‘มาร์ค’ เหนือเมฆ ยกระดับลุ้นนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/583082

  • วันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 08:33 น.

'มาร์ค' เหนือเมฆ ยกระดับลุ้นนายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ชัดๆ เลยนะครับ ผมจะไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจเท่ากับสร้างความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ ประเทศเสียหายมามากพอแล้ว หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ”

เป็นคำพูดของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเผยแพร่ผ่านคลิปวิดีโอทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุน  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แคนดิเดต นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐเป็นนายกฯ

การขยับตัวของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร เพราะการทำเช่นนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามกับ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์

ส่งผลให้มีคำถามตามมาว่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์กำลังคิดการใหญ่อยู่ใช่หรือไม่?

นับตั้งแต่เข้าสู่ฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าอภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ที่มีคะแนนความนิยมอยู่ในลำดับต้นๆ มาโดยตลอด ตีคู่มากับทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์

ที่สำคัญการเลือกตั้งหลายครั้งก่อนหน้านี้ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้ชนะเลือกตั้งเป็นที่หนึ่ง แต่การหายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทยมาเป็นที่สองได้นั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าฐานคะแนนของพรรคมีความเข้มแข็งพอสมควร

มองลึกลงไปแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่อยู่บนสถานการณ์ที่ตัวเองได้เปรียบพอสมควร ซึ่งไม่ใช่เรื่องคะแนนเลือกตั้ง แต่เป็นท่าทีทางการเมืองต่างหาก

การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นอยู่ในเวลานี้อยู่ภายใต้ความหวาดระแวงและการถูกตั้งคำถามพอสมควรว่าถ้าเลือกตั้งไปแล้ว ประเทศจะสงบหรือไม่ โดยเฉพาะหากนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมาจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐ

ในกรณีของพรรคเพื่อไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าหากขึ้นมาเป็นรัฐบาล อาจมีผลให้การเมืองทวีความดุเดือดมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์และ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เพิ่งมีวิวาทะกันจนเป็นที่มาของคำว่า “หนักแผ่นดิน”

ดังนั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพสั่นคลอนอีกครั้ง เพราะกองทัพและ คสช.เองก็ยังไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทยมากนัก

ส่วนสถานการณ์ของพรรคพลังประชารัฐ ถึงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาคส่วนต่างๆ แต่ภายในพรรคนั้นก็มีสนิมเกาะอยู่ไม่น้อย

โครงสร้างของพรรคพลังประชารัฐเป็นการเกาะตัวกันหลวมๆ ของกลุ่มการเมือง ได้แก่ กลุ่มอดีตรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กลุ่มสามมิตรที่เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ กลุ่มอดีตแกนนำ กปปส. เป็นต้น

ถามว่ากลุ่มการเมืองเหล่านี้มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันที่พร้อมลงเรือลำเดียวกันไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ คำตอบ คือ “ไม่มีทางแน่นอน”

ความระหองระแหงภายในพรรคเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่การจัดลำดับ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อที่มีความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มสามมิตรและกลุ่มอดีต กปปส. จนมาถึงการยกเลิกการปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งๆ ที่พรรคเคยหวังว่าจะเป็นไม้เด็ดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

ปัญหาอย่างหลังนั้นดูเหมือนว่าจะคาราคาซังมากที่สุด เนื่องจากนักเลือกตั้งของพรรคเริ่มยอมรับแล้วว่ากระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ดีและไม่ได้โดดเด่นอย่างที่เคยคิดกันไว้

ตรงนี้เองที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์เริ่มมองเห็นโอกาสของตัวเองในการกลับมาเป็นรัฐบาลมากขึ้น ด้วยหลักคิดที่ว่า “กองทัพไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทยและสังคมเบื่อบิ๊กตู่”

ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่อยู่ตรงกลางก็อาจมีโอกาสรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้เสียงเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งก็ตาม

โจทย์แรกที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำให้ได้ คือ การทำให้พรรคมี สส.มากกว่า 100 คนขึ้นไป เพื่อให้ได้เสียง สส.ที่ใกล้เคียงกับพรรคเพื่อไทยมากที่สุด

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ โอกาสที่พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับหนึ่งที่ไม่ได้เสียงเด็ดขาดจะรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาลก็มีความเป็นไปได้ยาก

เท่ากับว่าโอกาสจะกลับมาที่พรรคประชาธิปัตย์ทันที      แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีวิวาทะกับ คสช.อยู่หลายครั้ง แต่ถ้าให้ คสช.เลือกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย คำตอบที่ได้ทุกคนย่อมเป็นประชาธิปัตย์แน่นอน เพราะอย่างน้อย ผบ.ทบ.คนนี้เคยทำงานกับอภิสิทธิ์เมื่อครั้งเป็นนายกฯ มาก่อน

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นผู้นำ ตั้งรัฐบาล บรรดา สส.พรรคการเมือง อื่นๆ หรือแม้แต่จากพรรคพลังประชารัฐเองพร้อมจะเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาลด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ สว.ของ คสช.ยินดียกมือให้พรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน เพราะเมื่อพรรคพลังประชารัฐพาบิ๊กตู่ไปไม่ถึงดวงดาว ก็ไม่ควรให้พรรคเพื่อไทยไปถึงเส้นชัยได้เช่นกัน

หมากเกมนี้ของคนหน้าหล่อ ล้ำลึก และเหนือเมฆขนานแท้

โค้งสุดท้าย”บิ๊กตู่”รีเทิร์นนายกฯยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582944

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 07:17 น.

โค้งสุดท้าย"บิ๊กตู่"รีเทิร์นนายกฯยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาชิงจังหวะโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประกาศจุดยืน ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะยิ่งทำให้ขั้วของ 3 กลุ่มการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งยังทำให้พรรคประชาธิปัตย์พลิกบทบาทกลับมา มีแต้มต่อที่สำคัญในทิศทางการเมือง นับจากนี้เป็นต้นไป

การแสดงออกครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นท่าทีความชัดเจนที่แตกต่างจากทุกครั้ง โดยเป็นการตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นระบบ นำโดย อภิสิทธิ์ พร้อมคณะกรรมการบริหาร อาทิ กรณ์ จาติกวณิช, เกียรติ สิทธีอมร, พนิช วิกิตเศรษฐ์, สุทัศน์ เงินหมื่น ซึ่งพูดชัดถ้อยชัดคำว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจ สร้างความขัดแย้งและขัดกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์

“ยืนยันว่าเป็นการพูดในฐานะหัวหน้าพรรคและเป็นไปตามอุดมการณ์ของพรรค ดังนั้น จึงไม่ควรมีคำถามว่าเป็นจุดยืนของพรรคหรือไม่ เพราะหากดูตามข้อบังคับพรรคและกลไกการทำงานย่อมต้องมีมติพรรค พรรคไม่อาจมีจุดยืนที่ขัดกับอุดมการณ์ของตัวเองที่ประกาศไว้เมื่อ 70 ปีได้ ซึ่งหากสิ่งที่ประกาศทำให้เสียคะแนน ผมยินดี เพราะคือความเป็นธรรมสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งสำคัญกว่า”

