ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

โลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ชื่อว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (Non-communicable diseases, NCDs) จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี พ.ศ. 2565 ผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 74% หรือ คิดเป็นจำนวน 45 ล้านคนทั่วโลก และในรายงานนี้ คนไทยเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 77% มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก หรือนับเป็นจำนวนเท่ากับ 380,400 คนต่อปี หรือ จะมีผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs สูงถึง 44 คน ต่อชั่วโมง อีกทั้ง การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ยิ่งเป็นตัวเน้นย้ำให้เห็นถึงอันตรายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เมื่อองค์การอนามัยโลกรายงานว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนที่ติดเชื้อโควิด19 มีโอกาสเสียชีวิตและเจ็บป่วยรุนแรงมากกว่าคนปกติ 7 เท่า, โรคหลอดเลือดสมอง 3.9 เท่า, โรคเบาหวาน 3 เท่า, โรคหลอดเลือดหัวใจ 2.9 เท่า, และ โรคความดันโลหิตสูง 2.3 เท่า

นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ

“การเกิดกลุ่มโรค NCDs มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการบริโภคสินค้าตามกระแสนิยม” นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์) นายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) และประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินอาหารที่มากเกินไป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก การสูบบุหรี่ การเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลง รวมไปถึงปัญหาความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ และมลภาวะทางอากาศ ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยแนวทางการมี ‘พฤติกรรมสุขภาพดีที่ยั่งยืน’ หรือ Sustainable Wellness”

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ให้ความหมายของ Sustainability ไว้ว่า การตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบัน โดยไม่ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นถัดไป ดังนั้น การสร้างพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน (Sustainable health behaviours) ไปพร้อมกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน (Sustainability literacy) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการมีสุขภาวะที่ดี ไม่เพียงแค่คนในรุ่นปัจจุบัน แต่รวมถึงของคนรุ่นถัดไปอีกด้วย

นายแพทย์ตนุพล ให้คำแนะนำง่ายๆว่า การมีพฤติกรรมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน สามารถปฏิบัติง่ายๆ ตามหลักการ 5 ข้อนี้ ได้แก่ 1.อาหารจากพืช 2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3.อากาศดี 4.การนอนหลับที่ดี และ 5.กิจกรรมจิตอาสา ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สุขภาพของเราแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโลกของเราอีกด้วย

ผลสำรวจของ Mintel รายงานว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในปีช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ.2564 ถึงพ.ศ. 2565 มีแนวโน้มในการรับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์ลดลง ไม่เพียงแต่เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงเหตุผลทางด้านสุขภาพด้วย แม้ว่าผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ และวีแกน จะมีสัดส่วนคงที่ที่ 3% และ 1% ตามลำดับ แต่สัดส่วนของผู้บริโภคที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Carnivore) ลดลง จาก 33% เหลือ 28% และแนวโน้มการหันมารับประทานแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) เพิ่มมากขึ้นจาก 10% เป็น 13%

สำหรับประเทศไทยเอง การหันมาหาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อย่างการบริโภคพืชผักสวนครัวที่หาได้ตามท้องถิ่น หรือผักผลไม้ตามฤดูกาล ช่วยสนับสนุนแนวทางการรับประทานอาหารสุขภาพแบบยั่งยืนได้ เพราะสามารถลดการใช้น้ำ สารเคมี และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการขนส่ง อีกทั้ง การรับประทานอาหารพื้นบ้านแบบไทยๆ ที่อุดมไปด้วยผักและสมุนไพรหลากหลายชนิด ยังให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระสูง และยังผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยอีกด้วย

การมีพฤติกรรมสุขภาพดีแบบยั่งยืน ไม่ได้จำกัดเพียงแค่รูปแบบการรับประทานอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางกายด้วย นิยามการออกกำลังกายอย่างยั่งยืนนั้นกว้างกว่าการออกกำลังกายเพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพ โดยไม่ได้คำนึงแค่เพียงระยะเวลา ความหนัก และความถี่ที่เพียงพอ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการไม่บริโภคอาหารหรืออาหารเสริมมากเกินไป การใช้สถานที่ออกกำลังกายและอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางในชีวิตประจำวัน อย่างการเดินเท้า วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (carbon footprint)

การเดินทางแบบใช้แรงกายตัวเองเป็นหลัก (Active transportation) เช่น การเดิน การขี่จักรยาน การพายเรือ เป็นรูปแบบการเดินทางที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน (carbon-free) และเพิ่มโอกาสในการออกกำลังกาย ช่วยสร้างเสริมสุขภาพในทุกช่วงอายุ ในรายงานปี พ.ศ. 2554 ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International พบว่า การเดินทางแบบใช้แรงกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 11% รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคมะเร็งบางชนิด

การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ยังมีส่วนช่วยชะลอการสั้นลงของเทโลเมียร์ (Telomere) โดยเทโลเมียร์เป็น DNA ส่วนปลายสุดของโครโมโซม สามารถบ่งชี้อายุของเซลล์ในร่างกาย (Biological age) และบอกภาวะเสื่อมของเซลล์ (Degenerative status) ซึ่งหากความยาวเทโลเมียร์สั้น ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและแก่ชราก็เพิ่มมากขึ้น งานวิจัยจาก National Health and Nutrition Examination Survey ที่ถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2560 ในผู้ใหญ่ชาวอเมริกันจำนวน 5,823 คน พบว่า หากมีการใช้พลังงานของการออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ มากกว่า 1000 METs (Metabolic Equivalent of Task) อย่างเช่น การวิ่ง เป็นเวลา 30 หรือ 40 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการสั้นลงของเทโลเมียร์ และลดอายุของเซลล์ได้ 9 ปี เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

อากาศที่เราหายใจ เป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น เกิดเหตุการณ์ความร้อนที่รุนแรง บ่อยครั้ง และยาวนานมากขึ้น วงจรการหมุนเวียนอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาวะโลกร้อน ยังส่งผลให้คุณภาพอากาศแย่ลง อากาศที่ไม่ดีนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การระคายเคืองที่ตา จมูกและคอ อาการไอ อาการภูมิแพ้ การหายใจลำบาก หรือถ้าแย่ไปกว่านั้นก็คือ ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในระยะยาวมลพิษทางอากาศ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด และยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงอีกด้วย

การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็น การไม่สูบบุหรี่ การลดการบริโภคอาหารแปรรูป หรือหลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ส่วนตัว มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อน และลดการสร้างฝุ่น PM2.5 และ PM10 จากเครื่องยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้อากาศสะอาด ลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ไม่เฉพาะแค่ตัวเรา แต่รวมไปถึงครอบครัวและผู้คนอื่นๆ บนโลกอีกด้วย

