เขี่ยลูกเลื่อน 90 วัน จับสัญญาณอาจลากยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 09:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/537859

เขี่ยลูกเลื่อน 90 วัน จับสัญญาณอาจลากยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ หมุดหมายทางการเมืองที่สำคัญ

สาเหตุที่มีความสำคัญในทางการเมืองเนื่องจากภารกิจที่รัฐธรรมนูญมอบหมายให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช.ร่วมกันทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา ภาพรวมของการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบกันระหว่าง สนช.และ กรธ. เพราะเมื่อ กรธ.เสนอกฎหมายลูกเข้า สนช.อย่างหนึ่ง ปรากฏว่า สนช.แก้ไขกลับหัวกลับหางไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากกรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

โดย กรธ.เสนอให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันเฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติครบและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ทว่า สนช.กลับไปแก้ไขให้ ป.ป.ช.อยู่ได้ต่อไปจนครบวาระ อีกทั้งยังบัญญัติให้กรรมการ ป.ป.ช.บางคนที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อีกด้วย จนเป็นประเด็นนำมาสู่กระแสกดดันให้มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับจะผ่าน สนช.แล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งเดินหน้าตามระบบที่ควรจะเป็น เนื่องจาก สนช.แก้ไขให้กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันตั้งแต่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมที่กำหนดให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับถัดจากวันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เท่ากับว่าสมการของการนับวันเลือกตั้งจะเป็น “90+150 วัน = วันเลือกตั้ง” แทนที่จะเป็นแค่ตัวเลข 150 วันเพียงอย่างเดียว

สนช.ยกเหตุผลของการแก้ไขเรื่องดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เพราะได้มีการแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลทำให้เวลาในการเริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองจะเริ่มนับหนึ่งได้ในเดือน มี.ค. ทั้งๆ ที่ควรจะต้องได้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเดือน ต.ค. 2560

เมื่อพิจารณาตามนี้ การนับหนึ่งสู่วันเลือกตั้งจะไปเริ่มตั้งแต่ภายหลังกฎหมายการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ซึ่งตัวแทนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ชี้แจงต่อ สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า น่าจะเป็นช่วงประมาณเดือน ก.ย.หลังจากกฎหมายเลือกตั้ง สส.จะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาช่วงเดือน มิ.ย

ทั้งนี้ ทุกอย่างยังคงมีคำถามที่ชวนสงสัยขึ้นมาว่าการเลือกตั้งจะมีโอกาสถูกเลื่อนออกไปมากกว่า90 วันหรือไม่

“มีแต่ไม่ขอพูด ซึ่งไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรและไม่ใช่อย่างที่สื่อคิด ขณะเดียวกันหาก สนช.คว่ำกฎหมายก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่อยากพูดถึง เพราะหาก สนช.คว่ำ ก็จะต้องช้าออกไป ถ้าร่างกฎหมายใหม่ก็ต้องเลื่อนแน่ แต่ไม่ควรจะเกิดขึ้น มีวิธีเลี่ยงได้ที่จะพบกันคนละครึ่งทาง”

คำตอบจาก “วิษณุ เครืองาม”รองนายกฯ ตอบคำถามนักข่าวที่ถามว่าจะมีปัจจัยอะไรที่เหนือความคาดหมายจนทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปหรือไม่

สัญญาณที่ส่งออกมาจากรองนายกฯ วิษณุ ทำให้เกิดการคิดต่อไปว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การเลือกตั้งจะถูกขยายออกไปมากกว่า 90 วัน ซึ่งถ้าจะพลิกดูเงื่อนไขทางกฎหมายที่มีอยู่นั้นก็จะพบว่าพอมีช่องทางให้ดำเนินการอย่างว่านั้นได้เช่นกัน โดยอาศัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

“เมื่อมีการประกาศ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. … ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมาย ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง

และร่วมกันจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และจะเชิญผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้” สาระสำคัญในข้อ 8 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ตรงนี้เองที่เป็นการเปิดช่องให้เกิดการเลื่อนเลือกตั้งได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าเงื่อนไขการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมายค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร โดยเฉพาะการกำหนดให้ทำไพรมารีโหวตก่อนในเขตเลือกตั้ง ซึ่งความพร้อมจะไปกระจุกอยู่แค่พรรคการเมืองใหญ่เพียงไม่กี่พรรค

พรรคการเมืองขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันอาจเสนอกลางที่ประชุมตามข้อ 8 ดังกล่าว เพื่อขอให้เลื่อนการเลือกตั้ง แน่นอนว่าพรรคการเมืองใหญ่ย่อมไม่เห็นด้วย และเมื่อตกลงกันไม่ได้ก็อาจต้องตัดสินด้วยการลงมติชี้ขาด ถ้าช่องนี้มีความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองใหญ่ที่พร้อมเลือกตั้งจะแพ้โหวตกลางที่ประชุม และทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปในที่สุด

การเลื่อนการเลือกตั้งด้วยช่องทางนี้ คสช.ไม่ต้องแบกรับความกดดันทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองตัดสินใจกันเอง

ดังนั้น การเปิดช่อง 90 วันจึงเป็นเพียงการเขี่ยลูกเท่านั้น บางทีเป้าหมายที่แท้จริงอาจอยู่ที่การเลื่อนเลือกตั้งออกไปแบบไม่มีกำหนดของผู้มีอำนาจใน คสช.

จับตาล้ม ‘ไพรมารีโหวต’ ลดกระแสลากเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 08:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/537422

จับตาล้ม ‘ไพรมารีโหวต’ ลดกระแสลากเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทย ณ วินาทีอยู่บนความไม่แน่นอนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเลือกตั้ง หลังจากตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่

เดิมทีเมื่อครั้งมีการรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัญญากับประชาชนจะขอเวลาทำหน้าที่ไม่นาน เพียงแค่ขอระยะเวลาการปฏิรูปประเทศสักพักก่อน ประกอบกับ ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มักจะแสดงออกผ่านสื่อมวลชนว่าทำงานเหนื่อยและจะไม่ขอกลับมาทำงานอีก ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นประชาชนน่าจะได้อำนาจอธิปไตยคืนมา

ทุกอย่างก็กลับหัวกลับหางจนได้ เมื่อปรากฏว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ทุกอย่างเริ่มดูราบรื่น พร้อมกับประชาชนลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นเสมือนหลักประกันทางการเมืองให้กับประชาชนว่าจะมีการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่าทันทีที่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้แก่ การเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 150 วัน

แต่มาถึงเวลานี้ ฉันทามติของประชาชนกำลังจะไม่มีความหมายภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เล่นแร่แปรธาตุกับตัวอักษรด้วยการเสนอให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

การดำเนินการลักษณะนี้ทำให้แทนที่การนับถอยหลัง 150 วันจะเริ่มทันทีเมื่อประกาศใช้กฎหมาย แต่กลับต้องมาถูกถ่วงเวลาไว้อีก 90 วันถึงจะเริ่มต้นนับหนึ่งสู่การเลือกตั้ง

ที่ผ่านมาทั้ง สนช. ครม. และ คสช.พยายามอ้างว่าการชะลอการเลือกตั้งออกไป 90 วันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หลายฝ่ายเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะอย่างเมื่อคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งแก้ไขเนื้อหา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อันมีผลให้พรรคการเมืองจะทำกิจกรรมทางการเมืองได้ในเดือน มี.ค.และ เม.ย.

อย่างไรก็ตาม แม้ คสช.จะถูกถล่มจากรอบด้านอย่างไร แต่ คสช.ก็ยังไม่ค่อยนำพาเท่าไหร่นัก ซึ่งทำให้อุณหภูมิการเมืองไม่มีทีท่าจะลดลงแต่อย่างใด

ล่าสุด คสช.อาจต้องกลับลำภายหลังโลก ทั้ง “สหรัฐและยุโรป” เริ่มชายตามองกลับการเล่นแร่แปรธาตุของผู้มีอำนาจในประเทศไทย

จิลเลียน บอนนาร์โดซ์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แสดงจุดยืนว่า “จุดยืนของสหรัฐต่อการจัดการเลือกตั้งของประเทศไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยสหรัฐยินดีที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงพันธกรณีต่อสาธารณชนในการที่จะจัดการเลือกตั้ง สส.ขึ้นไม่เกินเดือน พ.ย. 2561”

เช่นเดียวกับ เปียร์กา ตาปิโอลา เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ส่งสัญญาณว่า “เราเข้าใจว่ายังคงเป็นไปได้ที่จะมีการจัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2561 และส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายให้ความเคารพต่อโรดแมปเพื่อกลับคืนสู่ประชาธิปไตยในประเทศไทยที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้”

เสียงของคนไทยอาจไม่ดังเท่ากับมหาอำนาจ เพราะแน่นอนว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงต้องพึ่งพา ต่างประเทศพอสมควร ดังนั้น เมื่อโลกเตือนไทย ย่อมเป็นเสียงสำคัญที่ผู้มีอำนาจในไทยต้องรับฟัง มิเช่นนั้นแล้วอาจได้ไม่คุ้มเสีย

บางทีเมื่อโลกเตือนไทย คสช.อาจหาทางลงเพื่อให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

วิธีการที่พอจะทำได้ คือ การชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน

การทำไพรมารีโหวตตามกฎหมายพรรคการเมืองมีกระบวนการค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมือง ยิ่งไปกว่านั้นหากเขตเลือกตั้งไหนไม่ได้ดำเนินการทำไพรมา รีโหวต จะมีผลให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในเขตนั้นได้

เท่ากับว่าพรรคการเมืองใหม่และพรรคการเมืองเก่า หรือแม้แต่พรรคทหารที่อาจตั้งขึ้นมาใหม่ย่อมตกที่นั่งลำบากไม่แพ้กัน เนื่องจากถูกบีบรัดด้วยเวลา

ดังนั้น การใช้มาตรา 44 เพื่อเลื่อนการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน ย่อมเป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย โดยนอกจากจะทำให้ปลดภาระการเมืองให้กับพรรคการเมืองลงไปได้ระดับหนึ่ง อีกทั้งช่วยให้การจัดการเลือกตั้งสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นและไม่ถูกเลื่อนออกไปเป็นต้นปี 2562 จนเป็นเงื่อนไขในทางการเมือง

เรียกได้ว่าวิน-วินทุกฝ่าย คสช.ได้หน้า ส่วนพรรคการเมืองได้เลือกตั้ง n

ร่วมแรงอุ้ม ‘บิ๊กป้อม’ ปปช.-ประยุทธ์ยิ่งเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/537158

ร่วมแรงอุ้ม ‘บิ๊กป้อม’ ปปช.-ประยุทธ์ยิ่งเสื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าสถานการณ์ของรัฐบาลเวลานี้เหมือนกับ “ลิงแก้แห” เข้าไปทุกที หลังจากปรากฏภาพนาฬิกาข้อมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

สาเหตุที่ต้องบอกว่าลิงแก้แหนั้นเพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะพยายามชี้แจงอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับออกมาปกป้องพี่ชายที่แสนดีคนนี้แบบที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับสังคมอย่างน้อยก็ปรากฏให้เห็นชัดถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ บอกระหว่างสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ผมไม่ต้องให้กำลังใจ ท่านเข้มแข็งพอ พล.อ.ประวิตร เป็นทหาร ดูแลตัวเองได้ เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ขอร้องสื่อ ให้ลดราวาศอกกันบ้าง กฎหมายว่าอย่างไร ก็ไปว่ากันตามขั้นตอน อย่ามองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน”

อีกครั้งคือ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. โดยระบุว่า “ต้องรอการชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และขอให้แยกแยะให้ออกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ส่วนตัวและเรื่องเหล่านี้มีการสอบสวนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใช้ งบประมาณแผ่นดิน หากใช้งบประมาณแผ่นดินแล้ว ทำให้เสียหาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และที่มีหลายฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีการทุจริตนั้น ขอให้มีการสอบสวนให้ได้ข้อยุติก่อน”

ยิ่งนานวันเข้าสถานการณ์ยิ่ง บานปลาย เพราะการพยายามบ่ายเบี่ยงของรัฐบาลนำมาสู่กระแสกดดัน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ รีบดำเนินการปรับพล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่ง

กลุ่มบุคคลที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งนั้นไม่ได้จุดประเด็นมาเฉพาะกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามเท่านั้น เพราะแม้แต่กลุ่มคนที่เคยอยู่เคียงข้างรัฐบาลและ คสช.ต่างเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลของ คสช.ก็ระบุว่าควรต้องลาออก

“ผมฝากคนไปบอกถึงท่านแล้วว่า มีชีวิตที่มีความสุขอยู่ได้ให้รักษาชื่อเสียงไว้ เพราะเขายังไม่เคยกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นก็ถือว่าชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็ยังดีอยู่ เรื่องการไม่แจ้งนาฬิกาไม่ใช่เรื่องทุจริต เป็นเรื่องผิดกฎเกณฑ์ แต่ถ้าอยู่นานๆ แล้วทำให้คนทั่วไปไม่เชื่อ ในที่สุดก็จะเสีย” เสียงเตือนจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร

ทว่า เสียงเตือนจากหลายฝ่ายที่ออกมานั้นดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ค่อยนำพาเท่าใดนัก ซึ่งขัดกับนโยบายการสร้างความโปร่งใสของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลประกาศมาตลอดว่าจะไม่ทำงานแบบนักการเมือง แต่มาถึงเวลานี้รัฐบาลที่อ้างว่าจะเข้ามาสร้างความโปร่งใสกำลังปฏิบัติตนยิ่งกว่านักการเมือง

ภาวะการณ์ที่รัฐบาลกำลังเผชิญหน้าในเวลานี้นั้นแทบไม่ต่างอะไรกับช่วงปลายของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเวลานั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ประสบปัญหากับความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว แต่ก็พยายามลดอุณหภูมิการเมืองด้วยการปรับรัฐมนตรีที่มีปัญหาออกจากตำแหน่ง ซึ่งช่วยให้องคาพยพส่วนใหญ่ของรัฐบาลยังพอเดินหน้าต่อไปได้

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำใน สิ่งตรงข้ามด้วยการพยายามอุ้ม พล.อ. ประวิตร ให้อยู่กับรัฐบาลต่อไป ซึ่งการทำเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการกระทำไม่ ขัดต่อกฎหมายแต่ไม่ชอบด้วยการเมือง

กล่าวคือ แม้ตามกฎหมาย พล.อ. ประวิตร จะทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะคดีที่อยู่ใน ป.ป.ช.ยังไม่ถึงที่สุด แต่การอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมายนั้นกลับขัดต่อความชอบธรรมทางการเมืองไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เริ่มบานปลายมากขึ้นนี้ไม่มีปัจจัยจากฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ก็กำลังเป็นผู้สร้างความแคลงใจให้กับสังคมด้วย

ป.ป.ช.พยายามส่งสัญญาณกับสังคมให้เห็นว่าภาระของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการแสดงรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สินต่อ ป.ป.ช.จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของคู่สมรส หรือของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น ซึ่งทรัพย์ของตนเองในที่นี้หมายถึงเฉพาะทรัพย์สิน ที่ตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ด้วย

สัญญาณที่ออกมาจาก ป.ป.ช. กำลังถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการวินิจฉัยคดี เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคดี ที่อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมคนหนึ่งได้ยืมรถตู้มาจากบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้แสดงต่อ ป.ป.ช. ก่อนที่ต่อมา ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าเป็นความผิดพร้อมกับส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา โดยศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีความผิดในที่สุด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงแต่ ป.ป.ช.จะวางแนวทางในการวินิจฉัยคดีเอาไว้เท่านั้น เพราะศาลฎีกาก็ได้บัญญัติแนวทางเช่นกัน ยิ่งเป็นบรรทัดฐานที่เหนือกว่าบรรทัดฐานปกติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ส่งผลให้สถานการณ์ของ 3 ฝ่าย ทั้ง “ประยุทธ์-ประวิตร-ป.ป.ช.” ลำบากมากยิ่งขึ้น

แม้ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.จะขอถอนตัว ไม่ร่วมพิจารณาคดีนี้ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการแก้ปัญหาที่ปลายทางมากกว่า

ดังนั้น เหลือทางเดียวจะช่วยปลดล็อกการเมืองนี้ได้คือ การให้ พล.อ. ประวิตร ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความสปิริต

ทางออกมีอยู่แล้วเหลือเพียงแต่ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.จะเห็นหรือไม่

ยื้อเลือกตั้ง คสช.ยิ่งเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 10:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/537045

ยื้อเลือกตั้ง คสช.ยิ่งเสื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ลุ้นด่านสุดท้ายกับการลงมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งแก้ไขเนื้อหาให้บังคับใช้กฎหมายหลังจากประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน

ประเมินทิศทางลมเวลานี้มีความเป็นไปได้สูง ที่ สนช.ส่วนใหญ่น่าจะโหวตเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ อันจะส่งผลสำคัญทำให้การเลือกตั้ง​ที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2561 ต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือน ก.พ. 2562

แต่เหนือสิ่งอื่นใดเรื่องนี้ยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะปฏิเสธความรับผิดชอบโยนให้ไปเป็นเรื่องของ สนช.ฝ่ายเดียว

ประการแรกด้วยสถานะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งในรัฐบาล คสช. ซึ่งทำงานสอดประสานไปกับแม่น้ำ 5 สาย

หากไม่มี “สัญญาณ” หรือ “ใบสั่ง” ย่อมเป็นเรื่องยากที่ สนช.จะกล้าบุ่มบ่ามคิดอ่านทำเรื่องใหญ่ ​อีกทั้งยังเป็นการสวนทางกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมกับชาวโลกว่าจะเลือกตั้งตามโรดแมปราวเดือน พ.ย.นี้

แม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังออกมาระบุว่าทราบเรื่องนี้ล่วงหน้า 2 สัปดาห์แล้ว เพราะมีคนมากระซิบบอกว่า เขาอยากจะเลื่อนเลือกตั้งด้วยวิธีนี้ ซึ่งได้บอกคนที่มากระซิบว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญบังคับใช้ให้มีผลใน 150 วัน

“แต่พอมาเปิดรัฐธรรมนูญดูพบว่า มีการระบุว่าให้นับจากวันบังคับใช้ โดยไม่ได้นับจากวันประกาศราชกิจจานุเบกษา ​จึงเชื่อเรื่องนี้คงจะจริง แต่ไม่กล้าจะพูดอะไรก่อน เพียงแต่เข้าใจว่าฝ่ายที่อยากเลื่อนการเลือกตั้งออกไปคงจะหาช่องทางแล้วก็พบช่องทางนี้”

ทำให้ต้องหวนนึกย้อนกลับไปถึงกรณีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกสภาปฏิรูปประเทศแห่งชาติ (สปช.) ตีตกไปท่ามกลางกระแสว่ามีใบสั่งในช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อหวังยืดเวลาอยู่ในอำนาจของ คสช. ออกไปมาแล้วรอบหนึ่ง

ประการที่สอง ในแง่เหตุผลที่ กมธ.นำมาเป็นข้ออ้างแก้ไขให้ยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เป็นเพราะต้องการดำเนินการให้สอดรับกับคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เรื่องกระบวนการทางธุรการของพรรคการเมืองที่จะเริ่มขึ้นในเดือน มี.ค. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกับขั้นตอนการเลือกตั้งตามระบบใหม่

ในความเป็นจริงแล้ว “ต้นตอ” ของปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่คำสั่งฉบับดังกล่าว เมื่อสาเหตุหลักมาจากประเด็นที่ทาง คสช.ไม่ยอมปลดล็อกคำสั่ง 3/2558 เพื่อเปิดทางให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ อันจะทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายลงไป

ยิ่งในจังหวะเวลาที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้เรียบร้อยด้วยแล้ว การจะคุมการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองไม่ให้ประชุมเตรียมความพร้อมลงสนามเลือกตั้งย่อมไม่ใช่เรื่องดี

หากพิจารณาแล้วคนที่จะได้ประโยชน์จากการขยายเวลาเลือกตั้งออกไปหนีไม่พ้น คสช. และบรรดาแม่น้ำ 5 สาย ที่จะได้อานิสงส์อยู่ในอำนาจต่อไปอย่างน้อยก็ 3 เดือน

อีกทั้งยังถูกมองมีการยืดเวลาเลือกตั้งมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์สร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคที่จะถูกตั้งขึ้นมาสนับสนุน คสช.

แต่ผลเสียที่จะตามมายัง คสช.นั้นดูจะมีมากกว่าผลดีเริ่มตั้งแต่ในเรื่องใหญ่คือ ​“ความเชื่อมั่น” ทั้งต่อคนในประเทศและสายตาต่างชาติที่พานจะกระทบไปเป็นลูกโซ่ซ้ำเติมปัญหาที่เป็นอยู่

เวลานี้กลุ่มการเมืองเริ่มออกมาดักคอแสดงความเป็นห่วงว่าการยื้อเลือกตั้งรอบนี้ ทั้งที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมต่อเวทีนานาชาติแล้ว อาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตกอยู่ในสถานะ “โมฆะบุรุษ” ขาดความน่าเชื่อถืออันจะกระทบไปถึงการบริหารงานนับจากนี้ต่อไป

หากจำได้หลัง คสช.​ประกาศความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งทางคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ได้ตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย ​

ดังนั้น การที่มาขยับปรับเปลี่ยนเวลาการเลือกตั้งด้วยเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ย่อมอาจทำลายบรรยากาศอันดีที่จะกระทบไปถึงเรื่องการค้าการลงทุนพันไปถึงเศรษฐกิจภาพรวมในอนาคตต่อไป

แม้เวลานี้รัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานราก เพื่อทั้งช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะล่าสุดกับการตั้งงบกลาง 1.5 แสนล้านบาท ​ที่ถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่แท้จริง

รวมทั้งการขึ้นค่าแรงและมาตรการช่วยเหลือคนจน ซึ่งดูจะยังไม่เพียงพอหรือมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาปากท้องได้อย่างแท้จริง ยิ่งเวลาผ่านไปโอกาสที่จะเกิดแรงกดดันจึงมากขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายการเลื่อนเวลาเลือกตั้งออกไปย่อมเป็นชนวนให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว หรือต่อต้าน คสช.อันอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง และขยายวงรุนแรงยากจะควบคุม

การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วยเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอย่อมนำไปสู่ความ “เสื่อม” ของ คสช.

สนช.ยืดเลือกตั้ง เปิดทางกองหนุน-ทหารลงสนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536812

สนช.ยืดเลือกตั้ง เปิดทางกองหนุน-ทหารลงสนาม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้ไม่มีความเคลื่อนไหวไหนจะร้อนแรงเท่ากับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังลงมือผ่าตัดดัดแปลงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ในส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญ

หัวใจสำคัญที่ว่านั้นอยู่ที่มาตรา 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญของ สนช.แก้ไขใหม่ว่าพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป” จากเดิมที่ให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา

เป็นบทบัญญัติที่มีเนื้อหาไม่มาก แต่สะเทือนประเทศไทยทั้งประเทศ

ถ้าพิจารณากันตามหลักแล้วเป็นเรื่องของการกำหนดระยะเวลาว่าจะให้กฎหมายที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษานั้นมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ ซึ่งรูปแบบของการจัดทำกฎหมายของไทยก็ได้กำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้หลายรูปแบบ เช่น ให้มีผลทันทีที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา หรือให้มีผลในวันถัดไป หรือแม้แต่การกำหนดระยะเวลาให้นานกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น 120 วัน หรือ 180 วัน เป็นต้น

การไม่กำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันทีส่วนใหญ่จะปรากฏให้เห็นตามกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เช่น กฎหมายภาษี กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนหรือหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาที่ออกมาใหม่ เพราะหากกำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันทีโดยไม่ทอดระยะเวลาให้นานออกไปในระดับหนึ่ง ย่อมมีผล กระทบต่อหลายฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรณีของกฎหมายเลือกตั้ง สส. “ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน” สมาชิก สนช.และโฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯ อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้ต้องมีการแก้ไขมาตรา 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ที่ได้มีการแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งได้กำหนดให้พรรคการเมืองเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2561

“สมมติว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลในวันรุ่งขึ้นหลังจากประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา และผ่านไปสองเดือนยังไม่ได้ให้พรรคการเมืองประชุมพรรค พรรคการเมืองจะเหลือเวลา 90 วันซึ่งคุณสมบัติของผู้สมัครเลือกตั้ง จะต้องสังกัดพรรคการเมือง 90 วัน จะมีปัญหาเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทันที ยังไม่นับเรื่องของเวลาในการทำไพรมารีโหวต คณะ กมธ.วิสามัญฯ จึงเห็นต้องมีระยะเวลาช่วงหนึ่ง คือ 90 วัน” เหตุผลสำคัญที่โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯ ได้อธิบาย

สนช.ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติย่อมมีอำนาจแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายได้ ซึ่งแน่นอนว่าการแก้ไขมาตรา 2 ออกมาในลักษณะนี้ย่อมไม่มีปัญหาความชอบธรรมในทางกฎหมายแต่อย่างใด เพียงแต่จะนำมาซึ่งปัญหาความชอบธรรมที่สะเทือนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ มักจะบอกเสมอว่าจะคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศว่าในเดือน มิ.ย. 2561 จะบอกแก่คนไทยทั้งประเทศ ให้รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่เท่าไรของปี 2561 แต่มาถึงชั่วโมงต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วันอย่างไม่ต้องสงสัย

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 150 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้โดยเมื่อนำระยะเวลาที่นายกฯ ประกาศไว้มาพิจารณาประกอบกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ทำให้มีหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในเดือน พ.ย. 2561

แต่หาก สนช.แก้ไขให้กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เท่ากับว่า การนับวันเลือกตั้งอยู่ภายใต้สมการ “90+150 = วันเลือกตั้ง” จากเดิมเป็นแค่เพียง “150 = วันเลือกตั้ง”

การเลื่อนตั้งที่ออกไปย่อมมี ผลกระทบต่อสถานะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าอย่างจัง เพราะ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้คำพูดของผู้นำรัฐบาลไม่มีความหมาย และไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ ในทางการเมืองอีก

ยิ่งไปกว่านั้นจะเป็นการตอกย้ำว่าการแก้ไขกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายต่อหลายครั้งในช่วงระยะเพียง ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้น เป็นไปเพื่อให้สอดรับกับพรรคการเมืองใหม่ที่จะเป็น การรวมกันระหว่าง “กลุ่มนายทุน+อดีตนักการเมือง+ทหาร” ให้ได้มีโอกาส เข้าสู่อำนาจทางการเมืองอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้เกิดข่าวลือกันมาตลอดว่าการเลือกตั้งอาจจะถูกล้มด้วยเงื่อนไขของการที่ สนช.จะลงมติฉีกกฎหมายเลือกตั้ง สส. แต่พอเริ่มมีข่าวว่า คสช.ต้องการจะกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งผ่านการตั้งพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ทำให้ข่าวการคว่ำกฎหมายเลือกตั้งเงียบหายไป จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ใช้อภินิหารทางกฎหมายแก้ไขระยะเวลาการเริ่มใช้บังคับกฎหมายในการเลื่อนเลือกตั้งเพื่อให้พรรคทหารมีความพร้อมมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองนับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ต้องน่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะถึงที่สุดแล้วคงเป็นไปได้ยากที่การใช้กลไกทางการเมืองและกฎหมายเพื่อยื้อเลือกตั้งจะหยุดไว้เพียงเท่านี้

ตราบใดที่ผู้มีอำนาจยังคง คิดว่าตัวเองยังไม่ได้เปรียบและยังไม่พร้อมลงสนามเลือกตั้งที่ต้องสู้กับพรรคการเมืองภายใต้กติกาเดียวกัน วันเลือกตั้งก็น่าจะถูกเลื่อนออกไป อย่างไม่มีกำหนด

เติมเชื้อปูทาง “ยื้อเลือกตั้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ม.ค. 2561 เวลา 08:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536672

เติมเชื้อปูทาง "ยื้อเลือกตั้ง"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางเลือกตั้งตาม “โรดแมป” ส่อแววสะดุดอีกรอบหลังปรากฏสัญญาณ “ยื้อ” รอบใหม่

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเคยประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปเมื่อครั้งไปเยือนสหรัฐอเมริกาพบประธานาธิบดี​ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลายเป็น “สัญญาประชาคม” ที่รับรู้กันทั้งในและต่างประเทศ

ท่าทีความชัดเจนดังกล่าวทำให้คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย

ตามแถลงการณ์ระบุว่า คณะรัฐมนตรีฯ ย้ำว่าคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลซึ่งนำไปสู่สถาบันทางประชาธิปไตยที่ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ผ่านคำให้สัมภาษณ์หลายกรรม หลายวาระ ถูกมองว่า “เปิดช่อง” รอไว้สำหรับการเลื่อนการเลือกตั้งจากกำหนดเดิม ทั้งระบุว่าจะเลือกตั้งเมื่อกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง​มีผลบังคับใช้ หรือจะเลือกตั้งก็ต่อเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองสงบสุขไม่มีเหตุวุ่นวาย

ตอกย้ำความพยายามที่จะคว่ำกฎหมายลูกในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะยังเหลือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ยังค้างอยู่ในการพิจารณา หากกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบย่อมทำให้เส้นทางเลือกตั้งต้องสะดุดตามไปด้วย

รวมทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองที่จะเป็นชนวนให้ คสช.พิจารณายื้อการเลือกตั้งออกไป ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจะเกิดขึ้นจากกลุ่มใด และมีวัตถุประสงค์ใด  ​

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ เขียนเอกสารด้วยลายมือตัวเองจำนวน 12 หน้ากระดาษเอ 4 แจกใน ครม. ตอนหนึ่งระบุว่า “สิ่งที่เป็นปัญหาตอนนี้คือสื่อ นักการเมืองที่มีปัญหา พยายามจะล้มรัฐบาลและ คสช.ให้ได้ในช่วงนี้”​

ที่สำคัญทาง พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมารับลูกว่า สถานการณ์ช่วงนี้ถือว่าเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง ซึ่งพบว่ามีการเคลื่อนไหวมากขึ้นจากหลายๆ ทางทั้งนักการเมืองปัจจุบันและคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง

“รายงานพบว่ามีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่านั้น และถือเป็นหน้าที่ของ สมช.ต้องติดตามเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง ขณะที่นายกฯ ไม่ได้สั่งให้จับตาอะไรเป็นพิเศษ และจากภาพรวมไม่เชื่อว่าจะสามารถล้มรัฐบาลและ คสช.ได้”​

​ทำให้มองว่านี่อาจเป็นการอ้างความไม่สงบรอบใหม่ไว้สำหรับยื้อเลือกตั้งในอนาคต คล้ายกับในอดีตที่หยิบยกเหตุผลเรื่องนี้มาอ้างอย่างต่อเนื่อง ที่อาจหวังผลทางอ้อมไม่ให้กลุ่มการเมืองออกมาสร้างความปั่นป่วนในช่วงนี้

ยิ่งหากพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้ว ทั้ง “สื่อ” และ “นักการเมือง”ไม่น่าจะมีเหตุผลต้องการล้มรัฐบาล คสช. ในเมื่อทั้งหมดต้องการให้เกิดการเลือกตั้งซึ่งจะเป็นช่องทางพาสังคมกลับสู่สภาวะปกติ

หากพาตัวเองไป “ติดกับ” ถึงขั้นเป็นต้นเหตุความขัดแย้งย่อมทำให้การเฝ้าอดทนรอคอยร่วม 4 ปี ต้องทอดเวลาออกไปอีกแบบไม่รู้อนาคต สู้ยอมสงบปากสงบคำรอเลือกตั้งเสร็จสิ้นค่อยกลับมาต่อสู้กันในระบบที่ทุกฝ่ายเท่าเทียมกันหมด ไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจพิเศษน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ชัดเจนที่สุดคือข้อเสนอในขั้นการพิจารณาร่าง​ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของ กมธ.วิสามัญพิจารณากฎหมายดังกล่าวของ สนช.ได้แก้ไขเนื้อหา โดยปรับผลบังคับใช้กฎหมายยืดออกไปอีก 90 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษก กมธ. ชี้แจงว่า การแก้ไขดังกล่าวสืบเนื่องจากคำสั่งของ คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับคำสั่งดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้โรดแมปเลือกตั้งขยับออกไปบ้าง ช่วงปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562

สอดรับไปกับท่าท่าทีจากฝั่ง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็เปิดช่องชี้แจงว่า ที่ผ่านมาเคยมีกฎหมายบางตัวกำหนดกรอบเวลาบังคับใช้ไว้ ซึ่งถ้า สนช.จะทำก็ต้องอธิบายเหตุผลให้ชัด

คล้ายกับ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่อธิบายว่า หากมีการปรับก็ไม่ได้ผิดหลักกฎหมาย เพราะกฎหมายบางฉบับก็จะมีผลบังคับใช้วันนั้นเลย แต่กฎบางฉบับก็จะทิ้งระยะเวลาไว้ 30 วัน 120 วันก็มี อย่างกฎหมายธุรกิจรักษาความปลอดภัยเอกชน ก็ทิ้งเวลาไว้ตั้ง 1 ปี เพื่อให้มีการเตรียมการจะบังคับใช้

การประสานเสียงไปในทิศทางเดียวกันของแม่น้ำ 5 สาย ทำให้ประเมินแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่การเลือกตั้ง ซึ่งเคยคาดว่าจะเกิดขึ้นราว พ.ย. 2561 อาจต้องเลื่อนออกไปอย่างน้อย 90 วัน

อยู่ที่เงื่อนไขความวุ่นวายปั่นป่วนรุนแรง รวมทั้งการตัดสินใจของ สนช.ที่จะโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปตามข้อเสนอของ กมธ.ที่กำหนดไว้หรือไม่

สารพัดวิธีแก้จน หวังผลคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536324

สารพัดวิธีแก้จน หวังผลคะแนนนิยม

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ประกาศตัวเป็นนักการเมือง ท่ามกลางสปอตไลต์สาดส่อง “ว่าที่นายกฯ คนนอก” จึงน่าจับตาจากนี้ไปนโยบายรัฐบาลจะพุ่งเป้าวางรากฐานทางการเมืองเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้ง

เพียงเริ่มศักราชปี 2561 “บิ๊กตู่” ทยอยหว่านโครงการและงบประมาณกว่าแสนล้านบาทมุ่งแก้ปัญหาความยากจน แน่นอนหวังเอาใจผู้มีรายได้น้อย หรือรากหญ้า ที่เป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง

รูปแบบการซื้อใจฐานเสียงคนจนยุค “บิ๊กตู่” ใช้นโยบาย “ประชารัฐ” ผนึกภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันทำงานสามารถดึงมหาเศรษฐีไทยอันดับต้นๆ ที่เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่มาช่วยกัน ลงขันตั้ง “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด” จำนวน 76 จังหวัด

หากไล่เรียงงบประมาณและโครงการประชารัฐที่รัฐบาลหว่านงบลงไปเพื่อเอาใจประชาชน อาทิ“โครงการสินเชื่อบ้านประชารัฐ” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท อีกโครงการที่ประทับใจมวลชน “โครงการธงฟ้าประชารัฐ” กระทรวงพาณิชย์จัดคาราวานขายของถูก งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท หรือโครงการ“กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ” วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับเถ้าแก่น้อยที่เพิ่งหัดเริ่มต้นธุรกิจ หรือ “โครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อ Micro SME” วงเงินรายละไม่เกิน 2 แสนบาท แก่หาบเร่แผงลอย แบบไม่มีหลักประกันและปลอดดอกเบี้ย ล้วนได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

ต่อมา รัฐบาลเปิดนโยบายแก้จน แบบเจาะใจคนจนโดยตรงตามความต้องการ ด้วยการประกาศความตั้งใจว่าจะทำให้คนจนหายไปล้านคน แก้จนเฟส 1 ดีเดย์เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือคนจน ให้มาลงทะเบียนเพื่อนำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูลและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งหมด 8.3 ล้านราย โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท แจกเงิน 3,000 บาท “บิ๊กตู่” อ้างเหตุผลหนักแน่นว่า รัฐบาลคืนความสุขเพื่อมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องประชาชน

ยิ่งเข้าโค้งสุดท้ายในอำนาจ “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าทำคะแนนทางการเมืองจากประชาชน จึงเห็นชอบโครงการแก้จนเฟส 2 ด้วยการใช้กลไกทางการเงินของสถาบันการเงินรัฐ คือ ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ดำเนิน 6 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ 4.7 ล้านราย

ทั้งนี้ ในส่วนของ ธ.ก.ส.นั้นได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ที่มีรายได้น้อย อาทิ โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ งบประมาณ 3,800 ล้านบาท โครงการชำระดีมีคืน วงเงินรวม 4,600 ล้านบาท โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคล ในครัวเรือน วงเงินสินเชื่อ 1.9 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ วงเงิน 1,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินระยะที่ 2 วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท

พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการการพัฒนาตนเอง อาทิ โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย เป้าหมาย 4 แสนราย วงเงินสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนธนาคารออมสินนั้นมีวงเงินช่วยเหลือรวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้มีรายได้น้อย รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท เพื่อใช้เป็นเงินในการสร้างอาชีพเสริม หรือหารายได้เพิ่ม เช่น การทำธุรกิจแฟรนไชส์ เปิดร้านค้าสตรีทฟู้ด และธุรกิจโฮมสเตย์ ฯลฯ

ยังไม่หยุดเทงบประมาณเพียงเท่านี้ “บิ๊กตู่” สั่งตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท หวังผล 2 เรื่อง คือ กระตุ้นเศรษฐกิจและเอาใจคนจน แบ่งงบเป็น 4 ก้อน คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เน้นการแก้ไขราคายางตกต่ำ 3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบล วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4.นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 5 หมื่นล้านบาท จะนำไปใช้เพื่อชดใช้เงินคงคลัง

จากนโยบายประชารัฐ สู่แก้จนเฟส 1 และ 2 จึงเป็นที่มาของแผนเดินสายแก้จนโดยเน้นพื้นที่ซึ่งประสบปัญหาความยากจนหนักๆ โดย “บิ๊กตู่” จะลงพื้นที่เดือนละจังหวัด พร้อมกับนำรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวงต่างๆ ลงไปส่องกล้องว่าในแต่ละพื้นที่มีปัญหาอะไรบ้าง โฟกัสแต่ละจังหวัดมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไข ประเดิม 3 จังหวัด คือ จ.อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ

ยิ่งมีกลไกภาครัฐ อำนาจทางการเมือง และการทหาร ที่สำคัญกลุ่มทุนใหญ่ยืนเคียงข้างพร้อมสนับสนุน “บิ๊กตู่” จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลยุทธ์แก้จนของ “บิ๊กตู่” จะเข้าตา หรือจะแป๊ก คงได้เห็นกัน

แยกกันเดินร่วมกันตี ล้มคำสั่งคสช.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536203

แยกกันเดินร่วมกันตี ล้มคำสั่งคสช.?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่บ่อยครั้งที่สองขั้วขัดแย้ง “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” จะคิดอ่านไปทางเดียวกัน แม้จะไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวด้วยกันแต่ก็เปิดหน้าประกาศตัวชัดเจนว่าเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน

ชนวนมาจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปแก้ไขเนื้อหา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ได้ดำเนินการตามกรอบเวลา 3 ระดับ

เริ่มตั้งแต่วันประกาศคำสั่งจนถึงวันที่ 1 มี.ค. 2561 ระดับที่ 2 จากวันที่ 1 มี.ค. 2561 ไปจนถึง 1 เม.ย. 2561 และระดับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะมีการปลดล็อกพรรคการเมือง โดยจะยกเลิกประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี

จากก่อนหน้านี้พรรคการเมืองต่างออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก คำสั่งให้พรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในระบบใหม่

คำสั่งใหม่กำหนดใหม่วันที่ 1 มี.ค. 2561 สามารถเริ่มจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง 1 เม.ย. 2561 แต่ละพรรคการเมืองต้องยืนยันสถานะสมาชิกพรรค พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน รวมทั้งเรื่องทุนประเดิม พรรคละ 1 ล้านบาท หาสมาชิกพร้อมค่าบำรุงพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน ภายใน 180 วัน

กรอบกำหนดสุดท้าย ให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ ปรับโครงสร้างบุคคลและข้อบังคับ จัดตั้งสาขาและตัวแทนประจำจังหวัด ภาคละ 1 สาขา ภายใน 90 วัน นับแต่ประกาศปลดล็อกพรรคการเมือง

ทว่าทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต่างเห็นว่าคำสั่ง คสช.ดังกล่าว มีปัญหาและสร้างความไม่เสมอภาคระหว่างพรรคเก่า กับพรรคใหม่ ในการแข่งขันตามระบบใหม่

นำมาสู่การที่สองพรรคใหญ่เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของสมาชิกพรรคและพรรคการเมืองหรือไม่

พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาคำสั่ง 53/2560 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบมาตรา 5 หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า มีความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญใน หลายประการ

ทั้งประเด็น คำสั่ง คสช.แก้ไขกฎหมาย เป็นการลบล้างกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหัวหน้า คสช.เป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญไม่อาจใช้อำนาจ ที่ขัดหรือแย้งหรือนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้

การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และใช้อำนาจซึ่งเป็นขององค์กรอื่น อันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 จึงเป็นการกระทำโดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง (2)

การออกคำสั่งที่มีผลเป็นการลบล้างสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมือง มิใช่การออกกฎหมายจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่เป็นการยกเลิกสิทธิของการเป็นสมาชิกพรรค จึงกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของบุคคล และเป็นการออกกฎหมาย ที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก

ด้าน “ประชาธิปัตย์” เตรียมยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ภายในสัปดาห์นี้ โดย จะสรุปอีกครั้งว่าจะยื่นในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นการยื่น ของสมาชิกพรรค เพราะได้รับผล กระทบทั้งคู่

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวสร้างความเสียหาย ทำให้มีภาระเกินสมควรแก่เหตุจากกรณีให้สมาชิกพรรคต้องยืนยันความเป็นสมาชิกต่อหัวหน้าพรรคภายใน 30 วัน รวมทั้งมีความแตกต่างระหว่างพรรคเก่ากับพรรคใหม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแจ้งเรื่องราวให้แก่สมาชิกจำนวน 3 ล้านกว่าคน ภายใน 30 วัน ถือเป็นภาระเกินจำเป็นของหัวหน้าพรรคด้วย อีกทั้งการแสดงหลักฐานบังคับใช้แต่กับพรรคการเมืองเก่า แต่สำหรับพรรคการเมืองใหม่ไม่ต้องแสดงหลักฐานใดๆ เลย

แม้การเคลื่อนไหวที่สอดประสานของสองพรรคใหญ่ จะไม่ได้หมายความว่าอนาคตทั้งสองพรรคใหญ่จะสามารถจับมือทางการเมือง อย่างที่หลายฝ่ายเสนอเพื่อสกัดการกลับมาของ คสช.หลังเลือกตั้ง

แต่ท่าทีของทั้งสองพรรคใหญ่ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันรอบนี้ ถือเป็นการประสานกำลังเปิดหน้าชนกับ คสช.โดยตรง หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศตัวเป็นนักการเมือง ในวันที่เสียงเชียร์ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

คสช.จึงกลายเป็นโจทก์ร่วมและ คู่แข่งคนสำคัญของทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย

เมื่อทั้งสองพรรคใหญ่เริ่มเห็นแล้วว่าด้วย สถานะ อำนาจพิเศษ ของ คสช. สร้างความเสียเปรียบให้พรรคการเมืองอย่างมาก ดังจะเห็นว่าเริ่มมีหลายฝ่ายออกมาดักคอไม่ให้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษที่จะทำให้พรรคการเมืองเสียเปรียบ และยัง สุ่มเสี่ยงที่ คสช.จะเข้าข่ายกฎหมายเลือกตั้ง

ทิศทางการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนับจากนี้จึงอาจเห็นภาพการประสานเสียงพาดพิงมายัง คสช. อันจะยิ่งสร้างแรงกดดันและฉุดความเชื่อมั่น คสช.ให้ลดลงเรื่อยๆ

กฎหมายใหม่เข้มรัฐกู้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536136

กฎหมายใหม่เข้มรัฐกู้เงิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. … ในวาระ 2 และวาระ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. …พิจารณาแล้วเสร็จ ทั้งสิ้น 87 มาตรา โดยมีการแก้ไข 8 มาตรา ประกอบด้วย มาตรา 4 11 23 50 53 71 72 และ 75

สำหรับการแก้ไขรายมาตราก่อนสมาชิกเห็นชอบกับร่างทั้งฉบับด้วยคะแนน 158 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง ให้สมควรประกาศร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. … ใช้เป็นกฎหมายต่อไป มีสาระสำคัญคือ การกำหนดคำนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ให้ชัดเจน เพื่อให้ครอบคลุมถึงหน่วยงานของรัฐทุกประเภทที่ต้องปฏิบัติตามวินัยการเงินการคลัง

รวมทั้งความหมายคำว่า “เงินนอกงบประมาณ” ให้หมายถึงเงินทั้งปวงที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือนิติกรรม หรือนิติเหตุ หรือกรณีอื่นใดที่ต้องนำส่งคลัง แต่มีกฎหมายอนุญาตให้สามารถเก็บไว้ใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องนำส่งคลัง และ “หนี้สาธารณะ” ให้หมายถึงหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ กำหนดแนวทางวิธีการสำหรับการดำเนินนโยบายการคลัง

คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็นในมาตรา 53 ที่กำหนดให้รัฐบาลออกกฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อกู้เงินได้ และในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ โดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศโดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน และมาตรา 54 ที่กำหนดให้การเบิกจ่ายเงินกู้ที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะตามมาตรา 53 ให้หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินกู้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกู้อย่างเคร่งครัด และใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และประหยัด

โดยขอให้ตัดออกทั้งสองมาตรา เพราะเห็นว่าทั้งสองมาตราเสมือนเป็นการนำอำนาจของรัฐสภาบางส่วนไปเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารสามารถตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกู้เงินได้นอกเหนือจาก พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยไม่มีหลักเกณฑ์และกรอบเพดานในการกู้เงิน

“ผมไม่ได้คัดค้านการกู้เงินและไม่ได้คัดค้านการจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไม่ว่าของรัฐบาลขั้วใดในอดีต แต่คัดค้านกระบวนการจ่ายเงินออกไปจะต้องผ่านกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ถือว่าการอนุมัติการใช้เงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการควบคุมรัฐบาล ดังนั้น อำนาจในการอนุมัติและควบคุมการจ่ายเงินแผ่นดินของฝ่ายบริหารโดยสภานั้น จึงเป็นอำนาจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ด้าน ศิริพล ยอดเมืองเจริญ ประธาน กมธ.วิสามัญ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการถกเถียงรวมถึงข้อดีข้อเสียกันอย่างกว้างขวาง และกฎหมายฉบับนี้ออกมาควบคุมวินัยการเงิน เมื่อมีการกำหนดกรอบและควบคุม ซึ่งการควบคุมตามมาตรา 53 เป็นการควบคุมที่ต้องเกิดเหตุวิกฤตจริงๆ ถึงจะกู้ได้ เป็นเรื่องที่ต้องตรากฎหมาย และวรรคสองจะบังคับว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง การควบคุมเพดานวินัยการเงิน ถึงไม่บัญญัติชัดเจนไว้ แต่วินัยการเงินคุมไม่เกิน 60% เป็นการบังคับไว้ เมื่อมีการใช้ดำเนินการเกินกว่านั้น ก็มีความผิดทางกฎหมาย

ขณะที่ ธีรัชย์ อัตนวานิชธี กมธ.วิสามัญเสียงข้างมาก กล่าวชี้แจงว่า หลักการตามมาตรา 53 ไม่ใช่เรื่องของการบัญญัติเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารสามารถออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินได้ เนื่องจากอำนาจตรากฎหมายกู้เงินมีการบัญญัติรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วทุกฉบับ รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งในการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 การออก พ.ร.บ.ตามมาตรา 134

อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ตามมาตรา 53 เป็นการกำหนดกรอบวินัยหรือกติกาในการออกกฎหมายพิเศษให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เป็นการควบคุมการใช้อำนาจและการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารในการนำเสนอกฎหมาย โดยพยายามแก้ไขปัญหาจุดอ่อนของการออกกฎหมายกู้เงินในอดีต ทั้งในส่วนของเงื่อนไขและเนื้อหาสาระของร่างกฎหมาย

ส่วนเงื่อนไข กมธ.วิสามัญได้ปรับปรุงร่างในมาตรา 53 ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยได้เพิ่มเติมเหตุการณ์สำคัญและเงื่อนไขในการตรากฎหมายพิเศษทำได้เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศเท่านั้น และเป็นกรณีที่ไม่สามารถใช้จ่ายจากงบประมาณตามกระบวนการปกติได้ ดังนั้น ที่มีข้อกังวลว่ากรณีสามารถใช้กับตัวบทงบประมาณปกติได้ในมาตรา 53 กำหนดเงื่อนไขไม่สามารถทำได้คือ รัฐบาลต้องไปใช้ในงบประมาณปกติก่อน ไม่ใช่ออกกฎหมายพิเศษเลย

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระการออกกฎหมายในมาตรา 53 วรรคสอง ได้กำหนดเงื่อนไขชัดเจนขึ้นว่าจะต้องมีการระบุวัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผนงาน โครงการ วงเงินกู้ และหน่วยงานรับผิดชอบบริหารงานให้ชัดเจน สรุปตัวร่างมาตรา 53 ถือเป็น การกำหนดกรอบวินัยในการดำเนินการ กู้เงินของรัฐบาล ในส่วนนอกเหนือไปจากกฎหมายปกติให้รัดกุมมากขึ้น สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560

จำใจยื่นตีความ ปปช. ดับระเบิดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/535946

จำใจยื่นตีความ ปปช. ดับระเบิดเวลา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

องค์กรอิสระเป็นผลผลิตที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จนถึงเวลานี้ยืนหยัดเป็นเสาหลักหนึ่งให้กับประเทศไทยเป็นเวลา 20 ปีโดยประมาณ

เจตนารมณ์ของการมีองค์กรอิสระเพื่อต้องการสร้างระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลให้แยกออกมาจากกลไกของฝ่ายบริหาร เพื่อเป็นหลักประกันการตรวจสอบความโปร่งใสให้กับสังคม จากเดิมที่หน่วยงานเหล่านี้อยู่ภายใต้ปีกอำนาจของฝ่ายบริหารมาก่อน

ย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เกิดภาวะวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับองค์กรอิสระอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของระบบการได้มาซึ่งบุคคลที่ไปดำรงตำแหน่งต่างๆ รวมไปถึงตัวบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะในอดีตเคยถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้มีความผิดทางอาญาจากกรณีขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง โดยไม่มีอำนาจ แต่ยังดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้โทษจำคุกนั้นรอลงอาญาเอาไว้ก่อน

นานวันเข้า สุดท้ายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตัดสินใจทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลในวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยหนึ่งในเหตุผลของการฉีกรัฐธรรมนูญ คือ ความไม่โปร่งใสในการทำงานขององค์กรอิสระ

มาเวลานี้ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบในอดีตอีกครั้ง หลังจากมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีปัจจัยมาจากท่าทีของ ป.ป.ช.เองเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาสมทบด้วย

กล่าวคือ สนช.เพิ่งลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … โดยเฉพาะการเห็นชอบในมาตรา 178 ว่าด้วยการให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนด ยังสามารถดำรงตำแหน่ง ต่อไปได้

“ให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19

เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ (18) มิให้นำมา ใช้บังคับ” เนื้้อหาในมาตรา 178 ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

การลงมติของ สนช.ในเรื่อง ดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงท้วงติงในทางกฎหมายเป็นอย่างมาก เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติไม่เคยกำหนดให้มีบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระต่อไปได้มาก่อน

โดยเป็นประเด็นถึงขนาดที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งข้อสังเกตฝากไปยัง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ว่า สนช.ควรร่วมกันเข้าชื่อเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและเป็นข้อยุติ

บทบัญญัติของมาตรา 178 จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่ชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ที่เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประวิตร และ “วิทยา อาคมพิทักษ์” อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ได้ต่อไป เพราะได้รับการยกเว้นโดยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

การกำหนดมาตรา 178 ไว้ในลักษณะนี้ ส่งผลให้เกิดแนวความคิดที่ว่าการนำกฎหมายลำดับรองมายกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนั้นเหมาะสมหรือไม่

ลักษณะต้องห้ามดังกล่าวทั้งในเรื่องการเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองหรือกรรมการองค์อิสระมาก่อนเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ประกอบ มาตรา 202 (1) และ (4) ซึ่งมีเนื้อหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ คือ เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระใด เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

ทั้งนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับลำดับชั้นของกฎหมาย ซึ่งตามหลักการแล้วกฎหมายลำดับรองไม่ควรมีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายที่ลำดับสูงสุด แต่เสียงข้างมากของ สนช.กลับอาศัยอำนาจนิติบัญญัติเพื่อบัญญัติกฎหมายให้ แตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เดิมที สนช.จำนวนไม่น้อยค่อนข้างเพิกเฉยกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมองว่าตัวเองเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ย่อมมีอำนาจเด็ดขาดในการพิจารณากฎหมาย แต่เมื่อกระแสกดดันมากขึ้น ประกอบกับมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร เข้ามาพอดี ทำให้ สนช.เกิดอาการกลับลำและดำเนินการรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาขึ้น มาทันที

หากจะมองเหตุผลที่แท้จริงของการกลับลำนั้นส่วนหนึ่งนั้นมาจากกังวลถึงปัญหาแบบในอดีต กล่าวคือ ประวัติศาสตร์ของสภาที่ผ่านมาวุฒิสภาชุดหนึ่งเคยลงมติเลือกกรรมการ ป.ป.ช.จากบัญชีรายชื่อบุคคลที่ไม่ถึงจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ที่ประธานวุฒิสภาในเวลานั้นคาดไม่ถึง

ดังนั้น สนช.จึงมองว่าเพื่อ ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ควรจะหาทางปลดระเบิดเวลาด้วยการพึ่งอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาประธาน สนช.หรือแม้แต่ สนช.ทั้งสภาคงไม่อาจ แบกรับความรับผิดชอบนั้นได้ไหวอย่างแน่นอน n