สภาสังคมสงเคราะห์ เตรียมจัดงาน ‘วันแม่แห่งชาติ 2569’ เทิดพระเกียรติ ‘แม่แห่งแผ่นดิน’ พร้อมเชิดชูแม่ดีเด่น-ลูกกตัญญู

สภาสังคมสงเคราะห์ เตรียมจัดงาน ‘วันแม่แห่งชาติ 2569’ เทิดพระเกียรติ ‘แม่แห่งแผ่นดิน’ พร้อมเชิดชูแม่ดีเด่น-ลูกกตัญญู

สภาสังคมสงเคราะห์ เตรียมจัดงาน ‘วันแม่แห่งชาติ 2569’ เทิดพระเกียรติ ‘แม่แห่งแผ่นดิน’ พร้อมเชิดชูแม่ดีเด่น-ลูกกตัญญู

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแถลงข่าวการจัดงาน “วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569” 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ร.ต.ท.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และ ดร.จารุนันท์ อึ้งภากรณ์ รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมให้รายละเอียดการจัดงาน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ

ร.ต.ท.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ กล่าวว่า สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จัดงานวันแม่แห่งชาติต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 51 เพื่อเทิดพระเกียรติสเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่แห่งชาติ” เพื่อสืบสานคุณค่าของความเป็นแม่และส่งเสริมบทบาทสถาบันครอบครัว เป็นประจำทุกปีที่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จะได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ “แม่ดีเด่นแห่งชาติ” ได้คัดเลือกแม่ผู้ประกอบคุณงามความดี มีความอุตสาหะในการเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติในประเภทต่างๆ ทั่วประเทศ  และ “ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อแม่อย่างสูง” ซึ่งทั้งสองรางวัลนี้คณะกรรมการคัดเลือกได้เฟ้นหาอย่างเข้มข้นเพื่อหาแม่และลูกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะยกย่องให้เป็นแม่ดีเด่นฯ และลูกที่มีความกตัญญูฯ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสังคมต่อไป

ร.ต.ท.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ (กลาง), ดร.ธิดารักษ์  สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ (ซ้าย) และ ดร.จารุนันท์ อึ้งภากรณ์ รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ (ขวา)

ดร.ธิดารักษ์  สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ กล่าวว่า ภายในงานและกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติปีนี้ ยังมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆ ได้แก่ การจัดทำหนังสือวันแม่แห่งชาติ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอกมะลิ ซึ่งเป็นฝีมือของผู้ด้อยโอกาส พิธีถวายพานพุ่มราชสักการะ การจัดเลี้ยงอาหารพระราชทานแก่เด็ก เยาวชน ผู้พิการ ผู้ยากไร้ และผู้โดยโอกาส การจัดคอนเสิร์ต “คิดถึงแม่” ครั้งที่ 26 โครงการน้ำพระทัยพระราชทานใน 76 จังหวัด และในวันที่ 12 สิงหาคม ภายหลังเสด็จพระราชดำเนินกลับ ช่วงเย็นจะเป็นพิธีเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัล “แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569” “ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ประจำปี 2569” อีกด้วย

บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต นำโดย รัชดา พุ่มสุวรรณ รอง.กก.ผจก. ร่วมมอบกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่แม่ดีเด่นแห่งชาติ 2569

ด้าน ดร.จารุนันท์ อึ้งภากรณ์ รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ กล่าวว่า ตลอดเวลากว่า 50 ปี ที่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้คัดเลือกและมอบรางวัล “แม่ดีเด่นแห่งชาติ” จนถึงปัจจุบัน มีแม่ดีเด่นฯ ประมาณ 15,000 คน ทั่วประเทศ เพื่อสานเจตนารมณ์ของ พล.ต.หญิง คุณหญิงอัศนีย์ เสาวภาพ อดีตประธานสภาสังคมสงเคราะห์ ที่ต้องการให้แม่ดีเด่นทั่วประเทศได้ดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการใช้พลังความสามารถของแม่ในการสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมือง จึงได้จัดตั้ง “มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน” หรือ มพม. ในการเป็นศูนย์กลางและเครือข่ายแม่ดีเด่นทั่วประเทศในการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

แม่ดีเด่นแห่งชาติ 2569 ร่วมงานแถลงข่าว สมจิตร วงศ์สวัสดิ์ แม่ผู้มีความมานะอดทนขยันหมั่นเพียร, พนิตตานันท์ พวงจันทร์แดง แม่ผู้เป็นอาสาสมัครและแม่ของลูกที่เป็นอาสาสมัคร, พรรณี วิเชียรพันธุ์ แม่ของลูกผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทยชาติ และ ศิริจันทร์ ศรุติอังกูร แม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงาน “วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569” พร้อมพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569” “ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ประจำปี 2569” พระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดงานเขียนเทิดพระคุณของแม่ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี

ลูกที่มีความกตัญญูฯ 2569 ปัทมา จิตรสวัสดิ์ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026 และ ปวีนา ซิงห์ มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2568 และรองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2025

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงออกถึงความรักความกตัญญูต่อ “แม่” ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ “ดอกมะลิวันแม่แห่งชาติ” ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ แม่บ้านนักเรียน  โดยจัดทำหลายรูปแบบ ดอกมะลิติดเสื้อทั้งแบบดอกเดี่ยว แบบช่อ พานพุ่ม พวงมาลัย ผ้าพันคอลายดอกมะลิ และพานพระพุทธรูป และองค์เทพ ที่ได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหารเรียบร้อยแล้ว โดยรายได้จากการจำหน่ายจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และสมทบกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน มอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส

ผู้สนใจสามารถซื้อได้ที่จุดจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ สำนักหารายได้ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เลขที่ 257 ตึกนวมหาราช ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร.095-958-2849 http://www.ncswt.or.th หรือ Line ID : community.fund (ตจว.) และ  rak_mom (กทม.)