แม้การนอนหลับจะดูเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ขณะตื่นนอน มนุษย์จำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร พลังงานไฟฟ้า และเชื้อเพลิง สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับช่วงเวลาของการตื่นนอน ยิ่งมนุษย์เรานอนหลับน้อยลงมากเท่าใด ก็ยิ่งเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

นอกเหนือจากการใช้ทรัพยากรในยามตื่น การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพและระยะเวลาไม่เพียงพอ ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาสุขภาพจิต และระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง การที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระบบการรักษาพยาบาล เป็นการเพิ่มของเสียทางการแพทย์ ที่มีทั้งขยะติดเชื้อ ของมีคม สารเคมี สารกัมมันตภาพรังสี การกำจัดของเสียที่ไม่เหมาะสม สามารถทำให้เกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ได้และการเผาทำลายก็ต้องใช้อุณหภูมิสูง การนอนหลับที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่เพียงแค่การดูแลสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สิ่งแวดล้อมรอบตัว ส่งผลต่อสุขภาพจิต และอารมณ์ของผู้คนเป็นอย่างมาก หากสิ่งแวดล้อมดี มลภาวะน้อย จิตใจก็จะแจ่มใส ความเครียดลดน้อยลง กิจกรรมจิตอาสา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การเก็บขยะตามแม่น้ำลำคลอง ชายหาด หรือท้องถนน การช่วยคัดแยกขยะของชุมชน รวมไปถึงกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับส่งต่อความรู้ที่ถูกต้อง

พฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การอยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ การนอนหลับที่มีคุณภาพ และอารมณ์ดีอยู่เสมอ เป็นพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากแนวทางด้านการส่งเสริมสุขภาพ ถูกผนวกเข้ากับ การส่งเสริมด้านความยั่งยืน ก็จะสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพของประชากร ไปพร้อมกับพัฒนาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม บรรลุผลสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน

 “การที่คนมีสุขภาพที่ดี จะช่วยเอื้อต่อการพัฒนาทางสังคม เพราะถ้าคนแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย ก็จะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ประกอบกับ ถ้าสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมดี อากาศสะอาด อาหารสุขภาพเข้าถึงได้ง่าย  ก็ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนที่เรารัก และโลกใบนี้ มาร่วมสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน” นายแพทย์ตนุพล  กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic)  มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยเรื่องสุขภาพ เพราะสุขภาพที่ดี คือของขวัญที่ดีที่สุด Live longer, Healthier and Happier ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่  ไลน์ : @bdmswellnessclinic or  https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ : http://www.bdmswellness.com  หรือติดตามรับฟังไปกับคุณหมอแอมป์ได้ที่ https://youtu.be/ORzelkS8jak

กลับมาอีกครั้ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ เวทีประกวดที่ยาวนานที่สุดของเมืองไทย

กลับมาอีกครั้ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ เวทีประกวดที่ยาวนานที่สุดของเมืองไทย

กลับมาอีกครั้ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ เวทีประกวดที่ยาวนานที่สุดของเมืองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.17 น.

สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการนางงามไทยมายาวนาน สองพ่อลูก สมใจนึก เองตระกูล ประธานที่ปรึกษากองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม และ สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหาร กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ร่วมกันจัดการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม” เพื่อเฟ้นหาสาวงามระดับแนวหน้าเข้าร่วมประชันความงามบนเวที พร้อมเปิดตัวการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2568“ อย่างเป็นทางการ ณ เอส สตูดิโอ (ESC Studio) รังสิต ภายใต้แนวคิด “ไทยแบบใหม่ ไม่ลืมถิ่น”

ในงานมีสาวงามผู้เคยชนะการประกวดจากเวทีนี้มาร่วมเป็นเกียรติมากมาย อาทิ แอนนา เสืองามเอี่ยม (มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2565), โชตินภา แก้วจรูญ (นางสาวไทย 2568), จิณณ์ณิตา บุดดี (มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2016) , พมลชนก ดิลกรัชตสกุล (รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019) และ สุชานุช ธรรมวงศ์ (นักแสดง / มิสมอเตอร์โชว์ 2020)

สินีนารถ เองตระกูล กล่าวว่า ได้มีโอกาสเข้ามาสนับสนุนการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม” เป็นปีที่ 10 จากความสำเร็จที่ผ่านมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม” เวทีประกวดที่มีสาวงามระดับแนวหน้าที่ส่งต่อสาวงามก้าวขึ้นสู่ชัยชนะบนเวทีระดับชาติมาแล้วมากมาย และในโอกาสฉลองการประกวดครบ 75 ปี ของเวที “นางสาวถิ่นไทยงาม” ซึ่งเป็นเวทีอันทรงเกียรติที่จัดการประกวดต่อเนื่องมายาวนานที่สุดในประเทศไทย กองประกวดฯ ได้มุ่งหมายให้งานประกวดที่มีตำนานอันงดงามและยาวนานนี้ “ยิ่งใหญ่สมค่า” ทำให้ปีนี้การคัดสรรตำแหน่งนางสาวถิ่นไทยงามและรองชนะเลิศฯ ทุกคนจะต้องเข้มข้นที่สุด และจะยังคงรักษาวัฒนธรรมและความงดงามของความเป็นไทยไว้อย่างสวยงาม โดยจะผสมผสานความทันสมัยให้เข้ากันกับเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด “ไทยแบบใหม่ ไม่ลืมถิ่น” ซึ่งผู้ครองมงกุฎนางสาวถิ่นไทยงามในปีนี้ นอกจากเงินรางวัล 500,000 บาท มงกุฎเพชร และสายสะพาย ยังมีรางวัลรองชนะเลิศ และรางวัลพิเศษอีกมากมาย รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านบาท

แพทย์หญิงศิรดา โล บลูโย่ นางสาวถิ่นไทยงาม 2566 กล่าวปิดท้ายว่า “ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเพื่อร่วมสร้างปรากฏการณ์ในการประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2568 ในครั้งนี้ อยากชวนน้องๆ เพื่อนๆ ทุกคนได้ลองมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่หาไม่ได้จากที่ไหน มาสมัครและมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวถิ่นไทยงามด้วยกัน รับรองว่าเวทีนี้จะพาคุณก้าวไปสู่เวทีแห่งชีวิตจริงที่ยิ่งใหญ่และสวยงามกว่าเดิมอย่างแน่นอน”

