ช้างชนช้าง “ชาติไทยพัฒนา”แหลกลาญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575801

  • วันที่ 03 ม.ค. 2562 เวลา 09:41 น.

ช้างชนช้าง "ชาติไทยพัฒนา"แหลกลาญ

ความหวังในการเลือกตั้งคราวนี้ที่ต้องการรักษา 25-30 ที่นั่งไว้ อาจเป็นงานยากของพรรคชาติไทยพัฒนาไปเสียแล้ว

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องจุดยืนทางการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคนี้มักถูกมองว่าพร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ด้วยเหตุนี้พรรคชาติไทยพัฒนา จึงเล่นการเมืองแบบแทงกั๊กมาตลอด เพื่อรักษาทั้งมิตรไม่ให้เป็นศัตรูและทอดไมตรีกับศัตรูเพื่อหวังมาเป็นมิตรร่วมกันในอนาคต

แต่มาในเวลานี้นอกเหนือไปจากจุดยืนทางการเมืองของพรรคที่น่าสนใจแล้ว ยังมีปัญหาภายในของพรรคที่เป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรงไม่แพ้กันนับตั้งแต่ปี่กลองเลือกตั้งเริ่มดังขึ้น

พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่อดีต สส.ถูกดูดออกไปจากพรรคหลายคน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดรอบๆ สุพรรณบุรี เช่น จ.อ่างทอง และอุทัยธานี เป็นต้น

ทว่าเรื่องราวในพรรคนั้นเริ่มแดงออกมารุนแรง ตั้งแต่การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคของ “กัญจนา ศิลปอาชา”

การเป็นผู้นำพรรคของหนูนาถือว่าหักปากกาเซียนไม่น้อย เนื่องจากที่ผ่านมา “วราวุธ ศิลปอาชา” น้องชาย ได้รับการวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อใช้แนวทางของคนรุ่นใหม่ในการนำพาพรรคลงสู่สนามเลือกตั้ง แต่เมื่อมีเสียงขู่จากบิ๊กการเมืองในสุพรรณบุรีบางคนว่าจะลาออกจากพรรค ทำให้ต้องเปลี่ยนหัวเรือมาเป็นหนูนาแทน

ผลกระทบจากการเปลี่ยนหัวเรือที่ว่านั้นก็เกิดขึ้นทันที เพราะบรรดาคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีข่าวว่าจะย้ายพรรคมาก่อน ก็ได้มาเขียนใบลาออกจากพรรคแบบสายฟ้าแลบ ทั้งในกรณีของ “ภราดร ปริศนานันทกุล” “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สองอดีต สส.อ่างทอง และ“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” อดีต สส.ศรีสะเกษ

การออกจากพรรคชาติไทยพัฒนาของทั้งสามคน สร้างผลกระทบต่อพรรคพอสมควร เพราะไม่เพียงแต่จำนวนที่นั่งที่อาจหายไปแล้ว ยังมีผลไปถึงการเก็บเกี่ยวคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคด้วย

แม้ในอีกมุมหนึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาจะได้ขุมกำลังทางการเมืองใหม่ๆ เข้ามา ทั้งในส่วนของครอบครัวสะสมทรัพย์ที่ดูแลพื้นที่นครปฐมและทีมสมุทรสาคร แต่เมื่อดูกันดีๆ แล้วจะพบว่าพรรคได้ไม่คุ้มเสียเท่าไหร่ เพราะคนที่พรรคเสียไปให้กับพรรคการเมืองคู่แข่ง ล้วนเป็นลูกหม้อของพรรคแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของพรรคชาติไทยพัฒนายังไม่จบแค่นั้น เพราะล่าสุดเกิดเหตุการณ์ช้างชนช้างภายในพรรคชาติไทยพัฒนาเกิดขึ้น ภายหลัง “จองชัย เที่ยงธรรม” ประกาศเตรียมลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 3 ในนามพรรคภูมิใจไทยชนกับ “ประภัตร โพธสุธน”เลขาธิการพรรค

ปฐมเหตุมาจากความไม่พอใจของจองชัยที่ประภัตรปล่อยให้หลานตัวเองลงมาสมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 4 ในนามพรรคพลังประชารัฐ ชนกับ “เสมอกัน เที่ยงธรรม” ลูกชายของจองชัย ซึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครของพรรคชาติไทยพัฒนา

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ เพราะเดิมทีหลานชายประภัตรที่สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐนั้นจะลงสมัคร สส.ในพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่สุพรรณบุรี แต่เมื่อพรรคพลังประชารัฐไปเช็กภูมิลำเนา ปรากฏว่ายังมีภูมิลำเนาอยู่ที่สุพรรณบุรี ทำให้ต้องมาสมัคร สส.ที่สุพรรณบุรีแทน

การมาลงพื้นที่สุพรรณบุรีของหลานรักประภัตร จองชัยก็ทราบเป็นอย่างดีและเข้าใจว่าจะลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ แต่พอเข้าสู่ช่วง 90 วันของการเป็นสมาชิกพรรค มีการประกาศว่าจะลงสมัคร สส.เขต 4 สุพรรณบุรี จึงเป็นการเปิดศึกกับครอบครัวเที่ยงธรรมอย่างเป็นทางการ

ส่งผลให้จองชัยที่คิดจะวางมือทางการเมืองไม่อาจอยู่เฉยได้ จนต้องประกาศท้ารบกับครอบครัวโพธสุธนอย่างที่ปรากฏออกมา

จนถึงขณะนี้ปัญหาช้างชนช้างภายในพรรคก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดีมากนัก แม้ว่ากัญจนาในฐานะหัวหน้าพรรคจะออกมาขอความเมตตาจากผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็ตาม

“ผู้ใหญ่ที่ร่วมทำงานภายในพรรคกว่า 40 ปี มีความผูกพันกันมากกว่าที่ใครจะพยายามสร้างความแตกแยก และเชื่อว่าผู้ใหญ่จะให้ความเมตตา เอ็นดู และอยู่เป็นกำลังที่เข้มแข็ง เหมือนเป็นกำแพงที่พึ่งให้เราก้าวไปข้างหน้า” กัญจนา ระบุ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2561

มาถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่าพรรคชาติไทยพัฒนาออกตัวช้ากว่าพรรคการเมืองอื่นไปหลายขุม เนื่องจากยังวุ่นอยู่กับการพยายามแก้ไขปัญหาภายในพรรคที่เป็นเรื่องระดับช้างชนช้าง ไม่ใช่แค่เรื่องหัวหน้าพรรคกับลูกพรรคตามปกติ

การไม่มีผู้มากบารมีในพรรค เหมือนอย่างที่พรรคเคยมี “บรรหาร ศิลปอาชา” มีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนพรรคระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด

ต่างกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เวลานี้ทยอยเปิดตัวผู้สมัครและนโยบายพรรค เพื่อดึงคะแนนให้กับตัวเองกันแล้ว แต่พรรคชาติไทยพัฒนายังไม่ได้ขยับในเรื่องนี้มากนัก

จุดนี้ความหวัง 25-30 ที่นั่ง ที่ต้องการรักษาไว้ อาจเป็นงานยากของพรรคไปเสียแล้ว แม้พรรคชาติไทยพัฒนาคงไม่โชคร้ายถึงขนาดเป็นพรรคต่ำสิบ แต่ถ้าไม่สามารถรักษาพื้นที่เดิมของตัวเองไว้ได้แล้ว แน่นอนผลกระทบต่อการดำเนินการทางการเมืองของพรรคในระยะยาวคงดูไม่ดีมากนัก

ศึกช้างชนช้างคราวนี้กลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาที่กำลังจะแหลกลาญไปเสียเอง

วัดกำลังศึกชิงดำ “ประยุทธ์” ชน “ทักษิณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575696

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 09:01 น.

วัดกำลังศึกชิงดำ "ประยุทธ์" ชน "ทักษิณ"

การเลือกตั้งครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมี2ขั้วใหญ่ทางการเมืองที่เปิดศึกขับเคี่ยวท้าชิงกันอย่างดุเดือด

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้เริ่มเดินเครื่องเต็มสูบ หลังวันที่ 2 ม.ค. 2562 เมื่อ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง สส. เปิดทางให้พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้เต็มที่

ดูเหมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี 2 ขั้วใหญ่ทางการเมืองที่เปิดศึกขับเคี่ยวท้าชิงกันอย่างดุเดือด ระหว่างฝ่าย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตว่าที่ผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับฝ่าย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นฝ่ายนำของพรรคเพื่อไทย (พท.) กับกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองที่ต้านไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจได้อีกสมัย

หากวัดกำลังจากพันธมิตรทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างหนุนให้ฝ่ายตนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เริ่มที่ฝ่ายหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” พรรคอันดับหนึ่ง คือ พปชร. กล่าวขานกันว่าแน่นทั้งอดีต สส. และกลุ่มทุนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตรที่สลายเป็นเนื้อเดียว พปชร.ไปแล้ว อาทิ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีต สส.สุโขทัย นักการเมืองใหญ่ผนึกกำลังกับ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดังระดับหมื่นล้าน ที่ขนอดีต สส.ดังๆ เข้าพรรคกว่าร้อยชีวิต

พปชร.จึงกลายเป็นแหล่งรวม “ก๊วน” ใหญ่ทางการเมืองจำนวนมาก อาทิ กลุ่มชลบุรี อดีตพรรคพลังชล นำโดย “สนธยา คุณปลื้ม” อดีตรัฐมนตรี และอดีต สส.ชลบุรี ทุนใหญ่ตระกูล “คุณปลื้ม” ผู้กว้างขวางภาคตะวันออก

แถมได้ก๊วนอุบลฯ ของ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ก๊วนโคราช ของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ก๊วนกาญจนบุรี ของ “ธรรมวิชญ์” และ “อัฎฐพล” โพธิพิพิธ บุตรชายของ “ประชา โพธิพิพิธ” หรือกำนันเซี๊ยะ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์

สำหรับพันธมิตรทางการเมืองที่ประกาศตัวชัดเจนที่สุดว่าหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรี มีเพียงพรรคเดียว คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” นักการเมืองรุ่นเก๋า ฝีไม้ลายมือระดับเซียนการเมืองจัดตั้งรัฐบาล และดันนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน ขณะนี้เดินสายคารวะแผ่นดินชักชวนให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกหน

อีกพรรคแม้ขนาดจิ๋วแต่แจ๋วน่าจับตามอง คือ “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ที่มี “ชัชวาลย์ คงอุดม” เจ้าของธุรกิจสื่อชื่อดังบนถนนราชดำเนินที่รู้จักกันดีว่ามีอิทธิพลสูง ที่สำคัญสนิทแนบแน่นกับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี หนึ่งในแกนนำกลุ่มสามมิตร กำลังสำคัญในการตั้งพรรค พปชร.จึงคาดหมายได้ว่าคงหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เช่นกัน

ส่วนท่าทีพรรคขนาดกลางอื่นๆ ยังคงอาการแทงกั๊กรอดูผลการเลือกตั้งออกมาก่อนว่าจะแลนด์สไลด์ไปฝ่ายใด ระหว่าง “ทักษิณ” หรือ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่พร้อมร่วมรัฐบาลอยู่แล้วไม่ว่าฝ่ายใดคะแนนนำ อาทิ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่แม้สิ้นบุญ “บรรหาร ศิลปอาชา” ตกทอดมาสู่รุ่นลูก “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ทายาทมังกรเติ้ง เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค หรือพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรค ล้วนมี สส.ในกำมือจำนวนหนึ่งตุนไว้ในมือรอเสียบเท่านั้นจึงยังไม่ยอมแบไต๋ว่าจะเทไปฝ่ายใด

ความได้เปรียบฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ อีกอย่าง คือ มีกลไกภาครัฐสนับสนุน โดยเฉพาะ 4 รัฐมนตรี “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นั่งถ่างขาระหว่างรัฐมนตรีกับผู้บริหารพรรค พปชร.จึงได้เปรียบในการใช้กลไกรัฐสนับสนุนการเคลื่อนไหวเชิงนโยบาย

แต่พรรคที่ยังสงบนิ่งไม่กล้าออกตัวที่สุด คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่อาจมีเซอร์ไพรส์ในภายหลังได้หากพรรค พปชร.ได้คะแนนนำ หรืออาจเป็นฝ่ายค้านร่วมกับกลุ่ม “ทักษิณ” ก็เป็นได้ สำหรับกำลังของฝ่าย “ทักษิณ” ที่ประกาศตัวว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” มีแนวร่วมโดยใช้กลยุทธ์ แยกกันเดินร่วมกันตี แตก “พรรคสาขา” ได้แก่ พรรคเพื่อไทย กับ พรรคไทยรักษาชาติ โดยมีเป้าหมายดัน สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ท้าชิงนายกรัฐมนตรีกับ พล.อ.ประยุทธ์

สำหรับแนวร่วม “ทักษิณ” อาทิ พรรคอนาคตใหม่ ที่มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค เป้าหมายเก็บคะแนนจากคนรุ่นใหม่ พรรคประชาชาติ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งมีจุดยืนชัดเจน หวังกวาดคะแนนในเขต 5 จังหวัดภาคใต้มาช่วยหนุน หรือพรรคพลังปวงชนไทย มี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.ในรัฐบาลไทยรักไทย เป็นแกนนำพรรค ที่หวังจะไปรวบรวมคะแนนเสียงจากเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นและ จ.ราชบุรี อันเป็นฐานที่มั่นหลักของพรรค หรือพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นต้น ล้วนเป็นพรรคขนาดเล็กๆ ที่ี่คอยเก็บตกคะแนนจากกระแส ไม่เอา “พล.อ.ประยุทธ์” สืบทอดอำนาจ มาหนุนฝ่าย “ทักษิณ” ให้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วนฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะยังฟันธงไม่ได้ ต้องรอวันที่ 24 ก.พ.นี้ ว่าประชาชนจะหนุนฝ่ายใด

พรรคการเมืองคึก ชิงฐานก้อนใหญ่คนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575582

  • วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 08:45 น.

พรรคการเมืองคึก ชิงฐานก้อนใหญ่คนรุ่นใหม่

“คนรุ่นใหม่”เป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลังของคนรุ่นใหม่กลายเป็นปัจจัยที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญ และอาจถึงขั้นส่งผลต่อการชี้ขาดแพ้ชนะเลือกตั้ง สอดรับกับที่หลายพรรคการเมืองเปิดช่องทางการสื่อสารเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่รวมถึงการจัดวางตัวผู้สมัครเพื่อดึงเสียงจากกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้

โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ที่จะได้มีโอกาสเลือกตั้งครั้งแรก คือ กลุ่มผู้ที่เกิดระหว่างปี 2537-2544 ซึ่งไม่ได้เลือกตั้งมาตั้ังแต่ปี 2555 เป็นกลุ่มบุคคลที่ตื่นตัวทางการเมืองและมีความคาดหวังว่าต้องการจะออกมาใช้สิทธิครั้งแรกหลังการเมืองถูกแช่แข็งมานานเกือบ 5 ปี

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่าผู้เกิดระหว่างปี 2537-2544 มีจำนวนไม่น้อยกว่า 6,426,014 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่น้อยเมื่อเทียบกับฐานผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52.4 ล้านคน

ตามสูตรการคำนวณจาก สส.ทั้งหมด 500 คน หารด้วยผู้มีสิทธิทั่วประเทศจำนวน 52.4 ล้านคน แสดงว่าการจะได้ สส. 1 คน จะต้องได้รับเสียงโหวตเลือกตั้ง 1.04 แสนคน

เมื่อนำมาคำนวณจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สิทธิครั้งแรก 6.42 ล้านคน นั่นเท่ากับว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่จะมีผลต่อการชี้ขาดเก้าอี้ สส.ในครั้งนี้ถึง 61.25 ที่นั่ง หรือประมาณ 12% ของจำนวน สส.ทั้งหมด

หากพรรคใดสามารถโกยคะแนนจากกลุ่มนี้ไปได้มาก ย่อมจะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองและเอื้อให้การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลทำได้ง่ายขึ้น

แม้นี่จะเป็นสูตรการคำนวณแบบคร่าวๆ ที่ไม่แม่นยำพอจะเอามาอ้างอิงได้เพราะต้องไปหักลบกับจำนวนผู้ที่ไม่ออกมาใช้สิทธิว่ามีมากน้อยเพียงไร แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้เห็นภาพกว้างในทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้

สัญญาณนี้ยังสอดรับกับปรากฏการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อวันเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้เดิมวันที่ 24 ก.พ. 2562 นั้นตรงกับวันกำหนดสอบ GAT/PAT ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. จนนำไปสู่เสียงทักท้วงในวงกว้างและเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนวันกำหนดสอบออกไป เพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้สิทธิของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้

ที่สำคัญจะเห็นว่าหลายพรรคออกมาเปิดตัวกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะมาเป็นขุมกำลังสำคัญไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานหรือว่าที่ผู้สมัคร สส.ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าในอดีตที่ผ่าน

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาพการเมืองในอดีต นักการเมืองรุ่นเก่าถูกมองว่าเป็นจำเลยของสังคมที่นำมาประเทศไปสู่วังวนความขัดแย้งที่ซับซ้อนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ภาพการเมืองดูย่ำแย่เสียหายในสายตาประชาชนคนทั่วไป

การคัดสรรบุคลากรหน้าใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่สนามการเมืองย่อมสลายภาพลักษณ์ที่เคยเสียหายในอดีต และสร้างภาพใหม่ที่พอจะทำให้สังคมคาดหวังได้มากขึ้น

ยังไม่รวมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การได้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะการทำนโยบายเพื่อให้สอดรับกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมตอบโจทย์และได้รับการยอมรับได้ง่ายจากคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมไปอย่างรวดเร็วจากในอดีต

การเมืองในบริบทเดิมๆ ที่พุ่งเป้าออกนโยบายเอาใจกลุ่มรากหญ้าหรือเจาะจงไปยังกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ของสังคม จึงอาจยังไม่เพียงพอหากหวังจะเอาชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้

ดังจะเห็นทั้งพรรคเพื่อไทยที่แถลงเปิดตัวนักการเมืองรุ่นใหม่ลงสู้ศึกเลือกตั้ง ชูนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง พาประเทศไทยเดินหน้าด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยเป็นการรวมตัวจากหลายพื้นที่ ไมว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร เชียงใหม่ ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

เผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า คนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นการทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ตามระบอบประชาธิปไตย และก้าวข้ามความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการเมือง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งติดภาพความเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ รอบนี้เปิดตัวได้เปิดตัวคนรุ่นใหม่ในนามกลุ่ม New Dem ทั้งเตรียมลงสนามเลือกตั้งและนำเสนอนโยบาย อาทิ เดินหน้ายกเลิกเกณฑ์ทหาร สนับสนุนกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ส่งเสริมการแข่งขันอี-สปอร์ต และเปิดให้ใช้กัญชาทางการแพทย์

สอดรับกับการจัดวางตัวผู้สมัครที่เป็นคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ซึ่งถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรค ไม่ว่าจะเป็น ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเขตบางกะปิ หมอเอ้ก-นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ลงเขตบางซื่อ และ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ทายาทนักธุรกิจเครือโนเบิล ลงเขตมีนบุรี

ไม่ต่างจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยจัดแถลงเปิดตัวกลุ่มคนรุ่นใหม่ 30 คน โดย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ แกนนำพรรคระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ทุกพรรคการเมืองต้องขายความเป็นคนรุ่นใหม่ เพราะความหวังของประชาชนอยากได้การเมืองแบบใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

แม้แต่พรรคอนาคตใหม่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ด้วยจุดขายของการรวมตัวจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางเสียงตอบรับเป็นอย่างดีสะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนัก

ฐานเสียงของกลุ่มคนรุ่นใหม่จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญและอาจมีส่วนชี้ขาดทางการเมืองในอนาคต

เลื่อนเลือกตั้ง ระวังพังทั้งยวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575501

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

เลื่อนเลือกตั้ง ระวังพังทั้งยวง

กระแสเลื่อนเลือกตั้งวนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ เมื่อล่าสุดกรอบการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้24 ก.พ. 2562 มีแนวโน้มจะต้องเลื่อนออกไปราว 1 เดือนเพราะพิมพ์บัตรเลือกตั้งไม่ทัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสเลื่อนเลือกตั้งวนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ เมื่อล่าสุดกรอบการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้เดิมวันที่ 24 ก.พ. 2562 มีแนวโน้มที่จะต้องเลื่อนออกไปราว 1 เดือน เป็นวันที่ 24 มี.ค. 2562 ด้วยเหตุผลเรื่องการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งอาจไม่เสร็จทันตามกำหนด ที่วางไว้ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับข้อเสนอ ของฝ่ายการเมือง ที่จะให้ชื่อพรรค และโลโก้พรรคในบัตรเลือกตั้ง

เบื้องต้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ระบุว่า การพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งเป็นดุลพินิจ กกต. ซึ่งจะประกาศกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 5 วันหลัง พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ระยะเวลาที่กำหนดวันเลือกตั้งได้ คือ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.-9 พ.ค. 2562 โดยต้องรอการตัดสินใจของ กกต. แต่ขณะนี้ กกต.ยังไม่มีการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้ง

ปัญหาอยู่ที่สาเหตุการเลื่อนเลือกตั้งที่หยิบยกเอาความจำเป็นในการปรับแก้บัตรเลือกตั้งมาอธิบายต่อสาธารณะนั้น เบื้องลึกเบื้องหลังแล้วกลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นเพราะเหตุผลเรื่องการชิงความได้เปรียบทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดทางรองรับการดูดหลังมีหลายพื้นที่ซึ่งยังตกขบวนย้ายเข้าสังกัดพรรคไม่ทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

การเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป จึงถือเป็นการเปิดช่องให้การดูดเกิดขึ้นได้อีกยกหนึ่ง สอดรับกับเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายที่ตบเท้าออกมาดักคอว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและเอาเปรียบคู่แข่งจนอาจส่งผลกระทบไปถึงความเชื่อมั่น ในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และ ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาด้วย

ไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงอยากให้คำนึงถึงความเชื่อมั่น เพราะการเลื่อนเลือกตั้งจะกระทบความเชื่อมั่นของรัฐบาลและประเทศ ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติจริงๆ น่าแก้ไขได้ ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องการพิมพ์บัตรในต่างประเทศที่เขาพิมพ์บัตร มีชื่อผู้สมัครเป็นรายเขต เลือกตั้งภายใน 2 สัปดาห์ยังทำกันทัน เพราะฉะนั้นอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า

“ถ้าเลื่อนเลือกตั้งไปอีก ขอเรียนตรงๆ ว่าคนที่เสียหายที่สุด คือ ผู้มีอำนาจ เพราะขาดความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น ไม่สามารถเดินหน้าตามสิ่งที่ตัวเองได้ประกาศไว้”

ไม่ต่างจากจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่มองว่า การที่ กกต.จะอ้างพิมพ์บัตรไม่ทันนั้น จุดเริ่มต้นของความยุ่งยาก มาจากเดิมที่ใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ก็มาเปลี่ยนเป็น 350 เบอร์ ตอนที่ กกต.ประชุมร่วมกับพรรคการเมืองมีการเสนอให้ใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ก็ไม่ดำเนินการ

“หากมีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปตามที่มีกระแสข่าวรับรองมีปัญหาแน่ เพราะประชาชนจะลุกฮือเพราะเขาอยากเลือกตั้งกันแล้ว”

แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่ได้ อยู่เพียงแค่ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันจะพานกระทบต่อไปถึงประเด็นการค้าการลงทุน หรือประเด็นความร่วมมือในเวทีโลก ซึ่งสุดท้ายมีแต่จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาวนไปเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ

เมื่อสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดอยู่ตรงความเชื่อมั่นที่มีต่อ กกต. หากเสียหายไปแล้วนอกจากยากจะกู้กลับคืนได้แล้วยังมีแต่จะกระทบไปถึงเรื่องอื่นอันจะเป็นชนวนความวุ่นวายในอนาคต

สอดรับกับที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ออกมาเตือนว่า กกต.โปรดอย่ารับเป็นแพะ และหากข่าวเป็นจริง กกต.ย่อมกลายเป็นองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง ไม่แพ้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงนี้ และจะ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สะสมแต้มลบแก่ กกต. นับแต่เรื่องแบ่งเขตไม่ทันเวลา แบ่งเขตใหม่แล้วมีปัญหา

“กกต.ยืนยันมาตลอดว่า พิมพ์บัตรทัน โดยเฉพาะการประชุม กกต.เมื่อ วันที่ 17 ธ.ค. ฝ่ายสำนักงานก็ยืนยันหนักแน่นว่าทำได้ทัน ดังนั้นหากการเลื่อนมาจากความปรารถนาของผู้มีอำนาจ เราหวังว่า กกต.คงไม่เอาตัวเข้าไปเป็นแพะ แพะเขาเอาไว้บูชายัญ ไม่ได้มีไว้แก้ตัวแทนใคร” สมชัย ระบุ

ยิ่งที่มาที่ไปของ กกต.ชุดนี้มาจากกระบวนการคัดสรรในช่วงรัฐบาล คสช. หากมีพฤติกรรมการบริหารจัดการที่ถูกมองว่าเข้าข้างพรรคที่ใกล้ชิดรัฐบาล คสช.มากกว่าพรรคอื่นๆ ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นที่มีลดน้อย ตามลงอย่างน่าเป็นห่วง

อีกทั้งก่อนหน้านี้มีหลายเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะป็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่บางเขตมีความพิสดารจนเป็นที่น่าสังเกตและถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค จนมาถึงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่สุดท้ายหลังมีกระแสค้านรุนแรงจึงต้องยอมปรับเปลี่ยน

ปัญหาจะอยู่ตรงที่หากคนที่ทำหน้าที่ควบคุมกติกาและชี้ขาดไม่ได้รับความเชื่อถือแล้ว ย่อมสุ่มเสี่ยงจะทำให้ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งหยิบยกมาเป็นข้ออ้างไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็เป็นได้

ยังไม่รวมกับเรื่องร้องเรียนการ กระทำผิดที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เลือกตั้งที่จะถูกส่งมายัง กกต.ที่เชื่อว่าจะมีมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา สุดท้ายหาก กกต.ชี้ขาดในประเด็นต่างๆ แล้วผลที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับเนื่องจากความเชื่อมั่นที่เสียหายไป นั่นย่อมเป็นชนวนซ้ำเติมความวุ่นวายให้รุนแรงมากขึ้น

การเลื่อนเลือกตั้งออกไปท่ามกลางความกังขาว่ามีความพยายามชิงจังหวะความได้เปรียบเทียบทางการเมือง จึงย่อมจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายรุนแรงในทุกภาคส่วน

4 ก๊กทางเลือก วัดกระแสเลือกตั้ง ปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575247

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

4 ก๊กทางเลือก วัดกระแสเลือกตั้ง ปี'62

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้น ภายหลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้บรรดาพรรคการเมืองเดินหน้าทำกิจกรรมและหาเสียงได้อย่างอิสระ สอดรับกับความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคที่รีบเร่งลงพื้นที่แข่งกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด

นอกจากการเร่งจัดวางโครงสร้างพรรคให้สอดรับกับกฎกติกาใหม่  การจัดหาตัวผู้สมัครท่ามกลางกระแสดูด ที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนการจัดวางแนวนโยบายที่ใช้สำหรับการหาเสียงให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันแล้ว

การจัดวางยุทธศาสตร์ที่จะใช้เป็นจุดขายของแต่ละพรรคถือเป็นปัจจัยส่วนสำคัญที่มีผลต่อแนวทางการตัด สินใจของประชาชนในช่วงเลือกตั้งที่จะต้องพิจารณาในทุกมิติประกอบกัน

หากจากจำแนกดู รายละเอียด ของแต่ละพรรคเวลานี้จะพบว่ามีความแตกต่างโดยสามารถจำแนกออก 4 กลุ่ม ใหญ่ๆ ได้แก่

กลุ่มแรก กลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กลับมาเป็นนายกฯ เพื่อสานต่อขับเคลื่อนแนวนโยบายที่เคย ทำมาในอดีต ให้สำเร็จลุล่วงไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ คู่ขนานไปกับการสกัดขั้วอำนาจเก่าไม่ให้กลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง

เห็นได้ชัดเจนผ่านวาทกรรมสกัดปัญหาความขัดแย้งในอดีต ป้องกันไม่ให้บ้านเมืองกลับไปสู่วังวนเหมือนที่ผ่านมา หรือจะเลือกพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองใหม่ ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งในอดีต

กำลังหลักอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เริ่มเปิดตัวและประกาศ จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น แคนดิเดตอันดับแรกในบัญชีของพรรค ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ประกาศความชัดเจนเนื่องด้วยจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้การกระทำต่างๆ หมิ่นเหม่กับการขัดกฎหมาย หรือถูกร้องเรียน

จุดเด่นของยุทธศาสตร์นี้อยู่ตรงความต่อเนื่องที่จะสานต่อภารกิจที่ เริ่มต้นไว้แล้ว รวมไปถึงการเร่งสร้างคะแนนผ่านนโยบายลดแลกแจกแถม ที่อัดสู่รากหญ้าในแต่ละพื้นที่ และนโยบายดูแลผู้มีรายได้น้อยที่กำลัง จะเปิดต่อไปในเร็วๆ นี้

“นอกจากคนไทยต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งและให้ประเทศมีเสถียรภาพดีแล้ว พรรคมีนโยบาย ที่จะตอบโจทย์ประเทศไทย ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศที่สะสมมานาน ภายใต้แนวทาง สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน คือ สร้างหลักประกันสังคมให้คนไทยได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง” อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค กล่าว

ยังไม่รวมกับบรรดาแนวร่วมที่เคยเปิดตัวมาแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทย  ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หรือ พรรคประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศความชัดเจนมาตั้งแต่แรก

กลุ่มที่สอง ขั้วอำนาจเก่าที่ชูจุดยืนเรื่องการต่อสู้กับระบอบเผด็จการป้องกันการสืบทอดอำนาจและเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นกำลังหลักซึ่งใช้ จุดแข็งในอดีตเรื่องการต่อสู้ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเข้ามาขยายผล

พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกแนวนโยบายที่เคยได้รับความนิยมทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค โอท็อป ฯลฯ มาตอกย้ำความสำเร็จควบคู่ไปกับ การถล่มความล้มเหลวแนวทาง การบริหารในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาจนทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ

ที่สำคัญคือการขายประเด็นล้างมรดก คสช. ทั้งการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่ คสช.ได้ออกไว้ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นภาระปัญหา และเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ใช่แค่แจกเงินอย่างเดียว

กลุ่มนี้ยังมีพรรคไทยรักษาชาติ ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคเครือข่ายกับ เพื่อไทยเพราะมีบรรดาแกนนำและสมาชิกจำนวนมากจากพรรคเพื่อไทย ไปเป็นแกนนำจัดตั้งพรรค รวมถึงพรรค เพื่อชาติ ที่มีทั้งยงยุทธ ติยะไพรัช และ จตุพร พรหมพันธุ์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ต่อเนื่องไปถึงพรรคอนาคตใหม่ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล

กลุ่มที่สาม ที่ประกาศเป็นทางเลือกตรงกลางอย่างประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาประกาศไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย และพลังประชารัฐ  เพราะมีแนวนโยบายไม่ตรงกัน ทำให้กลายเป็น ทางเลือกใหม่ ไม่ให้เกิดการแข่งขันแค่สองขั้วเหมือนที่ผ่านมา

จุดขายของประชาธิปัตย์อยู่ตรงที่เน้นการไม่เดินหน้าประชานิยมแต่ใช้แนวสวัสดิการรัฐ ทั้งเรื่องประกันสังคม ประกันรายได้เกษตรกร เบี้ยยังชีพ กองทุนเงินออม กองทุนสวัสดิการชุมชน  พร้อมเปิดแคมเปญใหม่ “เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน” เบี้ยเด็ก เข้มแข็ง 0-8 ปี คนละ 1,000 บาท/เดือนแบบถ้วนหน้าตั้งแต่แรกเกิด

กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มตรงกลางที่ถือเป็นพรรคทางเลือกขนาดกลาง ขนาดเล็ก มีฐานเสียงในพื้นที่ของ ตัวเองชัดเจน ซึ่งพร้อมจะเทน้ำหนักไปสนับสนุนกับพรรคการเมืองฝั่งใดก็ได้โดยไม่มีข้อผูกมัด อยู่กับจำนวนเสียงที่ได้รับในการเลือกตั้ง ในแง่นโยบายอาจไม่มีความแตกต่างเป็นพิเศษ แต่จะโดดเด่นในแง่ตัวบุคคลที่เป็นที่รู้จักในพื้นที่ แม้จะไม่มีกำลังพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่จะชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

ทั้ง 4 กลุ่มนี้จึงเป็นทางเลือกที่มีให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกจุดไหนอันจะมีผลกับการเดินไปข้างหน้าตามแนวทางที่คาดหวัง

จุดแข็งที่เป็นจุดอ่อน ความเปราะบางของ’บิ๊กตู่’กับ พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575133

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 08:44 น.

จุดแข็งที่เป็นจุดอ่อน ความเปราะบางของ'บิ๊กตู่'กับ พปชร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณระมัดระวังตัวเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รีบออกมาเคลียร์ประเด็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ถูกเชื่อมโยงว่าเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐโดยโยนให้ เป็นเรื่องของผู้พูดที่จะต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง

ที่สำคัญยังออกมาเตือนให้พรรคการเมืองระมัดระวังอย่ารีบด่วนหาเสียงโดยชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป หลังมีหลายพรรคเริ่มต้นกระบวนหาเสียงไป ก่อนหน้านี้

“ผมเห็นหลายพรรคชูประยุทธ์ตลอด ทุกพรรค แต่ผมยังไม่ตัดสินใจสักพรรค จึงขอให้ระมัดระวังด้วย การจะเสนอกล่าวชื่อผมในเวทีโน้น เวทีนี้ ขอเตือนไว้ด้วย ตราบใดที่ผมยังไม่ตอบรับกับใครก็อย่าไปพูดถึงผม ขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าจะมีพรรคใดเสนอผมมา และอาจจะรอเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่ก็ได้ เราค่อยว่ากันอีกที ผมจะพิจารณาอีกครั้งว่าทำต่อไปหรือไม่แล้วจะรับพรรคใดก็ต้องไปดูตรงโน้น จึงขอให้เคารพการตัดสินใจของผมด้วย”

ท่าทีดังกล่าวตอกย้ำความกังวลในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองอันอาจหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิด ซึ่งบางคดีมีโทษรุนแรงถึงขั้นต้องถูก ยุบพรรค ทำให้จำเป็นต้องรีบหาทางป้องกันตั้งแต่ต้น

ยิ่งในเวลานี้ ทั้งพรรคพลังประชารัฐและ พล.อ.ประยุทธ์ ล้วนแต่เป็นเป้าใหญ่ที่กำลังถูกจ้องจับผิดในทุกการกระทำ ดังนั้นการขยับที่สุ่มเสี่ยงในแต่ละเรื่องมีแต่จะต้องถูกหยิบยกไปร้องเรียน

ดังจะเห็นจากช่วงนี้ ทั้งคลิปเรื่องการรับบัตรสวัสดิการคนจนในพื้นที่ จ.ยโสธร ซึ่งจะต้องแลกกับการสมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเสียก่อน หลังเป็นกระแสเจ้าหน้าที่ต้องออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นไปตามคลิปที่ปรากฏ แต่บทเรียนที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องระมัดระวังต่อเป็นอย่างมาก

ไม่เว้นแม้กระทั่งการจัดงานระดมทุนที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติและหลายพรรคก็เคยจัดงานระดมทุนมาหลายรอบก่อนหน้านี้ แต่การจัดงานระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐครั้งแรกกลับกลายเป็นปัญหาขึ้นมา โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของรัฐมนตรีเข้าไปมีส่วนจูงใจให้หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจเข้ามาซื้อโต๊ะหรือไม่อย่างไร ต่อเนื่องไปถึงประเด็นที่มาของเงินนั้นมาจากส่วนไหน

ต่อเนื่องไปถึงสถานะนายกรัฐมนตรี และว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคพลังประชารัฐประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าเตรียมเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตของพรรค สอดรับกับการเปิดตัว 4 รัฐมนตรี ในรัฐบาลที่ไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐก่อนหน้านี้

ปัญหาดังกล่าวทำให้ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องถึงการใช้อำนาจที่หมิ่นเหม่ต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรของรัฐในการเร่งสร้างคะแนนนิยมให้กับผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่จะเห็นแพ็กเกจนโยบาย ลด แลก แจก แถม อย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงของขวัญปีใหม่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และสารพัดโครงการที่พร้อมใจกันออกมาในช่วงนี้ ไปจนถึงการต่อยอดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ยังไม่รวมกับการเดินสายลงพื้นที่พบปะประชาชนในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงการจัด ครม.สัญจร พร้อมอนุมัติโครงการรายพื้นที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งหมดย่อมถูกมองได้ว่าเป็นเรื่อง ของการเร่งสร้างคะแนนนิยม

ปัญหาอยู่ที่สถานะของ พล.อ. ประยุทธ์ ในเวลานี้ คือ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังไม่ได้ตกปากรับคำเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

การทำหน้าที่ในตำแหน่งเวลานี้จึงยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้ แต่จะเริ่มมีปัญหาเมื่อให้ความยินยอมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้การทำหน้าที่หลังจากนั้นถูกเชื่อมโยงหรือถูกมองว่าเอื้อประโยชน์กับพรรคการเมืองนั้นได้

โดยเฉพาะกับสถานะของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มต่อเนื่อง ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจหรือใช้งบประมาณแต่อย่างไร

ที่สำคัญยังมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ที่สามารถให้คุณให้โทษ ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางและอาจส่งผลไปถึงการเลือกตั้งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดังนั้น การใช้อำนาจในมือหลังจากเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมืองแล้วย่อมสุ่มเสี่ยงจะมีปัญหาการใช้อำนาจนั้นถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองดังกล่าว

แต่อีกด้านหนึ่งแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เชื่อมโยงกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่หากมีการกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นการแทรกแซงชี้นำอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28 กำหนดว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่น ที่มิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

ทั้งหมดล้วนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาส่งสัญญาณสร้างความชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาและเป็นชนวนให้เกิดการร้องเรียนเอาผิดที่น่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ต่อไป

คนรุ่นใหม่กับเลือกตั้งครั้งแรก ขอนายกฯ คนดี ไม่โกง เป็นผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575121

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 07:37 น.

คนรุ่นใหม่กับเลือกตั้งครั้งแรก ขอนายกฯ คนดี ไม่โกง เป็นผู้นำ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึงนี้นับว่าเป็นครั้งแรกสำหรับคนรุ่นใหม่กว่า 5 ล้านเสียง จะได้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองในอุดมคติมาทำหน้าที่บริหารประเทศ และกลุ่มคนเหล่านี้ยังถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทุกพรรค เพราะหากได้เสียงจากวัยรุ่น โอกาสเข้าไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎรย่อมมีสูง โดยเฉพาะการได้มาของนายกรัฐมนตรี

ภูมิบดี แพรัตน์ หรือ น้องแบงค์ อายุ 18 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จะได้ไปใช้สิทธิและรู้สึกตื่นเต้น แต่จะเลือกพรรคไหนส่วนตัวยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรอฟังการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคก่อนว่าเป็นอย่างไร ตรงกับความคิดหรือไม่

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่านโยบายของแต่ละพรรคที่กำลังนำเสนออยู่นั้นยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญมากต่อการตัดสินใจ ดังนั้น คงจะรอฟังการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคไปจนถึง วันสุดท้ายของการหาเสียง แล้วค่อย ตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคไหน

สำหรับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ในมุมมองคิดว่าจะไม่โกงก็ไม่ได้ เพราะว่าทุกรัฐบาลก็มีการโกงอยู่แล้ว เพียงแต่จะโกงเล็ก โกงน้อย โกงชัดเจน หรือโกงไม่ชัดเจน แต่ลึกๆ แล้วส่วนตัวอยากได้คนที่มาเป็นนายกฯ ต้องตามโรดแมปของตัวเองซึ่งได้ตั้งไว้ตั้งแต่แรก

“นักการเมืองพูดว่าจะทำอะไรในแต่ละเซต ผมก็อยากให้เขาทำอย่างนั้นที่ได้หาเสียงไว้ตั้งแต่แรก หากไม่แล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็คงไม่มีความหมายอะไร”

ถัดมา นววันท์ อารีพสุรัตน์ หรือ น้องวาว่า อายุ 18 ปี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม กล่าวว่า เป็นครั้งแรกและรู้สึกตื่นเต้นมากกับการที่จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบเรื่องการเมืองมากเท่าไร แต่ถ้าถึงวันเลือกตั้ง ยังไงก็จะออกไปใช้สิทธิ

นววันท์ อารีพสุรัตน์

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข่าวสารเรื่องการเมืองบ้าง ยังไม่ค่อยเห็นนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองโดนใจมากเท่าไร และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารู้สึกว่าบ้านเมืองไม่ค่อยสงบ แตกแยกกัน จึงอยากให้ประเทศดีขึ้น พัฒนาให้ดีกว่าปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากเห็นมา

“ส่วนนายกฯ จะเป็นใครหรือมาจากพรรคการเมืองไหน หนูมองว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่การบริหารและความสามารถ แต่หนูอยากได้นายกฯ ที่มีความเป็นผู้นำสูง รับฟังเสียงของประชาชน รวมถึงลงไปดูในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้เอาปัญหานั้นกลับมาแก้ไข ไม่อยากให้เป็นแค่คิดจะแก้ปัญหาแบบนี้แล้วก็ทำ”

ณัฐชยา บุญทิวากร หรือ เอ อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่จัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ บริษัท นำเชา บอกว่า ครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก ถ้าไม่นับรวมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการเลือกตั้งมาหลายปี ประกอบกับกติกาการเลือกตั้งก็เปลี่ยนไปจากเดิม จึงทำให้ต้องคอยติดตามข่าวบ้าง เพื่อให้รู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2562

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดหวังและอยากได้จากรัฐบาลในอนาคต คือ นโยบายสำหรับประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงการแก้ไขระบบการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคต ของชาติ ได้นำการศึกษาไปสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป

“สุดท้ายก็หวังว่านายกฯ ที่จะมาจากการเลือกตั้งในปี 2562 จะมีความรู้และความสามารถในการเข้ามาแก้ปัญหาในประเทศ เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองเป็นเหมือนที่ผ่านๆ มา”

ขณะที่ สิขรินทร์ ปรีชาธรรมศักดิ์ หรือ น้องผิง อายุ 18 ปี ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย มองว่า การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึงนั้นถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะเยาวชนจะ ได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนน เลือกรัฐบาลใหม่เข้ามาพัฒนาประเทศ และจากการติดตามข่าวสารยังไม่เจอนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์เท่าไร

“การนำเสนอข่าวสารรวมถึงการหาเสียง ผิงยังไม่ค่อยเห็นมากสักเท่าไร เลยยังไม่รู้ข้อมูลที่แน่ชัดว่านโยบาย จริงๆ ของแต่ละพรรคนั้นเป็นแบบไหน ก็พยายามค้นหา ไปดูนโยบายจาก พรรคที่ตัวเองชื่นชอบบ้าง แต่ก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี”   ส่วนคนที่จะมาเป็นนายกฯ ในความคิดนั้น มองว่าจะเป็นแบบไหนก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี มุ่งหน้าพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เข้ามาแล้วทำให้ประเทศเสียหายหรือแย่ลง และโดยเฉพาะเรื่องการ ทุจริตคอร์รัปชั่นไม่อยากให้เป็นเหมือนอย่างเก่าก่อนที่ผ่านมา เพราะมันส่งผลให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย

ธนภูมิ กิตตินราภรณ์ หรือ น้องภูมิ อายุ 18 ปี จากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศนครปฐม บอกว่า รู้สึกดีเพราะถือเป็นครั้งในการที่จะได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวการเมืองมากเท่าไร แต่ส่วนใหญ่มักจะปรากฏเรื่องคอร์รัปชั่นค่อนข้างมาก จึงไม่อยากให้มีอีก

ส่วนเรื่องนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ก็พอทราบบ้างจากข่าวและพ่อ แต่ที่อยากได้จริงๆ คงเป็นนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามการคอร์รัปชั่น การพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการศึกษา เพราะที่ผ่านมามีการเปลี่ยนระบบบ่อยมาก

“สำหรับนายกฯ ที่อยากได้ ต้องเป็นคนที่จะมาพัฒนาประเทศ และที่สำคัญต้องไม่คอร์รัปชั่น เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว เพราะถ้ามาแล้วคอร์รัปชั่น แค่เพียงเรื่องเดียวอย่างอื่นมันก็พาแย่ไปหมด”

ธนภูมิ กิตตินราภรณ์

กกต.ต้องเป็นกลาง สกัดเชื้อวิกฤตหลังเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575041

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 08:49 น.

กกต.ต้องเป็นกลาง สกัดเชื้อวิกฤตหลังเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินกันว่าการเลือกตั้งที่กำลัง จะเกิดขึ้นราว 24 ก.พ. 2562 จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดกว่าครั้งก่อนๆ ในอดีตด้วยกฎกติกาใหม่บัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำไปคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ทุกคะแนนล้วนแต่มีความหมายที่แต่ละพรรคต่างต้องการช่วงชิงชัยชนะในแต่ละเขตให้ได้มากที่สุด

สอดรับกับสัญญาณวุ่นวายที่ปรากฏตั้งแต่ยังไม่ทันมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เริ่มทยอยมายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ซึ่งจนถึงปัจจุบันมี 3 พรรคการเมืองที่ถูกร้องเรียนว่ามีการกระทำเข้าข่ายความผิดซึ่งมีโทษถึงยุบพรรคการเมืองเป็นที่เรียบร้อย

เริ่มตั้งแต่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีตแกนนำคนเสื้อแดงเข้าร้องเรียน กกต.จังหวัดนครราชสีมา ว่า พรชัย อำนวยทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือกับเสี่ยเจ้าของโรงงานแป้งมันในพื้นที่ มีพฤติกรรม เข้าข่ายเตรียมซื้อเสียงล่วงหน้า

ถัดมาที่ พรรคเพื่อไทย กรณี คลิปเสียง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของพรรค อันอาจ ขัดมาตรา 28 มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่กำหนดห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือมิให้ผู้ที่ ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการ ควบคุมครอบงำชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง

รวมทั้ง พรรคพลังประชารัฐ กรณีคลิปแฉเรื่องการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแลกกับการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ไปจนถึงเรื่องการจัดงานระดมทุน 650 ล้านบาท ซึ่งปรากฏรายชื่อว่ามีทั้งหน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเข้ามาร่วมซื้อโต๊ะ พร้อมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของบรรดารัฐมนตรีไปจูงใจให้คนมาร่วมบริจาคให้กับพรรคการเมืองหรือไม่

ยิ่งเวลานี้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปลดล็อกให้บรรดาพรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้อย่างอิสระด้วยแล้ว บรรยากาศการหาเสียงจึงมีแนวโน้ม ที่จะดุเดือดมากขึ้นกว่าเดิม

ทว่า ด้วยกฎกติกาใหม่ที่เข้ามาควบคุมการหาเสียงให้อยู่ในกรอบของความสงบเรียบร้อย พร้อมบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้กระทำการฝ่าฝืน ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดการร้องเรียนไปยัง กกต.มากขึ้นกว่าเดิม

โดยเฉพาะกับพื้นที่โซเชียลมีเดีย ที่ประเมินกันว่าจะเป็นสมรภูมิใหม่ในการแข่งขันหาเสียง ที่แต่ละพรรคจะต้องงัดกลยุทธ์มาเรียกคะแนนเสียงจากกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ได้มากที่สุด

ในยุคที่ช่องทางการสื่อสาร สมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตเป็นอย่างมาก บรรดากฎระเบียบที่จะเข้ามาควบคุมช่องทางการหาเสียงรูปแบบใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ กกต.ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งโดยตรง

ภารกิจที่ดูแลตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งในช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายขึ้น และควบคุมดูแลบรรยากาศการเลือกตั้ง ไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวาย หรือ เกิดการปลุกปั่นกระแสต่างๆ ใน โซเชียลมีเดียจึงถือเป็นความท้าทาย กกต.เป็นอย่างมาก

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ ประเด็นความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ควบคุมดูแลกฎกติกา ที่จะต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติหรือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อสกัดไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในอนาคต

ยิ่งกลไกอำนาจของ กกต.ที่สามารถชี้ขาดตัดสินในหลายกรณี ด้วยแล้ว การใช้อำนาจต้องยืนอยู่บนหลักการความเที่ยงตรงเสมอภาคเป็นธรรม และระมัดระวังไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีที่มาในช่วงรัฐบาล คสช. ย่อมต้องถูกมองว่าอาจมีความเอนเอียงเข้าข้างฝั่ง คสช. ซึ่งเป็นเรื่องที่ กกต.ชุดนี้จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีเสียงสะท้อนต่อการทำหน้าที่ของ กกต.หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค เรื่อยมาจนถึงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่เดิมมีเพียงแค่เบอร์อย่างเดียว แต่เมื่อเกิดการทักท้วงจากหลายฝ่ายสุดท้าย กกต.ก็ยอมปรับเปลี่ยนใส่ชื่อพรรคและโลโก้พรรคลงมาในบัตรเลือกตั้ง

นอกจากบรรดากฎระเบียบที่ กกต.จะต้องเป็นผู้ชี้ขาดวางระบบให้การเลือกตั้งออกมาเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายแล้ว ในอนาคตอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของ กกต. คือ การพิจารณาตัดสินเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่คาดว่า จะมีเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ตามสภาพการแข่งขันที่ดุเดือด

โดยเฉพาะกับอำนาจการให้ใบส้มหลังการเลือกตั้งที่ว่ากันว่าอาจมี ผลเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้ สส. ที่แต่ละพรรคจะได้รับ อันจะกระทบ ต่อไปถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น การพิจารณาตัดสินของ กกต.จึงต้องยืนอยู่บนหลักการตามกฎหมายและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะบานปลายกระทบไปถึงความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่และทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ

สุดท้ายอาจบานปลายกลายเป็นชนวนวิกฤตของการเมืองรอบใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้น

ผนึกตั้งรัฐบาลในสภา แผนสกัด 250 สว.ชิงชูบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/574862

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

ผนึกตั้งรัฐบาลในสภา แผนสกัด 250 สว.ชิงชูบิ๊กตู่

การผนึกกำลังของพรรคการเมืองที่ปราศจากพรรคพลังประชารัฐ จึงยิ่งตอกย้ำขั้วการแข่งขันที่ชัดเจน และทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่มีแนวคิดจะสืบทอดอำนาจ เป็นไปได้ยากขึ้น

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็น “สัญญาณ” การรวมพลังครั้งสำคัญของบรรดาพรรคการเมืองที่ออกมาร่วมกันลงนามสัญญาครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ อันมีนัยสำคัญต่อการจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

จากเนื้อหาในสัญญา 10 ข้อ มีทั้งประเด็นซึ่งคาบเกี่ยวก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ทั้ง​ให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง จะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการซื้อเสียงจะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ รวมทั้งจะไม่ใช้ถ้อยคำและภาษาที่ร้อนแรง​อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเป็นไปโดยเสรี สุจริต และเที่ยงธรรม

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การวางกรอบการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปโดยเคารพเสียงและความต้องการของประชาชน นั่นหมายความว่าพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ความสำคัญของสัญญาตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มการเมืองที่ต้องการแก้ลำกฎกติกาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดให้ สว.เฉพาะกาล 250 คน เข้ามามีส่วนร่วม ในการเลือกนายกรัฐมนตรี อันอาจจะนำไปสู่การบิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง

ยิ่งหากพิจารณาถึงที่มาของ สว. 250 คน ซึ่งมาจากการชี้ขาดสุดท้ายโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการสืบทอดอำนาจที่หมกเม็ดไว้ในกฎกติกาใหม่

เมื่อคำนวณจากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 750 คน ซึ่งมาจาก สส. 500 คน และ สว. 250 คน การจะได้รับเสียงข้างมาก 376 คน ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก หากได้รับเสียงสนับสนุนจาก 250 สว.

แต่สำหรับพรรคการเมืองซึ่งไม่มีฐานสนับสนุนจาก สว. 250 เสียง แล้วการจะรวมเสียงให้ได้ถึง 376 เสียง นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะพรรคที่มีโอกาสจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จำเป็นจะต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง จาก 500 เสียง หากไม่รวมกับเสียงของ สว.

ดังนั้น ในทางปฏิบัติย่อมเป็นไปได้ยากที่พรรคการเมืองปกติจะสามารถรวมเสียงให้ได้เกิน 376 เสียง ในระบบการเลือกตั้งใหม่แบบจัดสรรปันส่วนผสมที่บัตรเดียวชี้ขาดทั้งคะแนน สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

สุดท้ายโอกาสที่เสียง สว. 250 เสียง จะเป็นปัจจัยชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรีจึงเป็นไปได้สูง

ปัญหาจะอยู่ตรงที่หาก สว. ซึ่งมีที่มาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เทน้ำหนักเลือกนายกรัฐมนตรีไปคนละทางกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมทำให้ฉันทามติของประชาชนถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอันจะนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว

อันอาจเป็นชนวนถูกปลุกขึ้นมาสร้างความวุ่นวายในอนาคต หากนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกไม่เป็นที่เห็นพ้องของประชาชนส่วนใหญ่ แม้จะมาถูกต้องตามกรอบกติกาที่วางไว้ก็ตาม

ยิ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการขยับจากพรรคการเมืองบางพรรคที่ถูกมองว่ามีเป้าหมายรองรับการสืบทอดอำนาจ ผ่านกลไกต่างๆ คู่ขนานไปกับความพยายามชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมสุ่มเสี่ยงจะเพิ่มดีกรีความวุ่นวายให้มากยิ่งขึ้น

การขยับของพรรคการเมืองด้วยการจับมือกันก่อนเลือกตั้งจึงเป็นสัญญาณสู้กับความพยายามสืบทอดอำนาจรัฐ และสกัดไม่ให้คะแนนเสียงจากประชาชนที่สะท้อนผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องถูกมองข้ามในทางปฏิบัติ

ดังจะเห็นจากจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่มาร่วมเซ็นสัญญาในครั้งนี้กว่า 20 พรรค อาทิ พรรคอนาคตใหม่​ พรรคภูมิใจไทย พรรคมหาชน พรรคเสรีรวมไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคสามัญชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย

พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพลังสังคม พรรคไทยรักษาชาติ พรรคกลาง พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคไทยรุ่งเรือง พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชาธรรมไทย พรรคแผ่นดินธรรม พรรคพลังไทยรักไทย พรรคพลังคนกีฬา โดยไม่มีพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมเซ็นสัญญา

การผนึกกำลังของพรรคการเมืองที่ปราศจากพรรคพลังประชารัฐ จึงยิ่งตอกย้ำขั้วการแข่งขันที่ชัดเจน เมื่อทุกพรรคต่างประกาศจุดยืนต้องให้พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนเพื่อยึดโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

แม้ในทางปฏิบัติจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคการเมืองต่างๆ จะสามารถผนึกกำลังรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแท้จริง เพราะทั้งจุดยืน อุดมการณ์แนวนโยบาย ที่แตกต่างกันไปจนถึงเรื่องความบาดหมางในอดีตที่ยังไม่สลายหายไป

แต่การผนึกกำลังร่วมเซ็นสัญญาครั้งนี้ย่อมทำให้โอกาสการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่มีแนวคิดจะสืบทอดอำนาจ เดินไปตามความต้องการได้ยากขึ้นและจุดประเด็นให้ สว.ไม่อาจฝืนกระแสสังคมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ก่อนที่จะไปชี้ขาดกันสุดท้ายที่ผลการเลือกตั้งหลังวันที่ 24 ก.พ.นี้

อัดงบซื้อใจรากหญ้า เสี่ยงปลุกกระแสตีกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/574467

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 07:40 น.

อัดงบซื้อใจรากหญ้า เสี่ยงปลุกกระแสตีกลับ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มหกรรมลดแลกแจกแถมผ่านนโยบายรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งยังมีมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในการเร่งสร้างคะแนนนิยมจากกลุ่มรากหญ้าซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

เริ่มตั้งแต่ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อัดแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ผ่านงบประมาณ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ทั้งเพิ่มเติม 4 มาตรการช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อย รวมงบประมาณ 38,730 ล้านบาท ทั้งลดค่าไฟฟ้า น้ำประปา เงิน 500 บาท แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 1,000 บาท ค่าเช่าบ้าน 400 บาท  ถึงเดือน ก.ย. 2562

เรื่อยมาจนถึงโครงการช็อป ช่วยชาติ ด้วยมาตรการทางภาษีเพื่อ ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ให้ผู้มีรายได้บุคคลธรรมดาสามารถ นำค่าซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2561-16 ม.ค. 2562 ไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ตามจำนวน ที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

สอดรับไปกับบรรดาโครงการ ยิบย่อยรายกระทรวง อาทิ โครงการ ช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ เพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็น 1,000 บาท และอนุมัติวงเงิน 763 ล้านบาท ซื้ออุปกรณ์ให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลประมาณ  1,000 แห่ง ไปจนถึงในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  มอบบ้าน สร้างชุมชนไทยทุกคนมั่นคง เข้มแข็ง 2,562 หลัง

คู่ขนานไปกับการจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่ม ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือ ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 โดยจะเริ่มแจกบัตรผ่านทีมไทยนิยม ยั่งยืน ทั่วประเทศประมาณ 3 ล้านราย ได้รับบัตรปลายเดือนนี้

โดยจะสามารถใช้สิทธิได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.สิทธิในกระเป๋าวงเงิน ทั้งค่า ใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายใน ครัวเรือน 300 และ 200 บาท/คน/เดือน วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กำหนด 45 บาท/คน/ 3 เดือน และสิทธิในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ จะได้การสนับสนุน ค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี คนละ 500 บาท ไปจนถึงมาตรการช่วยเหลืออื่น

ส่งผลให้คะแนนนิยมของรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.  เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง ท่ามกลางสัญญาณของพรรค พลังประชารัฐที่ประกาศเตรียมเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค

แม้การจะอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่  ในช่วงใกล้เลือกตั้งจะเป็นยุทธวิธีปกติ  ที่พรรครัฐบาลนิยมใช้เพื่อเร่งสร้างคะแนนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคไหน แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเสมอไป

โดยเฉพาะในครั้งนี้ซึ่งรัฐบาล คสช.ได้ประกาศเดินหน้าปฏิรูปการเมืองมุ่งหวังจะพาประเทศก้าวพ้นวังวนปัญหาที่ประสบมาในอดีต ด้วยการกำหนดกรอบกติกาเพื่อควบคุม การบริหารงานและทำให้มีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะกับบรรดาโครงการประชานิยมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การ ใช้ภาษีประชาชนไปเพื่อคะแนนนิยม แต่ไม่ใช่นโยบายที่มุ่งหวังพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

สุดท้ายเมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้นโยบายที่เข้าข่ายประชานิยมเสียเอง ทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันจึงยิ่งทวีความรุนแรงกลับมายังรัฐบาล และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้คะแนนนิยมที่มีอยู่เวลานี้ต้องลดน้อยถอยลงไป เรื่อยๆ ในช่วงใกล้เลือกตั้ง

แม้รัฐบาลจะพยายามออกตัวว่า นโยบายลดแลกแจกแถมที่ออกมาในช่วงนี้เป็นไปเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือต้องการคะแนนนิยมรองรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เป็นไปเพื่อต้องการช่วยเหลือและดูแล ผู้มีรายได้น้อยในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

แต่ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่ปรากฏออกมา พรรคการเมือง ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่านี่เป็นเพียงแค่ นโยบายที่หวังผลเลือกตั้ง และมองว่าแต่ละมาตรการไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลซึ่งมาจากการ เลือกตั้งเคยทำมาในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ดีอย่างที่รัฐบาลพยายามป่าวประกาศ ว่าดีขึ้นหรือแม้แต่สิ่งที่เคยประกาศว่าภายในปีนี้จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศ ก็ดูจะไม่เป็นความจริง แต่อย่างไร

เมื่อสุดท้ายรัฐบาลก็ยังต้องให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 500 บาทในช่วงปีใหม่ ด้วยเหตุผลว่าไม่ให้ไม่ได้เพราะคนกำลังจะอดตาย ซึ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมากว่า 4 ปีไม่อาจแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างที่เคยตั้งเป้าไว้แต่อย่างไร

แถมยังสวนทางกับคำพูดของคนในรัฐบาลก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอจะช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือความเดือดร้อนด้วยการจ่ายเงินชดเชย แต่ครั้นใกล้เลือกตั้งเหตุใดถึงกลับมีงบประมาณได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประเด็นที่พรรคการเมืองจับจ้องจะหยิบยกมาถล่มรัฐบาลในช่วงหาเสียงที่จะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อันจะเป็นความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้คะแนนนิยมที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นในเวลานี้ มีอันต้องลดลงไป และส่งผลให้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวังก็เป็นได้