ประกาศความสำเร็จ ADSX 2026 คึกคัก! ผนึก AI–อีคอมเมิร์ซ เปิดประตูธุรกิจใหม่ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอมเมิร์ซเอเชีย

ประกาศความสำเร็จ ADSX 2026 คึกคัก! ผนึก AI–อีคอมเมิร์ซ เปิดประตูธุรกิจใหม่ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอมเมิร์ซเอเชีย

ประกาศความสำเร็จ ADSX 2026 คึกคัก! ผนึก AI–อีคอมเมิร์ซ เปิดประตูธุรกิจใหม่ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอมเมิร์ซเอเชีย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

งาน ASIA DigiCommerce Services Xpo 2026 (ADSX 2026) เปิดฉากอย่างเป็นทางการในฐานะเวทีแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซแห่งเอเชีย ที่รวบรวมนวัตกรรมด้าน AI, E-Commerce, Cross-Border Commerce, Smart Logistics และ Digital Payment ตลอดจนเทคโนโลยี Smart Living, Smart Devices และหุ่นยนต์อัจฉริยะจากผู้ประกอบการชั้นนำทั่วภูมิภาค อาทิ Alibaba.com, J&T Express, EcoFlow, Bambu Lab และ AiMOGA Robotics เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้ซื้อได้เข้าถึง เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดโอกาสทางการค้าในเศรษฐกิจดิจิทัลยุค AI 
บรรยากาศวันเปิดงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และผู้ซื้อจากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดดิจิทัลคอมเมิร์ซและความต้องการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหาร ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และเอไอ สภาหอการค้าไทย ประธานในพิธีเปิดร่วมกับนายอาทิตย์ พัฒนพงศ์ชัย ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 3 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พร้อมกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand Beyond Next” ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจ AI อย่างเต็มรูปแบบ โดย AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญไม่ต่างจากไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในอดีต พร้อมชี้ว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางภูมิภาคด้าน AI-Commerce และซัพพลายเชนอัจฉริยะ จากจุดแข็งด้านทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบโลจิสติกส์ และฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม “ความท้าทายสำคัญคือการผลักดันให้ภาคเอกชนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และนวัตกรรมของตนเอง เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้งานเทคโนโลยีไปสู่ผู้สร้างมูลค่าในเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต ขณะที่ Agentic AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญ ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและวิถีชีวิตในอนาคต” ชิต เหล่าวัฒนา กล่าว

อาบี ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเอ็กซ์ เอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดงาน กล่าวว่า ADSX 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “AI in Action” เพื่อตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยีอัจฉริยะที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยรวบรวมผู้เล่นสำคัญในระบบนิเวศดิจิทัลคอมเมิร์ซ ทั้งแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ ผู้ให้บริการชำระเงิน โลจิสติกส์ เทคโนโลยีการตลาด ผู้พัฒนาโซลูชันดิจิทัล และนักลงทุนจากหลายประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ขยายตลาด และต่อยอดความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ซินดี้ ลาง ประธานกรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เซินเจิ้น กล่าวว่า การบูรณาการ AI เข้ากับข้อมูล คลาวด์คอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ กำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ให้กับภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการทั่วโลก โดยการนำ AI ไปใช้งานจริงจะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างนวัตกรรม และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมมองว่า ADSX 2026 เป็นเวทีสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลงทุนระหว่างจีน ไทย และประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย

ด้าน เหยียนหลิง เจิ้ง เลขาธิการและรองศาสตราจารย์ สมาคมโลจิสติกส์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแห่งเซินเจิ้น กล่าวว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าข้ามพรมแดนกำลังผลักดันให้ภาคโลจิสติกส์เข้าสู่ยุค Intelligent Supply Chain มากขึ้น โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ภาครัฐ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบการค้าและโลจิสติกส์แห่งอนาคต

ภายในงานมีผู้ให้บริการและแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซชั้นนำเข้าร่วม อาทิ Alibaba.com, Kalodata, PingPong, LianLian Global, Ksher และ J&T Express รวมถึงผู้ให้บริการด้านการค้าข้ามพรมแดน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และโลจิสติกส์สำหรับ E-Commerce แบบครบวงจร ตลอดจนโซลูชันด้าน E-Payment และบริการชำระเงินดิจิทัล จาก FastShip เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์และการค้าระหว่างประเทศ
ขณะที่โซนนวัตกรรมภายในงานนำเสนอเทคโนโลยี AI และ Smart Living จากแบรนด์ชั้นนำระดับนานาชาติ อาทิ EcoFlow, Bambu Lab, PanoX by Labpano และ AiMOGA Robotics พร้อมไฮไลท์สำคัญอย่าง “Shenzhen Excellence Zone” ซึ่งรวบรวมสินค้า Smart Product และนวัตกรรมจากเมืองเซินเจิ้น เมืองต้นแบบด้านเทคโนโลยีของจีน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจและ Sourcing สินค้าจากผลิตโดยตรงกว่า 200 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ Smart Home Appliance, Smart Wearable, Robot, Smart Product for Pet ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่สำหรับผู้บริโภคยุคดิจิทัล

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานคือการเข้าร่วมของ SAIC Motor ที่นำเสนอโซลูชันด้านยานยนต์และระบบขนส่งอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์และช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในความ   ท้าทายสำคัญของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและซัพพลายเชนในภูมิภาคอาเซียน โดยบริษัทมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงระบบคมนาคม และบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จึงเลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขยายความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Business Matching และเวทีสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ในหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจ อาทิ AI Commerce, Live Commerce, Creator Economy, Intelligent Supply Chain, Smart Logistics, Digital Marketing และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม การค้า และบริการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

งาน ADSX 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาค สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอมเมิร์ซ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และเศรษฐกิจ AI ของเอเชียในอนาคต

สปสส. หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขให้เท่าทันต่อบริบทการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล

สปสส. หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขให้เท่าทันต่อบริบทการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล

สปสส. หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขให้เท่าทันต่อบริบทการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

เนื่องในโอกาส “วันต่อต้านยาเสพติดโลก” (26 มิถุนายน 2569) ซึ่งตรงกับช่วงเวลาการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพนักสาธารณสุขในครั้งนี้ วันที่ 25 และ 26 มิถุนายน 2569 พอดี ทางหน่วยวิชาการ สปสส. และภาคีเครือข่ายผู้จัดงาน ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยร่วมกันแสดงจุดยืนและให้ข้อมูลเพื่อตอกย้ำว่า บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าคือ “ประตูสู่ยาเสพติด” (Gateway Drug) ที่เป็นสารตั้งต้นนำพาเด็กและเยาวชนก้าวเข้าสู่วงจรการใช้สิ่งเสพติดชนิดอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่าในอนาคต โดยวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสถาบันหลักของสภาการสาธารณสุขชุมชน โครงการจัดตั้งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง และหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) จัดอบรมโครงการอบรมด้านการควบคุมยาสูบในระบบออนไลน์ หัวข้อ “Change Agents ยุคดิจิทัล: การพัฒนาศักยภาพนักสาธารณสุขด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล” โดยมีผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนสนใจลงทะเบียนขอเข้ารับการอบรมกว่า 1,500 ท่าน

อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ หรือ สปสส. กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมต่างๆในระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งภายใต้ขอบเขตของความเป็นวิชาชีพนักสาธารณสุขนั้นพื้นที่เป้าหมายการทำงานของเราจะเป็น “ชุมชน” ซึ่งปัจจุบันนี้ขอบเขตของความเป็นชุมชนไม่ใช่แค่เพียงชุมชนในความหมายเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่หมายรวมถึงชุมชนในโลกเสมือน หรือ Virtual Community ด้วย อย่างเช่น การจัดตั้งกลุ่มใน Facebook, LINE หรือ application ต่างๆ ซึ่งชุมชนโลกเสมือนดังกล่าวล้วนมีประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพต่างๆ อาทิเช่น ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสุขภาพกายจากการไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ตลอดจนปัญหาการแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีจำนวนมหาศาล ซึ่งปัจจุบันนี้ ประเด็นปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าก็มีการใช้พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นแหล่งในการจำหน่ายและส่งเสริมการขายบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย ดังนั้น นักสาธารณสุขชุมชนในฐานะหมอที่ดูแลชุมชนจึงจำเป็นต้องมีความรู้และเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในยุคนี้ เพื่อสามารถนำองค์ความรู้จากการอบรมของทางโครงการไปใช้ประโยชน์หรือบูรณาการกับงานประจำได้ ที่สำคัญประเด็น “ชุมชนในโลกเสมือน” เป็นประเด็นท้าทายอย่างยิ่งในการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนในอนาคต  อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการ สปสส. กล่าวสรุปในประเด็นนี้ว่า “เนื่องในวันยาเสพติดโลกปีนี้ เราต้องยอมรับว่าภัยของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตในชุมชนเท่านั้น แต่ในบริบทดิจิทัล บุหรี่ไฟฟ้าคือสะพานเชื่อมที่พาเยาวชนไปสู่ยาเสพติดที่ร้ายแรงกว่า การสร้างความรู้เท่าทันให้กับนักสาธารณสุขกว่า 1,500 ท่านในโครงการนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องชุมชนทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนให้ปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดอบรมนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดบุคคลดังมีรายนามต่อไปนี้ ผศ.ดร.ปริญญา จิตอร่าม ผอ.วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก ผศ.(พิเศษ) ดร.สมตระกูล ราศิริ รองเลขาธิการสภาการสาธารณสุขชุมชน ผอ.โครงการจัดตั้งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง ที่ช่วยผลักดันให้โครงการนี้ได้หน่วยคะแนนวิชาชีพอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสภาการสาธารณสุขชุมชน คณาจารย์ที่ร่วมเป็นวิทยากร อันได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ผศ.ดร.อลงกรณ์ เปกาลี รองคณบดีฝ่ายการศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.สุนารี ทะน๊ะเป็ก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผศ.ดร.สุภา วิตาภรณ์ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง และ อ.นิวัฒน์ วงศ์ใหญ่ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด อ.ดร.พิรุฬห์ ศิริทองคำ และ อ.ธัญวรรณ เกิดดอนทราย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีและที่ขาดไม่ได้ คณะอำนวยการคุณภาพจากมหาวิทยาลัยธนบุรี อ.ศรัญญา แจ้งขำและ อ.ชลิตา ชยุตรากรณ์ ในนามของหน่วยวิชาการ สปสส.ขอขอบพระคุณทุกท่านในการร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆเพื่อพัฒนาวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน

เปิดตัว “Thailand Health Excellence 2026” The Next Chapter of Global Healing ก้าวบทใหม่ของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

เปิดตัว “Thailand Health Excellence 2026” The Next Chapter of Global Healing ก้าวบทใหม่ของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

เปิดตัว “Thailand Health Excellence 2026” The Next Chapter of Global Healing ก้าวบทใหม่ของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.12 น.

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “สุขภาพ” ได้กลายเป็นหนึ่งในคุณค่าที่ผู้คนให้ความสำคัญสูงสุด และกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต ตลอดจนรูปแบบการเดินทางของผู้คนทั่วโลก จากเดิมที่การท่องเที่ยวมุ่งตอบโจทย์การพักผ่อน วันนี้ผู้คนกลับแสวงหาประสบการณ์ที่ช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ป้องกันโรค และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Thailand Health Excellence 2026 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้การสนับสนุนของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการแพทย์ สถาบันวิชาการ และผู้ประกอบการด้านสุขภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Health & Healing Destination
3 เสาหลักสู่อนาคตของการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพไทย
Thailand Health Excellence 2026 นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยผ่าน 3 จุดแข็งสำคัญ ได้แก่
● Medical Excellence
● Science-Based Wellness
● Science-Based Local Wisdom

โดยผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการท่องเที่ยว เข้าสู่ระบบนิเวศด้าน Health & Healing ที่ครอบคลุมการป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู และการเยียวยา ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury.”

เปิดตัว 10 Signature Health Journeys

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือการเปิดตัว 10 Signature Health Journeys ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายของนักเดินทางยุคใหม่ ตั้งแต่การดูแลโรคเฉพาะทาง การฟื้นฟูหลังการรักษา การส่งเสริมสุขภาวะเชิงป้องกัน ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

ทั้ง 10 เส้นทางสะท้อนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการก้าวข้ามการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพรูปแบบเดิม สู่การสร้างประสบการณ์ Health & Healing ที่เชื่อมโยงการรักษา การฟื้นฟู และการเยียวยาเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก

ครั้งแรกของประเทศไทยกับการนำเสนอ Science-Based Local Wisdom จากศิริราช

ภายในงานมีการนำเสนอ ศูนย์แพทย์แผนไทยศิริราชสัปปายสถาน ต้นแบบของการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยบนพื้นฐานของงานวิจัยและหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ (Science-Based Local Wisdom) สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการยกระดับองค์ความรู้ท้องถิ่นสู่การดูแลสุขภาพในระดับสากล

เปิดตัว “Thailand Surf Therapy – The Wave of Healing” ครั้งแรกของประเทศไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเปิดตัว “Thailand Surf Therapy – The Wave of Healing” โครงการนำร่องด้าน Science-Based Wellness ที่นำองค์ความรู้ด้าน Surf Therapy ระดับนานาชาติมาประยุกต์ใช้กับบริบทการท่องเที่ยวไทยเป็นครั้งแรก ผ่านความร่วมมือกับ Waves for Change จากประเทศแอฟริกาใต้

โครงการมุ่งส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์และสุขภาพจิต โดยผสานพลังของการโต้คลื่น ธรรมชาติ การเคลื่อนไหว และความสัมพันธ์เชิงบวก ภายใต้หลักการของ Science-Based Wellness พร้อมพัฒนาจังหวัดพังงาเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสร้างต้นแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะที่มีความหมายและสร้างคุณค่าให้กับผู้เดินทาง

เชื่อมโยงประเทศไทยสู่เครือข่าย Health & Healing ระดับโลก Thailand Health Excellence 2026 ยังสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก อาทิ
● Fresenius Medical Care เพื่อส่งเสริมโครงการ Dialysis-Friendly Long Stay Thailand รองรับผู้ป่วยฟอกไตที่ต้องการเดินทางและพำนักระยะยาวในประเทศไทย
● ArokaGo หนึ่งในแพลตฟอร์ม Medical Tourism ชั้นนำระดับโลก เพื่อเผยแพร่ผู้ประกอบการด้านการแพทย์และสุขภาพของไทยสู่ตลาดนานาชาติ พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และติดต่อผู้ให้บริการได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน
• โครงการได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุมทุกองค์ประกอบของ Health & Healing Ecosystem อาทิ Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand (JFCCT), Royal Orchid Plus, AOT Limousine, Fresenius Medical Care, Airbnb, Agoda, ArokaGo, Premier Serene, Healiday, Rise on Wave, and Siam Piwat ร่วมกับ HarmonyOS, Huawei ตลอดจนเครือข่ายโรงพยาบาล ผู้ประกอบการด้าน Wellness และองค์กรพันธมิตรอีกจำนวนมาก เพื่อร่วมกันยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โลกกำลังนิยามความหมายของการเดินทางใหม่อีกครั้ง นักท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้มองหาเพียงสถานที่ที่สวยงาม แต่กำลังมองหาประสบการณ์ที่ช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดิฉันเชื่อว่า การท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงการพาผู้คนไปค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ แต่คือการพาผู้คนกลับมาค้นพบสุขภาพ ความสมดุล และคุณค่าของการใช้ชีวิตอีกครั้ง นั่นคือเหตุผลที่เราเชื่อว่า ‘Healing is the New Luxury.’

จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงที่ความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาล แต่คือความสามารถในการผสาน Medical Excellence, Science-Based Wellness และ Science-Based Local Wisdom เข้ากับธรรมชาติ วัฒนธรรม และการบริการแบบไทย เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เชื่อมโยงการรักษา การฟื้นฟู และการเยียวยาอย่างครบวงจร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางที่มีคุณค่าที่สุด คือการเดินทางที่ทำให้ผู้คนกลับบ้านไปพร้อมกับสุขภาพที่ดีขึ้น ความหวังที่มากขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นนี่คือวิสัยทัศน์ของ Thailand Health Excellence 2026 และเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Health & Healing Destination ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนทั่วโลก”

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“ขอให้มีใจ… ใจสำคัญที่สุด ครอบครัว สังคมต้องให้กำลังใจใครก็ตามที่เคยก้าวพลาด หรือกำลังพยายามก้าวข้ามกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เราขอเป็นกำลังใจให้”

คำกล่าวสั้น ๆ ของ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในงาน ‘วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ… Recovery Run’ ณ สวนหลวง ร.9 สะท้อนสารสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการส่งต่อกำลังใจและโอกาสให้กับผู้ที่เคยก้าวพลาดจากปัญหายาเสพติด ได้มีพื้นที่ในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กระทรวงยุติธรรม มูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด และสนับสนุนการคืนคนดีสู่สังคม

สิ่งที่ทำให้งานวิ่งครั้งนี้แตกต่างจากกิจกรรมวิ่งทั่วไป คือในบรรดาผู้เข้าร่วมกว่า 1,200 คน มีทั้งนักวิ่งทั่วไป ผู้ที่ต้องการร่วมส่งกำลังใจ ตลอดจนผู้ที่เคยผ่านการบำบัดยาเสพติดและกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่

“การวิ่งแทบไม่ต้องลงทุนอะไร แต่ได้ประโยชน์มากสำหรับตัวเอง โอกาสสร้างได้ เริ่มจากสิ่งที่ง่าย ๆ ก่อน” พ.ต.ท.สุริยากล่าว พร้อมชี้ว่า การออกมาร่วมกิจกรรมในวันนี้ถือเป็นก้าวแรกของการลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ผู้ผ่านการบำบัดต้องเผชิญ แม้จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว คือการถูกตีตราจากสังคม การจัดกิจกรรม Recovery Run จึงมีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักว่า ผู้ที่เคยก้าวพลาดสมควรได้รับโอกาสในการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นเดียวกับทุกคน

เบเนดิกต์ โฮฟมัน รองผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNODC) กล่าวว่า การให้โอกาสคือก้าวแรกที่สำคัญสำหรับผู้ที่เคยก้าวพลาด และความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่าสังคมพร้อมเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอีกครั้ง

ด้าน อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในอดีตสังคมมักมีทัศนคติเชิงลบต่อผู้ผ่านการบำบัด แต่ปัจจุบันสังคมเปิดกว้างมากขึ้น และพร้อมให้โอกาสคนเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเอง

“คนเราเมื่อล้มแล้ว สามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ สังคมในวันนี้ต่างจากอดีตมาก เราพร้อมจะให้โอกาสและขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน”

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเองก็สะท้อนแนวคิดเดียวกัน ชนาพัทร์ มณีดุลย์ นักวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร มองว่าการออกกำลังกายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงคนออกห่างจากยาเสพติด และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้ที่เคยก้าวพลาด ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้มากขึ้น

ขณะที่ สุชยา โมกขเสน ผู้ร่วมวิ่งระยะ 5 กิโลเมตร กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจของกิจกรรมนี้คือการที่ทุกคนสามารถวิ่งอยู่ในลู่เดียวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ภูมิหลังของกันและกัน

“อย่างน้อยวันนี้ทำให้เรารู้ว่าในสังคมมีคนที่หลากหลาย เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ต้องไปคิดว่าเขาเคยเป็นอะไรมา ก็สามารถวิ่งในลู่เดียวกันได้”

นอกจากกิจกรรมวิ่งระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร ภายในงานยังมีกิจกรรมสันทนาการ บูทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการระดมทุนเพื่อสนับสนุนมูลนิธิรักษ์ไทยและเครือข่ายชุมชนที่ทำงานด้านการดูแลผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดทั่วประเทศ

นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในการกลับมาใช้ชีวิตในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว Recovery Run อาจเป็นเพียงกิจกรรมวิ่งหนึ่งวัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับเป็นมากกว่านั้น เพราะทุกก้าวที่ผู้คนวิ่งเคียงข้างกัน คือการยืนยันว่า “โอกาส” และ “กำลังใจ” ยังคงเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ใครสักคนลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

อุบลราชธานี  เป็นหนึ่งในจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน  แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญความท้าทาย เรื่องการบริหารทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด  เพราะเป็นจุดที่แม่น้ำชีบรรจบกับแม่น้ำมูล ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้ระหว่างทางไหลของน้ำ มักเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ  ประกอบกับการขยายตัวของชุมชน และการเปลี่ยนแปลง    การใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ไม่สอดคล้องกับการไหลบ่าของน้ำในฤดูฝน จึงทำให้บางพื้นที่ของลุ่มแม่น้ำมูลเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก  

จากบทเรียนของมหาอุทกภัยเมื่อ ปี พ.ศ. 2562  ที่จังหวัดอุบลราชานี ได้สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม และพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก กรมชลประทาน จึงได้ศึกษาและออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้ “โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี”  เพื่อให้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ได้รับการแก้ไข และเตรียมความพร้อม รับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการตรวจติดตามความก้าวหน้าการสำรวจและออกแบบ โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ว่า  ปัจจุบันโครงการฯ ยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและออกแบบรายละเอียด  โดยจะให้ความสำคัญกับข้อมูลทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้แนวทางการพัฒนาโครงการฯ  สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

“การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ต้องมองถึงความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว ทั้งการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การสนับสนุนภาคเกษตรกรรม การดูแลชุมชน และการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

โครงการบรรเทาอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ, อ.วารินชำราบ,อ.สว่างวีระวงศ์,อ.นาเยีย,อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ซึ่งเชื่อมโยงกัน         ในลุ่มน้ำมูล  องค์ประกอบของโครงการฯ ประกอบด้วย คลองผันน้ำสายหลัก จะรับน้ำจากห้วยขะยุงและระบายกลับลงสู่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เป็นการขุดคลองใหม่ระยะทาง 86.84 กม. เลียบลำน้ำธรรมชาติเดิมในบางช่วง ซึ่งได้แก่ ห้วยผับ ห้วยยอด   ห้วยตองแวด ห้วยข้าวสาร ลำโดมใหญ่ ห้วยชุมแสง และห้วยกว้าง โดยแบ่งเป็น คลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 1 ทำการขุดคลองผันน้ำใหม่จากห้วยขะยุงไปยังบริเวณห้วยผับ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 400 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 9.68 กม. และคลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 2 ทำการขุดคลองใหม่ต่อจากช่วงที่ 1 จากบริเวณห้วยผับไปสิ้นสุดที่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 1,200 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 77.16 กม. 2.คลองผันน้ำสายรอง จะทำการขุดคลองใหม่โดยรับน้ำจากแม่น้ำมูลด้านท้ายเขื่อนหัวนา เลียบห้วยผับมาจนถึงจุดบรรจบกับคลองผันน้ำสายหลัก เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า  800 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 5.20 กม. 3.ประตูระบายน้ำและอาคารบังคับน้ำในคลองผันน้ำ จำนวน 5 แห่ง 4. อาคารประกอบคลองผันน้ำตลอดแนวคลองผัน ทั้งสิ้น 92 แห่ง ได้แก่ อาคารรับน้ำเข้าคลองผันน้ำ 42 แห่ง, อาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม 22 แห่ง, สะพานรถยนต์ 20 แห่ง, สะพานน้ำ 5 แห่ง, อาคารท่อลอด       คลองผันน้ำ 2 แห่ง และสะพานรถไฟ 1 แห่ง 

กรมชลประทานว่าจ้าง “กิจการร่วมค้า PSTG JV” ให้สำรวจ ออกแบบ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568  สิ้นสุด วันที่ 9 มิถุนายน  2570  รวม 720 วัน  โดยต้องศึกษาวางแผนบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำมูลที่เป็นแม่น้ำหลักและลุ่มน้ำข้างเคียง โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ จะรวบรวมข้อมูลด้านอุทกวิทยา ภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงรับฟังความเห็นจากประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่  เพื่อประกอบการพิจารณาออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมที่สุด

จำรอง ทองหมื่น

จำรอง ทองหมื่น กลุ่มผู้ใช้น้ำในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย กล่าวว่า “ชาวบ้าน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำที่สมดุล และมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และลดผลกระทบในช่วงน้ำหลาก หากมีการวางแผนที่ดี และรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ในทุกมิติและทุกกลุ่มที่มีส่วนได้เสียกับโครงการฯ   ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำ ตอบโจทย์ประชาชนได้มากขึ้น”

จาตุรงค์ พงษ์ทอง รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานสถานีสูบน้ำ PL.8

ขณะที่ จาตุรงค์ พงษ์ทอง รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานสถานีสูบน้ำ PL.8 กล่าวว่า “การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาและออกแบบ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนในพื้นที่ เป็นผู้ที่เข้าใจสภาพปัญหาและบริบทของชุมชนดีที่สุด ซึ่งชุมชนอยากเห็นการพัฒนา ที่ช่วยให้คนอยู่กับน้ำได้อย่างสมดุล ทั้งการป้องกันความเสียหาย          จากอุทกภัย และการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรในอนาคต”

โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี มีเป้าหมายบรรเทาภัยน้ำท่วม ลดพื้นที่เสียหาย จากเดิมก่อนมีโครงการอยู่ที่ 99,661.10 ไร่  ให้เหลือ 32,396.49 ไร่ หรือลดพื้นที่เสียหายจากอุทภัย  ได้ถึง 67,264.61 ไร่

กรมชลประทานยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของการศึกษาและออกแบบ จะดำเนินการภายใต้หลักวิชาการ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่  และสามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน’ แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย บรรยายพิเศษในหัวข้อ 'เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน' แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน’ แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ให้เกียรติบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน” ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง ภายใต้โครงการ “โชว์ภูมิ” ของบริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟ เวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะทำงาน ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ซี อาเซียน อาคาร CW Tower

การบรรยายครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดปรัชญาการใช้ชีวิต การพัฒนาตนเอง และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม โดยหยิบยกบทเรียนอันทรงคุณค่าจากพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยต่อไป

พันธุ์ไทยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ฉายแสง แจ้งเกิดศิลปินไทยหน้าใหม่ บนเวที “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้”

พันธุ์ไทยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ฉายแสง แจ้งเกิดศิลปินไทยหน้าใหม่ บนเวที “พันธุ์ไทย...ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้”

พันธุ์ไทยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ฉายแสง แจ้งเกิดศิลปินไทยหน้าใหม่ บนเวที “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้”

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.07 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ตอกย้ำแบรนด์ที่เชื่อมั่นในพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จัดงานประกาศผลการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” พร้อมมอบทุนการศึกษารวม 690,000 บาท ให้กับนิสิต-นักศึกษาที่เข้ารอบชิงชนะเลิศ จากการส่งผลงานออกแบบลวดลายบนรถ Coffee Truck พันธุ์ไทย ภายใต้โจทย์การสร้าง Brand Experience สะท้อนตัวตน แบรนด์ พร้อมต่อยอดผลงานที่ได้รับรางวัลไปผลิตใช้งานจริง และออกเดินทางสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ จัดขึ้น ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 10 ศูนย์ประชุม ซี อาเซียน อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ 

ความสำเร็จของโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ไม่ได้สะท้อนเพียงพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของแบรนด์ในการร่วมสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต จากผลงานที่ส่งเข้าร่วมประกวดจำนวน 353 ผลงาน จาก 28 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สู่การคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายที่ได้พัฒนาผลงานผ่านกระบวนการเวิร์กชอปและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำเสนอผลงานในรอบตัดสิน เพื่อค้นหาดีไซน์ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การผลิตใช้งานจริงบนรถ Coffee Truck ของกาแฟพันธุ์ไทย 

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “พันธุ์ไทยมีรากฐานความเป็นไทยที่ชัดเจน ตั้งแต่การสนับสนุนเกษตรกรไทย การคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่ม ไปจนถึงการผลักดันโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าการสนับสนุนเยาวชนไม่ใช่เพียงการมอบทุนการศึกษา แต่คือการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง ได้ลงมือทำงานกับโจทย์จริง และได้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมและภาคธุรกิจได้จริง โครงการนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจของพันธุ์ไทยที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อีกหนึ่งสิ่งที่พันธุ์ไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือการสนับสนุนศิลปินไทย เราร่วมงานกับ คุณสุรชัย พุฒิกุลางกูร นักสร้างสรรค์โฆษณาและ Illustrator ระดับโลก ถ่ายทอดเรื่องราวจากต้นน้ำถึงปลายน้ำของกาแฟไทยผ่านลวดลายบนแก้วไทยริกาโน ร่วมงานกับ คุณธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ Pomme Chan ศิลปินไทยที่มีผลงานในเวทีโลกอย่างการออกแบบโปสเตอร์งาน The Oscars ครั้งที่ 87 มาสร้างสรรค์แคมเปญ ไทยริกาโน Taste of Nan ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองแห่งสายหมอก และวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านงาน Thai Craft ที่งดงาม นอกจากนี้ พันธุ์ไทยยังได้ร่วมกับ คุณวิพุธ อัศวเวทวุฒิ หรือ Viput A. นำอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยจากทั้ง 4 ภาค มาถ่ายทอดเป็นงานออกแบบบนรถ Coffee Truck สะท้อนภาพความเป็นไทยในมุมมองของคนรุ่นใหม่” 

“และในปีนี้ พันธุ์ไทยก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการประกวดออกแบบลวดลายรถ Coffee Truck โดยผลงานชนะเลิศจะถูกผลิตจริง เพื่อถ่ายทอดพลังของศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยในการออกเดินทางสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ” 

ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงโฆษณา สื่อ ธุรกิจสร้างสรรค์ และการออกแบบ ร่วมพิจารณาผลงาน ได้แก่ พิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), รติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย, ธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหาร BrandAge และ BrandAge Online และ ธัญญลักษณ์ พงษ์อัชฌา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท เกรย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยเกณฑ์การตัดสินครอบคลุมทั้งแนวคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการสะท้อนภาพลักษณ์และ DNA ของแบรนด์ ความสอดคล้องกับเทรนด์ปัจจุบัน ความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง และศักยภาพในการสร้าง Brand Experience บนรถ Coffee Truck 

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร

ผลงานรางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร

สำหรับผลการตัดสิน รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร คว้าเงินทุนการศึกษามูลค่า 200,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ผลงานของทีมโดดเด่นในหลายด้าน ทั้งการถ่ายทอด DNA ของกาแฟพันธุ์ไทยได้อย่างชัดเจนและมีเอกลักษณ์ ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับลายเส้นที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว และงานดีไซน์ที่มีความร่วมสมัย ตอบรับเทรนด์ปัจจุบันได้อย่างดี นอกจากความสวยงามในเชิงศิลป์แล้ว ผลงานยังมีความพร้อมในการนำไปใช้จริงบนรถ Coffee Truck โดยสื่อสารกับกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้อย่างเข้าถึงง่าย ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ ทีมยังมีการนำเสนอองค์ประกอบของงานดีไซน์มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลาย พร้อมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดที่ช่วยสร้างการรับรู้และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

ผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

สำหรับรางวัลอื่นๆ ประกอบด้วย 
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ 
ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม NSP49 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

ผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม NSP49 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร 
ทีม NSP49 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

• รางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล รับทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร  
ทีม Zoo Zoo Za Za – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  
ทีม DEVORIGI – มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
ทีม เหมียวๆ – มหาวิทยาลับูรพา 
ทีม Whatever. ตี้นี้อะไรก็ได้ – มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 
ทีม นางสาวปุณยนุช พึ่งภักดี – มหาวิทยาลัยศรีปทุม 
ทีม Puppy – มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด 
ทีม ผ่านเป็นพอค่ะ – มหาวิทยาลัยศรีปทุม 

นอกจากนี้ พันธุ์ไทยยังสนับสนุนทุนให้สถานศึกษาต้นสังกัดของทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 10 ทีม ทีมละ 20,000 บาท รวมมูลค่าทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนตลอดโครงการทั้งสิ้น 690,000 บาท  
น้องปันออม – ปัณฑ์ชนิต เสลาวรรณ์ และน้องแจน – ชนเนษฎ์ กิ่งแก้ว ทีมกุ้งพันธุ์อ้อย เจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานว่า “เราเริ่มต้นจากแนวคิด ‘Everyone Everywhere — ไม่ว่าชีวิตจะพาไปไหน พันธุ์ไทยไปกับคุณ ในแบบที่เป็นคุณ’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Local Vibe Thai Ride’ โดยมองว่า แม้คนไทยจะมีการเดินทางที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องการพื้นที่พักใจ ระหว่างทางเหมือนกัน เราจึงไม่ได้มองพันธุ์ไทยแค่ในฐานะร้านกาแฟ แต่มองว่าเป็นเพื่อนร่วมทางของทุกไลฟ์สไตล์ เปรียบเหมือน Coffee Truck ที่ออกเดินทางเสิร์ฟรสชาติจากวัตถุดิบไทยไปทั่วประเทศ โครงการนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการออกแบบที่ดีไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงาม แต่ต้องเข้าใจแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย และบริบทการใช้งานจริงด้วย เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากๆ ที่นิสิต-นักศึกษาจะได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับประเทศ ซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าและภูมิใจที่สุดคือ ผลงานของเราจะได้นำไปผลิตเป็นรถใช้งานจริง ต้องขอบคุณพันธุ์ไทยที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีเวทีแสดงความสามารถ และได้รับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน” 

ตลอดระยะเวลาของโครงการ กาแฟพันธุ์ไทยยังมุ่งพัฒนาศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านการเรียนรู้กระบวนการทำงานที่เสมือนโจทย์ทางธุรกิจจริง ตั้งแต่การวิเคราะห์แบรนด์ การพัฒนาแนวคิด การออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ ไปจนถึงการนำเสนอผลงานต่อผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคต 

สุขวสา กล่าวปิดท้ายว่า “พันธุ์ไทยเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่สามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ได้จริง และในขณะเดียวกัน แบรนด์ก็สามารถเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพของตัวเอง ดังนั้นโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมการประกวด แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์กับคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง ในพื้นที่จริงอย่างเป็นรูปธรรม” 

ติดตามผลงานความสำเร็จของไอเดียเด็กไทย และการเนรมิตไฟล์ดิจิตอลบนหน้าจอสู่ Coffee Truck ที่โลดแล่นบนท้องถนนได้จริง กับโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ทางเฟซบุ๊ค: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้) 

‘Versius Plus’ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นใหม่ล่าสุดจากอังกฤษ ‘เลิดสิน’ ปั้น LiROS สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

‘Versius Plus’ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นใหม่ล่าสุดจากอังกฤษ ‘เลิดสิน’ ปั้น LiROS สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

‘Versius Plus’ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นใหม่ล่าสุดจากอังกฤษ ‘เลิดสิน’ ปั้น LiROS สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.35 น.

โรงพยาบาลเลิดสิน โชว์ความล้ำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Modular รุ่นใหม่ล่าสุด “Versius Plus” จาก CMR Surgical ประเทศอังกฤษครั้งแรก ในงานมหกรรมสุขภาพ 84 ปี สะท้อนวิสัยทัศน์สู่การเป็น Precision Surgery Hospital และความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมทางการแพทย์มายกระดับคุณภาพการรักษา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีการผ่าตัดที่แม่นยำ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

CMR Surgical – Versius Plus คือ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นล่าสุดที่ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ด้วยการออกแบบแยกส่วน และแขนกลที่มีขนาดเล็กหมุนได้ 720 องศา เพิ่มความคล่องตัวในการจัดวางและใช้งานภายในห้องผ่าตัด สนับสนุนการผ่าตัดที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของทีมแพทย์ผ่าตัดในการดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน

เผยโฉมเทคโนโลยี “Versius Plus” ครั้งแรกในงานมหกรรมสุขภาพ 84 ปี 

การนำ CMR Surgical – Versius Plus มาจัดแสดงในครั้งนี้ นอกจากจะตอกย้ำแนวคิด “Advanced Robotic Surgery for All” ของโรงพยาบาลเลิดสินแล้วยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับบริการทางการแพทย์ให้ก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ สอดรับกับทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยของกรมการแพทย์ ภายใต้แนวคิด “DMS Health Tech for All ก้าวล้ำเทคโนโลยี สร้างสุขภาพดีเพื่อคนไทย” ที่มุ่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์มาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพคุณภาพสูง ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขของประเทศ 

ตลอดการจัดงาน พื้นที่จัดแสดงของโรงพยาบาลเลิดสินได้รับความสนใจจากประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้บริหารระดับสูงและแขกผู้มีเกียรติเข้าเยี่ยมชมบูธอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความตื่นตัวของทุกภาคส่วนต่อบทบาทของนวัตกรรมทางการแพทย์ในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

หากพูดถึงการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเทรนด์การใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น จนกลายเป็นสังคม Healthy เพื่อหวังมีชีวิต Longevity หรือการมีอายุยืนให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ ซึ่งต้องมีวินัยทั้งในเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการปรับ Mindset เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรง เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นอกจากการออกกำลังกายผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามความชื่นชอบของแต่ละบุคคลเพื่อสร้างสุขภาพดีแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างสุขภาพจากภายใน

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ

เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้สุขภาพดี ควรกินอาหารครบ 5 หมู่ โดยในแต่ละมื้อควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอและสมดุล โดยให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับร่างกาย และยังต้องการวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร อีกด้วย สามารถใช้การกำหนดปริมาณอาหารที่มีความเหมาะสมต่อมื้อได้ด้วยหลัก 2 : 1 : 1 ซึ่งมีการแบ่งสัดส่วนของจาน อาหารเป็นผัก 2 ส่วน หรือครึ่งหนึ่งของจาน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน  พร้อมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ เฉลี่ยประมาณ 6 – 8 แก้วต่อวัน

สุขภาพดี ถือเป็นกุญแจสำคัญของชีวิต หากกินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และหากทานมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โดยการกินอาหารให้เพียงพอและได้สารอาหารครบต่อมื้อ ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานมีแรง ลดความอ่อนล้าได้

ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ตัวช่วยมื้อคุณภาพ

แต่ด้วยการใช้ชีวิตของคนไทยที่แข่งขันกับเวลา ซึ่งต้องการความสะดวกในการทานอาหารเพื่อได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปได้อย่างรวดเร็ว กิฟฟารีน (Giffarine) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย เข้าใจในไลฟ์สไตล์คนไทยเป็นอย่างดี จึงพัฒนา “ฟิตต์ มีล บาย กิฟฟารีน” (Fitt Meal By Giffarine) ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร รสชาเขียวมัทฉะ (อาหารควบคุมหรือลดน้ำหนัก)หรือ “Meal Replacement Matcha Green Tea Flavor” ที่ตอบโจทย์เรื่องความอิ่มท้องและได้สารอาหารครบถ้วน ที่มาพร้อมรสชาเขียวมัทฉะ รสชาติยอดนิยมในปัจจุบัน ให้ความหอมมัทฉะแท้จากญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวช่วยจัดการมื้อที่เร่งรีบให้เป็นมื้อคุณภาพ และสายสุขภาพ รวมทั้งคนที่ให้ความสำคัญเรื่องสารอาหาร  ผู้ที่ใส่ใจดูแลรูปร่างหรือควบคุมน้ำหนัก

1 ซอง แทนอาหาร 1 มื้อ ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่  

โปรตีนสูง ด้วยโปรตีนจากถั่วเหลือง กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และมี BCAAs ที่ดีต่อกล้ามเนื้อ

คาร์บย่อยง่าย ใยอาหารสูง ให้พลังงานดีตลอดทั้งวัน โดยเลือกคาร์โบไฮเดรต จากผงข้าวโอ๊ตที่ผ่านการย่อย ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และน้ำตาลมะพร้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ  พร้อมทั้งมีใยอาหารสูง จากโพลีเด็กซ์โตรส และอินูลิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ที่ดีต่อระบบขับถ่าย

แหล่งอาหารไขมันดี โดยมีกรดไขมันจำเป็น จากน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันทานตะวัน ให้กรดไขมันจำเป็นที่ดีต่อสุขภาพ  และมีโอเมก้า 3 จากถั่วเหลือง

วิตามินครบ โดยมีวิตามิน 13 ชนิด ทั้ง Vitamin B1, B2, B3, B5, B6 และ B12 รวมถึง Vitamin A, C, D, E และ Vitamin K  กรดโฟลิก และไบโอติน ครบใน 1 ซอง

เติมแร่ธาตุสำคัญให้ร่างกาย ด้วยแร่ธาตุ 11 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ไอโอดีน เหล็ก ซีลีเนียม โซเดียม ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม

สำหรับ “ฟิตต์ มีล รสชาเขียวมัทฉะ” ผู้ทานอาหารเจ มังสวิรัติ สามารถทานได้โดยไม่มีส่วนผสมจากสัตว์และนมวัว มี Lactose free ผู้แพ้แลคโตสในนมวัวทานได้เช่นกัน รวมถึงไม่มีคอเลสเตอรอล ไม่แต่งสีสังเคราะห์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและได้สารอาหารครบ ผู้ที่ดูแลรูปร่าง ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ออกกำลังกาย ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผู้ที่ต้องการลดการทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ทานง่ายเพียงผสมด้วยน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น 250 มล. และเชคให้ผงละลาย เติมน้ำแข็งดื่มได้ตามชอบ รสชาติอร่อย กลมกล่อม และอิ่มท้องนาน

เพราะการทานอาหารที่ดี พร้อมการดูแลรูปร่าง ต้องไม่ควรอด เพราะนั่นอาจเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเองทางอ้อม ควรทานอาหารให้เพียงพอเพื่อสร้างพลังงานและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงไปพร้อมกัน 

‘Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ’ จากคอลเลกชันส่วนตัว สู่สาธารณชนครั้งแรก

‘Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ’ จากคอลเลกชันส่วนตัว สู่สาธารณชนครั้งแรก

‘Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ’ จากคอลเลกชันส่วนตัว สู่สาธารณชนครั้งแรก

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

โอกาสสำคัญที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด เมื่อสองนักสะสมแถวหน้า “อุเทน พัฒนานิผล” และ “พิริยะ วัชจิตพันธ์” เปิดคอลเลกชันส่วนตัวอันทรงคุณค่า นำผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมมาจัดแสดงร่วมกัน “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” เปิดพื้นที่ให้ผลงานศิลปะจากต่างพรมแดน ต่างยุคสมัย และต่างวัฒนธรรม ได้ร่วมสร้างบทสนทนา พร้อมเชื้อเชิญผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสานต่อความหมายผ่านประสบการณ์และจินตนาการอย่างไร้ขอบเขต นิทรรศการจัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่  2 สิงหาคม 2569 ณ ท่าพิพิธภัณฑ์

นักสะสมเจ้าของผลงาน อุเทน พัฒนานิผล และ พิริยะ วัชจิตพันธ์

การบรรจบของสองมุมมองการสะสม

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการเกิดขึ้นจากมิตรภาพระหว่างนักสะสมสองคนที่พบกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปชมงาน Art Basel ที่ฮ่องกง ก่อนจะค้นพบว่าต่างมีความหลงใหลในศิลปะเหมือนกัน แม้จะมีแนวทางการสะสมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

พิริยะ วัชจิตพันธ์ มุ่งสะสมผลงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ อุเทน พัฒนานิผล ให้ความสำคัญกับศิลปะร่วมสมัย ทั้งศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินต่างประเทศระดับแนวหน้าของโลก ความแตกต่างนี้กลายมาเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของนิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ”

“ปกติเราสองคนสนทนากันด้วยคำพูดอยู่แล้ว ครั้งนี้เราอยากลองเปลี่ยนมาสนทนากันด้วยงานศิลปะดูบ้าง” พิริยะ วัชจิตพันธ์ กล่าว

Visual Dialogue บทสนทนาผ่านศิลปะ

นิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” เปิดพื้นที่ให้ผลงานจากหลากหลายยุคสมัย วัฒนธรรม และบริบท ถูกนำมาจัดวางเคียงกัน เพื่อให้ผู้ชมค้นพบความเชื่อมโยงใหม่ ๆ ด้วยตนเองในงานนี้ผลงานของศิลปินไทยระดับครู อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ถวัลย์ ดัชนี, มณเฑียร บุญมา, ประเทือง เอมเจริญ, ขรัวอินโข่ง และศิลป พีระศรี จะถูกนำมาสนทนากับผลงานร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติอย่าง André Butzer, Christian Rex van Minnen, Alexander James, Jason Boyd Kinsella และ Matías Sánchez

จากคอลเลกชันส่วนตัวสู่การจัดแสดงสาธารณะ

หนึ่งในความพิเศษของนิทรรศการนี้คือผลงานจำนวนมากไม่เคยถูกจัดแสดงมาก่อน บางชิ้นหายไปจากสายตาผู้คนมานานหลายทศวรรษ และบางชิ้นถูกเก็บรักษาอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวมาโดยตลอดการนำผลงานเหล่านี้ออกสู่สาธารณะสะท้อนมุมมองของนักสะสมรุ่นใหม่ที่ต้องการแบ่งปันงานศิลปะให้สังคม มากกว่าการเก็บรักษาไว้เพื่อชื่นชมเพียงลำพัง จึงทำให้เกิดนิทรรศการนี้ขึ้นมา พิริยะ วัชจิตพันธ์ มองว่า “งานศิลปะยิ่งมีผู้คนได้ชื่นชมมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งต่อคุณค่าและความสุขออกไปมากเท่านั้น”

5 ผลงานไฮไลต์ระดับโลกจากคอลเลกชันของ “อุเทน พัฒนานิผล”

หลายชิ้นสะท้อนความโดดเด่นด้านเทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ และแนวทางการนำเสนอที่ผลักขยายขอบเขตของศิลปะในปัจจุบัน โดย 5 ผลงานไฮไลต์ คือ  รชต ศิริยกุล (ศิลปินไทย): ผลงานภาพเหมือนบุคคลของศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ โดยได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการประจำปีของสถาบันเก่าแก่อย่าง Royal Society of Portrait Painters (RP) ณ กรุงลอนดอน ซึ่งคัดเลือกผลงานเพียงจำนวนจำกัดในแต่ละปี, André Butzer (ศิลปินเยอรมัน): ผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่พิเศษที่ผสมผสานระหว่างสไตล์นาอีฟ (Naïve) และกึ่งนามธรรม ผ่านตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน ถ่ายทอดพลังการสร้างสรรค์ที่เข้มข้นและจินตนาการอันโดดเด่น

 Christian Rex van Minnen (ศิลปินอเมริกัน): งานแนวเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ที่แสดงทักษะขั้นสูงด้วยการผสมผสานเทคนิคการเพนต์พื้นผิวที่แตกต่างกันสุดขั้วในชิ้นเดียวกันได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งความโปร่งแสงนุ่มหยุ่นคล้ายเยลลี่ ตัวประหลาด และพื้นผิวหินอ่อนที่ดูสมจริงจนน่าทึ่ง, Matías Sánchez (ศิลปินสเปน): ผลงานสไตล์นาอีฟที่ดูเรียบง่ายราวกับลายเส้นของเด็ก ทว่ากลับซ่อนความซับซ้อนทางการสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความแม่นยำทางเทคนิค และความสามารถในการปลดปล่อยกรอบความคิด เพื่อถ่ายทอดพลังของภาพออกมาได้อย่างทรงพลังและมีเอกลักษณ์, Jason Boyd Kinsella (ศิลปินแคนาดา): ผลงานเชิงรูปธรรม (Figurative) ที่โดดเด่นด้วยคู่สีสดใสและการประกอบสร้างฟิกเกอร์จากจินตนาการเฉพาะตัว ผสานกับเทคนิคการลงแสงเงาที่มีมิติเฉียบคม นำเสนอความแปลกใหม่ในรูปแบบที่หาชมได้ยาก

5 ผลงานไฮไลต์ทรงคุณค่าจากคอลเลกชันของ “พิริยะ วัชจิตพันธ์”

รวบรวมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยที่มีคุณค่าทั้งในเชิงศิลป์และประวัติศาสตร์ นับเป็นการเปิดเผยคลังงานศิลปะส่วนตัวครั้งสำคัญ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต — Portrait : ภาพเหมือนสีน้ำมันของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ โดดเด่นด้วยฝีแปรงอันประณีตในแบบฉบับเฉพาะของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางใจ และนำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้เป็นครั้งแรก, Jean-Léon Gérôme — ภาพเหมือนทูตสยาม: ภาพเหมือนสีน้ำมันบนผ้าใบของคณะราชทูตสยามในยุครัชกาลที่ 4 ระหว่างเดินทางเยือนฝรั่งเศส หนึ่งในภาพเขียนจากบุคคลจริงของคนไทยยุคแรกๆ โดยฝีมือศิลปินผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 19 ซึ่งผลงานชิ้นนี้ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนมายาวนานกว่าศตวรรษ

พิชัย นิรันต์ — “ผนังและความศรัทธา”: ผลงานรางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 14 (พ.ศ. 2506) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางศิลปินของพิชัย นิรันต์ และนำไปสู่การพัฒนาภาษาเชิงพุทธศิลป์อย่างจริงจัง งานชิ้นนี้ห่างหายจากพื้นที่การจัดแสดงมานานกว่า 60 ปี ก่อนจะกลับมาเผยโฉมอีกครั้งในนิทรรศการนี้,ประเทือง เอมเจริญ — “จักรวาล” (Symphony of the Universe): ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ถือเป็นคู่แฝดของงานชิ้นสำคัญที่สุดของศิลปิน ภาพนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในคลังสะสมส่วนตัวมาโดยตลอด และแทบไม่เคยเปิดเผยสู่สายตาผู้คนภายนอก, ถวัลย์ ดัชนี — “มารผจญ”: ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดใหญ่ ผสานพุทธศิลป์เข้ากับวัฒนธรรมป๊อปจากฮอลลีวูด โดยมีเศียรพระพุทธเจ้ารายล้อมด้วยไอคอนโลกภาพยนตร์ เช่น คนเหล็ก บรูซ ลี และซูเปอร์แมน ผลงานชิ้นนี้เป็นงานที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนีให้ความสำคัญ และเก็บรักษาไว้ในคอลเลกชันส่วนตัวมาโดยตลอด

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่: 250 บาท นักเรียน / นักศึกษา: 150 บาท (กรุณาแสดงบัตรประจำตัวนักเรียน/นักศึกษา ณ จุดจำหน่ายตั๋ว) เด็ก (ความสูงไม่เกิน 90 ซม.): 150 บาท กรณีการเข้าชมเป็นหมู่คณะ ต้องติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่โทร. 082-896-1929