เวทีนางสาวถิ่นไทยงาม 2568 กำลังเปิดรับสมัครสาวๆ ที่อายุระหว่าง 17-28 ปี  เข้าร่วมประกวด โดยสามารถสมัครทางออนไลน์ได้ที่ แฟนเพจ : นางสาวถิ่นไทยงาม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่  2 กันยายน 2568 มาร่วมลุ้นและเชียร์เหล่าสาวงามผู้เข้าประกวดได้ ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเอส พาร์ค โฮเต็ล (ESC Park Hotel) รังสิต

Balenciaga คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 บทสรุป 1 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘Demna’

Balenciaga คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 บทสรุป 1 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘Demna’

Balenciaga คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 บทสรุป 1 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘Demna’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บาเลนเซียกา (Balenciaga) อวดโฉมคอลเลคชั่น คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 ผลงานการสร้างสรรค์ของ  Demna ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Balenciaga ผสานกลิ่นอายของ M. Balenciaga ที่ปรากฏอยู่ทั่วทั้งคอลเล็กชั่น โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

“คอลเล็กชั่นนี้ คือบทสรุปอันสมบูรณ์แบบของหนึ่งทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ภายใต้แบรนด์ Balenciaga ผมได้เข้าใกล้ความรู้สึกพึงพอใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่เป็นไปไม่ได้อย่างไม่รู้จบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาในแบบฉบับของ Cristóbal Balenciaga ลุคทั้งหมดได้รับการบันทึกภาพตามสถานที่ต่างๆทั่วกรุงปารีส เพื่อแสดงความเคารพต่อเมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแฟชั่นของผม

เสียงประกอบในโชว์คือเสียงพูดของทีมงานที่ยอดเยี่ยมของผมทุกคน ผู้ที่ช่วยให้วิสัยทัศน์ของผมสำหรับแฟชั่นเฮ้าส์แห่งนี้เป็นจริงมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา”  Demna กล่าว

เสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นนี้มีโครงสร้างที่แฝงไว้ด้วยความประณีตและประติมากรรม ในขณะเดียวกันก็โอบรับแนวคิดแบบมินิมอลและการตัดทอนทางสถาปัตยกรรม อีกทั้ง กลิ่นอายของ M. Balenciaga ปรากฏอยู่ทั่วทั้งคอลเล็กชั่น  ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ อย่างสูท Danielle ซึ่งเป็นการรังสรรค์จากชุดฮาวน์สทูธที่เธอสวมในปี 1967 ถูกตัดเย็บขึ้นใหม่ด้วยกลิ่นอายแบบ Cristóbal Balenciaga ที่เธอถ่ายทอดออกมา

ลุคฟินาเล่ที่สวมใส่โดย Eliza คือเดรสผ้าลูกไม้กีปูร์แบบไร้ตะเข็บ ที่ขึ้นโครงด้วยเทคนิคงานทำหมวกขั้นสูง และนี่คือชุดราตรีสไตล์ประติมากรรมแบบมินิมอลขั้นสูงสุด ที่สะท้อนทุกสิ่งที่แฟชั่นเฮ้าส์แห่งนี้ยึดถือ

ขณะที่ชุดเทเลอริ่งที่พัฒนาร่วมกับห้องเสื้อของครอบครัวทั้ง 4 จากเมืองเนเปิลส์ สะท้อนสไตล์ Neapolitan แบบไร้โครงสร้างที่ริเริ่มโดย Vincenzo Attolini ซึ่งสูททั้ง 9 ชุดถูกออกแบบให้เป็นขนาด “one-size-fits-all” ที่ตัดเย็บมาให้พอดีกับรูปร่างของนักเพาะกาย แต่ยังคงสวมใส่ได้โดยนางแบบหลากหลายรูปร่าง เพราะไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่นิยามร่างกาย แต่เป็นร่างกายที่นิยามเสื้อผ้า เติมเต็มด้วยเครื่องประดับอย่างถุงใส่เสื้อผ้าที่ได้รับการตีความใหม่ด้วยหนังหรือผ้า scuba satin ซึ่งปักชื่อของนายแบบและนางแบบแต่ละคนไว้—อ้างอิงถึงธรรมเนียมดั้งเดิมที่มีมายาวนานของการตัดเย็บแบบสั่งตัด (bespoke) แห่งเนเปิลส์ 

ด้วยความหลงใหลในเครื่องประดับของ Elizabeth Taylor จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ Lorraine Schwartz สร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงแบบสั่งทำพิเศษกว่า 1,000 กะรัต ประดับด้วยเพชรสีขาว มรกตธรรมชาติ แซฟไฟร์พัดพารัดชา เพชรสีชมพู และเพชรสีเหลืองคานารี่ เพื่อเติมเต็มคอลเล็กชั่นนี้

วีโร่เปิดบ้านจัดงาน MicroFluent Open House ครั้งแรก ชวนอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ แชร์ความรู้สร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน

วีโร่เปิดบ้านจัดงาน MicroFluent Open House ครั้งแรก ชวนอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ แชร์ความรู้สร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน

วีโร่เปิดบ้านจัดงาน MicroFluent Open House ครั้งแรก ชวนอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ แชร์ความรู้สร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวแพลตฟอร์ม MicroFluent พื้นที่เชื่อมต่ออินฟลูเอนเซอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับแบรนด์ชั้นนำ วีโร่ได้จัดงาน MicroFluent Open House ขึ้นเป็นครั้งแรกที่ Vero SuperCampus ในกรุงเทพฯ โดยมีอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมงาน

ด้วยการสนับสนุนจากจาก vivo งาน Open House ครั้งนี้นับเป็นการเปิดตัวเครือข่าย MicroFluent สำหรับครีเอเตอร์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งที่พร้อมสำหรับการเติบโตอย่างสร้างสรรค์และสร้างเส้นทางอาชีพที่ประสบความสำเร็จให้กับเหล่าครีเอเตอร์ ในครั้งนี้ วีโร่ได้ออกแบบงาน Open House ให้เป็นเหมือนงานรวมตัวขนาดย่อม โดยมี อินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์ระดับไมโครและนาโนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมงานเพียง 29 คน เพื่อให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่าและได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในอนาคตงาน Open House และเวิร์คช็อปในนาม MicroFluent มีแผนจะขยายให้มีผู้เข้าร่วมมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนามได้เรียนรู้และสร้างเครือข่ายในลักษณะเดียวกัน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีอิมแพค การสร้างแบรนดิ้งให้กับตัวเอง และการสร้างคอนเทนต์เพื่อเพิ่ม โอกาสในการพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ที่ตรงกับสไตล์และตัวตนของครีเอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีครีเอเตอร์ ชื่อดังอย่าง Babyjolystar (เจมส์ ฤกษ์รัตน์ รุ่งแจ้ง) และ Dreambarcode (ดรีม ฐิติพันธุ์ พันธุ) มาร่วมเป็นสปีกเกอร์ในช่วงเสวนาพิเศษ โดยทั้งสองคนได้เล่าถึงเส้นทางการเป็นครีเอเตอร์ของตัวเอง พร้อมแชร์เทคนิคและเคล็ดลับที่มาจากประสบการณ์จริงในการประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ที่มีการแข่งขันสูง