สิ่งที่สำคัญจากการประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ คือ ทำให้สถานะของพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นอีกขั้วการเมืองที่มีแต้มต่อพร้อมจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงตัวแปรทางการเมือง รอดูแค่ว่าจะเลือกร่วมสนับสนุนฝั่งพรรคเพื่อไทย หรือพรรคพลังประชารัฐ เป็นรัฐบาล

ในการแถลงจุดยืนครั้งนี้ อภิสิทธิ์ประกาศชัดเจนว่า ประชาชนมี 3 ทางเลือก คือ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และพลังประชารัฐ ซึ่งเรื่องที่สำคัญที่สุดในการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ขณะนี้เรามุ่งสู่การเป็นแกนนำรัฐบาล ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลบนพื้นฐานของอุดมการณ์และนโยบาย และสิ่งที่แสดงจุดยืนออกไปสองครั้ง ชัดเจนว่าเราจะต้องจัดตั้งรัฐบาลแบบไม่มีทุจริตและไม่สืบทอดอำนาจ

ที่ผ่านมา การประกาศจุดยืนมีปฏิกิริยาจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งพยายามผลักดันให้เดินกลับไปสู่การสร้างวาทกรรมเดิมๆ คือ หากไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ หมายถึงต้องจับมือกับพรรคเพื่อไทยตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถออกมาจากการครอบงำของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีผลประโยชน์ที่ขัดกับผลประโยชน์ของประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถร่วมงานด้วยได้

“ที่สำคัญ จนถึงทุกวันนี้ไม่มีสัญญาการเปลี่ยนแปลงทำงานทางการเมืองของกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายนี้ อีกด้านหนึ่งก็ไม่ตกหลุมพรางของเครือข่ายของระบอบทักษิณที่พยายามบีบเพื่อให้เราไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เขาถามว่าจะร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ขอตอบให้ชัดอีกครั้ง ว่าหากพรรคพลังประชารัฐต้องการสืบทอดอำนาจ ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมด้วย”

การประกาศจุดยืนของตัวเองไม่ร่วมกับฝั่งทุจริต และสืบทอดอำนาจ แม้ด้านหนึ่งจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่าจะต้องถูกโดดเดี่ยวหรือเตรียมตัวเป็นฝ่ายค้านตั้งแต่ยังไม่ทันเลือกตั้ง

แต่หากพิจารณาลึกลงไปแล้วการเสนอตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ นับเป็นการเปิดเกมรุกครั้งสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะรู้อยู่แล้วว่าด้วยข้อจำกัดจำนวนเสียงคร่าวๆ ของแต่ละขั้วที่เป็นอยู่ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะสามารถรวมเสียงเพียงพอกับการจัดตั้งรัฐบาลได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีตัวแปร 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล ที่จะเข้ามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี

ประเมินคร่าวๆ ต่อให้ฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรได้คะแนนเสียงรวมกันแล้วเกิน 250 เสียง ก็อาจไม่ง่ายที่จะหาเสียงเพิ่มอีก 126 เสียงเพื่อโหวตให้ฝั่งพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หาก  250 เสียง จาก สว. และเสียงอีกประมาณ 100 เสียงไม่สนับสนุน

เช่นเดียวกันกับฝั่งพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งต่อให้ได้เสียงเกิน 100 และรวมกับ 250 เสียงจาก สว. ซึ่งเพียงพอจะหาเสียงเพิ่มอีกเล็กน้อยก็จะได้เสียง 376 เสียง เพียงพอจะผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ในทางปฏิบัติก็จะเป็นปัญหาในอนาคตหากไม่ได้เสียงเฉพาะ สส.เกิน 250 เสียง ซึ่งจะทำให้เป็นรัฐบาลเสียง ข้างน้อยขาดเสถียรภาพ

ดังนั้น หากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคาดว่าจะมีเสียงประมาณ 100 เสียง ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ โอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เป้าหมายที่หลายฝ่ายพยายามจะผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย จึงดูริบหรี่จากจุดยืนที่อภิสิทธิ์ประกาศ

กลไกที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบทั้งระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องแตกออกเป็นพรรคต่างๆ เพื่อให้ได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากที่สุด ไปจนถึงตัวช่วย 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล สุดท้ายจึงอาจไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ

สุดท้ายย่อมนำไปสู่สภาพยักแย่ยักยันที่ไม่อาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งไม่ง่ายที่จะเดินหน้าไปสู่การใช้เสียงปลดล็อกไปหานายกรัฐมนตรีคนนอก ทางเลือกที่ยังเหลืออยู่ จึงอาจเป็นการบีบให้พรรคพลังประชารัฐมาร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐซึ่งวางตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดต นายรัฐมนตรีเพียงคนเดียวในบัญชีจะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเดินต่อไปอย่างไร

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง “ปชป.” ปิดประตูร่วม “เพื่อไทย” ตั้งรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582849

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 08:45 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง "ปชป." ปิดประตูร่วม "เพื่อไทย" ตั้งรัฐบาล

ท่าทีจากพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งเป็นที่ชัดเจนว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณการเมืองชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับท่าทีความชัดเจนจากพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอแสดงจุดยืนทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊กความยาว 40 วินาที ตอบคำถามว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีประวัติทุจริตหรือไม่

“ผมไม่มีวันจะยอมให้พรรคที่ทุจริตนำประเทศ ไม่เอาทั้งพวกบกพร่องโดยสุจริต หรือทุจริตเชิงนโยบาย เอาเสียงของประชาชนมาหาผลประโยชน์ให้กับคนกลุ่มเดียว นายกฯ 4 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยมีมลทินเรื่องทุจริต รัฐมนตรีในรัฐบาลเรามีเรื่องอื้อฉาว ทุจริต ลาออกทันที เพราะสำหรับประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตยจะใช้การได้ ต้องสุจริตเท่านั้น หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ”

ในมุมหนึ่งท่าทีดังกล่าวถือเป็นการแสดงศักยภาพเน้นจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์โดยชูเรื่องสุจริตมาเป็นจุดขาย เพื่อเรียกคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย กับการสร้างความแตกต่างกับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยการหยิบยกประวัติทางการเมืองมาแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ดังจะเห็นจาก นายกรัฐมนตรี 4 คนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีมลทินเรื่องทุจริต ไปจนถึงเรื่องสปิริตทางการเมืองที่ให้รัฐมนตรีที่มีเรื่องอื้อฉาวทุจริตลาออกในทันที

แต่นัยที่สำคัญจากคลิปดังกล่าว คือ การประกาศความชัดเจนต่อทิศทางการร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ที่พูดชัดเจนว่าจะไม่ให้พรรคที่ทุจริตมานำประเทศ ทั้งบกพร่องโดยสุจริต หรือทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นความตั้งใจเจาะจงไปถึงพรรคเพื่อไทย ที่แกนนำในพรรคหลายคนมีคดีความพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวในช่วงที่ผ่านมา

