Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เล่น’ สำหรับเด็กไม่แค่สนุก โควิดทำหยุดกระทบพัฒนาการ #SootinClaimon.Com

Posted on August 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/598244

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เล่น’สำหรับเด็กไม่แค่สนุก  โควิดทำหยุดกระทบพัฒนาการ

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เล่น’สำหรับเด็กไม่แค่สนุก โควิดทำหยุดกระทบพัฒนาการ

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“การเล่น” สำหรับ “เด็ก” แล้วเป็นมากกว่าความสนุกสนาน เพราะเป็นกลไกพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจและสถิติปัญญา ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามรณรงค์ให้เด็กได้เล่นตามวัยทดแทนการเรียนหนังสือแบบอัดวิชาการเร่งให้อ่านออกเขียนได้คิดเลขเร็วตั้งแต่อายุน้อยๆ และผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการให้บุตรหลานใช้เวลากับหน้าจอ ไม่ว่าโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน

แต่แล้วโลกก็ต้องเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ เศรษฐกิจ แม้แต่พัฒนาการของเด็กด้วย เพราะทั้งการเรียนและการเล่นไม่สามารถทำได้ตามปกติจากมาตรการล็อกดาวน์ เด็กต้องอยู่กับบ้านและต้องเรียนออนไลน์ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่ต้องอยู่บ้านทำงานแบบเวิร์ก ฟรอม โฮม ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เล่นกลางโรค”เพื่อสะท้อนปัญหาดังกล่าว

ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายในประเทศไทย กล่าวว่า การเล่นของเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงน้อยมาก แต่สถานการณ์ของการเล่นในปัจจุบันเริ่มเป็นปัญหาที่ลุกลามมากขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยโดยพบว่าสถานการณ์การเล่นและการเรียนรู้ของเด็กทั่วโลกจำนวน 1.5 พันล้านคน ได้รับผลกระทบจากการที่โรงเรียนปิดเทอม แต่ผลกระทบที่ถูกพูดถึงส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จะเรียนหนังสือไม่ทัน แต่ไม่ได้พูดถึงการเรียนรู้ที่ล่าช้าลง ซึ่งจะช้าลงประมาณ 1.5 ปี เช่น เด็กมีอายุ 9 ปี แต่ระดับการเรียนรู้จะอยู่ประมาณ 7.5 ปี เป็นต้น

ซึ่งผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อเด็กคือ 1.วิถีชีวิตบิดเบี้ยวไปจากเดิม ผิดเพี้ยนตั้งแต่ตื่นนอนจนไปถึงเข้านอน ทำให้ขาดวินัยเชิงบวก 2.การรับประทานอาหารเช้า ซึ่งมีความสำคัญต่อสมองเป็นอย่างมาก แต่พอไม่มีกรอบระเบียบจากการเรียนออนไลน์ จึงทำให้เด็กไม่รับประทานอาหารเช้า และ 3.ปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น การนั่งเรียนออนไลน์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการปวดตาและปวดหลัง คล้ายกับอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ในผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งเด็กร้อยละ 79 เกิดอาหารเหล่านี้ขึ้น อีกทั้งปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากความเครียดและวิตกกังวล

“เมื่อพูดถึงเรื่องการเล่น ให้นึกถึงตอนที่ผู้ปกครองยังเป็นเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กที่ต้องทำ เด็กๆ มีกิจกรรมที่ทำไม่กี่เรื่อง ได้แก่ 1.เรื่องกิน เพื่อให้พลังในการเล่นและทำให้ร่างกายแข็งแรง 2.เรื่องนอน เด็กต้องนอนให้เพียงพอ หากนอนไม่พอทำให้ไม่โต สมองไม่พัฒนา และ 3.เรื่องเล่น เด็กจะเรียนรู้จากการเล่น แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การเล่นเปลี่ยนแปลงไป จากวิถีชีวิตที่บิดเบี้ยวของเด็ก สิ่งที่จะเข้ามาช่วยได้คือการเล่น จากการวิจัยของสหรัฐอเมริกา พบว่า เมื่อพาเด็กออกไปเดินเล่นประมาณ 20 นาที ทำให้สมองของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มีความพร้อมในการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ฉะนั้นผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับเล่นของเด็ก” ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ พงศ์ปณต ดีคง ผู้ก่อตั้ง เพจ leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น เปิดเผยว่า จากการทำงานในช่วงโควิด-19 พบว่า “ผู้ปกครองซึ่งอยู่กับลูกที่บ้านยังไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการเล่นที่เพียงพอ” โดยปกติโรงเรียนจะเป็นผู้ดูแลเด็กมากกว่าผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม การเล่นของเด็กที่น้อยลงไม่ได้เกิดแค่ช่วงโควิด-19 แต่เป็นมานานแล้ว เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งนี้ ในระยะยาวผู้ปกครองควรสนับสนุนการเล่นกับลูก ไม่ใช่เฉพาะช่วงโควิด-19 เท่านั้น แต่ควรทำทุกวัน อีกทั้งครูและผู้ปกครองควรพูดคุยกันบ่อยๆ เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิภาพดีขึ้น

ด้าน สืบศักดิ์ น้อยดัด โครงการครูหัวใจใหม่ สถาบันอาศรมศิลป์ เสนอแนะว่า จากการที่เด็กเรียนออนไลน์ในปัจจุบัน ผู้ปกครองควรสร้างตารางกิจวัตรประจำวันของตนเองให้กับเด็กว่าในแต่ละเวลาควรจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กมีวินัย “การเล่นต้องควบคู่กับการเรียนรู้ที่บ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมความมีวินัย โดยเป็นวินัยที่ผู้ปกครองร่วมสร้างกับเด็ก

“เรื่องของการเรียนรู้ถ้าโฟกัสแค่เรื่องเรียน อาจจะทำให้ศักยภาพบางอย่างของเด็กลดลง ซึ่งบ้านและโรงเรียนเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กยังคงเบิกบานพร้อมที่จะเรียนรู้
ผู้ปกครองควรหนุนเสริมเชิงบวก แต่เรื่องที่เด็กทำผิดต้องเตือน เรื่องที่ไม่ถูกต้องสร้างข้อตกลงให้กัน ซึ่งเป็นการเลี้ยงดูเด็กสมัยใหม่ที่ควบคู่กับสถานการณ์โควิด-19
โดยสภาวะเด็กจะไม่เกิดการกดดันจากการจากการเรียนรู้เพราะการเรียนมากๆ ถึงจะได้องค์ความรู้ แต่คุณภาพจิตใจของเด็กไม่ค่อยดี” สืบศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญญา ชูเลิศ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) ฝากเตือนว่าการฟื้นเรื่องกิจกรรมทางกายของเด็กนั้น จะต้องนึกถึงความปลอดภัยของเด็กในสถานการณ์โควิด-19 ด้วย โดยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ “Active learning online” เป็นเครื่องมือในการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ซึ่งครูสามารถประยุกต์นำกิจกรรมทางกาย หรือกิจกรรมการเล่น เข้าไปสอดแทรกในการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะก่อนเรียนที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้สมองของเด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้

ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองมีบทบาทในการให้เด็กได้พักจากการเรียนออนไลน์เช่นกัน ซึ่งการให้เด็กเล่นในขณะเรียนนั้น จากงานวิจัยพบว่าการส่งเสริมการเล่น ทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียนมากยิ่งขึ้น แต่เรื่องของระดับหนักเบาของการเล่นก็สำคัญเช่นกัน เมื่อครูนำกิจกรรมการเล่นเข้ามาใช้ในการเรียน เด็กจะรู้สึกว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่สนุกสนาน จึงทำให้อยากไปเรียน อยู่กับการเรียนมากยิ่งขึ้น และมีความสุขกับการเรียนการสอน ซึ่งจำเป็นต่อสถานการณ์ที่เด็กต้องเรียนออนไลน์ขณะนี้

ยังมีตัวแทนของคนทำงานกับ “เด็กกลุ่มเปราะบาง”รวมให้มุมมอง โดย ปุณยนุช พัธโนทัย ผู้อำนวยการประจำประเทศ มูลนิธิไร้ท์ ทู เพลย์ ประเทศไทย กล่าวว่าเด็กกลุ่มเปราะบางไม่มีพื้นที่เล่น ฉะนั้นผลกระทบจากโควิด-19 จะหนักมาก ซึ่งเมื่อผู้ปกครองหลายครอบครัวตกงาน จึงทำให้ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงการเล่นของเด็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ทำให้การช่วยเหลือของมูลนิธิฯ นอกจากให้ถุงยังชีพแล้ว ยังมี“ถุงยังเล่น” เพื่อลดความเครียดของเด็ก โดยข้างในถุงยังเล่นจะมีกิจกรรมระบายสี เป็นต้น

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัด-พระสงฆ์’ บทบาทสำคัญ ประคองสังคมไทยสู้ภัยโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on August 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/598023

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัด-พระสงฆ์’บทบาทสำคัญ  ประคองสังคมไทยสู้ภัยโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัด-พระสงฆ์’บทบาทสำคัญ ประคองสังคมไทยสู้ภัยโควิด

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “สังฆะ สาธารณสงเคราะห์ สังคมสุขภาวะในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งมีวิทยากรหลายท่าน อาทิ พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า สังคมไทยมีวิกฤตเป็นรอบๆ ทั้งจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว สึนามี ตลอดจนโรคระบาด เช่นโควิด-19 รวมถึงวิกฤตที่เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดไม่ว่าโดยใครก็ตาม

แต่เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น คณะสงฆ์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบแรกในปี 2563 ผู้ติดเชื้อยังมีไม่มาก ระบบสาธารณสุขยังรองรับได้ แต่ระลอกใหม่ในปี 2564 หลังเทศกาลสงกรานต์ จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนเตียงเต็ม ต้องขยายออกมาเป็นโรงพยาบาลสนาม เช่นรพ.บุษราคัม แต่เมื่อยังไม่เพียงพอ ก็ต้องขยายให้หน่วยงานอื่นๆช่วยจัดทำสถานที่รองรับผู้ติดเชื้อ เช่น สถาบันการศึกษา องค์กรศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงได้เห็นวัดหลายแห่งถูกปรับเป็นศูนย์พักคอย

“ในส่วนของวัดสุทธิฯ พอเราเริ่มเห็นว่าระบบสาธารณสุขมันเปราะบางลง สิ่งที่วัดจะช่วยได้เข้ามา วัดก็ต้องทำ ก่อนจะทำก็ต้องมีการปรึกษาหารือในส่วนคณะสงฆ์ว่าอยู่ภายใต้ขอบเขต สอดคล้องกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา สอดคล้องกับค่านิยมความเชื่อของสังคมไทย ก็เลยลงมือทำ เตรียมความพร้อมตั้งแต่อาคารสถานที่ที่จะรองรับ สุดท้ายวัดสุทธิฯเราก็ถอดบทเรียน3 ส่วนใหญ่ ถ้าเราจะทำระบบสาธารณสุขรองรับวิกฤต 1.โครงสร้างพื้นฐาน อาคารสถานที่ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า ที่นอน หมอน มุ้ง จนถึงสุดท้ายคือการจัดการขยะติดเชื้อ ต้องมีความพร้อม

2.ระบบการดูแลรักษา ยังมีเรื่องของหมอ-พยาบาล จากระบบสาธารณสุขที่แบ่งมา บวกกับทีมจิตอาสา บวกความรู้ของพระสงฆ์องค์เณร บวกความรู้ของทีมที่จะมาช่วยสาธารณสุข ก็ต้องได้รับการพัฒนา ฉะนั้นทีมระบบสาธารณสุขก็เริ่มเข้ามาทำงานเพื่อตอบสนองกับการจัดการระบบนี้ อันนี้ก็ได้รับความร่วมมือจาก รพ.สงฆ์ และการเรียนรู้จากสังคมไทยคือเรื่องการใช้ยาแบบไหน ใช้ยาสมุนไพร 3.ระบบที่จะมาสนับสนุนเพื่อให้อยู่ต่อได้ เรื่องข้าวปลาอาหาร การอยู่การกินอะไรต่างๆ ระบบการได้รับบริจาคจากภาคประชาชน หรือของวัด หรือของจากพระมหาเถระที่ท่านเห็นว่าคณะสงฆ์ดำเนินการได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับพระธรรมวินัย” พระสุธีรัตนบัณฑิตกล่าว

พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวต่อไปว่า วัดที่มีความพร้อม มีโครงสร้างพื้นฐาน อาคารสถานที่พร้อม ได้รับการสนับสนุนจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ให้ดำเนินการศูนย์พักคอย ส่วนวัดที่อาคารสถานที่ไม่พร้อม ก็ได้รับการสนับสนุนให้ช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบอื่นๆ เช่น จัดหาข้าวปลาอาหาร รวบรวมปัจจัยบริจาคเพื่อสมทบกับหน่วยงานอื่นที่จัดทำศูนย์พักคอย ซึ่งเมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาดูแลสังคมเพื่อแบ่งเบาภาระระบบใดระบบหนึ่ง

ด้าน พระมงคลวชิราการ เลขานุการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ระลอกล่าสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2564 มีโอกาสได้ไปดูงานโรงพยาบาลสนาม ณ วัดศรีสุดาราม ซึ่งทำงานร่วมกับ รพ.ราชพิพัฒน์ ทำให้ได้มองเห็นคำตอบว่าในวิกฤตไวรัสโควิด-19 บทบาทของพระสงฆ์ในเชิงนโยบายควรจะเป็นไปในทิศทางใด

ทั้งนี้ ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 วัดและพระสงฆ์ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพังได้ จำเป็นต้องมีเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วย เช่น สำนักงานเขต หน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลในพื้นที่ นำไปสู่ข้อกำหนดว่า วัดที่ต้องการทำศูนย์พักคอยต้องประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขประจำพื้นที่ เพราะความพร้อมเชิงกายภาพของวัดอย่างเดียวไม่เพียงพอต้องมีความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ด้วย

นอกจากสำนักงานเขตและหน่วยงานสาธารณสุขระดับพื้นที่แล้ว ยังมี กรมอนามัย เข้ามาเชื่อมระบบ ให้มองเห็นในภาพรวมว่าขณะนี้มีโรงพยาบาลสนามกี่แห่งแล้ว อีกทั้งนโยบายของมหาเถรสมาคมยังฝากโจทย์ใหญ่ไว้ในอนาคต คือเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง พระสงฆ์จะมีบทบาทอย่างไรในการเยียวยาจิตใจ ฟื้นฟูสภาพผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ตกงาน เกิดความเครียด

“ฝ่ายคณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคมได้ช่วยไปแล้ว 12 วัดแล้วก็มีวัดที่กำลังสำรวจอยู่ตอนนี้ วัดที่กำลังจะเปิดศูนย์พักคอยสำหรับดูแลพระสงฆ์โดยตรง ซึ่งเป็นงานที่จะต้องร่วมกันสำรวจร่วมกับกรมอนามัย และสำนักงานสาธารณสุขประจำจังหวัด สาธารณสุขประจำพื้นที่แต่ละเขต เท่าที่ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์จะประสานขอข้อมูลเชื่อมให้ได้” พระมงคลวชิราการระบุ

จากเรื่องเล่าของพระสงฆ์สู่มุมมองฆราวาส ผศ.ดร.วุฒินันท์ กันทะเตียน อาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หากมองในแง่จารีตประเพณี สิ่งที่ทั้งพระสงฆ์และประชาชนกำลังทำกันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า “การทำบุญ” ที่เห็นได้ชัดเจนแน่นอนคือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” เช่น พระสงฆ์ที่เคยถูกยกย่องไว้อยู่สูง มีคนเคารพกราบไหว้ แต่วันนี้กลับได้เห็นพระสงฆ์สวมชุด PPE ทำหน้าที่สัปเหร่อดำเนินการพิธีศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เสียชีวิต หรือตั้งโรงครัวทำอาหารแจกจ่ายชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากเห็นต่อไปคือ “บทบาทสถาบันสงฆ์ที่ยั่งยืนในการรับมือภาวะวิกฤต” เพราะลำพังจะอาศัยแต่เพียงแรงศรัทธาจากญาติโยมอาจไม่เพียงพอในบางช่วงเวลาเห็นได้จากบางวัดมีเตาเผาศพ 2-3 เตา ก็ยังเผาศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 กันต่อเนื่องไม่ได้พักจนเมรุแตกชำรุด “ควรมีกฎหมายให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ” ดังเช่น กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่มีงบประมาณสำหรับบริหารจัดการในภาวะวิกฤต

“สถานการณ์กับงบประมาณมันไม่สัมพันธ์กัน บางวัดก็ทำได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง คือบทบาทนี้มันเป็นบทบาทเฉพาะกิจ แต่ผมกำลังมองว่าส่วนหนึ่งถ้าเราขับเคลื่อนไปในทางนโยบายเพื่อให้เกิดงบประมาณภาครัฐผ่องถ่ายมาทางสำนักพระพุทธฯก็ได้ แต่ต้องให้เป็นกฎหมายและเป็นบทเฉพาะกาลจริงๆ ที่จะใช้เงินนี้มา” ผศ.ดร.วุฒินันท์ กล่าว

ปิดท้ายด้วย รศ.ดร.พินิจ ลาภธนานนท์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อประชาชนในฐานะพุทธศาสนิกชนประสบความยากลำบาก พระสงฆ์ก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ จึงคิดที่จะเข้ามาช่วยเหลือสังคมตามมุมมองและโอกาสที่สามารถช่วยได้ ซึ่งสำหรับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ก็มีการตั้งโรงทานในวัดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่เพราะโครงการแบบนี้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทำให้วัดที่กำลังไม่เพียงพอก็ต้องยุติการดำเนินการไป แต่ก็มีความพยายามปรับเปลี่ยน เช่น จัดทำถุงยังชีพ หรือทำตู้ปันสุข

แต่เมื่อสาเหตุแห่งทุกข์ อันหมายถึงสถานการณ์โรคระบาดยังไม่คลี่คลาย พระสงฆ์ก็ได้ปรับบทบาทจากสงเคราะห์เป็นเกื้อกูลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยสนับสนุนพื้นที่วัดสำหรับภารกิจด้านสาธารณสุข เช่น ตั้งศูนย์พักคอย โรงพยาบาลสนามจุดตรวจคัดกรอง จุดฉีดวัคซีน ไปจนถึงพระสงฆ์มีความรู้ด้านสมุนไพร ก็ทำยาสมุนไพรแจกจ่ายให้กับประชาชน เช่น ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มสีเขียว (ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย) หากวัดใดมีพื้นที่ปลูกได้ก็ปลูก หรือเชิญชวนให้ชาวบ้านปลูกแล้วทางวัดจะรับซื้อไว้ผลิตยาต่อไป

รศ.ดร.พินิจ ยังยกตัวอย่างโครงการ “พระไม่ทิ้งโยม” ที่ริเริ่ม ณ วัดสุทธิวราราม ซึ่งพระสงฆ์ต้องสวมชุด PPE ทับจีวร ทำงานร่วมกับกับจิตอาสาด้านสาธารณสุข ตั้งแต่การตระเวนไปตามชุมชนประมาณ 10 แห่ง รอบวัดเพื่อตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 และหากพบผู้ติดเชื้อ กรณีเป็นกลุ่มสีเขียวก็จะนำมาดูแลรักษาที่ศูนย์พักคอยของทางวัด ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ยังนำสิ่งของไปช่วยเหลือได้รับผลกระทบ ภารกิจครั้งนี้แม้พระสงฆ์จะทราบดีว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อ แต่ก็ยินดีเสียสละเพื่อทำงานในพื้นที่อย่างจริงจัง

“เจตนารมณ์ที่ท่านเข้ามาทำงาน ท่านก็บอกว่า พระไม่ทิ้งโยมก็เพราะว่าโยมไม่เคยทิ้งพระ ฉะนั้นการที่โยมไม่เคยทิ้งพระแล้วพระจะทิ้งโยมได้อย่างไร นี่คือมุมมองของพุทธศาสนาเพื่อสังคมที่ปรากฏชัดเจนมาก” รศ.ดร.พินิจ ยกตัวอย่าง

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อัฟกานิสถาน’ ไฟสงคราม ‘สิทธิสตรี’ หวังที่ยังเลือนราง #SootinClaimon.Com

Posted on August 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/597580

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อัฟกานิสถาน’ไฟสงคราม  ‘สิทธิสตรี’หวังที่ยังเลือนราง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อัฟกานิสถาน’ไฟสงคราม ‘สิทธิสตรี’หวังที่ยังเลือนราง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.10 น.

เป็นข่าวใหญ่ของเดือน ส.ค. 2564 ที่ทั่วโลกจับตามองกับ “การเข้ายึดอำนาจการปกครองในอัฟกานิสถานของกลุ่มตาลิบันภายหลังสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกไป” โดยเฉพาะภาพอันน่าสลดคือ “คลื่นมนุษย์อพยพหนีตาย” รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ “อนาคตของสิทธิสตรี” เนื่องจากหากย้อนไปในช่วงปี 2539-2544 หรือระยะเวลาเพียง 5 ปี ที่กลุ่มตาลิบันปกครองอัฟกานิสถานในครั้งแรก ก่อนที่สหรัฐฯ จะยกทัพเข้าไปจากเหตุการณ์ 9/11 ถือเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง เพราะผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เรียนหนังสือและทำงาน โดยผู้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามนี้จะมีโทษถึงตาย

เมื่อเร็วๆ นี้ เพจ Gender Talk จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “สงครามและสันติภาพ กับชะตากรรมและบทบาทของผู้หญิง” ซึ่งในช่วงหนึ่งได้กล่าวถึงชะตากรรมของสตรีในอัฟกานิสถาน โดย อัญชนา หีมมิหน๊ะ หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้หญิงที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) กล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการหวนคืนสู่อำนาจของกลุ่มตาลิบันอีกครั้ง

ว่า “ผู้หญิงจะยังคงมีบทบาทในทุกโครงสร้างของประเทศหรือไม่?” รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้หญิงและเด็ก เช่น การเลือกปฏิบัติทางกฎหมาย การมีอคติต่อเพศของลูก การเลือกปฏิบัติต่อบรรทัดฐานทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความปลอดภัยของผู้หญิงจากความรุนแรง” ทั้งในครอบครัว ชุมชนและองค์กร

“Women’s Peace and Security Index (ดัชนีความมั่นคงและความสงบสุขของผู้หญิง) ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในอเมริกาเป็นผู้จัดทำ เป็นข้อมูลของปี 2019-2020 (2562-2563) เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อเทียบประเทศไทยกับอัฟกานิสถาน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ อยู่ที่ตัวเลข 63.3 นี่คืออัฟกานิสถาน แล้วก็ประเทศไทยอยู่ที่ 0.09 นั่นหมายความว่ามีความรุนแรงต่อผู้หญิงค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ในเรื่องของกฎหมาย ในเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นที่น่าแปลกใจ ผู้หญิงในอัฟกานิสถานมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าผู้หญิงในประเทศไทย ทั้งๆ ที่โอกาสของผู้หญิงในอัฟกานิสถานมีน้อยกว่า แต่ก็มีปัญหาในเรื่องบรรทัดฐานของสังคม หรือความเป็นหญิง-ชายในประเทศ แล้วการจ้างงานก็จะมีปัญหาด้วยเหมือนกัน” อัญชนา ระบุ

หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ กล่าวต่อไปว่า ในด้านการศึกษานั้น มีชาวอัฟกานิสถานที่อายุเกิน 15 ปี เพียงร้อยละ 38.2 เท่านั้นที่รู้หนังสือ หากดูตามสัดส่วน จะพบเพศชายมีผู้รู้หนังสือมากกว่า โดยอยู่ที่ร้อยละ 52 ส่วนเพศหญิงมีเพียงร้อยละ 24 ซึ่งนี่เป็นช่วงเวลาที่อัฟกานิสถานยังปกครองด้วยรัฐบาลก่อนหน้ากลุ่มตาลิบันท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรกับกลุ่มตาลิบัน

อีกทั้งดัชนีความไม่เสมอภาคทางเพศ (Gender Inequality Index) พบว่า ในปี 2562 เท่ากับ 0.655 อยู่ในอันดับ 157 จากทั้งหมด 162 ประเทศที่ร่วมจัดอันดับ มีผู้หญิงได้ที่นั่งในรัฐสภาร้อยละ 27.2 และผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ร้อยละ 13.2 ได้ที่นั่งแล้ว ส่วนตลาดแรงงานนั้น การมีส่วนร่วมของผู้หญิงมีเพียงร้อยละ 21.6 ในขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 74.7 นอกจากนี้ ยังมีสถิติที่รวบรวมโดยสำนักข่าวอัล-จาซีราของกาตาร์ พบว่า ระหว่างปี 2553-2563 มีผู้หญิงเสียชีวิตรวม 3,219 ราย และเด็กเสียชีวิต 7,792 ราย จากเหตุความไม่สงบในประเทศ

“ความรุนแรงมันไม่ได้เกิดจากตาลิบันอย่างเดียว ความรุนแรงมันเกิดจากรัฐบาลอัฟกานิสถานเองด้วย แล้วก็กองกำลังนานาชาติอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาเองด้วย ซึ่งเมื่อเรามาดูเรื่องสิทธิมนุษยชนกับผู้หญิงในอัฟกานิสถาน ความน่ากังวลในมันก็สะท้อนออกมาในรายงานที่ทางรัฐบาลอัฟกานิสถานนำเสนอ กับรายงานของคณะกรรมการ CEDAW (อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ) ก็คือมีนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีในอัฟกานิสถาน ถูกปฏิเสธในการเข้าร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งการเจรจาล่าสุดที่เมืองโดฮา (กาตาร์) จะมีผู้หญิง 4 คนที่ได้เข้าร่วม 1 ในนั้นก็ถูกยิงแต่เธอรอดชีวิต ผู้ที่ยิงก็มีความเกี่ยวข้องกับตาลิบัน แต่ไม่สามารถจับกุมได้” อัญชนา กล่าว

จากการเมืองสู่ครอบครัว ผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานยังต้องเผชิญความรุนแรง อัญชนา กล่าวถึงรายงานของ CEDAW ที่ระบุว่า รัฐบาลอัฟกานิสถานได้ออกกฎหมายป้องกันความรุนแรงต่อสตรีโดยบุคคลในครอบครัว และกำหนดการศึกษาภาคบังคับไว้ 9 ปี แต่ในทางปฏิบัติพบกลุ่มตาลิบันใช้พื้นที่โรงเรียนเป็นฐานที่มั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดการสู้รบกันระหว่างฝ่ายตาลิบันกับฝ่ายรัฐบาล นอกจากนี้ กลุ่มตาลิบันยังห้ามครูชายสอนนักเรียนหญิง-ครูหญิงสอนนักเรียนชาย

ขณะที่รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) พบว่า ใน ปี 2556 ผู้หญิงอัฟกานิสถานครึ่งหนึ่งที่ต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจำ เป็นข้อหาที่เกี่ยวกับการละเมิดศีลธรรมตามหลักศาสนา เช่น ไม่แต่งกายให้ถูกต้องตามหลักศาสนา การหนีออกจากบ้าน ทั้งที่บางกรณี การหนีนั้นมีสาเหตุมาจากความรุนแรงในครอบครัว หรือถูกบังคับให้แต่งงาน อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายห้ามกระทำความรุนแรงในครอบครัว ก็ทำให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษได้เช่นกัน

อัญชนา ยังกล่าวถึง “ปฏิญญาร่วมระหว่างรัฐบาลอัฟกานิสถาน กลุ่มตาลิบัน และสหรัฐอเมริกา” ที่มีข้อตกลงสันติภาพในวันที่ 29 ก.พ. 2563 ซึ่งมีอยู่ 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.การค้ำประกันเพื่อป้องกันการใช้ดินแดนอัฟกานิสถานโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศหรือบุคคลใดๆ ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และพันธมิตร 2.เส้นเวลาสำหรับการถอนกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน 3.การตั้งถิ่นฐานทางการเมืองที่เกิดจากการเจรจา และการเจรจาภายในอัฟกานิสถานระหว่างกลุ่มตาลิบันและทีมเจรจาที่ครอบคลุมของรัฐบาลอัฟกานิสถาน

และ 4.การหยุดยิงอย่างถาวรและครอบคลุม ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ทั้งหมดเป็นเรื่องของกองทัพหรือกองกำลัง ไม่มีข้อใดเลยที่เกี่ยวข้องกับประชาชนพลเรือน อีกทั้งไม่ได้พูดถึงเด็กและสตรี” แต่การส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมบนโต๊ะเจรจาก็ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ที่เข้าร่วมก็ยังถูกลอบสังหาร ยังมีรายงานจาก หน่วยงานภารกิจพิเศษขององค์การสหประชาชาติในอัฟกานิสถาน (UNAMA) ที่พบว่า ในปี 2563 ผู้หญิงร้อยละ 13 ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ในจำนวนนี้ร้อยละ 34เกิดจากฝ่ายรัฐบาลและกองกำลังระหว่างประเทศ ส่วนอีกร้อยละ 43เกิดจากกลุ่มตาลิบัน

“จะพูดว่าคนที่หลบหนีทั้งหมดเป็นคนที่ทำงานให้สหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้ เพราะว่ามันจะมีกลุ่มเยาวชน กลุ่มวัยรุ่นที่เขาต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเหมือนกัน ที่ไม่อาจจะเห็นได้ว่าตาลิบันปกครองจะทำให้เขาได้รับสิ่งนั้น” อัญชนา กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงดูด ‘ต่างชาติทักษะสูง’ อีกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

Posted on August 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/596649

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงดูด‘ต่างชาติทักษะสูง’  อีกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงดูด‘ต่างชาติทักษะสูง’ อีกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“การนำเข้าแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งบางคนอาจเรียกว่า Skill Migrant หรือ Knowledge Migrant จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่อไปได้โดยไม่ติดขัด แต่ที่ผ่านมาเราเน้นการนำเข้าแรงงานไร้ฝีมือหรือกึ่งฝีมือเข้ามาเป็นหลัก เรายังไม่มีเป้าหมายดึงดูดแรงงานที่มีทักษะอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องเตรียมการและพัฒนานโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้น”

คำกล่าวของ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “การดึงดูดแรงงานที่มีทักษะ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดงานการบรรยาย “นโยบายนำเข้าแรงงานข้ามชาติในยุค Global Citizen” เมื่อเร็วๆนี้ โดย ผศ.ดร.สักกรินทร์เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580)” ตั้งเป้ายกระดับสู่ประเทศรายได้สูงมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่า

นั้นทำให้มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะถึง 2.3 ล้านคนในอีก 20 ปีข้างหน้า และ 2.5 แสนคนในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ไทยนั้นขาดแคลนแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือบางส่วนแม้จะมีแต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น อีกทั้งต้องเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เข้มข้นขึ้น บวกกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้นการขาดแคลนแรงงานทักษะจะเป็นปัญหาสำคัญในอนาคต

ผศ.ดร.สักกรินทร์ เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยพูดคุยกับชาวต่างชาติซึ่งอยู่ในประเทศไทย ทั้งที่เป็นแรงงานทักษะและผู้เกษียณอายุแล้ว พบปัญหาที่ทำให้นโยบายดึงดูดแรงงานข้ามชาติที่มีทักษะเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ยาก อาทิ 1.กฎหมายคนเข้าเมืองล้าสมัย เน้นใช้บังคับเกี่ยวกับการควบคุมคนเดินทางเข้า-ออกประเทศโดยยังไม่มีการปรับปรุงให้ยืดหยุ่นตามแนวคิดการพัฒนาประเทศ

เช่น ยังบังคับให้ชาวต่างชาติทุกคนต้องรายงานตัวทุกๆ 3 เดือน โดยไม่แยกแยะว่าเป็นแรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานฝีมือ อีกทั้งยังใช้วิธีกรอกเอกสารมากมายแทนที่จะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มเข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากช่วงที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดในช่วงแรกๆ ชาวต่างชาติต้องไปต่อคิวยาวเหยียดที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อต่อวีซ่า และแม้จะมีระบบลงทะเบียนออนไลน์ แต่ก็พบว่าระบบล่มหลายครั้ง

2.เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าระยะยาว ซึ่งควรมีข้อมูลว่าแต่ละอาชีพขาดแคลนเท่าไร มีความต้องการเท่าไร 3.ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงแรงงาน ออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) มีอายุ 2 ปีขณะที่ ตม. จะต่อวีซ่าให้ครั้งละ 1 ปี โดยในหลายประเทศ 2 อย่างนี้จะเชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน แรงงานยื่นขอเพียงจุดเดียวหากผ่านก็จะได้ทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน

4.วิธีการออกใบอนุญาตทำงานยังไม่ปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองโลกยุคดิจิทัล แรงงานยุคใหม่หลายคนทำงานผ่านระบบออนไลน์ ไม่ได้อยู่ประจำสำนักงาน หรือแม้แต่เป็นอาชีพอิสระ (Freelance) ไม่ได้ทำงานกับนายจ้างเพียงคนเดียว ซึ่งเมื่อไม่มีสัญญาจ้างระยะยาวก็ไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานได้ แต่เมื่อไม่มีใบอนุญาตทำงานแล้วมาทำงานมีรายได้ในประเทศไทยก็จะถูกจับกุมดำเนินคดี

5.การดึงดูดแรงงานทักษะยังไม่มีนโยบายแบบเชิงรุก เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มีการตั้งหน่วยงานขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อดึงดูดคนที่สิงคโปร์ต้องการเข้ามา มีการสร้างแรงจูงใจ อาทิ การให้สัญชาติหรือให้สถานะผู้พำนักถาวรขณะที่ จีน ให้ทุนวิจัย อุดหนุนค่าที่พักและทุนการศึกษาบุตร เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างชาติตลอดจนชาวจีนที่ไปอยู่ต่างแดนให้เข้าไปหรือกลับไปทำงานในประเทศจีนมากขึ้น

“แม้ว่าเราจะมี Smart VISA โดย BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ใช้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้กับคนที่มีทักษะให้มาทำงานในพื้นที่ EEC (โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) แต่ว่ายังมีปัญหาข้อจำกัดเยอะ Paperwork (ขั้นตอนงานเอกสาร) เยอะ มีอนุกรรมการหลายคณะเข้ามาพิจารณากลั่นกรองมากมาย มีการกำหนดคุณสมบัติขั้นสูงเยอะมาก เงินเดือนหลายแสนถึงจะขอ Smart VISA ได้ ซึ่งคนหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ บางคนเขามีทักษะแต่เงินเดือนอาจจะไม่ถึง หรือบางคนอยู่เมืองไทยอยู่แล้วแต่ไม่ได้มีวีซ่าทำงาน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะครอบคลุมคนกลุ่มนี้มากขึ้นด้วย ลดคุณสมบัติลงมาโดยเฉพาะเงินเดือนขั้นสูง” ผศ.ดร.สักกรินทร์ ระบุ

ผศ.ดร.สักกรินทร์ เสนอแนะว่า ควรทำแนวคิด “พลเมืองโลก (Global Citizenship)” มาปรับใช้เพื่อเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น อาทิ 1.มีนโยบายเชิงรุก เช่น ทำให้วีซ่ามีหลากหลายประเภทเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม Freelance รวมถึงบูรณาการฐานข้อมูลวีซ่าและใบอนุญาตทำงานเพื่อความสะดวกของแรงงานในการยื่นขอ 2.ปรับปรุง Smart VISA ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และนำดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้ กำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติที่ต้องการให้ชัดเจน อีกทั้งควรมีคะแนนสำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยอยู่แล้วมาเป็นเวลานานด้วย เพราะคนเหล่านี้อยู่มาจนเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี

3.อนุญาตให้ชาวต่างชาติกลุ่มเกษียณอายุแล้วเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทยทำงานได้ หลายคนเป็นผู้เชี่ยวชาญและยังสามารถทำงานได้ การไม่อนุญาต
ให้ทำงานเท่ากับประเทศไทยเสียโอกาส 4.ขยายข้อตกลงร่วมรับมาตรฐานวิชาชีพกับต่างประเทศซึ่งปัจจุบันไทยก็มีอยู่แล้วกับกลุ่มประชาคมอาเซียนใน 8 อาชีพ แต่ยังมีข้อจำกัดซึ่งต้องแก้ไข รวมถึงขยายออกไปให้กว้างมากขึ้น

5.ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาของไทยร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น เช่น การก่อตั้งวิทยาเขตของสถาบันการศึกษาชั้นนำ เห็นได้จากเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ มีมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติหลายแห่งมาเปิดสาขาในประเทศดังกล่าว ทำงานทั้งด้านการสอนและการวิจัย อันดับมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์และมาเลเซียจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยในอันดับโลก เพราะมีการเชื่อมโยงและถ่ายทอดความรู้ และ 6.จูงใจคนไทยในต่างแดน นอกจากผู้เชี่ยวชาญต่างชาติแล้ว ยังมีคนไทยอีกไม่น้อยเป็นแรงงานทักษะสูงทำงานอยู่ในต่างประเทศ เช่น แพทย์ สถาปนิก ซึ่งประเทศอย่างจีน สิงคโปร์ อิสราเอล มีนโยบายทั้งการให้ทุนวิจัย เชิญมาเป็นอาจารย์

ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาทักษะในประเทศเกิดขึ้นได้รวดเร็ว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อธิปไตยทางอาหาร’ ยุติวงจรเกษตรกร ‘เจ็บ-จน’ #SootinClaimon.Com

Posted on August 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/596487

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อธิปไตยทางอาหาร’  ยุติวงจรเกษตรกร‘เจ็บ-จน’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อธิปไตยทางอาหาร’ ยุติวงจรเกษตรกร‘เจ็บ-จน’

วันเสาร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“เมื่อครั้งยังหนุ่มแกเคยทํานา มุ่งเอาหลังสู้ฟ้า…ปลูกข้าวให้คนกิน หนี้สินล้นตัวเพราะมัวแต่ทํานา ไม่เคยเรียนรู้วิชา…ที่นาก็หลุดลอย” ท่อนหนึ่งจากเพลง “ลุงขี้เมา” ของวงคาราบาว เป็นหนึ่งในหลายๆ สื่อที่สะท้อนชีวิต “ชาวนา” (หรืออาจรวมถึงอาชีพเกษตรกรในภาพรวม) ว่าเป็นอาชีพที่ทำแล้ว“เจ็บ-จน” หนี้สินพะรุงพะรัง ทั้งที่ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งออกสินค้าเกษตรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และแม้ว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาจะพยายามออกนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ดูจะไม่ได้ช่วยยุติปัญหานี้ได้เท่าไรนัก

หรือบางทีอาจจะต้องเปลี่ยนกันถึงโครงสร้าง? ดังที่ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรบรรยายหัวข้อ “อธิปไตยทางอาหาร สิทธิชาวนา และประชาธิปไตย” ในงานเสวนา (ออนไลน์) เสวนาใต้ชายคาประชากร จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเร็วๆ นี้

ผศ.ดร.วีระ เริ่มต้นด้วยการอธิบายคำว่า “อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty)” ซึ่งเป็นคำที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูคนทั่วไปนักเมื่อเทียบกับอธิปไตยทางการเมือง อันหมายถึงการที่ประเทศมีเอกราชไม่ตกเป็นเมืองขึ้นใคร สามารถปกครองโดยใช้กฎหมายของตนเองและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นกับคำว่า “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” มากกว่า เพราะใช้กันทุกวงการตั้งแต่ภาครัฐ เอกชนและประชาสังคม

ซึ่งก่อนจะเริ่มทำวิจัยเรื่องนี้ มีคำถามมากมายเกิดขึ้น เช่น “ทำไมประเทศที่ผลิตอาหารถึงมีปัญหาความหิวโหย?” อาทิ อินเดีย หรือหลายประเทศในทวีปแอฟริกา, “ทำไมประเทศที่ผลิตโกโก้-กาแฟ มีกระทั่งปัญหาค้ามนุษย์ในภาคเกษตร?” อาทิ เคนยา ไอวอรีโคสต์ (โกตดิวัวร์) เป็น 2 ประเทศต้นทางที่ปลูกกาแฟและโกโก้ตามลำดับ และคน 2 ประเทศนี้มีกำลังทรัพย์พอจะเข้าไปดื่มกาแฟในร้านแบรนด์ดัง หรือซื้อช็อกโกแลตแบรนด์หรูหรือไม่, “ทำไมข้าวเปลือกถูกแต่ข้าวสารแพง?” เป็นปัญหาที่พบในประเทศไทย และทำให้ชาวนายังยากจน เป็นต้น

“แนวคิดอธิปไตยทางอาหาร เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตอาหารอย่างเกษตรกร อย่างชาวนา จะสามารถควบคุม Chain (ห่วงโซ่) ขนาดใหญ่
ที่เราเรียกว่าระบบอาหาร ในฐานะที่เขามีอธิปไตยในการควบคุม
ระบบอาหารด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่เมล็ดพันธุ์เป็นของเขาไหม? กระบวนการผลิตเขาควบคุมดูแลเองได้ไหม? การแปรรูปเขาต้องทำอย่างไร? การตลาดเป็นธรรมหรือไม่?

กระบวนการทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งว่า อธิปไตยทางอาหารพยายามนำเสนอว่า เกษตรกรจะสามารถมีอำนาจในการดูแลระบบอาหาร และเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ตัวเองผลิตได้มากขนาดไหน? ไม่ใช่ตัวเองผลิตแต่ไม่สามารถซื้อผลผลิตปลายทางที่ตัวเองเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองได้ เพราะฉะนั้นในงานของผมเริ่มมาจากการตั้งคำถามว่ามันจะมีประเทศไหนบ้างที่ใช้อธิปไตยทางอาหารในการต่อสู้ และสามารถทำให้เรื่องของชาวนากลายเป็นประเด็นที่ถูกรับรองไว้ในสถาบันทางการเมือง และใช้ประเด็นอธิปไตยทางอาหารในการเปลี่ยนแปลงประเทศ” ผศ.ดร.วีระ กล่าว

ก่อนจะเล่าต่อ ผศ.ดร.วีระ พาย้อนกลับไปหาคำว่าความมั่นคงทางอาหารอีกครั้ง พร้อมกับตั้งคำถามว่า “เมื่อทุกภาคส่วนใช้คำว่าความมั่นคงทางอาหารกันหมด แล้วความหมายตรงกันหรือไม่?” ทั้งนี้ “ความมั่นคงทางอาหารในบางความหมายอาจไม่ใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรหรือแม้แต่ผู้บริโภค” ซึ่งต้องไปเชื่อมโยงกับอีกคำหนึ่งคือ “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)” ที่ส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ เน้นเปิดเสรีทางการค้าและเงินทุน

อนึ่ง พื้นฐานที่สุดของประเด็นความมั่นคงทางอาหารคือคำว่า “เพียงพอ” และนั่นเป็นที่มาของการส่งเสริมให้ผลิตอาหารจำนวนมากๆ นำไปสู่การนำวิทยาศาสตร์ (เช่น เครื่องมือและสารเคมีทางการเกษตร) มาใช้ และเน้นการเพาะปลูกหลายรอบต่อปี การผลิตไม่ได้เป็นไปเพื่อบริโภคอีกต่อไป เพราะอาหารเป็นทุน การผลิตมากๆ คือการสะสมทุนด้วยการนำอาหารไปขาย จากนั้นยังมีการส่งเสริมให้ทุกคน “เข้าถึง”อาหารจึงเป็นส่วนหนึ่งของการค้าเสรี

ในยุคนี้อาหารไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกรอีกต่อไป แต่ไปอยู่ในมือนายทุน ทั้งทุนสารเคมี ทุนเมล็ดพันธุ์ ทุนเครื่องมือต่างๆ ไปจนถึงเจ้าของที่ดิน มีการร่วมมือกับข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนอาหารซึ่งกันและกัน การผลิตอาหารในยุคนี้จึงไม่ได้ตอบสนองผู้บริโภคในประเทศอีกด้วย หากเป็นเพียงผลิตเพื่อตอบสนองผู้บริโภคในต่างประเทศ องค์กรระดับโลกทั้งธนาคารโลก (World Bank) องค์การการค้าโลก (WTO) ต่างส่งเสริมการค้าเสรีและห้ามรัฐแทรกแซงไปจนถึงการพัฒนาผลผลิตแบบตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ตามต้องการ

ผศ.ดร.วีระกล่าวว่า เกษตรกรได้ยินแบบนี้อาจคิดว่าเมื่อมีการแปรรูปผลผลิตแล้วก็จะเพิ่มมูลค่าได้ เกษตรกรจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง กลับมีระบบสิทธิบัตร (TRIPs) เช่น ห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกเอง “เมื่อมาถึงขั้นนี้เกษตรกรก็ไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตตนเองอีกต่อไป” เมล็ดพันธุ์กับสารเคมีก็ต้องซื้อ ที่ดินก็ต้องเช่า ขายเองก็ไม่ได้ต้องไปฝากตลาดกลางเพื่อให้ส่งออก

เมื่อแนวคิดความมั่นคงทางอาหารมีปัญหาแบบข้างต้น แนวคิดอธิปไตยทางอาหารจึงถือกำเนิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของขบวนการชาวนาระดับโลก (La Via Pampesina) บวกกับ
คำถามของนักวิชาการเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่น อุตสาหกรรมเกษตร “แนวคิดอธิปไตยทางอาหารต้องการกำหนดความสัมพันธ์ใหม่” เช่น เกษตรกรอยู่ตรงไหนของระบบอาหาร? ทรัพยากรมีการจัดสรรใหม่อย่างไร? มีความเป็นธรรมหรือไม่? นั่นหมายถึงประเด็น “สิทธิ” ทั้งของชนพื้นเมือง เกษตรกร และชุมชนในการดูแลทรัพยากรของตนเอง

“สิทธิดังกล่าวมันกระทบหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการที่ดิน การเก็บ พัฒนาเมล็ดพันธุ์โดยเกษตรกรเอง การลดใช้สารเคมีที่มาจากบริษัทข้ามชาติ และบริษัทข้ามชาติก็Lobby (วิ่งเต้น) ผ่านรัฐบาลให้มีนโยบายสนับสนุนสารเคมี จะทำอย่างไร? อธิปไตยทางอาหารจึงพยายามตีกรอบว่าผลิตสำหรับเกษตรกรได้ไหม? เกษตรกรเป็นเจ้าของเกษตรกรนี้ได้ไหม? ถ้าเกษตรกรไม่สามารถเป็นเจ้าของผลผลิตของตัวเองหรือไม่สามารถดูแลระบบอาหารด้วยตัวเอง สุดท้ายต่อให้อาหารแพง อาหารดีการค้าขายเจริญรุ่งเรืองอย่างไร เกษตรกรจะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก เพราะมันมี Chain ขนาดยาวทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ” ผศ.ดร.วีระ ระบุ

ที่ประเทศโบลิเวีย การต่อสู้ของชาวนานำไปสู่การวางกติกาความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับพรรคการเมืองหลักอธิปไตยทางอาหารกลายเป็นนโยบายทางการเมือง และถูกบัญญัติไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” ตั้งแต่“คำปรารภ” ที่มีคำว่า “แผ่นดินแม่ (Mother Earth)” ที่พูดถึงธรรมชาติ ต้นไม้ วัฒนธรรม ความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายของคนในประเทศ อธิปไตยของประเทศที่ไม่ลืมชุมชน

และเมื่อไปดูบทบัญญัติเป็นรายมาตรา จะพบหลายมาตราที่สอดคล้องกับคำปรารภข้างต้น ทั้งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อคุ้มครองชนพื้นเมือง เขตอำนาจของชนพื้นเมืองในการจัดการทรัพยากรของตนเอง ศาลและกระบวนการยุติธรรมว่าด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเกษตร มีแม้กระทั่งการบัญญัติว่าห้ามสนับสนุน GMO ซึ่งหากมองแบบทั่วไป ประเด็นย่อยแบบนี้ไม่ควรอยู่ในกฎหมายแม่บทอย่างรัฐธรรมนูญ แต่โบลิเวียนั้นให้ความสำคัญ และแม้ว่าในทางปฏิบัติอาจยังมีปัญหา มีความขัดแย้ง แต่ก็ถือเป็นความพยายามที่จะดำเนินการไปในทิศทางนี้

“มีประเด็นหนึ่งซึ่งสำคัญสำหรับอธิปไตยทางอาหาร คือการส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่าเกษตรกรรายย่อย ในที่นี้เขาบอกว่าการทำสิ่งที่เรียกว่า Small Scale Farming (การเกษตรใช้พื้นที่น้อย)ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอธิปไตยทางอาหาร ที่ผู้ผลิตเป็นเจ้าของพื้นที่ของตนเองได้ และผู้ซื้อสามารถมี Choice (ทางเลือก)ในการเลือกผลผลิตที่มีลักษณะเฉพาะประจำถิ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าว อาหาร หรือแม้แต่สุรา-เบียร์ ถ้าตั้งหน่วยการผลิตย่อยๆ เราจะมี Choice มากขึ้น” ผศ.ดร.วีระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ “เมื่อพูดถึงเกษตรกรรายย่อยไม่ได้หมายถึงเกษตรกรจะต้องอยู่แบบต้มผักต้มเกลือกิน แต่เกษตรกรรายย่อยสามารถบริโภค ใช้เทคโนโลยีและพัฒนาตนเองได้” เพียงแต่ต้องไม่ให้อธิปไตยทางอาหารตกไปอยู่ในมือของทุนใหญ่ทั้งในประเทศและข้ามชาติ ทั้งนี้ สุดท้ายแล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ที่แนวคิดเรื่องอธิปไตยทางอาหารจะถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง

เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมากกว่านี้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ปรับระบบ ‘รัฐราชการ’ ฝ่ามรสุมโควิด-เศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

Posted on August 19, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595944

สกู๊ปพิเศษ : ปรับระบบ‘รัฐราชการ’  ฝ่ามรสุมโควิด-เศรษฐกิจ

สกู๊ปพิเศษ : ปรับระบบ‘รัฐราชการ’ ฝ่ามรสุมโควิด-เศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ย้อนไปเมื่อกลางเดือน ก.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) ออกรายงาน“จุดเปลี่ยนการส่งออก เมื่อโลกเริ่มไม่สนใจไทยอีกต่อไป” ว่าด้วยประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก โดยหนึ่งในข้อเสนอแนะที่ถูกระบุในรายงานคือ “การปรับปรุงกฎระเบียบให้เหมาะสมพร้อมดึงดูดการลงทุน” ซึ่งประเด็นกฎระเบียบนี้ดูจะส่งผลกับการรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย ดังที่มีการกล่าวถึงในงานเสวนา (ออนไลน์) “เมื่อโลกไม่สนใจไทยแล้วน้ำยารัฐราชการจะรับมืออย่างไร” เมื่อเร็วๆ นี้

ชัชฎา กำลังแพทย์ ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองการรับมือวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ของรัฐบาลปัจจุบันว่า “ความเป็นรัฐราชการเป็นปัญหาสำคัญเพราะยึดถือแต่กฎระเบียบและสายการบังคับบัญชาเป็นหลัก” เช่น การจัดซื้อวัคซีนหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่วนการตั้งกรรมการก็ไม่ได้มีอำนาจดำเนินการอะไรแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำได้เพียงให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่ารัฐราชการที่เป็นอยู่จะไม่ปรับตัว เพียงแต่ต้องถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เสียก่อนจึงจะยอมปรับ

ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดรัฐราชการแบบเดียวกันจึงสามารถรับมือสถานการณ์ในปี 2563 ได้ดี คำตอบคือขณะนั้นไวรัสโควิด-19 ยังเป็นสายพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ได้แพร่เชื้อได้รวดเร็วแบบสายพันธุ์เดลต้าที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ระบบสาธารณสุขที่มีอยู่จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ในเวลานั้นได้ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในขณะที่ระบบราชการยังติดขัดกฎระเบียบ โดยเฉพาะที่แต่ละหน่วยงานต่างก็มีกฎหมายของตนเองให้ยึดถือ จึงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

“จากวิกฤติเฉพาะหน้า ตัวรัฐราชการต้องปรับที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วที่สุดคือกระจายอำนาจการบริหารจัดการโควิดไปลงในท้องถิ่น ถ้าเราไปดูที่ จ.นนทบุรี หรือ จ.ปทุมธานี จะเห็นว่าผู้ว่าฯ สามารถจัดการเรื่องต่างๆ ในพื้นที่ได้ค่อนข้างดี ทั้งซื้อวัคซีนด้วยเงินท้องถิ่น จัดหาที่พักคอย Hospitel (โรงแรมที่ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่กักตัว) ซึ่งพอไปดูในระดับท้องถิ่นค่อนข้างทำได้ดี

ในระดับต่างจังหวัดเองตอนนี้เกิดปรากฏการณ์ที่ทุกคนเดินทางกลับบ้านไปรักษาตัว ซึ่งมันไม่ใช่การทำงานของภาครัฐส่วนกลาง แต่เป็นการทำงานระดับจังหวัด โดยส่วนตัวคิดว่าการปรับตัวเพื่อที่จะหลุดจากวิกฤติโควิดที่ ณ ตอนนี้ค่อนข้างแย่ลงเรื่อยๆ คือต้องกระจายอำนาจ ให้แต่ละหน่วยงานระดับจังหวัดหรือระดับท้องถิ่นได้เป็นคนบริหารจัดการดูแลประชาชนเอง” ชัชฎา กล่าว

ขณะที่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร อาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัย National Graduate Institute for Policy Studies ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงมาตรการทางเศรษฐกิจในสถานการณ์วิกฤติ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มีคำว่า “หลักเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ (Keynesian Economics)” ที่กล่าวถึงปัจจัยพิจารณาในการออกนโยบายไว้ 1.มีผลลัพธ์ทวีคูณ เช่น งบประมาณถูกใช้ไปแล้วไปอยู่ที่ใดบ้าง

โดย “หากใช้งบฯ ไปแล้วไม่นานก็ไหลกลับเข้าระบบหรือเข้าร้านค้าปลีกชื่อดังถือว่าเงินไม่ไหล อาจมีประโยชน์บ้างแต่ก็เป็นเพียงประโยชน์ระยะสั้น เมื่อเทียบกับการทำให้เงินหมุนได้กว้างขวาง ไปสู่พ่อค้าแม่ค้า การก่อสร้าง คนงาน ฯลฯ แล้วกลับเข้าสู่ระบบ” จะเกิดประโยชน์แบบแพร่กระจายมากกว่า 2.ลดความไม่แน่นอน แก่นของวิกฤติคือคนรู้สึกไม่แน่นอนในชีวิต เช่น จะทำธุรกิจนี้ต่อไปหรือไม่

หรือถ้ากู้เงินมาแล้วจะเอาไปใช้ทำอะไรระหว่างยื้อกิจการเดิมหรือไปลงทุนทำอย่างอื่น ฯลฯ ซึ่ง “นโยบายของรัฐโดยเฉพาะการใช้งบประมาณต้องทำให้คนรู้สึกว่ายังมีความแน่นอนบางอย่างที่คาดหวังได้” เช่น สมมุติรัฐบาลกล้าประกาศว่าภายใน 5 ปีนี้ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวคงไม่กลับมาเต็มที่ อาจกลับมาได้เพียงร้อยละ 50 จากเดิมเท่านั้น ดังนั้นอย่าฝากความหวังไว้กับอดีตอีก การใช้เงินก็จะไปในทิศทางอื่นที่คิดว่าเป็นประโยชน์กว่า

3.รักษาการจ้างงาน ต้องพยายามให้อยู่ใกล้จุดที่มีการจ้างงานเต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสุดท้ายแล้วใครๆ ก็อยากมีงานทำ และงานเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของแต่ละคน “ไม่มีใครอยากได้เงินเปล่าๆ เพราะการมีงานทำนั้นทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า” การใช้จ่ายงบประมาณรัฐโดยไม่คิดถึงเรื่องการจ้างงาน เท่ากับเป็นการนำเงินไปถมเพื่อรักษาอดีตแต่ไม่ได้สนใจปัจจุบันและอนาคต

แต่เมื่อดูร่างงบประมาณปี 2565 อาจารย์วีระยุทธ ให้ความเห็นว่า รัฐราชการไทยดูจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสถานการณ์โควิด-19 เพราะเมื่อดูรูปแบบการใช้จ่ายงบประมาณก็แทบไม่พบความแตกต่างจากสถานการณ์ปกติ ทั้งที่รัฐจะเก็บภาษีได้น้อยลงแน่นอนจากการที่ธุรกิจและประชาชนมีรายได้ลดลง อีกทั้งหลักการทั้ง 3 ข้อข้างต้นก็ไม่เห็นว่าได้นำมาประกอบการพิจารณา เช่น การเยียวยาที่ภาคธุรกิจอยากรู้ว่าจะต้องไปทางไหน ควรลงทุนอะไร หรือประชาชนควรกลับไปอยู่บ้านเกิดต่างจังหวัดหรือไม่ กลับไปแล้วจะมีงานทำหรือเปล่า เป็นต้น

“มันต้องยอมให้จุดตั้งต้นอยู่ที่ท้องถิ่นไม่ใช่อยู่ที่ส่วนกลาง จุดตั้งต้นมันต้องอยู่ที่ท้องถิ่นแล้วในภาวะวิกฤติแบบนี้ ว่าแต่ละท้องถิ่นเขาจัดการกับคนของเขาควรจะไปในทิศทางใด เพราะแต่ละพื้นที่มันจะมีปัญหาไม่เหมือนกัน แล้วตลาดงานในระดับพื้นที่มันไม่เหมือนกัน ดังนั้นรัฐส่วนกลางควรจะไป Focus (เน้น) เรื่องสำคัญ เช่น การจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีน คือเรียกว่ามีการแบ่งงานกันทำมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่เห็น

งบประมาณพูดได้เลยว่ายังมีวิธีการทำในรูปแบบเดิมๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเบิกจ่ายที่มีปัญหา งบประมาณสาธารณสุขที่ออกแบบไว้ ที่กันไว้แล้ว แต่เวลาไปจัดสรรจริง เบิกจ่ายจริง อุปกรณ์การแพทย์ก็ไม่ถึง เครื่องช่วยหายใจ อะไรที่มีการตั้งงบไว้ในปีที่แล้วก็ไม่มีการเบิกจ่ายเพราะติดเรื่องระเบียบราชการ ตรงนี้มันสะท้อนว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือว่ายืดหยุ่นอะไรกับความเดือดร้อน” อาจารย์วีระยุทธ กล่าว

อาจารย์วีระยุทธ ทิ้งท้ายด้วยความเห็นว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยมองการเมืองและเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องไกลตัว นำไปสู่ความตระหนักว่าการเลือกของตนเองมีผลอย่างไร และ
ช่วยกันตรวจสอบการทำงาน รวมถึงการแข่งขันกันในเชิงนโยบายต้องลงลึกในรายละเอียดการแก้ปัญหามากขึ้น แทนที่แบบเดิมๆ ที่มักเน้นสรรหาคำที่มีผลดูดีทางการตลาดมาใช้

และต้องย้ำว่า “การปฏิรูปรัฐราชการเป็นเรื่องสำคัญ”เพราะจะขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างไรหากทุกวันนี้ยังต้องสแกนและเซ็นเอกสาร หรือจะเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) ได้อย่างไรหากยังใช้เอกสาร หรือจะทำระบบคลาวด์ยังต้องของบประมาณก่อสร้างอาคารใหม่!!!SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : พลิกกลไกรัฐ พลิกสถานการณ์โควิด #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/594994

บทความพิเศษ : พลิกกลไกรัฐ  พลิกสถานการณ์โควิด

บทความพิเศษ : พลิกกลไกรัฐ พลิกสถานการณ์โควิด

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.นักคิด-นักวิชาการได้เตือนมานานว่า “โครงสร้างอำนาจคือปัญหาใหญ่ของประเทศ” ระบบอำนาจรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ระบบราชการที่เน้นการควบคุมด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ จำนวนมหาศาล เหมือน“มัดตราสังประเทศไทย” ให้ไม่มีศักยภาพที่จะคิดเองทำเอง ริเริ่มใหม่ หรือนวัตกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ระบบราชการจึงอืดอาดยืดยาด เช้าชามเย็นชาม ไม่มีสมรรถนะที่จะเผชิญสิ่งที่ยากและซับซ้อน เป็นเหตุให้ประเทศวิกฤติและควบคุมโควิดไม่อยู่

ระบบรวมศูนย์อำนาจ ทำให้นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาทุกคนทำผิดบทบาท คือใช้เวลาไปกับการบริหารจิปาถะรอบตัวจนทำไม่ไหวและทำไม่ได้ดี แทนที่จะทำหน้าที่ผู้นำทิศทางและนโยบายของประเทศ นายกรัฐมนตรีควรจะเป็นผู้สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ให้ทุกภาคส่วนของประเทศมีความมุ่งมั่นร่วมกันและเป็นผู้ปฏิบัติ อีกนัยหนึ่งคือการกระจายอำนาจไปอย่างทั่วถึงส่วนกลางทำหน้าที่นำทิศทางและนโยบาย ซึ่งรวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จ

2.การปรับตัวฉับพลันให้ทันสถานการณ์เฉพาะหน้าสถานการณ์เฉพาะหน้าคือ คนไทยทั่วประเทศกำลังเจ็บป่วยล้มตายอย่างน่าอนาถ พร้อมๆ กับเศรษฐกิจล้มละลายเราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลไกของรัฐปรับตัวอย่างฉับพลันให้กระฉับกระเฉง ว่องไว รวดเร็ว ทันการณ์และมีสัมฤทธิภาพสูง ในระบบร่างกาย หัวใจ ตับ ปอด ต่อม ไต ต่างๆ ต้องมีความเป็นอัตโนมัติ (Autonomy)จะไปรอให้มีใครมาสั่งไม่ได้ เพราะจะไม่ทันการณ์และสั่งผิดสั่งถูก

หัวใจต้องเต้นเอง ปอดต้องหายใจเองฉันใด กลไกของรัฐก็ฉันนั้น นั่นคือปล่อยให้ทุกส่วนมีความเป็นอัตโนมัติ สามารถคิดเอง ทำเอง ริเริ่มเอง ปรับตัวได้รวดเร็วให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รัฐส่วนกลางปรับตัวมาทำหน้าที่ชี้นำทิศทางและนโยบาย ซึ่งรวมทั้งสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม หรือความมุ่งมั่นร่วมกัน เมื่อคนทั้งประเทศมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ก็จะเป็นประดุจการจูนคลื่นแสง เกิดเป็นพลังแสงเลเซอร์ที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง

นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำทิศทางและนโยบาย ไม่ใช่มั่วงานทุกอย่างจนเสียศูนย์ และทำการสื่อสารให้คนทั้งประเทศมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม รัฐสภาต้องรวมตัวกันแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคโดยรวดเร็ว ถ้าสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน สามารถแก้กฎหมายเก่า สร้างกฎหมายใหม่ ได้รวดเร็วภายใน 1 วัน

3.เครื่องมือใหม่ 2 อย่างของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีตั้งแต่นี้ต่อไป ควรจะมีเครื่องมือใหม่ 2 อย่าง คือ 3.1 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่มีความเฉียบแหลมประดุจขงเบ้ง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุด จึงต้องประกอบด้วยปัญญาสูงสุด ที่ประชุมครม.ไม่ใช่องค์ปัญญาสูงสุด แต่มีหางของอำนาจและผลประโยชน์ยาวไกล ปัญญาสูงสุดต้องเป็นอิสระจากผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ

นายกรัฐมนตรีต้องตามหาที่ปรึกษาชนิดนี้ เหมือนเล่าปี่ตามหาขงเบ้ง นายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาต้องมีความสัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตร เหมือนเล่าปี่-ขงเบ้ง เล่าปี่มีขุนพลที่รบเก่ง แต่รบไม่ชนะจนกระทั่งได้ขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาฉันใด นายกรัฐมนตรีไทยต่อไปก็ควรเป็นเช่นนั้น3.2 ทีมสัมฤทธิศาสตร์ของนายกรัฐมนตรี (Prime Minister’s Delivery Unit = PMDU) การบริหารนโยบายจาก ครม. ไปตามช่องทางปรกติของระบบราชการไม่นำไปสู่ความสำเร็จ เพราะระบบราชการเน้นที่การบริหารกฎระเบียบ ไม่ใช่ระบบบริหารความสำเร็จ

การบริหารนโยบายไปสู่ความสำเร็จต้องทำให้ครบวงจร ซึ่งมี 12 ขั้นตอน ถ้าทำเป็นระบบครบวงจร ไม่มีทางไม่สำเร็จ แม้จะยากเพียงใดก็สำเร็จ จึงเรียกกระบวนการนี้ว่าสัมฤทธิศาสตร์ทีมสัมฤทธิศาสตร์ของนายกรัฐมนตรี (PMDU) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนนโยบายครบวงจรสู่ความสำเร็จ จะช่วยให้เกิดความสำเร็จในนโยบายต่างๆ กระทรวงต่างๆ ก็ควรมีทีมสัมฤทธิศาสตร์ ด้วยเหมือนกัน เครื่องมือใหม่ 2 อย่าง จะช่วยให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีมีความสำเร็จสูง

4.เป้าหมาย 3 ประการในการเผชิญสถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้โควิด-19 ได้ระบาดไปทั่วประเทศแล้ว เป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม น่าจะมี 3 ประการ คือ 4.1 รักษาผู้ป่วยทุกคนทั่วประเทศ แบ่งเป็น “ผู้ป่วยอาการไม่หนัก” รักษาตัวที่บ้านหรือในชุมชน โดยให้ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์โดยสะดวกทุกคน ต้องทุ่มเทเรื่องการผลิตยา และนำยาถึงบ้านผู้ป่วยอย่างเพียงพอและรวดเร็ว

“ผู้ป่วยอาการปานกลาง” ขยายฐานการรักษา วัดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน กองทัพ บริษัท ดูแลโดยอาสาสมัครที่เคยป่วยด้วยโควิดมาแล้ว คนเหล่านี้มีภูมิคุ้มกัน รู้วิธีรักษา และกำลังตกงาน ถ้าได้ทำงานนี้มีเบี้ยเลี้ยงด้วย ดูแลได้ดีด้วย โดยไม่ต้องกลัวติดโรคด้วย และ “ผู้ป่วยหนัก” ดูแลโดยแพทย์ และพยาบาลในสถานพยาบาล 4.2 ฉีดวัคซีนโควิดในประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด จะโอ้เอ้ล่าช้าเหมือนเมื่อเริ่มต้นไม่ได้ ต้องกระจายอำนาจไปให้องค์กรที่สามารถทำได้รับผิดชอบ เช่น อบต. มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน สภากาชาด มูลนิธิที่เข้มแข็งภาคธุรกิจที่แข็งแรง

4.3 สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทุกตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคมและเศรษฐกิจ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ มีเงินในมือ ทำให้มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังทางสังคม เป็นภูมิคุ้มกันทางสังคมเศรษฐกิจเข้ามาบรรจบกัน การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนหยุดยั้งการระบาดของโควิดลงได้ทั้งประเทศในเวลาไม่นาน

ทั้งนี้ รัฐส่วนกลางต้องไม่ออกคำสั่งเชิงปฏิบัติ ซึ่งจะล่าช้าไม่ทันการณ์และสั่งผิดสั่งถูก ให้เป็นหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ที่จะคิดเองทำเองอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยส่วนกลางทำหน้าที่นำทางทิศทางและนโยบาย สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม การมีทีมสัมฤทธิศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีและของกระทรวงต่างๆ จะช่วยให้นโยบายทุกอย่างเป็นผลสำเร็จ

“อนึ่ง ในยามคับขันที่จะต้องเอาชนะข้าศึก การพูดจาของทุกฝ่ายจะต้องระมัดระวัง แม้ของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญ จะพูดจากความรู้ทางเทคนิคเท่านั้นไม่ได้ เพราะนโยบายต้องเป็นปัญญาสูงสุดรอบด้านที่สุด วิเคราะห์ผลดีผลเสียทุกด้านมาอย่างดีที่สุด แล้วจึงพูดหรือไม่พูด สาธารณะจะได้ไม่สับสนอย่างทุกวันนี้ ถือหลักสัมมาวาจาที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้จะดีที่สุด คือ (1) จะพูดอะไรต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง (2) พูดเป็นปิยวาจา ไม่พูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกกัน (3) พูดถูกกาลเทศะ(4) พูดแล้วเกิดประโยชน์ ไม่เกิดประโยชน์ไม่พูด”

หมายเหตุ : การบริหารนโยบายไปสู่ความสำเร็จต้องทำให้ครบวงจร ซึ่งมี 12 ขั้นตอน สามารถดูได้จากหนังสือ คู่มือขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร12 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ (คู่มือสัมฤทธิศาสตร์พาชาติออกจากวิกฤติ)

(เกียรติคุณ) นพ.ประเวศ วะสี

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองสังคมไทยผ่านงานวิจัย ‘5 ชนชั้น’ ใครอยู่จุดไหนบ้าง? #SootinClaimon.Com

Posted on August 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/594769

สกู๊ปแนวหน้า : มองสังคมไทยผ่านงานวิจัย  ‘5ชนชั้น’ใครอยู่จุดไหนบ้าง?

สกู๊ปแนวหน้า : มองสังคมไทยผ่านงานวิจัย ‘5ชนชั้น’ใครอยู่จุดไหนบ้าง?

วันเสาร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ความเหลื่อมล้ำ” เป็นปัญหาสำคัญของสังคม จริงอยู่แม้จะยอมรับกันว่าในโลกแห่งความเป็นจริงไม่สามารถทำให้คนทุกคนเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ แต่ที่ผ่านมาก็มีความพยายามคิดค้นและผลักดันกระบวนการที่จะทำให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนด้านบน (ชนชั้นนำหรือคนใหญ่คนโตมีอำนาจมีเงินทองมาก) กับกลุ่มคนด้านล่าง (ชนชั้นทั่วไปและโดยเฉพาะลงไปถึงคนยากจนชายขอบ) ลดลง อย่างน้อยก็เพื่อให้คนด้านล่างมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้มากขึ้นหากไม่ใช่รุ่นตนเองก็เป็นรุ่นลูกหลาน ผ่านโยบายสวัสดิการต่างๆ ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล ฯลฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ประชากรนอกระบบในประเทศเหลื่อมล้ำ” โดยหนึ่งในนั้นคือการนำเสนองานวิจัยหัวข้อ “การวิจัยความเหลื่อมล้ำในระดับโลก : คำอธิบายว่าด้วยชนชั้นและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยร่วมสมัย” ผลงานของ ผศ.ดร.ฐานิดา บุญวรรโณ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วยชนชั้นต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน

งานวิจัยดังกล่าวที่ ผศ.ดร.ฐานิดา ทำร่วมกับนักวิชาการอีก 2 ท่าน คือ ผศ.ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ สุรางค์รัตน์จำเนียรพล นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาโดยสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่างรวม 72 คน ซึ่งคณะผู้วิจัยพยายามหากลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายทั้งภูมิภาค (เหนือ กลาง อีสาน ฯลฯ) ช่วงวัย(เบบี้บูม เจนเอ็กซ์ ฯลฯ) และอาชีพ

“คนที่อยู่พื้นที่เมืองหรือพื้นที่ชนบทเองก็มีความแตกต่างในเชิงความเหลื่อมล้ำของการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และช่วงเวลาที่เขาเกิด ช่วงเวลาที่เขาเติบโต ก็จะเติบโตภายใต้ยุคของรัฐบาลต่างๆ แล้วก็มีนโยบายต่างๆ ที่มันมีผลในการสร้างโอกาสในชีวิตของทั้งคนรุ่นพ่อแม่เขา ตัวเขา แล้วก็ส่งผ่านไปยังรุ่นหลาน ฉะนั้นอายุก็จะเป็นสิ่งหนึ่ง เป็นปัจจัยหนึ่งด้านเวลาที่เราต้องเอามาคิดคำนวณ แล้วเราจะเห็นตัวแบบแผนพฤติกรรมของคนในแต่ละช่วงอายุว่าจะมีวิธีคิดต่อความเหลื่อมล้ำหรือปัญหาสังคมแตกต่างกัน” ผศ.ดร.ฐานิดา อธิบาย

ผศ.ดร.ฐานิดา อธิบายต่อไปว่า การเกิดขึ้นของชนชั้นในสังคม ว่ามาจากทุน 4 ประเภทคือ 1.ทุนทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้ ทรัพย์สิน 2.ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ระดับการศึกษา ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ 3.ทุนทางสังคม เช่น เครือข่าย การเป็นสมาชิกของกลุ่ม ความสัมพันธ์ และ 4.ทุนสัญลักษณ์ เช่น เกียรติยศชื่อเสียง อำนาจทางการปกครอง ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีนโยบายที่ทำให้คนรุ่นปู่ย่าตายายสามารถสะสมทุนได้ ทุนนั้นก็จะส่งผ่านไปยังรุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูกหลานต่อไป (ทรัพยากร อำนาจ บารมี ฯลฯ) ด้วย

โดยจากทุนทั้ง 4 ประการ “สามารถแบ่งสังคมออกเป็น 5 ชนชั้น จากล่างสุดสู่บนสุด” ประกอบด้วย 1.ชายขอบไม่มีทุนใดๆ บรรพชนก็ไม่ได้สะสมทุนเพื่อส่งต่อมาให้ ไร้ความฝัน สวัสดิการนั้นเข้าถึงได้บ้างไม่ได้บ้าง อาชีพกลุ่มนี้เช่น เก็บของเก่าขาย หรือเป็นคนไร้บ้าน 2.ต่อสู้ดิ้นรน มีทุนอยู่บ้าง มีความฝันแต่ยังไม่เป็นความจริง หรือต้องทิ้งความฝันไปทำอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้อง แม้จะมีงานทำแต่ชีวิตไม่มั่นคง หากเจอปัจจัยบางอย่าง (อาทิ สถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน) ย่อมได้รับผลกระทบมาก เช่น ผู้ค้าขายรายวัน รับจ้างทั่วไป ลูกจ้างโรงงาน

3.ชนชั้นกลาง มีทุนอยู่บ้าง อีกทั้งมีการสะสมและส่งต่อทุนจนมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง แม้จะมีปัจจัยเข้ามากระทบก็ยังปรับตัวหรือเอาตัวรอดได้ เช่น ทหาร-ตำรวจชั้นประทวน ช่างฝีมือ (อาทิ ช่างทำผม ช่างทำพลอย) 4.มั่นคง ชนชั้นนี้มีทุน สะสมทุนและส่งต่อทุน มีฐานะที่มั่นคงมากแต่ยังไม่ถึงขั้นมีอำนาจชี้นำสังคม เช่น ทหาร-ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ข้าราชการ แพทย์ เจ้าของโรงงาน และ 5.มั่นคงอย่างยั่งยืน คนกลุ่มนี้นอกจากจะมีทุนแล้วยังมีอำนาจกำหนดความเป็นไปในสังคมรวมถึงชีวิตคนด้วย เช่น ทหาร-ตำรวจระดับสูง ผู้พิพากษา

อนึ่ง เมื่อนำกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ได้ให้ข้อมูลประกอบงานวิจัยชิ้นนี้มาแบ่งตามชนชั้น จะพบว่า “อาชีพที่เป็นแรงงานนอกระบบ (หมายถึงผู้ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันในชีวิต) ส่วนใหญ่อยู่ในชนชั้นล่าง หากไม่ล่างสุดคือขายชอบก็ยังเป็นกลุ่มต้องต่อสู้ดิ้นรน” เช่น พ่อค้า-แม่ค้าอาหารริมทาง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไรเดอร์ส่งอาหารรับงานผ่านแอปพลิเคชั่น คนงานก่อสร้าง เกษตรกร คนทำงานกลางคืนในสถานบันเทิง (เช่น นักร้อง/นักดนตรี พนักงานร้านเหล้า) ขายของออนไลน์

“ชายขอบต้องบอกว่าทุนทั้ง 4 ประเภทไม่มีหรือมีน้อยมาก ในขณะที่ดิ้นรนมีแต่ก็เหมือนคนที่พร้อมจะจมน้ำได้ตลอดเวลา ก็คือไม่ได้มั่นคงยังต้องต่อสู้ดิ้นรนทุกวินาที จะมีการตอบลักษณะว่าจนแต่ไม่ลำบาก มีคนอื่นที่จนกว่า แต่พอถามว่าจนกระทั่งถ้าเกิดโควิดมาทีหรืออะไรทีจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมก็ไม่ใช่ ก็ยังต้องต่อสู้ดิ้นรน ชนชั้นกลางก็คือพออยู่พอกิน มีหนี้สินปกติ แล้วก็อาจจะรับราชการ มั่งคงคือเริ่มมี Privilege มีสิทธิพิเศษ ใช้สิทธิพิเศษได้ แต่ยังไม่เท่า Stability+ (มั่นคงอย่างยั่งยืน) มั่นคงไม่พอยังสามารถใช้ Position ตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ในโครงสร้างสังคมนี้ กำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศ หรือชี้นำ หรือกำหนดความเป็นความตายของชีวิตมนุษย์ได้”ผศ.ดร.ฐานิดา ระบุ

แน่นอนว่าเมื่อมีทุนไม่เท่ากัน “ทางเลือก (Choice)”หรือโอกาสในชีวิตก็ย่อมไม่เท่ากันไปด้วย และงานวิจัยยังพบอีกว่า “สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเปิดช่องให้ระบบอุปถัมภ์ดำรงอยู่ได้ดี” อาทิ ในสังคมไทย ที่มีระบบอุปถัมภ์ทั้งในชนชั้นเดียวกัน เช่น เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน และระหว่างชนชั้น เช่น เป็นคนของใคร แม้จะมีชั้นยศเท่ากัน แต่ผู้ที่อยู่ใกล้นายมากกว่าย่อมมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพสูงกว่าเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม “สังคมไทยยังเปิดโอกาสให้เลื่อนชนชั้นได้” เช่น ผ่านระบบการศึกษาที่มีทุนการศึกษาสนับสนุนหลายโครงการ หรือผ่านนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุน
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 72 คน พบ 35 คนให้ข้อมูลว่า ตนเองมีฐานะชนชั้นดีกว่าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ถึงกระนั้น “การเลื่อนชนชั้นมักเป็นแบบไปทีละระดับ” ไม่ได้เลื่อนแบบก้าวกระโดด และชนชั้นบนสุด (มั่นคงอย่างยั่งยืน) ไม่ใช่เพียงมีเงินทองหรือยศตำแหน่งแล้วจะขึ้นไปเป็นได้ แต่อาจต้องมีสถานภาพบางอย่างประกอบด้วย เช่น ชาติตระกูล

ผศ.ดร.ฐานิดา ยังเล่าถึงวิธีคิดของแต่ละชนชั้นตามกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูล เช่น กลุ่มชนชั้นบนและบนสุด (มั่นคง-มั่นคงอย่างยั่งยืน) คนหนึ่งที่เป็นคนรุ่นเบบี้บูม ยอมรับว่า หากไม่มีเงินกงสี (ทรัพย์สินที่เป็นกองกลางของครอบครัว) คงโตช้ากว่านี้ ส่วนอีกคนหนึ่งที่เป็นคนรุ่นเจนวายกล่าวว่า ไม่ได้กำหนดว่าลูกของตนต้องเป็นอะไร แต่จะสอนลูกให้บริหารเงินเป็น ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ชนชั้นล่างสุด(ชายขอบ) ชั้นล่าง (ต่อสู้ดิ้นรน) จนถึงชนชั้นกลาง ยังมุ่งหวังให้ลูกสอบเข้ารับราชการเป็นหลัก ทั้งหมดนี้สะท้อนความพยายามเลื่อนหรือรักษาสถานะทางชนชั้น

“เห็นไหมวิธีการส่งผ่านวิธีคิดของคน 2 ชนชั้นก็ต่างกัน ในขณะที่คนหนึ่งเรียนอะไรก็ได้แต่ขอให้เรียนการเงินซึ่งรักษาสถานภาพนี้ให้มั่นคง คนระดับล่างเรียนอะไรก็ได้ที่ไปทำงานที่มีเงินเดือนเข้าทุกเดือน อย่ามาลำบากกินเงินรายวันเหมือนพ่อกับแม่ อย่างคนเจนแซดที่เป็นครูสอนว่ายน้ำบอกว่าอยากเป็นตำรวจเพราะตำรวจมีเงินเดือน คุณแม่ขายของทำงานหนักได้เงินรายวัน ถ้าไม่ทำวันไหนก็ไม่มีเงินเราไม่อยากเป็นแบบนั้นอีกแล้ว” ผศ.ดร.ฐานิดา กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ ทิ้งท้ายด้วยปรากฏการณ์ “การสอบ ก.พ.” อันเป็นบันไดขั้นแรกในการสอบเข้ารับราชการ ที่ในแต่ละปีจะมีคนสมัครสอบเป็นจำนวนมากทุกปี เพราะข้าราชการเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง โดยเฉพาะจากคนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีความมั่นคงในรายได้ แม้ความฝันของคนคนนั้นจะไม่ใช่การเข้ารับราชการก็ตาม เพราะอาชีพในฝันนั้นภายใต้โครงสร้างสังคมไทยคืออาชีพที่ไม่มีความมั่นคง การสอบ ก.พ. จึงมีนัยของการต่อสู้เพื่อเลื่อนชนชั้นด้วย

หมายเหตุ : ประชากรตามช่วงวัยแบ่งได้ดังนี้ เบบี้บูม(Baby Boomer เกิดปี 2489-2507) เจนเอ็กซ์ (Generation X เกิดปี 2508-2522) เจนวาย (Generation Yเกิดปี 2523-2540) และเจนแซด (Generation เกิดหลังปี 2540)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ชุดตรวจโควิด’ ใช้แล้ว อย่าลืมทิ้งแบบมี ‘จิตสำนึก’ #SootinClaimon.Com

Posted on August 12, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/594312

บทความพิเศษ : ‘ชุดตรวจโควิด’ ใช้แล้ว  อย่าลืมทิ้งแบบมี‘จิตสำนึก’

บทความพิเศษ : ‘ชุดตรวจโควิด’ ใช้แล้ว อย่าลืมทิ้งแบบมี‘จิตสำนึก’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตามที่ได้มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ให้ประชาชนสามารถใช้ “ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK)” ด้วยตัวเองเพื่อให้สามารถวินิจฉัย รักษาและป้องกันที่เหมาะสมโดยเร็ว ทำให้เกิดความต้องการอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้ทดสอบด้วยตัวเองอย่างแพร่หลายนั้นเมื่อเร็วๆ นี้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเสวนาออนไลน์แนะวิธีใช้ชุดตรวจ COVID-19 เบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสต่อโรค ย้ำให้กำจัดชุดตรวจที่ใช้แล้วด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

อ.ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ อาจารย์นักเทคนิคการแพทย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงวิธีการตรวจยืนยันการติดโรค COVID-19ในปัจจุบันว่า ยังคงเป็นวิธี RT-PCR ซึ่งข้อดีของการใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ตรวจคัดกรอง COVID-19 ที่ประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อมาตรวจได้ด้วยตัวเองนั้น คือจะช่วยในการแยก หรือคัดกรองผู้ที่มีผลบวกเบื้องต้น หรือกลุ่มเสี่ยงให้เข้ารับการรักษา หรือดูแลในระบบสาธารณสุขให้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ หากผู้ตรวจมีความจำเป็นต้องใช้หลักฐานการตรวจที่รับรองโดยแพทย์ จะต้องไปตรวจในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเท่านั้น ซึ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่มีความเสี่ยงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจ และหากจำเป็นต้องตรวจเมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และซื้อจากสถานพยาบาล คลินิกเวชกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ และร้านยาที่มีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อเองผ่านทางออนไลน์ ตลาดนัด หรือผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์

ซึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 6 ที่ว่าด้วยน้ำและระบบสุขาภิบาลสะอาด (Clean Water and Sanitation)
“ควรใช้ชุดตรวจCOVID-19 ด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19” โดยผู้ตรวจจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่การเลือกชุดตรวจที่ผ่านการรับรองคุณภาพ การเก็บและเตรียมตัวอย่างตรวจ การใช้งานชุดตรวจ การอ่านและแปลผล รวมถึงการกำจัดชุดตรวจที่ใช้งานแล้ว

“การเก็บตัวอย่างตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการแหย่จมูก (swab) โดยใช้ก้านสำลีที่ให้มากับชุดตรวจ สอดเข้าไปในรูจมูกเพื่อเก็บตัวอย่าง หรือการเก็บตัวอย่างตรวจโดยใช้น้ำลาย รวมถึงการดำเนินการตรวจนั้น ควรทำด้วยตัวเอง ในพื้นที่ที่แยกจากบริเวณอื่น และควรทำตามขั้นตอน หรือคำแนะนำในเอกสารประกอบชุดตรวจ หรือ VDO Clip ของชุดตรวจแต่ละยี่ห้อ ซึ่งสามารถสแกนได้จาก QR Code ที่แนบมากับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ซึ่งการเพิ่มหรือลดขั้นตอนเอง อาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้

ภายหลังการตรวจและอ่านผลแล้วให้ทิ้งชุดตรวจ รวมถึงอุปกรณ์ทั้งหมดในถุงพลาสติกที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยควรซ้อนถุง 2 ชั้น และรัดปากถุงให้แน่นก่อนทิ้ง รวมถึงเขียนข้อความติดไว้ด้วยว่า ชุดตรวจCOVID-19 ใส่น้ำยาแล้ว จากนั้น จึงนำไปทิ้งในถังขยะติดเชื้อ (ถังสีแดง) เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น แต่ถ้าไม่มีสามารถอนุโลมให้ใส่ถังขยะทั่วไปได้”อ.ดร.ทนพ.เมธี กล่าว

อ.ดร.ทนพ.เมธี กล่าวต่อไปว่า ส่วนวิธีการแปลผลตรวจนั้นก็สามารถศึกษาจาก VDO Clip ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผลการตรวจที่เป็นบวกจะมีแถบสีขึ้นทั้งที่ C และ T ในขณะที่ผลการตรวจที่เป็นลบจะมีแถบสีขึ้นที่ C ด้านเดียว นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงหากตรวจแล้วได้ผลลบ ให้เว้นช่วงและรักษาระยะห่าง รวมถึงกักตัวเป็นระยะเวลา 14 วัน นับจากวันที่มีความเสี่ยง หรือสัมผัสผู้ติดเชื้อ

นอกจากนี้ จะต้องตรวจซ้ำเป็นระยะๆ เช่น ทุก 3-5 วันจนครบเวลากักตัว อย่างไรก็ตามหากผลตรวจขึ้นแถบสีที่ T ด้านเดียว หรือไม่มีแถบสีใดขึ้นเลย จะไม่สามารถอ่านและแปลผลได้ ต้องตรวจซ้ำ หรือเปลี่ยนชุดตรวจใหม่ โดยชุดตรวจ ATK สำหรับตรวจคัดกรองด้วยตัวเองมีจำหน่ายที่สถานปฏิบัติการเภสัชชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ เปิดทำการทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น.

สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2644-4609

มหาวิทยาลัยมหิดล

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : โควิดทุบ ‘แท็กซี่’ เจ็บหนัก จากเฟื่องฟูสู่ลมหายใจรวยริน #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593386

รายงานพิเศษ : โควิดทุบ‘แท็กซี่’เจ็บหนัก  จากเฟื่องฟูสู่ลมหายใจรวยริน

รายงานพิเศษ : โควิดทุบ‘แท็กซี่’เจ็บหนัก จากเฟื่องฟูสู่ลมหายใจรวยริน

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

2564 เป็นปีที่ 98 หรือเหลือเวลาอีก 2 ปี ก็จะครบ 1 ศตวรรษที่ประเทศไทยมีบริการ “รถแท็กซี่” โดยประวัติศาสตร์การนำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสาร ต้องย้อนไปในปี 2466 เมื่อ พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ทดลองให้พลขับนำรถยนต์ออกมาวิ่งรับประชาชน เมื่อเห็นว่าได้รับความนิยมก็ได้สั่งซื้อรถยนต์เพิ่มและก่อตั้ง “บริษัทแท็กซี่สยาม” นิติบุคคลผู้ให้บริการรถแท็กซี่แห่งแรกบนแผ่นดินไทย

ส่วนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการแท็กซี่เมืองไทยเกิดเมื่อปี 2535 เมื่อรัฐบาลในขณะนั้นออกกฎหมายให้แท็กซี่ทุกคันที่จดทะเบียนตั้งแต่หลังมีกฎหมายต้องติด “มิเตอร์” เพื่อกำหนดราคาค่าโดยสารตามระยะทางให้ชัดเจน แทนการต่อรองราคาซึ่งแท็กซี่ต้องจอดนานในการพูดคุยกับผู้ต้องการใช้บริการ ทำให้การจราจรติดขัด ระบบมิเตอร์ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบันพร้อมกับมีกฎหมายกำหนดให้รถแท็กซี่ต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ นานา เพิ่มขึ้นมาตามลำดับ

แม้จะถูกมองว่าเป็นอาชีพของชนชั้นรากหญ้า แต่แท็กซี่ก็เป็นอีกอาชีพที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะหลังปี 2540 ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปีนั้น บริษัทห้างร้านโรงงานจำนวนมากไปต่อไม่ไหวต้องปิดกิจการ นำมาซึ่งการตกงานของคนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงมากกลับทำให้ภาคการท่องเที่ยวและและบริการเฟื่องฟูขึ้นมาจนกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของไทย หลายคนที่ตกงานจึงผันตัวมาเป็นโชเฟอร์แท็กซี่ หรือมีแม้กระทั่งพนักงานบริษัทหรือข้าราชการที่ขับแท็กซี่เป็นอาชีพเสริมนอกเวลางานหลักของตน

กระทั่งเมื่อวิกฤติโรคระบาด “โควิด-19” มาเยือนในปี 2563 รัฐบาลแต่ละชาติรวมถึงไทยใช้มาตรการปิดประเทศเพื่อสกัดกันเชื้อจากภายนอก ส่งผลให้ประเทศไทยที่การท่องเที่ยวเคยครองสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ถึงร้อยละ 20 และเพิ่งฉลองนักท่องเที่ยวต่างชาติครบ 40 ล้านคนในปี 2562 ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ประกอบกับมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดภายใน กิจการต่างๆ ถูกปิดเกือบทั้งหมดเพื่อให้คนอยู่กับบ้านให้มากที่สุด ส่งผลให้จำนวนคนเดินทางลดลง แท็กซี่จึงเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญการระบาดระลอกที่ 3 โดยเฉพาะจากไวรัสโควิดกลายพันธุ์สายอินเดีย หรือเดลต้า ที่แพร่เชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม รัฐบาลกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้นอีกครั้ง ซึ่ง สนั่น อังอุบลกุลประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2564 ว่า การประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด อันเป็นพื้นที่ล็อกดาวน์เข้มข้น รวม 29 จังหวัด จนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2564 จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 3-4 แสนล้านบาท เพราะพื้นที่เหล่านี้ครองสัดส่วน GDP ถึงร้อยละ 60 ของประเทศ

ในห้วงเวลาเดียวกัน โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพ “สุสานแท็กซี่” รถแท็กซี่จำนวนมากจอดทิ้งไว้จนหญ้ารก-เถาวัลย์เลื้อยปกคลุม ซึ่งสถานที่ดังกล่าวคือ สหกรณ์บวรแท็กซี่ เป็นอู่รถที่ตั้งอยู่บริเวณ ถ.พุทธสาคร (ฝั่งใต้-ขาเข้า ถ.พุทธมณฑลสาย 4 และ ถ.เพชรเกษม) ต.สวนหลวง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ดึงดูดให้สื่อมวลชนหลายสำนักเดินทางไปบันทึกภาพแห่งความหดหู่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น เพราะหากย้อนไปเพียงไม่กี่ปีก่อน กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นพื้นที่ที่มีรถแท็กซี่วิ่งให้บริการจำนวนมากแทบทุกจุดทั้งถนนสายหลัก-สายรอง ตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 4 ส.ค. 2564 ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ได้พูดคุยกับ ฐาปกรณ์ อัศวเลิศกุล ที่ปรึกษาสหกรณ์บวรแท็กซี่และราชพฤกษ์แท็กซี่ ซึ่งพาผู้สื่อข่าวเดินดูรถแต่ละคันในสุสานแท็กซี่แห่งนี้ พร้อมกับเล่าว่า “รถแท็กซี่หลายคันที่จอดที่นี่จอดมาแล้วเกือบ 2 ปี” แต่หนี้สินก็ไม่หยุด ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของคนขับอยู่ที่เพียงวันละ 300 บาทต่อวันซึ่งหักค่าเชื้อเพลิงแล้วเหลือเพียงไม่เกิน 100 บาท โดยรถแท็กซี่ 1 คันราคา 1.2 ล้านบาท หากรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่คันละ1.5 ล้านบาท รถที่จอดอยู่ที่นี่เท่ากับมีหนี้ 5-7 แสนบาทต่อคัน

ฐาปกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ขอวิงวอนบริษัทไฟแนนซ์และลิสซิ่งอย่าคิดเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยลงมาให้เท่ากับรถยนต์ทั่วไป เพราะคนขับแท็กซี่ทุกวันนี้ต้องบอกว่าลำบากอย่างสาหัสจริงๆ อีกทั้งที่ผ่านมาก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ก็เป็นลูกค้าชั้นดี ส่งค่างวดรถไม่เคยขาดมาโดยตลอด ซึ่งนอกจากที่นี่แล้ว ยังมีแท็กซี่ถูกจอดทิ้งเนื่องจากคนขับไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้อีกหลายจุด รวมกว่า 2 พันคัน เช่น ที่อู่ในซอยบางแวก 6 ถ.บางแวก ย่านภาษีเจริญ กรุงเทพฯ รวมถึงที่จอดอยู่ตามหน้ากระทรวงต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นพบมีเพียง กระทรวงแรงงาน ที่เข้ามาช่วยเหลือ

“ตอนนี้ผมมีไลน์กลุ่มตั้งให้คนขับแท็กซี่ถ่ายรูปมาว่าความเป็นอยู่เป็นอย่างไร กินข้าวกับอะไร ก็กินข้าวกับปลาทู กินข้าวกับมาม่า สมาชิกผมมี 2 สหกรณ์ รวมแล้ว 8 พันกว่าคน ตอนนี้ลำบากมาก ผมให้ส่งภาพมาให้ดูว่าการกินอยู่เป็นอย่างไร อันนี้ส่วนหนึ่ง ยังมีอีกเยอะแยะที่เขาลำบากมาก ผักบุ้งตำลึง เก็บกินจนโกร๋นหมดแล้ว ขึ้นไม่ทันแล้ว ต้องช่วยกันหน่อย” ฐาปกรณ์ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 วิฑูรย์ แนวพานิชนายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อทวงถามความชัดเจนกรณีการขึ้นทะเบียนประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาท เนื่องจากมีสมาชิกร้องเรียนว่าไม่สามารถลงทะเบียนได้เพราะที่อยู่ตามทะเบียนบ้านไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดย วิฑูรย์ เปิดเผยว่า “ก่อนหน้านี้เคยมีแท็กซี่วิ่งอยู่บนถนนประมาณ 8.3 หมื่นคันปัจจุบันเหลือเพียง 2 หมื่นคัน” และรายได้ของคนที่ยังวิ่งอยู่เหลือเพียง 300 บาท ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ

“มีครอบครัว มีลูก มีเมีย มีค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ-ค่าไฟ ทุกสิ่งทุกอย่างจ่ายเหมือนกับข้าราชการ คนขับแท็กซี่มีรายจ่ายเหมือนกัน ไม่ได้กินแกลบแทนข้าวได้ เพราะฉะนั้นเขามีรายจ่ายเช่นที่ว่านี้ นี่คือด้านของคนขับที่ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้และไม่มีจะกิน จนถึงขนาดฆ่าตัวตาย ผมเองคงไม่ได้พูด แต่ผมอยู่กับอาชีพนี้มามากกว่า 40 ปี ได้ยินข้อร้องเรียนร้องขอจากสมาชิกทุกวัน ถ้าไปต่อไม่ได้เขาต้องตาย” วิฑูรย์ กล่าว

ในวันเดียวกัน สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังหารือร่วมกับ วิฑูรย์ โดยยืนยันว่าคนขับแท็กซี่ที่มีอายุไม่เกิน 65 ปี สามารถสมัครประกันสังคม มาตรา 40 ได้แม้จะเป็นคนต่างจังหวัดมาทำงานในกรุงเทพฯ แล้วไม่ได้ย้ายภูมิลำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย เพราะมีใบขับขี่สาธารณะที่กรมการขนส่งรับรองเป็นหลักฐานอยู่แล้ว ทั้งนี้ หากยังมีตกหล่นก็จะช่วยอุทธรณ์ให้ ส่วนเรื่องรถถูกยึด เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทางกระทรวงการคลังไปเจรจากับไฟแนนซ์ ว่าในสถานการณ์แบบนี้ควรผ่อนผันกันไป

“ถามว่ายึดรถเขาไปแล้วได้อะไร คุณยึดรถเขาแล้วได้อะไร เขาส่งมา 2 ปีเหลืออีกปีจะพ้นอยู่แล้ว แต่ไปยึดเขามาเขาก็เสียเงินที่ส่งไป แล้วคุณยึดเขาไปคุณก็ต้องจอดอยู่ดี ทำไมคุณไม่ประคองกันไปให้ได้ในส่วนนี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,894,760 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน
อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก
คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี
บุคคลในข่าว 8 มกราคม 2568
พิพัฒน์ ชี้เป็นไปไม่ได้ สงขลาขาดแคลนน้ำมัน ชี้แจง 241 ปั๊มปิดชั่วคราว
อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน
อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้

Recent Posts

  • ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
  • โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม
  • “ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน
  • คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
  • ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d