ดีเบตของแสลง พูดฝ่ายเดียวดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581513

  • วันที่ 26 ก.พ. 2562 เวลา 08:26 น.

ดีเบตของแสลง พูดฝ่ายเดียวดีที่สุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง นอกเหนือไปจากความไม่แน่นอนของพรรคไทยรักษาชาติในคดียุบพรรคแล้ว ประเด็นวิวาทะการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาร่วมเวทีดีเบตกับพรรคการเมืองก็กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงไม่แพ้กัน

นับตั้งแต่มีการเปิดเทศกาล หาเสียงเลือกตั้ง การจัดเวทีอภิปรายนโยบายพรรคการเมืองเกิดขึ้นหลากหลายมาก และทุกพรรคก็ต่างให้ความสนใจไปร่วมเวทีกันอย่างพร้อมหน้า

ดังจะเห็นได้จากการที่ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรค เพื่อไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หรือแม้แต่ตัวแทนระดับสูงของพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมกันอยู่หลายครั้ง

ผู้นำของแต่ละพรรคที่ขึ้นเวที ดีเบตนั้นล้วนแต่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองของตัวเองเสนอชื่อด้วยกันแทบทั้งสิ้น เว้นแต่กรณีของพรรคพลังประชารัฐที่ส่วนใหญ่มักจะเห็นแต่ “อุตตม  สาวนายน” หัวหน้ามาร่วมเวทีเป็นหลัก โดยไร้เงาของว่าที่นายกฯ  อย่าง พล.อ.ประยุทธ์

ทุกวันนี้แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้เวลาทางโทรทัศน์ในช่วงหัวค่ำคืนวันศุกร์ในแต่ละสัปดาห์จัดรายการสื่อสารกับประชาชนเหมือนเดิม ท่ามกลางข้อกังขาว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมืองหรือไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ

ไม่เพียงเท่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังนำคณะรัฐมนตรีไปตรวจราชการต่างจังหวัด ด้านหนึ่งอาจพอเข้าใจได้ว่าเป็นการทำงานตามปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำเช่นนั้นแฝงไว้ด้วยนัยทางการเมืองเช่นกัน

ยิ่งนานวันเข้าและใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามเริ่มทนไม่ไหวจึงเรียกร้องให้มาลงเวทีดีเบต ด้วยกัน เพื่อไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดแต่ผลงานของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว

“อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจาก กกต.ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เนื่องจากต้องศึกษาข้อกฎหมายอย่างละเอียดให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดข้อร้องเรียนในภายหลัง โดยเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์  จะมีโอกาสในการขึ้นเวทีเพื่อประชันนโยบายอย่างแน่นอน แต่ต้องรอ คำตอบให้ชัดเจน” คำชี้แจงจาก  ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ถ้าจะว่าไปแล้วสถานการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะไม่ต่างอะไรกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อครั้งถูกเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทยให้เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อเมื่อการเลือกตั้งปี 2554

ในความเข้าใจของคนทั่วไปต่างรู้กันดีว่ายิ่งลักษณ์ คือ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่เคยประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการก็ตาม ส่งผลให้พรรคการเมืองคู่แข่งต่างส่งคำท้าให้ยิ่งลักษณ์ที่ยังไม่มีพรรษาทางการเมืองมากนักลงมาร่วมเวทีดีเบต แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้รับคำท้านั้นแต่อย่างใดเช่นกัน

ขณะนั้นพรรคเพื่อไทยมองว่าหากให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นเวทีดีเบต แน่นอนว่าพรรคการเมืองตรงข้ามต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือและอาจส่งผลต่อภาพรวมของพรรค จึงเลือกที่จะเก็บยิ่งลักษณ์เหมือนกับ ไข่ในหินเอาไว้แทน

การท้าดีเบตที่เคยเกิดขึ้น ยิ่งลักษณ์ ปี 2554 จนมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ ปี 2562 มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอาศัยการหลบหลีกเหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยเคยทำมาก่อน

เวทีดีเบตที่หลายองค์กรจัดกันมาก่อนหน้านี้ที่มีพรรคพลังประชารัฐไปร่วมเวทีด้วย ส่วนใหญ่จะพบว่าพรรคพลังประชารัฐถูกรุมกินโต๊ะมาตลอด

หลายครั้งจะพบว่ามีการพาดพิงถึงการทำรัฐประหาร 2557 การใช้อำนาจของ คสช.ที่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายโจมตีถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ครั้นพรรคพลังประชารัฐจะปฏิเสธข้อกล่าวหาก็ทำได้ไม่เต็มปาก เนื่องจากมีอดีตรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันมาร่วมงานถึง 4 คน        ดังนั้น หากให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาลงเวทีดีเบตช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง คงเจอสภาพการถูกรุมกินโต๊ะเหมือนกับที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเคยเจอมาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดฝ่ายเดียวเหมือนกับที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คะแนนของพรรค พลังประชารัฐดีขึ้น เพราะกระแส ต่อต้านเริ่มมากขึ้นทุกวัน

ในเชิงหลักการแล้ว การร่วมเวที ดีเบตของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ย่อมจะเป็นผลดีต่อพรรคและ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งสิ้น และบรรดานักเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐจะสามารถนำไปขยายผลเพื่อการหาเสียงในพื้นที่ได้อีกด้วย

ที่สุดแล้ว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ แต่เพียงผู้เดียว การพูดฝ่ายเดียวอาจทำให้รอดจากการถูกรุมกินโต๊ะก็จริง แต่ต้องมีสิ่งต้องแลก คือ คะแนนความนิยมของพรรคพลังประชารัฐที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ระทึกคดียุบ “ไทยรักษาชาติ” ยืดเยื้อหรือจบเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581416

  • วันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 08:29 น.

ระทึกคดียุบ "ไทยรักษาชาติ" ยืดเยื้อหรือจบเร็ว

การตัดสินชี้ขาดคดียุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ มีความหมายต่อพรรคไทยรักษาชาติและทิศทางการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในสัปดาห์หน้า เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะกลับมาพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในวันที่ 27 ก.พ. ในวันดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันแล้วว่าจะยังไม่มีการชี้ขาดว่าจะวินิจฉัยยุบพรรคหรือไม่ เพียงแต่เป็นการดำเนินการตามกระบวนการภายหลังเปิดโอกาสให้พรรคไทยรักษาชาติได้ทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ล่าสุด พรรคไทยรักษาชาติได้เผยแพร่ประเด็นการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึง 8 ประเด็น เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ข้อ 1 การดำเนินกิจการของพรรคเป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 2 พรรคทำตามประสงค์และความยินยอม ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ข้อ 3 พรรคเข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 4 เมื่อมีพระราชโองการวันที่ 8 ก.พ. 2562 เวลา 23.00 น. ภายหลังที่พรรคได้แจ้งรายชื่อบัญชีนายกฯ ไปแล้วเมื่อเวลา 09.00 น. พรรคจึงได้แถลงโดยทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม

ข้อ 5 เสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องในทางใดๆ ต่อศาลได้

ข้อ 6 คำว่า “ปฏิปักษ์” ให้ความหมายว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของผู้ถูกร้อง ได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ข้อ 7 กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหาพรรคว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ข้อ 8 มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2562 ของ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561

เมื่อพรรคไทยรักษาชาติทำคำชี้แจงไปแล้ว ทีนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในวันที่ 27 ก.พ.ว่า ควรดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร ซึ่งสามารถออกได้ 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1 นัดวันไต่สวนทั้งสองฝ่าย

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ต้องดำเนินการไต่สวนเป็นสำคัญ ซึ่งขั้นตอนหลักจะประกอบด้วย การให้แต่ละฝ่ายพยานฝ่ายของตน การนำเสนอหลักฐานเอกสาร และศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาท

ตรงนี้เองอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดวันพิจารณาคดี โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนหาข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจต้องเป็นเวลามากหรือน้อยกว่า 30 วัน ก็ขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดพยานบางรายที่ไม่เกี่ยวกับคดีหรือไม่

แนวทางที่ 2 นัดวันฟังคำวินิจฉัย

แม้กฎหมายจะกำหนดหลักการให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการไต่สวน แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการกำหนดข้อยกเว้นไว้เช่นกัน ดังปรากฏในมาตรา 58 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

“หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทําการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้”

ตรงนี้ที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิเคราะห์กันไปในทิศทางเดียวกันว่าโอกาสที่จะเห็นการตัดสินชี้ขาดคดีก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. มีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะกฎหมายมีการกำหนดข้อยกเว้นเรื่องกระบวนการไต่สวนเอาไว้

การตัดสินชี้ขาดก่อนวันที่ 24 มี.ค. มีความหมายต่อพรรคไทยรักษาชาติและทิศทางการเมืองไทยเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดการยุบพรรคขึ้นมาก่อน นั่นหมายความว่าสถานการณ์เป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากการยุบพรรคจะมีผลให้ความเป็นสมาชิกพรรคสลายไปด้วย

เท่ากับว่าบางพื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัครและพรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครนั้้นจะหายไปทันที ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มีโอกาสได้ สส.ในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น เพราะปราศจากคู่แข่งคนสำคัญจากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่

ด้วยเหตุนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นอย่างไรถ้าศาลเห็นว่าคำร้องของ กกต.และการชี้แจงข้อกล่าวของพรรคไทยรักษาชาติ เพียงพอที่จะให้ศาลวินิจฉัยได้แล้วในวันที่ 27 ก.พ. ศาลอาจนัดวันทำคำวินิจฉัยให้เด็ดขาด แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นศาลจะเดินหน้าเพื่อทำการไต่สวนต่อไปตามกฎหมายต่อไป

ดังนั้น สถานการณ์ทางการเมืองในสัปดาห์นี้จะต้องจับตาด้วยใจระทึก

นโยบายรื้อกองทัพ เห็นขั้วอำนาจการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/581114

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 08:04 น.

นโยบายรื้อกองทัพ เห็นขั้วอำนาจการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง เริ่มเดือดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายหลัง “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ผบ.ทบ. ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญด้วยการบอกให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน”

ปฐมเหตุของวิวาทะนี้มาจากคำปราศรัยของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสนอนโยบายว่าจะปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม 10% หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเอางบประมาณมาพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ

ท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนั้นได้นำมาซึ่งการปะทะกันระหว่างกองทัพและพรรคการเมืองที่กำลังสู่อำนาจอย่างเห็นได้ชัด

โดยทันทีที่ พล.อ.อภิรัชต์ เกริ่นเรื่องเพลงหนักแผ่นดินขึ้นมา ปรากฏว่าบรรดานักเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยหรือแม้แต่นักวิชาการบางส่วนก็แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ ผบ.ทบ.ทันที เนื่องจากมองว่าเพลงหนักแผ่นดินเป็นการซ้ำเติมความขัดแย้งให้ลงลึกมากขึ้นไปอีก

การจุดประเด็นเรื่องงบประมาณของกระทรวงกลาโหมของพรรคการเมือง ถือว่าเป็นการจี้ใจดำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดี

ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่างบประมาณของกองทัพในยุคของ คสช.มีทิศทางที่เพิ่มสูงขึ้นพอสมควร อีกทั้งการทำงานการเมืองของกองทัพตลอดหลายปีมานี้สร้างความไม่พอใจกับประชาชนพอสมควร เพราะมีการดำเนินการที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงไม่แปลกที่จะเป็นแผลให้พรรคการเมืองนำมาขยายผลเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง

ข้อเสนอเกี่ยวกับการรื้อระบบ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทยพรรคเดียวที่เป็นผู้เสนอ เพราะก่อนหน้านี้มีหลายพรรคการเมืองที่จับเรื่องนี้เช่นกัน

พรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่เสนอปฏิรูปกองทัพแบบตรงไปตรงมาหลายด้าน อาทิ ลดกำลังจากขนาด 3.3 แสนนาย เหลือ 1.7 แสนนาย นายพล จาก 1,600 นาย เหลือ 400 นาย โดยกำหนดเป็นกฎหมายใช้เวลา 5-10 ปี ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบปัจจุบัน ใช้สมัครใจ เกณฑ์เฉพาะเมื่อเกิดสงครามและรับราชการเป็นพลอาสาสมัคร เงินเดือนและเงินตอบแทนทั้งหมดประมาณ 2 หมื่นบาท/เดือน

ที่สำคัญพรรคอนาคตใหม่เสนอว่าการจัดซื้ออาวุธอย่างโปร่งใส โดยเชิญประชาชนและสื่อมวลชนร่วมกำหนดสเปกและราคากับกองทัพ เพื่อให้ได้อาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะกับการรบ ประหยัด และคุ้มค่าที่สุด

เช่นเดียวกับ พรรคเสรีรวมไทย ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค ได้เสนอให้ปฏิรูปกองทัพแบบถึงพริกถึงขิงเช่นกัน

โดยพรรคเสนอ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ยุบกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อนำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาความยากจน 2.ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแต่ให้ใช้ระบบสมัครใจ และ 3.นายกรัฐมนตรีมีอำนาจโยกย้ายผู้นำเหล่าทัพ

ทั้งนี้ มีไม่บ่อยครั้งนักที่การหาเสียงเลือกตั้ง บรรดาพรรคการเมืองจะเอาการปรับปรุงกองทัพมาเป็นหนึ่งในนโยบายของการหาเสียง แต่ที่เกิดขึ้นได้เช่นนี้ เพราะต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่พรรคพลังประชารัฐลงสนามเลือกตั้งเพื่อผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

ประกอบกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ มีบาดแผลพอสมควร โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองจะฉวยโอกาสนี้เพื่อเตะตัดขาพรรคพลังประชารัฐด้วยการนำประเด็นเกี่ยวกับกองทัพมาหาเสียง

อย่างไรก็ตาม จากแนวทางการหาเสียงที่เกิดขึ้น อีกด้านหนึ่งทำให้การเมืองในอนาคตเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่าขั้วอำนาจทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ที่แน่นอนได้เห็นแล้วว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคเสรีรวมไทยพร้อมที่จะเข้ามาร่วมเป็นขั้วการเมืองเดียวกัน เพื่อปะทะกับพรรคพลังประชารัฐในระยะยาว

ขณะที่พรรคการเมืองที่ไม่ได้เสนอนโยบายเกี่ยวกับกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พอชี้ลงไปได้ว่าพร้อมที่จะเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐได้เช่นกัน ถ้าหากพรรคพลังประชารัฐมีเสียงมากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

การเมืองนับวันจะยิ่งทวีความขัดแย้งมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองทัพเข้ามาอยู่ในวงจรการเมืองด้วย บวกกับกองทัพจะต้องเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องร่วมทำงานกับรัฐบาลของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วยแล้ว อีกทั้งผู้นำเหล่าทัพระดับ ผู้บัญชาการกองทัพยังเข้ามาในสภาในฐานะ สว.ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การเมืองเกิดความไม่มีเสถียรภาพมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น การเลือกตั้งที่ใครต่อใครตั้งความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดองและการเริ่มนับหนึ่งกันใหม่นั้นอาจต้องกลับมาคิดกันใหม่ เพราะในทางกลับกันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ก็เป็นไปได้

พรบ.ข้าว-หนักแผ่นดินปมร้อน ฉุดคะแนนนิยม’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580984

  • วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 06:45 น.

พรบ.ข้าว-หนักแผ่นดินปมร้อน ฉุดคะแนนนิยม'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. เริ่มกลับมาร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยยุทธศาสตร์ และนโยบายที่แต่ละพรรคต่างงัดมาเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน สอดรับกับวิวาทะการพาดพิงไปมาที่ล้วนแต่มีผลต่อทิศทางการลงคะแนนที่จะเกิดขึ้น

สำหรับในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกจับจ้องจากสังคมเป็นพิเศษในฐานะที่เชื่อมโยงกับ ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษ และล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบรับ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค

ทำให้กระบวนการขับเคลื่อนแนวนโยบายและการหาเสียงดูชัดเจนและได้เปรียบคู่แข่งในบางมุม จนคะแนนนิยมในหลายพื้นที่เริ่มกระเตื้องขึ้นมา ในช่วงที่ผลจากนโยบายประชารัฐ ทั้งหลายที่เริ่มต้นไปก่อนหน้านี้เริ่ม เห็นผล รวมทั้งการต่อยอดเพิ่มส่วนขยายให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชาชน หลากหลายและทั่วถึงมากขึ้น

ขณะที่พรรคแนวร่วมพันธมิตรที่มีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้เปิดหน้าแสดงความชัดเจน ในการเป็นกองหนุนร่วมผลักดันภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงอย่างที่ตั้งใจ

คู่ขนานไปกับขั้วตรงข้ามอย่าง เพื่อไทย ที่กำลังเผชิญกับมรสุมที่ถาโถมอย่างรุนแรง ทั้งกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติ กำลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในความผิดอันอาจนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

แต่ทว่าปัญหาเส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช่ว่า  จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแรงเสียดทานที่ก่อตัวรุนแรงขึ้นในช่วงนี้จากสองประเด็นที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาซึ่งไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่และรุนแรงมากน้อยเพียงใด

เริ่มตั้งแต่วิวาทะเรื่อง “หนักแผ่นดิน” ซึ่ง “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก  (ผบ.ทบ.) ออกมาจุดประเด็น มอบบทเพลงแฝงความนัยหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศนโยบายปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ลดงบกระทรวงกลาโหม 10% กลายเป็นเชื้อไฟปลุกให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตัว “บิ๊กแดง” และ “กองทัพ” มากขึ้น

ไม่ว่าจะในแง่มุมของการตั้งเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งของประชาชนในสังคมให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งในอดีตให้หวนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตาไปยังงบประมาณในส่วนของกองทัพที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ปรับลดลง  โดยเฉพาะในส่วนของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ที่หลายฝ่ายเคยออกมาท้วงติงในแง่ของความคุ้มค่ากับความจำเป็น อย่างเรือดำน้ำ

อันจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ต้อนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องไปสู่ในมุมอับ และเปิดทางให้คู่แข่งมาไล่ถลุงเอาได้แบบไม่อาจป้องกันตัว ซึ่งมีแต่จะฉุดคะแนน นิยมให้ลดลงไป

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ระบุว่า เรายอมรับความเป็นจริงว่าเมื่อมีการยึดอำนาจ ทุกครั้ง งบประมาณของกระทรวงกลาโหมก็จะเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน

“ถามว่าความอดอยากของประชาชนกับเรือดำน้ำ อันไหนจะมีความสำคัญมากกว่ากัน ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเลือกนำเงินส่วนนี้ไปแก้ไขปัญหาความยากจนก่อน แต่หลักคิดของผู้ยึดอำนาจถือว่าเป็นการลงทุน ก็ต้องไปซื้อเรือดำน้ำ ซื้ออาวุธก่อน เพราะฉะนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น งบในส่วนของกองทัพได้เติบโตในสัดส่วนที่มากกว่าในยามบ้านเมืองเป็นปกติ เพราะฉะนั้นใน 4 ปี      ต่อไป ก็ควรจะให้ประชาชนมากบ้าง”

ยังไม่รวมถึงประเด็นการดึงกองทัพเข้ามาเกี่ยวพันกับการเมือง มากขึ้น และเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ถึงขั้นเรียกร้องให้ “กองทัพ” วางตัวเป็นกลางทางการเมืองเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม

อีกประเด็นคือเรื่อง พ.ร.บ.ข้าวที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์รุนแรง  ทั้งการกำหนดกฎเกณฑ์ การจัดทำเขตศักยภาพการผลิตจะนำไปสู่การจำกัดเสรีภาพทางการผลิตข้าวของชาวนา นำไปสู่การสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศการผลิต ซึ่งในวิถีวัฒนธรรมทางการเกษตรของประเทศไทยที่มีความหลากหลายภูมินิเวศ

รวมทั้งประเด็นว่าด้วยเมล็ดพันธุ์เข้าควบคุมจนชาวนาสูญเสียอำนาจทางการผลิตข้าว และหันไปสู่การปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่น จนนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศทางการผลิต จนกระทั่งจะทำให้ชาวนาก่อหนี้ จากการเพาะปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่นแทนข้าว หรืออาจกลายเป็นการเอื้อให้นายทุนหรือไม่

นำมาสู่การรวมตัวคัดค้านของเกษตรกรชาวนา และหลายฝ่ายในสังคม พร้อมเรียกร้องให้ยุติการพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเปิดให้รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งพิจารณาว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

แต่กระนั้นท่าทีของ สนช.ก็ยังดูจะไม่สิ้นความพยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เพียงแต่เลื่อนวาระการพิจารณาออกไปเป็นสัปดาห์หน้า

เผือกร้อนสองเรื่องในมือรัฐบาลเวลานี้จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะต้องเผชิญ และหาทางรับมือว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ซึ่งทุกย่างก้าวล้วนแต่มีผลต่อคะแนนนิยมและคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ครึ่งทางหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองแบ่งขั้วชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580874

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 07:29 น.