อุมาพร วิทเทเกอร์-ทอมป์สัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าและประธานฝ่ายอินฟลูเอนเซอร์ของวีโร่  กล่าวว่า “งาน MicroFluent Open House ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การรวมตัวของอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการสร้างคอนเนคชันระหว่างกัน      ที่วีโร่ เราเชื่อมั่นเสมอว่าอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างชื่อเสียงและความไว้วางใจให้กับแบรนด์ สำหรับเรา วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์คือการบ่มเพาะครีเอเตอร์ โดยเฉพาะครีเอเตอร์หน้าใหม่ ให้พวกเขาสามารถค้นหาอัตลักษณ์เฉพาะตัว และฝึกฝนทักษะต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่ากับทั้งแบรนด์และผู้ชม”

อย่างไรก็ตาม เมื่อครีเอเตอร์เริ่มร่วมงานกับแคมเปญของแบรนด์และสามารถสร้างรายได้จากแคมเปญเหล่านั้นได้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจข้อกำหนดทางภาษี เพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้ งาน MicroFluent Open House จึงมีการจัดช่วงเสวนาพิเศษเรื่องการเงินและภาษีโดย ธัญพิชชา สุขสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของวีโร่ โดยครอบคลุมเนื้อหาทั้งการจัดการภาษีสำหรับอาชีพฟรีแลนซ์ และการเตรียมเอกสารทางการเงินที่จำเป็น

“ที่วีโร่ เราเชื่อว่าการสร้างอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคุณภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการมอบความรู้ด้านการเงินที่เป็นรากฐานสำคัญของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ในฐานะผู้ประกอบการอิสระ การมีพื้นฐานเรื่องการจัดการเงินที่ดี ตั้งแต่การเข้าใจภาษีแต่ละประเภท บริหารจัดการภาษี รวมถึงการวางแผนทางการเงิน ถือเป็นรายละเอียดสำคัญที่จะช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถวางแผนรายได้ การออม หรือการลงทุน อย่างรอบด้าน ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์”

แพลทฟอร์ม MicroFluent เปิดรับอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์จากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทุกสาขาและทุกระดับ โดยเมื่อลงทะเบียนแล้ว โปรไฟล์ของครีเอเตอร์จะถูกเพิ่มในฐานข้อมูลครีเอเตอร์ระดับภูมิภาคของวีโร่ และได้รับโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานแคมเปญที่มีค่าตอบแทน งานคอลแลบผลิตภัณฑ์ หรือการเข้าร่วมอีเวนต์พิเศษต่าง ๆ ที่จัดขึ้นด้วย

เสียงเล็กๆ สู่พลังเปลี่ยนโลก มูลนิธิศุภนิมิตฯ หนุนเยาวชนลุกขึ้นสู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

เสียงเล็กๆ สู่พลังเปลี่ยนโลก มูลนิธิศุภนิมิตฯ หนุนเยาวชนลุกขึ้นสู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

เสียงเล็กๆ สู่พลังเปลี่ยนโลก มูลนิธิศุภนิมิตฯ หนุนเยาวชนลุกขึ้นสู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราต่างก็สัมผัสได้ถึงผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโลกรวนที่ทวีความรุนแรง    ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น หรือคุณภาพอากาศที่แย่ลง โดยเฉพาะในประเทศไทย แม้เราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เรากลับได้รับผลกระทบที่รุนแรงไม่แพ้กัน น้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่น PM2.5 ล้วนกระทบต่อสุขภาพและชีวิตประจำวันโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

รัตนธิดา ประวัง

“เราไม่สามารถพูดถึงอนาคตของโลกได้ หากเราไม่ฟังเสียงเยาวชน เพราะพวกเขาไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ แต่คือ ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญที่สุด”  นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ รัตนธิดา ประวัง ผู้จัดการโปรแกรมงานวิชาการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เชื่อมาตลอด เธอกล่าวต่อว่า “เด็กและเยาวชนไม่ควรถูกมองเพียงแค่ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบอีกต่อไป พวกเขาควรมีพื้นที่ในการเรียนรู้ แสดงออก และมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ควรเริ่มตั้งแต่ในห้องเรียน ในชุมชน หรือแม้แต่ปลูกความคิดในตัวเด็กเอง โดยมีผู้ใหญ่คอยรับฟังและส่งเสริม

สำหรับการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการพัฒนาเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อม เราได้ร่วมกับทีมวิชาการของมูลนิธิฯ ในการออกแบบรูปแบบ โครงการพัฒนาชีวิตเยาวชน Youth Development (Youth+) ซึ่งไม่ได้เป็นแค่แนวทางพัฒนาเยาวชน แต่คือการสร้างกระบวนการให้เยาวชนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ วางแผนและลงมือทำ สะท้อนในสิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนต้องเผชิญและเข้าใจปัญหาได้ดีที่สุด   ในปัจจุบัน เรามีกลุ่มผู้นำเยาวชนมากกว่า 40 กลุ่มทั่วประเทศ โดยเด็กๆ เหล่านี้ได้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการของตัวเอง โดยมีพี่เลี้ยงในชุมชนและภาคีเครือข่ายคอยอยู่เคียงข้างและเป็นแรงสนับสนุนให้พวกเขาก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดที่ยึดถือในการทำงาน

นั่นคือ ‘ความเห็นทั่วไปข้อที่ 26’ ของคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่ระบุว่า เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน เราจึงมุ่งมั่นและพยายามสร้างโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำจริง และเติบโตจากประสบการณ์นั้นด้วยตนเอง” รัตนธิดา กล่าว

กลุ่มแกนนำเด็กและเยาวชนนำเสนอผลงานด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยความทุ่มเทดังกล่าว จึงนำไปสู่ความสำเร็จอันเป็นที่ยอมรับจากสังคม คือผลงานเยาวชนของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่ส่งเข้าประกวดระดับประเทศกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมหรือกรมลดโลกร้อน ซึ่งได้รับรางวัลรางวัลเชิดชูเกียรติเครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2567 และมีถึง 3 โรงเรียนในพื้นที่ดำเนินงาน ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ได้แก่ 1. รางวัลประเภทเหรียญทอง : โครงการเครือหวายปลอดขยะ (ขวดพลาสติก) 2. รางวัลประเภทเหรียญเงิน : โครงการหนองสลุด Zeo Waste   3. รางวัลประเภทเหรีญเงิน : โครงการ Keep Bottle Exchange Money โครงการเก็บขวดเปลี่ยนเป็นเงิน  นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนเยาวชนของศุภนิมิตในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก

เด็กและเยาวชนกับบทบาทความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับปี 2568 นี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง คุณรัตนธิดา ประวัง ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า “เพื่อเป็นการเติมไฟและจุดประกายไอเดียสุดสร้างสรรค์ ต่อยอดโครงการเพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ ไม่นานมานี้ เราได้จัดกิจกรรมสรุปผลงาน “โครงการเยาวชนสร้างสรรค์ สร้างสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน” หรือ   Youth-Led Environment and Sustainability Program (Trash2Cash) ปีที่ 2 ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้คิดและสร้างสรรค์ผลงานจากขยะหรือวัสดุใช้แล้ว เพื่อนำกลับมาสร้างมูลค่าได้จริง และยังช่วยสร้างรายได้ระหว่างเรียน ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนจุดยืนของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสิทธิเด็กในมิติต่าง ๆ ความสำเร็จที่เราได้กลับมานี้ ไม่ได้มีเพียงแค่รางวัล แต่มันคือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการเติบโต ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เด็กและเยาวชนทุกคนล้วนมีศักยภาพเพียงพอ ถ้าหากได้รับโอกาสและการสนับสนุนจากผู้ใหญ่

เยาวชนศุภนิมิตฯ รับรางวัลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2567

“จากประสบการณ์ที่เราได้ทำงานร่วมกับเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่า การออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้ โครงการพัฒนาชีวิตเยาวชน Youth Development (Youth+) คือการวาง แกนกลาง ที่เป็นเหมือนแนวทางในการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้มีเวที หรือมีพื้นที่สำหรับพัฒนาตัวเอง  เพื่อให้พวกเขามีพลังในการขับเคลื่อนสังคมจากชุมชนของตนเองได้อย่างแท้จริง เพราะนอกเหนือจากภาวะผู้นำ เราอยากเห็นเด็กมีทักษะวิชาชีพติดตัว เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา หากไม่มีเครื่องมือหรือความสามารถรองรับ ก็อาจเผชิญกับความยากลำบากได้ง่าย แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมาได้ เขาจะไม่ลุกขึ้นมาเพียงลำพัง เขาจะดึงคนรอบตัวลุกขึ้นมาด้วย และนั่นแหละ คือพลังของการพัฒนาเยาวชนที่แท้จริง” รัตนธิดา กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามและอัพเดตความเคลื่อนไหวการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ที่ https://give.worldvision.or.th/lfWMZ7 FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand    IG:https://www.instagram.com/worldvision_thailand Youtube : https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft และ X : https://twitter.com/WorldVisionTH

คุณแหน : 17 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 17 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 17 กรกฎาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 มูลนิธิโรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ จัดทำรายการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันเกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ตลอดจนพระราชกรณียกิจที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อศาสนา และการแพทย์สาธารณสุข  จะออกอากาศ  28 ก.ค.  เวลา 23.00-01.00 น. ณ.สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง NBT กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติฯ (WBTV)..

ll อนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าวการจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” 23 ก.ค.13.00 น. ณ โถงชั้น 1 อาคารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ..

ll มิลค์แล็บ นมจากพืชอันดับ 1 ของออสเตรเลีย จัดงาน MILKLAB  Activation ” Brew Your  Vibes”  ณ Atrium 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ 19 – 20 ก.ค. มีไฮไลต์เป็นการสาธิตและเสิร์ฟพิเศษ Omacafe โดย Mikael Jasin แชมป์บาริสต้าจาก 2024 World Barista Championship และ MILKLAB Brand Ambassador@missmookxx เทรนเนอร์บาริสต้าชื่อดังจากออสเตรเลีย ร่วมกิจกรรมได้ https://bit.ly/MILKLAB-OMAKASE..

ll ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ BOTLC ชวนตามรอยหนังสือน่าสนใจกับกิจกรรม Book Walk ภายในงาน BOTLC Book Fair 2025 เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย กับหนังสือ “ธนบัตรรัชกาลที่ 9” รอบวันที่ 16,17,18,20 ก.ค.10.30 น. และชมวังบางขุนพรหมกับหนังสือ “เปิดวังบางขุนพรหม” 19 ก.ค.10.30 น. จำกัดรอบละ 30 ท่าน ลุ้นรับหนังสือฯ อันทรงคุณค่ายิ่ง..

ll ครบรอบ 92 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง เชิญชวนชมการแสดงลิเกเฉลิมพระเกียรติฯ เรื่อง “ลิขิตรัก” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยอ.พงษ์ศักดิ์ สวนศรี ผู้กำกับการแสดงพร้อมศิลปินลิเกดาวรุ่ง และศิลปินมากฝีมือ ร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอดด้านศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน “ลิเก” ว่าด้วยเรื่อง ความรัก ความเสียสละและความสามัคคี 27 ก.ค. 13.00 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง บัตรราคา 1,200 บาท โทร. 0-2225-8757-8 และ http://www.thaiticketmajor.com..

ll ขอแสดงความยินดีกับ วรางค์ ไชยวรรณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยประกันชีวิต รับโล่เกียรติยศศิษย์เก่าดีเด่นจาก ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งประสบความสำเร็จในวิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรมและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม..

น้อง

‘เฮยยิน’ จัดดินเนอร์มื้อพิเศษ 5 คอร์ส 10 เมนูอาหารฝรั่งเศสและจีนกวางตุ้งกับสองเชฟดัง

‘เฮยยิน’ จัดดินเนอร์มื้อพิเศษ 5 คอร์ส 10 เมนูอาหารฝรั่งเศสและจีนกวางตุ้งกับสองเชฟดัง

‘เฮยยิน’ จัดดินเนอร์มื้อพิเศษ 5 คอร์ส 10 เมนูอาหารฝรั่งเศสและจีนกวางตุ้งกับสองเชฟดัง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร้านอาหารจีน เฮยยิน (HEI YIN Chinese Restaurant) ชวนคุณสัมผัสค่ำคืนแห่งศิลปะอาหารระดับโลกกับ  “French & Chinese Cuisine Collaboration Wine Dinner” ลิ้มลอง 5 คอร์สอาหาร 10 เมนู จับคู่กับไวน์ชั้นเลิศ ในวันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม นี้เท่านั้น

