ลำดับปาร์ตี้ลิสต์ปมร้อนเขย่าพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578465

  • วันที่ 29 ม.ค. 2562 เวลา 08:54 น.

ลำดับปาร์ตี้ลิสต์ปมร้อนเขย่าพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางเลือกสู่การเลือกเริ่มต้น อย่างเป็นทางการภายหลัง พ.ร.ฎ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 2562 พร้อมกำหนดวันเปิดรับสมัคร สส.ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. 2562

ส่งผลให้ทุกพรรคการเมืองรีบออกตัวลงพื้นที่หาเสียงคู่ขนานไปกับการจัดทัพเตรียมคนลงสมัครในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และเคาะหารายชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามที่กฎหมายกำหนด

ต้องยอมรับว่าการกลับสู่สนามการเมืองภายใต้กฎกติกาใหม่รอบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคการเมืองที่ถูกแช่แข็งมานานร่วม 5 ปี เนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่บัตรเดียวชี้ขาดทั้งเลือกตั้ง สส.เขต และยังนำคะแนนไปคำนวณหาสัดส่วนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำให้แต่ละพรรคปรับแผนกันยกใหญ่

ขณะที่จำนวนเขตเลือกตั้งเดิมที่เคยมี 400 เขต ในอดีตถูกลดเหลือ 350 เขต ทำให้แต่ละพรรคต้องหาจุดสมดุลในการเกลี่ย สส.เดิมที่เคยลงเขต มาสู่บัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งระบบใหม่ที่ยากจะคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร

โดยเบื้องต้นเป็นที่คาดการณ์ กันว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ชนะ เลือกตั้งในระบบเขต จำนวนมาก  ย่อมไปตัดจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อของตัวเอง หากคะแนนที่ชนะในแต่ละเขตไม่ได้ทิ้งขาดคู่แข่งแบบท่วมท้น

สะท้อนผ่านยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันของพรรคเพื่อไทยที่ออกมาแก้เกมระบบการเลือกตั้งใหม่ ด้วยการออกไปตั้งเป็นพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ของแกนนำและสมาชิกบางส่วนด้วยเป้าหมายเพื่อทำให้เวลาคำนวณคะแนนที่ได้แล้วจะทำให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก แม้จะไม่ชนะเลือกตั้งแต่ก็มีโอกาสได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อมากกว่าหากอยู่พรรคใหญ่เช่นเดิม

แต่ทว่าปัญหายังไม่จบแค่นั้น เมื่อเวลานี้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโอกาสที่แต่ละพรรคจะได้รับเลือกตั้ง ในระบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้บรรดาแกนนำและสมาชิก ตลอดจนอดีต สส.ที่ถูกเลื่อนขึ้นมาจากระบบเขต ที่ลดน้อยลงไปนั้น เกิดอาการวิตก  พร้อมเรียกร้องต้องการจะอยู่ในลำดับต้นๆ ของบัญชีให้ได้มากที่สุดจนเริ่มเกิดความปั่นป่วนภายใน

เมื่อรอบนี้โอกาสที่พรรคใหญ่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อแบบหลายสิบคนเหมือนในอดีตเป็นไปได้ยาก เพราะระบบเดิมมีบัตรเลือกตั้งระบบบัญชี รายชื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกกันแบบชัดเจน พรรคใหญ่จึงได้เปรียบในเชิงการหาเสียงและอาศัยความนิยมของพรรคตัวเองโกยคะแนนทิ้งห่างพรรคเล็กพรรคน้อยแบบไม่เห็นฝุ่น

ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันจากกติกาใหม่ดังกล่าว ทำให้มีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ด้วยความมุ่งหวังว่าแม้จะไม่สามารถเอาชนะเลือกตั้งในระบบเขตซึ่งเป็นงานยากที่จะเอาชนะคู่แข่งซึ่งเป็นนักการเมืองเก่าจากพรรคต่างๆ และมีฐานเสียงเหนียวแน่นมายาวนาน แต่หากนำคะแนนในแต่ละเขตมารวมๆ กัน ก็สามารถที่จะได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อไม่มากก็น้อย

ดังนั้น การที่พรรคกลาง พรรคเล็ก กวาดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อไปได้มากเท่าไร โอกาสที่พรรคใหญ่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อย่อมมีน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่แปลกที่จะเห็นปรากฏการณ์แกนนำหลายคนของพรรคใหญ่ต้องตัดสินใจกระโดดไปลงสมัครในระบบเขต ที่แม้จะเสี่ยงแต่ก็ยังดีกว่าหมดลุ้นตั้งแต่ลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อลำดับกลางๆ

ยิ่งหากจำแนกไปดูรายละเอียดคะแนนเลือกตั้งในอดีต จะพบว่าพรรคใหญ่ที่ชนะเลือกตั้งในระบบเขตนั้น หลายพื้นที่ก็ไม่ได้ชนะแบบทิ้งห่างขาดลอย ในทางกลับกันบรรดาพรรคขนาด กลางหรือขนาดเล็ก แม้จะแพ้เลือกตั้งครั้งที่แล้วก็สามารถกลับมาชิงความได้เปรียบนำคะแนนส่วนนี้ไปคำนวณหาที่นั่งในระบบบัญชีรายชื่อได้ไม่ยาก

ความปั่นป่วนจึงเกิดขึ้นในหลายพรรค เมื่อแกนนำต่างต้องช่วงชิง เพื่อให้ตัวเองอยู่ในบัญชีระดับต้นๆ มากที่สุด จนเป็นเรื่องยากที่จะสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะจำนวน แกนนำที่มีมากเกินจะจัดให้ทุกคนอยู่ ในระดับต้นที่พ้นเส้นความเสี่ยงของแต่ละพรรค

การจัดวางลำดับจึงยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ง่าย โดยเฉพาะกับแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ว่าจะมีสัดส่วนโควตาบรรดานายทุนที่มักจะกระโดดเข้ามาอยู่ในบัญชีของแต่ละพรรค จนทำให้ลำดับของแกนนำหลายคนต้องตกไปอยู่ใต้เส้นความเสี่ยงมากขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำไปสู่แรงกระเพื่อมภายใน ส่วนจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการรับมือแก้ปัญหาของแต่ละพรรคที่ต้องรอดูว่าจะสุดท้ายแล้วจะจัดที่จัดทางหาทางออกกันอย่างไรในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดรอยร้าวสร้างปัญหาในอนาคต

แน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวคงไม่ถึงขั้นทำให้คนที่พลาดลำดับบัญชีรายชื่อดีๆ ต้องขยับขยายย้ายไปอยู่พรรคอื่น เพราะกรอบของเวลาตามกฎหมายได้ล็อกไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่อาจส่งผลต่อการทุ่มเททำงาน และอาจ ก่อให้เกิดความระหองระแหงของแกนนำจนทำลายเอกภาพภายในพรรค

ทั้งนี้ หากไม่ได้รับการสมานเยียวยาย่อมอาจฉุดการมีส่วนร่วมในการผนึกกำลังหาเสียง จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องลงทุน ลงแรง เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสถูกรับเลือกเข้าไปทำงานในสภา สุดท้ายย่อมกลายเป็นความอ่อนแอที่อาจส่งผลกระทบไปถึงการแพ้ชนะเลือกตั้งในอนาคต

หวยไม่พลิก บิ๊กตู่ “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578369

  • วันที่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 09:16 น.

หวยไม่พลิก บิ๊กตู่ "พลังประชารัฐ"

“พล.อ.ประยุทธ์” กำลังทำหน้าที่เป็นนายกฯ โดยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์เหมือนกับรัฐบาลอื่นๆในช่วงการเลือกตั้ง

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มี.ค.ส่งผลให้ทุกภาคส่วนนอกจากเหนือไปจากฝ่ายการเมืองต่างแสดงท่าทีตอบรับกับความชัดเจนในทางการเมืองครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง หลังจากอึมครึมมาเป็นเวลานาน

การประกาศเลือกตั้งกลายเป็นแรงบวกที่ช่วยให้แรงกดดันที่ถาโถมรัฐบาลได้รับการคลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยบรรดากลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ไม่อาจหาเหตุมาชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลได้อีก เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะเบาหูไปได้เยอะเนื่องจากไม่ต้องคอยตอบคำถามเรื่องวันเลือกตั้งอีก

เมื่อรัฐบาลปลอดจากแรงกดดันทางการเมืองแล้ว ทีนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลจะใส่เกียร์เดินหน้าเต็มตัวในช่วงเวลาที่เหลืออยู่จนกว่าจะถึงวันที่ 24 มี.ค.

เหตุที่ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดนี้สามารถใส่เกียร์เดินหน้าได้เพราะแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ยังใช้อำนาจบริหารได้สมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ โดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 169 บัญญัติไว้

ทั้งนี้ มาตรา 169 กำหนดห้ามไม่ให้คณะรัฐมนตรีที่กำลังรักษาการณ์ในระหว่างการจัดการเลือกตั้งดำเนินการใน 4 เรื่อง ดังนี้

1.ไม่กระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กําหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจําปี

2.ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตําแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน

3.ไม่กระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจําเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน

4.ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทําการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่ กกต.กําหนด

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลชุดนี้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ แถมยังมีอำนาจตามเดิมอีก จึงเปรียบได้กับการมีน้ำมันเต็มถังสำหรับการพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมายก่อนลงจากรถเมื่อถึงปลายทาง

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลมาร่วมงานด้วยถึง 4 คน ถึงได้มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้รับกระแสการตอบรับจากสังคม

แต่ความสนใจในการเลือกตั้งคงไม่ได้อยู่แค่เพียงการบริหารงานของรัฐบาลอย่างเดียว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกสายตาก็ต่างจับจ้องว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกฯ คนที่ 30

เต็งหนึ่งในตำแหน่งนายกฯครั้งนี้ตกเป็นของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อย่างไม่ต้องสงสัยภายหลังผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่างระบุตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความเหมาะสมกับเก้าอี้นายกฯ มากที่สุด ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการรักษาความสงบและความเด็ดขาดในการทำงาน

แม้ท่าทีของพรรคพลังประชารัฐจะยังสงวนไว้พอสมควรเกี่ยวกับการใส่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไว้ในบัญชีว่าที่นายกฯ ของพรรค แต่ในทางปฏิบัติก็ต่างทราบกันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นชื่อเดียวกับที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ

การมี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมเป็นว่าที่นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐนั้นถ้าจะว่าไปก็เป็นจุดแข็งที่มีนัยสำคัญเช่นกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำหน้าที่เป็นนายกฯ โดยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์เหมือนกับรัฐบาลอื่นๆ ที่ต้องเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ระหว่างจัดการเลือกตั้ง ข้อได้เปรียบตรงนี้ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี บริหารประเทศและอนุมัติโครงการหรือนโยบายต่างๆ โดยไม่ต้องกั๊กและไม่ต้องห่วงว่าจะโดน กกต.ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

นโยบายหรือโครงการที่รัฐบาลจะออกมา แน่นอนว่าด้านหนึ่งจะเป็นการช่วยให้พรรคพลังประชารัฐนำไปต่อยอดเพื่อการหาเสียงในพื้นที่ โดยเฉพาะการชูความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาล ที่ถึงแม้พรรคพลังประชารัฐจะได้เป็นรัฐบาลแล้วแต่นโยบายสวัสดิการประชารัฐจะยังเดินหน้าต่อไป

ผิดกับนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นลักษณะของการมานับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ในประเด็นนี้จึงเป็นข้อได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐที่มีเหนือคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

แต่กระนั้น จากจุดแข็งของการมี พล.อ.ประยุทธ์ มุมหนึ่งย่อมเป็นจุดด้อยได้เช่นกัน กล่าวคือ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกฯ ที่มีอำนาจเต็มจะไม่สามารถช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงได้อย่างเต็มที่มากนัก หรืออาจจะช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงไม่ได้เลย

พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค หรือครั้นจะช่วยพรรคลงพื้นที่หาเสียงนอกเวลาราชการ ก็อาจถูกมองเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสียในทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วการมี พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นว่าที่นายกฯ ของพรรคย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน เหลือเพียงแต่พรรคพลังประชารัฐจะฝ่าด่านเพื่อไปสู่ชัยชนะอย่างไรเท่านั้น

4 รมต.ยื้อลาออก เพิ่มความเสี่ยง พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578127

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 08:32 น.

4 รมต.ยื้อลาออก เพิ่มความเสี่ยง พปชร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป  พรรคการเมืองต่างๆ พากันทยอยเปิดตัวแสดงความพร้อม อาสาเป็นตัวเลือกสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 60 วัน

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือเป็นอีกหนึ่งพรรคที่เริ่มต้นเปิดแนวนโยบายของพรรคที่ค่อนข้างชัดเจน  ผ่านสโลแกนต่างๆ ทั้งสังคมประชารัฐขจัดความขัดแย้ง ก้าวข้ามความขัดแย้งไม่แบ่งสีไม่แบ่งฝ่าย เศรษฐกิจประชารัฐขจัดความยากจน

รวมไปถึง “นโยบายสร้างชาติ เพิ่มพลังเศรษฐกิจ” อันประกอบด้วย 3 พันธกิจ ได้แก่ สวัสดิการประชารัฐ 7 เรื่องสังคมประชารัฐ 7 เรื่อง และเศรษฐกิจประชารัฐ 7 เรื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมเข้มแข็ง ปรับโครงเศรษฐกิจ สร้างโอกาสที่เท่าเทียม และสร้างความสามารถให้แข่งขันกับโลก

อันอาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดจากโครงการประชารัฐของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้เริ่มต้นออกตัวไปก่อนหน้านี้ และหลายเรื่องเริ่มเห็นผลจนมีส่วนกู้ให้คะแนนนิยมของรัฐบาลกระเตื้องกลับขึ้นมาได้บ้าง

ปลุกให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองจากอำนาจรัฐในมือกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ โดยเฉพาะระยะหลังกับการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านสารพัดโครงการ ตลอดจนแพ็กเกจของขวัญช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่โหมหนักในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา

ต่อเนื่องมาจนถึงประเด็น 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. อีกด้านหนึ่งยังมีสถานะเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐไล่มาตั้งแต่ อุตตม สาว นายน หัวหน้าพรรค สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ซึ่งมีเสียงเรียกร้องให้ลาออก จากตำแหน่งเพื่อความสง่างามและทำให้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

ทว่าจนถึงปัจจุบัน 4 รัฐมนตรี ก็ยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ว่ายังมีภาระหน้าที่ในตำแหน่งซึ่งต้องดำเนินการทำให้แล้วเสร็จ หากลาออกจากตำแหน่งในทันทีอาจกระทบต่อสิ่งที่ได้เริ่มทำไปแล้ว หรืออาจถึงขั้นกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศ โดยระบุว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะลาออกเอง

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการปรับแผนไม่ลาออกในช่วงเวลานั้น เพราะต้องการเป็นกันชนไม่ให้แรงกดดันส่งไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐประกาศจะเชิญมาเป็นหนึ่งในรายชื่อที่พรรคจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี

หากในกรณีที่ 4 รัฐมนตรี ลาออก แรงกดดันย่อมต้องขยับไปกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เพื่อความสง่างามเหมือนกับ 4 รัฐมนตรี เป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้ง 4 คนยังต้องอยู่ในตำแหน่งเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับวันยิ่งมีเสียงกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภายหลังจากมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม มีเพียงแค่กระแสข่าวว่า  4 รัฐมนตรี ก็ยังอยู่ในช่วงหารือว่าจะลาออกจากตำแหน่งเมื่อไหร่ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 4-8 ก.พ. ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดเปิดรับสมัคร สส. ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ รวมทั้งเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

ซึ่งในมุมของรัฐมนตรีจากฝั่งพรรคพลังประชารัฐ อาจจะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งด้วยเงื่อนเวลาที่จะไม่กระทบกับงานในรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีแต่ละคนล้วนแต่ต้องดูแลรับผิดชอบงานสำคัญๆ ในหลายส่วน  หากลาออกในวันสมัครลง สส. ก็พอจะช่วยลดแรงกดดันไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

แต่จากกระแสสังคมที่ผ่านมาจะพบว่าเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรี 4 คนลาออกจากตำแหน่งนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการให้รัฐบาล คสช.วางตัวให้เป็นบรรทัดฐานที่ดี สอดรับกับความต้องการที่จะปฏิรูปการเมืองให้ก้าวพ้นจากวังวนความขัดแย้งในอดีต

แม้จะไม่มีกฎกติกาที่บังคับให้รัฐมนตรีลาออก แต่ในแง่ความได้เปรียบทางการเมืองการที่รัฐมนตรีอยู่ ตำแหน่งย่อมเปิดช่องให้หาเสียงผ่านการทำงานได้แบบทางอ้อม ในวันที่พรรคการเมืองต่างๆ ยังถูกคำสั่ง คสช. ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งมีแต่จะทำให้บรรยากาศการแข่งขันถูกมองว่าไม่เป็นธรรม

โดยเฉพาะเวลานี้ซึ่งมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย แม้จะยังไม่ถึงวันรับสมัคร สส. แต่หากเกิดการดำเนินการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงจะเข้าข่ายกระทำผิดกฎกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้อำนาจรัฐเข้าไปเอื้อประโยชน์หรือจูงใจให้เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อาจถูกหยิบยกไปร้องเรียนต่อ กกต. ได้ตลอด

ยิ่งในบรรยากาศการเมืองที่คาดว่าจะนำไปสู่การแข่งขันที่ดุเดือด ทำให้คาดการณ์กันว่าเรื่องร้องเรียนในการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา

ดังนั้น การฝืนอยู่ในตำแหน่งของ 4 รัฐมนตรี จึงอาจไม่ใช่แค่การทำลายความสง่างามทางการเมืองจนฉุดคะแนนนิยมของพรรค พปชร.ให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซ้ำเติมแผลเก่าที่ผ่านมาจากที่ถูกมองว่ามีการชิงความได้เปรียบหลายเรื่อง อย่างการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่  แต่ปัญหาสำคัญคือการพาตัวเองให้ไปอยู่ในสถานะที่สุ่มเสี่ยงจะถูกจ้องจับผิดจนขยับได้ยาก

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในช่วงเวลานี้แม้จะสายไปแล้ว แต่ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป

เดินหน้าเลือกตั้ง พลิกโฉมประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578002

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 07:41 น.

เดินหน้าเลือกตั้ง พลิกโฉมประเทศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายในสัปดาห์นี้จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สส. และเมื่อถึงกลางสัปดาห์ก็มี พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวตามที่รองนายกฯ ระบุไว้ทุกประการ

จากนี้ไปต้องบอกว่าประเทศไทยนับหนึ่งเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยที่ไม่อาจมีอะไรมาเป็นอุปสรรคขวางได้อีกต่อไป แม้แต่มาตรา 44

เหตุที่ต้องเลียบๆ เคียงๆ ไปยังมาตรา 44 เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่เหมือนเดิมทุกประการ ซึ่งสามารถเนรมิตอะไรก็ได้ตามความต้องการ แต่ในทางปฏิบัติ ณ ตอนนี้ การใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีกนั้นไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

หากฝืนใช้มาตรา 44 หักด้ามพร้าเช่นนั้น การเมืองน่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช. จึงสรุปได้ว่าจากนี้ไปประเทศจะเดินหน้าไปสู่การเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้งทันที

ทั้งนี้ ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้วจะมีขั้นตอนสำคัญบางประการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ดังนี้

1.ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.ต้องกำหนดวันเลือกตั้ง

2.ภายใน 25 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งระยะเวลาของการรับสมัครต้องไม่น้อยกว่า 5 วัน

3.ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.มีหน้าที่กำหนดสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

เช่นเดียวกับพรรคการเมืองที่ต้องแต่งตัวตามกฎหมายให้เรียบร้อยตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองด้วย มิเช่นนั้นจะหมดสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสาขาพรรคการเมืองให้ครบทุกภูมิภาค การตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอย่างน้อย 1 แห่ง เป็นต้น ซึ่งตามรายงานของ กกต.ล่าสุดมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แน่นอนว่าทุกสายตาต้องจับจ้องไปที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ในฐานะพรรคการเมืองน้องใหม่แต่หน้าเดิม เพราะถึงจะเป็นพรรคที่จัดตั้งได้ไม่นาน แต่อุดมไปด้วยผู้มากบารมีทางการเมืองหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตรที่เป็นหัวเรือสำคัญในการรวบรวมและดึงอดีต สส.จากพรรคการเมืองเข้ามาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันเข้ามาร่วมงานด้วย จึงไม่แปลกที่พรรคนี้จะถูกมองว่ากำลังเป็นสถานีต่อไปของ คสช. และรวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดต นายกฯ คนที่ 30

ความได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐนั้นจะว่าไปแล้วอยู่ตรงที่ความชัดเจนในแนวทางของการทำงานการเมือง ด้วยการประกาศตรงไปตรงมาว่าจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ชิงตำแหน่งนายกฯ เท่ากับว่าพรรคจะกระแสดีหรือไม่ดีก็อยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

เมื่อพลิกกลับไปดูรัฐธรรมนูญ พบว่า รัฐบาลชุดนี้ยังคงมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินเหมือนเดิม 100% ต่างจากรัฐบาลในอดีตที่จะถูกจำกัดบางประการทันทีที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

การไม่ถูกจำกัดการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่พรรคพลังประชารัฐจะได้อานิสงส์จากความสำเร็จในเชิงนโยบายของรัฐบาล เรียกได้ว่าทั้งพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลต่างลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” เป็นอีกพรรคที่ตอนแรกเหมือนจะมีปัญหาจากการถูกดูดและปัญหาภายใน แต่มาถึงตอนนี้ปรากฏว่ากระแสความนิยมทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กำลังพุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ หายใจรดต้อคอ พล.อ.ประยุทธ์ กันเลยทีเดียว

ถึงกระนั้นการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วนพอสมควร เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องถูกจับตามองจาก กกต.เป็นพิเศษ ประกอบกับกฎหมายพรรคการเมืองที่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้การยุบพรรคทำได้ง่ายขึ้น โอกาสที่ใช้วิธีการหาเสียงแบบ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เหมือนในอดีตทำไม่ได้เต็มที่ ทำให้ต้องหันมาใช้กลยุทธ์การหาเสียงผ่านการสร้างวาทกรรมทำนอง “เลือกฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อล้มเผด็จการ” แทน

ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นพรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุดของพรรค พบว่ามีความพร้อมในทุกด้านแล้ว แต่เวลานี้ยังมีคำถามพอสมควรว่ากับสภาพของพรรคที่เป็นอยู่ตอนนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ยังดีพอกับการนำพาพรรคให้ชนะเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปีได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้ว การมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะปลายทางและบทสรุปของการเมืองจะเกิดขึ้นภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง

ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้งและได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล การเมืองและประเทศไทยย่อมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่ยืนเหลือไม่มาก 24 มี.ค.ต้องเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577898

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 09:08 น.

ที่ยืนเหลือไม่มาก 24 มี.ค.ต้องเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2562 เป็นต้นมา ปรากฏว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในช่วงเมาหมัด พอสมควร ภายหลังขอเลื่อนการเลือกตั้งจากกำหนดเดิมคือวันที่ 24 ก.พ.ออกไปก่อน

การประกาศออกมาเช่นนั้นส่งผลให้มีราคาที่รัฐบาลและ คสช.ต้องจ่ายหนักพอสมควร โดยเฉพาะความน่า เชื่อถือของฝ่ายบริหารที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปรับปากกับต่างประเทศและคนไทยมาตลอดว่าวันที่ 24 ก.พ. จะเป็นวันเลือกตั้ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเลื่อนออกไปจึงไม่แปลกที่จะเกิดกระแสกดดันมากขึ้น

ผลในทางลบไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเท่านั้น เพราะในมุมหนึ่งก็ตกอยู่กับพรรคพลังประชารัฐด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากต่างเป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

กระแสเรียกร้องและกดดันรัฐบาลนั้นด้านหนึ่งอาจจะไม่ใหญ่เป็นระดับมวลมหาประชาชน แต่อย่างน้อยก็เป็นกระแสที่จุดติดพอสมควรในโลกสื่อสังคมออนไลน์ มิเช่นนั้นแล้วคงไม่เกิดปรากฏการณ์ติดแฮชแท็ก (Hashtag) กันล้นหลามเพื่อไม่ให้มีการเลื่อนเลือกตั้งขนาดนั้น

แต่อาการเมาหมัดของรัฐบาลยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่กองทัพก็ได้เข้ามาเติมเชื้อให้เกิดเป็น กระแสลามมากขึ้นไปอีกผ่านการให้สัมภาษณ์โจมตีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการเข้ามาในสงครามการเมืองโดยไม่จำเป็น เพราะด้านหนึ่งอาจทำให้กองทัพถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง ทางการเมือง ทั้งๆ ที่ก็ถูกจับผิดมาตลอด

ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระยะหลังรัฐบาลต้องเริ่มออกมายืนยันเกี่ยวกับวันเลือกตั้งอีกครั้งด้วยการระบุลงไปเป็นวันที่ 24 มี.ค.

ในเรื่องของวันที่เป็นวันที่ 24 มี.ค.เริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากที่สุด ภายหลัง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าวันดังกล่าวมีความเหมาะสมมากที่สุด เช่นเดียวกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมาระบุว่าอีกไม่นานน่าจะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ไม่เพียงเท่านี้รัฐบาลยังให้ความมั่นใจเพิ่มเติมด้วยว่าหากมีการ เลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ก็ยังอยู่ภายในกรอบ 150 วัน เพราะกรอบเวลา 150 วันนั้นเป็นการกำหนดเฉพาะวันเลือกตั้งเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับระยะเวลาของการรับรองผลการเลือกตั้ง แต่อย่างใด

สอดรับกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ย้ำว่าต่อให้การเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.  การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ก็สามารถทำได้ให้เสร็จได้ภายในวันที่ 9 พ.ค. เพื่อตัดปัญหาเรื่องข้อสงสัยระยะเวลา 150 วัน

เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลได้ย้ำถึงความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้ง เหมือนกับที่เคยยืนยันว่าวันที่ 24 ก.พ.จะเป็นวันเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้

สถานการณ์กำลังบีบให้รัฐบาลและ คสช.เหลือที่ยืนในทางการเมืองภายใต้ระบบรัฐประหารที่เป็นอยู่ไม่มากนัก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของการเลือกตั้งถูกจุดขึ้นทั่วประเทศแล้ว

ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองที่อยู่ต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็ตาม หรือแม้แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนักก็ต่างระบุตรงกันว่าอยากให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็ว เท่ากับว่ารัฐบาลและ คสช.ไม่อาจต้านทานกระแสของการเลือกตั้งได้อีกต่อไป

เวลาที่ถูกทอดไปอีกประมาณ 1 เดือนจากกำหนดเดิมวันที่ 24 ก.พ.นั้นถือว่าเป็นคุณกับรัฐบาลพอสมควร เพราะอย่าลืมว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอำนาจเหมือนกับรัฐบาลรักษาการปกติที่ต้องห้ามดำเนินการบางอย่างตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดระหว่างการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างพรรคการเมืองและรัฐบาล

แต่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีอำนาจครบมือเหมือนเดิมทุกประการ แม้ว่าในอนาคตจะมีการประกาศ พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง โดยรัฐบาลสามารถใช้นโยบายสวัสดิการประชารัฐเพื่อมัดใจประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีข้อจำกัด อันจะมีผลในทางที่ดีต่อพรรคพลังประชารัฐอย่างไม่ต้องสงสัย

ทุกอย่างดูเป็นใจและเข้าทางรัฐบาลแทบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นจากโพลต่างๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีคะแนนนำฝ่ายตรงข้ามต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ความได้เปรียบอยู่ในมือของรัฐบาลทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเท่าใดนัก เนื่องจากจะมุ่งอยู่กับการคิดนโยบายหาเสียงของตัวเอง เพื่อสร้างคะแนนความนิยม อีกทั้งหากไปพูดอะไรที่พาดพิงมากเกินไปก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ ทำให้พรรคการเมืองจึงไม่อยากตอแย คสช.และรัฐบาลมากนัก เว้นเสียแต่จะมีกรณีที่รัฐบาลและ คสช.พาดพิงมาถึงพรรคการเมือง

เป็นความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งยิ่งกว่าที่รัฐบาลใดเคยมี แม้แต่รัฐบาลของพรรคไทยรักไทยหรือพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ที่เหนือกว่าคู่แข่งในทุกด้านแบบนี้

ณ เวลานี้เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเลื่อนเลือกตั้งไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว เหลือแต่เพียงความพร้อมของรัฐบาลเท่านั้นว่าจะยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนหรือไม่เท่านั้น

ดึงเกมเปิดตัวชิงนายกฯ’เพื่อไทย’ยิ่งถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577763

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 07:28 น.

ดึงเกมเปิดตัวชิงนายกฯ'เพื่อไทย'ยิ่งถดถอย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าไม่นับพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พรรคเพื่อไทย” เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งพอสมควร

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมไม่เป็นสองรองใคร หนีไม่พ้นเรื่อง “นโยบายบุคคล”

ในเรื่องของนโยบายนั้นพรรคเพื่อไทยประกาศมาตลอดว่าจะเน้นสานต่อความเป็นพรรคไทยรักไทยในอดีต คือ การเน้นการเข้าถึงประชาชนผ่าน โครงการต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจที่ช่วยให้พรรคเพื่อไทยผูกขาดการชนะเลือกตั้งมาเป็นเวลาหลายปี

เพียงแต่การออกมาตรการหาเสียงด้วยนโยบายครั้งนี้ต้องระวังพอสมควร เพราะกฎหมายพรรคการเมืองห้ามไม่ให้พรรคการเมืองถูกครอบงำจากบุคคลภายนอก ดังนั้น หากใครเผลอไป หาเสียงในทำนอง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เหมือนในอดีตขึ้นมา ย่อมมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่พรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบ

นโยบายของพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ต้องระวังเรื่องปากที่อย่าไปหลุดโยงกับนายใหญ่เท่านั้น ถ้ามีสติคุมคำพูดของตัวเองได้ ทุกอย่างน่าจะผ่านไปเรียบร้อย

ส่วนเรื่องของบุคคลนั้นในภาพรวมถือว่ามีความสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัดเจน ถึงแม้ในช่วงปรากฏการณ์ “ดูด” อดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยจะออกจากพรรคไปอยู่กับพรรคการเมืองหลายคน แต่พอพ้นระยะเวลาที่ต้องมีเวลาการเป็นสมาชิกพรรคให้ครบ 90 วัน พบว่าแกนนำอดีต สส.ขาใหญ่หลายคนก็ยังอยู่กับพรรคไม่ได้หนีไปได้กันมาก ส่วนบางกลุ่มที่ไปอยู่กับพรรคอื่นๆ ที่เป็นสาขาของพรรคเพื่อไทย ที่สุดแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา เนื่องจากถ้าถึงเวลานับตัวเลขเพื่อร่วมรัฐบาลก็น่าจะเข้ามาเชื่อมกันได้อย่างไร้ปัญหา

ดูอย่างนี้แล้วพรรคเพื่อไทยไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากมาย แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ลงไปจะพบว่าจริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยกำลังมีหนึ่งปัญหาและยังเป็นปัญหาสำคัญด้วย คือ การชูตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี

พรรคการเมืองอื่นๆ เปิดตัวไปครบแล้ว เช่น พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคอนาคตใหม่ ดัน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หรือพรรคพลังประชารัฐ ที่ยังบอกแบบ อ้อมๆ แต่ในทางการเมืองก็ทราบดีว่าต้องเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผิดกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งยังแทงกั๊กจนถึงปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทยมีสองคนที่มีดีกรีพอเป็นตัวเต็งชิงตำแหน่งนายกฯ ได้ คือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

ทั้งสองคนมีความโดดเด่นไปกันคนละแบบ คนหนึ่งเป็นสุภาพสตรีที่มีประสบการณ์และการทำงานทางการเมืองค่อนข้างสูงและผ่านตำแหน่งบริหารมากมาย ส่วนอีกคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เจิดจรัสมาตั้งแต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเจ้าของไอเดียโครงการรถไฟความเร็วสูง แม้โครงการนี้จะไปไม่ถึงฝั่งเพราะติดปัญหาด้านกฎหมาย แต่ก็ได้รับการยอมรับจากหลายภาคส่วนเช่นกัน

ถ้าจะบอกว่าพรรคเพื่อไทยมีเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันก็คงไม่ผิดนัก

ที่ผ่านมา หนึ่งในเสือใหญ่ของพรรคเพื่อไทยอย่าง “ชัชชาติ” มักจะออกตัวในทำนองใส่เกียร์ถอยยอมให้คุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯ หมายเลขหนึ่งของพรรค เพราะยอมรับว่าสังคมรู้จักคุณหญิงสุดารัตน์มากกว่า

แต่ถึงชัชชาติจะหลีกทางให้ คุณหญิงสุดารัตน์ ทว่าพรรคเพื่อไทยหรือแม้แต่ตัวคุณหญิงสุดารัตน์ก็ยังไม่ยอมประกาศตัวขอท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ชัดเจน มีเพียงแค่ขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเท่านั้น

หมากเกมนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังเดินเหมือนกับเมื่อครั้ง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก้าวเข้ามาทำงานการเมืองเมื่อปี 2554 ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องการเก็บตัวผู้นำไว้จนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เป็นเป้าโจมตีทางการเมือง กรณีของคุณหญิงสุดารัตน์ก็เช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยต้องการสร้างเกราะคุ้มกันไม่ให้คุณหญิงสุดารัตน์เป็นเป้าโจมตีของพรรคการเมืองใด

การเดินเกมนี้อย่างที่ทำอยู่ ด้านหนึ่งอาจช่วยคุณหญิงสุดารัตน์ก็จริง แต่มุมกลับกันกำลังจะเป็นการทำร้ายพรรคเพื่อไทยโดยไม่รู้ตัว

การเมืองยุคดิจิทัล หรือ 4.0 เป็นยุคที่คนส่วนใหญ่ต้องการความชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจ การเล่นการเมืองแบบเหยียบเรือสองแคมเหมือนในอดีตไม่สามารถใช้ได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อประชาชนต้องการความชัดเจนในเรื่องนโยบายฉันใด ประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ต้องการรู้ตัวว่าที่ผู้นำประเทศของตัวเองฉันนั้น อย่างกรณีของพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศตัวผู้นำชัดเจน ปรากฏว่าทำให้การหาเสียงทำได้ง่ายกำหนดยุทธศาสตร์และ เป้าหมายได้ชัดเจน พร้อมกับสามารถสร้างฐานเสียงใหม่ๆ ขึ้นมาได้

พลิกมาดูพรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้สังคมส่วนใหญ่จำนวนไม่น้อยน่าจะสับสนว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไรกันแน่ว่าจะให้ใครระหว่าง “คุณหญิงสุดารัตน์” หรือ “ชัชชาติ” เป็นแคนดิเดตตำแหน่งนายกฯ กันแน่ ซึ่งถามว่าพรรคเพื่อไทยรู้ปัญหานี้หรือไม่ แน่นอนว่าย่อมรู้อยู่เต็มอก แต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่มากนัก เนื่องจากโครงสร้างการบริหารพรรคเพื่อไทยที่มีความสลับ ซับซ้อนเป็นอุปสรรคขวางอยู่

ดังนั้น ถ้ายังไม่รีบแก้ไข สถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยเคยคิดว่าได้เปรียบคู่แข่ง ย่อมอาจไม่เป็นเช่นนั้นและส่งผลเสียในบั้นปลายก็เป็นได้

3 ขั้วชิงเก้าอี้นายกฯ “บิ๊กตู่-หน่อย-มาร์ค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577663

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 08:45 น.

3 ขั้วชิงเก้าอี้นายกฯ "บิ๊กตู่-หน่อย-มาร์ค"

สถานการณ์การเมืองในการแย่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่30 ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ น่าจะเหลือคู่แข่งเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งของประเทศไทยแทบทุกครั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการเลือก สส.โดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยอ้อมไปในตัว เพราะทันทีที่คะแนนหรือผลการเลือกตั้งออกมา ย่อมจะทำให้คนไทยทั้งประเทศไทยพอเห็นได้ว่าใครจะก้าวเข้ามาเป็นผู้นำประเทศ

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน การเลือกตั้งภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วยระบบบัตรเลือกตั้ง สส.แบ่งเขตเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบ จะมีทั้งการเลือก สส.ระบบแบ่งเขต สส.ระบบบัญชีรายชื่อ และรวมไปถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย เรียกว่า “ทรีอินวัน”

แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ได้บัญญัติการเลือกนายกฯ โดยตรงจากประชาชน แต่การออกแบบของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่าคนไทยกำลังได้โอกาสลงคะแนนเลือกนายกฯ โดยตรง

กล่าวคือ กรธ.เขียนรัฐธรรมนูญกึ่งๆ บังคับให้พรรคการเมืองต้องเปิดบุคคลที่เสนอตัวเป็นนายกฯ ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครเลือกตั้งไม่เกิน 3 คน ที่บอกว่ากึ่งบังคับนั้น เพราะพรรคการเมืองจะเสนอหรือไม่เสนอชื่อว่าที่นายกฯ ก็ได้

การกำหนดไว้เช่นนี้ กรธ.มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พรรคการเมืองต้องแสดงความชัดเจนต่อประชาชนว่าพรรคการเมืองนั้นจะต้องการให้ใครมาเป็นนายกฯ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองนั้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดระบบ “บุคคลที่มองไม่เห็น” เหมือนในอดีตที่ผลการเลือกตั้งและได้พรรคเสียงข้างมากแล้ว แต่คนไทยก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นนายกฯ

ประกอบกับระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญเกิดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับ “นายกฯ คนนอก” สืบทอดอำนาจดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหา กรธ.จึงกำหนดกระบวนการดังกล่าวเอาไว้ เพื่อจะได้ไม่มาหวาดระแวงกันภายหลังเหมือนในอดีต

สถานการณ์การเมืองในการแย่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 น่าจะเหลือคู่แข่งเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถ้าจะบอกว่าบิ๊กตู่เป็นเต็งหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากผลการสำรวจคะแนนความนิยมของหลายสำนักต่างยกให้เป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำประเทศมากที่สุด เหนือกว่าคู่แข่งของพรรคการเมืองอื่น

แต่ความได้เปรียบที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ คือการมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน

โดยปกตินายกฯ ที่ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและลงสนามเลือกตั้ง ต่างก็ได้เปรียบพรรคฝ่ายค้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สำหรับกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความได้เปรียบที่เหนือกว่าขึ้นไปอีกถึง 2 ชั้น

ชั้นที่ 1 ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดินระหว่างการเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีและ คสช.มีอำนาจเต็ม 100% ตามปกติจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ หมายความว่าในระหว่างการเลือกตั้งรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จะออกนโยบายหรือมาตรการใดๆ ก็ได้

ชั้นที่ 2 การเลือก สว.ของ คสช. รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วุฒิสภามีสิทธิร่วมลงมติกับ สส.ในการเลือกนายกฯ กลางที่ประชุมรัฐสภา และวุฒิสภาจำนวน 250 คน จะมาจากการเลือกตั้งของ คสช.ถึง 244 คน ส่วนอีก 6 คนจะเข้ามาโดยตำแหน่งในฐานะผู้นำเหล่าทัพและปลัดกระทรวงกลาโหม

เรียกได้ว่าบิ๊กตู่มีเสียงในสภาแล้วถึง 250 เสียง ส่วนที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของพรรคพลังประชารัฐว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ได้ สส.ตามเป้า โดยต้องเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เป็นแค่เสียงข้างมาก สว.เท่านั้น

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่ประกาศท้าชนกับ คสช.เต็มตัว หมากที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการเดินไปสู่ชัยชนะ คือ การอาศัยข้อผิดพลาดของ คสช.และรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารประเทศและนำเสนอนโยบายใหม่เทียบกับของรัฐบาล เพื่อดึงกระแสคนรุ่นใหม่และคนเบื่อทหารมาร่วมสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีแต่เพียงนโยบายอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่บรรดาตัวผู้สมัคร สส.ที่ยังทำพื้นที่ต่อเนื่อง ผนวกกับอดีต สส.เกรดเอยังอยู่กับพรรคจำนวนไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ อย่าได้แปลกใจว่าทำไมคุณหญิงสุดารัตน์ถึงประกาศท้ารบกับ คสช.อย่างตรงไปตรงมา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นตัวเต็งนายกฯ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งภาพของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงขายได้อยู่บ้าง ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกและฐานแฟนคลับเดิมของตัวเอง โดยชั่วโมงทางการเมืองของอดีตนายกฯ รายนี้ไม่ได้เป็นสองรองใคร แต่ถ้าเทียบขุมกำลังภายในพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคการเมืองอื่นแล้ว ต้องยอมรับว่าอภิสิทธิ์ต้องร่วมหัวจมท้ายกับพรรคอีกพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีตัวเต็ง 3 คนตามที่ระบุมา แต่ก็ไม่อาจมองข้ามคลื่นลูกใหม่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปได้ เพราะมีทีเด็ดที่พร้อมจะเข้ามาเป็นตัวสอดแทรกได้เช่นกัน

การเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันสูงกว่าทุกครั้ง เก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 จะเป็นของใคร การเมืองไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงไปได้

ประชานิยม-สวัสดิการแห่งรัฐ ศึกชิงดำเลือกตั้งรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577364

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 09:47 น.

ประชานิยม-สวัสดิการแห่งรัฐ ศึกชิงดำเลือกตั้งรอบใหม่

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินกันว่าการเลือกตั้งรอบนี้น่าจะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างต้องงัดทุกกลยุทธ์เข้ามาเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะกับระบบการเลือกตั้งใหม่แบบจัดสรร ปันส่วนผสม ซึ่งทุกคะแนนล้วนแต่มี ความหมายไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในระบบเขตเลือกตั้ง แต่จะถูกนำมาคำนวณเป็นสัดส่วนของ สส.ระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ จะเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ด้านหนึ่งจะเป็น การแข่งกันระหว่างจุดยืนทางความคิดระหว่างฝั่งที่สนับสนุนแนวทางเสรีประชาธิปไตย ดังจะเห็นจากการที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่ยอมรับกระบวนการที่เริ่มต้นไว้ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนแม่น้ำ 5 สายที่วางกรอบให้ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปตามที่กำหนด

พร้อมออกมาจุดประเด็นว่าทุกอย่างที่กำหนดไว้ล้วนแต่มีเงื่อนงำและเป็นหนึ่งในความพยายามจะปูทางการสืบทอดอำนาจ ไปจนถึงการวางแนวทางการบริหารของรัฐบาลที่จะเข้ามาในอนาคต  ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐบาลในอนาคต อันจะไม่อาจผลักดันแนวนโยบายของตัวเองตามที่หาเสียงไว้ได้หากไม่เป็นไปตามกรอบที่ถูกกำหนด

แนวทางการเคลื่อนไหวฝั่งนี้จะเห็นได้ชัดเจนทั้งการประกาศเป้าหมายเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปิดช่องทางการ สืบทอดอำนาจหรือกลไกที่เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่ถูกซุกอยู่ในกฎระเบียบหรือคำสั่ง คสช.ที่ประกาศใช้ออกมาก่อนหน้านี้

กับอีกด้านหนึ่งที่ ไม่ต้องการให้ขั้วอำนาจเก่ากลับมาสู่ตำแหน่งอีกครั้ง ด้วยเกรงว่าทุกอย่างจะย้อนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จนฉุดไม่ให้ทุกอย่างสามารถ เดินหน้ากลับไปตามกลไกที่ควรจะ เป็นโดย เห็นว่าควรจะให้รัฐบาลปัจจุบันกลับมาสานต่อภารกิจที่ดำเนินการมาร่วม 5 ปี ให้สำเร็จลุล่วงตามที่ตั้งใจ

แต่ทว่าด้วยแนวทางการเคลื่อนไหวตลอดจนอุดมการณ์ที่ออกจะเป็นนามธรรมจนยากจะจับต้องได้นั้น อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวชิงคะแนนทำได้ไม่เห็นผล เท่าที่ควร ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด ปัญหาเรื่องปากท้องยังบีบให้ประชาชนต้องย้อนกลับมาสนใจเรื่องรายได้ มากกว่าแนวความคิดอุดมการณ์ทางการเมือง

สะท้อนผ่านสโลแกน “อยู่กับเรา เป๋าตุง อยู่กับลุงเป๋าแบน” ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย หยิบยกขึ้นมาเป็นจุดขายระหว่างการเปิดเวทีปราศรัยที่ จ.ยโสธร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวันที่หลายพื้นที่กำลังหลงใหลได้ปลื้มกับ แพ็กเกจของขวัญจากรัฐบาลที่ยังคงอัดฉีดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนหลายพรรคเริ่มออกมาเร่ง ออกมาประกาศนโยบาย ลดแลกแจกแถมด้วย

อันอาจทำให้เลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นการแข่งขันระหว่างแนวนโยบาย “ประชานิยม” กับ “ประชารัฐ” ซึ่งในทางปฏิบัติสุดท้ายแล้วก็อาจไม่มีความแตกต่างกันเท่าไร  คงเป็นเพียงแค่ชื่อที่ใช้เรียกขานเพื่อสร้างจุดขายของตัวเองให้แตกต่างจากคู่แข่งเท่านั้น

คล้ายกับที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานรณรงค์หาเสียงพรรคเพื่อไทยกล่าวบนเวทีปราศรัย จ.อุดรธานี ว่า รัฐบาลนี้ใช้นโยบายประชารัฐ พรรคเพื่อไทยใช้ประชานิยม ก็เอามาสู้กันดู  พร้อมแจกแจงผลงานในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านหรือโอท็อป ที่ถูกหยิบยกมาตอกย้ำความสำเร็จจนกลายเป็นภาพจำของพรรคเพื่อไทย ในปัจจุบัน

ส่วนในอนาคตพรรคเพื่อไทยในฐานะต้นตำรับนโยบายประชานิยมครั้งนี้ได้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง มาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ยังคงเดินหน้าต่อยอดนโยบายที่ประสบความสำเร็จเดิมทั้งหลาย นโยบายบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค จะมีการเพิ่มให้ผู้ถือบัตรเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น ในการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงสามารถเช็กแพทย์ผู้รักษา กำหนดช่วงเวลาที่จะเดินทางมาได้ ตลอดจนจะมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้มากกว่า 300 บาท/วัน

อีกด้านหนึ่งทางฝั่งพรรคพลัง ประชารัฐที่กำลังถูกจับตาเวลานี้ ในฐานะพรรคซึ่งจะเข้ามาต่อยอดสารพัดโครงการประชารัฐของรัฐบาลที่เริ่มต้นออกตัวไปก่อนหน้านี้ และกำลังแตกแขนงออกไปยังกลุ่มต่างๆ มากขึ้น ผ่านกลไกสำคัญอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีผู้มาลงทะเบียนกว่า  14.5 ล้านคน และเริ่มต้นเดินหน้ามาถึงระยะ 2 ในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2562

ล่าสุด ครม.ยังทุ่มเงิน 4,370 ล้านบาท  ผ่านการเพิ่มเงินให้ผู้ผ่านการอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกรายละ 100-200 บาทต่อไปอีก 6 เดือน หลังสำรวจพบผู้เข้าอบรม 80% มีรายได้เพิ่ม 50% พร้อมปรับเงื่อนไขให้ชาวบ้านที่ถือบัตรคนจน 14.5 ล้านคน กดเงินสดผ่านบัตรสวัสดิการฯ ได้รายละ 100-200 บาท เหลือใช้ใน ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐแค่รายละ 100 บาท

เมื่อการแข่งขันที่ดุเดือดผ่านการอัดนโยบายลดแลกแจกแถม ย่อมทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อ ไม่ให้เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน การจะยึดแนวนโยบายแบบอนุรักษนิยม ไร้ความหวือหวา ย่อมมีแต่จะกลายเป็น จุดอ่อนและอาจถึงขั้นส่งผลต่อการแพ้ชนะเลือกตั้งได้

ไม่ว่าก่อนหน้านี้หลายฝ่ายต่างพยายามโจมตีนโยบายประชานิยมที่ใช้เม็ดเงิน อัดฉีดระบบ แม้จะเห็นผลทันใจแต่ ไม่ยั่งยืนหรือนำไปสู่การพัฒนาในระยะยาวได้อย่างแท้จริง แต่ในยุคที่การแข่งขัน ตกอยู่ในสภาพนี้หลายฝ่ายก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงจำเป็นต้องใช้แนวทางนี้เพียงแค่เปลี่ยนชื่อให้ดูแตกต่างและไม่ถูกมองว่าเป็นสิ่งเสียหายเหมือนในอดีต

ม็อบอยากเลือกตั้ง จุดติดแต่ไฟไม่แรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577259

  • วันที่ 17 ม.ค. 2562 เวลา 09:24 น.

ม็อบอยากเลือกตั้ง จุดติดแต่ไฟไม่แรง

สถานการณ์การเมืองไทยเวลานี้เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปทุกที ภายหลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศยกระดับการชุมนุมวันที่ 19 ม.ค. เพื่อเร่งกดดันให้รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน

อย่างที่ทราบกันดีว่า “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” เพิ่งนัดชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมกับออกแถลงการณ์ว่าหากรัฐบาลยังไม่ประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับรัฐบาลภายในสัปดาห์นี้ ทางกลุ่มจะชุมนุมแบบยกระดับในวันดังกล่าวที่ถนนราชดำเนิน

การประกาศขีดเส้นของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งสร้างความขุ่นมัวให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากบิ๊กตู่มองว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องมารับการต่อรองของม็อบการเมือง

“ที่ผ่านมาก็บอกมาโดยตลอดแล้วว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนด ส่วนที่กำหนดเส้นตายเงื่อนไขในวันที่ 19 ม.ค.นั้น อยากถามว่าขีดเส้นตายให้รัฐบาลได้หรือ เรื่องนี้ไม่เข้าใจ ทั้งหมดอยู่ในกำหนดการเดิม การเลือกตั้งภายใน 150 วัน คือวันที่ 9 พ.ค. 2562” ท่าทีอันแข็งกร้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค.

นอกจากจะยืนยันแข็งกร้าวว่าไม่ขอรับเงื่อนไขของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งแล้ว ยังใช้มุขเดิมคือการโยนภาระการกำหนดวันเลือกตั้งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งการใช้ลูกไม้แบบนี้เป็นความต้องการให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจในการเลื่อนการเลือกตั้งจากกำหนดเดิมในวันที่ 24 ก.พ.ออกไป เพราะรัฐบาลมีหน้าที่แค่การให้ข้อมูลกับ กกต. ส่วนที่เหลือก็ให้ กกต.เป็นฝ่ายตัดสินใจเอง

อย่างไรก็ตาม ลูกไม้ตื้นๆ ของรัฐบาลไม่สามารถใช้ได้ผล เพราะแทนที่แรงกดดันเกี่ยวกับการกำหนด วันเลือกตั้งจะพุ่งไปที่ กกต. ปรากฏว่าแรงกดดันพุ่งเข้าใส่รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าอย่างจัง

สนามการเมืองรอบนี้ไม่เพียงแต่มีรัฐบาลเท่านั้น เพราะอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีกองทัพได้กระโดดเข้ามาร่วมด้วย หลังจาก “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความคิดเห็นท้วงติงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งค่อนข้างรุนแรง และล่าสุดก็ยังได้วิจารณ์อีกว่าคนที่ออกมาชุมนุมล้วนแต่เป็นคนหน้าเดิมๆ นับว่าการเป็นการพยายามตอบโต้และทำลายความน่าเชื่อถือของม็อบอยากเลือกตั้ง

จากความไม่ชัดเจนในการกำหนดวันเลือกตั้งและท่าทีของรัฐบาลกับกองทัพล้วนเป็นน้ำมันที่สามารถเติมไฟให้กับม็อบการเมืองได้เป็นอย่างดี

การชุมนุมในช่วงหลังของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งสามารถระดมมวลชนได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีจำนวนมาก แต่ด้านหนึ่งก็สามารถดึงให้รัฐบาลเข้ามาตอบคำถามของสังคมที่ต้องการความชัดเจนในการเลือกตั้งได้พอสมควร ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีออกอาการฉุนทุกครั้งเวลาที่ต้องตอบคำถามเรื่องวันเลือกตั้ง นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งย่อมมีนัยสำคัญเช่นกัน

แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่สุดแล้วจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้หรือไม่

มองในมุมจำนวนคนปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งการสร้างมวลชนเพื่อกดดันฝ่ายรัฐบาลให้ได้ผลนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีจำนวนคนในระดับหนึ่งที่มากพอสำหรับการสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ม็อบคนอยากเลือกตั้งได้ประกาศชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง แต่ด้วยปริมาณของจำนวนคนที่มาเข้าร่วม ถึงจะมีมากพอระดับหนึ่ง ทว่ากลับไม่สามารถสร้างแรงกดดันได้ จนสุดท้ายแกนนำจัดการชุมนุมต้อง ยอมมอบตัวในที่สุด

หรือถ้าพิจารณาเกี่ยวกับแนวร่วมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จะพบว่าไม่ได้มีพันธมิตรที่เป็นรูปเป็นร่างเท่าใดนัก พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ หรือแม้แต่พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งล้วนเป็นพรรคที่มีท่าทีสนับสนุนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งแบบตรงไปตรงมา ก็ไม่ได้มาร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วย เพราะที่สุดแล้วบรรดาพรรคการเมืองเหล่านี้ต่างขอเล่นเกมการเมืองในสภา เพื่อใช้ชัยชนะในการเลือกตั้งล้ม คสช.มากกว่าจะใช้การเมืองบนท้องถนน

แต่ที่สุดแล้วปัจจัยที่สำคัญที่เป็นกำแพงป้องกันรัฐบาลจากม็อบกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คือการกำหนดวันเลือกตั้งที่รัฐบาลยืนยันว่าจะอยู่ภายในกรอบ 150 วันตามรัฐธรรมนูญหรือไม่เกินวันที่ 9 พ.ค.

ที่ผ่านมาฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพยายามชี้ประเด็นว่าการจัดการเลือกตั้งทั้งกระบวนการ เช่น วันลงคะแนนและ การรับรองผลการเลือกตั้งต้องอยู่ภายในวันที่ 9 พ.ค. เพื่อป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะ แต่รัฐบาลยืนยันว่าระยะเวลา 150 วัน ครอบคลุมเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งเท่านั้น หมายความว่าหากการรับรองผลการเลือกตั้งไปเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 9 พ.ค. ย่อมไม่มีผลให้การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

ดังนั้น ตราบใดที่รัฐบาลยืนยันว่าการเลือกตั้งยังอยู่ในกรอบ 150 วันของรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าจะเป็นข้ออ้างของรัฐบาลที่ฟังขึ้นเสมอ เว้นเสียแต่รัฐบาลจะเรียนผูกแต่ไม่เรียนแก้ ด้วยการประกาศใช้มาตรา 44 เลื่อนการเลือกตั้งออกไปพ้นจากกรอบ 150  วัน

ถึงเวลานั้นคงเป็นฟางเส้นสุดท้ายและประชาชนอาจหมดความอดทนกับรัฐบาลและ คสช.อย่างเป็นทางการสักที

ยื้อเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” ได้ไม่คุ้มเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577144

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

ยื้อเลือกตั้ง "บิ๊กตู่" ได้ไม่คุ้มเสีย

การยื้อเวลาเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ แน่นอนว่ายิ่งมีผลให้รัฐบาลและ คสช. รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่โดนฝ่ายการเมืองโจมตีอย่างต่อเนื่อง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าเวลานี้สถานการณ์ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) กำลังเกิดอาการ เมาหมัดก็คงไม่ผิดนัก ภายหลังยังไม่สามารถกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งได้ ส่งผลให้กระแสแนวร่วมเรียกร้องห้ามเลื่อนเลือกตั้งมีมากขึ้น

“กลุ่มคนเลือกตั้ง” แม้หากมองเข้าไปถึงตัวบุคคลที่เป็นตัวตั้งตัวตีแล้วจะเห็นได้ว่าล้วนแล้วแต่เป็นคนหน้าเดิมๆ ที่เป็นขาประจำของรัฐบาลและ คสช.อยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการก้าวพลาดของรัฐบาลมีผลให้พลังของม็อบกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงขั้นกล้าที่จะประกาศยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลและ คสช.ในวันที่ 19 ม.ค. แบบไม่สนใจอำนาจรัฐบาลและกองทัพเลยแม้แต่น้อย

ตัดกลับมาดูท่าทีของรัฐบาล ก็ยังพบว่ามีแต่เพียงการสร้างวาทกรรมและลีลาการเมืองว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน พร้อมกับโยนเผือกร้อนให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับภาระในการกำหนดวันเลือกตั้ง เรียกได้ว่ารัฐบาลกำลังพยายามปัดเรื่องนี้ออกจากตัว ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติแล้ว กกต.และรัฐบาลต่างมีภาระร่วมกันในการกำหนดวันเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของ กกต. แต่เพียงฝ่ายเดียว

“การเลือกตั้งก็คือการเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งแล้วหลังจากนั้นก็มี วิธีการ เช่น เรื่องการตั้งรัฐบาลก็มีเวลาที่ต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นถึงอย่างไรก็ให้ทุกคนเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้ว

ผมจะมาเบี้ยวไม่ได้ หลายคน มาบอกว่าผมจะเบี้ยวไม่ให้เลือกตั้ง ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกเพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้” ท่าทีดุเดือดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา

เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนได้ โดยอาศัยการอ้างเรื่องขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาบรรยากาศและสร้างความสงบเรียบร้อย

การอ้าง “ความสงบเรียบร้อย” นั้น เปรียบเหมือนเป็นยาสามัญประจำบ้านที่รัฐบาลมักจะเอาออกมาใช้เพื่อลบล้างเหตุผลของฝ่ายการเมืองและฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง

โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างให้อีกฝ่ายดูเป็นผู้ร้ายและเป็นต้นเหตุของความไม่สงบ เหมือนกับที่เวลานี้กองทัพเริ่มออกมาตอบโต้ฝั่งตรงข้ามด้วยตัวเองว่า ไม่มีวุฒิภาวะในเรื่องประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วการเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนออกไป ล้วน มาจากการสร้างเงื่อนไขของรัฐบาลแทบทั้งสิ้น

การแสดงความขึงขังของกองทัพและรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่อาจสร้างผลกระทบให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรงลงไปได้แต่อย่างใด ในทางกลับกันสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายกว่านั้น เพราะแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลถูกขยายวงออกไปมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเลื่อนเลือกตั้งเท่านั้น แต่เพราะลามไปถึงการเรียกร้องให้ประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลด้วยเหตุผลเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินที่บกพร่องด้วย ดัง ที่ปรากฏให้เห็นจากกรณีที่ “อาทิตย์ อุไรรัตน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นว่าคนไทยควรร่วมกันออกมาขับไล่รัฐบาล  เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เสียงวิจารณ์รัฐบาลและ คสช.หนักขึ้นทุกวัน เป็นเพราะการทำตัวเองของรัฐบาลและ คสช.ที่ไม่ยอมกำหนดเรื่องวันเลือกตั้งให้ชัดเจน การยื้อเวลาเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ แน่นอนว่ายิ่งมีผลให้รัฐบาลและ คสช. รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ โดนถล่มฟรีทุกวันในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะจากฝ่ายพรรคการเมือง

ทั้งนี้ ในด้านหนึ่งการที่พรรคการเมืองพยายามงัดข้อบกพร่องของรัฐบาลและ คสช.ออกมาโจมตี เป็นความต้องการที่จะหาคะแนนความนิยมเช่นกัน โดยเป็นการทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคพลังประชารัฐในฐานะเป็นพรรคที่พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทางอ้อม และสร้างตัวเองให้มีภาพความเป็นประชาธิปไตย และผลักอีกฝ่ายให้เป็นเผด็จการ

การเคลื่อนไหวเช่นนี้ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะเอากฎหมายเลือกตั้งมาจัดการ เพราะยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ทำให้การ บังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 ในส่วนของการห้ามใส่ร้ายป้ายสีและการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จึงทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก

ครั้นจะใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงเข้ามาจัดการด้วยการอ้างเรื่องความไม่สงบ ก็ทำไม่ได้อีก เพราะหากทำเช่นนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการทำลายต้นทุนความชอบธรรมของตัวเอง และอาจลามไปถึงการทำลายพรรคพลังประชารัฐโดยไม่รู้ตัว

เท่ากับว่าเหลือทางเลือกอีกไม่ มากนักท่ามกลางสมรภูมิเลือกตั้ง ที่มีการเดิมพันสูงกว่าการเลือกตั้ง ทุกครั้งที่ผ่านมา

ดังนั้น ทางออกของปัญหานี้ ไม่มีทางอื่นนอกจากการให้ความชัดเจนในเรื่องวันเลือกตั้งและเร่งจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด นอกจากจะช่วยลดแรงต้านแล้ว ยังช่วยให้การพาดพิงรัฐบาลในแง่ลบน้อยลง เพราะการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองจะถูกควบคุมด้วยกฎหมายเลือกตั้ง สส.

ทางสว่างมีให้เห็นแล้ว เหลือแต่ ผู้มีอำนาจจะเห็นแสงสว่างตามทางนี้หรือไม่เท่านั้น