ท่าทีดังกล่าวของประชาธิปัตย์จึงเท่ากับเป็นการประกาศตัดสัมพันธ์ไม่ร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยในอนาคต จากก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เคยประกาศเต็มปากเต็มคำ มีเพียงแค่พูดถึงภาพรวมกว้างๆ เกี่ยวกับการเลือกร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้งกับพรรคหนึ่งพรรคใดที่จะต้องพิจารณาแนวนโยบายและจุดยืนทางการเมืองที่สอดรับกัน จนทำให้ถูกมองว่าการไม่ปฏิเสธให้ชัดเจนเสมือนเป็นการเปิดทางให้ร่วมงานกันได้ในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์ เคยออกมาประกาศเรียกร้องว่า หลังจากได้การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลต้องเคารพเสียงประชาชน แม้ว่า สว.250 คน จะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการให้เสียง 250 สว. เคารพการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

หมายความว่า ถ้าพรรคการเมืองรวมกลุ่มกันได้เกิน 250 สว. ควรสนับสนุนให้เขาตั้งรัฐบาล จึงจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง จึงอยากให้ทุกพรรคการเมืองตกลงกันว่าเลือกตั้งเสร็จอย่าวิ่งไปหาสว.250 คน แต่ควรตกลงกันว่าใครอยากจับมือกับใคร

พร้อมกันนี้ อภิสิทธิ์ ยังระบุด้วยว่า “ผมพูดไปแล้วว่าประชาธิปัตย์ต่ำกว่า 100 ผมลาออก และขอถามพรรคการเมืองอื่นว่าถ้าได้ต่ำกว่าร้อยยังจะกล้าเสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีพรรคตัวเองหรือไม่”

ในครั้งนั้นนอกจากจะมองว่าเป็นการสกัดพรรคพลังประชารัฐ ด้วยการเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองผนึกกำลังสร้างความเข้มแข็งไม่ให้ 250 สว.เข้ามามีบทบาทจนสามารถแทรกแทรงกลไกการจัดตั้งรัฐบาลได้

แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกตีความว่าเป็นการเปิดช่องสำหรับการจับมือพรรคเพื่อไทย ในกรณีที่จำเป็นต้องผนึกกำลังไม่ให้ สว. 250 เสียง เข้ามามีบทบาทจนเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของคนที่ออกมาลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง

ดังนั้น ผลจากการประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการประกาศความชัดเจนจากฝั่งประชาธิปัตย์ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทำให้ทิศทางการเมืองในอนาคตเริ่มเห็นเค้าลางเพิ่มมากขึ้น

เริ่มตั้งแต่กรณีหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้เสียงมากเป็นอันดับแรก แต่โอกาสที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งประกาศไม่ยอมให้พรรคที่ทุจริตมานำประเทศ ไม่ร่วมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

แม้ในกรณีที่พรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วมจะมีเสียงรวมกันเกิน 250 เสียง แต่หากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีเสียงเกิน 376 เสียงจาก 750 เสียง เมื่อ 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาลคงไม่เทเสียงไปสนับสนุนไปให้พรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

อีกทั้งการที่เพื่อไทยจะรวมเสียงให้ได้ อีก 126 เสียง โดยไม่มีเสียงสนับสนุนจากประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ ย่อมเป็นไปได้ยาก ขึ้นอยู่กับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้เมื่อไหร่

ในทางกลับกัน เมื่อพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะประชาธิปัตย์ได้ออกตัวไปแล้วว่าต้องการให้เสียง 250 ของ สว.เคารพการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งดังนั้นลำพังที่ฝั่งประชาธิปัตย์จะสามารถรวมเสียงให้ได้เกิน 376เสียง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

หรือแม้แต่จะหวังให้พรรคเพื่อไทยมาเทคะแนนสนับสนุนประชาธิปัตย์ร่วมเป็นรัฐบาลเพื่อสกัดพรรคพลังประชารัฐก็เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

สุดท้ายแล้ว บรรยากาศหลังการเลือกตั้งจึงมีแนวโน้มที่อาจเกิดสภาวะอึมครึมยากที่จะมีพรรคหนึ่งพรรคใดได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอจนสามารถจัดตั้งรัฐบาล

กองทัพ ยกพลตบเท้า ประวัติศาสตร์เสี่ยงซ้ำรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582614

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 08:16 น.

กองทัพ ยกพลตบเท้า ประวัติศาสตร์เสี่ยงซ้ำรอย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองใกล้ช่วงเลือกตั้ง 24 มี.ค. เหมือนจะไม่มีอะไรมากนัก นอกจากการที่แต่ละพรรคการเมืองระดมลงพื้นที่ หาเสียงและขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์กันอย่างดุเดือด แต่มานาทีนี้ปรากฏว่าการเมืองกำลังใกล้แตะจุดเดือดเข้าให้แล้ว ภายหลังมีความเคลื่อนไหวของกองทัพที่แสดงออกทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

ล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เรียกประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษ และการประชุมผู้บังคับหน่วยระดับกองพันขึ้นไป โดยมีผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ทั่วประเทศ 796 นาย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.

การประชุมครั้งนี้คล้ายกับว่าจะเป็นการประชุมธรรมดา ซึ่งเป็นเรื่องภายในของกองทัพบกเป็นการทั่วไป แต่ความไม่ธรรมดาก็เกิดขึ้น ภายหลัง พล.อ.อภิรัชต์ นำกล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 บริเวณหน้าหอประชุมกิติขจร

“ข้าพเจ้าจักรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้าและจักธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของทหาร ข้าพเจ้าในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐจะสนับสนุนรัฐบาล ที่ยึดมั่น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความจงรักภักดี มีธรรมาภิบาล

ข้าพเจ้าจะดูแลช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาสน่าจะปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัวด้วยความเมตตาและเป็นธรรม” คำกล่าวนำของบิ๊กแดงที่เต็มไปด้วยความขึงขัง

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่กองทัพถูกพาดพิงและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

ปฐมเหตุที่ทำให้เกิดวิวาทะเช่นนี้ หนีไม่พ้นการตัดสินใจลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกสายตาต่างจับจ้องว่าการเข้ามาในสนามการเมืองของบิ๊กตู่นั้นมีเสียงเชียร์จากกองทัพอยู่ไม่น้อย เพราะในมุมมองของกองทัพเห็นว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้กลับมาเป็นนายกฯ จะช่วยให้กองทัพปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองไปอีกนานพอสมควร

ด้วยเหตุนี้เอง การหาเสียงของพรรคการเมืองจึงได้นำการปฏิรูปกองทัพเป็นแคมเปญหนึ่งในการหาเสียง

“พรรคอนาคตใหม่” กลายเป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่เสนอให้ปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม เพื่อนำงบประมาณที่มีไขมันส่วนเกินของกองทัพมาแปรเป็นสวัสดิการให้กับประชาชน

ตามมาด้วย “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งเสนอให้ตัดงบประมาณกองทัพและนำเงินส่วนเกินดังกล่าวมาใช้สำหรับการสร้างอาชีพให้กับประชาชน

กลายเป็นการสร้างวาทะเดือดของ ผบ.ทบ.ที่ว่า “หนักแผ่นดิน” ซึ่งทำให้การเมืองเกิดความเขม็งเกลียวขึ้นมา เพราะจุดเดือดของ ผบ.ทบ.ดูเหมือนจะมีเพดานต่ำพอสมควร

มาจนถึงจุดแตกหักสำคัญระหว่าง “บิ๊กแดง” และ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย การปะฉะดะของสองผู้ยิ่งใหญ่ต่างวงการ นำมาซึ่งการฟ้องร้องเป็นคดีกันอย่างที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

เมื่อกองทัพถูกขบเหลี่ยมจากฝ่ายการเมืองมากขึ้น จึงทำให้กองทัพไม่อาจอยู่เฉยได้และต้องออกมาแสดงพลังให้ฝ่ายการเมืองให้เห็นประหนึ่งว่าแม้ในอนาคตจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่กองทัพก็ยังคงมีสถานะเหมือนเดิม ใครจะมาเปลี่ยนแปลงไม่ได้

การแสดงออกของกองทัพที่ออกมา นับว่าสร้างความหวั่นวิตกไม่น้อย เพราะเวลานี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งต้องการบรรยากาศแห่งความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ดังนั้น ท่าทีของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่สื่อให้เห็น จึงนำมาสู่คำถามในทำนองว่าจะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วกลิ่นอายแทบไม่ต่างกับบรรยากาศที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารปี 2549

ในเวลานั้นความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลของ “ทักษิณ ชินวัตร” เกิดความระอุเป็นระยะ เกิดการตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลนั้นควรมีระยะห่างเป็นอย่างไร

ถ้าใครยังจำกันได้ ขณะนั้นได้เกิดวาทกรรม “จ๊อกกี้กับเจ้าของม้า” เปรียบรัฐบาลเป็นจ๊อกกี้ ส่วนทหารเป็นม้า แต่จ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า ก่อนนำมาสู่การรัฐประหารในเดือน ก.ย. 2549

เทียบเหตุการณ์ในวันนี้กับวันนั้น ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าอาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เพราะปี 2549 กองทัพกับรัฐบาลไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกับในปัจจุบัน

เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพในอนาคต จะยังเป็นคำถามต่อไปว่าจ๊อกกี้กับม้าจะไปกันรอดหรือไม่ หากพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือไม่ได้นายกฯ ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ดังนั้น การเมืองนับจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง หรือแม้แต่หลังเลือกตั้ง ท่าทีของกองทัพจึงเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง

ยุบ‘ไทยรักษาชาติ’ คะแนน‘บิ๊กตู่’ไม่เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582508

  • วันที่ 07 มี.ค. 2562 เวลา 09:38 น.

ยุบ‘ไทยรักษาชาติ’ คะแนน‘บิ๊กตู่’ไม่เพิ่ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในวันที่ 7 มี.ค. เพราะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยว่าสมควรยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) หรือไม่ ด้วยเหตุที่มีการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์การปกครองต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค

นับตั้งแต่การเสนอชื่อนายกฯ จนมาถึงก่อนวันอ่านคำวินิจฉัย จะเห็นได้ว่าพรรคไทยรักษาชาติยังคงเดินหน้าหาเสียงตามปกติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นวิจารณ์นโยบายของรัฐบาล ที่สำคัญพรรคเองก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ ให้ถูกกดดันฝ่ายเดียว เพราะได้ตอบโต้ฝั่งตรงข้ามด้วยการใช้กลไกทางกฎหมาย

ดังจะเห็นได้จากการที่ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ ไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเป็นบุคคลที่เสนอชื่อเป็นนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในนามของพรรคพลังประชารัฐ

กล่าวคือในมุมของเรืองไกรเห็นว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.อาจเข้าข่ายการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

แม้ กกต.จะยังไม่มีความคืบหน้าต่อกรณีการให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เกิดเป็นประเด็นที่วิจารณ์ในสังคม พร้อมกับส่งแรงกดดันไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมีนัยสำคัญด้วย ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ เองตัดสินใจยังไม่ลงมาช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงเต็มตัวมากนัก

มาในส่วนชะตากรรมของพรรคไทยรักษาชาติในวันนี้ แน่นอนว่าออกมาได้แค่ 2 หน้า คือ “ยุบ” หรือ “ไม่ยุบ” โดยจะไม่มีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองแล้ว แต่ไม่ยุบพรรค

ทั้งนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดไว้ชัดเจนว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทําการ…ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น”

คดียุบพรรคครั้งล่าสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยออกมานั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 ครั้งนั้นเป็นการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว.นำโดยกลุ่ม สส.พรรคเพื่อไทย ต่อมาได้มียื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ผลปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ยุบพรรคเพื่อไทย โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า “ยังไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้จะออกในทิศทางใด แต่ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร แน่นอนว่าจะมีนัยทางการเมืองพอสมควร

คำวินิจฉัยไม่ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ย่อมเป็นความปรารถนาหนึ่งของพรรคที่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเมตตา เพราะจะทำให้กระบวนการขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรค ทั้งการหาเสียงและการกำหนดนโยบายเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญยังทำให้พรรคเพื่อไทยอุ่นใจขึ้นด้วย เพราะอย่างน้อยพื้นที่ใดที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร แต่มีคนของพรรคไทยรักษาชาติอยู่ ก็ยังเป็นเรือล่มในหนองและทองไม่หายไปไหนแน่นอน

คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ในมุมของพรรคมีความเป็นไปได้ว่าอาจทำใจในระดับหนึ่งแล้วว่าอาจต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้

หากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบขึ้นมาจริง จะมีผู้สมัคร สส.ของพรรค 284 คน แบ่งเป็นระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 176 คน และบัญชีรายชื่อ 108 คน หายไปจากสารบบทันที เนื่องจากเมื่อพรรคถูกยุบแล้ว สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกพรรค อันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของการเป็นผู้สมัคร สส.จะสิ้นสุดลงไปด้วย

คราวนี้ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่าเมื่อผู้สมัคร สส.ของพรรคไทยรักษาชาติหายไปแล้ว คะแนนที่เป็นฐานของพรรคจะเทไปให้กับพรรคการเมืองใด

ในประเด็นดังกล่าวมองได้สองมุม มุมหนึ่ง มีความเป็นไปได้ที่จะไหลไปให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อให้พรรคเพื่อไทยชนะคู่แข่งให้ห่างมากที่สุด หรือหากแพ้ก็แพ้ให้น้อยที่สุด แต่อีกมุมหนึ่ง มีการวิเคราะห์กันว่าการให้คะแนนไหลมาพรรคเพื่อไทย อาจส่งผลให้พรรคเพื่อไทยติดกับดักรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อพรรคเพื่อไทยมี สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากเท่าใด โอกาสจะได้ สส.ระบบบัญชีรายชื่อจะลดจำนวนลงไปด้วย จึงทำให้เริ่มคิดกันว่าที่สุดแล้ว อาจยอมให้คะแนนไหลไปยังพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์แทน ในเขตที่ไม่มีผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยซึ่งมีอยู่ 100 เขตเลือกตั้ง  เช่น พรรคเพื่อชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ เป็นต้น

ดังนั้น การยุบพรรคในวันนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับการเปิดบทใหม่แห่งการต่อสู้ในทางการเมือง โดยไม่ใช่บทสรุปหรือตอนจบแต่อย่างใด

โค้งสุดท้าย แบ่งขั้วการเมืองชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582374

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 08:06 น.