ครึ่งทางหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองแบ่งขั้วชัดเจน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ เดินหน้ามาจนถึงครึ่งทางกับเวลาที่เหลืออีกเพียงแค่เดือนกว่าๆ ก็จะถึงวันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ที่ประชาชนทั่วประเทศจะได้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนตัดสินอนาคตประเทศว่าจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใดรวมทั้งได้รู้ใครจะได้เข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ทว่า หากพิจารณาจากทั้งเนื้อหาการหาเสียงและท่าทีการประกาศตัวของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะยิ่งเห็นความชัดเจนของจุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ อันอาจสะท้อนต่อไปถึงทิศทางการ จับมือตั้งรัฐบาลในอนาคตได้เป็นอย่างดี

เริ่มตั้งแต่ขั้วแรกฝั่งที่นิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตย อันมีจุดยืนอยู่ตรงข้ามฝั่งรัฐประหาร ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ รวมทั้งมีแนวนโยบายจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นมรดกบาปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่แอบทิ้งเงื่อนปมการสืบทอดอำนาจไว้ในหลายมาตรา

กลุ่มนี้นำโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นหัวขบวนสำคัญในการเดินหน้ายืนหยัดสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พุ่งเป้าเจาะจงไปยังประเด็นคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช. รวมทั้งกลไกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก คสช.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ดังจะเห็นจากท่าทีการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่ กทม.ที่ลานคนเมืองศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ทำงานการเมืองไม่น้อยกว่า 35 ปี ถูกยึดอำนาจ 2 รอบ อำนาจถูกใช้ผ่านคนหยิบมือเดียวจากปลายกระบอกปืน ดังนั้น ประชาชนต้องกลับมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่พยายามจะสร้างระบบราชการให้ข้าราชการเป็นใหญ่

เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียวเพื่อยึดอำนาจจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวในการล้มการสืบทอดอำนาจ

ในกลุ่มนี้นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้วยังมีพรรคแบงก์ร้อย อาทิ พรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ ที่แตกออกไปด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์การแก้เกมระบบการเลือกตั้งใหม่ ดังจะเห็นจากอาการถ้อยทีถ้อยอาศัยการปราศรัย การจัดวางคน ที่หลบเลี่ยง ไม่ปะทะกันแบบเปิดหน้าชนในพื้นที่ ต่างจากการเปิดหน้าชนขั้วตรงข้าม

ยังไม่รวมกับพรรคที่มีจุดยืนอุดมการณ์ในทิศทางเดียวกัน ทั้งพรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และพรรคอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กำลังถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างร้อนแรง

จุดยืนของธนาธรเป็นที่ชัดเจนเริ่มตั้งแต่คัดค้านการรัฐประหาร ต่อสู้เผด็จการและล่าสุดเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในฐานะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ขณะที่พรรคการเมืองอีกขั้วหนึ่งคือ ฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ และยืนหยัดสกัดกลุ่มอำนาจเก่าหวนคืนการเมือง นำโดยพรรคพลังประชารัฐ หลังเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่กำลังดึงมาเป็นจุดแข็งเรียกคะแนนจากฝั่งกองเชียร์ คู่ขนานไปกับบรรดาแพ็กเกจนโยบายลด แลก แจก แถม ที่โหมกระหน่ำอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค กล่าวระหว่างการปราศรัยกับคนกรุงเทพฯ ว่า พรรคกำลังนำเสนอทั้งนโยบายและว่าที่นายกฯ ของพรรคเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ได้ ซึ่งยืนยันว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย และจะอาสาต่อสู้กับคนที่บอกว่านำพาประเทศไทยกลับไปสู่วงจรเดิม

“วันนี้พรรคพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตยและอาสาเป็นคนเปลี่ยนแปลงจุดผ่านของประเทศ เพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ก้าวข้ามอดีตที่เจ็บปวดของพวกเรา”

สอดรับกับพรรคที่เปิดตัวสนับสนุนขั้วอำนาจฝั่งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ตลอดจนพรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เปิดตัวประกาศจุดยืนเป็นที่ชัดเจนก่อนหน้านี้

ล่าสุด เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า การต่อสู้ครั้งนี้ของเราเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวร้ายตัวเก่ากลับมาสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง

เราไม่ได้มาเลือกตั้งเพื่อเพียง แค่เอาชนะ แต่เราต้องพยายามรวบรวมคะแนนให้มากที่สุดเพื่อให้เข้าไปบริหาร เพื่อไม่ให้ตัวร้ายเข้ามาทำลายประเทศชาติ

“การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้มีแค่ตัวร้ายตัวเก่าเท่านั้น แต่ยังมีตัวร้ายตัวใหม่ที่มีหัวหน้าพรรคอายุประมาณ 40 ปีอีกด้วย”

ในขณะยังมีกลุ่มการเมืองอีกบางพรรคที่พยายามวางตัวเป็นกลางโดยไม่เป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้ง หรือเอนเอียงไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่าง ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทย อันอาจจะถือเป็นตัวแปรทางการเมืองต่อไปหลังการเลือกตั้ง โดยต้องรอดูผลการเลือกตั้งต่อไป

การเปิดหน้าแสดงท่าทีและจุดยืนของแต่ละพรรคในช่วงเวลานี้ จึงถือเป็นการประกาศตัวอันสะท้อนให้เห็นขั้วการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ง่ายและมีส่วนต่อประชาชนในการตัดสินใจลงคะแนน

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด”บิ๊กแดง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580755

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 10:55 น.

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด"บิ๊กแดง"

เจ๊หน่อย จี้ใจดำทหาร วางกับระเบิด’บิ๊กแดง’

วิวาทะระหว่างสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่แทบไม่อยากคิดเลยตอนจบจะลงเอยอย่างไร

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งที่ตอนแรกเหมือนจะซบเซา แต่ทำไปทำมาตอนนี้เริ่มจะกลับมามีความเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายหลัง 3 พรรคการเมือง ทั้ง “พลังประชารัฐ-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ต่างเริ่มเปิดเวทีปราศรัยใหญ่กันให้เห็นในจังหวัดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของพรรค

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่หญิงแกร่ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค ซึ่งนำชายอกสามศอกของพรรคขึ้นเวทีปราศรัยที่หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ก.พ. โดยตอนหนึ่งได้โชว์ลีลาการปราศรัยเรียกเสียงเฮจากแฟนคลับด้วยการประกาศเตรียมตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม

“เราจะสร้างเถ้าแก่ใหม่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยการสร้างศูนย์ Smart Small Business Center โดยมีเงินทุนให้ จะตัดงบกลาโหม 10% มาสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างกองทุนคนเปลี่ยนงานเพื่อสร้างทักษะโลกใหม่ ไม่ทำให้คนตกงาน

คนตัวเล็กจะมีบัตรทองสตาร์ทอัพให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานนอกอีอีซี และ จะมี 30 บาท ยาดีไม่ต้องรอคิว ต้องแข็งแรงก่อนแก่ และต้องมีหมอใกล้ตัวผ่านมือถือ” ส่วนหนึ่งของการปราศรัยของคุณหญิงสุดารัตน์

เงินที่ถูกตัดของกระทรวงกลาโหมจำนวน 10% นั้น คิดเป็นเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมด 227,126 ล้านบาท

จากวาทะของคุณหญิงสุดารัตน์ ปรากฏว่าสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ผู้บัญชาการทหารบก อย่างเห็นได้ชัด ภายหลังสุภาพบุรุษแห่งกองทัพมอบเพลง “หนักแผ่นดิน” เพื่อแทนการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามถึงท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์

“ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง” ประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความอย่างมีนัยสำคัญ

การหาเสียงด้วยการพาดพิงของกองทัพ หรือการลงมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาของผู้นำเหล่าทัพในระหว่างการ หาเสียงเลือกตั้ง ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยปรากฏให้เห็นมากนัก แต่มาครั้งนี้ ทุกอย่างกำลังกลับตาลปัตรไปหมด

กล่าวคือ หลายพรรคการเมืองนอกจากพรรคเพื่อไทยก็ได้พาดพิงกองทัพอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น พรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นอีกพรรคการเมืองที่เสนอให้ปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเช่นกัน แต่การ หาเสียงของพรรคการเมืองที่ออกมายังไม่น่าสนใจเท่ากับว่าท่าทีของ ผบ.ทบ. ในช่วงสถานการณ์การเมืองระยะเปลี่ยนผ่านเวลานี้

ถ้าจะบอกว่า ผบ.ทบ.กำลังเดินเข้าไปเหยียบกับระเบิดที่พรรคการเมืองได้วางเอาไว้ก็คงไม่ผิดนัก

พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอนาคตใหม่ ต่างงัดกลยุทธ์การสร้างวาทกรรม “เลือกฝ่ายประชาธิปไตย-ไม่เอาฝ่ายไม่เป็นประชาธิปไตย” มาใช้กับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด

หมากเกมนี้ด้านหนึ่งต้องการเอาใจกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายกับการบริหารของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาอยู่กับฝ่ายตัวเองมากขึ้น โดยหวังใช้กระแสความนิยมช่วงขาลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเป็นหนึ่งในเครื่องมือ เพื่อเรียกคะแนนและตัดกำลังพรรคพลังประชารัฐ

ความสำเร็จในเบื้องต้นของลูกไม้นี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างวาทกรรมฝ่ายประชาธิปไตย แต่กลับเป็นกรณีที่สามารถดึง พล.อ.อภิรัชต์ เข้ามาอยู่ในสนามเลือกตั้งได้ด้วยต่างหาก

อย่างที่ทราบกันดีว่านับตั้งแต่ พล.อ.อภิรัชต์ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของกองทัพ ก็ถูกจับตามองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากพรรคการเมืองมากนัก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมหนึ่งของ พล.อ.อภิรัชต์ คือ ผบ.ทบ.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกมากับมือ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลงชิงตำแหน่งนายกฯ ในนามพรรคพลังประชารัฐด้วย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลายฝ่ายย่อมสงสัยถึงความเป็นกลางของ ผบ.ทบ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.อ. อภิรัชต์ แสดงท่าทีดุดันอย่างครั้งล่าสุด ยิ่งเป็นการตอกย้ำการเลือกตั้งรอบนี้จังหวะก้าวของกองทัพแต่ละก้าวล้วน มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

แน่นอนว่าพรรคการเมืองฝ่าย ตรงข้าม คสช.ย่อมต้องอาศัยโอกาสนี้ เพื่อแซะกองทัพโดยหวังว่าจะเรียกเสียงเชียร์จากกลุ่มคนเบื่อ คสช.ได้ ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การรบกันของฝ่ายการเมืองกับฝ่ายกองทัพผ่านตัวแทน ทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์” และ “บิ๊กแดง” จะเป็นการตอกย้ำถึงอนาคตทางการเมืองว่าอาจจะไม่มีเสถียรภาพมากนัก

พรรคเพื่อไทย ถูกจัดให้เป็น เต็งหนึ่งที่มีโอกาศจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ที่สำคัญยังต้องมี พล.อ.อภิรัชต์ ตามประกบเป็นเส้นขนานไปอีกพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อภิรัชต์ ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี และไม่เพียงเท่านี้กำลังจะเข้ามาเป็น สว. โดยอัตโนมัติด้วย เท่ากับว่ารัฐบาล ต้องทำงานกับ พล.อ.อภิรัชต์ ทั้งใน และนอกรัฐสภา

เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ต่างฝ่ายต่างเปิดศึกรบกันตั้งแต่หัววัน ระหว่างทางนับจากนี้ หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล พล.อ.อภิรัชต์ จะถูกฉายไฟมาทันที เพราะไม่มีใครรู้ว่า ผบ.ทบ.จะอดทนกับรัฐบาลที่มีนโยบายปรับลดงบประมาณของกองทัพไปได้นานขนาดไหน

วิวาทะระหว่างสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่แทบไม่อยากคิดเลยตอนจบจะลงเอยอย่างไร

คดียุบ”ไทยรักษาชาติ” ปิดเกมไวตัดตอนปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580625

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 07:40 น.

คดียุบ"ไทยรักษาชาติ" ปิดเกมไวตัดตอนปัญหา

การสร้างความชัดเจนในคดียุบพรรคให้เร็วที่สุดอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เริ่มต้นอย่างเป็นทางการภายหลังที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรค ทษช.ไว้พิจารณา

สืบเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรค โดยเห็นว่า “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

กรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดย กกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ขั้นตอนต่อจากนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบและส่งสำนวนคำร้องและให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมกับนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 13.30 น.

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ากระบวนการพิจารณาในเรื่องนี้ดูจะรวดเร็วกว่าอีกหลายเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จนเป็นห่วงว่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อฝั่งที่เสียหายอย่างเพียงพอ

ดังจะเห็นว่าตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 8 ก.พ.กระบวนการทุกอย่างเดินหน้าอย่างรวดเร็วในแทบจะทุกขั้นตอน จนมาถึงขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาซึ่งใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

ส่วนหนึ่งเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ จำเป็นต้องรีบเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะผลพวงของคดีนี้ยังเกี่ยวพันไปถึงการเลือกตั้ง ตลอดจนผลการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้กันโดยชัดเจนว่าพรรคไทยรักษาชาติถือเป็นหนึ่งในแบงก์ร้อยที่แตกมาจากแบงก์พัน ดังจะเห็นได้จากความเชื่อมโยงของทั้งแกนนำ ผู้สมัคร สส.ที่คาบเกี่ยวกัน จนบางพื้นที่ถูกมองว่ามีการหลบหลีกเพื่อไม่ให้ทับซ้อนสร้างปัญหาในพื้นที่

ดังนั้น เมื่อพรรคหนึ่งอยู่ระหว่างถูกพิจารณายุบพรรค ย่อมจะส่งผลต่อพรรคอื่น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องการลงคะแนนของประชาชน ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนในเวลานี้การที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบในช่วงเวลานี้ จึงล้วนแต่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมาก

การรีบทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดกับทุกฝ่ายในเวลานี้ เพื่อไม่ให้ความคลุมเครือบานปลายกลายเป็นปัญหาในอนาคต

เริ่มตั้งแต่เรื่องของการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ในกรณีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรค ทษช.จะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบนั้น ย่อมทำให้ผู้สมัครของไทยรักษาชาติวางตัวลำบากว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือรอดูสถานการณ์ความชัดเจนก่อน

ในเมื่อหากทุ่มเทลงพื้นที่หาเสียงแล้วต่อมาเกิดถูกยุบพรรค ย่อมอาจทำให้ทุกคะแนนที่กำลังจะได้รับต้องสูญหายไป เช่นเดียวกับประชาชนที่ตั้งใจว่าจะเลือกพรรคไทยรักษาชาติ หากถูกยุบก่อนจะถึงวันเลือกตั้งก็จะทำให้เสียโอกาสได้เช่นกัน

ยังไม่รวมกับการยุบพรรคหลังการเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ซึ่งไทยรักษาชาติชนะการเลือกตั้ง ก่อนการประกาศผลรับรองซึ่งจะเป็นเหตุให้ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตดังกล่าว ทำให้ต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งงบประมาณ

ส่วนกรณีเขตที่ไทยรักษาชาติแพ้แม้จะไม่มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สำหรับประชาชนที่ลงคะแนนมาให้พรรคนี้ ย่อมกลายเป็นคะแนนที่สูญเปล่าเพราะจะถูกตัดออกจากสารบบการคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ

การพยายามปิดเกมเร็วเพื่อทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนก่อนจะถึงวันเลือกตั้งอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งในแง่ผู้สมัคร และคนลงคะแนน ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

อีกด้านหนึ่งยังช่วยสกัดป้องกันปัญหาความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกเรื่องการถูกยุบพรรคขึ้นมาปลุกปั่นหรือสร้างกระแส อันอาจบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายที่จะยิ่งฉุดรั้งบรรยากาศการเลือกตั้งไม่ให้เป็นที่ยอมรับ

ดังจะเห็นจากที่ผ่านมามักจะมีการหยิบยกประเด็นทำนองนี้ขึ้นมาเรียกกระแสสงสาร จากการถูกกลั่นแกล้งไม่ยุติธรรม เพื่อหวังกระแสตีกลับที่จะเกิดขึ้น

ในขณะที่กลุ่มที่ไม่หวังดีย่อมพยายามหยิบยกปมเหล่านี้ขึ้นมาเขย่าความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือและผลการเลือกตั้งที่จะตามมา ซ้ำเติมข้อครหาก่อนหน้านี้ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐพยายามช่วงชิงสร้างความได้เปรียบในหลายด้าน

ที่สำคัญชนวนความคลุมเครือที่เกิดขึ้นย่อมถูกนำไปสู่การหยิบยกไปใช้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย ดังจะเห็นจากก่อนหน้านี้ที่เริ่มปรากฏกระแสข่าวการปฏิวัติซ้อน หรือข่าวลวงเรื่องการปลดนายทหารระดับสูงซึ่งล้วนแล้วแต่จะยิ่งกัดกร่อนบรรยากาศที่ควรจะเดินไปสู่การเลือกตั้งอย่างโปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ

แนวโน้มการสร้างความชัดเจนในเรื่องคดียุบพรรคให้เร็วที่สุดจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต และกระทบไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

‘บิ๊กแดง’ขุนศึกใหญ่ เสริมแกร่ง’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580439

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 08:03 น.

'บิ๊กแดง'ขุนศึกใหญ่ เสริมแกร่ง'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดิมทีหลายฝ่ายต่างมองกันว่าการเมืองไทยน่าจะมีความมั่นคงและนิ่งมากขึ้น เนื่องจากมีการประกาศวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 มี.ค.อย่างเป็นทางการ พรรคการเมืองหลากพรรคต่างมุ่งสู่การเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มตัวเพื่อชิงคะแนนความนิยม แต่มาวันนี้สถานการณ์ทางการเมืองของไทยเริ่มออกอาการแกว่งๆ อีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ได้เพียงแต่สร้างผลกระทบในวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงอีกหลายภาคส่วนต่างๆ ด้วย จนทำให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเกิดภาวะขุ่นมัวขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดกระแสข่าวลือ ต่อๆ กันจนเกือบไฟลามทุ่งว่าจะมีการรัฐประหารเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวการรัฐประหารถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเผยแพร่ภาพการขนย้ายยุทโธปกรณ์กลางพื้นที่สาธารณะ ยิ่งเป็นการกระพือข่าวให้แพร่หลายออกไปอีก ก่อนที่กองทัพต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพียงแค่การซ้อมรบในช่วงเดือนก.พ.เท่านั้น

แต่กระนั้นท่ามกลางสังคมที่อ่อนไหวกับข่าวลือก็ถูกขยายผลมากขึ้นไปอีก ภายหลังปรากฏภาพคำสั่งประกาศปลดผู้นำเหล่าทัพ การปลอมดังกล่าวทำถึงขนาดมีการอ้างเลขและลำดับที่ของการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษากันเลยทีเดียว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยุบพรรค หรือข่าวลือการทำรัฐประหาร ทำให้  “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก แสดงท่าทีขึงขังเพื่อสยบความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

“ในสิ่งที่พูดวันนี้ ผมยังยืนยันในความเป็นกลางอยู่ กกต.ก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ผมไม่สามารถไปพูดอะไรกับ กกต.ได้ และทุกวันนี้ผมก็ยังไม่อยากพูดกับใครทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ล้ำเส้นซึ่งกันและกัน หน้าที่ใครทำอะไรก็ทำไป และสุดท้ายหากมีการล้ำเส้นกันจะทำอย่างไรนั้น ผมคิดว่าขณะนี้ยังไม่มี และถ้ามีก็ค่อยคิดกันต่อไปว่าจะทำอย่างไรก็ต่อไป”ท่าทีของ ผบ.ทบ. เมื่อวันที่ 13 ก.พ.

นับตั้งแต่บิ๊กแดงขึ้นมากุมบังเหียนกองทัพ ปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกจับตาจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก เพราะก่อนจะขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดของกองทัพนั้นพบว่าเคยมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้คุมกำลังเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา

พอการเมืองเข้าสู่ยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  “บิ๊กแดง” ก็เป็นหนึ่งในขุนศึกข้างกายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มอบความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญมากมาย แม้ทั้ง “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กแดง” จะมาจากต่างค่ายกันก็ตาม โดยคนหนึ่งมาจากค่ายบูรพาพยัคฆ์ ส่วนอีกคนมาจากค่ายวงศ์เทวัญ

แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกำลังอ่อนไหว ทำให้ขั้วอำนาจในกองทัพต้องสลายลง เพื่อให้การเมืองระยะเปลี่ยนผ่านเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งผลให้เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่กองทัพและรัฐบาลมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ดังนั้น การที่บิ๊กแดงจะลุกขึ้นมารัฐประหารล้มรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บทบาทของบิ๊กแดงรวมไปถึงผู้นำเหล่าทัพคนอื่น นอกจากจะมีบทบาททางการเมืองนอกสภาแล้ว แต่ในระยะยาวกำลังจะเข้ามาเป็นคีย์แมนคนสำคัญของการเมืองในระบบรัฐสภาด้วย

กล่าวคือผู้นำเหล่าทัพ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการกองทัพไทย  ผู้บัญชาการกองทัพบก ผู้บัญชาการกองทัพเรือ ผู้บัญชากองทัพอากาศ  ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม จะเข้ามาเป็น สว.โดยอัตโนมัติ

วุฒิสภาในอนาคตบทบาทสำคัญลำดับแรกๆ คือ การร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกรัฐมนตรี

สว.ชุดต่อไปจำนวน 250 คน จะมาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งแน่นอนว่าผู้นำเหล่าทัพทั้ง 6 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขึ้นมารับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ จะทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับผู้ประสานงานในวุฒิสภา ดังนั้นหากจะบอกว่าพรรคการเมืองใดจะได้นายกฯ และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมต้องอาศัยสายสัมพันธ์ที่ต้องต่อให้ถึงขุนศึกดังกล่าวข้างต้น

เท่ากับว่าวุฒิสภาที่ปกคลุมไปด้วยผู้นำเหล่าทัพกำลังจะเข้ามามีบทบาทในการตั้งรัฐบาลโดยปริยาย

ที่สำคัญผลการเลือกตั้งที่จะออกมา จะเป็นปัจจัยของการกำหนดท่าทีของ ผบ.ทบ.ต่อการเมืองในอนาคต

ลองนึกภาพดูว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาจำนวน 250 คน ย่อมเทคะแนนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็น นายกฯ อีกครั้งอย่างไม่มีข้อกังขา กองทัพและรัฐบาลจะมีความเป็นเอกภาพและปึกแผ่นมากขึ้น

แต่ในทางกลับกันถ้าพรรครัฐบาลไม่มีชื่อของพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม การชิงไหว ชิงพริบในทางการเมืองระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาย่อมเกิดขึ้นและทวีความดุเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอาจไม่ราบรื่นมากนักและหนำซ้ำ ผบ.ทบ. คนปัจจุบันจะกลับมาถูกจับตามองว่าจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างไร

เพราะฉะนั้นในระยะนี้ระหว่างที่ประเทศกำลังเดินสู่การเลือกตั้ง กองทัพพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปกับรัฐบาล แต่หลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นสำคัญ

ยื่นยุบ’ไทยรักษาชาติ’ สะเทือนถึง’เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580303

  • วันที่ 14 ก.พ. 2562 เวลา 07:48 น.

ยื่นยุบ'ไทยรักษาชาติ' สะเทือนถึง'เพื่อไทย'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้เรียกได้ว่าใกล้เข้าสู่จุดเดือดเข้าไปทุกที ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตัดสินใจยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)การดำเนินการของ กกต.นับว่าเป็นไปด้วยความรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เนื่องจากการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. แต่ กกต.ตัดสินใจส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคในวันที่ 13 ก.พ. รวมเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

เดิมทีจริงๆ แล้วการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกือบจะรวดเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ หลังจากเมื่อวันที่ 12 ก.พ.มีข่าวหลุดออกมาว่า กกต.จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันนั้น แต่ กกต.ได้ออกมาเบรกก่อนว่า กกต.ยังพิจารณาไม่เสร็จ ถึงอย่างไรก็ดี ที่สุดแล้ว กกต.ก็มีมติเอกฉันท์ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคในอีก 24 ชั่วโมงถัดมา

เหตุที่ กกต.อาศัยเป็นข้ออ้าง เพื่อยุบพรรค คือ การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ผลของการกระทำผิดตามมาตรา 92 จะไปปรากฏในมาตรา 94 ประกอบด้วย การถูกยุบพรรค และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งในกฎหมายไม่ได้ระบุเวลาเอาไว้ เท่ากับว่าจะถูกเพิกถอนสิทธิตลอดชีวิต นั่นหมายความว่าจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ตลอดไป

นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคข้างต้นจะถูกห้ามไม่ให้ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีก ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ อีกทั้งยังห้ามมิให้บุคคลใดใช้ชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองซ้ำ หรือพ้องกับชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ

ตามขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีและการทำคำวินิจฉัย จะมีหลายกระบวนการด้วยกันกว่าจะมีการวินิจฉัยชี้ขาด ไม่ว่าจะเป็น การตรวจคำร้อง การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจง การให้ทั้งสองฝ่ายตรวจพยานหลักฐาน การนัดวันไต่สวนของศาล และการทำคำวินิจฉัย ซึ่งพลิกดูตามข้อกำหนดดังกล่าว มีความเป็นไปได้ที่อาจต้องใช้เวลาประมาณ 60 วันหรืออาจเร็วกว่านั้นถ้าศาลเห็นสมควร

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอาจดูเหมือนใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้าย้อนกลับไปดูว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ก็อาจส่งผลให้วันตัดสินชี้ขาดเกิดได้เร็วขึ้นเช่นกัน

“หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้” มาตรา 58 ของกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพรรคไทยรักษาชาติต่างจับจ้องไปยังท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญด้วยใจระทึกพอสมควร

ภายใต้สถานการณ์และบรรยากาศแบบนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าที่สุดแล้วอนาคตของพรรคไทยรักษาชาติจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอน คือ พรรคเพื่อไทย ก็เตรียมรับแรงกระแทกที่จะตามมาเช่นกัน หากพรรคไทยรักษาชาติต้องยุบพรรค

ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ไม่ได้เอื้อให้พรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากเด็ดขาดเหมือนในอดีต จึงเป็นที่มาของการเกิดพรรคสาขา เพื่อไปเก็บคะแนนสำหรับจัดตั้งเป็น สส.บัญชี รายชื่อ

ดังจะเห็นได้จากกรณีของพรรคเพื่อไทยเป็นครั้งแรกที่พรรคไม่ได้ส่ง ผู้สมัคร สส.ลงสมัครครบทุกเขต เลือกตั้ง โดยเขตเลือกตั้งที่ไม่มีคนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นคนของพรรคไทยรักษาชาติไปลงแทน

ผลของการยุบพรรคนั้นไม่ได้จบลงตรงที่การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติเท่านั้น แต่ทันทีที่ถูกยุบความเป็นนิติบุคคลของพรรคไทยรักษาชาติจะสิ้นสุดลงเช่นกัน อันจะมีผลให้ ผู้สมัคร สส.ของพรรคพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วย

สรุป คือ ผู้สมัคร สส.ของพรรคไทยรักษาชาติจะแพ้ฟาวล์และออกจากการเลือกตั้งทันที เนื่องจากไม่มีความเป็นสมาชิกแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งของการเป็นผู้สมัคร สส.

ถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยต้องลงสนามต่อสู้เพียงลำพัง ขาดกำลังเสริมอย่างพรรคไทยรักษาชาติไปโดยปริยาย การเก็บคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อก็ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเองไม่ได้ส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งครบทั้ง 350 เขต

จะเห็นได้ว่าหากเกิดการยุบพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมา พรรคเพื่อไทยต้องตกที่นั่งลำบากไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้

เดินหน้าเลือกตั้ง ปิดทางปฏิวัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/580162

  • วันที่ 13 ก.พ. 2562 เวลา 06:57 น.

เดินหน้าเลือกตั้ง ปิดทางปฏิวัติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสข่าวปฏิวัติซ้อนกลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จังหวะใกล้เคียงกับมีประเด็นเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ และล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่รวมถึงพระนามของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งได้รับการเสนอโดยพรรคไทยรักษาชาติ

ตามเหตุผลที่ กกต.อธิบายโดยอ้างอิงตามพระราชโองการ ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 8 ก.พ. 2562 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย 2560 พระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่ในหลักการ เกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรง ตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงปฏิเสธข่าวเรื่องปฏิวัติซ้อนและสั่งการให้ติดตามหาตัวผู้กระทำผิด และระบุว่าต้องแก้ปัญหาเรื่องของ ข่าวลือและข่าวเท็จ ข่าวปลอมที่มีมากมาย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก

“ไม่ทราบเหตุผลว่ามีการปล่อยข่าวปลอมเพราะอะไร เช่น การปล่อยข่าวว่ามีการปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย หากเป็นความจริง ผมจะต้องแจ้งอยู่แล้วเรื่องการโยกย้ายหรือออกคำสั่งจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ไม่สามารถใช้ ม.44 แต่งตั้งหรือปลดใครได้ทุกตำแหน่ง เพราะจะใช้ ม.44 เฉพาะคนที่มีปัญหาเท่านั้น ที่แล้วมาผมก็ไม่เคยมีปัญหากับใครทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมายืนยันถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของกองทัพในเวลานี้ เพราะความสัมพันธ์ดีมาตลอด เป็นพี่น้องกันมาตั้งนานแล้วหลายสิบปี ถือเป็นภาระความผูกพัน ถ้าทุกคนต่างทำความดีก็ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ไม่ต่างจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งออกมาปฏิเสธถึง ข่าวลือเรื่องการรัฐประหารซ้อน โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือได้ประโยชน์จากการปล่อยข่าวลือในครั้งนี้

ส่วนหนึ่งของที่มาอาจมาจากการเคลื่อนย้ายยานพาหนะทางทหาร หรือยุทโธปกรณ์เพื่อเข้ามาทำการฝึก ซึ่ง พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ออกมาชี้แจงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายเพื่อการฝึก ตั้งแต่วันที่ 1-21 ก.พ. 2562

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนถึงการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนจนในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงขั้นเป็นห่วงว่าการเลือกตั้งอาจมีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปอีกหรือไม่

ยิ่งในบรรยากาศที่หลายฝ่ายประเมินว่า ผลการเลือกตั้งที่จะออกมานั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการ ผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ในวันที่คะแนนนิยมของฝั่งเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชวนให้คิดว่ากระแสข่าวปฏิวัติซ้อนที่ออกมานอกจากจะเพื่อสยบความ ปั่นป่วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้ว อาจถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการกระชับอำนาจจากฝั่งของกองทัพไม่ให้เปลี่ยนมือไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหลังการเลือกตั้งหลังจากที่ทุกอย่างอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้

แน่นอนว่าการปฏิวัติไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในจังหวะเวลาเช่นนี้ ซึ่งกองทัพมีความความเป็นเอกภาพเหนียวแน่น และสอดประสานไปกับ คสช. เว้นเสียแต่ว่าเป็นการปฏิวัติซ้อนด้วยเหตุผลเรื่องของอำนาจและการเมือง ซึ่งต้องแลกมาด้วยต้นทุนเรื่องความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ อันจะตามมาด้วยแรงเสียดทานอีกมากมาย

กระแสข่าวที่ออกมาจึงถูกมองว่า เป็นได้ทั้งเห็นสัญญาณหรือการขยับภายในกองทัพ หรือเป็นยุทธศาสตร์ดักคอเพื่อกระตุ้นให้สังคมออกมาจับตาและป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารซ้อนที่จะซ้ำเติมความเสียหายต่อสังคมอย่างรุนแรงต่อไป

ระหว่างนี้จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาตัวคนกระทำผิดมาขยายผลเพื่อหาเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องนี้ สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น

ในขณะที่ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะจะเป็นทางเดียวที่จะพาประเทศกลับไปสู่สถานการณ์ปกติ และยับยั้งไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายไม่ว่าจากฝ่ายใด โดยปล่อยให้เสียงของประชาชนเป็นคนตัดสินและเลือกผู้บริหารใหม่ว่าจะมาจากพรรคใดหรือฝั่งใด

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร้องเรียนที่จะ นำไปสู่การยุบพรรค ก็ต้องปล่อยให้ เป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีผลไปกระทบไปถึงการเลือกตั้ง ที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป โดยที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศอันดีให้เกิดขึ้น