ดินเนอร์สุดพิเศษ  “French & Chinese Cuisine Collaboration Wine Dinner”   รังสรรค์ขึ้นจากความร่วมมือของสองเชฟฝีมือเยี่ยมจากสองวัฒนธรรมอาหารที่โดดเด่น นำโดย เชฟแจ็คกี้ ชาน เชฟชั้นนำชาวฮ่องกง และเชฟเฟรเดริก ตูอัล เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารฝรั่งเศส ลิ้มลองเมนูฝรั่งเศสและอาหารสไตล์กวางตุ้งชั้นเลิศ มาลิ้มลอง 5 คอร์สอาหารที่ผสมผสานวัฒนธรรมการกินทั้งอาหารฝรั่งเศสและอาหารกวางตุ้งได้อย่างลงตัว พร้อมเครื่องดื่มสุดพิเศษในราคาที่สมเหตุสมผล สัมผัสบรรยากาศดีๆและการบริการที่เป็นเลิศ ราคาเมนูเซต 5 คอร์สอาหาร เสิร์ฟถึง 10 เมนู ในราคาเพียง   3,288++ บาท เครื่องดื่มสุดพิเศษ (เลือกเพิ่มเติมได้): ราคา 1,288++ บาท โดย ค่ำคืนสุดพิเศษนี้จะจัดขึ้นเพียง 2 วันเท่านั้น — วันที่ 31 กรกฎาคม และ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ณ ร้านอาหารจีน “เฮยยิน” ณ บริเวณชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ

เชฟเฟรเดริก ตูอัล เชฟชาวฝรั่งเศสจากแคว้นบริตตานี ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารฝรั่งเศสกว่า 15 ปี พร้อมผลงานในร้านอาหารระดับมิชลิน 3 ดาว อาทิ Sketch London และ Robuchon au Dôme เชฟเฟรเดริกจะพาคุณลิ้มรสศิลปะอาหารฝรั่งเศส ทั้งแบบคลาสสิกและร่วมสมัย ในสไตล์ที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความหรูหรา ต่อด้วยการผนึกกำลังสร้างสวรรค์เมนูกวางตุ้งชั้นเลิศจาก เชฟแจ็คกี้ ชาน เชฟใหญ่แห่ง ร้านอาหารจีน “เฮยยิน” ผู้มากด้วยประสบการณ์กว่า 40ปี  ที่มีชื่อเสียงด้านการรังสรรค์อาหารจีนแบบต้นตำรับด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม และการนำเสนอเมนูที่ประณีตงดงาม รังสรรค์ความอร่อยอันงดงาม ผลงานของเชฟแจ็คกี้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมคว้ารางวัลมากมาย อาทิ Tatler Best Restaurants, เชลล์ชวนชิม และอื่นๆ อีกมากมาย

เมนู 5 คอร์สสุดพิเศษ เสิร์ฟความเป็นเลิศถึง 10 เมนู เริ่มต้นด้วย: Amuse-Bouche เสี่ยวหลงเปาในซุปหัวหอม เสิร์ฟพร้อมฟัวกราส์ : เสี่ยวหลงเปาแป้งบางในซุปหัวหอม และฟัวกราส์เพิ่มความหรูหรา, หมูกรอบท็อปคาเวียร์ : หมูกรอบต้นตำรับกวางตุ้งท๊อปด้วยคาเวียร์สุดพรีเมียม แนะนำจับคู่กับ Waris et Filles Grand Cru Champagne Brut ต่อด้วย Appetizer กุ้งทอดไยไหมจีน : กุ้งทอดแสนอร่อย มีเอกลักษณ์รสชาติที่ดี พร้อมความสวยงาม, ทาร์ทาร์เนื้อกับหอยนางรม  : ทาร์ทาร์เนื้อคุณภาพพร้อมหอยนางรมสดใหม่  แนะนำเสิร์ฟพร้อมไวน์ขาว William Fèvre Saint Bris, France

ตามด้วย Soup ราวิโอลีล็อบสเตอร์ในซุปบิสก์เข้มข้น : ราวิโอลีแป้งสดสไตล์ฝรั่งเศสพร้อมซุปบิสก์เข้มข้นได้กลิ่มทะเลชัดเจนจากกุ้งล็อปสเตอร์, ซุปกงซอมเม่สไตล์จีนเห็ดมอเรล : ซุปใสสไตล์ฝรั่งเศส ที่ผสมผสานความเป็นสไตล์กวางตุ้งได้อย่างลงตัว คัดสรรกระเพาะปลาสดและเห็ดมอเรลที่ดีต่อใจทำให้สุขภาพดี   และ Main Courses อย่าง บะหมี่เป๋าฮื้อ :  สุดอลังการสไตล์กวางตุ้ง ใช้เป๋าฮื้อนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมบะหมี่ไข่โฮมเมด เหนียวนุ่มพร้อมซอสน้ำแดงรสชาติกลมกล่อม เนื้อเป๋าฮื้อแน่นกรึบเต็มคำ, แก้มวัวตุ๋นไชนีสซอส : เมนูจานหลักสุดคลาสสิกในสไตล์ฝรั่งเศส ใช้แก้มวัวตุ๋นกับเครื่องเทศและส่วนผสมสุดพิเศษสไตล์กวางตุ้ง ใช้เวลานานตุ๋นนานจนเปื่อยนุ่ม ทานคู่กับขนมปังฝรั่งเศส แนะนำจับคู่กับไวน์แดง Château Campillot Médoc, France ปิดท้ายด้วย Desserts : ของหวานสุดละมุน พิงค์บลูมซอร์เบ – ขนมหวานพิงค์บลูม กลิ่นหอมละมุนของดอกบัวและมะลิ โมจิไส้พุทราจีน แนะนำเสิร์ฟคู่ไวน์หวาน La Chapelle de Lafaurie-Peyraguey Sauterne, France                                 

ร้านอาหาร “เฮยยิน” บริเวณชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ สำรองที่นั่งหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 080-964-5423 และ LINE: @heiyinbangkok หรือที่ :https://cho.pe/HeiYin ดูรายละเอียดอื่นๆ และติดตามอัปเดตของร้านได้ที่: เว็บไซต์: www.heiyinbangkok.com Facebook: www.facebook.com/heiyinbangkok และ Instagram: www.instagram.com/heiyinbangkok

