ่านศิลปะและความจริง

เบื้องหลังไข่ไก่ฟองเล็กๆ ที่ไม่เล็กเลย

ในประเทศไทยมีแม่ไก่กว่า 95 ล้านตัว และมากกว่าครึ่งถูกเลี้ยงในระบบกรงที่แออัดจนแทบขยับตัวไม่ได้ ไข่ที่เราเห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายฟองอาจมาจากแม่ไก่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนตะแกรงเหล็กตลอดชีวิต ถูกเร่งให้ผลิตไข่เกือบวันละฟองจนร่างกายอ่อนล้าอย่างหนัก นอกจากสวัสดิภาพของสัตว์แล้ว ศนีกานต์ ยังชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมฟาร์มขนาดใหญ่นี้ส่งผลต่อทั้งสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมโดยตรง

“เมื่อสัตว์อยู่ในความเครียดตลอดเวลา ภูมิคุ้มกันของพวกเขาก็ลดลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโรคระบาดใหญ่ เช่น ไข้หวัดนก หรือการปนเปื้อนของเชื้อโรคอย่างซัลโมเนลลา (ในไข่ไก่)” ยิ่งไปกว่านั้น ฟาร์มขนาดใหญ่ยังปล่อยของเสียจำนวนมหาศาลที่กระทบต่อคุณภาพอากาศและเป็นหนึ่งในต้นเหตุของ PM2.5 ที่เราทุกคนหายใจเข้าไปทุกวัน

เมื่อคนรุ่นใหม่ “กินอย่างมีจริยธรรม”

แม้ภาพรวมอาจดูท้าทาย แต่  ศนีกานต์ บอกกับเราด้วยรอยยิ้มว่า “ความหวังยังคงอยู่” เธอมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาสนใจอาหาร plant-based และในภาคธุรกิจที่เริ่มขานรับนโยบายไข่ไก่ปลอดกรง

“ปัจจุบันในประเทศไทยมีบริษัทกว่า 80 แห่งแล้วที่ประกาศใช้นโยบายไข่ปลอดกรง เช่น Zen, Minor Food, Sukishi และล่าสุด ONYX Hospitality Group ที่ขยับเปลี่ยนมาใช้ไข่จากระบบที่ดีกว่า 100%”

เธอยังยกตัวอย่างความร่วมมือกับผู้ผลิตไข่และฟาร์มในประเทศที่เริ่มเปลี่ยนแปลง เช่น CP, Betagro, และสงวนฟาร์ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยก็พร้อมจะเดินหน้า เพียงแค่ต้องการแรงขับเคลื่อนร่วมกัน

พลังของผู้หญิงในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

ศนีกานต์ เล่าว่า การทำงานรณรงค์ โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงในแวดวง NGO ที่ต้องลงพื้นที่ ทำงานกับชุมชน และรับมือกับความไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่เธอค้นพบกลับเป็น “จุดแข็ง”

“ในฐานะผู้หญิง เรามีความเข้าอกเข้าใจ และใช้การสื่อสารที่อ่อนโยน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อเราต้องทำให้คนเปิดใจและมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ และ งานนิทรรศการครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจัดแสดงภาพถ่าย แต่คือการเริ่มบทสนทนาใหม่ในสังคม” และเธอยังหวังว่า ผู้ชมจะไม่เพียงแค่รับรู้ แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง—เริ่มจากจานอาหารในบ้าน ไปจนถึงเสียงที่ส่งถึงแบรนด์ที่เราสนับสนุ

เป้าหมายที่มากกว่า “ไม่มีกรง” สู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน

เธอย้ำว่า แคมเปญนี้มิใช่จุดสิ้นสุด แต่เพียงเป็นก้าวแรกในภารกิจระยะยาว ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ตั้งเป้าหมาย ยุติการใช้ระบบกรงตับให้ได้ภายใน 5-7 ปี และสร้างระบบอาหารที่มีความเมตตา โปร่งใส และยั่งยืน อีกทั้ง ความสำเร็จของแคมเปญไม่ได้วัดแค่จากจำนวนบริษัทที่เปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรง แต่ยังวัดจากทัศนคติของผู้คนที่เริ่มมองเห็นว่า “ชีวิตของสัตว์มีคุณค่า” ไม่ต่างจากชีวิตของเรา

“เป้าหมายสูงสุดคือ อยากเห็นประเทศไทยมีระบบอาหารที่ยั่งยืน และมีการใช้ไข่ไก่ปลอดกรงแบบ 100%” ศนีกานต์ทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้ผู้ชมไม่หยุดเพียงแค่การรับรู้ แต่ร่วมแบ่งปันเรื่องราวนี้กับคนรอบข้าง เพื่อขยายพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

‘SPRING IN CENTRAL PARK’ งานศิลป์ที่ต้องใช้หัวใจแผ่วเบาที่สุดสัมผัส

‘SPRING IN CENTRAL PARK’ งานศิลป์ที่ต้องใช้หัวใจแผ่วเบาที่สุดสัมผัส

‘SPRING IN CENTRAL PARK’ งานศิลป์ที่ต้องใช้หัวใจแผ่วเบาที่สุดสัมผัส

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

WoodyWind วราวุฒิ แก้วเจริญ ศิลปินที่ใช้เวลาทั้งชีวิต ถ่ายทอดเรื่องราวของสวนสาธารณะทั่วโลก ผ่านศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ที่เขาถนัด นำผลงาน15 ภาพอิมเพรสชันนิสม์ กับ 15 มุมในเซ็นทรัล ปาร์ค นิวยอร์ค มาจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ “Spring In Central Park”  Solo Art Exhibition ที่ River City Bangkok

เพราะภาพที่จำภายในใจและปรากฎชัดทางสายตาของเขา ทำให้ วราวุฒิ แก้วเจริญ หรือ WoodyWind ศิลปินที่เริ่มสร้างงานศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ในวัย 50 ปี ผุดความงดงามของสวนสาธารณะในฤดูใบไม้ผลิ Central Park ในนิวยอร์ค ออกมาเป็นสุนทรียะอันแสนจะอ่อนโยน ละเมียดละไม ศิลปะที่ต้องใช้หัวใจสัมผัสเท่านั้น ที่ในทุกฝีแปรงของเขาเมื่อเราได้เข้าไปมองใกล้ๆ คือความรัก ความสุข ความชื่นชมต่อสิ่งสวยงามรอบตัว

15 ภาพอิมเพรสชันนิสม์ กับ 15 มุมในเซ็นทรัล ปาร์ค ของ Solo Art Exhibition “Spring In Central Park” ได้สร้างฤดูไม้ไม้ผลิให้วาบขึ้นมาในใจ ช่วงเวลาสั้นๆ ของปีที่คอยเตือนเราว่า “เราได้เกิดมาอีกครั้งในทุกๆ วัน” จะสะท้อนการเกิดใหม่ในแต่ละวันเพื่อให้เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และให้เวลากับคนที่เรารักให้ดีที่สุด เพราะเราจะไม่มีช่วงเวลาผลิบานสั้นๆ เช่นนั้นอีกแล้ว

 “ผมเลือกถ่ายทอดศิลปะผ่านสวนสาธารณะ เพราะที่ตรงนั้นมีมุมของมนุษย์มากมาย ทุกสิ่งในนั้นจับต้องได้ เป็นอีกโลกที่มอบชีวิตอันงดงามให้เรา ผมใช้เวลาคิดเรื่องนี้มา 17 ปี ผมคิดทุกวันและไปสวนสาธารณะทุกวัน ผมเริ่มทำงานศิลปะตอนอายุเข้าห้าสิบ รู้สึกว่าต้องถ่ายทอดเรื่องนี้ออกมา สวนสาธารณะให้บทเรียนกับเราที่สำคัญมาก สปริงสั้นนิดเดียว ดอกไม้บางดอกบานแค่อาทิตย์เดียว บางครั้งปีนั้นพายุฝนหนัก ดอกตูมเล็กๆ ร่วงหมด ดอกไม้ยังไม่ทันบาน ผมรอแมกโนเลียบานมาทั้งปี ที่บางครั้งก็ไม่บานเลยด้วยเหมือนกัน

วราวุฒิ แก้วเจริญ เลือกถ่ายทอดเรื่องราวของสวนสาธารณะผ่านศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ที่เขาถนัด “สิ่งที่อยู่ในใจเรา ภาพนั้นที่ย้อนคืนไม่ได้ อิมเพรสชันนิสม์เหมาะสมที่สุด ผมอยากเล่าเรื่องความงามในมุมที่ผมมีความสุขที่สุด ต้นไม้ที่เราอยู่กับเขามาสิบปี ผมอยากเล่าเรื่องของเขา น้ำตก Angel of the Water ภาพชิ้นพิเศษที่ผมรู้สึกว่าทุกสิ่งสะท้อนเข้าหากันตรงนั้น The Great Lawn ความงามบนลานกว้างที่มีต้นไม้ต้นเล็กๆ ดอกไม้บานเต็มไปหมด ผมรู้สึกได้รับพลังงานอันน่ารักจากที่ตรงนี้”

พบกับศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ “Spring In Central Park” Solo Art Exhibition ผลงานของ WoodyWind วราวุฒิ แก้วเจริญ ได้ตั้งแต่ 23 กรกฎาคม -13 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น.  ที่ River City Bangkok ห้อง RCB Photographers’ Gallery ชั้น 2

“ผมชอบดูพระอาทิตย์ตกดิน ชอบดูแสงสีที่อาบไปกับต้นไม้และผู้คน  ผมรู้สึกเรื่องราวที่นั่นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไม่มีอะไรกลับมาเหมือนเดิม แม้กระทั่งตัวเราก็เปลี่ยนไป  สวนสาธารณะสถานที่ ที่มอบสิ่งดีๆ ให้กับผู้คน เราจะรู้สึกสงบ อิสระ มีชีวิตชีวาในนั้น ผมอยากมอบสปริงอันงด งามในเซ็นทรัล ปาร์ค อยู่ในใจของทุกคน

เราต้องขอบคุณสวนสาธารณะ อยู่ในนั้นเราจะเหมือนเกิดใหม่ทุกครั้งเสมอ” WoodyWind หรือ วราวุฒิ กล่าว

สยามพิวรรธน์ จำกัด จับมือ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแข่งขันเก็บขยะ ‘ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก’ คว้าโอกาสตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเก็บขยะโลกที่ญี่ปุ่น

สยามพิวรรธน์ จำกัด จับมือ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแข่งขันเก็บขยะ ‘ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก’  คว้าโอกาสตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเก็บขยะโลกที่ญี่ปุ่น

สยามพิวรรธน์ จำกัด จับมือ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแข่งขันเก็บขยะ ‘ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก’ คว้าโอกาสตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเก็บขยะโลกที่ญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จัดแข่งขันต่อเนื่องครั้งที่ 2 ของประเทศไทย สำหรับ “SPOGOMI WORLD CUP 2025 THAILAND QUALIFIERS” กิจกรรมกีฬาที่ทำให้เรื่อง “ขยะ” เป็นเรื่องที่มีทั้งความสนุกและสร้างประโยชน์ พร้อมเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขันชิงแชมป์เก็บขยะโลก ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก สามารถคว้าโอกาสไปร่วมการแข่งขันเก็บขยะโลกในปีนี้

 บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมกับ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย กรุงเทพมหานคร และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมสนับสนุนการสร้างสรรค์กิจกรรมแข่งขันเก็บขยะ  “SPOGOMI WORLD CUP 2025 THAILAND QUALIFIERS”  ครั้งที่ 2 ของประเทศไทย เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลก ภายในงานได้รับเกียรติจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ร่วมเป็นประธานเปิดการแข่งขัน  ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน

การแข่งขันกีฬาเก็บขยะระดับโลก “SPOGOMI WORLD CUP 2025″ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก The Nippon Foundation หนึ่งในองค์กรไม่แสวงกำไรที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างค่านิยมในการเก็บขยะและแยกขยะ สร้างการเรียนรู้ร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลาย และเข้าถึงกลุ่มคนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งการแข่งขันเก็บขยะได้จัดอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้คนทั่วโลกได้ร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของขยะ และเปลี่ยนเรื่องขยะมาทำให้เป็นเรื่องที่มีความสนุกมากขึ้น

การแข่งขันเก็บขยะเพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งเก็บขยะโลก ใช้รูปแบบการแข่งขันเป็นไปตามกฎกติกาเดียวกับการแข่งขัน SPOGOMI ประเทศญี่ปุ่น โดยปีนี้มีผู้สนใจร่วมสมัครทั้งสิ้น 187 ทีม และผ่านการคัดเลือกเข้าแข่งขันจำนวน 67 ทีม น้ำหนักรวมของขยะที่ผู้เข้าแข่งขันเก็บได้รวมทั้งสิ้น 492.56 กก. ซึ่งทีมที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมการแข่งขันเก็บขยะโลก ในงาน “SPOGOMI WORLD CUP 2025” ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คือ “ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก” มีสมาชิก ได้แก่ ธนิดา นิกรมาลากุล, แพทริเซีย ดวงฉ่ำ และวินัย ปึงพิพัฒน์ตระกูล สามารถเก็บขยะได้ 5,758.7 คะแนน สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีม No Name” เก็บขยะได้ 4,988.5 คะแนน และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ “ทีม Green Horizon” เก็บขยะได้ 4,346.3 คะแนน

ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมที่ดีมาก รู้สึกยินดีที่ทำภารกิจสำเร็จ ซึ่งพวกเราทุกคนที่มาร่วมทำกิจกรรมในวันนี้นับเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยโลก จริงๆ แล้วพวกเราทั้ง 3 คนเป็นนักวิ่งอยู่แล้ว งานนี้ถือว่าได้ทั้งมาออกกำลังกายและได้ช่วยโลกไปพร้อมๆ กัน อยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันให้มาก จากที่ได้ออกไปแข่งเก็บขยะจะเห็นได้ว่าขยะตามสองข้างทางมีเยอะมาก ถ้าทุกคนช่วยกันใส่ใจ สร้างขยะให้น้อยลง มีสติรู้ว่าขยะในมือเรามีอะไรบ้าง แล้วทิ้งลงให้ถูกประเภท กลับบ้านก็ช่วยกันแยกประเภทขยะเพียงเท่านี้เราก็สามารถช่วยทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นได้

 ภายในงานยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ชณัฐ วุฒิวิกัยการ จากเพจ KongGreenGreen ดร.อิทธิกร ศรีจันบาล จากบริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ จากแบรนด์ WISHULADA และพูลยศ กัมพลกัญจนา จาก Paper Ranger มาร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะ

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อม อาทิ การประกวดโครงงานรีไซเคิล GOMI REVOLUTION 2025 จากนักศึกษามหาวิทยาลัย กิจ กรรมเวิร์คช็อป การพูดคุยกับเหล่ากูรูด้านสิ่งแวดล้อม การแสดงแฟชั่นโชว์ Gomi Transformation by WISHULADA X MISS EARTH THAILAND 2024 จากฝีมือการนำขยะรีไซเคิลมาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าสุดเก๋ของศิลปินชื่อดังอย่าง วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ โดยเหล่าสาวงามจาก  MISS EARTH THAILAND 2024 เป็นผู้สวมใส่แสดงแฟชั่นโชว์ เพื่อสร้างสีสัน และแสดงถึงการจัดการขยะอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย

ด้าน นราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ สานต่อพันธกิจ “วิถีสยามพิวรรธน์” มุ่งมั่นในการสร้างจุดหมายปลายทางที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองให้เป็นพื้นที่แห่งชีวิต ที่เติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม   สร้างต้นแบบแห่งการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม และนำแนวคิดความยั่งยืนบรรจุเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ เราผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดงาน SPOGOMI อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลาย จากการสร้างสรรค์ผ่านรูปแบบของกิจกรรมกีฬาทำให้เรื่องขยะเป็นเรื่องที่มีทั้งความสนุก และสร้างประโยชน์ อันเป็นแรงจูงใจให้คนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อคืนความสมดุลให้ธรรมชาติ โดยขยะที่ได้จากการแข่งขันจะถูกนำไปบริหารจัดการขยะแบบครบวงจรภายใต้โครงการ  Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste และพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย “ขยะฝังกลบเป็นศูนย์” (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2040

ยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ ประธานบริหาร บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด กล่าวทิ้งท้านว่า การแข่งขัน SPOGOMI คือการนำเอากิจกรรมการแข่งขันขันกีฬาเก็บขยะและแยกประเภทขนะพร้อมสอดแทรกความสนุก ขณะเดียวกันยังช่วยรณรงค์ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่าการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีสามารถเริ่มได้จากตัวเอง ซึ่ง SPOGOMI เป็นกีฬาที่มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความตั้งใจสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นเพื่อให้คนรู้สึกสนุกไปกับการเก็บขยะและแยกขยะ อีกทั้งยังสร้างความสามัคคีของผู้ร่วมแข่งขันในทีม ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยปลูกฝังให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยทำให้สังคมสะอาดและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ ‘Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี’ นำร่องด้วยเชียงราย ภายใต้แคมเปญ ‘เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย’

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ ‘Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี’ นำร่องด้วยเชียงราย ภายใต้แคมเปญ ‘เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย’

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ ‘Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี’ นำร่องด้วยเชียงราย ภายใต้แคมเปญ ‘เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ “Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี” เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งได้ร่วมมือกับองค์กรภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นในจังหวัด เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่น่าดึงดูดและส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยนำร่องด้วยเชียงรายเป็นจังหวัดแรก ภายใต้แคมเปญ “เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย” เพื่อกระตุ้นการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดเชียงราย ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น

นายภูเบศ กิตติญาณปัญญา รองผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ของ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า  ภายใต้แคมเปญ “เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย” เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นมากกว่า 100 ราย ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สถานบริการสุขภาพ และสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบครอบครัว หรือเดินทางเป็นคู่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินทางคนเดียว ทั้งนี้ ยังตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทั้งการเที่ยวในแต่ละช่วงเวลาของวัน และความชอบที่แตกต่างกันของนักเดินทางทุกคน โดยผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ สามารถรับสิทธิประโยชน์พิเศษและส่วนลดสูงสุดถึง 50% ณ ร้านค้าที่เข้าร่วมรายการทั่วจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชน ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่คุ้มค่าและน่าประทับใจ

ในการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้รับเกียรติจากตัวแทน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน หลายท่านมาร่วมงาน นำโดย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย โชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย รวมถึงแขกผู้มีเกียรติ และเพื่อเสริมการประชาสัมพันธ์ และเข้าถึงนักเดินทางรุ่นใหม่ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้เชิญชวนอินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์จากหลากหลายแพลตฟอร์ม พร้อมด้วยตัวแทนจากสื่อท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย ร่วมเดินทางและถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อในพื้นที่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง และส่งเสริมภาพลักษณ์ของเชียงรายในวงกว้าง ทั้งในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น

ในโอกาสเดียวกัน เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังมอบโปรโมชันส่วนลดพิเศษสำหรับผู้โดยสาร เมื่อจองบัตรโดยสารและใส่โค้ด ‘CEI50’ จะได้รับส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับบัตรโดยสารในเส้นทางบินตรงสู่เชียงราย ได้แก่ กรุงเทพฯ – เชียงราย – กรุงเทพฯ และภูเก็ต – เชียงราย – ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อจากเชียงรายไปยัง หาดใหญ่, กระบี่ และสุราษฎร์ธานี โดยมีจำนวนที่นั่งรวมกว่า 5,000 ที่นั่ง เฉพาะการจองบัตรผ่าน http://www.vietjetair.com หรือผ่านแอปพลิเคชันของเวียตเจ็ทไทยแลนด์เท่านั้น ซึ่งสามารถจองได้ตั้งแต่วันที่ 15 – 30 กรกฎาคม 2568 และเดินทางในช่วงเวลา 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2568

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ มุ่งมั่นที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศกับการพัฒนาเศรษฐ กิจชุมชน โดยเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างสายการบินกับภาคส่วนต่าง ๆ ในท้องถิ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประโยชน์ร่วมให้กับทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชนในระยะยาว ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่: www.vietjetair.com

ภูเบศ กิตติญาณปัญญา

ภูเบศ กิตติญาณปัญญา

สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! BDMS Wellness Clinic เปิดตัวแคมเปญ ‘Wellness Life Blueprint’ ออกแบบพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะคุณ

สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! BDMS Wellness Clinic เปิดตัวแคมเปญ  ‘Wellness Life Blueprint’ ออกแบบพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะคุณ

สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! BDMS Wellness Clinic เปิดตัวแคมเปญ ‘Wellness Life Blueprint’ ออกแบบพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะคุณ

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะสุขภาพดีออกแบบได้! บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ชวนทุกคนทำความรู้จัก “พิมพ์เขียวสุขภาพ” ผ่านแคมเปญ “Wellness Life Blueprint”

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล รองผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่า “สุขภาพไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือเรื่องของข้อมูล หรือ Data ที่อยู่ในร่างกายเรา หากเราสามารถค้นหาข้อมูลเหล่านั้นได้มากเท่าใด เราก็จะเข้าใจสุขภาพของตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น ที่ BDMS Wellness Clinic เราเรียกข้อมูลสุขภาพเหล่านี้ว่า ‘พิมพ์เขียวสุขภาพ’ หรือ ‘Wellness Life Blueprint’ ซึ่งเปรียบเสมือน GPS ที่ช่วยวางแผนเส้นทางชีวิตด้านสุขภาพ ทำให้รู้ว่าเท่าทันสุขภาพของตนเองว่าตอนนี้สุขภาพของเรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด และมีอะไรแอบแฝงที่อาจเป็นความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้เราสามารถตรวจสุขภาพในมิติที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพทั่วไป เพื่อให้เรามองเห็นอนาคตของสุขภาพตัวเอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่โรคจะเกิดขึ้นจริง”

ทำความรู้จัก “Wellness Life Blueprint”

แคมเปญ “Wellness Life Blueprint” นำเสนอเรื่องราวแห่งการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล ผ่านประสบการณ์จริงของผู้รับบริการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตประจำวันในทุก ๆ ด้าน และเข้าใจว่า “ทุกพฤติกรรมของเรา ล้วนเป็นร่องรอยที่หล่อหลอมสุขภาพของเราเอง”

ตั้งแต่เราตื่น จนกระทั่งเข้านอน ทุกการกระทำล้วนสะท้อน “พิมพ์เขียวสุขภาพ” ของแต่ละบุคคลได้อย่างชัดเจน เราทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักร่างกายของเราอย่างลึกซึ้ง ผ่านการตรวจสุขภาพเชิงลึกในระดับเซลล์ เช่น การตรวจ Epigenetics เพื่อทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งเป็นผลมาจากพันธุกรรมและการใช้ชีวิต, การตรวจเทโลเมียร์เพื่อวัดอายุชีวภาพของเซลล์ (Biological Age), การตรวจสมดุลฮอร์โมน วิตามินและแร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ไปจนถึงการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง และการตรวจสุขภาพอื่น ๆ ในมิติที่หลากหลาย เพื่อวางแผนปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้เป็นไปตามการดูแลสุขภาพภายใต้หลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อผลลัพธ์การดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

BDMS Wellness Clinic นำทีมโดย แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล พร้อมด้วยเหล่าผู้รับบริการสุดพิเศษ ตั้งแต่ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังระดับประเทศ ไปจนถึงสมาชิก Longevity Card ระดับผู้บริหาร และผู้รับบริการชาวต่างชาติที่มีความชื่นชอบและหลงใหลในประเทศไทย ซึ่งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนผ่านโปรแกรมสุขภาพองค์รวมของ BDMS Wellness Clinic

จากอาการแพ้เกสรดอกไม้ จุดเปลี่ยนสุขภาพของ “เชฟเอียน”

เชฟเอียน หรือ นายพงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย เชฟระดับตำนานของวงการอาหารไทยผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในระดับสากล หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นของเชฟเอียนคือ “ร้านคำหอม” ร้านอาหารไทยร่วมสมัย ที่เต็มไปด้วยคุณภาพ ความพิถีพิถัน และมาตรฐานระดับสูงในวงการอาหาร  อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสำเร็จของเชฟเอียน นอกจากความตั้งใจและความรักที่มีต่อการปรุงอาหารแล้ว ยังมีเรื่องราวส่วนตัวด้านสุขภาพที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตมาแบ่งปัน โดย เชฟเอียน เล่าย้อนถึงช่วงเวลาหนึ่งระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นเขาเกิดอาการแพ้น้ำผึ้งอย่างรุนแรง ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยรู้ว่าตนเองแพ้อาหารชนิดใดมาก่อน

 “เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง และตัดสินใจเข้ารับการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงที่ BDMS Wellness Clinic และพบว่าแพ้อาหารหลายชนิดโดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน โดยผมได้รับคำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านโภชนาการและไลฟ์สไตล์ ภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกันจาก BDMS Wellness Clinic ซึ่งส่งผลให้สุขภาพของผมก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และตระหนักได้ว่า การมีสุขภาพที่ดี สำคัญที่สุด” เชฟเอียน กล่าว

บทเรียนจากการใช้ชีวิตนักแสดงสุดเหวี่ยงของ  แอน สิเรียม  

แอน หรือ ดร. สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ นักแสดงหญิงชื่อดังของประเทศไทยมาร่วมแบ่งปันเส้นทาง “พิมพ์เขียวสุขภาพ” ของเธอในฐานะของการเป็นนักแสดงที่ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง และอุทิศตนไปกับอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นเวลากว่า 40 ปี ทำให้สุขภาพของเธอเริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา โดยสิ่งสำคัญที่จุดประกายให้เธอหันมาสนใจสุขภาพหลังจากเข้ารับบริการ ณ BDMS Wellness Clinic  ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงสุขภาพที่สังเกตเห็นได้ แต่คือความรู้ใหม่ที่ทำให้เธอตระหนักว่า “รู้อะไรไม่เท่ารู้แบบนี้”

 “ถ้าหากเราเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังสาว เราก็คงสุขภาพดีกว่านี้ ฟิตกว่านี้ และมีพลังในการใช้ชีวิตมากกว่านี้” คุณแอน กล่าว  นอกจากนี้ ยังได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการเข้าใช้บริการโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ณ คลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก BDMS Wellness Clinic ซึ่งเธอความประทับใจในอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมการดูแลจากทีมแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาและทีมสหวิชา ชีพที่ร่วมวางแผนการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การดูแลสุขภาพของเธอมีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงโปร แกรมการดูแลสุขภาพเส้นผมในฐานะนักแสดงที่ต้องใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยฟื้นฟูเส้นผมให้แข็งแรงและแลดูสุขภาพดียิ่งขึ้น

ดร.ดิเรก วรรณเศียร จากจุดเริ่มต้นติดลบ สู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม

“ดี–ชั่ว–รู้หมด แต่อดไม่ได้” คือคำพูดตรงไปตรงมาของ ดร.ดิเรก วรรณเศียร Executive Advisor ในหลายบริษัท นักวิชาการอิสระ และหนึ่งในผู้ถือบัตร Longevity Card ของ BDMS Wellness Clinic ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตในอดีตซึ่งเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินเกินพอดี จนส่งผลให้สุขภาพเข้าสู่ภาวะติดลบ ทั้งน้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง ไขมันพอกตับ รวมถึงผลเลือดที่ไม่สมดุลในหลายด้าน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นเมื่อ ดร.ดิเรก ตัดสินใจเข้ารับบริการด้านสุขภาพแบบองค์รวมที่ BDMS Wellness Clinic ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวช ศาสตร์ป้องกัน พร้อมทีมโค้ชเพื่อสุขภาพ ทั้งนักกำหนดอาหาร เทรนเนอร์ และนักวิชาชีพสหสาขา ที่ช่วยวางแผนการดูแลตั้งแต่โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับ ไปจนถึงการเสริมวิตามินเฉพาะบุคคล เพื่อปรับสมดุลร่างกายให้แข็งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผลลัพธ์ที่ได้จากการดูแลสุขภาพที่นี่ไม่เพียงแค่ตัวเลขสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตที่กลับคืนมา เพราะเมื่อมี ‘โค้ชที่ใช่’ คอยแนะนำ เส้นทางสู่สุขภาพที่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และผมเชื่อว่า ‘ความสุข’ และ ‘ความสำเร็จ’ เป็นของคู่กัน และสำหรับผม การที่เรามีสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจที่ดี คือรากฐานของความสุข ถ้าเราดูแลสองสิ่งนี้ได้ดี ทุกเป้าหมายในชีวิตก็เป็นไปได้” ดร.ดิเรก กล่าว

“จะสำเร็จได้ต้องใส่ใจสุขภาพ” แนวคิดของ ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน

 “คนยุคใหม่จะก้าวสู่ความสำเร็จได้ ต้องเริ่มจากการใส่ใจสุขภาพ” คือแนวคิดสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตและการทำงานของ ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน CEO Premier Depot Solutions Co.,Ltd. ผู้รับบริการท่านแรกของ BDMS Wellness Clinic และ Longevity Card Member ผู้บริหารหญิงยุคใหม่มากประสบการณ์ที่มองว่า “สุขภาพ” คือแก่นแท้ของศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอหันกลับมาดูแลสุขภาพ คือเหตุการณ์เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนหลังจากการทำงานหนักติดต่อกัน ผ่านภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นขณะกำลังขับรถ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ดร.เกศกนก หันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ความสำเร็จที่แลกมาด้วยสุขภาพที่ถดถอยนั้น คุ้มค่าจริงหรือ?” เธอจึงตัดสินใจเข้ารับบริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมกับ BDMS Wellness Clinic โดย ดร. เกศกนก ได้รับการตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกในระดับเซลล์เช่นการตรวจ วิตามินและแร่ธาตุ สมดุลฮอร์โมน และระดับสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงการตรวจสุขภาพอื่น ๆ ในมิติที่หลากหลาย พร้อมรับคำแนะนำจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และทีมสหสาขาวิชาชีพที่ช่วยวางแผนดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลแบบองค์รวม

“เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินธุรกิจ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่นการท่องเที่ยว หรือการใช้ชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ เราก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่” ดร.เกศกนก กล่าว

ชาวอเมริกันที่หลงใหลในคุณภาพชีวิตและการบริการทางการแพทย์ในไทย

เมื่อพูดถึงประเทศไทย ภาพที่มักจะผุดขึ้นมาในใจของชาวต่างชาติก็คือชายหาดที่งดงาม วัดวาอารามที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับ  Christopher Nicolella ชาวอเมริกันผู้มีมุมมองลึกซึ้งกว่านั้น สำหรับเขาประเทศไทยไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่คือประเทศที่เต็มไปด้วยศักยภาพด้านการแพทย์ โดยเฉพาะในด้านทันตกรรม ทำให้เขาตัดสินใจที่จะย้ายมาใช้ชีวิตเกษียณที่ประเทศไทยอย่างถาวร

“ประสบการณ์ที่ BDMS Wellness Clinic แตกต่างจากคลินิกทันตกรรมทั่วไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ทุกอย่างน่าประทับใจมาก บรรยากาศดูหรูหรา สะอาด สงบ เหมือนอยู่ในโรงแรม 5 ดาวมากกว่าสถานพยาบาล พนักงานทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ ให้ความใส่ใจและดูแลอย่างอบอุ่น ทั้งเครื่องมือยังทันสมัยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา และสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือ ในระหว่างทำหัตถการไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย คุณหมอมือเบาและให้ความมั่นใจในทุกขั้นตอน นี่คือประสบการณ์ทำฟันที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้”

ติดตามเรื่องราวการดูแลสุขภาพจากมุมมองของผู้รับบริการ ณ BDMS Wellness Clinic สามารถรับชมวิดีโอซีรีส์สุดพิเศษได้แล้วทางช่อง YouTube ของ BDMS Wellness Clinic คลิก https://bdmswellness.co/3IuHsXC รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BDMS Wellness Clinic และ Wellness Life Blueprint คลิก https://bdmswellness.co/40FUTKL

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล

เชฟเอียน หรือ นายพงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย

เชฟเอียน หรือ นายพงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย

แอน หรือ ดร.สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์

แอน หรือ ดร.สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์

ดร.ดิเรก วรรณเศียร

ดร.ดิเรก วรรณเศียร

ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน

ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน

Christopher Nicolella

Christopher Nicolella

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll หม่อมหลวงสราลี กิติยากร เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ และพิธีถวายเทียนจำพรรษา แด่พระสงฆ์ 69 รูป 69 วัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และน้อมถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ณ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์..๐๐

ll สมโชค พงษ์ขวัญ นายกเทศมนตรีนครนครปฐม ต้อนรับ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม พร้อมนำเยี่ยมชมห้องควบคุมระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยของชุมชนในพื้นที่เขตเทศบาลนครนครปฐม..๐๐

ll สส.อนุชา บูรพชัยศรี เปิดการสัมมนาเรื่อง “ขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจร” ณ โรงยิมเนเซียมจ.ราชบุรี จัดโดย คณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร..๐๐

ll ชยันต์ ศิริมาศ ไปยินดีกับเพื่อนรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สมชาย จริยเจริญ ที่ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองแกลง จ.ระยอง..๐๐

๐๐เพื่อนๆชาว วตท.14 ร่วมยินดีกับ ประสิทธิ์ กิจวิวัฒนการ ที่ได้เป็น นิสิตเก่าดีเด่นวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ประจำปี 2568..๐๐

ll ละเอียด โควาวิสารัช ซีอีโอ บจ.วิมานสุริยา ผู้พัฒนา Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok บริจาคเงินจากแคมเปญ “Park for Life” ให้แก่หน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต ฝ่ายอายุรศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รับมอบ..๐๐

ll ชาว BCC129 ยินดีกับ รศ.ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมการผลิตสัตว์และการจัดการ มอ. ได้รับรางวัลผู้มีคุณูปการต่อวงการแพะไทยในฐานะ “นักวิชาการดีเด่น” ในงานประชุมวิชาการสัตวศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 13 และงานประชุมวิชาการแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 2 จัดโดยสมาคมสัตวศาสตร์แห่งประเทศไทย..๐๐

ll ภิพัชรา แก้วจินดา มอบเงินรายได้ส่วนหนึ่งในการจำหน่ายสินค้า Butterbear X PIPATCHARA เพื่อจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยมี ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล และ ศ.นพ.ธวัชชัย อัครวิพุธ รับมอบ..๐๐

ll ปาร์ย อรรถพิสาล ผู้บริหาร บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เข้ารับประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จัดโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)..๐๐

ll ชวิศ ยงเห็นเจริญ พร้อม มนัสนันท์-อธิวัฒน์ เปรมพุฒิพันธ์ และพนักงาน บจ.ชลิต อินดัสทรี ได้ร่วมกันถวายต้นเทียนพรรษาพร้อมด้วยผ้าอาบน้ำฝนและเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม ณ วัดศรีบูรณาวาส จ.สมุทรสาคร..๐๐

ll ธิติ โตวิวัฒน์ วันเกิดปีนี้ร่วมจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตให้สภากาชาด ในนามของ หอการค้าจ.ขอนแก่น, ร้าน ไวน์ โอคล็อค ขอนแก่น, The Wall Khon Kaen และชมรมผู้บริจาคโลหิตขอนแก่น 61 โดย คุณตั๋งได้ร่วมบริจาคเลือดและทำโรงทานด้วย..๐๐

ll มิตรสหายชาว Net Zero CEO#1 ยินดีกับ สุทธิพงศ์ กนกากร ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น CEO คนใหม่ของ SCB TechX เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์องค์กร “สร้างนวัตกรรมเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” พร้อมปักธงขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้นำด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลและนวัตกรรม..๐๐