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จัดกิจกรรมวิ่งการกุศลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลน

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จัดกิจกรรมวิ่งการกุศลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลน

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จัดกิจกรรมวิ่งการกุศลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้สืบสานพระปณิธานด้วยการด้วยการสร้างสรรค์ กิจกรรมเดิน – วิ่งการกุศล “ก้าวด้วยธรรม” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีจิตอาสาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมบริจาคสมทบทุน   ปีนี้ “ก้าวด้วยธรรม” จัดขึ้นเป็นครั้งที่  10 เพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์และมอบเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาล 19แห่ง นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์การรักษากรณีเร่งด่วน อันเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและคนไข้ที่ขาดแคลน  รอคอยการเยียวยารักษา โดยงานจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9กรกฎาคม  2569   ณ  อาคาร 100 ปี  วัดบวรนิเวศวิหาร     

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล ประธานกรรมการกองทุนเพื่อผู้ป่วยและโรงพยาบาล    มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร   สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร    ในพระบรมราชูปถัมภ์, ดร.สุนันทา ลีเลิศพันธ์ ประธานกรรมการจัดกิจกรรม  บริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด ร่วมด้วยคณะกรรมการผู้จัดงาน ผู้สนับสนุน ตัวแทนโรงพยาบาล  พร้อมทัพพลังบุญคนบันเทิง  เชอรี่ เข็มอัปสร, อแมนด้า ออบดัม, แพนเค้ก เขมนิจ, ทอย ปฐมพงศ์, บิว จักรพันธ์, แม้ก กรธัสส์, เอส กันตพงศ์,  หมอก้อง สรวิชญ์, อัพ ภูมิพัฒน์, แชป วรากร, บิว ณัฐพล, ก้อง ปิยะ, บูม สุภาพร, ป้าแจ๋ว ยุทธนา, จีน่า อภัสสรา, ฮัท เดอะสตาร์, ปู ปริศนา, ท็อป ดารณีนุชฯ จิตอาสาร่วมเปิดตัวเสื้อวิ่ง  “ก้าวด้วยธรรม”  ชมการขับร้องเพลงจาก ปาน ธนพร  โดยมี ได๋ ไดอาน่า รับหน้าที่พิธีกร     

กิจกรรม “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 10 เปิดรับสมัครเดิน – วิ่ง ในระยะ 5 กิโลเมตร และ 10.5กิโลเมตร นักวิ่งจะได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญในเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นอกจากวิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว   ขอเชิญชวนนักวิ่งมาถ่ายภาพกับมุมพระปรางค์ 8 องค์  ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่เป็นภาพชนะรางวัลอันดับ 1 จากเวทีประกวดภาพถ่ายระดับโลกที่ผ่านมา กิจกรรมครั้งนี้ มีการปล่อยตัวและเข้าเส้นชัย ณ ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร  และที่พิเศษสุดๆ เสื้อวิ่ง “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 10 มาพร้อมลวดลายสวยงาม ทันสมัย น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น รองรับกับสรีระนักวิ่งเป็นอย่างดี  โดยกำหนดการวิ่งจัดขึ้นในวันที่ 17 มกราคม 2570ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ณ  ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร  

ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสร้างพลังกุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะยังมีผู้ป่วยอีกมากมาย การให้จึงไม่สิ้นสุด ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ตามลิ้งที่แนบนี้  https://liff.line.me/1656404333-XmDp4d6p/register/KDT10Online หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  Line ID @Kaoduaydham , inbox เพจก้าวด้วยธรรม โทร. O98-932-0545 ,098-278 -0545

Cirque Hup Hua Hin 2026 รวมนักกายกรรมจาก 14 ประเทศ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของ Aerial arts ไทย สู่เวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

Cirque Hup Hua Hin 2026 รวมนักกายกรรมจาก 14 ประเทศ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของ Aerial arts ไทย สู่เวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

Cirque Hup Hua Hin 2026 รวมนักกายกรรมจาก 14 ประเทศ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของ Aerial arts ไทย สู่เวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน Cirque Hup Hua Hin 2026 Aerial Competition & Festival ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 ณ VIC Hua Hin จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยการรวมตัวของนักกายกรรม (Aerial Arts) จากหลายประเทศทั่วโลก ภายใต้ธีม “Ascend Beyond Imagination, Where Elevation Becomes Art” การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเป็นศูนย์กลาง Aerial Arts ในระดับภูมิภาค และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเวทีนี้พร้อมที่จะเดินหน้าสู่ระดับโลก

สำหรับงาน Cirque Hup Hua Hin 2026 สร้างสถิติใหม่ในทุกมิติ ด้วยจำนวนโชว์ที่เข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 94 โชว์ จากผู้เข้าแข่งขันกว่า 14 ประเทศ ทามกลางผู้ชมที่มาร่วมงานอย่างล้นหลาม จน VIC Hua Hin แน่นขนัดไปด้วยผู้เข้าแข่งขัน นักแสดงและผู้ชมที่สนใจตลอดทั้งสามวัน ผลการแข่งขันในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลเหรียญทองทั้งสิ้น 41 รางวัล เหรียญเงิน 39 รางวัล และเหรียญทองแดง 14 รางวัล รวมถึงรางวัลพิเศษอีก 15 รางวัล โดยมีนางสาวปัญญานุช เชยกรีวงศ์ ได้รับรางวัล Overall Grand Champions ในการแข่งขันครั้งนี้ โดยแต่ละรางวัลถูกหล่อหลอมขึ้จากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง และความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อของผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคน

ภัทราวดี มีชูธน ผู้ก่อตั้ง VIC Hua Hin และผู้สนับสนุนงาน Cirque Hup Hua Hin 2026

ราชนิกร แก้วดี Aerial Master และผู้จัดงาน Cirque Hup Thailand

ราชนิกร แก้วดี Aerial Master และผู้จัดงาน Cirque Hup Thailand กล่าวว่า “การแข่งขันในปีนี้สร้างความประทับใจให้กับผมอย่างมากทั้งในด้านขีดความสามารถของผู้เข้าแข่งขัน Storytelling และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าแข่งขันทุกราย ผู้เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ไม่ได้แค่แสดงออกถึงทักษะที่โดดเด่น แต่ยังถ่ายทอดศิลปะของ Aerial ผ่านการแสดงได้อย่างมีพลัง สะท้อนให้เห็นว่าวงการ Aerial arts ของไทยพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า รวมถึงการที่เราได้รับการตอบรับจากสตูดิโอชั้นนำทั้งในและต่างประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นแรงผลักดันที่ดีและเป็นสัญญาณที่บอกว่า Cirque Hup  Thailand พร้อมแล้วสำหรับการก้าวสู่เวทีการแข่งขันในระดับภูมิภาค”

สำหรับก้าวต่อไปของ Cirque Hup Thailand นั้นราชนิกร กล่าวว่า “หลังจากงานครั้งนี้มีหลายประเทศติดต่อเข้ามาว่าอยากให้เราไปร่วมจัดงานด้วยไม่ว่าจะเป็น Cirque Hup Japan หรือ Cirque Hup America นั่นทำให้เราเชื่อว่า Soft Power ของไทยยังไปได้ไกลกว่าที่คิด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้คือการที่กลุ่มชุมชนของ Aerial arts เข้มแข็งขึ้นมาก ครูทุกคนเจ้าของสตูดิโอทุกแห่งเชื่อมต่อถึงกันหมด ซึ่งจะช่วยยกระดับ Aerial ของไทยให้มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยที่สูงขึ้นมาก สิ่งที่ผมฝันต่อจากนี้คือ วันที่จะมีโรงละคร Aerial ถาวรในประเทศไทย เป็นบ้านของนักกายกรรมทุกคนให้เขาได้มีอาชีพ มีพื้นที่ในการแสดงออกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ภัทราวดี มีชูธน ผู้ก่อตั้ง VIC Hua Hin และผู้สนับสนุนงาน Cirque Hup Hua Hin 2026 กล่าวว่า “ราชนิกรเขาเป็นหนึ่งใน Soft Power ตัวจริงของประเทศ เป็นคนที่ตั้งใจ ทำอะไรทำจริง ในฐานะครูของเขาเราจึงต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เราดีใจที่ VIC Hua Hin ได้เป็นส่วนหนึ่งของเวทีนี้ เพราะหัวหินไม่ควรมีแค่ทะเล แต่ควรเป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรมที่คนมาแล้วได้รับแรงบันดาลใจกลับไปด้วย คนที่จะสร้าง Soft Power ได้จริงต้องเริ่มต้นสร้างจากจุดเล็กๆ และเติบโตขึ้นอย่างจริงจัง อย่างตั้งใจ และความสำเร็จต้องสร้างกันตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ 1-2 ปี”

ด้าน ปาณิสรา หาญลิ่วลมวิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Aerial One Studio ในฐานะผู้สนับสนุนงานในครั้งนี้ กล่าวว่า “หลายคนคิดว่า Aerial Arts เป็นเรื่องยากแต่ความจริงแล้วทุกคนเรียนได้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมีพื้นฐานแค่ไหน เหมือนกับที่ด็อกเตอร์ทุกคนเคยผ่านชั้นอนุบาลมาก่อนขอแค่เริ่มต้นทุกอย่างจะพัฒนาไปตามขั้นตอน สำหรับปีนี้เราส่งนักเรียน 3 คนเข้าร่วมแข่งขันในเวทีนานาชาติเป็นครั้งแรกและได้รับรางวัลครบทุกคน ความสำเร็จในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เรียนมาในสตูดิโอสามารถก้าวไปสู่เวทีระดับโลกได้จริง นั่นเป็นสิ่งที่เราภูมิใจและเป็นเหตุผลที่เราสนับสนุน Cirque Hup Thailand เพราะเราเชื่อว่า Aerial Arts ของไทยควรเป็นที่รู้จักในระดับโลกไม่ใช่แค่ในประเทศ”