โค้งสุดท้าย แบ่งขั้วการเมืองชัดเจน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่ 18 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ สอดรับไปกับการขยับของแต่ละพรรคการเมืองเริ่มปล่อยหมัดเด็ดออกมาเรียกคะแนนเสียง ที่ต่างฝ่ายต่างต้องช่วงชิงคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด

เริ่มตั้งแต่นโยบายลดแลกแจกแถมที่แต่ละพรรคพร้อมใจกันอัดแคมเปญ ซื้อใจประชาชน จนเริ่มเห็นปรากฏการณ์ “ประชานิยม” แข่งกับ “สวัสดิการแห่งรัฐ” ที่คอนเซ็ปต์หลักดูจะคล้ายคลึงกันในแต่ละพรรค จะมีเพียงก็แค่รายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้างในบางส่วน

โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาปากท้องที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และได้รับความสนใจจากประชาชนคนทั่วไป สืบเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาหลายปี หลายพรรคจึงเริ่มโหมประเด็นนำเสนอตัวเป็นทางเลือก เพื่อนำพาประเทศออกจากสภาพ ดังกล่าวด้วยชุดนโยบายที่คิดค้นกันมา

แต่สุดท้ายการแข่งขันทางการเมืองในรอบนี้อาจจะไม่ได้ชี้วัดกันแค่รายละเอียดนโยบายที่ว่าพรรคไหนน่าสนใจมากกว่ากัน หรือผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ของพรรคไหนโดดเด่นกว่าพรรคไหน เพราะปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ เรื่องของจุดยืนหรือทิศทางการเมืองทั้งในอดีตและอนาคต ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนในเวลานี้ไม่มากก็น้อย

วาทะกรรมเรื่องฝั่งประชาธิปไตยและฝั่งสืบทอดอำนาจ หรือฝั่งขั้วอำนาจเก่าที่จะนำไปสู่วังวนความขัดแย้ง กับฝั่งทางเลือกใหม่ที่จะมาสานต่อภารกิจการปฏิรูปจึงดูชัดเจน ดังจะเห็นจากการแสดงออกและประกาศตัวของแต่ละฝั่งที่เริ่มเปิดเผยตัวตนมากยิ่งขึ้น

เริ่มตั้งแต่ฝั่งพรรคเพื่อไทยเวลานี้ที่ถือเป็นหัวขบวนของฝั่งที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝั่งเสรีประชาธิปไตย อันมีจุดยืน ต่อต้านการรัฐประหาร และคัดค้านการสืบทอดอำนาจทุกรูปแบบ

อีกทั้งการลงพื้นที่หาเสียงในช่วงหลังจะสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดหน้าชนกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบบเต็มรูปแบบ ล่าสุด การหาเสียงที่โคราช พงศ์เทพ เทพกาญจนา ระบุว่า 5 ปีที่ผ่านมา หลังจาก คสช.เข้ามายึดอำนาจตกต่ำอย่างหนักส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะเกษตรกรได้รับความลำบากยากแค้น ราคาพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ

“ขณะเดียวกัน คสช.ได้วางแผนสืบทอดอำนาจและต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกถึง 8 ปี เพราะฉะนั้นถ้าประชาชนต้องการหยุดยับยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.ในวันที่ 24 มี.ค.นี้ จะต้องรวมพลังกันเลือกพรรคเพื่อไทยทั้ง 14 เขต ใน จ.นครราชสีมา เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนมาอีกครั้ง พรรคเพื่อไทยทำได้และทำมาแล้ว”

ทว่า ทิศทางการเคลื่อนไหวของฝั่งเสรีประชาธิปไตยดูจะไม่สดใสมากนัก เมื่อพรรคไทยรักษาชาติเวลานี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคน ดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 7 มี.ค.นี้

อันอาจถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางการเลือกตั้งในรอบนี้ โดยเฉพาะกับฝั่งเพื่อไทยที่หยิบยกยุทธศาสตร์เรื่องแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยขึ้นมาแก้เกมกฎกติกาเลือกตั้งใหม่

ไม่เพียงแค่นี้พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองฝั่งเสรีประชาธิปไตยที่คะแนนนิยมกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ที่ถูกพูดถึงอย่างร้อนแรงก็กำลังเผชิญหน้ากับคดีความที่ถูกร้องให้ยุบพรรค จากรณีเว็บไซต์พรรคอนาคตใหม่เผยแพร่ประวัติของ ธนาธร หัวหน้าพรรคว่าเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2 สมัย ทั้งที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ในกลุ่มนี้ยังมีพรรคอื่นทั้งพรรคเพื่อชาติ พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งแต่ละพรรคล้วนแต่เปิดหน้าแสดงจุดยืนความชัดเจนว่าอยู่ตรงข้ามฝั่ง คสช.และ ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ

ขณะที่พรรคการเมืองอีกขั้วหนึ่งคือ ฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 และยืนหยัดสกัดกลุ่มอำนาจเก่าหวนคืนการเมือง นำโดยพรรคพลังประชารัฐที่หลังได้ไฟเขียวจาก กกต.เตรียมผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมเดินสายหาเสียง โดยเล็งที่โคราชเป็นพื้นที่แรกในวันที่ 10 มี.ค. ท่ามกลางความเป็นห่วงเรื่องการวางตัวเป็นกลางอันอาจมีปัญหาใน ภายหลัง

นอกจากพรรคพลังประชารัฐยังมีพรรคอื่นที่ประกาศตัวอยู่ฝั่งนี้ ทั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า การต่อสู้ครั้งนี้ของเราเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวร้ายตัวเก่ากลับมาสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ตลอดจนพรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เปิดตัวประกาศจุดยืนเป็นที่ชัดเจนก่อนหน้านี้

ส่วนบางพรรคที่พยายามวางตัวเป็นกลางอย่างประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทย ที่ต้องรอดูผลการเลือกตั้งก่อนจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นท่าทีที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการ เลือกตั้งอันจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการหย่อนบัตรลงคะแนน รวมไปถึงการวางแผนจับกลุ่มตั้งรัฐบาลในอนาคตอย่างคร่าวๆ ในเวลานี้

“บิ๊กตู่”ขึ้นเวทีปราศรัยเสี่ยงพังทั้งกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582257

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 08:42 น.

"บิ๊กตู่"ขึ้นเวทีปราศรัยเสี่ยงพังทั้งกระดาน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหลือเวลาอีกประมาณ 3 สัปดาห์จะถึงวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.อย่างเป็นทางการ ทำให้สถานการณ์การหาเสียงเลือกตั้งในเวลานี้เรียกว่าเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก็คงไม่ผิดนัก

ทุกสายตาจับจ้องไปที่พรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ โดยหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะมาจากพรรคใดพรรคหนึ่งจาก 3 พรรคนี้อย่างแน่นอน

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ น่าจะเตรียมแต่งตัวรอเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง 3 พรรคใหญ่ พรรคไหนจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ไล่เรียงกันทีละพรรค เริ่มกันที่ “พรรคเพื่อไทย” นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยังคงเดินสายหาเสียงต่อเนื่อง เน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน พร้อมกับเสนอแนวคิดตัดงบประมาณกองทัพ 10% เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ

ภาพรวมของพรรคเพื่อไทยน่าจะมีดีพอที่จะรักษาพื้นที่เดิมของตัวเองไว้ได้ในระดับหนึ่ง และท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยเตรียมจะปล่อยนโยบายเด็ดเพื่อมัดใจประชาชนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวันเข้าคูหาลงคะแนน ทำให้ขุนพลหลายของพรรคมั่นใจว่า คุณหญิงสุดารัตน์จะก้าวขึ้นเป็นนายกฯ หญิงคนที่ 2 ของประเทศไทยอย่างแน่นอน

ส่วน “พรรประชาธิปัตย์” คะแนนความนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ยังคงเกาะกลุ่ม ผู้นำอยู่ เพียงแต่ยังไม่ได้อยู่ในระดับ ที่ดีที่จะทำให้มั่นใจว่าจะกลับมาเป็น นายกฯ อีกสมัย เพราะผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากหลายสำนักต่างยังมีข้อมูลตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่หลายครั้งของอภิสิทธิ์ยังคงได้รับการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมาก แสดงให้เห็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ยังแข็งแรงอยู่ในระดับหนึ่ง อีกทั้งภาพลักษณ์ของอภิสิทธิ์เองก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ จึงเหลือแต่เพียงการมาคิดพรรคจะเปลี่ยนกระแสที่เกิดขึ้นให้กลับมาเป็นคะแนนได้อย่างไร

ด้าน “พรรคพลังประชารัฐ” กำลังเดินมาถึงจุดสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังมีการเสนอแนวคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะบุคคลที่ถูกพรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ น่าจะต้องลงมาช่วยพรรคหาเสียง เพื่อดึงความสนใจของสังคมให้มาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่สิ้นสุดการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ถ้าจะบอกว่าการเดินหมาก ของพรรคพลังประชารัฐเกี่ยวกับการจัดการกับกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์  มีทั้งในส่วนที่อาจเดินมาถูกทางและ เดินมาผิดทาง

พรรคพลังประชารัฐพยายามเก็บและทะนุถนอม พล.อ.ประยุทธ์ ประดุจไข่ในหินอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากการพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาร่วมเวทีดีเบตกับผู้นำพรรคการเมืองพรรคอื่นๆ มีแต่เพียงการส่งหัวหน้าหรือผู้บริหารพรรคคนอื่นๆ เท่านั้น โดยอ้าง พล.อ.ประยุทธ์ มีหน้าที่ต้องบริหารประเทศ

เช่นเดียวกับการลงพื้นที่ช่วย  ผู้สมัคร สส.หาเสียง ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐก็ยังไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเต็มตัวมากนัก

ในแง่ของการปฏิเสธเวทีการดีเบตยังพอเข้าใจได้ว่าอาจเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากหาก พล.อ.ประยุทธ์ ไปร่วมเวทีดังกล่าวจริง จะตกอยู่ในสถานการณ์ถูกรุมกินโต๊ะ ประกอบกับที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ สื่อสารกับประชาชนทางเดียวเป็นส่วนใหญ่มาตลอด ดังนั้น ถ้ามาเจอกับตอบโต้อาจเพลี่ยงพล้ำได้

แต่สำหรับการเดินสายหาเสียงนั้น เวลาที่ผ่านไปโดยไร้เงาของ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมอาบเหงื่อไปกับ ผู้สมัคร สส.ของพรรค นับว่าพรรคได้สูญเสียโอกาสในการเก็บคะแนนไปพอสมควร

พรรคพยายามชี้แจงหาก พล.อ.ประยุทธ์ ทำเช่นนั้นอาจตกเป็นเป้าได้ว่ามีผลประโยชยน์ขัดกันหรือ ไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีสถานะทางกฎหมายสมบูรณ์สำหรับการบริหารประเทศอยู่

เรียกได้ว่ากลัวนักรบมีรอยขีดข่วนก็คงไม่ผิดนัก

ในมุมของนักเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐแตกความคิดเห็นออกเป็นสองกลุ่มต่อการลงหรือไม่ลงพื้นที่หาเสียงของนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์

กลุ่มหนึ่งคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรลงพื้นที่กับผู้สมัคร สส.ได้แล้ว  เพื่อชิงความได้เปรียบในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะการเคลื่อนไหวของ นายกฯย่อมเป็นที่สนใจของประชาชน ซึ่งจะช่วยช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้ายมาได้

แต่อีกกลุ่มหนึ่งมองต่างกันไปว่าทุกครั้งเวลาที่นายกฯ ลงพื้นที่มักจะออกอาการ “หลุด”หลายครั้ง และกลายเป็นที่วิจารณ์ในสังคมอยู่บ่อยครั้ง

หาก พล.อ.ประยุทธ์ เดินสาย หาเสียงหรือแม้แต่ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่กับพรรคพลังประชารัฐ และเกิดอาการอย่างที่ว่านั้นขึ้นมาอีก จากที่เคยได้เปรียบจะกลายเป็นเสียเปรียบทันที

เป็นภาวะที่พรรคพลังประชารัฐเองตัดสินใจลำบาก ถึงในพรรคจะอุดมไปด้วยนักเลือกตั้งมือพระกาฬแต่ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่พร้อมพลิกไปพลิกไปได้ทุกนาที การเดินก้าวต่อไปต้องคิดให้มากกว่าการหาเสียงเท่านั้น

ลุ้นยุบไม่ยุบ “ไทยรักษาชาติ” โค้งสุดท้ายเลือกตั้งเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/582169

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 09:36 น.

ลุ้นยุบไม่ยุบ "ไทยรักษาชาติ" โค้งสุดท้ายเลือกตั้งเดือด

ทิศทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติจะเป็นตัวแปรที่สำคัญตัวแปรหนึ่ง

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัปดาห์นี้วันที่ 7 มี.ค.จะเป็นวันกำหนดทิศทางทางการเมืองอีกครั้ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

อย่างที่ทราบกันดีว่าเหตุผลของเรื่องที่ทำให้ กกต.ตัดสินใจยุบพรรคอยู่ที่การเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่ง กกต.มีความเห็นว่าเป็นการกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่ผ่านมา พรรคไทยรักษาชาติพยายามต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาทุกประตู โดยได้ชูประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นถึง 8 ประเด็นว่าเพราะเหตุใดการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติจึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง

“มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2562 ของ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กกต.จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และมีพฤติกรรมไม่สุจริต” หนึ่งในประเด็นข้อต่อสู้ของพรรค

เดิมทีภายในพรรค ทษช.มีการคาดการณ์กันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีการนัดสืบพยานหลักฐานบ้าง เพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สำคัญแห่งคดี แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจไม่ไต่สวน เพราะเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ

การไม่นัดไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ สร้างความระทึกให้กับพรรคไทยรักษาชาติไม่น้อย ซึ่งบางส่วนก็เตรียมยอมรับกับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

สำหรับทิศทางของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสามารถออกมาในทางใดทางหนึ่งจากสองทาง ดังนี้

1.ไม่ยุบพรรค แม้จะมีผู้สันทัดกรณีบางส่วนออกมาบอกว่าโอกาสไม่ยุบพรรคนั้นมีความเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าดูจากข้อต่อสู้ของพรรคไทยรักษาชาติแล้ว ก็พอให้เห็นถึงโอกาสที่จะชนะเช่นกัน

โดยเฉพาะการยกประเด็นที่ว่า กกต.ไม่ได้ทำการไต่สวนพรรคไทยรักษาชาติตามกฎหมายก่อน ซึ่งการไต่สวนเป็นหนึ่งในหลักของการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้ถูกกล่าวหา แต่เมื่อ กกต.ถูกพาดพิงว่าไม่ได้ดำเนินตามขั้นตอนดังกล่าว ก็อาจเป็นประเด็นที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเช่นกัน

นั่นอาจหมายความว่าโอกาสที่พรรคไทยรักษาชาติจะชนะคดีด้วยเหตุผลทางเทคนิคก็พอมีความเป็นไปได้พอสมควร

หรือไม่ก็อาจชนะด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ในแง่ที่ว่าการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกฎหมายยังไม่ได้ระบุว่าการเสนอชื่อบุคคลที่ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ จะมีความรับผิดแต่อย่างใด

ถ้าผลคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ พรรคไทยรักษาชาติจะกลับมาสู่ลู่วิ่งอย่างเต็มตัวในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

2.ยุบพรรค การยุบพรรคเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในทางการเมืองไทย ซึ่งในกลุ่มของพรรคเพื่อไทยก็เคยถูกยุบพรรคนมาแล้วถึง 2 ครั้ง จากกรณีของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน

ผลของการยุบพรรคที่จะตามมามีด้วยกันอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองตลอดชีวิตจำนวน 14 คน นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค และมิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค

ประการต่อมา การเสียสถานะการเป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคทุกคน ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค จะมีผลให้การเป็นสมาชิกพรรคซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.สิ้นสุดลงด้วย ครั้นจะย้ายพรรคการเมืองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะจะมีอายุความเป็นสมาชิกไม่ถึง 90 วัน เพื่อให้ได้สิทธิในการสมัครเลือกตั้ง สส.

อย่างไรก็ตาม ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวหากมีการยุบพรรคจริง ยังจะเป็นการวางหลักการของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่าการกระทำแบบใดที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย

อย่าลืมว่าปัจจุบันคดียุบพรรคการเมืองในปัจจุบันไม่ได้มีแค่พรรคการเมืองเดียว แต่ได้มีการยื่นยุบพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น กรณีของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่ง กกต.อาจรอดูแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติเช่นกัน

ดังนั้น กาารชี้ชะตาในวันที่ 7 มี.ค.ไม่ได้มีเพียงแต่พรรคไทยรักษาชาติที่ต้องลุ้นระทึกแล้ว แต่พรรคการเมืองก็เฝ้ามองอย่างใกล้ชิดไม่ต่างกัน

การเมืองจะมีทิศทางเป็นอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวแปรที่สำคัญตัวแปรหนึ่ง

ดัน”บิ๊กตู่”เรียกคะแนนโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581873

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 06:50 น.

ดัน"บิ๊กตู่"เรียกคะแนนโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. แต่ละพรรคการเมืองเตรียมงัดไม้ตายออกมาเรียกคะแนนจากชาวบ้านกันตามยุทธศาสตร์ที่พรรคได้วางไว้ ท่ามกลางความปรวนแปรของปัจจัยแวดล้อมซึ่งล้วนแต่มีผลต่อคะแนนเลือกตั้งทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับผลจากคดียุบพรรคที่ใกล้จะชี้ขาดเร็วๆ นี้

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เวลานี้ ถือเป็นอีกพรรคใหญ่ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะด้วยฐานสนับสนุนที่ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถมยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตอบรับเป็นแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นที่ เรียบร้อย

ปัญหาอยู่แต่เพียงแค่ด้วย “สถานะ” ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้า คสช.ล้วนแต่ทำให้การเคลื่อนไหวที่คาบเกี่ยวกับการหาเสียงหรือจะส่งผลต่อคะแนนเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ล้วนแต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นประเด็นที่ถูกร้องเรียนถึงการกระทำผิดในอนาคต

ทางออกที่ทำได้ในเวลานี้คือการที่พรรคพลังประชารัฐส่งหนังสือไปถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อสอบถามแนวปฏิบัติกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เพื่อความชัดเจนว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเวทีหาเสียง เดินช่วยผู้สมัครหาเสียง รวมถึงร่วมเวทีดีเบตได้หรือไม่อย่างไร และมีขอบเขตข้อจำกัดมากน้อยเพียงไร

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสเรียกร้องจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวขึ้นมาแสดง วิสัยทัศน์ตลอดจนการประกาศท่าทีความชัดเจนในประเด็นค้างคาใจของสังคม เพื่อจะได้เป็นหลักประกันการวางตัวหรือแนวทางปฏิบัติต่อไปในอนาคต

แม้ลึกๆ แล้วในมุมของพรรคพลังประชารัฐ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ การเปิดตัวไปแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีต่างๆ ร่วมกันกับพรรคอื่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก  เพราะแต่ละพรรคล้วนแต่จับจ้องรอจะใช้โอกาสเวทีดีเบตในการวิพากษ์วิจารณ์แนวนโยบายและผลงานในช่วง  4 ปี ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาปากท้องดังจะเห็นจากที่หลายพรรคหยิบยกขึ้นมาสะท้อนปัญหาพร้อมอาสาตัวเป็นทางเลือกให้ก้าวพ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในเวลานี้

ยังไม่รวมกับบรรดา “จุดอ่อน” ทั้งหลายไล่มาตั้งแต่เรื่องข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ ผ่านกฎกติกาที่ คสช.และแม่น้ำ 5 สายร่วมกันออกแบบ มาจนถึงเรื่อง 250 สว. เฉพาะกาล ซึ่งมาจากกระบวนการแต่งตั้งของ คสช. โดยจะมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจทำให้เกิดการบิดเบือนคะแนนเสียงของประชาชนที่ออกมาหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง

ที่สำคัญปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์เมื่อเวลาไม่พอใจเรื่องต่างๆ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไปหลุดกลางเวทีดีเบต จนเสียคะแนนแทนที่จะได้คะแนน

การเลือกใช้ความได้เปรียบจากพื้นที่การสื่อสารของตัวเอง ที่ไม่มีใครขัดคอเลือกอย่างจะพูดอะไรก็ได้ จึงอาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับพล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นได้

แต่อีกด้านหนึ่งสำหรับพรรคพลังประชารัฐแล้ว ย่อมต้องการดึงให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาช่วยหาเสียงในพื้นที่ หรือขึ้นเวทีปราศรัยซึ่งพรรคจัดขึ้น ซึ่งมั่นใจจะไม่ถูกคู่แข่งรุมถล่ม หรือถูกซักไซ้ในคำถามกวนใจต่างๆ  อันจะเป็นการเรียกคะแนนจากบรรดาแฟนคลับหรือกลุ่มคนที่ชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ ให้หันมาลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชารัฐ

ดังจากที่เห็นสัญญาณการเปิดตัวผ่านหนังสือ “ประชารัฐ สร้างชาติ” ที่สะท้อนแง่มุมชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์ในแต่ละด้าน กับการมุ่งมั่นตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติและส่วนร่วม

ในวันที่พรรคพลังประชารัฐเองก็ยังไม่อาจหยิบยกมุมอื่นที่น่าสนใจขึ้นมาเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนคนทั่วไปได้ในช่วงนี้ หากได้ พล.อ.ประยุทธ์ มาช่วยเดินหาเสียง หรือขึ้นเวทีปราศรัยในช่วงโค้งสุดท้ายย่อมเป็นผลดีกับทางพรรคพลังประชารัฐ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อก่อนหน้านี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าต้องรอความชัดเจนจาก กกต. เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ต่างจากแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคอื่นๆ ที่เป็นผู้สมัคร ซึ่งตรงนั้นจะไม่มีปัญหา แต่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไม่ได้เป็นผู้สมัครอาจมีความหมิ่นเหม่

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องการวางตัวเป็นกลางของซึ่งกฎหมายระบุให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลาง คำว่าเป็นกลางมีความหมายไม่ไปโน้มเอียงกับฝ่ายใด  ถ้าดีเบตแล้วพูดนโยบายของตัวเองก็ถือว่าเป็นกลาง เพียงแต่อย่าไปขานรับนโยบายพรรคไหน

ส่วนประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐ สำหรับหัวหน้า คสช. ไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนิยาม มาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ที่รับเงินเดือนของรัฐไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตราดังกล่าว และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 57 ว่า คสช.ไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เวลานี้เงื่อนไขสำคัญจึงอยู่ที่ กกต. จะเป็นผู้ชี้ขาดในรายละเอียดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะวางตัวหรือดำเนินการอย่างไรได้บ้างในการหาเสียง ซึ่งจะเป็นกรอบสำหรับพรรคพลังประชารัฐจะหยิบยกไปพิจารณาจัดวางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับพรรคในช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง

‘บิ๊กป้อม’คุมเลือกสว. ผนึกกำลังเบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581770

  • วันที่ 28 ก.พ. 2562 เวลา 07:59 น.

'บิ๊กป้อม'คุมเลือกสว. ผนึกกำลังเบ็ดเสร็จ

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังมาถึงอีกจุดหักเหที่สำคัญ ภายหลังกระบวนการสรรหาวุฒิสภาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  มอบหมายให้ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา

ปัจจุบันประเทศไทยมี สว.อย่างไม่เป็นทางการแล้วจำนวน 6 คน จากทั้งหมด 250 คน ประกอบด้วย  ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการกองทัพบก ผู้บัญชาการกองทัพเรือ  ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม

ส่วนที่เหลือจะมาจากสองสายสายที่ 1 คณะกรรมการสรรหา ชุดนี้จะทำหน้าที่คัดเลือกและสรรหาว่าที่ สว.ให้จำนวนไม่เกิน 400 คน และส่งให้ คสช.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 194 คน

สายที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ที่ได้ทำการคัดเลือกกันเองไม่เกิน 200 คน และส่งให้ คสช.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้คัดเลือกให้เหลือ 50 คน   ทั้งนี้ คสช.ต้องคัดเลือก สว. 250 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันนับแต่ วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส. เท่ากับว่าประมาณเดือน พ.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่ กกต.เคยประกาศว่าจะสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้นั้น คนไทยทั้งประเทศจะได้มีโอกาสเห็นรายชื่อ สว.ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ

ทันทีที่การคัดเลือก สว.เริ่มมีความเคลื่อนไหว ส่งผลให้เริ่มเห็นโครงสร้างของวุฒิสภาชุดต่อไปขึ้นมาทันที เพราะอาจจะได้คนหน้าเดิมกลับเข้ามาพอสมควร ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี

“แนวทางการสรรหาคงไม่ยากลำบาก จะเอาจากคนที่เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำมาประกอบกัน ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่รวบรวมแล้ว แต่คงมีหลายพันรายชื่อ คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่ทำให้เหลือ 400 คน” รองนายกฯวิษณุ ระบุเมื่อ วันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา

การประกาศว่าอาจจะเอาคนกันเองทั้ง สนช. สปช. และ สปท.  มาเป็น สว.ทำให้พอเห็นภาพได้ว่าวุฒิสภาชุดต่อไปจะมีหน้าตาและ ภารกิจอะไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีอำนาจหน้าที่หลัก 2 เรื่อง 1.ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีแม้ สว.จะไม่มีอำนาจเสนอชื่อนายกฯ ได้โดยตรง แต่การที่มี สว.มาจากแหล่งที่มาเดียวกันถึง 250 คน ส่งผลให้ทิศทางการเลือกนายกฯ มาอยู่ในมือของ สว.โดยปริยาย ถ้าจะบอกว่าการเลือกนายกฯ นั้นวุฒิสภาจะกลายเป็น กลุ่มการเมืองใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งใน สภาขึ้นมาทันที

2.ติดตามการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามและสอบถามรัฐบาลว่าได้มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรัฐบาลต้องแจ้ง ต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน

แต่ภารกิจทางกฎหมายนั้นยังไม่น่าจับตาเท่ากับภารกิจทางการเมือง เพราะวุฒิสภาในอนาคตอาจจะแสดงบทบาทแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเทศไทยจะได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี

วิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมา ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แน่นอนว่าวุฒิสภา  250 คน พร้อมเทคะแนนให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อวุฒิสภาเทคะแนนให้เช่นนี้ พรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ขั้วตรงข้ามกับพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน ก็อาจเข้าร่วมยกมือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เช่นกัน

แต่หากเป็นพรรคการเมืองคู่แข่งของพรรคพลังประชารัฐอย่างพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาไม่มาก วุฒิสภาก็อาจจะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผล ให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ

เว้นแต่พรรคเพื่อไทยรวมเสียงข้างมากได้เกิน 375 เสียง แบบนี้ 250 เสียงของวุฒิสภาก็คงไม่อาจมาขวางพรรคเพื่อไทยได้

การเลือกวุฒิสภาของ คสช.ครั้งนี้ จะมีความหมายในทางการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะวุฒิสภาจะเข้ามาเป็นผู้สานต่อและติดตามงานของ คสช.ที่วางรากฐานเอาไว้ให้เรียบร้อย จึงไม่แปลกที่จะส่งสัญญาณว่าจะเน้นไปบุคคลจากแม่น้ำ 3 สายข้างต้นเป็นหลัก เนื่องจากเคยทำงานกับ คสช. กันอย่างรู้ใจกันมาแล้ว

ผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.อาจเป็นเพียงจุดที่ชี้ให้เห็นว่าใครจะเป็น สส. แต่ไม่อาจบอกได้ว่าใครจะเป็นนายกฯ ทันทีเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เพราะต้องมาวัดใจและวัดกำลังกับวุฒิสภา เพื่อชิงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองอีกยก