ไทยนิยมเดิมพันสุดท้าย กู้คะแนนนิยมคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ก.พ. 2561 เวลา 11:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539680

ไทยนิยมเดิมพันสุดท้าย กู้คะแนนนิยมคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“โครงการไทยนิยมยั่งยืน” นับเป็นอีกยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นการทิ้งทวนสร้างผลงานเรียกความเชื่อมั่นในช่วงปลายโรดแมป คสช.กอบกู้คะแนนที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ

ต้องยอมรับว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา “ผลงาน” ของรัฐบาล คสช.ยังไม่โดนใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้าที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้องและราคาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นแรงกดดันที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. ฉุดให้การเดินหน้าบริหารประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายเป็นไปด้วยความยากลำบากกว่าเดิม

แม้ที่ผ่านมารัฐบาล คสช.จะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในพื้นที่หลายรอบหลายโครงการ แต่ทว่าในทางปฏิบัติกลับเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชั่วครั้งชั่วคราว เม็ดเงินดังกล่าวไม่สามารถหมุนเวียนในระบบสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากจะถูกมองว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ใช้แต่วิธีเร่งด่วนที่ไม่มีผลในระยะยาวแล้ว มาตรการทำนองนี้ของรัฐบาล คสช.ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเดินตามรอยนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ทั้งที่ คสช.ต่อต้านและพยายามออกกฎระเบียบ หามาตรการสกัดการใช้งบประมาณแผ่นดินไปในแนวทางนี้ แต่สุดท้ายกลับต้องมาทำเอง

หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดโครงการหมู่บ้านละล้าน หรือประชารัฐ​ ถูกมองว่าเป็นเพราะรัฐบาลไม่อาจหาแนวทางที่ดีกว่านี้ ในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเห็นผลได้รวดเร็วทันใจ

แต่สุดท้ายในทางปฏิบัติพบเห็นปัญหาในหลายพื้นที่และไม่ได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังถูกครหาในหลายประเด็น​โดยเฉพาะการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐ

การพลิกโฉมปลุกปั้น “ไทยนิยมยั่งยืน” จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของรัฐบาล คสช.ทั้งเพื่อไม่ให้ไปซ้ำรอย ทั้งกองทุนหมู่บ้านในอดีต หรือโครงการประชารัฐด้วยจุดขายใหม่

พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่าไทยนิยมไม่ใช่การสร้างกระแสชาตินิยม เหมือนที่บางคนไม่เข้าใจแล้วพยายามบิดเบือน แต่สำหรับสถานการณ์ของประเทศในวันนี้นั้นเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เราต้องการการปฏิรูปที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไทยโดยไม่ทิ้งหลักสากล

“ผมกำลังพูดถึงและไทยนิยมก็ไม่ใช่ประชานิยม เพราะประชานิยมเป็นการให้ในลักษณะที่เหมือนกับยัดเยียดทุกคนได้ไป พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง อะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เหมาะสมกับประชาชน ด้วยการสร้างแนวคิดบริโภคนิยมที่ผ่านมาประชาชนชอบและพอใจ กลายเป็นว่าประชาธิปไตยกินได้เหมือนกับนโยบายของที่ผ่านมา อาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงอาจจะทำเพียงเพื่อต้องการความนิยม หรือต้องการคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

แต่วิเคราะห์แล้ว “ไทยนิยม” ถือเป็นหนึ่งในกลไกการตลาดที่จะสร้างแบรนด์ให้กับผลงานชิ้นโบแดงให้กับรัฐบาล คสช. เพื่อไปใช้ในการชี้แจงหรืออธิบายสังคมถึงความสำเร็จในการดำเนินนโยบายกอบกู้สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ

สอดรับกับสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และกำลังจะเริ่มออกดอกออกผล มองเห็นความสำเร็จผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในช่วงนี้

ล่าสุด กระทรวงการคลังเสนอแผนอัดฉีดงบกลาง 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อ​ปฏิรูปยกระดับประเทศเน้นไปที่เศรษฐกิจระดับฐานราก โดยเม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท จะใช้ใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เช่น การแก้ไขราคายางตกต่ำ  3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบลวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4. นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท

สรุปในภาพรวมแล้ว “ไทยนิยมยั่งยืน” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพียงแต่เป็นการบูรณาการโครงการซึ่งได้รับการจัดสรรงบที่มีอยู่เดิมแล้วมาจัดหมวดหมู่ใหม่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน กล่าวว่า โครงการไทยนิยมยั่งยืนมีส่วนเกี่ยวข้องกับงบเพิ่มเติมปี 2561 เนื่องจากฝ่ายเศรษฐกิจต้องการลงไปสร้างเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ซึ่งจะเน้นไปที่งานภาคการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ตามมาด้วยการท่องเที่ยว โครงการโอท็อป และกองทุนหมู่บ้าน

ไทยนิยมยั่งยืนจึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาล คสช.ที่อยู่ในช่วงขาลงกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ทิศทางการปฏิรูปและปรองดองที่เคยเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คสช.ยังไร้วี่แววความสำเร็จ ​

การเร่งผลงานทางด้านเศรษฐกิจฐานรากจึงเป็นอีกหนทางที่จะผ่อนคลายแรงกดดันที่รุมเร้าเวลานี้ ที่สำคัญหากทำได้ดีย่อมส่งผลถึงคะแนนนิยมในระยะยาว ที่ย่อมเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

ส่วนจะเป็นรูปเป็นร่างได้มากน้อยแค่ไหน ต้องรอติดตามก้าวแรกในวันที่ 9 ก.พ.นี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะนำทีมชี้แจงนโยบายและแนวทางต่อทุกกระทรวง

“บิ๊กป้อม” อยากอยู่ต่อ ต้องรอลุ้น “ปปช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.พ. 2561 เวลา 07:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539477

"บิ๊กป้อม" อยากอยู่ต่อ ต้องรอลุ้น "ปปช."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าเวลานี้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลคงไม่ผิดนัก หลังจากโดนกระหน่ำด้วยกระแสกดดันจากกรณีของการยืมนาฬิกาหรู

นาฬิกาจะมีกี่เรือนในมือบิ๊กป้อมนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ หากได้แจ้งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2557

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแจ้งชัดว่าในรายการบัญชีทรัพย์สินที่ พล.อ.ประวิตร แสดงต่อ ป.ป.ช.ไม่มีนาฬิกาดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความกดดันให้รองนายกฯ ต้องแสดงสปิริตด้วยการรับผิดชอบทางการเมืองก่อนนำไปสู่การรับผิดชอบทางกฎหมาย

ทว่าสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดว่าถ้าอยู่นิ่งๆ ทุกอย่างจะเงียบไป พอเอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งนานวันเริ่มมีการเผยแพร่นาฬิกาหรูที่ พล.อ.ประวิตรมีนั้นไม่ได้มีแค่เรือนเดียว ผนวกกับท่าทีที่ออกมาปกป้องชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ทั้งการบอกว่า “ขอให้ลดราวาศอก” หรือ “เป็นเรื่องส่วนตัว” ยิ่งทำให้เชื้อไฟการเมืองโหมแรงมากขึ้น

เวลาผ่านมานานหลายเดือน เริ่มเกิดกระแสว่า พล.อ.ประวิตร อาจถอดใจและลาออกจากตำแหน่ง ดังจะเห็นได้จากการพูดกับสื่อมวลชนในทำนองว่า “ถ้าประชาชนไม่ต้องการก็พร้อมจะไป” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าทีที่เคยแข็งกร้าวมาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

นับจากนั้น โพลตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างเห็นตรงกันว่า พล.อ.ประวิตร ควรเสียสละออกจากตำแหน่ง แต่มาจนถึงวันนี้สังคมยังไม่ได้เสียงตอบรับจากนายทหารพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์นายนี้ กระทั่งล่าสุดมีการยืนยันออกมาจากกระทรวงกลาโหมว่านายใหญ่แห่งกระทรวงความมั่นคงไม่มีความคิดลาออกจากตำแหน่ง

“ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร ยังมีกำลังใจและสุขภาพแข็งแรงดี มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและมั่นคงที่จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ เป็นแกนหลักในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความปลอดภัยของสังคมต่อไป” การยืนยันจาก พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม

เท่ากับว่า พล.อ.ประวิตร เลือกเดินฝ่ากระแสกดดันต่อไปแม้ว่ากระแสนั้นจะลามไปถึงรัฐบาลทั้งองคาพยพ ดังนั้นการให้ พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งได้มีอยู่ทางเดียว คือ การดำเนินคดีของ ป.ป.ช.

ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ถูกจับตาจากสังคมไม่แพ้กันนับตั้งแต่เกิดเรื่องของ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าประธาน ป.ป.ช.เวลานี้ชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ซึ่งอดีตเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร แต่ ป.ป.ช.ก็สามารถเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง ภายหลัง พล.ต.อ.วัชรพล ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้

เมื่อไม่นานมานี้ ป.ป.ช.ได้แถลงต่อสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าวว่า ภายในเดือน ก.พ.จะมีการสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด

ตามขั้นตอน ณ ขณะนี้ ป.ป.ช.อยู่ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง หาก ป.ป.ช.เห็นว่าเมื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติแล้วและเห็นว่าไม่มีมูล ทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุด แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ป.ป.ช.ต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน พล.อ.ประวิตร ต่อไป

การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในความหมายนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง จะนำมาซึ่งอุณหภูมิการเมืองที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่า ป.ป.ช.เคยวางบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณีของอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมที่เคยยืมรถตู้จากบุคคลอื่น และไม่ได้แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. โดยไม่เพียงแต่ ป.ป.ช.เท่านั้นที่เห็นว่ามีความผิด เพราะศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเป็นที่สุดแล้วว่ามีความผิดเช่นกัน

หาก ป.ป.ช.ตัดสินแตกต่างจากบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาไว้ คงต้องออกแรงตอบสังคมให้เกิดความกระจ่างพอสมควร ไม่ใช่เดินหนีระหว่างการแถลงข่าวเหมือนครั้งที่ผ่านมา มิเช่นนั้นแล้วยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก

ในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ต้องยอมรับว่าไม่มีกรอบเวลาที่กำหนดตายตัวแน่นอน บางคดีก็ทำได้เร็ว บางคดีก็ทำได้ช้า แต่ส่วนใหญ่จะอยู่เกณฑ์ค่าเฉลี่ย 1-2 ปีกว่าคดีนั้นจะถึงมืออัยการสูงสุด

โดยระหว่างการไต่สวน ถ้าว่ากันตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พล.อ.ประวิตร ยังสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ จนกว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลว่า พล.อ.ประวิตร มีความผิดและส่งเรื่องไปให้อัยการสูงสุด

“ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล และข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องตามมาตรา 43 (1) หรือ (2) นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะมีคําพิพากษา แล้วแต่กรณี” บทบัญญัติของกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 55

ดังนั้น อนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร ต้องฝากไว้ที่นิ้วเพชรของ ป.ป.ช. แต่ระหว่างทางก่อนถึงวันที่ ป.ป.ช.ชี้ชะตานั้นยังต้องมีขวากหนามที่ต้องฝ่าอีกมาก และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงหรือไม่ เพราะฝ่ายรัฐบาลเองพยายามสร้างเงื่อนไขขึ้นมา โดยไม่มีความพยายามจะปลดล็อกเพื่อสร้างความปรองดองแต่อย่างใด

รื้อระบบลากตั้งสว. ช่วยคสช.เลือกทายาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 09:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539247

รื้อระบบลากตั้งสว. ช่วยคสช.เลือกทายาท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้ไม่ได้มีเพียงประเด็นอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เท่านั้น เพราะการต่อสู้ทางการเมืองเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งมีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไปเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ตามขั้นตอนต้องส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่าจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายหรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดใน วันที่ 9 ก.พ.

โดยหากดูแนวโน้มและท่าทีของ กรธ.ในเวลานี้ ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ กรธ.จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย ไม่ปล่อยผ่านเหมือนกับร่างกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอิสระเหมือนที่ผ่านมา

“เจตนาของ กรธ.ต้องการให้ สว.เป็นสภาของประชาชนมากกว่าสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวเลข 20 กลุ่มอาชีพ ก็ไม่ได้มาลอยๆ กรธ.นำฐานมาจากการรับฟังความเห็น และยิ่งแบ่งประเภทการสมัคร เท่ากับว่าผู้ที่ลงสมัครในนามองค์กรที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองจากองค์กรนั้นก็ได้ และยิ่งกำหนดให้มาจากอิสระ 100 คน มาจากองค์กร 100 คน อาจทำให้ สว.ไม่ได้เป็นตัวแทนของทุกกลุ่มอาชีพ ดังนั้นประเด็นเหล่านี้อาจ ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ” ท่าทีจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

นับเป็นเรื่องเป็นราวที่น่าสนใจ เพราะย้อนกลับไปเมื่อครั้งการประชุม สนช. วันที่ 26 ม.ค. ปรากฏว่า สนช. ได้แก้ไขประเด็นสำคัญอันเป็นหลักการ ใหญ่ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม จากเดิม 20 กลุ่ม และ2.การเปิดโอกาสให้องค์กรนิติบุคคลเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเป็น สว.ได้ จากเดิมกำหนดให้มีเพียงการสมัครในนามอิสระเท่านั้น

การแก้ไขของ สนช. ส่งผลให้การเข้าสู่ตำแหน่งของ สว.กลับหัวกลับหางมากขึ้น ถึงขนาดที่การประชุมในวันนั้นได้มีสมาชิก สนช.คนหนึ่งพูดว่า “สนช.จะเขียนร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่กลางห้องประชุมอย่างนั้นเหรอ”

แน่นอนว่าการรื้อระบบที่มา สว.เช่นนี้ สนช.หวังผลทางการเมืองเป็นสำคัญ

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ร่างกฎหมาย สว.เข้าสู่ สนช. ในวาระที่ 1 ปรากฏว่าสมาชิก สนช.หลายคนทั้งอดีต สว.และนายทหารต่างเห็นตรงกันว่าต้นร่างของกฎหมายที่ กรธ.เสนอมานั้นเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองส่งคนเข้ามาบล็อกโหวตได้โดยง่าย แม้ในบั้นปลายที่สุดแล้ว คสช.จะเป็นผู้เลือก สว.จำนวน 50 คนก็ตาม แต่หากต้นทางเต็มไปด้วยคนของฝ่ายการเมืองแล้ว ย่อมมีผลให้ คสช.ต้องเลือกบุคคล ที่มีจริตไม่ตรงกับ คสช.เข้ามาเป็น สว. โดยปริยาย

ทางที่ดีจึงต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพราะหากปล่อยไว้จะเป็นปัญหาในอนาคต

อย่างเช่น การให้องค์กรนิติบุคคลสามารถเสนอชื่อได้นั้น เพื่อต้องการ ให้ คสช.สามารถรู้ที่มาที่ไปของคนเหล่านั้นว่ามีหัวนอนปลายเท้าอย่างไร เพราะถ้าปล่อยให้มีแค่การสมัครในอิสระ จะส่งผลให้ คสช.ตัดสินใจเลือกคนมาเป็น สว.ได้ยากมากขึ้น เช่นเดียวกับการให้มีกลุ่มวิชาชีพเพียง 10 กลุ่ม ก็เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ

หากจะบอกว่าสาเหตุใดที่ทำให้ สนช.ต้องลงมือผ่าตัดวุฒิสภาจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความสำคัญของวุฒิสภาในอีก 5 ปี นับจากนี้

รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามี หน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่าได้เดินตามแผนการปฏิรูปประเทศและแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ ซึ่งการที่ฝ่ายบริหารไม่ได้เดินตามแผนที่ คสช.เขียนไว้ย่อมส่งผลให้มีความผิดตามกฎหมายได้

ยิ่งไปกว่านั้นวุฒิสภาจำนวน 250 คน ที่ คสช.เลือกเข้ามาตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญจะเข้ามากุมทิศทางในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย เปรียบเป็นพรรควุฒิสภาที่ไม่ว่าเทเสียงไปทางใดก็จะได้เป็นฝ่ายบริหารและจัดตั้งรัฐบาลทันที

ด้วยเหตุนี้เอง สนช.จึงต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับกติกาในการเลือก สว.เป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย เหมือนกับ “สว.ระบบสรรหา” ในอดีต

วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ถูกฉีกทิ้งไปในปี 2557 บัญญัติให้ สว.มาจากระบบเลือกตั้งและสรรหา อย่างละครึ่ง โดยรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ต้องการ สว.สรรหาปราศจากการเมือง จึงเปิดทางให้องค์กรอิสระ เข้ามาทำหน้าที่คัดเลือกคนมาเป็น สว.

แต่นานวันผ่านไปไม่ต่างอะไรกับขึ้นลำเป็นไม้ไผ่เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา เพราะ สว.สรรหาที่รัฐธรรมนูญต้องการทำหน้าที่ดุจพระอรหันต์ถูกกลืนด้วยอำนาจทางการเมือง จนเป็นที่มาของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มา สว

คสช.และ สนช.เองคงมองว่า ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงจำเป็นต้องให้ คสช.และ สนช.ล้วงลึกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. ทั้งในระดับกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลำดับรอง

สถานการณ์การเมืองในเวลานี้ ที่จากมิตรได้กลายเป็นศัตรู ย่อมทำให้ คสช.เกิดความหวาดระแวงมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่าบุคคลที่ คสช.ให้ความไว้วางใจในฐานะทายาทผู้สืบทอดอำนาจการเมืองจะแว้งกัด คสช.หรือไม่ โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นเดิมพัน

ดังนั้น ทางที่ดี คสช.และ สนช. จึงต้องชิงลงมือตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหาเพื่อนแท้และไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดังที่มีบทเรียนมาให้เห็นแล้ว

“บิ๊กตู่” ไม่เชือด “บิ๊กป้อม” เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 08:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539130

"บิ๊กตู่" ไม่เชือด "บิ๊กป้อม" เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่เดือน ก.พ. เดือนที่สองของปี ยังไม่เห็นทีท่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลจะมีทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสถานการณ์กลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังเป็นจุดอ่อนของทีมรัฐบาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัด

ช่วงขาลงของ พล.อ.ประวิตรนั้นได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการเข้ามาทำหน้าที่รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการแสดงความคิดเห็นในทำนองว่ายังไม่ต้องการให้เกิดการใช้เสรีภาพของประชาชนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อรัฐบาล

ดังจะเห็นได้จากมาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างแรงกดดันไปยังฝ่ายตรงข้าม ภายใต้ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. เรื่องการห้ามการชุมนุมเกิน 5 คนหรือความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในหลายข้อหา

จนมาถึงการถูกเปิดเผยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการไปประชุมต่างประเทศ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่ามีความเหมาะสมและเกินความจำเป็นหรือไม่ ตามมาด้วยการแสดงท่าทีในลักษณะต่อการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมต่อ พล.อ.ประวิตร อย่างรุนแรง ยังดีที่ในกรณีหลังมีการออกมาขอโทษ จึงทำให้น้ำที่เชี่ยวมีความนิ่งขึ้นมาในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าจุดพีกที่สุดในเวลานี้ของ พล.อ.ประวิตร ต้องยกให้กับประเด็น “นาฬิกาหรู”

จุดเริ่มของประเด็นมาจากการยกมือบังแดดของรองนายกฯ ในวันถ่ายรูปหมู่ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพียงแค่รูปนาฬิกาใต้แขนเสื้อเพียงเล็กน้อย ปรากฏว่านำไปสู่การขยายความตามมาไม่เว้นแม้แต่ละวัน

เรื่องนี้จะไม่เป็นประเด็นเลยหากนาฬิกาดังกล่าวอยู่ในรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เมื่อไม่ได้เป็นเช่นนั้น จึงก่อให้เกิดคำถามว่าแบบนี้ พล.อ.ประวิตร จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่

แผลที่ของ พล.อ.ประวิตร ถูกขยายนั้นไม่ได้มาจากการแสดงท่าทีต่อเรื่องดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตร เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากท่าทีของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ “ป.ป.ช.” ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวปกป้องพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ชัดเจน ทั้งการบอกว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว” “ขอให้ลดราวาศอก” ส่วน ป.ป.ช.ซึ่งถูกจับตาอยู่แล้วในฐานะมีประธานชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ”ที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประวิตร มาก่อน ปรากฏว่า ป.ป.ช.พยายามจะเลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการทำงานตรวจสอบในเรื่องนี้

แม้ในเวลาต่อมาประธาน ป.ป.ช.จะขอถอนตัวจากการตรวจสอบคดีนี้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.พยายามใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตกต่ำไปอีก

การพยายามไม่แก้ปัญหาด้วยการกำจัดจุดอ่อนของรัฐบาลออกไป นำมาซึ่งการผลักมิตรไปเป็นศัตรูมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 40 สว. หรือกลุ่มนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวที่เคยต่อต้านฝ่ายการเมืองและสนับสนุน คสช.มาก่อน พอมีเรื่อง พล.อ.ประวิตร แดงออกมา จึงเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จัดการเรื่องนี้ด้วยการปรับ พล.อ.ประวิตร ออกจากรัฐบาลเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในทางการเมือง

แต่มาถึงเวลานี้ยังไม่มีกระแสตอบรับจากผู้นำรัฐบาลแม้แต่น้อย

ล่าสุด มีเพียงการแสดงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่พร้อมจะลงจากตำแหน่ง หากประชาชนไม่ต้องการ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ระหว่างงานเลี้ยงปีใหม่ร่วมกับข้าราชการกระทรวงกลาโหมและผู้สื่อข่าวสายทหาร

“ทหารไม่ได้มีความขัดแย้งกันกับสื่อ และการที่สื่อนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องการที่จะให้เป็นเช่นนั้น ผมไม่ได้มาขอร้อง ว่าจะต้องทำอย่างนั้นหรือทำอย่างนี้ แต่อยากจะบอกสื่อสายทหารว่า ผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงขณะนี้ผ่านมา 50 ปีแล้ว ไม่เคยมีเรื่องอะไรหนักๆ ก็ดูเอาแล้วกันว่าผมได้ทำอะไรที่เสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่

ผมเข้ามาเพราะอยากจะช่วยเหลือบ้านเมือง อยากทำงานในบ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากกับสื่อว่าอยากให้ดูว่าผมทำงานมาตลอด 50 ปีได้ทำอะไรไว้บ้าง” ความในใจจาก พล.อ.ประวิตร

พิจารณาจากคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นการถอดใจเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดเรื่องการออกจากตำแหน่งมาก่อน แต่มาครั้งนี้กลับพูดเรื่องลาออกต่อสื่อมวลชน จึงทำให้เกิดคำถามว่าทหารผู้มากบารมีใน คสช.นายนี้จะถอดใจหรือไม่

ถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ลึกๆ แล้ว พล.อ.ประวิตร ก็น่าจะล้ากับการต่อสู้กับแรงต่อต้านเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วคงไม่เปรยเรื่องการทิ้งเก้าอี้อย่างนั้น แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว การมี พล.อ.ประวิตร ไว้ในรัฐบาลย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

หาก พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไป ย่อมช่วยเกื้อหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มพูนบารมีทางการเมืองได้มากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประวิตร นั้นมากบารมีและคอนเนกชั่นทางการเมืองขนาดไหน เรียกได้ว่า เลือดบูรพาพยัคฆ์ย่อมเข้มข้นกว่าสิ่งอื่นใด

ทว่าการให้ พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไปนานเท่าใด ก็ยิ่งจะเป็นจุดอ่อนให้รัฐบาลกลายเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองมากขึ้นไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และในเวลานี้กระแสต่อต้านจากโลกออนไลน์เริ่มปรากฏมาอยู่ในโลกของความจริงแล้ว

แม้จะเป็นกระแสต้านที่เริ่มจากจุดเล็กๆ พลังยังไม่มากพอที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในเร็ววันนี้ แต่มองย้อนกลับไปในอดีต จุดจบของรัฐบาลก็ต่างมาจากสิ่งที่เรียกว่าจุดเล็กๆแทบทั้งสิ้น

รื้อกม.ครั้งใหญ่ ฟื้นธุรกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/538830

รื้อกม.ครั้งใหญ่ ฟื้นธุรกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน (คปก.) จัดโครงการ “Thai Law Reform II : มุมมองสื่อมวลชนต่อการปฏิรูปกฎหมาย” เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปกฎหมายของประเทศ ณ ห้องหลานหลวง โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส ถนนหลานหลวง

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน คปก. และประธานกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมาย อธิบายภาพรวมของแผนปฏิรูปประเทศและร่างกฎหมายที่สำคัญตามแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อการปฏิรูปกฎหมายรองรับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ : ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนา ยกตัวอย่างร่างกฎหมายที่สำคัญ อาทิ การทำเรกูเลเตอร์ กิโยติน (Regulatory Guillotine) คือการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ

การปฏิรูปกฎหมายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างความเป็นธรรม : ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยยกร่างกฎหมายปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินธุรกิจของประชาชน ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งที่ 1/2560

“เราจะดำเนินการปฏิรูปกฎหมาย 2 ทาง ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาแล้ว 12 ฉบับ ฉบับที่ 1-7 ทำให้ไทยพัฒนาเป็นโลกาภิวัตน์ถือว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจ แต่วันนี้ความสำเร็จเริ่มลดลง เป็นขาลง ดังนั้น ยุทธศาสตร์แรกที่เรียกว่ายุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนาก็ต้อง ส่งเสริมให้แข่งขันกับโลกข้างนอกได้ แต่อีกด้านหนึ่งเราพบว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ

โดยไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากรัสเซียและอินเดีย ถ้าเราไม่แก้ ไปไม่ได้ และแก้ด้วยปากไม่ได้ ต้องแก้ด้วยกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังจัดสรรผลประโยชน์ แบบเดิม ไม่มีทางแก้เหลื่อมล้ำได้ ซึ่งคณะกรรมการทั้งสองคณะจะใช้หลักทวิยุทธศาสตร์ หรือยุทธศาสตร์ 2 ทาง เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระดับโลกและอุ้มชูคนที่ไปแข่งขันไม่ได้”

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพหรือการดำเนินธุรกิจของประชาชน กล่าวว่า ในต่างประเทศจะใช้วิธีการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดปัญหาและอุปสรรคต่อประชาชน โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เพราะบางฉบับใช้มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หรือเปรียบได้กับยาหมดอายุ ดังนั้น ต้องดำเนินการ 5 ส สะสางกฎหมายที่เป็นปัญหาต่อประชาชน

อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศ ซึ่งคณะอนุกรรมการจะดำเนินการแก้ไข 2 ระยะ ในระยะแรก แก้ไขกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของประชาชน โดยใช้อันดับ Ease of Doing Business จัดทำโดยธนาคารโลก (The World Bank) เป็นตัวชี้วัด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อันดับของประเทศไทยขยับขึ้นสู่ 15 อันดับแรกของโลกในการจัดอันดับปี 2562

ระยะที่ 2 ทบทวนกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนและภาคธุรกิจจะต้องขออนุญาตจากรัฐก่อนจะประกอบธุรกิจหรืออาชีพใดๆ โดยคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการฯ จะทบทวนใบอนุญาตที่มีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน และที่ตรงกับยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 1,500 ฉบับ จากทั้งหมด 6,000 ฉบับ โดยมี เป้าหมายยกเลิกไม่อนุญาตที่ไม่จำเป็น ไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์ หรือไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจให้มากที่สุด และลดความยุ่งยากในการขออนุญาตสำหรับใบอนุญาตที่จะใช้บังคับต่อไป

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามกฎหมายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า ได้ทำร่างกฎหมายหลักๆ 3 เรื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกฎหมายขายฝาก เพราะ 40 ปีที่ผ่านมามีชาวนาต้องสูญเสียที่ดินถูกต้องตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงจัดทำร่างกฎหมายขึ้นใหม่และจะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน เม.ย. หรือเร็วที่สุดเดือน มี.ค. เพราะกฎหมายดังกล่าวอยู่ผิดที่

“สรุปได้ว่าจากการประชุมหลายครั้ง เรื่องนี้ควรยกเลิก การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ แต่สิ่งที่กลัวจาก การรับฟังความเห็น ประชาชนมองว่าถ้าเลิกและต้องการเงินกะทันหันจะ ทำอย่างไร ดังนั้น จะปรับปรุงกฎหมาย นี้ 3 ทาง และต้องมีมาตรการให้ประชาชนมีโอกาสได้เงินทันทีเร่งด่วน โดยไม่ เสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดิน รวมถึง ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปใหญ่ในรอบหลายสิบปี” คำนูณ กล่าว

ม็อบต้านแรงไม่พอ รอกระแสก่อนพุ่งชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 12:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/538666

ม็อบต้านแรงไม่พอ รอกระแสก่อนพุ่งชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้ หากจะบอกว่าเป็นช่วงเวลาขาลงของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงจะไม่ผิดเท่าใดนัก โดยต้องยอมรับว่าสาเหตุของขาลงนั้นล้วนมาจากฝีมือของรัฐบาลเองแทบทั้งสิ้น

1.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ ไม่เข้าตา ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งก็มีการปรับรัฐมนตรีในส่วนการบริหารราชการเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานยังไม่ค่อยสร้างความประทับใจให้กับสังคมเท่าใดนัก

ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากแต่ละสำนักต่างมีผลลัพธ์ตรงกันว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ” เป็นข้อเรียกร้องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขเป็นการด่วน

2.การพยายามจะสืบทอดอำนาจ เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ เคยแสดงเจตนาชัดแจ้งแล้วว่าไม่ต้องการกลับมาเป็นนายกฯ อีก แต่เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทยอยเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรากฏว่าท่าทีของผู้มีอำนาจก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองในลักษณะของการชี้นำทำนองว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจจะยังไม่มีความเหมาะสม เพราะยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เรื่องมาแดงตรงที่ สนช.แก้ไขให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด เวลา 90 วันนับแต่วันที่ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา

จึงเป็นผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วันทันที ซึ่งต่างอ้างว่าที่ต้องแก้ไขแบบนั้นเพราะต้องการให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

การแก้ไขกฎหมายที่มีผลกระทบต่อโรดแมปเลือกตั้ง ประจวบเหมาะกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งออกมาระบุว่า ไม่เคยสัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยิ่งเป็นผลให้หลายฝ่ายมองว่า คสช.กำลังหาทางให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ ต่อไปให้นานที่สุด เพื่อสร้างความ ได้เปรียบทางการเมืองจนกว่าตัวเองจะพร้อมลงเลือกตั้งเพื่อกลับเข้าสู่อำนาจ

3.ความไม่โปร่งใส ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ตกเป็นเป้าใหญ่ในทางการเมือง ภายหลังสลัดปมนาฬิกาหรูไม่พ้นตัวเท่าใดนัก

แม้ พล.อ.ประวิตร จะชี้แจงว่ายืมเพื่อนมาใส่ ไม่ได้เป็นของตัวเอง แต่การชี้แจงดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะเกิดประเด็นทางกฎหมายให้หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ว่าการยืมทรัพย์สินมาครอบครอง เป็นภาระของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่

ยิ่งนานวันเข้า จึงนำมาซึ่งกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ให้สมกับที่รัฐบาลเคยประกาศจะเป็นรัฐบาลที่มีมาตรฐานความโปร่งใสสูงกว่ารัฐบาลของนักการเมือง แต่จนถึงวันนี้ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่ได้นำพาแต่อย่างใด

จากปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดจึงมีส่วนช่วยให้เวลานี้เริ่มเกิดการรวมตัวต่อต้าน คสช.อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

แรงต้านเริ่มปรากฏให้เห็นผ่านการชุมนุมของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย กลางที่สี่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา นำโดย รังสิมันต์ โรม สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เพียงแค่กลุ่มนี้เท่านั้นที่มีการเคลื่อนไหว เพราะ นักวิชาการจากค่ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เริ่มออกอาการไม่พอใจ คสช.เช่นกัน ภายหลังเข้าชื่อไปยัง คสช.เรียกร้องให้พิจารณาทบทวนการดำเนินคดีกับผู้จัดกิจกรรม เพราะการ กระทำของ คสช.เช่นนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างชัดเจน

“ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมปกลับสู่สภาวะปกติ คสช.จึงควรเปิดกว้างมากขึ้น และให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายและภายใต้รัฐธรรมนูญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของพลเมือง” ส่วนหนึ่งจากข้อเรียกร้องของนักวิชาการธรรมศาสตร์

แต่ถึงกระนั้น ต้องยอมรับว่าแรงต้านที่ออกมาในเวลานี้จะมีแรงยืนระยะต่อสู้กับ คสช.ไปได้นานเท่าใด โดยเฉพาะกับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ประกาศว่าจะรบกับ คสช.อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นคำถามของเรื่อง คือ กระแสสังคมจะเห็นด้วยกับการต่อสู้บนท้องถนนเพื่อขับไล่ คสช. หรือไม่

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีมานี้ ประเทศไทยต้องตกอยู่ในบรรยากาศของการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง แต่ละครั้งนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และตัวเลขทางเศรษฐกิจ เรียกได้ว่าประเทศไทยน่วมไปทั้งตัวกับการก่อม็อบในช่วงทศวรรษนี้

ดังนั้น กระแสของม็อบที่เกิดขึ้นในเวลานี้อาจเป็นเพียงแค่ลมวูบใหญ่ๆ เพียงไม่กี่วูบ และจากนั้นก็จะหายไป เพราะกระแสสังคมส่วนใหญ่อาจยัง ไม่พร้อมรับสภาพของการมีม็อบเหมือน ในอดีต

แต่ถึงที่สุดแล้ว ม็อบในครั้งนี้อาจไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ ทว่าจะเป็นการจุดไฟครั้งสำคัญที่เตือนคนในรัฐบาลว่าจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้อีกแล้ว เพราะถึงเวลานั้นบทเรียนเดือน ต.ค. หรือเดือน พ.ค.อาจกลับมาให้เห็นได้ ในยุค 4.0 n

ปฏิรูปการเมือง 5 ปี สร้างคนร่วมพัฒนาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/538663

ปฏิรูปการเมือง 5 ปี สร้างคนร่วมพัฒนาชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเป็นที่เรียบร้อย ก่อนเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง แม้อาจจะยืดระยะเวลาออกไปจากเดิมแบบอึดใจลึกๆ ทว่าประเด็นการปฏิรูปยังคงต้องติดตามในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

โดยเฉพาะร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตามที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวจัดทำขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ 2560 เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดองในสังคมไทย

ทั้งนี้ เมื่อส่องสาระสำคัญในร่างโดยเฉพาะในส่วนที่ 2 เรื่องและประเด็นการปฏิรูป ประกอบด้วย 1.การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ซึ่งมีเป้าหมาย 7 ประการ อาทิ 1) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ มีความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติที่ดีและถูกต้องในทางการเมือง และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าด้วยทางใด

3) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และมีสำนึกความเป็นพลเมือง 4) ให้สื่อมวลชนมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และความเป็นพสกนิกร 5) เสริมสร้างให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและมีความเข้มแข็งในทางการเมือง

มีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปได้เสนอแก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. … เพื่อรองรับการดำเนินการ

เนื่องด้วยสภาพปัญหาทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยที่มีความขัดแย้งกันทางการเมืองจนเกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้ง และเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้วนเวียนมาอย่างยาวนาน ซึ่งสภาพปัญหาต่างๆ ดังกล่าวได้นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลกระทบ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

2.กลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการรู้รักสามัคคีของสังคมไทย เป้าหมาย 1) ให้คนในชาติมีความรู้รักสามัคคี 2) ให้มีกลไกและมาตรการป้องกันการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและส่งเสริมความปรองดองและสมานฉันท์ ระยะเวลาในการดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ

3.การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม เป้าหมาย 1) ให้มีการ กระจายอำนาจและการพัฒนานักการเมืองท้องถิ่น 2) ให้มีการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในท้องถิ่น 3) ให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารท้องถิ่น และ 4) ให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรใน ท้องถิ่น กรอบระยะเวลาในการดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ

4.การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยมี เป้าหมาย 1) ให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม 2) ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด 3) ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการ เลือกตั้งเพื่อให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม 4) ให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง และเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

5) ให้ได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ

5.การสร้างรัฐธรรมาธิปไตย โดยธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นคุณธรรมหรือคุณสมบัติในตัวคนที่ถือธรรมเป็นใหญ่ ทำงานโดยมีเจตนาที่จะยึดแนวทางที่ดีเป็นเกณฑ์ ไม่เห็นแก่ตนเองว่าจะเสียประโยชน์หรือไม่ ธรรมาธิปไตยเป็นเกณฑ์การตัดสินใจที่ดีไม่ว่าจะปกครองในระบอบไหน

โดยมีเป้าหมาย 1) ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล 2) ให้เกิดการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3) ส่งเสริมและพัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ ศรัทธา และยอมรับของประชาชน โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี สมควรให้มีการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสำนึกความเป็นพลเมือง มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ การจัดทำบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การตัดสินใจทางการเมือง และกิจกรรมทางการเมือง

นอกจากนี้ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยอิสระ ปราศจากการครอบงำไม่ว่าด้วยทางใด ตลอดจนเสริมสร้างให้ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรับ ผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ตามหลักการของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 และมาตรา 258 ก. เพื่อพัฒนาคนในชาติให้มีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สกัดชุมนุมเติมเชื้อปั่นป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 09:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/538466

สกัดชุมนุมเติมเชื้อปั่นป่วน

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เรียกได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนกวนใจ คสช.

ล่าสุดกิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.” เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน ​นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูก “ตัดไฟแต่ต้นลม”

ไม่แปลกที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. จะรีบเข้าแจ้งความ หลังได้รับมอบอำนาจจาก คสช.ให้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับนักศึกษาและนักกิจกรรมที่จัดกิจกรรม

รวมทั้งหมด 7 คน ได้แก่ 1.รังสิมันต์ โรม 2.สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3.ณัฏฐา มหัทธนา 4.อานนท์ นำภา 5.เอกชัย หงส์กังวาน 6.สุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ 7.เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

ด้วยข้อหา  1.ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป และ 2.กระทำการยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ขณะนี้ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้ส่งหมายเรียกไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 คนแล้ว เพื่อให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 ก.พ.นี้

เมื่อกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการ “หยั่งกระแส” เช็กทิศทางการเคลื่อนไหวว่าจะจุดกระแสติดหรือไม่ พร้อมวัดพลังความเหนียวแน่น ด้วยการนัดรวมตัวกันอีกครั้งวันที่ 10 ก.พ.ที่ถนนราชดำเนิน

ในมุม คสช.​ย่อมมองว่าหากปล่อยให้ดำเนินกิจกรรมลักษณะนี้ต่อไป โดยไม่ทำอะไร ย่อมเกิดการชุมนุมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และหาก “ติดลม” ได้รับแรงสนับสนุน ย่อมขยายวงบานปลายจนยากจะเข้าไปควบคุม

การงัดไม้แข็งตัดสินใจ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ย่อมทำให้คนที่จะก้าวออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดกิจกรรมรอบต่อไป ต้องคิดหนักกับผลที่จะต้องตามมา อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ที่สำคัญแกนนำหลายคนล้วนแต่มีแผล อาทิ จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เคยถูกศาลจังหวัดขอนแก่นตัดสินจำคุก 6 เดือน คดีละเมิดอำนาจศาล จากการแสดงออกทางสัญลักษณ์และจัดกิจกรรมทางการเมือง แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก

การฝ่าฝืนเงื่อนไขครั้งนี้อาจทำให้จ่านิวต้องกลับไปรับโทษจำคุกที่รอลงอาญาไว้ นั่นย่อมทำให้หลายคนที่มีบาดแผลไม่กล้าเข้ามาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวในวันที่ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ รวมทั้งยังมีคำสั่ง  คสช.ที่สกัดห้ามการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองที่ใช้มานานร่วม 4 ปี ​

ทว่าในสถานการณ์และบรรยากาศการเมืองขณะนี้ แตกต่างจากช่วงหลังรัฐประหารที่สังคมกำลังคาดหวังว่าจะเป็นโอกาสให้บ้านเมืองได้เดินหน้าไปสู่เส้นทางของการปฏิรูป และปรองดอง อย่างที่ คสช.​ประกาศ

การให้โอกาส คสช.มานานกว่า 3 ปี แต่ยังไม่เห็นทิศทางที่จะนำพาประเทศออกจากวังวนปัญหาได้ มีแต่สัญญาณการขยับเลื่อนเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการยื้ออยู่ในอำนาจ

การใช้อำนาจเข้าไปสกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนซึ่งเป็นไปอย่างสันติ จึงอาจกลายเป็น“บูเมอแรง” สร้างแรงกดดันย้อนกลับมายัง คสช.อย่างคาดไม่ถึง

ประการแรก ประเด็นการเคลื่อนไหวครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในปีนี้ตามกรอบเวลาที่รัฐบาลเคยประกาศไว้แต่แรก ซึ่งมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอจะออกมาเคลื่อนไหว

ในสายตาต่างชาติ การออกมาเรียกร้องให้ คสช.​จัดการเลือกตั้ง ตามที่เคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมต่อนานาชาติไปแล้วนั้น ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอ และยังสอดรับไปกับท่าทีของทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง​ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้เดิม

ประการที่สอง การเคลื่อนไหวเป็นการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่รับรองตามรัฐธรรมนูญ แม้จะไปกระทบกับคำสั่ง คสช. แต่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ ในฐานะประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งเขียนรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

การที่ คสช.ใช้อำนาจเข้าไปสกัดการเคลื่อนไหว ในสถานการณ์ที่ไม่พบสัญญาณความรุนแรง หรือมีการกระทำใดๆ ที่จะไปกระทบกับความมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และเกินกว่าเหตุ

ยิ่งในวันที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช.​ปลดล็อกคำสั่งเพื่อเปิดทางให้กลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวได้ รองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การมาบังคับใช้คำสั่งนี้เพื่อสกัดกลุ่มที่เรียกร้องการเลือกตั้งจึงไม่เป็นผลดีต่อ คสช.

ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวของนักวิชาการเครือข่าย People Go network จัดกิจกรรม “We Walk เดินมิตรภาพ” จากกรุงเทพฯ-ขอนแก่น ที่ต้องการสะท้อนสภาพปัญหา และเสนอทางแก้ ในแง่มุมของประชาชนนักวิชาการ ที่ไม่อาจส่งเสียงไปถึงผู้มีอำนาจได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

​การตอบกลับด้วยการแจ้งความดำเนินคดีกับ 8 แกนนำและเครือข่ายประชาชน ย่อมอาจทำให้เรื่องนี้บานปลาย โดยเฉพาะภายหลัง 26 นักวิชาการได้ออกมาเรียกร้องให้หยุดขัดขวางการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพ

การที่ คสช.เลือกตัดไฟแต่ต้นลมจึงอาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่บานปลายกลายเป็นความปั่นป่วนในอนาคต

ล้มกฎหมาย “สว.” เกมไม่ลับเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 09:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/538193

ล้มกฎหมาย "สว." เกมไม่ลับเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้กำลังเกิดคำถามผุดขึ้นมาเต็มไปหมดว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ แม้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะผ่านความเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ทั้งกฎหมายเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. พรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตาม

ปัจจัยแรกนั้นมาจากเงื่อนไขที่ สนช.ได้แก้ไขจากหน้ามือที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)กำหนดไว้ไปเป็นหลังมือตามความปรารถนาของ สนช. ผ่านการกำหนดให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วันนับตั้งแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษา

การกำหนดเช่นนี้มีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วัน จากเดิมที่จะเริ่มนับถอยหลัง 150 วันสู่วันเลือกตั้งทันทีที่กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับ แต่กลับติดล็อกตรงที่การจะได้นับถอยสู่วันเลือกตั้งได้ก็ต่อเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วันตามที่ สนช.ได้แก้ไขก่อนเท่านั้น

สนช.พยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อรองรับว่าการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปอีก 90 วันเพื่อให้สอดรับกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไรนัก เพราะส่วนใหญ่มองว่าต้นเหตุมาจาก คสช.เองที่ไม่ยอมปล่อยให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ทั้งๆ ที่กฎหมายพรรคการเมืองจะมีผลใช้บังคับแล้ว

ปัจจัยต่อมาเกิดจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ออกมาระบุว่าไม่เคยให้สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา

“ผมไม่ได้สัญญา ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และเป็นไปตามโรดแมป ผมสัญญาเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ยังมีปัญหาที่คนบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามจะให้ทุกอย่างกลับมาเป็นแบบเก่า ให้เลือกเอาแล้วกันว่าจะเอาแบบผม หรือจะให้กลับมาที่เดิม”

เป็นการเล่นกับกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พยายามต้องการชี้นำให้สังคมเห็นว่าจะเลือกเอาประชาธิปไตยแบบนักการเมืองที่ไม่มีความสงบแบบในอดีต หรือจะให้ตนเองอยู่ต่อไปอีกสักระยะแต่ต้องแลกกับไม่มีประชาธิปไตยเต็มใบ

ยิ่งนานวันแต่ละฝ่ายเริ่มเปิดไพ่ออกมาให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองยังไม่ต้องการปล่อยให้ประเทศมีประชาธิปไตยเต็มใบผ่านการเลือกตั้ง โดยอาศัยกลไกทางกฎหมายและกลไกทางการเมืองเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ถึงกระนั้น ไพ่ในมือของผู้มีอำนาจไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่ยังมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เป็นไพ่เด็ดที่สำคัญอีกหนึ่งใบด้วย

สาเหตุที่ทำให้เริ่มมีการวิเคราะห์ว่ากฎหมายการได้มาซึ่ง สว.จะเป็นทีเด็ดเพื่อใช้การเลือกตั้งนั้น เป็นเพราะท่าทีของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ซึ่งแสดงออกมาให้เห็นเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ว่ามีความกังวลว่ากฎหมายดังกล่าวอาจจะไม่ผ่านสภาเช่นกัน

“ผมก็กลัว ถึงบอกว่าให้กรรมา ธิการฯ กับ กรธ.ไปคุยกันดีๆ แต่เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร ความจริงเขาต้องคุยกันให้เคลียร์”

ตามขั้นตอน แม้ร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.จะผ่านความเห็นชอบของ สนช.แล้ว แต่ต้องมีการรอ กรธ.และ กกต.ก่อนว่าจะมีใครเสนอให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายระหว่าง กกต.-กรธ.-สนช.หรือไม่ หาก กกต.หรือ กรธ.ไม่ติดใจ ทุกอย่างก็จบ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นจะต้องดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย และพิจารณาเนื้อหาร่างกฎหมาย สว.ที่เป็นประเด็นปัญหาก่อนส่งกลับมาให้ สนช.ลงมติอีกครั้ง

การลงมติของ สนช.ในชั้นนี้มีความสำคัญมาก เพราะถ้า สนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก สนช.เท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 166 คะแนนจากสมาชิก สนช.ที่มีอยู่ 249 คน จะมีผลให้ร่างกฎหมาย สว.ดังกล่าวตกไปทันที

ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ สนช.จะคว่ำกฎหมายดังกล่าว ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน เนื่องจากย้อนกลับไปการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาพบว่าสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยอภิปรายไม่ค่อยพอใจกับภาพรวมของร่างกฎหมาย สว.เท่าใดนัก จนต้องมีการแก้ไขกลุ่มอาชีพของผู้สมัครจาก 15 กลุ่มมาเป็น 10 กลุ่ม

โดยส่วนใหญ่มองว่าวิธีการเลือก สว.ยังไม่สามารถบล็อกโหวตและการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองได้ ซึ่งจะส่งผลให้ คสช.ที่มีหน้าที่ต้องเลือก สว.จำนวน 50 คนจากกลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกจากระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศ 200 คน ไม่ได้บุคคลที่มีคุณภาพมากตามที่ต้องการ

บรรดาสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยพยายามแสดงออกผ่านเวทีของสภาว่าหากปล่อยไปแบบนี้อาจทำให้ในอนาคตประเทศจะมี สว.ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งด้วย

ด้วยเหตุนี้อาจนำมาซึ่งปรากฏการณ์เสียงข้างมากชนิดพิเศษ เพื่อคว่ำกฎหมายเลือกตั้ง สว.ภายหลังผ่านขั้นตอนของคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย

ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นจริงเท่ากับว่าการยกร่างกฎหมาย สว.ต้องกลับไปเริ่มใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาตายตัวแน่นอน อันจะมีผลต่อการเลือกตั้งที่ต้องถูกเลื่อนออกไปจนกว่ากฎหมาย สว.จะเป็นที่น่าพอใจของผู้มีอำนาจ

ดังนั้น การใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งนั้นอาจเป็นเพียงแค่บันไดขั้นแรกเท่านั้น เพราะบันไดขั้นสำคัญที่จะไปสู่การเลื่อนเลือกตั้งที่แท้จริงอยู่ที่การฉีกกฎหมาย สว.นั่นเอง

โค้งสุดท้าย คสช. แนวร่วมหาย แนวต้านโผล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 08:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/537976

โค้งสุดท้าย คสช. แนวร่วมหาย แนวต้านโผล่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางการเลือกตั้งที่มีอันต้องขยับออกไปอย่างน้อย 90 วัน จากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในชั้นสภานิติบัญญัติ (สนช.) สร้างแรงกระเพื่อมต่อเสถียรภาพคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างมาก

เริ่มตั้งแต่แรงกดดันจากนอกประเทศเมื่อทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ออกมาประกาศจุดยืนสนับสนุนให้รัฐบาล คสช.เดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปเดิมในเดือน พ.ย. 2561

“เรายังรอให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การบริหารงานโดยรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยผ่านทางการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จิลเลียน บอนนาร์โดซ์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย กล่าว

การออกมาขยับของกลุ่มชาติมหาอำนาจย่อมทำให้รัฐบาล คสช.ต้องระมัดระวังก้าวย่างต่อจากนี้มิให้สายสัมพันธ์ที่เริ่มดีขึ้นต้องสะดุดอีกรอบ อันอาจพันไปถึงความเชื่อมั่นในสายตานักธุรกิจ นักลงทุน ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวม

การเลื่อนเลือกตั้งออกไปจากกรอบเวลาเดิม ทำให้ข้อครหาเรื่องการยื้ออยู่ในอำนาจกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ที่สำคัญนี่กลายเป็นชนวนให้ “แนวร่วม” ที่เคยสนับสนุน คสช.เริ่มตีตัวถอยห่างออกมา ขณะที่บางกลุ่มเริ่มเปิดหน้าออกมาถล่ม คสช. เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

ยังไม่รวมกับกลุ่มที่ผิดหวังจากผลงานการบริหารงานของ คสช.ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเป้าหมายที่เคยประกาศไว้ทั้งเรื่องปฏิรูป และปรองดอง ยังดูเลื่อนลอยห่างไกลจากเป้าหมาย

ในวันที่กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มคนรากหญ้า กลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกละเลย หลายครั้งที่กลุ่มคนเหล่านี้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.แก้ปัญหา นอกจาก คสช.จะไม่รับฟังเสียงของชาวบ้านแล้วยังมีการปิดกั้นไม่ให้เข้าถึง และสกัดการเคลื่อนไหวจนเกิดการกระทบกระทั่งในหลายกรณี

กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มประชาชน ประชาชนผู้เสียหายจากนโยบายของรัฐบาล และออกมาเรียกร้องสิทธิหรือจัดกิจกรรมทางวิชาการกลับโดนปิดกั้น ทำให้กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ถูกผลักไปยืนอยู่คนละฝั่งกับ คสช.

ส่งผลให้ “แนวต้าน” คสช.เริ่มขยายวงมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาถูกสกัดไว้ด้วยอำนาจพิเศษ จนยากจะขยับตัว แต่ปัจจุบันช่องทางการแสดงออกเริ่มเปิดกว้างขึ้นกว่าในอดีต

ล่าสุด เครือข่ายประชาชนและ นักวิชาการ พีเพิ้ล โก เน็ตเวิร์ก ซึ่งจัดกิจกรรม “วีวอล์ก เดินมิตรภาพ” ที่เดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ไปยัง จ.ขอนแก่น และถูกเจ้าหน้าที่สกัดในช่วงแรก ปัจจุบันศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้ตำรวจขัดขวางการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายฯ พร้อมอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ร่วมชุมนุม

ส่องดูแต่ละกลุ่มที่ออกมาร่วมกิจกรรมทั้งตัวแทนจากกลุ่มสลัม 4 ภาค กลุ่มรักษ์บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มขบวนการประชาชน เพื่อสังคมที่เป็นธรรม กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) และกลุ่มเหมืองทอง จ.เลย หลายคนเคยเป็นกลุ่มที่ถูกละเลยในช่วง ที่ผ่านมา

สำหรับที่ผ่านมา การแยกกันเคลื่อนไหวอาจไม่มีพลังเพียงพอ และยากจะต้านทานการปิดกั้นของฝ่ายรัฐ แต่เมื่อกลุ่มต่างๆ รวมพลังกันนั่นย่อมทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีพลัง และถูกจับตาจากสังคมมากกว่าเดิม

ยิ่งล่าสุดกลุ่มนักวิชาการ 26 คน ออกโรงยื่นรายชื่อพร้อมหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้พิจารณาทบทวนการดำเนินคดีกับ ผู้จัดกิจกรรม “เดินมิตรภาพ” ซึ่งมี เป้าหมายเพื่อรณรงค์เรื่องหลักประกันสุขภาพ ทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

แรงกระเพื่อมที่เคยสะกดไว้ทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมา จึงตั้งเค้าจะปะทุในไม่ช้านี้

เมื่อรวมกับปมสำคัญอย่างการเลื่อนเลือกตั้งยิ่งทำให้แนวต้านเปิดหน้าออกมาแสดงตัวกันมากขึ้น และหาก คสช.ยังตั้งรับด้วยวิธีการเดิมๆ ทั้งปิดกั้น หรือใช้ความรุนแรง นี่อาจลุกลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

ล่าสุด การนัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช. ที่บริเวณลานสกายวอล์ก เขตปทุมวัน ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมาถือเป็นการหยั่งเชิงชิมลางการเคลื่อนไหวต่อไป

เมื่อ รังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) กล่าวว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการ “คิกออฟ” พร้อมนัดหมายรอบใหม่ วันที่ 10 ก.พ.

ในวันที่สถานการณ์เริ่มสุกงอม ทั้งบรรยากาศการเมือง และคะแนนนิยม ความเชื่อมั่น คสช.กำลังลดลงเรื่อยๆ การต้องมาเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานใหม่ๆ อย่างการอุ้ม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่กำลังถูกตรวจสอบปมนาฬิกาหรูกว่า 20 เรือน ฉุดให้เส้นทางการประกาศสงครามคอร์รัปชั่นและทุจริตของรัฐบาล คสช.ที่อุตส่าห์ทำไว้ต้องเสียหายรุนแรง

ก้าวย่างนับจากนี้ของ คสช.ไปจนถึงการเลือกตั้งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงล้วนเปราะบางและสุ่มเสี่ยง