ลดน้ำหนักให้ได้ผลดี ต้องเบิร์นให้ถูกวิธี

ลดน้ำหนักให้ได้ผลดี ต้องเบิร์นให้ถูกวิธี

ลดน้ำหนักให้ได้ผลดี ต้องเบิร์นให้ถูกวิธี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในทุกวันนี้ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคยอดนิยม “โรคอ้วน” ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำตาลที่สูงมากที่แทรกอยู่ในเมนูโปรดทั้งหลาย การรับประทานอาหารประเภททอด และอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันสูง การทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด การทานอาหารว่างและของขบเคี้ยวในระหว่างวัน แม้แต่การทานอาหารเย็นที่ค่อนข้างดึก และทานในปริมาณที่มากเกินกว่าการเผาผลาญของร่างกาย ที่สำคัญ เวลาที่หายไปกับการทำงานและการเดินทาง ทำให้เรามีเวลาที่จะออกกำลัง เผาผลาญไขมันส่วนเกินเหล่านี้น้อยลงไปอีก    

ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก (https://lifecenterthailand.wordpress.com) มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ให้ผลในด้านการเบิร์นได้เป็นอย่างดี พร้อมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย

HIIT (High Intensity Interval Training) คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลง การออกกำลังกายในแบบ HIIT สามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนส และยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่น การวิ่ง อีกด้วย

หลักการออกกำลังกายแบบ HIIT เริ่มต้นด้วยการ stretching การ warm up คือการยืดกล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมของร่างกาย จากนั้น เริ่มออกกำลังในระดับความเร็วปานกลาง เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาทีเร่งจังหวะการออกกำลังกาย ไปสู่ความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาทีทั้งหมดนี้ นับเป็นหนึ่งเซ็ต ให้ทำต่อเนื่อง สลับกันไปจนครบ 10-15 เซ็ต จากนั้น แนะนำให้ออกกำลังประเภท free weight ต่ออีก 5-10 นาที เป็นอย่างน้อย รับประกัน ว่าได้เผาผลาญพลังงานกันอย่างเต็มที่

นอกจากการออกกำลังกายแบบ HIIT ที่นำมาฝากกันแล้ว อยากจะให้ลองมาทำความเข้าใจว่าร่างกายของเราทำงานกันอย่างไร เบิร์นเสร็จแล้ว จะได้ได้ผลตามที่ตั้งใจกันไว้

การออกกำลังกายในช่วง 15 นาทีแรก ร่างกายจะดึงเอาแหล่งพลังงานหลัก หรือน้ำตาลจากตับ มาใช้ก่อน ส่วนนี้ ยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก หรือเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะเป็นพลังงานที่ร่างกายมีไว้สำหรับกิจกรรมประจำวันอยู่แล้ว

การออกกำลังกายใน 15 นาทีต่อมา เมื่อร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเพิ่มเติม ก็จะดึงเอาพลังงานในส่วนที่สอง คือแป้ง โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อนำมาใช้ โดยยังไม่ได้ดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เลย

จนหลังจาก 30 นาทีผ่านไป ร่างกายจึงจะเริ่มดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้งาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ที่เราเรียกว่า Burn นั่นเอง

สรุปสั้นๆ คือ การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป และร่างกายของเราจะยังคงใช้พลังงานต่อไปอีกหลังจากการออกกำลัง โดยใช้เพื่อสร้างกรดบางชนิด สังเกตว่าเราจะยังคงมีเหงื่อออก และมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงอยู่อีกสักระยะหนึ่ง ในช่วงหลังการออกกำลังกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ทานขนม หรือน้ำตาลทุกประเภท เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีแหล่งพลังงานหลักให้ดึงกลับมาใช้อีก และเลิกดึงเอาไขมันส่วนเกินมาเผาผลาญ

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นประจำ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการออกกำลังกายหนักๆ แต่ขาดความสม่ำเสมอ

10 ปี BCPG : ร่วมสร้างโลกสีเขียวที่ยั่งยืน

10 ปี BCPG : ร่วมสร้างโลกสีเขียวที่ยั่งยืน

10 ปี BCPG : ร่วมสร้างโลกสีเขียวที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 คือจุดเริ่มต้นของ BCPG บริษัทที่ถือกำเนิดจากวิสัยทัศน์ชัดเจนในการเป็นต้นแบบผู้เปลี่ยนแปลงโลกด้วยพลัง งานสะอาด การรับโอนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตรวม 170 เมกะวัตต์จากบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นเพียงการเริ่มต้นธุรกิจ แต่คือการวางรากฐานพันธกิจเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของสังคม

ในปี 2559 BCPG ได้ก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชนเต็มรูปแบบ ด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างมั่นคง และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจระดับโลกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา BCPG ไม่ได้เพียงสร้างโรงไฟฟ้า แต่ได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่ครอบคลุมเทคโนโลยีหลากหลาย ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ และก๊าซธรรมชาติ จากประเทศไทยสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐอเมริกา เราเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าสีเขียวระหว่างประเทศ ถ่ายทอดพลังงานสะอาดจากลาวสู่เวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม

ในด้านนวัตกรรม BCPG เป็นผู้บุกเบิกรายแรกของประเทศไทยที่นำเทคโนโลยี  Blockchain มาประยุกต์ใช้ในระบบซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี Energy Storage และ District Cooling ที่ยกระดับมาตรฐานระบบพลังงานเพื่อรองรับเมืองแห่งอนาคต

ก้าวสู่ทศวรรษใหม่: สร้างความยั่งยืนในมิติใหม่

“จากวันแรกจนถึงวันนี้ เราไม่ได้เพียงแต่นำพลังงานสะอาดไปสู่ทุกพื้นที่ แต่ยังมุ่งมั่นส่งต่อความหวัง ความมั่นคง และโอกาสใหม่ให้กับทุกชีวิต ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราเติบโตเคียงข้างพันธมิตร ชุมชน หน่วยงานทุกภาคส่วน และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังทุกความสำเร็จ คือพลังของทีมงานและผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีคนที่เชื่อมั่นและพร้อมลงมือทำ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ BCPG ให้ความสำคัญกับการลงทุนในบุคลากรควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

จากนี้ไป เรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล และต่อยอดธุรกิจใหม่ที่สร้างความยั่งยืนในหลากหลายมิติ แต่ไม่ว่าทิศทางจะเปลี่ยนไปอย่างไร ทุกย่างก้าวของเรายังคงยึดมั่นในการดูแลโลก ปลุก Green DNA ในใจผู้คน และร่วมกันส่งต่อโลกที่สมดุลให้กับคนรุ่นต่อไป” รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน)

2 นักออกแบบรุ่นใหม่ไทย คว้ารางวัลจากเวทีประกวดออกแบบระดับโลกที่ญี่ปุ่น

2 นักออกแบบรุ่นใหม่ไทย คว้ารางวัลจากเวทีประกวดออกแบบระดับโลกที่ญี่ปุ่น

2 นักออกแบบรุ่นใหม่ไทย คว้ารางวัลจากเวทีประกวดออกแบบระดับโลกที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สองนักออกแบบรุ่นใหม่ตัวแทนประเทศไทย สร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับนานาชาติ น้องฌล-นายฌล วรดี จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คว้ารางวัล Best Sustainable Design ในสาขาการออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Design) พร้อมเงินรางวัล 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากผลงาน “Food Waste Transformation Project Creating New Value for Tai Market” และ น้องนนท์-นายชยานนท์ ชินวงศ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น คว้ารางวัล Honorary Mention ในสาขาสถาปัตยกรรม (Architectural) จากผลงาน “Grow from the earth….Return to the earth” จากงานประกวดออกแบบระดับนานาชาติ AYDA International Awards 2024/2025 รอบชิงชนะเลิศ  ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

(ซ้าย) ฌล วรดี และ ชยานนท์ ชินวงศ์  คว้ารางวัลจากงาน AYDA International Awards 2024/2025

งานประกวดออกแบบระดับนานาชาติ AYDA International Awards 2024/2025 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 17 ภายใต้โครงการความรับผิดชอบต่อสังคมระดับโลก (Global CSR Program) ของนิปปอนเพนต์ (Nippon Paint) แบรนด์สีอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก จากประเทศญี่ปุ่น โดยปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 8,000 ผลงาน จากนักออกแบบรุ่นใหม่ทั้งด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายในที่เต็มเปี่ยมด้วยพรสวรรค์จากกว่า 16 ประเทศทั่วโลก ผลงานทั้งหมดล้วนถ่ายทอดมุมมองที่สร้างสรรค์และลึกซึ้งภายใต้ธีมประจำปี “CONVERGE: Glocal Design Solutions” ที่ส่งเสริมให้นักออกแบบมองปัญหาในระดับท้องถิ่นด้วยวิสัยทัศน์ระดับโลก ครอบคลุมทั้งด้านสังคม การพัฒนาเมือง และสิ่งแวดล้อม

ผลงานของ ฌล วรดี

นายฌล วรดี จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เจ้าของรางวัล Best Sustainable Design ในสาขาการออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Design) พร้อมเงินรางวัล 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการนำเศษขยะอินทรีย์จากตลาดไท จังหวัดปทุมธานี มาสร้างมูลค่าเพิ่มแปรรูปเป็นอิฐสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังร่วมมือกับเรือนจำในท้องถิ่นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตโดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะมาก่อน

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผลงานการออกแบบได้รับรางวัลและการยอมรับจากคณะกรรมการ ซึ่งรางวัลนี้สะท้อนถึงความตั้งใจในการต่อยอดระบบจัดการขยะของตลาดไทให้ก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้น ผ่านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การแปรสภาพเศษวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นอิฐที่ใช้งานได้จริงและสวยงาม ทำให้ความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ นอกจากนี้ การได้เห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจากผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์งานออกแบบที่ไม่เพียงใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถร่วมกำหนดทิศทางของพื้นที่อยู่อาศัยในอนาคตให้ดียิ่งขึ้นด้วย”  นายฌล กล่าว

ผลงานของ ชยานนท์ ชินวงศ์

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย คือ นายชยานนท์ ชินวงศ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้รับรางวัล Honorary Mention ในสาขาสถาปัตยกรรม (Architectural) จากผลงาน “Grow from the earth….Return to the earth” ศูนย์ชุมชนปลอดขยะที่แปรรูปเศษซากอ้อยเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างยั่งยืน ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองแค อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกอ้อยขนาดใหญ่ โครงการนี้มุ่งแก้ปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพจากการเผาไร่อ้อย

 “ผมดีใจและภูมิใจมากที่ได้รับรางวัล Honorary Mention ซึ่งแสดงถึงการยอมรับแนวคิดและผลงานของผมในระดับสากล ความคิดริเริ่มของโครงการนี้เกิดขึ้นจากการมองออกไปข้างนอกแล้วเห็นหมอกควันปกคลุม ผมจึงตั้งใจใช้ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมมาคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างสร้างสรรค์ รางวัลนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผมอยากพัฒนางานออกแบบซึ่งไม่เพียงช่วยปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงอนาคตยั่งยืนที่เราทุกคนอยากร่วมกันสร้าง แม้โครงการนี้อาจเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ผมเชื่อมั่นว่าพลังของงานสถาปัตยกรรมจะมีส่วนช่วยให้โลกของเรายั่งยืนมากยิ่งขึ้นได้จริง” นายชยานนท์ กล่าว

สำหรับผู้ชนะรางวัล Designers of the Year 2024/2025 ได้รับโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรพิเศษ “Design Discovery Program” ที่ Harvard’s Graduate School of Design ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ โดยได้รับทุนสนับสนุนเต็มจำนวน มูลค่าสูงสุดกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยผู้ชนะในปีนี้ ได้แก่ Mike Huang จากประเทศจีน กับผลงาน “18+1 Sewing Plan” ในสาขาสถาปัตยกรรม และ Adelia Meysa จากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยผลงาน “Mayungan Teh” ในสาขาการออกแบบตกแต่งภายใน นอกจากนี้ ยังได้มอบรางวัลให้แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ในสาขาอื่นๆ โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงผู้ได้รับรางวัลชมเชยและรางวัลที่คณะกรรมการคัดเลือก จะได้รับเงินรางวัล 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ

วัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 

ด้าน นายวัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า “เวทีประกวด AYDA Awards ให้ความสำคัญกับงานออกแบบที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมยกย่องผู้เข้ารอบทุกคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์จนเกิดเป็นผลงานที่สามารถแก้ไขปัญหาปัจจุบันและสร้างความเปลี่ยนแปลง เวทีนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีประกวดแต่เป็นพื้นที่สำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่จากหลายประเทศได้มารวมพลังกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้น พวกเรารู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่น้องฌลและน้องนนท์ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในครั้งนี้ และขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อความสำเร็จของทั้งสองคน”

ทั้งนี้ เวทีประกวด AYDA Awards 2025/2026 เปิดโอกาสให้น้องๆ นักออกแบบรุ่นใหม่ร่วมส่งผลงานเพื่อเข้าประกวดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ภายใต้ธีม “CONVERGE: Crafting Cultural Legacies” หรือ “สร้างสรรค์อนาคตผ่านการออกแบบที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรม” มุ่งเน้นการผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับแนวทางออกแบบระดับโลก เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม การพัฒนาเมืองและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.aydathailand.com