Cirque Hup Hua Hin 2026 Aerial Competition & Festival ในครั้งที่ 3 นี้ได้ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย ด้วยจำนวนโชว์ที่เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้นถึง 94 รางวัล ท่ามกลางบรรยากาศที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรักในศิลปะกายกรรมทางอากาศไม่มีพรมแดน การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทาง แต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวไกลกว่าเดิม เพื่อก้าวไปสู่วันที่ Aerial arts ของไทยจะยืนหยัดอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

ครองขวัญ CEO LUMMAX และ สนามมวยเวทีลุมพินี กองทัพบก ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายสร้อยพระศอองค์พญาศรีสัตตนาคราช

ครองขวัญ CEO LUMMAX และ สนามมวยเวทีลุมพินี กองทัพบก ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายสร้อยพระศอองค์พญาศรีสัตตนาคราช

ครองขวัญ CEO LUMMAX และ สนามมวยเวทีลุมพินี กองทัพบก ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายสร้อยพระศอองค์พญาศรีสัตตนาคราช

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของ พิธีบวงสรวงใหญ่ประจำปี 2569 7 เดือน 7 ณ แลนด์มาร์กพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม หนึ่งในพิธีสำคัญที่เปี่ยมด้วยพลังศรัทธาของประชาชนจากทั่วประเทศ ตลอดจนพี่น้องประชาชนสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง “คุณครองขวัญ เลิศจารุอนันต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลุมแม็กซ์ จำกัด (LUMMAX) พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมกับ “สนามมวยเวทีลุมพินี กองทัพบก” ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายสร้อยพระศอแด่องค์พญาศรีสัตตนาคราช เพื่อสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าและศรัทธาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

การร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีมหามงคลครั้งนี้ เกิดจากจิตศรัทธาอันแรงกล้าของ คุณครองขวัญ เลิศจารุอนันต์ ที่มีต่อ องค์พญาศรีสัตตนาคราช โดยได้จัดสร้างและถวายสร้อยพระศอเป็นเครื่องสักการบูชา เพื่อแสดงความเคารพและความศรัทธาอย่างสูงสุด พร้อมร่วมอนุรักษ์ สืบสานประเพณี วัฒนธรรม และคุณค่าทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวนครพนมและประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขง

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ คุณครองขวัญ เลิศจารุอนันต์ พร้อมด้วย ผู้แทนจากสนามมวยเวทีลุมพินี กองทัพบก ได้ร่วมตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากองค์พญาศรีสัตตนาคราช เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ ขอให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนขอให้กำลังพลและเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ได้รับความคุ้มครอง มีความปลอดภัย มีกำลังกาย กำลังใจ และประสบความสำเร็จในทุกภารกิจ

พร้อมกันนี้ ยังได้อธิษฐานขอพรให้องค์พญาศรีสัตตนาคราชประทานพรแก่ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ให้ประสบแต่ความสุข ความสำเร็จ และความเจริญรุ่งเรือง มีสุขภาพแข็งแรง การงานและธุรกิจมั่นคงก้าวหน้า มีโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์ เงินทองเพิ่มพูน สมหวังในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ และเปี่ยมด้วยสิริมงคลตลอดไป

#พญาศรีสัตตนาคราช

คุณแหน : 10 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 10 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 10 กรกฎาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามว่า “สมเด็จพระญาณวชิโรดม สุตาคมปริยัติกิจดิลก สาธกธรรมปฏิภาณวิจิตร นิวิฐสีลสมาจาร ไพศาลศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี” สถิต ณ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร..
  • จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี นำเสนอผลการดำเนินงานจังหวัด TO BE NUMBER ONE ระดับประเทศ รอบพื้นที่ ประจำปี 2569..
  • ดร.ปรีสาร รักวาทิน แจ้งเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าอบรมหลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 จัดโดย สนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารรุ่นใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างวิสัยทัศน์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงในการขับเคลื่อนองค์กรรับยุค AI & Quantum พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำกว่า 40 ท่าน สอบถามโทร 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569..
  • ชาว ปธพ. 1 ร่วมยินดีกับ พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ ที่ได้รางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 สาขาบริการสุขภาพ จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์ฯ มธ. และนิตยสาร BUSINESS+ ..
  • เพื่อนๆยินดีกับ ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส ที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสาธารณกุศล สาธารณประโยชน์ และจิตอาสาเพื่อสังคม จาก ชมรมหลักสูตร ปศส. สถาบันพระปกเกล้า..
  • ชาว Digital CEO#5 ยินดีกับ ไชยวุธ จาตุรงคกุล ที่ได้แต่งตั้งเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพาณิชย์ (COO) บจ. ออร์บิท ดิจิทัล..
  • สันทวัฒน์ สินาเจริญ ซีอีโอ บจ.เอนี่เพย์ (Any Pay) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทคด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ มุ่งเน้นการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ล่าสุดจัดอบรมพนักงานทุกคนเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อเสริมความรู้และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของภาคการเงิน..
  • ดร.อรชร อิงคานุวัฒน์ วันเกิดปีนี้ร่วมบริจาคช่วยเด็กพิการยากไร้ของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ และร่วมรณรงค์บริจาคเข้าโครงการบ้านพักพิง ของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อมะเร็งเต้านม) สภากาชาดไทย..
  • ภูกิจ ดิศธรานนท์ ซีอีโอ บมจ. เรียลสมาร์ท ล่าสุดให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มของการนำ AI Transformation & Solution มาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้และลดต้นทุนในการทำงานให้กับภาคธุรกิจ พร้อมๆกับการผลักดันให้มีการนำ AI มาใช้อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อลดความเสี่ยงในการนำ AI ไปใช้ในสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง” และเป็นอันตรายต่อสังคม..
  • มรกต ยิบอินซอย แจ้ง บจ.ยิบอินซอย ฉลองครบรอบ 100 ปี ร่วมกับ Robinhood ชวน ร่วมเป็นสะพานบุญ ถวายไฟโซล่าเซลในเทศกาลเข้าพรรษา เพียง สั่งอาหารผ่าน Robinhood Delivery แล้ว กด Promo Code “BoonPunsa2” 1-31 กค.นี้ ยิบอินซอย สมทบทุน 8 บาท ทุกออเดอร์ เพื่อจัดหาไฟจานบินโซล่าเซล จัดส่งให้ 99 วัด 77 จังหวัดทั่วไทย สั่งได้ที่ https://go.rbh.app/PAgI/golfmora..

