พรรคการเมืองผวา! คสช.โชว์พลังดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 09:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/548487

พรรคการเมืองผวา! คสช.โชว์พลังดูด

คสช.ที่เป็นฝ่ายควบคุมกติกา แต่กลับลงมาเล่นเกมในกติกาที่ตัวเองเขียนไว้ เพื่อเตะตัดขาฝ่ายตรงข้าม เรียกได้ว่าสนามเลือกตั้งครั้งนี้ คสช.ได้ออกตัวนำเพื่อนไปหลายช่วงตัว

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะกำลังทำหน้าที่การบริหารประเทศแล้ว ปรากฏว่ายังทำงานด้านการเมืองอย่างขะมักเขม้นด้วย

งานด้านการบริหารประเทศเวลานี้ดูเหมือนว่านับตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี คสช.จะกระชุ่มกระชวยเป็นพิเศษ เพราะเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ คสช.พยายามจะโชว์ให้ประชาชนได้เห็น

โครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ ถ้าไม่ทำในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบแบบนี้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากจะติดขัดด้วยปัญหาทางกฎหมายมากมาย

ดังนั้น เมื่อโครงการเป็นรูปเป็นร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท อาลีบาบา เดินทางมาเช็กแฮนด์กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมกับหารือถึงการลงทุนถึงที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าโครงการอีอีซีไม่ได้ไร้ราคาตามที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาแต่อย่างใด

ต้องยอมรับว่านโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน ถ้าได้ผลตอบรับดี ย่อมจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลดังกล่าวประสบความสำเร็จมากขึ้น เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สามารถใช้นโยบายประชานิยมจนสามารถสร้างฐานเสียงให้มีความเข้มแข็ง ก่อนที่จะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการคือ การขึ้นมาเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในปี 2548

ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงอาการเกลียดนักการเมืองเท่าไร แต่ก็เป็นเพียงการเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงเท่านั้น เพราะโมเดลที่ทักษิณได้สร้างไว้แทบจะเป็นสูตรสำเร็จที่ คสช.ไม่อาจอดใจได้ไหว

ด้วยเหตุนี้ โครงการอีอีซีที่เกิดขึ้นในสมัย คสช.จะเป็นกุญแจสำคัญของการสร้างบารมีสำหรับการเลือกตั้ง เพื่อดึงดูดให้กลุ่มทุนมาสนับสนุนมากขึ้น เมื่อถึงคราวที่ คสช.ต้องสวมสูทนักการเมืองลงสนามเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี การจะประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้งได้นั้นไม่อาจหวังพึ่งพลังด้านเศรษฐกิจได้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะต้องอาศัยพลังทางการเมืองเกื้อหนุนด้วย

พอเป็นแบบนี้ จึงได้เห็นปรากฏการณ์ดูดกลุ่มการเมืองมาเข้าค่ายของ คสช.เป็นระยะ โดยกลุ่มแรกที่เข้าค่ายอย่างเป็นทางการแล้วคือ กลุ่มพรรคพลังชล ภายหลัง “สนธยา คุณปลื้ม”หัวหน้าพรรค และ“อิทธิพล คุณปลื้ม”เข้ามามีตำแหน่งในรัฐบาล เช่นเดียวกับ “สกลธี ภัททิยกุล” อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.

ทั้งนี้ เป็นการออกโปรโมชั่นให้เห็นว่า ถ้าใครมาอยู่ข้าง คสช.จะไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า แต่ได้ของติดไม้ติดมือเป็นชิ้นเป็นอัน จึงเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มการเมืองที่กำลังรู้สึกเคว้งคว้างในเวลานี้มาอยู่กับ คสช.ได้ง่ายขึ้น

กลุ่มการเมืองที่กำลังตกอยู่ในภาวะเช่นนั้น เริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นแล้ว เช่น กลุ่มสะสมทรัพย์ที่ก่อนหน้านี้ภักดีกับพรรคเพื่อไทย แต่พอพรรคเพื่อไทยต้องเจอกับแรงเสียดทานทุกครั้งเวลาขึ้นมามีอำนาจ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะสู้เพื่อทักษิณอีกต่อไป

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลให้บรรดาพรรคการเมืองปัจจุบันมีอาการหัวร้อนพอสมควร โดยมองว่า คสช.กำลังตกปลาในบ่อเพื่อน

“พฤติกรรมมันชัดอยู่แล้วว่าดูดนักการเมือง เพราะนายกฯ บอกว่าให้มาเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง ผมคิดว่าปีสุดท้ายของนายกฯ แล้วจะมามีที่ปรึกษาเรื่องการเมืองเพื่ออะไร ทำไมเพิ่งมาคิดเอาปีนี้ ทำให้เห็นว่านายกฯ กำลังจะเข้าสู่การเมือง เดิมไม่ได้สร้างบ่อปลาไว้ก็ไปตกของคนอื่น เพื่อจะยุบรวมเป็นบ่อเดียวกัน” สุ้มเสียงของ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย เห็นได้จากท่าทีของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย

“หากผู้มีอำนาจที่อยากกลับเข้าสู่การเมือง เชื่อว่าทุกพรรคยินดี หากเขาแสดงตัวให้ชัดเจน และใช้วิธีที่ตรงไปตรงมา ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามา ขอให้แสดงตัวว่าจะตรงไหน เพื่อให้การกลับเข้ามามีความสง่างามผ่านการตัดสินใจเลือกของประชาชน” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

สถานะของพรรคการเมืองในขณะนี้อยู่ในสภาพที่เสียเปรียบทุกประตู ทั้งกติกาของกฎหมายเลือกตั้งที่ไม่ได้เอื้อกับพรรคการเมืองให้ทำการเมืองได้สะดวก หรือแม้แต่การไม่ยอมปลดล็อกของ คสช. พรรคการเมือง จึงตกที่นั่งลำบากไม่สามารถขยับตัวได้

ความชัดเจนและการถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด 4 ปี กลุ่มนักเลือกตั้งและนักการเมืองอาชีพ จึงรับไม่ได้กับความไม่มั่นคงของพรรคการเมือง และจำเป็นต้องหาที่พึ่งใหม่ เพื่อให้ตัวเองสมประโยชน์

ต่างกับ

ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองปัจจุบันจึงออกอาการหัวร้อนและผวาพอสมควร เพราะหากปล่อยให้ คสช.โชว์พลังดูดต่อไป ผลกระทบร้ายแรงจะตกมาที่พรรคการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าพรรคการเมืองอยู่ในสภาพที่ง่อนแง่นอย่างเห็นได้ชัดเจน ถึงจะมั่นใจว่าเสียงในพื้นที่ของตัวเองที่สร้างจะยังแข็งแรง แต่การลงสนามเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้มีอำนาจอยู่ในมือย่อมเสียเปรียบคู่แข่งทุกประตู เหมือนกับพรรคฝ่ายค้านลงเลือกตั้งแข่งกับพรรคของรัฐบาล

ภายใต้อาการหัวร้อนของพรรคการเมือง แต่ คสช.กลับยิ้มกริ่มในอำนาจและบารมีทางการเมืองของตัวเองที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้ผลงานจะไม่เข้าตาประชาชนก็ตาม

“ทักษิณ” คิด “ประยุทธ์” ดูด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 12:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/548427

"ทักษิณ" คิด "ประยุทธ์" ดูด!

หมากเกมนี้ของ คสช.ในการดูดอดีต สส.เข้าพรรคตัวเอง แทบจะเดินตามรอยเท้าของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้อย่างแนบสนิท

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ที่ปรึกษานายกฯ เรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินก็มี ซึ่งผมก็จะฟังเขาว่าเห็นอย่างไร ผมจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เข้ามาบ้าง เพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาคนนี้มาเพื่อประโยชน์อะไรของตัวเอง มันไม่ใช่ วันนี้กำลังจะเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น ผมก็ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร เพราะผมก็ไม่รู้ว่าการเมืองมันทำกันมาอย่างไร ดังนั้น จึงต้องรู้บ้าง”

เป็นคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังแต่งตั้งให้ “สนธยา คุณปลื้ม” หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ “อิทธิพล คุณปลื้ม” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อไม่น้อยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดึงเอานักการเมืองเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาลแบบตรงไปตรงมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ประกาศมาตลอดว่าตัวเองไม่ชอบบรรดานักการเมืองยิ่งกว่าอะไร แต่ทำไม พล.ประยุทธ์ กลับทำอะไรย้อนแย้งอย่างนั้น

ก่อนการรัฐประหารในปี 2557 พรรคพลังชลเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดัน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี จากการออกแรงสนับสนุนดังกล่าวทำให้พรรคพลังชลได้มีรัฐมนตรีเข้ามานั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี คือ สุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ในเวลานั้น ก่อนที่สนธยาจะเข้ามานั่งในตำแหน่งดังกล่าวในเวลาต่อมา

การกระทำที่ย้อนแย้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นการตอกย้ำว่าการตั้งพรรคการเมืองของ คสช.กำลังเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทุกขณะ

ในระยะหลังมักจะปรากฏความเคลื่อนไหว “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มบ้านริมน้ำของ สุชาติ ตันเจริญ กลุ่มสะสมทรัพย์ ของ ไชยา สะสมทรัพย์ เข้ามาร่วมงานกับพรรคของ คสช.เพื่อสถาปนาตัวเองเป็นการเมืองขั้วที่ 3 ท้าชิงกับ “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย”

พิจารณาจากการดำเนินการตั้งพรรคของ คสช.จะเห็นได้ว่าเป็นปฏิบัติการดูด สส.ทีละภูมิภาค ไม่ได้เป็นการดูดอดีต สส.มาเข้าสังกัดเป็นรายคนแต่อย่างใด

อย่างในกรณีของพรรคพลังชล จะพบว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะผูกขาดพอสมควร ดังเห็นได้จากตัวเลขของการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 ซึ่งพรรคพลังชลสามารถกวาด สส.ชลบุรีได้ถึง 6 คนจากทั้งหมด 8 คน และยังได้ สส.บัญชีรายชื่อมาอีก 1 คน

ลงลึกเข้าไปยังรายละเอียดของตัวเลขคะแนนเลือกตั้งปี 2554 ที่พรรคพลังชลได้รับนั้นก็มีความน่าสนใจเช่นกัน โดยได้คะแนน สส.ระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 178,042 คะแนน ขณะที่ คะแนนเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเฉพาะ จ.ชลบุรี จำนวน 8 เขตมีรวมด้วยกัน 239,737 คะแนน รวมทั้งคะแนนทั้งสองระบบจะอยู่ 417,779 คะแนน

เมื่อพรรคพลังชลมีฐานคะแนนอยู่เดิมประมาณ 4 แสนคะแนน ประกอบกับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีบัตรเลือกตั้ง สส.เพียงแค่ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งใบเดียวแต่เลือก สส.บัญชีรายชื่อไปพร้อมกันด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พรรคที่ผูกขาดในแต่ละภูมิภาค ย่อมมีโอกาสจะได้ สส.ทั้งสองระบบมากขึ้นเท่านั้น พรรคพลังชลจึงตอบโจทย์ตรงนี้

แน่นอนว่าในภาคตะวันออก คสช.คงจะไม่หยุดที่ จ.ชลบุรีเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่า คสช.เป็นผู้ผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จนสามารถออกมาเป็นกฎหมาย ทำให้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ สส.ของพรรคอื่นในภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งของพรรคประชาธิปัตย์จะถูกดูดเข้ามาสมทบอีก

แต่การจะกลับมาใหญ่อีกครั้งในอนาคต จะอาศัยแค่ละเสียงของบางภูมิภาคคงไม่พอ แต่ต้องอาศัยกำลังภายในจากนักการเมืองอีกหลายพรรค เช่น ภาคอีสานและภาคเหนือ ถึงจะผูกขาดโดยพรรคเพื่อไทยเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่หากสามารถดึงแขนขาของพรรคเพื่อไทยออกมาได้บางส่วน ฐานเสียงที่เคยแข็งแรงของพรรคเพื่อไทยอาจอ่อนลงได้ จึงไม่แปลกที่ระยะนี้รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณลงไปในท้องถิ่นค่อนข้างมากที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลักผ่านกฎหมายงบประมาณกลางปีฉบับล่าสุด

ย้อนกลับไปภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 พรรคไทยรักไทยดูดพรรคการเมืองที่มี สส.เข้าพรรคผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการควบรวมเป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ พรรคเสรีธรรม พรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา ทำให้พรรคไทยรักไทยมี สส.ในสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 325 คน

หนึ่งในคนข้างกายที่เคยล่มหัวจมท้ายกับทักษิณมาก่อนในอดีต ไม่ใช่ใครอื่นไกล คือ รองนายกฯ สมคิด ที่วันนี้กลายมาเป็นขุนพลข้างกายของ พล.อ.ประยุทธ์

จากฐานที่มี 325 เสียง สามารถต่อยอดได้ถึง 375 เสียงในการเลือกตั้งปี 2548 อย่าได้แปลกใจว่าทำไมโมเดลของทักษิณ ถึงได้กำลังโดนใจคนเกลียดนักการเมืองอย่าง คสช.ให้เดินตาม

สงครามน้ำลายระอุ ชิงไหวพริบก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 08:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/548301

สงครามน้ำลายระอุ ชิงไหวพริบก่อนเลือกตั้ง

การเมืองเวลานี้ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งได้ปรากฏความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองพอสมควร

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดให้สมาชิกพรรคมาแสดงตนต่อหัวหน้าพรรคการเมือง หรือการเปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่มาจดแจ้งขอตั้งพรรคการเมืองเท่านั้น แต่บรรดาพรรคการเมืองกำลังเดินหน้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามแบบมองไม่เห็นหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

สัญญาณของสงครามน้ำลายเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นพาดพิงสถานะของกองทัพ

“ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่านักการเมืองเลว ไม่ดี ผมก็ยอมรับว่านักการเมืองก็มีเลว แต่ทหารเลวก็มีเหมือนกัน ได้บอกท่านกลับไปว่าอย่าเหมารวม ซึ่งท่านก็บอกว่าไม่ได้เหมา แต่เวลาท่านพูดก็ไม่เคยยกเว้น และยอมรับว่านักการเมืองที่ดีก็มี จึงเป็นที่มาการพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เปลี่ยนไปแล้วว่า นักการเมืองก็มีดีเหมือนกัน ดังนั้นอย่าไปเหมารวม และพวกเราก็ต้องอย่าให้ใครมาดูถูก เพราะทุกอาชีพมีทั้งคนดีและคนไม่ดี” ลีลาการสะบัดมีดโกนของนายหัวชวน เมื่อวันที่ 6 เม.ย.

ลีลาของนายหัวชวนไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาก็ได้ลงมือขยี้อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการพาดพิงไปถึงการบริหารงานของพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีความเป็นธรรม โดยเฉพาะการสร้างถนนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยไม่มี สส.

“เมื่อผมมาเป็นรัฐบาลก็มีการกระจายการก่อสร้างถนน 4 เลนอย่างยุติธรรม ไปภาคเหนือสุด อีสานสุด ภาคใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ได้ทำมา มาถึงยุคของพรรคไทยรักไทยมีการประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง เพราะฉะนั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำไว้ในอดีตมาเก่าและทรุดโทรมลง มีการซ่อมแซมดูแลน้อย” ดาบสองของอดีตนายกฯ ชวน เมื่อวันที่ 14 เม.ย.

เมื่อเสาหลักของพรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวด้วยความเร้าใจเช่นนี้ ทำให้บรรดาชาวประชาธิปัตย์ร่วมด้วยช่วยกันรัวหมัดใส่ทั้งพรรคเพื่อไทย และ คสช.

ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นเงาเสียงของนายหัวชวน ก็เข้าแลกหมัดกับ คสช.ด้วยการพูดชัดเจนว่า คสช.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.ตลอด 4 ปีล้มเหลวไม่เป็นท่า

“หลายโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อย่างที่ตั้งใจ แต่จำกัดอยู่กับคนบางกลุ่มมากกว่าจะทำให้ประชาชนทั่วไปมีรายได้ดีขึ้น เมื่อเทียบงบประมาณที่ลงไปกับความคุ้มค่าที่ได้รับมีผลที่ได้น้อยเมื่อเทียบกับเงินที่ลงไป เชื่อว่ารัฐบาลไม่ตั้งใจให้เกิดปัญหา แต่มองเศรษฐกิจไม่ตรงกับความจริงที่เปลี่ยนไป” ท่วงท่าของอดีตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายอย่างนี้ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยออกอาการเต้นเป็นเจ้าเข้าไม่น้อย ก่อนที่จะแลกหมัดพร้อมกับยืนยันว่าการบริหารของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ประชาธิปัตย์กล่าวหา

อย่างไรก็ตาม การตอบโต้กันไปมาของทั้งสองพรรคนั้นมีความน่าสนใจตรงที่การนำมาซึ่งคำถามว่าที่เหตุใดอดีตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองคนต้องเล่นสงครามน้ำลายในเวลานี้ เพราะจะว่าไปแล้วการเลือกตั้งก็ยังไม่ได้เกิดในเร็ววันนี้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ถ้าจะหาคำตอบกันจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าด้วยการถล่มฝ่ายตรงข้าม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ คสช.ไม่ได้อยู่ในช่วงขาขึ้นเหมือน 4 ปีที่แล้ว ตรงกันข้ามกลับอยู่ในช่วงขาลงรอวันลงจากตำแหน่งเท่านั้น ถึงจะมีอำนาจและบารมี แต่นั่นก็ใช้ได้เฉพาะกับการบริหารผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น เพราะไม่อาจใช้ได้กับประชาชน

ที่ผ่านมาแผลที่เกิดขึ้นเต็มตัว คสช.ล้วนมาจากการทำตัวเองแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของวันเลือกตั้งผ่านการเล่นแร่แปรธาตุกับกฎหมายเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลือกตั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น มาดูที่การบริหารงานของ คสช.ก็ไม่ได้มีผลงานที่ดีเท่าใดนักอย่างที่ประชาธิปัตย์บอกเอาไว้

เมื่อ คสช.มีจุดอ่อนเต็มไปหมด จึงเป็นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถเปิดเกมรุกใส่ คสช.ได้ตามสไตล์ที่ตัวเองถนัด เพื่อหวังชี้นำให้สังคมเห็นความอ่อนแอของ คสช. และสกัดดาวรุ่งไม่ให้ คสช.ที่กำลังมีแผนตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในสนามเลือกตั้ง

แต่ครั้นจะเปิดหน้าชกทั้งทีต้องจัดหนักให้ครบทุกคน จึงเป็นเหตุผลให้พรรคเพื่อไทยถูกลากเข้ามาอยู่ในสงครามน้ำลายของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

อดีตพรรคฝ่ายค้านมืออาชีพนี้รู้ดีว่าพรรคเพื่อไทยก็มีจุดอ่อนไม่แพ้กัน คือการยังไม่สามารถก้าวข้าม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีไปได้ ผนวกกับพรรคเพื่อไทยยังมีแผลมาจากโครงการจำนำข้าว ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องออกแรงย้ำแผลของพรรคเพื่อไทยให้ช้ำมากขึ้นไปอีก

การเล่นสงครามน้ำลายเป็นสนามที่เข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ เพียงแต่ว่าการเดินหน้าฆ่าเพื่อนแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นการการันตีได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับโอกาสตั้งรัฐบาลในอนาคต เนื่องจากการเมืองกำลังมีตัวแปรที่ยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็นอีกจำนวนมาก

ดังนั้น เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิด้วยวิธีการแบบนี้ ย่อมต้องแลกกับผลเสียที่จะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วย

“บิ๊กตู่” สังกัดพรรค โอกาสไปไม่ถึงดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 09:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/548215

"บิ๊กตู่" สังกัดพรรค โอกาสไปไม่ถึงดวงดาว

เหลือทางเดียวที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับได้อย่างสง่างาม คือ การชนะเลือกตั้งและได้เสียงเหนือทุกพรรคการเมือง

*****************************

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การตั้งพรรคการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มชัดเจนขึ้นมาตามลำดับ ภายหลังปรากฏความเคลื่อนไหวของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ในการประสานงานกับกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มเพื่อทำพรรคการเมือง

โดยเฉพาะการให้ “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค หลังฉากที่จะเข้ามาร่วมผลักดันให้เป็นรูปธรรมก็ล้วนเป็นกลุ่มนักการเมืองหน้าเก่ามากประสบการณ์ เช่น กลุ่มบ้านริมน้ำของ สุชาติ ตันเจริญ พรรคพลังชล ของ สนธยา คุณปลื้ม กลุ่มสะสมทรัพย์ ของ ไชยา สะสมทรัพย์

จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เห็นได้ว่าเป็นความพยายามสร้างการเมืองขั้วที่สามขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับขั้วการเมืองเดิม ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

ทั้งสองพรรคดังกล่าว จะว่าไปแล้วก็อยู่ในช่วงขาลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาก่อนในอดีต ประกอบกับต่างตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดขึ้นด้วย

ตรงนี้เองทำให้ คสช.พอประเมินตนเองและมองเห็นโอกาสว่าถ้าออกแรงเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็พอจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้ เพราะเวลานี้ คสช.มีทั้งอำนาจ บารมี และงบประมาณอยู่ในกำมือ จึงไม่แปลกที่เวลานี้รัฐบาลจะพยายามออกโครงการสารพัดที่เกี่ยวกับการกระจายงบประมาณลงไปในหลายพื้นที่ เพื่อหวังซื้อใจจากประชาชนล่วงหน้าก่อนที่เสียงปี่กลองการเลือกตั้งจะดังขึ้นอย่างเป็นทางการ เรียกได้ว่าเป็นการชิงความได้เปรียบเหนือพรรคการเมือง

อย่างไรก็ดี แม้ความได้เปรียบจะอยู่ในมือ คสช.เกือบทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่า คสช.จะได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพราะบทเรียนมีให้เห็นมาแล้วจากช่วงปลายของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2554 ที่พยายามเทงบประมาณลงไปเพื่อหวังชนะเลือกตั้ง แต่ถึงที่สุดแล้วก็แพ้ให้กับพรรคเพื่อไทย

โอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอาจมีอีกครั้ง เพราะต้องยอมรับว่าถึงจะมีอำนาจและบารมีพร้อม แต่กระแสและความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ใช่ว่าจะดีนัก เมื่อเทียบกับตอนเข้ามาบริหารประเทศในช่วงแรก

แต่เหนืออื่นใดกติกาของเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นอีกปัจจัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ อาจไปไม่ถึงดวงดาว

รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีที่มา 2 ทาง ได้แก่ 1.พรรคการเมืองเสนอชื่อจำนวน 3 คนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครเลือกตั้ง ก่อนเสนอชื่อให้รัฐสภาลงมติเลือก และ 2.หากมีเหตุให้ไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีของพรรคการเมือง จะเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกสามารถเข้ามารับการลงมติจากรัฐสภาเพื่อเป็นนายกฯ ได้

ดูไปดูมากติกาสูงสุดของประเทศเอื้อให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ในการกลับเข้ามาทำหน้าที่ต่ออยู่ไม่น้อย แต่พอเอาเข้าจริง เมื่อเข้าสู่ทางการปฏิบัติทุกอย่างมักจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเสมอ

ในสถานการณ์เช่นนั้น ถ้าพรรคของ คสช.ชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน สส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แน่นอนว่าย่อมมีความชอบธรรมพอที่จะนั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศได้

แต่หากสถานการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น คือ มี สส.ไม่ถึงครึ่งของสภา หรือได้จำนวน สส.ที่น้อยกว่านั้น เรียกง่ายๆ ว่าเป็นพรรคหลักสิบ ความชอบธรรมที่จะให้รัฐสภาลงมติเลือกเพื่อให้มาเป็นนายกฯ จะมีเพียงพอหรือไม่ เพราะต่อให้เลือกเข้าไป จะแน่ใจได้อย่างไรว่านายกฯ ที่ต้องยืมจมูกพรรคการเมืองอื่นหายใจจะสามารถไปได้ตลอดรอดฝั่ง 4 ปี

ครั้นจะมาช่องทางของนายกฯ คนนอกโดยแท้ ลำบากไม่แพ้กัน เนื่องจากต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองที่ยกมือสนับสนุนจะออกลายทวงบุญคุณ จนนายกฯ ต้องใช้แรงไปกับการบริหารความขัดแย้งแทนการบริหารประเทศ

เพียงแต่เวลานี้ คสช.กำลังตกอยู่ภายใต้คำถามว่ายังมีดีและได้รับความนิยมพอที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้งหรือไม่

พรรคใหม่ไม่หวังสูง สู้แบบเจียมตัวเข้าสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 10:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/548094

พรรคใหม่ไม่หวังสูง สู้แบบเจียมตัวเข้าสภา

ภายใต้เงื่อนไขและกระแสทางการเมืองที่มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นโอกาสของพรรคการเมืองใหม่ที่จะเดินเข้าสภา

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยกำลังเกิดความไม่แน่นอนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะย้ำนักย้ำหนาว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นแน่ในต้นปี 2562 แต่พลันที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณากฎหมายเลือกตั้งไปแบบมีตำหนิ ทำให้การเลือกตั้งที่คนไทยต่างเฝ้ารอเกิดความสั่นคลอนขึ้นมาทันที

เมื่อไม่นานมานี้ สนช.เพิ่งให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายเลือกตั้ง 2 ฉบับสุดท้ายจากทั้งหมด 4 ฉบับ แต่การให้ความเห็นชอบของ สนช.ดังกล่าวได้นำมาซึ่งความแคลงใจว่ามีเนื้อหาบางส่วนที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

ก่อนที่ในที่สุด สนช.ทนกับกระแสกดดันไม่ไหว จนต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญได้รับไว้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว

ถ้ากฎหมายผ่านศาลรัฐธรรมนูญก็ดีไป แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นอาจหมายความว่าจะต้องกลับมาเริ่มต้นเขียนกฎหมายกันใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งหรือสองปีอย่างแน่นอน

ตรงนี้จึงนำมาซึ่งความหวั่นวิตกว่าการเลือกตั้งที่รอกันมานานถึง 4 ปี อาจต้องต่อไปอีกพักใหญ่

อย่างไรก็ดี ภายใต้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ด้านหนึ่งก็มีกลุ่มบุคคลเข้ามาแสดงเจตนากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นจำนวนมาก

กกต.ได้สรุปยอดล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 98 พรรคการเมือง โดยมีบางส่วนที่ได้รับการรับรองให้สามารถจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองไปแล้ว โดยเมื่อได้รับการรับรอง บรรดากลุ่มผู้ก่อการจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเข้าสู่สถานะของการเป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการต่อไป

ตัวเลข 98 ที่ออกมานั้นนับว่าสะท้อนความหมายทางการเมืองอยู่พอสมควร เพราะเมื่อรวมกับพรรคการเมืองเดิมที่เคยลงเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 ที่มีถึง 40 พรรค จะทำให้เห็นแนวโน้มของการแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าว่าประชาชนคนไทยอาจมีพรรคการเมืองให้เลือกมากถึง 100 พรรคก็เป็นได้

เมื่อมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเช่นนั้น จึงนำมาซึ่งคำถามที่ว่า ทำไมกติกาของการเลือกตั้งระบบ“จัดสรรปันส่วนผสม” ที่หลายฝ่ายต่างออกมาพูดตรงกันว่าเป็นกลไกทำลายพรรคการเมือง แต่กลับมีกลุ่มคนหน้าใหม่ออกมาขอตั้งพรรคการเมืองป้ายแดงเป็นจำนวนมาก

ระบบการเลือกตั้งในปัจจุบัน ประชาชนจะลงคะแนนเลือก สส.ทั้งสองระบบด้วยบัตรเลือกตั้ง สส.แบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียว และเอาทุกคะแนนของ สส.ระบบแบ่งเขตไปคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะพึงมีพึงได้ต่อไป

เมื่อทุกอย่างไปผูกกับบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว นั่นหมายความว่าพรรคการเมืองต้องคัดเกรดเอเพื่อลงสนามเลือกตั้งเพื่อให้ได้คะแนนมากที่สุด ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วพรรคการเมืองเก่าที่ทำพื้นที่มานานและอยู่มาก่อน ย่อมได้เปรียบพรรคการเมืองใหม่ที่่เริ่มต้นจากศูนย์

แต่กระนั้น ถึงระบบเลือกตั้งจะไม่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองน้องใหม่มากนัก ก็ใช่ว่าพรรคการเมืองใหม่จะไร้ซึ่งโอกาสเสียทีเดียว

ทั้งนี้ เป็นเพราะภูมิศาสตร์ทางการเมืองกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงพอสมควร ต้องไม่ลืมว่าคะแนนนิยมของบรรดากลุ่มอำนาจเก่าไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหนก็ไม่ค่อยสูดีนัก ซึ่งจะกลายเป็นช่องว่างให้พรรคการเมืองใหม่สามารถฉวยโอกาสเพื่อชิงสัดส่วนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อได้มากขึ้น

เรียกได้ว่าพรรคการเมืองใหม่จะขอสู้แบบเจียมตัว เล่นกับกระแสสังคม โดยไม่หวังจะชนะ สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่หวังใช้กระแสเพื่อตัดคะแนนพรรคการเมืองเก่ามาเป็นคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคตัวเอง จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองใหม่พยายามขายความเป็นคนรุ่นใหม่สู้กับพรรคการเมืองเก่า

กกต.ออกมาวิเคราะห์ในเบื้องต้นว่าสัดส่วนของคะแนนต่อ สส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นคะแนน ซึ่งจะว่าไปแล้วตัวเลข 7 หมื่นคะแนนก็ไม่ได้ยากเกินไปที่พรรคการเมืองจะไปถึงจุดนั้น เพียงแต่ต้องอาศัยกระแสเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเพื่อสู้กับพรรคการเมืองเก่า

ดังนั้น ไม่ได้ผูกขาดโดยบางพรรคเหมือนในอดีต

จุดเสี่ยง คสช. ถ่ายอำนาจตั้งพรรคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 09:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547652

จุดเสี่ยง คสช. ถ่ายอำนาจตั้งพรรคใหม่

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดหน้าเตรียมก้าวสู่ถนนการเมืองเต็มตัวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับท่าทีล่าสุดต่อกระแสข่าวการตั้งพรรคของคนในรัฐบาล

“ถ้าเขาตั้งพรรคขึ้นมาวันข้างหน้าก็ต้องไปดูว่าพรรคไหนเป็นอย่างไร เราควรจะสนับสนุนหรือเปล่า หรือจะสนับสนุนพรรคไหนอย่างไร แต่วันนี้เขายังไม่มาเชิญสักคนเลย …ผมเห็นเขาคุยกันอยู่ แต่เขายังไม่พูดอะไรกับผม และยังไม่มีการทาบทาม แต่ถ้ามีการทาบทามก็ต้องขอคิดดูก่อน ผมบอกแล้วว่าผมจะต้องพิจารณาใคร่ครวญอีกทีว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นโยบายของพรรคตรงกับที่ผมได้ทำมาแล้วหรือเปล่า” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

สอดรับไปกับท่าทีจากฝั่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ระบุว่า “ผมไม่ได้พูดสักคำเรื่องตั้งพรรค หากตั้งพรรค ลูกน้องผมตั้ง ผมแก่แล้วอย่ากังวล ผมปรารถนาดีต่อประเทศชาติ และท่านนายกฯ มุ่งหวังอยากให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน นำพาประเทศไปข้างหน้าไม่กลับไปขัดแย้งกันอีก”

ขณะที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ กล่าวอวยพรวันสงกรานต์ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นเสาหลักประเทศ และให้ ผบ.เหล่าทัพและตำรวจ เป็นแรงสนับสนุนที่ดีของนายกฯ ให้สามารถบริหารประเทศของเราสำเร็จให้ได้

นำมาสู่ท่าทีจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ที่ระบุว่าในฐานะเพื่อนและทำงานร่วมกันมานาน พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เต็มที่ และการวางแนวทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ใครจะมาเป็นรัฐบาลต่อไปถ้าทำต่อจะดี และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ไล่เรียงดู “จิ๊กซอว์” แต่ละตัวที่ปรากฏเวลานี้ ก็น่าจะสามารถปะติดปะต่อภาพใหญ่เห็นทิศทางการเมืองนับจากนี้ได้ไม่ยาก ดังจะเห็นสัญญาณจากฝั่งคนการเมืองเริ่มออกมาดักคอการตั้งพรรคของ คสช. ว่าจะเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ มากเกินไป

โดยเฉพาะ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุถึงกระแสข่าวการดึงตัวอดีต สส.ประชาธิปัตย์เข้าพรรคทหารนั้น เป็นการกระทำที่ย้อนยุคเหมือนสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งไม่ใช่การปฏิรูปการเมืองอย่างที่กล่าวอ้าง ซ้ำร้ายยังเป็นการเอาเปรียบกันมากๆ และไม่ควรจะทำด้วย

ท่าทีจากฝั่งการเมืองที่ออกมาดักคอการขยับตั้งพรรค คสช.นั้น ตอกย้ำให้เห็นความหวาดวิตกกับการใช้อำนาจของรัฐบาล คสช. ยิ่งเมื่อรวมกับกลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก อาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งในฐานะของ คสช.ที่ทำงานสอดประสานกับแม่น้ำ 5 สาย ร่วมวางกฎกติกา โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมถูกมองว่ามีความได้เปรียบ และอาจถึงขั้นเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย

ยังไม่รวมกับการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านสารพัดโครงการที่ส่งตรงลงพื้นที่ในช่วงที่คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.กำลังลดต่ำลงเรื่อยๆ และใกล้จะมีการเลือกตั้ง จนถูกหยิบยกไปเทียบเคียงกับการหาเสียงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ที่สำคัญ ในฐานะ คสช.ที่จะยังคงอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือไปจนถึงก่อนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้นั้น ย่อมสร้างความได้เปรียบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนสถานะจาก “กรรมการ” มาเป็น “ผู้เล่น”

ความได้เปรียบเหล่านี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงว่า “ถ้าจะกล่าวหาว่าเป็นการได้เปรียบมันก็ได้เปรียบอยู่แล้ว รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีอำนาจหน้าที่ตรงนี้อยู่ ส่วนที่มีข่าวว่าคนในรัฐบาลจะตั้งพรรคการเมืองนั้น ผมไม่ทราบ”

ทว่า ความได้เปรียบเหล่านี้อีกด้านหนึ่งอาจเป็นดาบสองคมที่จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้ คสช.ในอนาคต

เริ่มตั้งแต่การถูกร้องเรียนหลังการเลือกตั้งจากทุกฝ่ายว่าการกระทำของ คสช.แต่ละเรื่องนั้น เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือไม่

ทั้งมาตรา 29 ที่ระบุ ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุมครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือไม่

รวมทั้งมาตรา 56 ของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใดๆ เพื่อเป็นการให้คุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง

หากพิจารณาเวลานี้ หลายโครงการภายใต้นโยบาย ไทยนิยมยั่งยืน ที่มีการวางกลไกตัั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับหมู่บ้านนั้นถูกมองว่าจะเป็นกลไกซื้อใจเร่งทำคะแนนของรัฐบาล คสช.ที่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอนาคตได้

ยิ่งในฐานะ คสช.ที่ขันอาสาวางกฎกติกาวางบรรทัดฐานยกระดับการเมืองให้แตกต่างจากที่ผ่านมา ย่อมต้องทำตัวเป็นตัวอย่างให้เห็น หากมีเรื่องเหล่านี้เข้ามาพัวพันย่อมกระทบไปถึงสิ่งที่ทำมาทั้งหมด

สืบเนื่องไปจนถึงบรรดาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่จะยิ่งทำให้สังคมจับตาไปยัง “องค์กรอิสระ” ที่ คสช. และแม่น้ำ 5 สาย กำหนดให้ใครถูกเซตซีโร่ ใครถูกรีเซต หรือใครอยู่ต่อ จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชี้ขาดความผิดของรัฐบาล คสช. ที่จะเป็นบทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือขององค์กรเหล่านี้

การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือจึงอาจเป็นดาบสองคมที่เหมือนจะทำให้รัฐบาล คสช.ได้เปรียบในวันที่จะผันตัวไปลงสนามเลือกตั้ง แต่หากไม่ระมัดระวังนี่จะเป็นจุดเสี่ยงที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคต

วังวนปฏิรูป ฉุดเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 เม.ย. 2561 เวลา 10:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547572

วังวนปฏิรูป   ฉุดเชื่อมั่นคสช. 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้ามาจนถึงจุดหมายปลายทางเป็นที่เรียบร้อย หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ

ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำข้อเสนอปฏิรูป 11 ด้าน ทั้งด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน และด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้

ต้องยอมรับว่า “ปฏิรูป”  ถือเป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญของ คสช. ตามที่ได้ประกาศชัดตั้งแต่หลังรัฐประหารว่าจะดำเนินการปฏิรูปประเทศอันจะเป็นเส้นทางพาสังคมก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งที่เป็นมาในอดีต

ทว่าผลการดำเนินการที่ผ่านมาร่วม 4 ปี นับจากจุดเริ่มต้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรื่อยมาจนถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ดูจะเลื่อนลอยจนยากจะจับต้องได้ถึงความเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นที่รับรู้กันมาตลอดว่าปฏิรูปต้องใช้เวลานาน แต่บางเรื่องก็สามารถทำได้ทันที

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านมาเนิ่นนาน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังเป็นเพียงรายงานข้อเสนอ จากทั้ง สปช. และ สปท.เล่มโตที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีโดยไม่ถูกหยิบยกนำไปใช้งาน

แรงกดดันจากสังคม ทำให้ คสช.ดำเนินการตั้งกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ ที่รับหน้าที่ขมวดปม สรุปเป็นแผนปฏิรูปประเทศตามที่ได้ประกาศออกมาล่าสุด ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจน ทั้งที่มางบประมาณ ระยะเวลาการดำเนินการ ดัชนีชี้วัด เรื่อยมาจนถึงหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบนำไปดำเนินการ

ท่ามกลางความหวังว่ารายละเอียดทั้งหลายเหล่านี้จะล็อกให้การปฏิรูปต้องเดินหน้าไปจนเห็นผลสามารถจับต้องได้ แต่ทำไปทำมาทุกอย่างดูจะไม่เป็นไปตามนั้น เพราะแผนปฏิรูปที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ยังเป็นเพียงแค่ข้อเสนอที่ต้องถูกนำไปศึกษาและปรับเปลี่ยนได้อีก ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนด

ทำให้เส้นทางปฏิรูปส่อเค้าจะวนกลับไปสู่จุดเดิม ไร้ทิศทางเดินหน้าสู่เป้าหมายแท้จริง

ชัดเจนจากกรณีแผนปฏิรูปด้านสังคมที่กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาถึงการยืดการเกษียณอายุราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี ที่จะส่งผลผูกพันถึงข้าราชการทั่วประเทศ

แต่ทุกอย่างดูจะไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ โดยเมื่อประกาศใช้แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปศึกษาถึงความเป็นไปได้

ที่สำคัญตรงนี้ไม่มีกำหนดเวลาว่าจะต้องใช้เวลาศึกษานานเพียงใด และกรอบเวลาที่กำหนดในแผนปฏิรูปนั้นก็สามารถพิจารณาทบทวนได้ ซึ่งการศึกษานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงและยืดหยุ่นได้ โดยในแผนการปฏิรูปมุ่งเน้นให้พิจารณาในตำแหน่งที่มีความสำคัญก่อน

ไม่ต่างจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกมาอธิบายว่า ไม่ใช่ขยายอายุเกษียณ ใช้คำว่าให้คนที่มีสมรรถนะในการทำงานได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น หมอผ่าตัดที่มีประสบการณ์สูงๆ ที่เป็นข้าราชการอยู่ บางทีต้องจ้างต่อเรียกว่าจ้างพิเศษ

“ถ้าไปขยายอายุ วันนี้อธิบดี ปลัดกระทรวงที่อยู่ก็นานพอสมควร พอไป 63 ปี ข้างล่างบอกแก่ตายพอดีไม่ได้ขึ้นกัน รัฐบาลต้องดูอย่างนี้ แยกแยะให้ออก นี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่ข้อแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น”

เช่นเดียวกับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าแผนปฏิรูปเป็นโครงกว้างๆ รัฐบาลไหนเห็นว่าดีกว่าก็เปลี่ยนได้ บางเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ถ้าไม่พอใจก็แก้กฎหมาย

หากเป็นเช่นนั้นแผนปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านที่ประกาศออกมาย่อมไม่ต่างจากข้อเสนอของ สปท. และ สปช. ที่จะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ หากไม่ดำเนินการก็ไม่ถือเป็นความผิดที่มีบทลงโทษแต่อย่างไร

ต่างจากแผนยุทธศาสตร์ชาติที่หากหน่วยงานใดไม่ดำเนินการตามจะถูกส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เอาผิด หรือให้ผู้บังคับบัญชาสั่งพักงาน หรือให้ออกจากราชการได้

ท้ั้งหมดย่อมส่งผลให้เส้นทางปฏิรูปวนกลับมาสู่จุดเดิมที่เชื่อว่ายากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่เช่นนั้นคงจะเกิดขึ้นมานานแล้ว ยิ่งในช่วงที่ คสช.ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและมีกลไกอย่างแม่น้ำ 5 สาย ที่จะคอยช่วยเหลือเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆ

ทั้งหมดมีแต่จะย้อนกลับมาฉุดความเชื่อมั่น คสช.ที่กำลังสะบักสะบอมในเวลานี้

เลือกตั้งยังอีกยาว ไพ่ตายในกำมือบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 เม.ย. 2561 เวลา 10:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547476

เลือกตั้งยังอีกยาว  ไพ่ตายในกำมือบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งยังดูไร้ทิศทาง​ขาดความชัดเจน แถมยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ตามที่โรดแมปที่ถูกขยับด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ปรับแก้ให้มีผลบังคับใช้  90 วันหลังประกาศใช้​

จุดเริ่มต้นให้เดินไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง คือ การปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต่างๆ  พยายามเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งดำเนินการ แต่ทว่ายังไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ

เงื่อนไขสำคัญที่จะเดินหน้าไปสู่การ “ปลดล็อก” อยู่ที่​คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 53/2560 ในข้อ 8 ซึ่งระบุว่า

“เมื่อมีการประกาศ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ ครม. แจ้ง คสช.พิจารณาแก้ไขหรือยกเลิก กฎหมาย ประกาศคำสั่ง คสช.​ หรือคำสั่งหัวหน้า คสช. อันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง และรวมกันจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญโดยให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) ​คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และจะเชิญผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้”

ดังนั้น หากไล่ดูทีละประเด็นจะเห็นว่าเส้นทางสู่การเลือกตั้งยิ่งขาดความชัดเจน เริ่มตั้งแต่ด่านแรก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

จากเดิมที่ขั้นตอนสุดท้ายหลังกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย กรธ. กกต. และ สนช. พิจารณาในรายละเอียดเห็นชอบเสร็จ และทาง สนช.ลงมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย ถึงขั้นส่งไปถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายตามขั้นตอน

ทั้งที่มีข้อทักท้วงจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ว่ามีหลายประเด็นเข้าข่ายขัดกับรัฐธรรมนูญ​ แต่ทาง สนช. ยืนยันจะไม่แก้ไขและไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก่อนกลับลำกลัวจะเป็นปัญหาในอนาคต ยื่นขอร่างคืนจากนายกฯ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ทำให้กระบวนการประกาศใช้ต้องยืดออกไป และหากในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญย่อมต้องนำไปสู่การแก้ไขที่จะต้องใช้เวลานานขึ้น

ส่งผลกระทบถึงด่านที่ 2 ที่กำหนดการแม่น้ำ 5 สาย หารือ ซึ่งอาจรวมถึงตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อวางแผนเตรียมการเลือกตั้งซึ่งเดิมถูกวางไว้ในเดือน มิ.ย. อาจต้องเลื่อนออกไป เพราะต้องรอกระบวนการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

หากจำได้ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ เคยระบุว่าจะสามารถประกาศการเลือกตั้งได้เดือน มิ.ย. 2561 และจะสามารถเลือกตั้งได้ในเดือน พ.ย. 2561 ก่อนที่ สนช.จะแก้กฎหมายทำให้โรดแมปต้องร่นเวลาออกไปอีก 3 เดือน

แต่อีกด้านหนึ่งทางพรรคการเมืองแสดงความพร้อมขอหารือเพื่อเริ่มกระบวนการสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว ทำให้มีสัญญาณทั้งจะเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยก่อนหรือหลังเดือน มิ.ย. ไปจนถึงอาจไม่มีการเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยก็ได้ เพราะกระบวนการที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แล้วให้ กกต.เป็นผู้กำหนดวัน กกต.จะต้องดูความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ ในขณะที่พรรคการเมืองเองก็ส่งสัญญาณพร้อมจะลงสนามยิ่งเร็วยิ่งดี

ล่าสุด ​เพื่อไทยได้ออกตัวประกาศจุดยืนไม่ร่วมหารือครั้งนี้ โดย ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค ระบุว่าให้กำหนดวันเลือกตั้งมาให้ชัดเจนเลยว่าจะเป็นวันไหน ไม่ต้องมาสร้างเงื่อนไขโดยการเชิญพรรคการเมืองประชุมในช่วงเดือน มิ.ย. เพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง

“​ที่ผ่านมาทุกคนเดินตามโรดแมปของท่านมาตลอด ทุกคนพร้อมที่จะเลือกตั้ง มีแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” ภูมิธรรม กล่าว

สะท้อนให้เห็นว่าเพื่อไทยไม่อยากร่วมเป็นเครื่องมือที่จะถูก คสช.หยิบยกไปอ้างสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในการเลื่อนเลือกตั้ง รวมทั้งต้องการยืนหยัดจุดยืนไม่ร่วมสังฆกรรมกับทาง คสช. เพราะข้อเสนอเดียวที่ต้องการก็คือขอให้จัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด คงไม่ได้รับการขานรับจาก คสช.อยู่ดี

ทั้งหมดทำให้การเลือกตั้งที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ยังไม่มีความชัดเจนจนถึงขณะนี้

พรรค คสช. แผน ‘ประยุทธ์’ รีเทิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 เม.ย. 2561 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547365

พรรค คสช. แผน ‘ประยุทธ์’ รีเทิร์น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย กลับมาคึกคักอีกรอบ หลังจากบรรดาพรรคการเมืองต่างทยอยออกมาแสดงตัวประกาศจุดยืน

ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดหน้าสนับสนุนบิ๊กตู่แบบเลิกแทงกั๊ก ทำให้คอการเมืองหันมาจับจ้องไปยัง “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ว่ากันว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง  ท่ามกลางกระแสข่าวการวางตัว อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม  และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ มาร่วมเป็นกำลังขับเคลื่อนพรรค

สอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ของสมคิดที่แบ่งรับแบ่งสู้ว่า “ไม่ได้พูดสักคำเรื่องตั้งพรรค หากตั้งพรรค ลูกน้องผมตั้ง ผมแก่แล้วอย่ากังวล ผมปรารถนาดีต่อประเทศชาติ การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”

จากก่อนหน้านี้ ที่เคยระบุว่า “ผมสนับสนุนท่านนายกฯ ประยุทธ์นั่นแหละ ก็เพราะหลายปีที่ผ่านมาเราเคยเห็นความไม่สงบใช่ไหม คุณอยากให้บ้านเมืองกลับไปอย่างนั้นไหม ถ้าบ้านเมืองสงบ แล้วทุกอย่างที่ตามมาดีขึ้น มีการพัฒนาประเทศดีขึ้น มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น คนมีความสุขมากขึ้นไม่ดีหรือ”

ถอดรหัสคำพูดของสมคิด ยิ่งตอกย้ำ “จุดแข็ง” เรื่องความต่อเนื่องและการสานงานต่อนโยบายที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้ดำเนินการวางรากฐานมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนการรักษาความสงบของประเทศและเชื่อว่าจะถูกนำมาเป็นจุดขายในการหาเสียง

อันจะเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งที่ประเมินแล้วจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มสนับสนุน คสช. และกลุ่มต่อต้าน คสช.

แม้จะไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาล คสช.ทยอยออกนโยบาย ลด แจก แถม มาหลายระลอก จนถูกมองว่าเป็นการเร่งทำคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

่ล่าสุด สนช.มีมติเห็นชอบ 3 วาระรวด ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประเทศจำนวน 24,300 ล้านบาท 2.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายในจำนวน 76,057 ล้านบาท 3.รายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 49,641 ล้านบาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง

ภายในงบประมาณยังได้มีการแบ่งเงินสำหรับมาตั้งเป็นกองทุนอีกจำนวน 3 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติจำนวน 2 หมื่นล้านบาท 2.กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 13,872 ล้านบาท และ 3.เงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืชจำนวน 150 ล้านบาท

สอดรับการปั้นโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่หวังว่าจะให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. อันจะช่วยให้ชาวบ้านติดหูและมีผลต่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในอนาคต

ดังจะเห็นว่าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว มีตั้งแต่ระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ รมว.มหาดไทย เป็นเลขานุการ เรื่อยมาระดับจังหวัด ไปจนถึงทีมขับเคลื่อนการพัฒนาระดับตำบล มีข้าราชการและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ปราชญ์ชาวบ้าน และจิตอาสา

สะท้อนเป้าหมายที่ประกาศต้องการแก้ปัญหาครอบคลุมทุกมิติ เช่น ปัญหาปากท้อง การเกษตร ระบบชลประทาน ถนน ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน

ยังไม่รวมกับอำนาจของ คสช.ที่จะคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนได้รัฐบาลใหม่ อันจะทำให้เกิดสถานะความได้เปรียบพรรคอื่นๆ  รวมไปถึงพรรคที่มีจุดยืนต่อต้าน คสช.

ยิ่งหากประเมินจากกลไกตัวช่วยตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยแล้ว 250 เสียงจาก สว. ที่ คสช.จะเลือกเข้ามานั้นจะมีบทบาทสำคัญกับการเลือกนายกรัฐมนตรี  หากผนึกกำลังกับพรรคที่มาจากคนใน คสช.ด้วยแล้ว ย่อมได้เปรียบบรรดาพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ คสช.

อีกทั้งในเวลานี้มีพรรคการเมืองที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หลายพรรค ไล่มาตั้งแต่พรรคประชาชนปฏิรูป มาจนถึงพรรค กปปส. ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทิ้งปมปริศนาให้รอดู “นวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเมือง”

แต้มต่อที่กลายเป็นความได้เปรียบของฝั่ง คสช.ย่อมดึงดูดให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้งพรรคที่ไม่ได้ประกาศจุดยืนอยู่ตรงข้าม คสช. ร่วมเข้ามาผนึกกำลังกับพรรคทหาร

ที่สำคัญเค้าลางที่เกิดขึ้นย่อมทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่เคยสนับสนุนนโยบายประชารัฐและไทยนิยม ตัดสินใจได้ไม่ยากว่าจะเลือกเทน้ำหนักสนับสนุนฝั่งใด อันจะยิ่งเป็นปัจจัยเสริมแรงให้กับฝั่ง คสช. ได้เปรียบในการลงสนามเลือกตั้งรอบนี้

ยิ่งในวันที่ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยยากจะจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลได้ โอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะกลับมาเป็นนายกฯ ต่ออีกสมัยย่อมไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

1 ปีรัฐธรรมนูญ อนาคตยังคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547270

1 ปีรัฐธรรมนูญ อนาคตยังคลุมเครือ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีอายุครบ 1 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปดูช่วงชีวิตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ต้องยอมรับว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เพราะต้องมีการทำรัฐธรรมนูญด้วยกันถึงสองครั้ง

ครั้งแรก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน ทำมาแล้วแต่ไม่ผ่านที่ประชุมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนทำให้เหล่าบรรดานักกฎหมายที่ร่วมกันทำรัฐธรรมนูญในเวลานั้นออกอาการน้อยเนื้อต่ำใจพอสมควร

ครั้งที่สอง เป็นทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ได้ตั้งทีมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมา แม้จะได้แรงสนับสนุนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอสมควร แต่ก็มีศึกหนักอยู่เช่นกัน คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างที่ทราบกันดีว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ค่อนข้างรับฟังความคิดความอ่านของประธาน กรธ.พอสมควร จึงออกตัวช่วย กรธ.ให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มาถึงเวลานี้ถึงจะมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังไม่ได้การันตีว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ตามที่รัฐธรรมนูญออกแบบโรดแมปเอาไว้หรือไม่ ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ในมุมหนึ่งการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญมาช่วยกลั่นกรองเนื้อหาของร่างกฎหมายก่อนประกาศใช้

แต่ถ้ามองไปถึงต้นเหตุที่แท้จริงแล้วจะพบว่าไม่จำเป็นต้องส่งร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับให้ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สนช. ไม่ได้ไปแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายที่ กรธ.เสนอมาจากหน้ามือจนกลายเป็นหลังมือ อันนำมาซึ่งกระแสกดดันให้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ไม่ว่าจะเป็น กรณีการแก้ไขให้ สว.มีที่มาสองประเภท ได้แก่ การสมัครโดยอิสระและการสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล ทั้งๆ ที่ กรธ.ยืนยันความประสงค์ว่าต้องการให้ สว.มาจากการสมัครอย่างอิสระเท่านั้น เพื่อเปิดให้คนทุกกลุ่มวิชาชีพมีโอกาสได้เข้ามานั่งในสภา หรือการไปแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วยการให้มีผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจขัดต่อหลักการของการลงคะแนนเสียงที่ต้องเป็นความลับและเป็นการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิออกเสียง

หาก สนช.ไม่ไปลงมือแก้ไขในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ แน่นอนว่าเวลานี้ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจะต้องอยู่ในกระบวนการของการประกาศใช้เป็นกฎหมาย และเตรียมนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งต่อไป

แต่เมื่อเวลานี้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องมารอดูว่าในบั้นปลายศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร

ถ้าศาลเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นโดยเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญและประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมาย จะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปทันที ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ รวมไปถึงการเลือกตั้งก็ต้องถูกเลื่อนออกไปอีกด้วย

นอกเหนือไปจากความไม่ชัดเจนของการเลือกตั้งแล้ว 1 ปีที่ผ่านไปของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังนำมาซึ่งคำถามด้วยว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะอยู่กับประเทศไทยไปได้นานเท่าไหร่”

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกขนานนามจาก กรธ.ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พอวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนีั้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จึงหนักไปในทางการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ

ในที่นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมานักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศมีคนทุจริตจำนวนมาก จึงทำให้รัฐธรรมนูญต้องออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ แต่กระนั้นการที่ กรธ.กำหนดให้วุฒิสภา องค์กรอิสระ หรือแม้แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เข้ามากำกับฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่

รัฐบาลควรต้องได้ความเป็นอิสระในระดับหนึ่งเพื่อบริหารประเทศตามที่ตัวเองได้หาเสียงไว้ แต่กลับต้องมาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มีผลถึง 20 ปี กรณีเช่นนี้จึงทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแทบไม่ต่างอะไรกับคณะบุคคลที่ต้องมาคอยทำตามนโยบายของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

ครั้นในอนาคตรัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอุปสรรคต่างๆ ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ซับซ้อน โดยเฉพาะการให้ สว.ต้องลงมติเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว.เท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่ง สว.ชุดแรกที่จะมีวาระถึง 5 ปีนั้นมาจากการเลือกของ คสช.

อย่างนี้ ถามว่า สว.จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ หรือจะเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกันแน่

วันนี้อาจจะยังไม่เห็นปัญหาที่ชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญเพิ่งประกาศใช้มาได้เพียง 1 ปี แต่ในระยะยาวภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้เห็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการสืบทอดอำนาจหากกลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายไม่ลงมาร่วมมือร่วมใจกัน ประเทศไทยอาจเป็นคนป่วยที่ไม่มีวันรักษาหายก็เป็นได้