วันที่ 01 ม.ค. 2562 ข่าวการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

คำอวยพรจากใจ "4 รัฐมนตรี" ถึง "คนไทย" วันปีใหม่

คำอวยพรจากใจ “4 รัฐมนตรี” ถึง “คนไทย” วันปีใหม่

รัฐบาลเผยคลิปคำอวยพรจากใจ 4 รัฐมนตรีให้ประชาชนเนื่องในวันปีใหม่-ขอให้มีความสุขและช่วยกันเดินหน้าประเทศ

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 20:46 น.

ข่าวการเมือง

วัฒนา ประกาศลุยหาเสียงชิงเก้าอี้ ส.ส.ตั้งแต่ 5 ม.ค.นี้

วัฒนา ประกาศลุยหาเสียงชิงเก้าอี้ ส.ส.ตั้งแต่ 5 ม.ค.นี้

วัฒนา เมืองสุข ประกาศจะเริ่มลงพื้นที่หาเพื่อลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ ส.ส.เขตบางแค ตั้งแต่ 5 ม.ค.นี้

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 19:42 น.

ข่าวการเมือง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานของขวัญปีใหม่นายกฯ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานของขวัญปีใหม่นายกฯ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานของขวัญแก่นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 17:54 น.

ข่าวการเมือง

หญิงหน่อยรับในพรรคคุยกันแล้ว ดัน "ชัชชาติ" นั่งนายกฯ

หญิงหน่อยรับในพรรคคุยกันแล้ว ดัน “ชัชชาติ” นั่งนายกฯ

คุณหญิงสุดารัตน์ยอมรับที่ประชุมพรรคพูดคุยกันแล้วเรื่องดัน “ชัชชาติ” ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับที่1ชิงเก้าอี้นายกฯ

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 17:21 น.

ข่าวการเมือง

สุเทพ อวยพรปีใหม่-ชวนพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้า

สุเทพ อวยพรปีใหม่-ชวนพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้า

สุเทพ อวยพรขอให้สิ่งดีเป็นมงคลมาสู่ครอบครัวประชาชนไทย ชวนร่วมใจพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้า เนื่องในปีใหม่ 2562

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 16:08 น.

ข่าวการเมือง

เฉลิม ซาบซึ้งชาวอีสานที่แห่มาฟังการเดินสายปราศรัย

เฉลิม ซาบซึ้งชาวอีสานที่แห่มาฟังการเดินสายปราศรัย

ร.ต.อ.เฉลิม ซาบซึ้งและภาคภูมิใจที่ประชาชนชาวอีสานร่วมฟังการเดินสายปราศรัยจำนวนมาก เผยยังรอความชัดเจนวันเลือกตั้ง

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 12:31 น.

ข่าวการเมือง

บิ๊กตู่ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

บิ๊กตู่ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

นายกรัฐมนตรีพร้อมรองนายกฯลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2562

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 11:38 น.

ข่าวการเมือง

ยิ่งลักษณ์ อวยพรคนไทย-ขอให้เป็นปีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ยิ่งลักษณ์ อวยพรคนไทย-ขอให้เป็นปีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ยิ่งลักษณ์ อวยพรคนไทยให้มีความสุข ขอให้เป็นปีทองการก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 11:12 น.

ข่าวการเมือง

บิ๊กตู่ อวยพรคนไทยให้สมหวัง-เชื่อปี 62 เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลง

บิ๊กตู่ อวยพรคนไทยให้สมหวัง-เชื่อปี 62 เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลง

นายกฯ อวยพรให้ประชาชนประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจใน 2562 เชื่อจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 10:43 น.

ข่าวการเมือง

"เศรษฐพงค์" ฟันธงปี 2019 เป็นปีแห่งการทำโพลจากประชาชน

“เศรษฐพงค์” ฟันธงปี 2019 เป็นปีแห่งการทำโพลจากประชาชน

อดีตรองประธานกสทช.เชื่อปี2019 จะเป็นปีที่เกิดการทำโพลที่เกิดจากความร่วมมือจากประชาชนจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 10:26 น.

ข่าวการเมือง

"ประธานศาลฎีกา"ให้คำมั่นแก้ไขกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า

“ประธานศาลฎีกา”ให้คำมั่นแก้ไขกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า

“ประธานศาลฎีกา” ส่งสารปีใหม่ ย้ำเร่งแก้ไขปัญหาความล่าช้าในกระบวนพิจารณา คดีฎีกาพร้อมทำเสร็จใน 1 ปีหลังรับสำนวน

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 09:43 น.

ข่าวการเมือง

พรรคการเมืองคึก ชิงฐานก้อนใหญ่คนรุ่นใหม่

พรรคการเมืองคึก ชิงฐานก้อนใหญ่คนรุ่นใหม่

“คนรุ่นใหม่”เป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 08:45 น.

วิเคราะห์

"ปู"โชว์รูปคู่"แม้ว" ระหว่างเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ฮ่องกง

“ปู”โชว์รูปคู่”แม้ว” ระหว่างเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ฮ่องกง

ยิ่งลักษณ์โพสต์ภาพคู่ทักษิณ ระบุขอส่งใจไปสวัสดีปีใหม่คนไทย ขณะเดินทางมาร่วมเคาท์ดาวน์ที่ฮ่องกง

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 08:31 น.

ข่าวการเมือง

โพลเผยคนอยากให้นายกฯจัดเลือกตั้งโดยเร็วเป็นของขวัญปีใหม่

โพลเผยคนอยากให้นายกฯจัดเลือกตั้งโดยเร็วเป็นของขวัญปีใหม่

กรุงเทพโพลล์เผยคน 30.8% อยากให้นายกฯจัดเลือกตั้งโดยเร็วเป็นของขวัญปีใหม่ ขณะที่ 25.2% อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 07:24 น.

ข่าวการเมือง

"กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง" ไชยันต์ ไชยพร

“กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง” ไชยันต์ ไชยพร

วิเคราะห์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนก.พ.62 ผ่านสายตาของ ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 07:13 น.

รายงานพิเศษ

รธน.ซ่อนกลตั้งนายกฯเสี่ยงเกิดสุญญากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/584440

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 06:51 น.

รธน.ซ่อนกลตั้งนายกฯเสี่ยงเกิดสุญญากาศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของประเทศไทยในรอบ 8 ปีนับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 (ไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะเมื่อปี 2557) ภาพของคนไทยหลายสิบล้านคนที่ไปต่อแถวเข้าคิวเพื่อใช้สิทธิออกเสียง เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยตื่นตัวกับประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปมีหลากหลายความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตากันเป็นพิเศษ เพราะมีผลต่อการกำหนดทิศทางทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อย 3 เรื่อง

1.การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ หรือไม่ เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากสงสัยว่าจะนำมาสู่ความเป็นโมฆะของการเลือกตั้งหรือไม่ เช่น การแจกบัตรเลือกตั้งให้กับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งผิดเขตเลือกตั้ง เป็นต้น

จากนี้ไปคงต้องรอดูว่าจะมีนักร้องไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เด็ดขาดหรือไม่

2.การรับรองผลการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดให้ กกต.ต้องรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้ สส.จำนวน 95% หรือ 475 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คน ภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

ในระหว่างการพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง สส. กกต.มีอำนาจจะแจกใบเหลืองและใบส้ม เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งในบางเขตเลือกตั้งได้ เนื่องจากพบว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

การแจกใบเหลืองหรือใบส้มที่ นำมาซึ่งการเลือกตั้งใหม่นั้น เท่ากับว่าจะมีผลต่อการนับคะแนนเพื่อคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย หมายความว่าจำนวน สส.ของแต่ละพรรคอาจจะยังไม่นิ่งจนกว่า กกต.จะ ยุติการสอยผู้สมัคร สส.

3.การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นวาระแห่งชาติที่คนไทยทุกคนรอคอยว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จะเป็นใคร ซึ่งคงหนีไม่พ้นแคนดิเดตนายกฯ จาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ เรื่องชวนหัวของการเลือกนายกฯ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังจะเป็นปัญหาเช่นกัน

การเลือกนายกรัฐมนตรี อย่างที่ทราบกันดีว่าจะเป็นการลงมติโดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน 750 คน ประกอบด้วย สส.จำนวน 500 คน และ สว.จำนวน 250 คน คนที่จะได้เป็น นายกฯ จะต้องได้รับเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ  376 เสียงจากทั้งหมด 750 คน

แต่ปัญหาของการเลือกนายกฯ คือ การที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ว่าประเทศจะต้องมีนายกรัฐมนตรีใหม่ภายในเวลาเท่าใด

กรอบเวลาภายหลังการเลือกตั้ง หาก กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งและได้ สส.อย่างน้อย 95% แล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะนับเป็นวันแรกของสมัยประชุมรัฐสภาสามัญทั่วไป หลังจากนั้นไปแล้วรัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาใดๆ ทั้งสิ้น

โดยเมื่อเปิดสมัยประชุม จะต้องมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาฯ ซึ่งตำแหน่งประธานสภาฯ นอกจากจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งแล้ว ยังมีความสำคัญอีกระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หากเลือกประธานสภาฯ ไม่ได้ การเลือกนายกฯ ย่อมไม่เกิดขึ้น

ในกรณีที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ประธานรัฐสภา จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา

ลำดับแรก ที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาให้ความเห็นชอบจากแคนดิเดตของพรรคการเมืองก่อน โดยแคนดิเดตของพรรคการเมืองจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อกลางที่ประชุมรัฐสภาได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองนั้นมี สส.อย่างน้อย 25 คน หากรัฐสภามีมติเห็นชอบ 376 เสียง บุคคลนั้นจะได้เป็นนายกฯ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น จะเข้าสู่ขั้นตอนการยกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ บางมาตรา โดยมีขั้นตอนดังนี้

1.สส.และ สว.จำนวน 375 คน เข้าชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชี รายชื่อของพรรคการเมือง

2.ประธานรัฐสภาเรียกประชุมโดยพลัน การเสนอนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้นั้นจะต้องใช้เสียงของรัฐสภาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 500 คนจากสมาชิกรัฐสภา 750 คน

3.เมื่อรัฐสภามีมติดังกล่าวแล้ว ที่ประชุมรัฐสภาจะดำเนินการพิจารณาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต่อไป โดยบุคคลนั้นจะต้องได้เสียงจากที่ประชุมรัฐสภา 376 คะแนน ถึงจะได้รับการดำรงตำแหน่งให้เป็นนายกฯ

ถ้าทุกพรรคตกลงกันทุกอย่างน่าจะจบลงได้ไม่ยาก แต่หากคุยกันไม่รู้เรื่อง การเมืองย่อมเสี่ยงต่อการเกิดสุญญากาศ อย่างยิ่ง ซึ่งนั่นหมายความว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอยู่ในอำนาจต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความหวังหลังหย่อนบัตร กังวลเสถียรภาพการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/584173

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 07:25 น.

ความหวังหลังหย่อนบัตร กังวลเสถียรภาพการเมือง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อนาคตของประเทศไทยจะถูกตัดสินในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค.นี้ ประชาชนกว่า 51 ล้านคน เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง แน่นอนว่าทุกคนต้องการเลือกพรรคการเมืองที่ชื่นชอบและถูกใจ แต่หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงความราบรื่นในการจัดตั้งรัฐบาลอาจไม่ง่ายดาย ตลอดจนถึงข้อกังวลเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันอีกครั้ง แม้การเลือกตั้งจะเสร็จสมบูรณ์ก็ตาม

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า สิ่งสำคัญอย่างแรกต้องการเห็นเสถียรภาพพอประมาณหลังการเลือกตั้ง ไม่อยากเห็นพรรคการเมืองต่างๆ มีทิฐิว่าจะจับมือกับพรรคนี้ไม่จับมือกับพรรคนี้ คิดว่าเมื่อการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ทุกฝ่ายทุกคนควรจะคิดถึงเรื่องการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง การแข่งขันเมื่อรู้ผลแล้วต้องเลิกเป็นปรปักษ์ต่อกัน ต้องอดทนนึกถึงผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้ ต้องการเห็นน้ำอดน้ำทด ที่จะนำนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมมาผสมผสานกัน อันไหนที่คิดว่าพอเป็นประโยชน์และพอทนกันได้อยากให้ทำกันไป ส่วนไหนที่ขัดแย้งก็ไม่ต้องทำ หลังการเลือกตั้งไม่ควรคิดว่าจะไปหาคะแนนเสียงอีก แต่ควรหาประโยชน์ให้ประชาชนส่วนใหญ่

“หาประโยชน์ให้กับคนที่มีฐานะด้อยโอกาสมากที่สุดและคนชนชั้นกลางถึงระดับล่างต้องมาก่อน ทั้งนี้การให้งบประมาณร้อยละ 70-75 ควรให้กับคนกลุ่มคนชั้นกลางถึงระดับล่าง ส่วนอีกร้อยละ 25 ควรให้กับคนชั้นกลางถึงคนชั้นกลางระดับบน เชื่อว่าหากทำแบบนี้ได้ประเทศไทยจะมีความ สงบสุข” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

สังศิต กล่าวเสริมด้วยว่า ส่วนข้อกังวลหลังการเลือกตั้งนั้น กังวลในประเด็นว่าถ้าหากทุกพรรคการเมืองไม่หาเสียงหลังเลือกตั้งถือว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรเพิ่ม และความวุ่นวายก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งถ้าหากพรรคการเมืองยังมีความมุ่งหวัง ที่พรรคการเมืองต้องการหาคะแนนนิยมอีกมันก็จะมีปัญหาทะเลาะกันไม่เลิก

อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นหลังเลือกตั้ง ย่อมเป็นเรื่องการได้เห็นพรรคการเมืองสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แต่จากเงื่อนไขที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก พรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาล ต้องมีเสียงมากพอที่จะไม่สร้างปัญหาเมื่อเข้าไปนั่งในสภา นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือ ผลการเลือกตั้งที่ได้อาจจะเป็นโมฆะ หรือ กกต.อาจจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่ได้ เพราะจะมีการร้องเรียนมากมาย มีคดีฟ้องกันไปมาไม่สิ้นสุด

“ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ได้ 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน่ากลัวว่าจะประกาศไม่ได้ หากเป็นอย่างนั้น ก็จะวุ่นวายอย่างแน่นอน จากนั้นก็จะเป็นการจัดตั้ง รัฐบาล รวมเสียง ซึ่งที่คนถกเถียงกันคือพรรคเสียงข้างมาก ควรจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน นั่นเป็นมารยาท เป็นจารีตทางการเมือง แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับไว้” อานนท์ ระบุ

อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ฯ อธิบายเสริมว่า พรรคที่สามารถรวมเสียงทั้ง สส.และ สว.ได้เกิน 376 เสียงก่อนก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ต้องคำนึงเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลตามมาด้วย หากเสียงปริ่มน้ำ ก็จะมีปัญหาสภาล่มได้ง่ายในอนาคต ผ่าน พ.ร.บ.ด้านการเงินการคลังได้ลำบาก นำไปสู่เดดล็อกของการเมืองอีกรอบ หรือกระทั่งเสี่ยงที่จะถูกรัฐประหารอีกรอบ ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น จึงหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพพอสมควร

พนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้ใช้แรงงานทุกคนทั้งประเทศหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องค่าแรงที่เป็นธรรม ดังนั้นจึงหวังว่ารัฐมนตรีที่จะเข้ามาดูแลแรงงานจะเป็นผู้เข้าใจปัญหาแรงงานอย่างแท้จริง เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ขณะเดียวกันต้องการให้มีการปฏิบัติที่เป็นธรรม หลักเกณฑ์ที่ดีมีประโยชน์กับแรงงานทุกคน โดยเฉพาะ พ.ร.บ.แรงงาน ที่ยังไม่มีการประกาศใช้ในตอนนี้

“ส่วนตัวคิดว่าหลังเลือกตั้งน่าจะยังมีปัญหาอยู่อย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเรื่องใดนั้นยังไม่สามารถคาดเดาได้ แต่หากเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยคิดว่าน่าจะอยู่นานและไม่เกิดปัญหา ตอนนี้ยอมรับว่าเรื่องปากท้องของประชาชนมันเรี่ยดินหมดแล้ว ซึ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้”

พนัส กล่าวว่า ข้อกังวลในขณะนี้ คือ การเข้ามาแก้ปัญหาในระยะสั้นเรื่องการปรับค่าแรงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากมีกฎหมายข้อบังคับหลายตัว ต้องใช้เวลานานทำให้การดำเนินการค่อนยากลำบาก การปรับค่าแรงตามที่หลายพรรคการเมืองประกาศไว้ตอนหาเสียงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายอย่างที่บอกไว้แน่นอน อย่างเช่น เรื่องข้าวกว่าจะทำเรื่องประกันราคาข้าว ก็ต้องมีการขอความเห็นพิจารณาอีก กว่าจะผ่าน ขั้นตอนต้องใช้ระยะเวลานาน ตอนหาเสียงทำได้ แต่ตอนปฏิบัติมันมีกฎระเบียบหลายขั้นตอนที่ยาก

ท้ายที่สุด หลังการเลือกตั้งคิดว่ายังมีปัญหาเรื่องการทำตามนโยบายหาเสียงที่ประกาศไว้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถทำได้ทันที ยอมรับว่าหลายบริษัทแรงงานตอนนี้ปิดตัวลงไปต่อเนื่อง ในฐานะตัวแทนแรงงานทุกคนวาดหวังว่าหากนโยบายที่ประกาศไว้แล้วทำได้จริง เชื่อว่าทุกคนจะยอมรับได้ และถ้าทำไม่ได้จะมีเสียงเรียกร้องรัฐบาลชุดใหม่ทันที ภาระนั้นคือรัฐบาลใหม่ต้องทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงให้ได้จริง

ศึกชิงดำเก้าอี้นายกฯ “เจ๊หน่อย”ปะทะ”ลุงตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/584081

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 08:46 น.

ศึกชิงดำเก้าอี้นายกฯ "เจ๊หน่อย"ปะทะ"ลุงตู่"

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหลืออีกเพียงสองวันเท่านั้นจะถึง วันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ตามกำหนดการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองในช่วง 100 เมตรสุดท้ายจะเห็นได้ว่าอัดแน่นกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ 4 พรรคการเมืองกระแสแรงตอนนี้

พรรคเพื่อไทย เตรียมเปิดเวทีปราศรัยปิดการหาเสียงในวันที่ 22 มี.ค.ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ “เลือกเพื่อไทยให้ถล่มทลาย เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล” เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มเพื่อช่วงชิงคะแนนจากประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักไม่แพ้กัน โดยใช้พื้นที่ลานคนเมืองเป็นพื้นที่ปราศรัย เพื่อประกาศความเป็นผู้นำในการเป็นพรรคดวงใจของคนเมืองหลวง และขอโอกาสจากคนพื้นที่เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีเสียงข้างมากพอสำหรับการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พรรคพลังประชารัฐ ใช้สนามเทพหัสดิน เป็นพื้นที่สุดท้ายของพรรค ที่สำคัญจะมีการโชว์ความเหนือด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณไปยังเวทีปราศรัยในต่างจังหวัดด้วย นอกจากนี้ พรรคยังเตรียมเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ด้วย นอกเหนือไปจากการเปิดคลิปการอ้อนขอคะแนนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ส่วนพรรคการเมืองน้องใหม่กระแสไม่ตกอย่าง “พรรคอนาคตใหม่” ก็ไม่พลาดการตั้งเวทีปราศรัยเช่นกัน โดยใช้อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เป็นพื้นที่ประกาศชัยชนะ

เรียกได้ว่าวันที่ 22 มี.ค.เป็นวันศุกร์แห่งชาติก็คงไม่ผิดนัก

ตลอดเวลากว่า 2 เดือนของการหาเสียงเลือกตั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองมากมาย โดยเฉพาะช่วงเวลาของการเปิดให้ส่งชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคกาwรเมือง ที่นำมาซึ่งการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

แคนดิเดตนายกฯ รอบนี้แม้จะมากหน้าหลายตา แต่ต้องยอมรับว่าที่สุดแล้วในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ เหลือม้าแข่งที่กำลังวัดฝีเท้ากันแค่ 2 ตัวเท่านั้น คือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จากพรรคเพื่อไทย และ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จากพรรคพลังประชารัฐ

จุดแข็งของคุณหญิงสุดารัตน์ในการเลือกตั้ง คือ การปรับเปลี่ยน ตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ และนโยบายพรรคที่ปล่อยออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย

ภาพลักษณ์ของคุณหญิงสุดารัตน์ในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่ จะเป็นไปในลักษณะของนักการเมืองหญิงผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง และเคยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน ถ้าจะบอกว่าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นเก่าก็คงไม่ผิดนัก

แต่เมื่อกระแสเรียกร้องเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่กลายเป็นกระแสหลักของการเมืองในเวลานี้ ทว่าคุณหญิง สุดารัตน์ สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นนักการเมืองขวัญใจวัยรุ่นไปได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการไปร่วมเวทีด้วยตัวเองของหลายสถาบันการศึกษา รวมทั้งกระแสความนิยมของสังคมที่ต่อลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสความชื่นชอบในตัว ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อีกหนึ่งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ยิ่งชัชชาติกระแสดีเท่าไร คุณหญิงสุดารัตน์ก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมคะแนนความนิยมของคุณหญิงสุดารัตน์ ยังคงติดกลุ่มผู้นำอยู่แบบแรงไม่ตก

มากันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งครองความเป็นเต็งหนึ่งอย่างยาวนาน ความได้เปรียบหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ การยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯ โดยมีอำนาจครบสมบูรณ์ 100% ยิ่งกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

พรรคพลังประชารัฐเองก็พยายามนำจุดเด่นตรงนี้มาต่อยอดเป็นแนวทางในการหาเสียง ดังจะเห็นได้จากการเริ่มปล่อย วาทกรรม “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”

ทั้งนี้ เป็นการพยายามเล่นกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่กำลังผวาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้ บ้านเมืองสงบหรือไม่ จึงทำให้พรรคพลังประชารัฐปล่อยของด้วยการยืนยันว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ อีกครั้ง บ้านเมืองสงบไร้ม็อบการเมืองแน่นอน

แต่อีกมุมหนึ่งพรรคก็มีข้อเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบต ซึ่งอาจเป็นข้อด้อยเล็กๆ ที่สำคัญ เพราะคนที่เข้ามาอาสาเป็นนายกฯ แต่กลับไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบต อาจจะไม่ได้ใจประชาชนเต็มที่เท่าใดนัก

ขณะที่โอกาสเข้ามาเป็นตัวสอดแทรกของทั้ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อาจจะมีอยู่บ้างแต่ยังมีความเป็นไปได้น้อยพอสมควร

ในกรณีของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างที่ทราบกันดีกว่าฐานหลักอยู่ที่ กทม.และภาคใต้ แต่สำหรับภาคเหนือและอีสาน ซึ่งมี สส.รวมกันเกือบ 200 คน พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถสร้างโอกาสให้กับตัวเองได้มากเท่าใดนัก

ส่วนหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แม้จะได้กระแสตอบรับจากวัยรุ่นและคนมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นกลุ่มฐานเสียงขนาดใหญ่ แต่ยังมีคำถามว่ากระแสที่แรงอยู่นั้น จะสามารถแปรออกเป็นคะแนนเลือกตั้งในวันเลือกตั้งจริงได้หรือไม่

ด้วยเหตุนี้ 24 มี.ค.จึงเป็นการวัดกันระหว่าง “เจ๊” กับ “ลุง” ใครจะเข้าเส้นชัยก่อนกัน

ศึกชิงที่สองเลือกตั้ง เดิมพันเก้าอี้”ประยุทธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583942

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 09:01 น.

ศึกชิงที่สองเลือกตั้ง เดิมพันเก้าอี้"ประยุทธ์"

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งแต่ละพรรคเริ่มประกาศจุดยืนและท่าทีความชัดเจนรวมไปถึงเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลเหลือเพียงแค่รอดูผลการเลือกตั้งว่าจะออกมาสุดท้ายอย่างไร

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 แต่ละพรรคเริ่มประกาศจุดยืนและท่าทีความชัดเจนรวมไปถึงเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งจะจับมือกับใครไม่จับมือกับใคร จนสามารถนำมาคำนวณเป็นสูตรการจัดตั้งรัฐบาลได้เบื้องต้น เหลือเพียงแค่รอดูผลการเลือกตั้งว่าจะออกมาสุดท้ายอย่างไร

จากการประเมินเบื้องต้นด้วยฐานข้อมูลรายชื่อและจำนวนอดีต สส.ในการเลือกตั้งล่าสุดปี 2554 โอกาสที่พรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนเสียงมากเป็นอันดับหนึ่งมีความเป็นไปได้สูง แม้หลายฝ่ายจะประเมินตรงกันว่าด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม คงยากที่พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเกิน 250 เสียง ยิ่งในรอบนี้มีพรรคการเมืองใหม่ลงสนามเป็นจำนวนมาก ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นตัวลดทอนคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ให้มีสัดส่วนที่น้อยลงกว่าเดิม

เบื้องต้นสูตรการจัดตั้งรัฐบาลในรอบแรกจึงต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตย มีจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านการสืบทอดอำนาจ จะสามารถรวมเสียงได้เกิน 250 เสียงได้มากน้อยเพียงใด

หากมีเสียงข้างมากย่อมจะเป็นแต้มต่อสร้างความได้เปรียบ อันจะสามารถดึงบรรดาพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กอื่นๆ มาร่วมโหวตแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องสนคะแนนเสียงของ 250 สว.เฉพาะกาล ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่โหวตให้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทย

แต่หากดูจากทิศทางลมแล้วคงไม่ง่ายที่ฝั่งพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจะสามารถรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง เมื่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีฐานเสียงยืนพื้นอยู่ราว 100 ที่นั่ง ขณะที่พรรคพลังประชารัฐเองซึ่งถูกมองว่ามีความได้เปรียบหลายด้านก็อาจกวาดเก้าอี้ได้ 80-100 ที่นั่ง อยู่ที่การปลุกกระแสทิ้งทวนในช่วงโค้งสุดท้ายว่าใครจะมีหมัดเด็ดโดนใจประชาชนได้มากกว่ากัน

ปัญหาที่หลายฝ่ายห่วงกันว่าอาจนำไปสู่ทางตันทางการเมืองหลังเลือกตั้งนั้น อยู่ตรงท่าทีการออกมาประกาศจุดยืนของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะไม่ร่วมสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อันอาจทำให้ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถรวมเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้

เมื่อตัดสูตรพรรคเพื่อไทยได้เสียงถล่มทลายเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลโดย ไม่ต้องพึ่ง 250 เสียงของ สว. หรือเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ออกไป พรรคการเมืองที่มีโอกาสจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จึงน่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ ที่จะต้องไปหาเสียงสนับสนุนหลังการเลือกตั้งให้เพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่พรรคใดจะได้เสียงมากเป็นอันดับหนึ่งเพียงอย่างเดียว ในเมื่อศึกชิงที่สองในการเลือกตั้งหนนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในจังหวะที่พรรคอันดับที่สองจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อพรรคที่ได้อันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ศึกชิงดำระหว่างประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐจึงอาจเป็นตัวตัดสินการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เริ่มตั้งแต่ในกรณีที่พรรคพลังประชารัฐซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พร้อมเสียง สว.250 เสียง ที่ตุนไว้ในกระเป๋า หากได้เสียงต่ำกว่าร้อย โอกาสที่จะไปหาเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางกับขนาดเล็กเพื่อให้ได้ 376 เสียงย่อมไม่ง่ายนักยังไม่รวมถึงในแง่ความสง่างามของพรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคพลังประชารัฐสามารถชนะเลือกตั้งได้เป็นอันดับสอง แซงหน้าประชาธิปัตย์ ย่อมมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ ในฐานะพรรคอันดับสองที่จะรวมเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ตรงกันข้าม หากพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับสาม แม้ในทางปฏิบัติอาจจะสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ในแง่ความสง่างามย่อมทำให้การขึ้นสู่ตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองว่าไม่เหมาะสมเพียงพอ และซ้ำเติมด้วยปมเรื่องการใช้เสียง 250 สว. ที่ถูกมองว่าเป็นอีกกลไกซึ่งวางมาเพื่อการสืบทอดอำนาจ

ที่สำคัญ หากพรรคพลังประชารัฐสามารถชนะเลือกตั้งจนได้เป็นพรรคอันดับสอง ในทางปฏิบัติย่อมจะไป ลดทอนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ให้มีจำนวนน้อยลง และทำให้อำนาจหรือความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาธิปัตย์ลดลงตามไปด้วยในขณะที่ฝั่งประชาธิปัตย์เองย่อมต้องพยายามทำให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด เพราะหากได้เป็นอันดับ 2 ย่อมจะเป็นแต้มต่อในการประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พาการเมืองออกจากทางตัน รวมทั้งยังเป็นเหตุผลสำคัญที่จะบีบให้พรรคพลังประชารัฐซึ่งมีคะแนนเสียงน้อยกว่ามาร่วมยกมือสนับสนุน อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะดึงดันโหวต พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงน้อยกว่าพรรคพลังประชารัฐ นั่นย่อมมีความเป็นไปได้สูงว่าพรรคประชาธิปัตย์ย่อมต้องได้เสียงน้อยกว่า 100 เสียง อันจะเป็นเงื่อนไขให้ อภิสิทธิ์ ต้องลาออกจากตำแหน่ง ตามที่ได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และเปิดให้รักษาการหัวหน้าพรรคคนใหม่ขึ้นมารับไม้ดูแลการจับมือร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่น

สุดท้ายแล้ว ศึกชิงดำที่สองของพรรคพลังประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐจึงมีความสำคัญต่อทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางการเมืองในอนาคต และเป็นเดิมพันการหวนคืนสู่ตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ รอบใหม่อีกด้วย

สว.โหวตสวนชนวนป่วนเสียงส่วนใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583814

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 07:45 น.

สว.โหวตสวนชนวนป่วนเสียงส่วนใหญ่

เสียงของ สว.เฉพาะกาลอาจเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่อยู่ตรงที่ประเด็น ซึ่งอาจเป็นการเบี่ยงเบนคะแนนเสียงของประชาชน

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทางออกไม่นำไปสู่ความวุ่นวายรอยู่ที่ทิศทางการลงคะแนนของสว.ควรจะสอดรับกับผลการเลือกตั้ง ไม่สวนกระแสหรือทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่ามีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการสืบทอดอำนาจที่มีแต่จะทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ กับท่าทีความเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมืองที่รวมตัวผนึกกำลังออกมาดักคอการลงคะแนนของ 250 สว.เฉพาะกาล ให้เคารพ “ฉันทามติ” ของประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง แทนที่จะเทน้ำหนักไปยังฝั่งอื่นจนมีผลทำให้บิดเบือนเสียงของประชาชน จนอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความวุ่นวายและรุนแรงในอนาคต

สอดรับไปกับความพยายามจะดึงให้พรรคการเมืองต่างประกาศตัวร่วมทำสัญญาใจใช้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ต้องพึ่งพา 250 เสียงจาก สว.เฉพาะกาล ซึ่งมีที่มาจากการคัดสรรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขาดการยึดโยงกับเสียงของประชาชน

ทั้งหมดเป็นไปเพื่อให้กระบวนการออกเสียงของประชาชนสะท้อนความต้องการที่แท้จริงในการเลือก สส. มาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งสกัดกั้นปฏิบัติการสืบทอดอำนาจที่ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งห่วงกันว่าสุดท้ายอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับและนำไปสู่ปัญหาอื่นต่อไปได้

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาประกาศจุดยืนกันชัดเจนว่าอยู่ขั้วไหนพร้อมจะจับมือกับพรรคไหนหรือไม่สนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้พอจะสามารถจับทิศทางการประสานพลังรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทว่าด้วยกฎกติกาพิเศษ ซึ่งเปิดช่องให้ 250 สว.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อสูตรการจับขั้วตั้งรัฐบาล ทั้งในแง่เสียงสนับสนุนที่จะทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถตั้งรัฐบาลหรือไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้

เสียงของ สว.เฉพาะกาลจึงอาจกลายเป็นตัวชี้ขาดในทิศทางการเมืองในอนาคต ซึ่งหากที่มาที่ไปของ สว.ชุดนี้มีที่ไปที่มาจากการยึดโยงกับประชาชน การจะออกเสียงของ สว.ชุดนี้ย่อมไม่มีปัญหาในการจะไปสนับสนุนพรรคการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง แต่ด้วยที่มาซึ่งเชื่อมโยงกับ คสช.เพียงไม่กี่คน การจะให้อำนาจ สว. 250 คน มามีส่วนชี้ทิศทางการเมืองแทนการออกเสียงของประชาชนทั้งประเทศย่อมไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้

สาเหตุส่วนหนึ่งที่หลายฝ่ายวิตกว่าเสียงของ สว.อาจเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่อยู่ตรงที่ประเด็น ซึ่งอาจเป็นการเบี่ยงเบนคะแนนเสียงของประชาชน จนอาจทำให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ซึ่งรวมเสียงได้เกิน 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่อาจไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือตรงกันข้ามอาจทำให้พรรคการเมืองที่รวมเสียงได้ไม่ถึง 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรพลิกกลับมาเป็นฝ่ายสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

จากที่ประเมินคร่าวๆ ฝั่งพรรคเพื่อไทยที่คาดว่าน่าจะสามารถรวมเสียงจากฝั่งที่เรียกตัวเองว่าฝั่งประชาธิปไตยได้ประมาณ 200 เสียง ซึ่งควรจะมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลด้วยการไปหาพรรคขนาดกลางขนาดเล็กมาสนับสนุนเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 250 เสียง ซึ่งเพียงพอจะมีเสถียรภาพในสภาผู้แทนราษฎร แต่หาก 250 เสียงของ สว.ไม่มาสนับสนุนด้วยสูตรการจับขั้วนี้ย่อมเป็นหมัน

ในขณะที่ฝั่งประชาธิปัตย์ ซึ่งประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่สนับสนุนฝั่งเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ดังนั้นหากในกรณีพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ และพรรคพลังประชารัฐต้องการที่จะใช้เสียงสนับสนุนจาก 250 สว.เป็นฐานสำคัญจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาธิปัตย์ แม้จะสามารถรวมเสียงเพียงพอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไร้ซึ่งเสถียรภาพ

อีกด้านโอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสานต่อภารกิจที่เคยทำไว้ 5 ปีให้เดินต่อไปแบบไร้รอยต่อ ย่อมไม่ง่ายนักที่จะพลิกขั้วมาสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงเพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ต้องไปติดอยู่ที่ทางตันจากจุดยืนที่ยากจะหาจุดลงตัวร่วมกันของแต่ละฝ่าย

ยังไม่รวมกับ “ทางออก” ที่หลายฝ่ายห่วงกันว่าเมื่อถึงทางตันขึ้นมาจริงๆ อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ “งูเห่า” หรือการไล่ซื้อเสียงสนับสนุนจาก สส.พรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ในยุคที่ สส.มีเอกสิทธิ์ที่จะลงมติใดๆ โดยไม่ต้องยึดตามมติพรรค ซึ่งจะทำให้การเมืองวนกลับไปสู่ปัญหาในอดีตเรื่องการใช้ผลประโยชน์หรือคดีความที่ติดตัวเข้ามาบีบอีกทางหนึ่ง

ดังจะเห็นจากปรากฏการณ์ดูดที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ จนห่วงกันว่าแทนที่จะเดินหน้าสู่การปฏิรูปทางการเมือง สุดท้ายอาจยิ่งทำให้การเมืองถอยหลังกลับไปสู่อดีตที่ย่ำแย่กว่าเดิม

ข้อเสนอที่ให้พรรคการเมืองทั้งหมดยอมรับข้อเสนอเรื่องการตั้งรัฐบาลโดยไม่พึ่งเสียงของ 250 สว. จึงวนกลับมาพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต่อให้พรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และเปิดให้พรรคอันดับถัดไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังยึดโยงกับเสียงของประชาชนและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวิถีประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคพลังประชารัฐจะออกมายอมรับข้อเสนอนี้

ทางออกที่พอจะคลี่คลายสถานการณ์ไม่ให้สุ่มเสี่ยงบานปลายไปสู่ความวุ่นวายรุนแรงจึงอาจอยู่ที่ทิศทางการลงคะแนนของ สว. ที่ควรจะเป็นไปในทิศทางที่สอดรับกับฉันทานุมัติที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง ไม่สวนกระแสหรือทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่ามีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการสืบทอดอำนาจที่มีแต่จะทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

เลือกตั้งล่วงหน้าวุ่นสัญญาณเตือนโมฆะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583713

  • วันที่ 19 มี.ค. 2562 เวลา 08:45 น.

เลือกตั้งล่วงหน้าวุ่นสัญญาณเตือนโมฆะ

การเลือกตั้งล่วงหน้าที่เกิดขึ้น ได้ก่อให้เกิดเสียงท้วงติงมายัง “กกต.” เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาการจัดการเลือกตั้งหลายประการ

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปแล้วสำหรับยกแรกของการเลือกตั้ง ภายหลังเสร็จสิ้น การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในแง่ของตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง น่าจะทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ป้ายแดงทุกคนยิ้มหน้าบานได้พอสมควร

ยกตัวอย่างแค่ใน กทม. เมืองหลวงของประเทศไทย ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิถึง 810,306 คน คิดเป็น 87.22% จากคนที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าไว้ทั้งสิ้น 929,061 คน

จากตัวเลขที่เกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่จะเกิดภาพที่มีคนไปเข้ารอใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมากนานนับชั่วโมงในบางพื้นที่ ซึ่งอาจแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าคนไทยตื่นตัวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างมากพอสมควร หลังจากประเทศเว้นว่างการเลือกตั้งมานานกว่า 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ที่การเลือกตั้งครั้งนั้นต้องตกเป็นโมฆะ ทำให้ถ้าจะนับกันจริงๆ ประเทศไทยก็ว่างจากการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2554 เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งล่วงหน้าที่เกิดขึ้น ได้นำมาซึ่งเสียงท้วงติงที่พุ่งตรงไปยัง กกต.ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัญหาการจัดการเลือกตั้งที่มีความบกพร่องหลายประการ

1.การติดชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองไม่ตรงกับเขตเลือกตั้ง

2.แจกบัตรเลือกตั้งผิดเขต ซึ่งในกรณีนี้เป็นปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายคนพบเจอปัญหาเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อได้รับบัตรเลือกตั้งมาจากเจ้าหน้าที่และเห็นว่าบัตรเลือกตั้งที่ตัวเองได้ไม่ตรงกับเขตเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันให้ประชาชนลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งดังกล่าว

3.ไม่มีอุปกรณ์พิมพ์ลายนิ้วมือ ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจะต้อง เตรียมไว้ให้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสวมสิทธิเลือกตั้ง

4.บางเขตเลือกตั้งไม่มีรายชื่อผู้สมัคร สส.ให้ประชาชนได้ตรวจสอบ นับเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เนื่องจากการเลือกตั้งใช้วิธีการลงคะแนนแบบใหม่ ประกอบกับไม่ได้เป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนที่ผ่านมา เมื่อไม่มีรายชื่อผู้สมัคร สส.ให้ประชาชนตรวจสอบก่อน แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่การลงคะแนนของประชาชนอาจไม่ตรงเจตนารมณ์

5.การใช้ลังกระดาษแทนคูหาเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ ภายหลัง กกต.จัดเตรียมคูหาเลือกตั้งไม่เพียงพอต่อประชาชนที่จะมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ปัญหาที่เกิดขึ้น แม้แต่ กกต.เองก็ออกมายอมรับข้อผิดพลาด เช่นเดียวกับรัฐบาลที่แสดงท่าทีว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข

“เมื่อผิดพลาดก็ต้องแก้ไขกันไป เพราะใหม่ด้วยกันทั้งนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะเราว่างเว้นการเลือกตั้งมานาน เจ้าหน้าที่ก็อาจจะงงๆ ประชาชนก็ยังงงอยู่ด้วยเหมือนกัน” วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุ เมื่อวันที่ 18 มี.ค.

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาจจะไม่ได้จบลงตรงที่การยอมรับผิด หรือการรับปากว่าจะเร่งดำเนินการแก้ไข เนื่องจากปลายทางของปัญหานี้อาจนำไปสู่การแก้ของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือที่เรียกว่า “เลือกตั้งโมฆะ”ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 เวลานั้นผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นหลักประเด็นหนึ่งที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คือ การจัดคูหาแบบใหม่ของ กกต.ในเวลานั้น มีผลให้การลงคะแนนของประชาชนไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่

จากประเด็นนี้เองศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดวางคูหาลักษณะดังกล่าวของ กกต.ไม่ถูกต้อง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ อันมีผลให้เป็นการจัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในที่สุด

“รูปแบบการจัดคูหาเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549…อยู่ในวิสัยที่สามารถมองเห็นการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ การจัดคูหารูปแบบใหม่นี้ จึงมีผลทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าว ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ” เหตุผลส่วนหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญ

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2557 ประเด็นที่มีผลให้การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คือ การไม่จัดการเลือกตั้งให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นเหตุผลที่แตกต่างออกไปจากปี 2549

สำหรับการเลือกตั้งปี 2562 จากภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะนำไปสู่การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่

โดยเฉพาะในประเด็นการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งที่ตัวเองไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งดังกล่าว

รัฐธรรมนูญวางหลักการให้การเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายต้องประกอบด้วย 1.ต้องเป็นการเลือกตั้งโดยตรง และ 2.ต้องเป็นการเลือกตั้งโดยลับ

แต่คำถามปลายเปิดตัวใหญ่กำลังเกิดขึ้นว่าการบริหารจัดการของ กกต.ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรจนมาถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งล่าสุด เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญหรือไม่

อีกไม่นานคงมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็น “นักร้อง” ทั้งหน้าเดิมและหน้าใหม่ทำงาน และการเมืองอาจต้องไปตัดสินกันที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

เดดล็อกหลังเลือกตั้ง “งูเห่า” พรึ่บสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583606

  • วันที่ 18 มี.ค. 2562 เวลา 07:38 น.

เดดล็อกหลังเลือกตั้ง "งูเห่า" พรึ่บสภา

จุดยืนและเงื่อนไขการจับมือร่วมตั้งรัฐบาลที่พรรคการเมืองประกาศออกมา ทำให้โอกาสที่จะเกิดสุญญากาศ ไม่มีพรรคไหนรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้จึงเป็นไปได้สูง

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินทิศทางจากท่าทีและจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองที่ประกาศกันออกมาก่อนหน้านี้ ตลอดจนเงื่อนไขการจับมือร่วมเป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมา โอกาสที่การเมืองจะเดินหน้าไปถึงทางตันไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถรวมเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

โดยเฉพาะกับกฎกติกาใหม่ซึ่งมีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ 250 สว.เฉพาะกาล อันมีที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามามีบทบาทร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ว่ากันว่าจะทำให้ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปสู่ทางตันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ยิ่งในสภาพบรรยากาศการเมืองที่แบ่งออกเป็น 3 ขั้วชัดเจน ได้แก่ฝั่งพรรคเพื่อไทยและพันธมิตร อันประกอบไปด้วย พรรคเพื่อชาติ พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เตมียเวส และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และพรรคอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

2.ฝั่งพรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ได้แก่ พรรครวมพลังประชาชาติไทยที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง และพรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เปิดหน้าประกาศตัวชัดเจน

และ 3.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งล่าสุดประกาศจุดยืนชัดเจน ไม่สนับสนุนทั้งฝั่ง “ทุจริต” และ “สืบทอดอำนาจ” ซึ่งด้านหนึ่งกลายเป็นการโดดเดี่ยวตัวเอง แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้สถานะของพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นขั้วที่ 3 ขึ้นมาอย่างชัดเจน

ต่างจากเดิมที่มองกันว่าประชาธิปัตย์จะเป็นเพียงแค่ตัวแปรทางการเมือง ที่จะไปสนับสนุนเพิ่มโอกาสให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นรัฐบาลเท่านั้น ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมามีความพยายามบีบให้ประชาธิปัตย์เร่งแสดงความชัดเจนว่าจะเลือกอยู่ฝั่งใดเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจของประชาชนที่จะออกมาใช้สิทธิ

ไม่ว่าจากฝั่งเพื่อไทยเองที่พยายามเรียกร้องให้ประชาธิปัตย์แสดงความชัดเจน อีกด้านหนึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ขึ้นเวทีปราศรัยดักคอ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคอาจไปจับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาลหากได้เสียงสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี

แม้กระทั่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับการประกาศท่าทีของ อภิสิทธิ์ ว่า เป็นการพูดเร็วเกินไปหรือไม่ เพราะอย่างที่รู้ว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันออกแบบมาเพื่อให้มีรัฐบาลผสมและยังเป็นการผสมของพรรคแกนหลัก ซึ่งขณะนี้ก็พอเดาคะแนนได้

“แต่การที่ออกมาบอกว่า ซ้ายก็ไม่เอา ขวาก็ไม่เอา ต้องมีผมคนเดียว ทำให้นักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน และนักลงทุนทั้งหลาย ที่พอบวกเลขเป็นก็จะรู้ว่า แล้วจะตั้งรัฐบาลได้อย่างไร แล้วจะทำให้การเมืองถึงทางตันหรือไม่ พูดทำไม คิดในใจก็พอ ควรไปพูดเรื่องนโยบายดีกว่ามั้ย หรือไม่มีนโยบายอะไรที่จะพูด ไม่มีใครที่อยากเป็นรัฐบาลตลอดชาติหรอก”

จากจุดยืนของประชาธิปัตย์ ที่เสนอตัวเป็นอีกทางเลือกพร้อมเหตุผลสนับสนุนว่าการที่ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อจะได้สามารถผลักดันนโยบายที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ให้สำเร็จลุล่วงไม่มีปัญหาในภายหลัง จึงถูกมองว่าอาจเป็นการบีบให้ทุกอย่างเดินไปสู่ทางตัน

เมื่อในทางปฏิบัติต่อให้พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากแต่ไม่มากเพียงพอ เพราะระบบเลือกตั้งใหม่มีแนวโน้มที่พรรคซึ่งได้จำนวน สส.เขต มาก ย่อมจะทำให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อน้อยลง ดังนั้นเมื่อได้เสียงชนะไม่ถล่มทลายการจะเป็นการนำจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นไปได้ยาก

ต่อให้ได้เสียงประมาณ 200 เสียง แต่หากไม่มีเสียงสนับสนุนจาก 250 สว. และเสียงสนับสนุนจากประชาธิปัตย์การจะรวมเสียงเพื่อให้ได้ถึง 376 เสียง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ต่างจากฝั่งพรรคพลังประชารัฐ แม้จะได้เสียงเป็นอันดับสองหรืออันดับสาม และมีเสียงสนับสนุนจาก 250 สว. แต่หากไม่ได้เสียงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ย่อมไม่อาจตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเกิน 250 เสียง ในสภาผู้แทนแทนราษฎรได้

ส่วนประชาธิปัตย์ซึ่งไม่มีอะไรจะต้องเสีย ถึงขั้นประกาศพร้อมเป็นพรรคฝ่ายค้านล่วงหน้า การจะให้พรรคพลังประชารัฐทิ้งเป้าหมายภารกิจสำคัญอย่างการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ และหันมาสนับสนุน อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ แทนเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้นั้น ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่พรรคพลังประชารัฐสามารถยอมได้

สุดท้ายหลังการเลือกตั้งโอกาสที่จะเกิดสภาพสุญญากาศ ไม่มีพรรคไหนรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้จึงเป็นไปได้สูง ทางออกจึงอยู่ที่การหว่านล้อมจูงใจและยื่นข้อเสนอเพื่อหาเสียงมาสนับสนุนขั้วของตัวเองให้สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

แต่เมื่อจุดยืนของทั้ง 3 ขั้ว ค่อนข้างชัดเจนแล้ว การจะยกแพ็กไปสนับสนุนฝั่งใดฝั่งหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ทางออกที่พอจะเป็นไปได้คือการเจาะดึง สส.เป็นรายบุคคล เพื่อให้มาช่วยโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะถือเป็นเอกสิทธิของ สส.แต่ละคนที่จะใช้วิจารณญาณของตัวเอง

ปรากฏการณ์ “งูเห่า” ซึ่งแม้จะไม่ใช่วิถีทางที่ควรจะเป็นในยุคปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับเรื่องการต่อรองผลประโยชน์ อันจะทำให้การเมืองวนกลับไปสู่วังวนเดิมๆ แต่ก็อาจเป็นทางออกเพียงไม่กี่ทางที่จะพาการเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้ในวันที่ทุกอย่างกำลังจะเดินหน้าไปสู่ทางตันไร้หนทางเดินต่อไป ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะคุมเสียง และหาเสียงสนับสนุนได้มากกว่ากัน

โดดเดี่ยว “บิ๊กตู่” ผนึกกำลังโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583334

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 07:37 น.

โดดเดี่ยว "บิ๊กตู่" ผนึกกำลังโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อุณหภูมิการเมืองทวีความเดือดมากขึ้นไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 17 มี.ค. จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศไทย แน่นอนว่าตลอดทั้งสัปดาห์นี้บรรดาพรรคการเมืองต้องเดินเกมชิงเหลี่ยมกัน เพื่อเก็บแต้มให้ได้มากที่สุด ก่อนเข้าสู่ศึกใหญ่ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 24 มี.ค.กลยุทธ์หรือลูกไม้หนึ่งที่แต่ละพรรคงัดขึ้นมากันในระยะนี้ คือ การโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยได้ออกมาดิสเครดิตหรือพาดพิงว่าที่ นายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐแบบไม่ไว้หน้าทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกันเลยทีเดียว

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่เวลาถูกถามถึงเรื่องจุดยืนทางการเมืองที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มักจะตอบคำถามนี้ด้วยอาการเลียบๆ เคียงๆ มาตลอด

แม้ลูกไม้นี้ของพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกมองว่าเป็นการชิงจังหวะเพื่อหวังดึงคะแนนคนเบื่อลุงให้มาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประกาศจุดยืนทางการเมืองชัดเจนในลักษณะนี้น่าจะได้ใจจากคนรุ่นใหม่ไม่มากก็น้อย

เช่นเดียวกับ พรรคภูมิใจไทย ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งถูก พล.อ.ประยุทธ์ ท้วงติงเรื่องนโยบายการให้ประชาชนปลุกกัญชา ปรากฏว่าได้ประกาศท่าทีด้วยการขอยืนอยู่ตรงข้ามกองทัพ

“แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุน ต้องเป็น สส. และมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร เราไม่ยอมให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาเป็นผู้กำหนด เรารับไม่ได้ที่จะให้คนที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาเลือกนายกฯ” ท่าทีของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 6 มี.ค.

ขณะที่พรรคเพื่อไทยขาประจำของ คสช.ได้เปิดตัวแคมเปญ “เอาลุงคืนไป เอาเงินในประเป๋าคืนมา” แม้จะไม่ได้บอกตรงว่าลุงในที่นี้หมายถึงใคร แต่แน่นอนย่อมเป็นคนที่คุณรู้ว่าใคร

ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลางอื่นๆ ยังคงสงวนท่าทีต่อการสนับสนุนบุคคลเป็นนายกฯ อยู่พอสมควร ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ถ้าจะบอกว่าเป็นการกั๊กเพื่อรอร่วมเป็นรัฐบาลโดยไม่สนขั้วการเมืองก็คงไม่ผิดนัก

จากภาพรวมที่ปรากฏให้เห็นนั้นพอจะเป็นสัญญาณที่ชี้ลงไปว่า “พรรคพลังประชารัฐ” กำลังถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าคะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นต่อว่าที่นายกฯ คนอื่นๆ เท่าใดนัก ซึ่งแม้แต่ภายในพรรคพลังประชารัฐเองก็ต่างทราบถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี มิเช่นนั้นแล้วถ้าคะแนนของบิ๊กตู่ดีจริง พรรคก็ควรเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมขบวนเดินสายปราศรัย เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และจุดยืนหรือพร้อมสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเวทีดีเบต

แต่ทั้งหมดไม่ได้มีการดำเนินการเลยแม้แต่น้อย มีแต่เพียงการหาเสียงโดยอ้างถึงการจะเดินหน้าต่อ ยอดนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองจึงมองเห็นแล้วว่าหากยังแสดงจุดยืนที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ จะมีผลให้พรรคตัวเองถกฉุดคะแนนลงไปด้วย ทางที่ดีสู้ประกาศให้ชัดไปเลยดีกว่า จึงไม่แปลกที่จะทำให้คนในฟากรัฐบาลอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวเสียพอสมควร

“มีหัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคบอกว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ พูดเร็วไปไหม จะบอยคอตอะไรกันอีก เมื่อก่อนก็บอยคอตมาแล้ว 2 รอบ บอยคอตเสร็จอะไรตามมาล่ะ คนไทยลืมง่ายใช่ไหม นี่บอยคอตอีกล่ะ แต่นี่ไม่ได้บอยคอตเลือกตั้ง แต่บอยคอตนายกฯ เลย ว่าไม่ควรเป็นนายกฯ” คำพูดจากรองนายกฯ สมคิด

ภาพที่คนไทยได้เห็นว่าถ้าจะบอกว่าพรรคพลังประชารัฐกำลังตกที่นั่งลำบาก ก็คงไม่ได้เป็นการกล่าวเกินไปจากความจริงเท่าใดนัก เนื่องจากเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ คือ ต้องมี สส.ในพรรคระดับ 120-150 คน

ถ้าต่ำกว่านั้นคงไม่มีพรรคไหนยอมให้บิ๊กตู่เป็นนายกฯ แน่นอน ครั้นจะไปหวังพึ่ง สว.อีก 250 คน จริงอยู่ สว.จากการจิ้มเลือกของคสช.ย่อมเทคะแนนให้บิ๊กตู่อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลังจากนั้นรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐในฐานะเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรจะไปได้สักกี่น้ำ ลองนึกดูว่าถ้าเสนอกฎหมายงบประมาณเข้าสภา แต่ สส.ไม่ยกมือรับหลักการให้ เสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะง่อนแง่นพอสมควร

เมื่อพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นผู้คุมเกมการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองอื่นๆ จึงเลือกประกาศอิสรภาพเพื่อตอบโต้ในช่วงที่กระแสลุงตู่ไม่ค่อยเปรี้ยงปร้าง การโดดเดี่ยวพรรคพลังประชารัฐจึงเกิดขึ้น

หมากเกมนี้สามารถแก้ไขได้โดยไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ด้วยการทำให้พรรคพลังประชารัฐได้ สส.เกิน 120 คน เพื่อให้ความได้เปรียบกลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง แต่มีคำถามว่าพรรคพลังประชารัฐจะทำได้หรือไม่ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้

สว.สรรหาจุดบอด ฉุดคะแนน’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583198

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 07:21 น.

สว.สรรหาจุดบอด ฉุดคะแนน'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้ง สส.ช่วงโค้งสุดท้ายว่าเข้มข้นแล้ว แต่อีกด้านมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการสรรหา สว.ที่มีความดุเดือดไม่แพ้กัน ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

ย้ำกันอีกครั้งว่าสำหรับกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.จำนวน 250 คน ตามบทเฉพาะกาลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมีด้วยกัน ดังนี้

1.สว.โดยตำแหน่ง 6 คนประกอบด้วย ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาทหารอากาศ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม เท่ากับว่าวุฒิสภาชุดใหม่จะปรากฏชื่อ “บิ๊กแดง”  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เข้ามานั่งประชุมในสภาและร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

2.สว.จากการสรรหา 194 คน จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาในการคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมในอันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและการปฏิรูปประเทศมี จำนวนไม่เกิน 400 คน และให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน

3.สว.จากการเลือกกันเองของ ผู้สมัคร 50 คน เริ่มแรกจะเป็นการเลือกกันเองของผู้สมัครที่เข้ามาตามระบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด โดยเมื่อเลือกกันเองจนได้ 200 คนแล้ว กกต.จะส่งให้ คสช.พิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 50 คนต่อไป

ทั้งหมดนี้ คสช.ต้องทำการคัดเลือก สว.ให้ได้จำนวน 250 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส.

หมายความว่าประมาณกลางเดือน พ.ค. คนทั้งประเทศจะได้เห็นโฉมหน้า สว. เนื่องจากเป็นจังหวะเดียวกับกรอบเวลาที่ กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ให้ได้จำนวน 95% หรือ 475 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คน ภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

การได้มาซึ่ง สว.ด้วยวิธีการสรรหานั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ของการเมืองไทย เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เคยกำหนดให้ สว.มาด้วยวิธีการดังกล่าวเช่นกัน เพียงแต่องค์กรที่มาทำหน้าที่สรรหา สว. คือ องค์กรอิสระ ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรง เมื่อเทียบกับการสรรหา สว.โดย คสช.ตามที่ปรากฏในปัจจุบัน

เหตุที่ต้องบอกว่าการสรรหาของ คสช.ก่อให้เกิดส่วนได้เสียโดยตรง เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สวมหมวกหลายใบมากในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ

อีกทั้งวุฒิสภาจะเข้ามาร่วมเลือกนายกฯ ด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังมีส่วนได้เสียเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่จะเกิดกระแส ไม่พอใจตามมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภายหลังเริ่มปรากฏรายงานหรือโผรายชื่อตัวเต็งที่จะเข้ามาเป็น สว. ชุดแรกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

ประกอบกับท่าทีของรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่เคยระบุว่า สว.สรรหาอาจจะมาจากอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังหน้าที่ในปัจจุบัน ยิ่งเป็นเชื้อไฟที่ทำให้กระแสความไม่พอใจเพิ่มสูงขึ้น

ในมุมของ คสช.ทราบถึงกระแสนี้ดี แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.ไม่ได้มีทางเลือกทางการเมืองมากนัก

การเลือกตั้งยิ่งใกล้เข้ามามาก เท่าไหร่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังหลุดไปจาก คสช.มากขึ้นเท่านั้น หนทางเดียวที่ทำให้เกิดหลักประกันว่า คสช.จะไม่ถูกเช็กบิลย้อนหลัง คือ การเอาวุฒิสภาเข้าไปถ่วงดุลอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องพยายามดับความหัวร้อนของสังคมด้วยการบอกว่า คสช.จะเลือกคนดีเข้าไปเป็น สว.เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล

“วันนี้ขอแบบนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นทุกคนก็อ้างประชาธิปไตย ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่ซื่อสัตย์จริงๆ ก็ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งการเลือกและการคัดสรร ถ้าสำนึกความเป็นไทย สำนึกประเทศชาติ บุญคุณของประเทศ” ท่าทีจาก พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งการสรรหา สว.ครั้งนี้กำลังจะเป็นจุดบอดที่อาจส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ รวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐเช่นกัน

ทั้งนี้ เป็นเพราะกระแสต่อต้านเรื่องการสรรหา สว.ค่อนข้างแรงพอสมควร ภายหลังเริ่มปรากฏว่าประเทศไทยกำลังจะได้คนหน้าเดิมๆ เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็ประจักษ์แก่สายตาคนไทยแล้วว่าพวกเขาเหล่านี้ทำงานเป็นอย่างไร

“สปช.-สปท.-สนช.” ล้วนมีช่องให้ติติงทั้งสิ้น เช่น สปช.เคยคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก จนทำให้การ เลือกตั้งล่าช้า สปท.เป็นผู้ตั้งคำถามพ่วง อันเป็นที่มาของการให้ สว.ร่วมเลือกนายกฯ ส่วน สนช.นั้นมีรอยแผลจากการพิจารณากฎหมายในเชิงปริมาณ แต่มีความกังขาในแง่คุณภาพ

การเลือกตั้งครั้งนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ต้องพบกับความปราชัย คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่ก้าวพลาดมาตลอด