น้องใหม่

รพ.สัตว์เอราวัณ สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการ Pet Healthcare เปิดตัวแฟรนไชส์ รพ.สัตว์อัจฉริยะ ปักหมุดเมืองรองรับคลื่น Pet Humanization

รพ.สัตว์เอราวัณ สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการ Pet Healthcare เปิดตัวแฟรนไชส์ รพ.สัตว์อัจฉริยะ ปักหมุดเมืองรองรับคลื่น Pet Humanization

รพ.สัตว์เอราวัณ สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการ Pet Healthcare เปิดตัวแฟรนไชส์ รพ.สัตว์อัจฉริยะ ปักหมุดเมืองรองรับคลื่น Pet Humanization

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

กลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมากในอุตสาหกรรมสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Healthcare) ของประเทศไทย เมื่อ “โรงพยาบาลสัตว์เอราวัณ” สถานพยาบาลสัตว์ระดับแนวหน้าของประเทศ จัดงานสัมมนาธุรกิจแฟรนไชส์โรงพยาบาลสัตว์ ภายใต้ชื่องาน “ERAWAN Franchise Next-Gen Ecosystem” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมี สัตวแพทย์หญิง บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร ผู้บริหารโรงพยาบาลสัตว์เอราวัณ เป็นผู้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาระบบแฟรนไชส์โรงพยาบาลสัตว์แห่งอนาคต ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และสัตวแพทย์รุ่นใหม่ที่เข้าร่วมรับฟังแผนยุทธศาสตร์และร่วมเจรจาธุรกิจจนเต็มพื้นที่จัดงาน

ภายในงาน โรงพยาบาลสัตว์เอราวัณได้เผยพิมพ์เขียวความสำเร็จในการแก้ไขข้อจำกัด (Pain Points) ของธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์แบบดั้งเดิม ผ่าน “12 Value Propositions (12 มิติคุณค่าทางธุรกิจ)” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Pet Humanization หรือการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว พร้อมสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน ได้แก่

High-Trust Standards – มาตรฐานและความน่าเชื่อถือระดับสูง

HQ Core & Systems – ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะและการสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่

Ecosystem Revenue Model – โมเดลรายได้ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงทุกบริการอย่างไร้รอยต่อ

The Ultimate HR Solution – ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลครบวงจร

สัตวแพทย์หญิง บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร ผู้บริหารโรงพยาบาลสัตว์เอราวัณ กล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดของเอราวัณไม่ใช่เพียงการขยายสาขา แต่คือการส่งมอบระบบนิเวศสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่มีมาตรฐานการรักษาและการบริการที่เป็นเลิศ โปร่งใส และเข้าถึงทุกภูมิภาคของประเทศไทยอย่างยั่งยืน การเปิดโมเดลแฟรนไชส์ครั้งนี้ คือการเชิญชวนผู้ร่วมลงทุนให้ร่วมเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มการแพทย์แห่งอนาคต ที่เปลี่ยนธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์จากธุรกิจที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูง ให้เป็นธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการมาตรฐาน สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และเติบโตไปพร้อมกับกระแส Pet Humanization ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ”

บรรยากาศช่วงท้ายของงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าร่วมปรึกษาและแสดงความประสงค์จองสิทธิ์ทำเลในจังหวัดเมืองรองและหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของระบบบริหารและโมเดลธุรกิจของโรงพยาบาลสัตว์เอราวัณอย่างชัดเจน

ผู้ที่สนใจร่วมลงทุนในโครงการแฟรนไชส์โรงพยาบาลสัตว์เอราวัณ สามารถลงทะเบียนและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official : @erawanpartner

เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อรับข้อมูลโครงการ สิทธิประโยชน์การลงทุน และรายละเอียดทำเลที่เปิดรับแฟรนไชส์ก่อนใคร

NIA เปิด ‘Tech Forum & Hackathon 2026’ สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส

NIA เปิด 'Tech Forum & Hackathon 2026' สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส

NIA เปิด ‘Tech Forum & Hackathon 2026’ สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

NIA เดินหน้าผลักดันไทยสู่การเป็น Thailand Medical Innovation Hub เปิด Tech Forum & Hackathon 2026 สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ชวนการแพทย์ นักวิจัย วิศวกร นักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ นวัตกรลงมือผ่าน 4 ย่านนวัตกรรมการแพทย์ของประเท

9 กรกฎาคม 2569 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า NIA เดินหน้าขับเคลื่อน

”โครงการพัฒนาศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ประเทศไทย “ หรือ “Thailand Medical Innovation Hub”พร้อมเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Thailand Medical Innovation Hub – Tech Forum & Hackathon 2026 เวทีสำคัญที่จะเชื่อมองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และโจทย์จริงของภาคการแพทย์ เพื่อผลักดันนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส สู่การใช้งานจริง โดยความร่วมมือของ 4 ย่านนวัตกรรมการแพทย์ ได้แก่ ย่านนวัตกรรมการแพทย์ศิริราช ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอกและย่านนวัตกรรมการแพทย์กังสดาล

“นี่คือความท้าทายของระบบสาธารณสุขยุคใหม่ ในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น Thailand Medical Innovation Hub นับเป็นวาระสำคัญที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้นจริง คือ “การเชื่อมโยงเครือข่ายย่านนวัตกรรม” ซึ่งเป็นแหล่งรวมของสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ศูนย์วิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน การประสานความร่วมมือระหว่างย่านนวัตกรรมเหล่านี้ จะช่วยทลายข้อจำกัดในการทำงานแบบแยกส่วน เปิดโอกาสให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากร องค์ความรู้ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเร่งผลักดันนวัตกรรมจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ผอ.NIA กล่าวและว่า

กิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Tech Forum เวทีอัปเดตทิศทาง เทรนด์ และโอกาสใหม่ของนวัตกรรมการแพทย์ จากผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ ภาคการแพทย์ สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจนวัตกรรม และ Hackathon พื้นที่เข้มข้นสำหรับพัฒนาไอเดียและโซลูชันจาก pain point จริงของระบบสุขภาพ โดยผู้เข้าร่วมจะได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา พร้อมรับคำปรึกษาด้านเทคนิค การแพทย์ และธุรกิจอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ภายในงานยังมีช่วง Grand Pitching, Prototype Demo และ Exhibition เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนมุมมอง และเชื่อมต่อโอกาสใหม่กับภาคีในระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์

ดร.กริชผกา กล่าวอีกว่า Thailand Medical Innovation Hub – Tech Forum & Hackathon 2026 เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย วิศวกร นักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ นวัตกร และพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ของประเทศ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในระบบสุขภาพไทย NIA เชื่อว่าการเปิดพื้นที่ย่านนวัตกรรมการแพทย์ให้คนจากหลากหลายภาคส่วนได้มาพบกัน ทำงานร่วมกัน และเรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศได้เร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น

“โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีของการรับฟังองค์ความรู้ แต่เป็นพื้นที่ของการลงมือทำจริง ที่เชื่อมจากโจทย์จริงของภาคการแพทย์ ไปสู่แนวคิด ต้นแบบ และโอกาสในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต จึงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจจากทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีนี้” ดร.กริชผกา ระบุ

สำหรับกำหนดจัดกิจกรรมในย่านนวัตกรรมการแพทย์ต่างๆ ประกอบด้วย

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์ศิริราช วันที่ 17–19 กรกฎาคม.2569

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี วันที่ 4–5 สิงหาคม 2569

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์กังสดาล วันที่ 28 สิงหาคม 2569 (จัดกิจกรรมเฉพาะ Tech Forum)

กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีความสนใจด้านนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพและเวลเนส ทุกคน ที่ต้องการอัปเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือมองหาโอกาสในการต่อยอดไอเดียและผลงานสู่การใช้งานจริง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเลือกสมัครเข้าร่วมได้ตามความสนใจของตนเอง ทั้งในส่วนของ Tech Forum หรือ Hackathon และไม่จำเป็นต้องสมัครเข้าร่วมครบทุกย่าน

ลงทะเบียนได้ที่ https://linktr.ee/thailandmedicalhub2026?utm_source=qr_codeหรือสอบถามข้อมูลโทรศัพท์ : 02 – 017- 5555 ต่อ 416 หรือติดต่อคุณอัจฉราพรรณ ยอดรัก : 088 – 614 -1908 และคุณนิลาวรรณ มีเดช : 086 – 980 – 6551 Email: atcharaphun@nia.or.th, thailandmedicalhub2026@gmail.com

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

“ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ พัฒนาย่านเมืองเก่ายมจินดา-โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่-พระเจดีย์กลางน้ำ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็กมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 55% เชื่อมมาตรการลดโซเดียม สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs” เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง พร้อมถอดบทเรียนการจัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะของ 4 เทศบาลนำร่อง เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” และขยายผลสู่จังหวัดเป้าหมายต่อไป

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนฯ คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่ต้นแบบเมืองสุขภาวะ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภายใต้แนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน สสส. บูรณาการการทำงานของแผนด้านกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนามาตรการลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร การนอนที่มีคุณภาพ และการจัดการปัจจัยแวดล้อมในชุมชน

“การสร้างสุขภาวะไม่ใช่การทำงานเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สสส. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของ จ.ระยองจะเป็นบทเรียนสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ” นางประภาศรี กล่าว

นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ฐานข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของ จ.ระยอง จำเป็นต้องเร่งป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว สสส. จึงร่วมกับ อปท. ชุมชน RILA จ.ระยอง และ สถาบันอาศรมศิลป์ นำองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยใช้กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) สำรวจศักยภาพ ทดลองใช้พื้นที่ หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่คนใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ เมื่อคนในพื้นที่ร่วมออกแบบและร่วมดูแลก็จะเกิดความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็น Active City และ Healthy Learning City ได้จริง

นางสาวนิรมล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันได้ขยายผลจากระดับชุมชนสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของจังหวัดผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญคือ 1. พัฒนาชุมชนยมจินดา จากย่านเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การเข้าถึงอาหารของชุมชน และการเรียนรู้ผ่านทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น 2. พัฒนาโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง เป็นต้นแบบ “โรงเรียนสุขภาวะ” ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก 3. ยกระดับพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะทางธรรมชาติ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.จัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะ เชื่อมโยงการพัฒนาของ 4 เทศบาลนำร่อง และนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน

นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) กล่าวว่า RILA ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่จริงของจังหวัดเป็นฐานการเรียนรู้ ทั้งย่านเมืองเก่าถนนยมจินดา เขตเทศบาลนครระยอง โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง และพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ใน ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ของเมืองเป็นห้องเรียนร่วมกัน เมื่อคนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เมืองก็จะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง กล่าวว่า ได้นำแนวคิด Whole-of-School Approach to Physical Activity (WoSPA) ของ สสส. มาพัฒนา “โรงเรียนสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่” ต่อยอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการประยุกต์ท่าทางการแสดงหนังใหญ่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเคลื่อนไหวของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การจัดอาหารสุขภาวะ และการขับเคลื่อนมาตรการ “ลดเค็ม ลดโซเดียม” ในโรงเรียน เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก โดยการดำเนินงานครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. นโยบายและสภาพแวดล้อม (Policy & Environment) 2. การจัดการเรียนการสอน (Curriculum & Instruction) 3. กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Programs & Extracurriculars) 4. การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Community & Family)

“โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่ เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและลดเค็ม เด็กได้ทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผลจากการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันเพิ่มขึ้น 55% สะท้อนว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งด้านกิจกรรมทางกาย อาหาร และสภาพแวดล้อม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้ตั้งแต่วัยเรียน” ว่าที่ ร.ต.จรัล กล่าว

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จนนำไปสู่ค่านิยมที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” อย่างไรก็ตาม จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในประเทศออสเตรเลีย เมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการยกระดับการตรวจสอบสื่อดิจิทัลในไทย สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิตามินบี 6 อยู่มาก ซึ่งหากปราศจากความเข้าใจเรื่องปริมาณที่เหมาะสม พฤติกรรมที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพอาจกลายเป็นการทำร้ายร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย วิตามินบี 6 ก็กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง ไม่ใช่เพราะการขาดแคลน แต่เป็นเรื่องของ “ปริมาณ” ที่ได้รับ ซึ่งการอัพเดทกฎระเบียบล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ถือเป็นสัญญาณของการยกระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าปริมาณแค่ไหนที่อาจมากเกินความจำเป็น

วิตามินบี 6 คืออะไร และจำเป็นอย่างไร?

ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร  ให้ข้อมูลว่า วิตามินบี 6 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิตามินบีที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาท การเผาผลาญพลังงาน และการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แม้ว่าเราจะสามารถพบวิตามินชนิดนี้ได้ทั่วไปในอาหารประจำวัน แต่ข้อมูลจากทั่วโลกกลับระบุว่าผู้คนจำนวนมากยังคงได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ผู้คนนับล้านตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 6 ซึ่งมักแสดงอาการในรูปแบบของความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน ไปจนถึงปัญหาทางระบบประสาท เช่น อาการเหน็บชา อาการชาตามปลายมือปลายเท้า และความเจ็บปวดจากการอักเสบของเส้นประสาท

ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทราก

ประโยชน์ของการเสริมวิตามินบี 6 นอกเหนือจากมื้ออาหาร

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการวิตามินบี 6 ประมาณ 1.3 – 2.0 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งร่างกายมักจะได้รับเพียงพอจากการรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล โดยแหล่งวิตามินที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา (เช่น ทูน่าและแมคเคอเรล) ไข่ มันฝรั่ง กล้วย ถั่วลูกไก่ และรำข้าว สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถั่วเหลือง เต้าหู้ และเมล็ดงา ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญ ในขณะที่เอเชียใต้จะเน้นการได้รับจากถั่วเลนทิลและธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains) เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ได้รับอาจไม่เพียงพอสำหรับบางกลุ่มคน โดยเฉพาะในช่วงวัยหรือสถานการณ์ที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารสูงขึ้น ซึ่งกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษา ได้แก่ สตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังบางประการ รวมถึงผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

เมื่อสารอาหารจากมื้ออาหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการ การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการช่วยเติมเต็มความต้องการในแต่ละวัน หากใช้อย่างถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 จะช่วยรักษาระดับพลังงานของร่างกาย สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีโดยรวม

ความกังวลเกี่ยวกับการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

จากรายงานล่าสุดที่เน้นย้ำถึงมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ในบางประเทศ ส่งผลให้เกิดความกังวลและความเข้าใจผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับเรื่องปริมาณการใช้งาน และความปลอดภัยของวิตามินบี 6

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ วิตามินบี 6 เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และภาวะทางสุขภาพที่หลากหลายอาจมีความเกี่ยวข้องกับระดับวิตามินบี 6 ที่ไม่เพียงพอ ด้วยจำนวนผู้คนนับล้านที่ยังไม่ได้รับวิตามินบี 6 เพียงพอตามความต้องการพื้นฐาน ประกอบกับความชุกของภาวะขาดวิตามินบี 6 ในกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะติดสุรา) การสนับสนุนให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษาด้วยวิตามินบี 6 อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการใช้วิตามินอย่างปลอดภัยคือ “ความสมดุล” เพราะในตอนนี้ภูมิภาคของเรามีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนจากการบริโภคตามกระแส ไปสู่การใช้ผลิตภัณฑ์โดยมี “คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องนำทาง

คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

เพื่อผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คณะผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชาชีพจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมประชุมเพื่อประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 อย่างปลอดภัย ด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์ทางคลินิกอันยาวนาน พวกเขาได้จัดทำ ‘แนวทางปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ’ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของปริมาณยา ระยะเวลาที่เหมาะสม และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงประโยชน์ในการรักษาของวิตามินบี 6 เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดวิตามินและการได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้และผู้ป่วยที่ได้รับวิตามินบี 6

อ่านฉลากทุกครั้ง และปฏิบัติตามปริมาณที่แนะนำอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการทานวิตามินบีหลายชนิดซ้ำซ้อนในเวลาเดียวกัน ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากไม่มั่นใจเรื่องขนาดการใช้ หรือต้องการทานต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งหยุดใช้ทันทีและรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากพบอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกซ่าเหมือนเข็มจิ้ม หรือมีอาการชาตามร่างกาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกร

หากใช้อย่างเหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 สามารถมอบประโยชน์ทางคลินิกที่ชัดเจน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเสริมวิตามินอย่างมีความรับผิดชอบบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยและผู้บริโภคที่มีความจำเป็น ดังนี้ 1.ประเมินปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โรคประจำตัว และปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น 2.กำหนดระยะเวลาการใช้และติดตามผลอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูง โดยคนปกติทั่วไปไม่ควรได้รับวิตามินบี 6 เกินขีดจำกัดความปลอดภัยที่ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่การใช้เพื่อการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์สามารถเพิ่มสูงได้ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ต้องมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบ 3.สนับสนุนให้ผู้ป่วยสังเกตอาการด้วยตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูงในระยะสั้น 4.สร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส โดยให้ข้อมูลทั้งในด้านคุณประโยชน์ทางคลินิกและควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 5.ตรวจพบไว แก้ไขได้เร็ว การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติและติดตามผลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผลข้างเคียงส่วนใหญ่หายไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีการปรับปริมาณการใช้หรือหยุดวิตามินเสริม

ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุข เภสัชกร และผู้บริโภค สำหรับวิตามินบี 6 มาตรการต่างๆ เช่น การแสดงฉลากที่ชัดเจน การเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย ล้วนมีบทบาทสำคัญในการชี้นำการใช้งานอย่างปลอดภัย ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด และป้องกันอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้วิตามินบี 6 อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์และได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NT หนุนองค์ความรู้ Next-Gen SOC, Sovereign Cloud และ AI ให้กับคณะผู้บริหารระดับสูงในหลักสูตรอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ “Executive CISO” รุ่นที่ 3 ของ สกมช. เสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ขับเคลื่อนความมั่นคงดิจิทัลของประเทศ

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดย พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ต้อนรับ พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานรุ่นหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 หรือ Executive CISO#3 พร้อมด้วยคณะผู้เข้ารับการอบรม ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ อาคาร NT บางรัก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนแนวทางการประยุกต์ใช้นวัตกรรมรองรับความพร้อมด้านภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อนในยุคดิจิทัล

พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กล่าวว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้าน Cybersecurity ที่เข้มแข็ง จะช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่า NT ในฐานะองค์กรโทรคมนาคมแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล บริการโทรคมนาคม และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะที่ พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์ กล่าวว่า การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมสำคัญของหลักสูตร ที่เปิดโอกาสให้คณะผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงขององค์กรชั้นนำ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหาร Cybersecurity และต่อยอดองค์ความรู้สู่การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้าน Cybersecurity ของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

นับเป็นความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่างๆ อาทิ การยกระดับศูนย์เฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค AI-Driven การพัฒนาและให้บริการ AI บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนบทบาทของระบบโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการเสริมสร้าง Cyber Resilience และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการภาครัฐและภาคธุรกิจ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน