“ล้มกระดานกกต.” แผนจัดแถวองค์กรอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 07:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/541926

"ล้มกระดานกกต." แผนจัดแถวองค์กรอิสระ

“การปฏิรูปประเทศ-ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเรื่องสำคัญที่ คสช.อยากสานต่อให้จบ แต่เหนืออื่นใด คสช.ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจะไม่มีหอกข้างแคร่มาคอยทิ่มแทง

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นประเด็นใหญ่ในทางการเมืองพอสมควร สำหรับการลงมติไม่เห็นชอบกับบุคคลที่ผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 7 คน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

รายละเอียดของการลงมติของ สนช.มีดังนี้

1.ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 156 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 27 คะแนน

2.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 175 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 10 คะแนน

3.ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 168 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 16 คะแนน

4.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 149 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 30 คะแนน

5.ประชา เตรัตน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 125 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 57 คะแนน

6.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่ได้รับความเห็นชอบ 128 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 46 คะแนน

7.ปกรณ์ มหรรณพ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 130 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 41 คะแนน

จากคะแนนที่ปรากฏออกมานั้นนับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะกับกรณีของ “ฉัตรไชย-ปกรณ์” ซึ่งเป็นผู้ผ่านการสรรหามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะมีไม่บ่อยครั้งที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะลงมติหักกับฝ่ายตุลาการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สนช.เคยข้องใจถึงกระบวนการลงมติเลือกว่าที่ กกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามาก่อนแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ถึงขนาดที่ต้องส่งหนังสือไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ยืนยัน โดยศาลฎีกายืนยันกลับมาว่ากระบวนการทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว

ตรงนี้เองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ สนช.ไม่มั่นใจนักหากจะลงมติเพื่อรับรองว่าที่ กกต.จากศาลฎีกา เพราะ สนช.ทั้งสภาคงรับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ หากเกิดอุบัติเหตุทางกฎหมายขึ้นมา จึงเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อนแทน

ส่วนกรณีของ 5 คนที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหานั้นก็มีความเคลื่อนไหวปรากฏออกมาตลอดว่าสนช.หลายคนไม่ค่อยปลื้มเท่าไรนัก อีกทั้งเคยมีการพยายามเสนอให้คณะกรรมการสรรหาใช้ช่องทางตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ที่ให้คณะกรรมการสรรหาเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติครบเข้ามาสมัคร กกต. นอกเหนือไปจากการรับสมัครตามขั้นตอนปกติ

ทว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ได้ใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะเห็นว่ามีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนดเพียงพอแล้ว และคาดว่า สนช.น่าจะเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมการสรรหาที่มี “พรเพชร วิชิตชลชัย”ประธาน สนช. ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาด้วย

แต่เมื่อ สนช.ล้มกระดานว่าที่ กกต.แบบนี้ ทำให้ต้องกลับมาเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ ทั้งขั้นตอนของคณะกรรมการสรรหาและของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งประธาน สนช.ระบุว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 90 วัน

การสรรหา กกต.ครั้งใหม่ก็นับหนึ่งใหม่กันไปตามขั้นตอน แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วมติของ สนช.เมื่อวันที่ 22 ก.พ. สะท้อนให้เห็นว่า สนช.กำลังเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการจัดระเบียบองค์กรอิสระ

ย้อนกลับไปดูการพิจารณาก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่า สนช.ได้ดำเนินกระบวนการลักษณะนั้นมาพอสมควร

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งถ้า สนช.เห็นชอบไปตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.อย่างน้อย 2 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ปรากฏว่า สนช.แก้ไขกฎหมายจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยกำหนดให้คนที่มีลักษณะต้องห้ามยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้จนนำมาสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับกรณีของ กกต. โดยก่อนหน้านี้ กรธ.เสนอร่างกฎหมาย กกต. เพื่อกำหนดให้ กกต.ที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง แต่ต่อมา สนช.ก็แก้ไขให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด เพียงแต่ยังให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่

ในอนาคตอันใกล้นี้จะต้องมีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทั้งหมด และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคุณสมบัติที่รัฐธรรมนูญกำหนด และแน่นอนว่าจากสัญญาณที่ กกต.สื่อออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. แสดงให้เห็นว่า สนช.จะเข้ามาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ

สาเหตุที่ สนช.ต้องออกตัวแรงขนาดนี้ เนื่องจากอีกไม่นานประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนผ่านการเลือกตั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นวาระที่ คสช.ต้องลงจากตำแหน่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.จะต้องได้รับความปลอดภัยมากที่สุดในเวลาที่ไม่มีมาตรา 44 เป็นยาสามัญ

เพราะเส้นทางข้างหน้าเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว หาก คสช.ได้กลับมาจะต้องเจอกับอิทธิฤทธิ์ของฝ่ายค้านมืออาชีพ โดยไม่มี สนช.คอยกดปุ่มตามคำสั่งเหมือนในเวลานี้

ดังนั้น การกรุยทางและจัดแถวอำนาจตั้งแต่เวลานี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ คสช.

ดัชนีโปร่งใสกระเตื้อง แต่สนิมเนื้อในยังอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/541472

ดัชนีโปร่งใสกระเตื้อง แต่สนิมเนื้อในยังอยู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าสู่ช่วงขาลงอย่างแท้จริง

สถานการณ์ขาลงทางการเมืองจะว่าไปแล้ว เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลานาน ตัวอย่างมีเห็นได้ชัดจากกรณีของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสามารถยืนหยัดท้าทายจนอยู่ครบ 4 ปี แต่พอเลือกตั้งและได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาลความนิยมของรัฐบาลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือขึ้นมาทันที

หรือจะเป็นกรณีของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะอยู่ในอำนาจแค่ 2 ปี และเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการชนะเลือกตั้ง เพราะมาจากการรวบรวมเสียงในสภาได้มากที่สุด แต่ก็ต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเริ่มมีปัญหาภายในรัฐบาลมากขึ้น จึงเลือกวิธีการยุบสภาด้วยหมายใจว่าจะชนะเลือกตั้งและกลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้นก่อนที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะนำพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล

ความเข้มแข็งของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปี 2544 เป็นรัฐบาลที่มีเสียงในสภาแบบเด็ดขาด ทุกนโยบายของรัฐบาลเดินหน้าได้เต็มตัว แต่เมื่อการทุจริตเริ่มผุดออกมามากขึ้นโดยเฉพาะนโยบายการจำนำข้าว หรือแม้แต่การพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ส่งผลให้รัฐบาลของน้องสาวที่จะเดินตามรอยรัฐบาลของพี่ชายต้องสะดุดลงด้วยการรัฐประหารเหมือนกัน

มาถึงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับรัฐบาล “ทักษิณ-อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์” ที่ตอนแรกได้รับความนิยม แต่พอยิ่งอยู่นานกลับยิ่งแย่ลงเป็นระยะ โดยมีปัจจัยมาจากปัญหาความไม่โปร่งใสเหมือนกัน

ตลอดเวลา 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ผลิตซ้ำวาทกรรมที่ว่าด้วย “รัฐบาลปลอดทุจริต” หลายกรรมหลายวาระ จนสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไปแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้โปร่งใสกว่ารัฐบาลของนักการเมือง และจะไม่ทำอะไรแบบที่รัฐบาลของนักการเมืองเคยทำ

แต่เมื่อเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แดงขึ้นมา ประกอบกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีในการออกมาปกป้องชัดเจน ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลทหารที่เคยย้ำว่ามีความสุจริตนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลของนักการเมือง

ภาวะขาลงของรัฐบาลยิ่งถูกย้ำแผลด้วยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย (CSI) อยู่ที่ 52 ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 53 โดยปรับลดลงทั้งดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณการว่า มูลค่าการคอร์รัปชั่นอยู่ที่ 5-15% ของงบประมาณ หรือ 6.62 หมื่นล้านบาท ถึง 1.98 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่ารัฐบาลได้กลับมาหายใจได้ทั่วท้องขึ้นเล็กน้อยอีกครั้ง เมื่อ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2560 ว่าประเทศไทยได้ 37คะแนน ดีขึ้นกว่าปีก่อน 2 คะแนน มีผลให้ขยับจากที่ 101 ขึ้นไปอยู่ที่ 96 จาก 180 ประเทศ

นับว่ารัฐบาลชุดนี้โชคดีอยู่บ้าง มิเช่นนั้นแล้วที่ยืนของรัฐบาลคงจะเหลือน้อยลงเข้าไปอีก หากจะบอกว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่า CPI ของไทยดีขึ้นนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วิเคราะห์ว่ามีหลายปัจจัย

โดยหนึ่งในนั้นคือ กรณีสหภาพยุโรป (อียู) มีความสนใจฟื้นความสัมพันธ์กับไทย เนื่องจากเห็นว่าไทยมีทิศทางปรับตัวในทางที่ดีขึ้นหลายด้าน นักลงทุนต่างชาติมีทัศนคติดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้าส่งออก

กระนั้นใช่ว่า ค่า CPI ที่กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย จะช่วยพลิกสถานการณ์ของรัฐบาลให้กลับมาดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ เพราะเมื่อลงลึกในบทวิเคราะห์แล้วที่ ป.ป.ช.ระบุว่า ปัจจัยดัชนีบางตัวของไทยต่ำลงนั้นมาจาก เรื่องการตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในรัฐบาล การเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดี การจำกัดสิทธิสื่อมวลชน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ยังเป็นจุดอ่อน

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาความโปร่งใสภายในรัฐบาลเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากรัฐบาลต้องการให้อุณหภูมิทางการเมืองลดลงและเพื่อให้รัฐบาลยังสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปในระยะเปลี่ยนผ่านได้

ทว่า มาถึงนาทีนี้ดูเหมือนรัฐบาลยังมิได้นำพาเท่าใดนัก ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยรับถึงผลสำรวจที่ไม่เป็นคุณแก่รัฐบาลเท่าใด ดังจะเห็นได้จากการได้เรียกผู้บริหารมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมาพบเพื่อสอบถาม

โดยจะว่าไปแล้วการกระทำแบบนี้คล้ายกับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมพอสมควร ต้องไม่ลืมว่าการทำงานของมหาวิทยาลัยควรต้องอยู่ภายใต้เสรีภาพทางวิชาการ เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับสังคม แต่การทำเช่นนี้ของผู้นำรัฐบาลนอกจากจะเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าไม่ยอมรับแล้ว ยังเป็นการก้าวล่วงแดนเสรีภาพทางวิชาการด้วย

ดังนั้น เสียงเตือนที่ส่งมาถึงรัฐบาลจากหลายฝ่ายเป็นเสียงที่รัฐบาลควรใส่ใจฟังเป็นอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการพยายามแก้ไขปัญหาความโปร่งใสของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมต่อสาธารณชน ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยการพูดเสียงดังผ่านสื่อมวลชนไปวันๆ เท่านั้น

ทางออกมีให้เห็นแล้ว และไม่ได้มีความซับซ้อน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง n

กกต.ตัวแปรสำคัญ คุมเกมปมเดือด ‘สว.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 08:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/541122

กกต.ตัวแปรสำคัญ คุมเกมปมเดือด ‘สว.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

19 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นหลักไมล์ทางการเมืองที่ต้องจับตา เนื่องจากเป็นวันแรกของการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จะประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก

ตามขั้นตอนจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน และส่งกลับเข้ามายัง สนช.ไม่เกินวันที่ 1 มี.ค. โดยหาก สนช.มีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้บังคับให้เป็นกฎหมายต่อไป

แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ สนช.มีมติเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สนช.ทั้งหมด หรือ 165 เสียง จะทำให้ร่างกฎหมายตกไปทันที และต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ผ่านไปแบบมีนัยทางการเมือง ภายหลัง สนช.มีท่าทีอ่อนลงพอสมควรกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

โดยเฉพาะประเด็นการยอมทำตามข้อโต้แย้งของ กรธ.และ กกต.ที่ไม่ต้องการให้มีการจัดมหรสพระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปมสำคัญที่ กรธ.และ กกต.ไม่เห็นด้วยกับ สนช.เป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่ สนช.แก้ไขกฎหมายจัดมหรสพได้ จะมีผลให้เจตนารมณ์ของการหาเสียงเลือกตั้งผิดเพี้ยนไป

ขณะที่อีก 2 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการตัดสิทธิการห้ามดำรงตำแหน่งของผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และอำนาจของศาลฎีกาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ต่างเห็นตรงกันว่าควรต้องปรับปรุงให้เกิดความชัดเจนต่อไป

ท่าทีที่อ่อนลงของ สนช.ต่อกฎหมายเลือกตั้ง สส.นั้น ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมา “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ยืนยันมาตลอดว่าเป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคที่สามารถคุยกันให้จบลงได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม การยอมงอของ สนช.ดังกล่าว ส่วนหนึ่งนั้นมาจากสมาชิก สนช.ไม่ได้มีส่วนได้เสียต่อกฎหมายเลือกตั้งเท่าไหร่นัก เพราะสมาชิก สนช.ที่มีอยู่ไม่ได้เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ จึงไม่ค่อยอินังขังขอบกับกติกาเลือกตั้ง สส.แต่อย่างใด

ทว่า ท่าทีของ สนช.ต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กลับแตกต่างออกไปจากกฎหมายเลือกตั้ง สส.สิ้นเชิง

การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ชุดที่พิจารณากฎหมาย สว. กลับไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่อยู่ในร่างกฎหมายได้ ซึ่งเป็น 3 ประเด็นที่ กรธ.เสนอข้อโต้แย้งมายัง สนช.เพื่อให้มีการแก้ไข ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม กรธ.เห็นว่าการลดทอนให้เหลือ 10 กลุ่ม เป็นหลักประกันว่าวุฒิสภาจะเป็นสภาที่ประกอบด้วยประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง

2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครในแต่ละประเภทเลือกกันเอง กรธ.เห็นว่าจะมีผลให้เกิดการแบ่ง สว.ออกเป็น 2 ประเภท และการให้มีองค์กรเป็นผู้เสนอชื่อหรือรับรองผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคน

3.การยกเลิกการเลือกไขว้ กรธ.เห็นว่าการกำหนดมาตรการเลือกไขว้ในการเลือกกันเอง จะทำให้ความเป็นไปได้ในการสมยอมกันในการเลือกทำได้ยากขึ้น แต่การตัดมาตรการดังกล่าวออกโดยไม่มีมาตรการที่เท่าเทียมกัน จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสมยอมโดยไม่สุจริต

แต่ประเด็นข้อโต้แย้งของ กรธ.ไม่อาจเปลี่ยนใจ สนช.ได้ ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่มี “สมคิด เลิศไพฑูรย์” เป็นประธาน ต้องแขวนประเด็นดังกล่าวเอาไว้ก่อน และค่อยมาหาข้อสรุปกันภายหลัง

จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้มีความเป็นไปได้ว่าที่สุดแล้วคงต้องหาทางออกด้วยการลงมติโหวตในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะหาทางออกด้วยสันติวิธี

วัดขุมกำลังในเวลานี้ กรธ.และ สนช.ต่างมี 5 เสียงในมือเท่ากันตามสัดส่วนของคณะกรรมาธิการ สถานการณ์แบบนี้ทำให้ 1 เสียงของ กกต.มีความหมายขึ้นมาทันที

“ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. คือคนสำคัญในเวลานี้ ในฐานะเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมาย สว.ในสัดส่วนของ กกต. เพราะเมื่อยกมือสนับสนุนฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะชนะขึ้นมาทันที

สมมติแม้ สนช.จะแพ้ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ และยังสามารถสู้ได้อีกยกในชั้นการประชุม แต่นั่นหมายถึงการโหวตคว่ำกฎหมายเพื่อให้กลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปโดยปริยาย จึงมีคำถามตามมาว่า สนช.จะกล้าหักถึงขั้นนี้หรือไม่ภายใต้ภาวะขาลงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังนั้น ต้องยอมรับว่าจังหวะก้าวของ กกต.นับจากนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยที่ผ่านมา กกต.ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สนช.และ กรธ.มาตลอด จนกระทั่งถูกเซตซีโร่ในเวลาต่อมา มาวันนี้สถานการณ์กลับนำมาให้ กกต.กลายเป็นผู้กำหนดผลแพ้ชนะ

หนึ่งเสียงในมือของ กกต.เวลานี้ จึงมีผลต่อทิศทางการเมืองอย่างแท้จริง

คอรัปชั่น จุดตายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ก.พ. 2561 เวลา 10:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540950

คอรัปชั่น จุดตายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงเป็น“หอกข้างแคร่” คอยทิ่มแทงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นอกจากจะไม่สามารถสะสางปัญหาที่หมักหมมยาวนานได้อย่างที่ตั้งใจ ถึงขั้นประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” หลายครั้งยังพบเห็นคนในคสช. ยังกลับไปพัวพันหรือมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใส

ล่าสุดข้อมูลจากหอการค้าไทยยังพบว่าดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย(ซีเอสไอ) ประจำเดือน ธ.ค. 2560 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52 ต่ำกว่าเดือนมิ.ย. 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 53 โดยปรับลดลงทั้งดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

แยกพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ดัชนีปัญหาและความรุนแรงการคอร์รัปชั่นมีความรุนแรงมากขึ้นโดยลดลงมาอยู่ที่ 42 จากครั้งก่อนอยู่ที่ระดับ 44 ขณะที่ดัชนีการป้องกันการคอร์รัปชั่นอยู่ที่ระดับ 53 จากระดับ 54 มีเพียงดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 60 เป็น 62

จากประมาณการของผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ด้วยตัวเองหรือจากคนรอบข้าง พบว่า มี 24% ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ (เงินใต้โต๊ะ)แก่ข้าราชการหรือนักการเมืองที่ทุจริตเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2560 ซึ่งจ่าย 18% นับว่าเป็นสัดส่วนสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2558

หากคำนวณตามเปอร์เซ็นต์เงินเพิ่มพิเศษที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายแก่ข้าราชการ หรือนักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้สัญญา เฉลี่ยอยู่ที่ 5-15% ทรงตัวจากช่วงที่ผ่านมา คือคิดเป็นเงิน 6.62 หมื่นล้าน-1.98 แสนล้านบาทซึ่งคิดเป็น 2.29-6.86% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

ที่สำคัญ ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง มองสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเนื่องจากกฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลยพินิจที่เอื้อต่อการทุจริตกระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นขัดแย้งกับความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาล คสช. ที่ส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังกับเรื่องปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคม ด้วยเหตุผลที่เป็นต้นเหตุของปัญหาความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล

วันที่ 9 ธ.ค. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานในพิธีประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านคอร์รัปชั่นว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นต้องเริ่มจากตนเองและครอบครัวก่อนขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง

ก่อนจะกลายเป็นบูเมอแรงที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง เมื่อเกิดการขุดคุ้ยเงื่อนงำและที่มาที่ไปของนาฬิกาหรู 25 เรือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี

เมื่อนาฬิการาคาแพงทั้งหลายเหล่านี้ไม่เคยถูกยื่นในบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือไม่

ปัญหาอยู่ที่ความคลุมเครือในเวลานี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงเมื่อ พล.อ.ประวิตรพยายามไม่ออกมาแจกแจงที่มาที่ไปของนาฬิกาต่อสาธารณชน แต่เลือกที่จะชี้แจงต่อป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว จนส่อเค้าจะฉุดรั้งความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระให้ลดน้อยลง

รวมทั้งกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช .เมื่อมีสัญญาณปกป้องจากบรรดาบิ๊ก คสช. มากกว่าจะพยายามสร้างบรรทัดฐานในเรื่องความโปร่งใสให้เป็นตัวอย่างกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

จากกระแสเรียกร้องให้พล.อ.ประวิตรลาออก ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 8 หมื่นราย แต่ทาง พล.อ.ประวิตรยังยืนยันจะทำหน้าที่ต่อไปโดยไม่ลาออก ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้คสช.มากยิ่งขึ้น

หากย้อนกลับไปดูถึงที่มาที่ไปของการเข้ายึดอำนาจ คสช.หยิบยกเรื่องปัญหาทุจริตมาเป็นหนึ่งในข้ออ้างในการทำรัฐประหาร แต่ผ่านมาเกือบ 4 ปียังไม่มีรูปธรรมที่จับต้องได้

ยิ่งที่ผ่านมาคนในรัฐบาล คสช.ดูจะวนเวียนอยู่กับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายเรื่อง ทั้งกรณีไมโครโฟนราคาแพงที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งโครงการต้องพับไปเมื่อถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์

ต่อเนื่องมาจนถึงทริปฮาวายที่พล.อ.ประวิตรเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ก.ย. -2 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 20 ล้านบาท

ก่อนจะมาเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตกับโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้งบประมาณ เรื่อยมาจนถึงเรื่องโครงการขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.)

ล่าสุดเกิดประเด็นใหม่ เป็นการทุจริตเงินสงเคราะห์ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 6.9 ล้านบาท หลังการขยายผล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ท.) พบทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง กว่า 2 ล้านบาท ที่ จ.บึงกาฬ ซึ่งเตรียมปูพรมตรวจพื้นที่เป้าหมาย 31 จังหวัดในพื้นที่งบเกินล้านบาท

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นวิบากกรรมที่ฉุดความเชื่อมั่นของ คสช. และหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการคลี่คลายให้ดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น เรื่องนี้จะเป็นจุดตายของ คสช.ซึ่งมีอานุภาพรุนแรงมากกว่าปมปัญหาเรื่องเลื่อนเลือกตั้งหรือการยื้ออยู่ในอำนาจ

ไม่ประกาศวันเลือกตั้ง ยิ่งคลุมเครือ ยิ่งบั่นทอนคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 08:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540828

ไม่ประกาศวันเลือกตั้ง ยิ่งคลุมเครือ ยิ่งบั่นทอนคสช.

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ทำให้เริ่มมีคนออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาล คสช.​ประกาศความชัดเจนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเกิดความอึมครึม

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนถึงขั้นที่ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องออกมาการันตีด้วยตัวเองว่า เป็นเรื่องยากที่ สนช.จะคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพราะต้องใช้ 166 เสียง จาก 248 เสียง

ทั้งนี้ หากจะคว่ำคงคว่ำไปตั้งแต่แรกเพราะใช้เสียงเพียงแค่กึ่งเดียว แต่ถ้าจะคว่ำในชั้นหลังจากการพิจารณาของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย คือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (​กรธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สนช. จะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ซึ่งเป็นเรื่องยาก

อีกทั้งหากพิจารณาในรายละเอียดเนื้อหาเห็นว่าทุกอย่างน่าจะตกลงกันได้ในที่ประชุมร่วม พร้อมประกาศชัดว่าหากกฎหมายลูกทั้งสองฉบับถูกคว่ำ สนช.จะต้องเป็นคนรับผิดชอบ

สาเหตุสำคัญที่พรเพชรต้องออกมาแถลงชี้แจงประเด็นนี้ด้วยตัวเอง เพราะแรงกดดันที่รุมเร้า คสช.​กระทบชิ่งมาถึง สนช. ในฐานะกลไกสำคัญที่จะควบคุมทิศทางการเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ด่านแรก ​สนช.ปรับแก้เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ให้มีผลบังคับใช้ 90 วันหลังจากประกาศใช้ ทำให้โรดแมปที่เคยคาดว่าการเลือกตั้งจะอยู่ที่เดือน พ.ย. 2561 ต้องขยับไปอยู่ที่เดือน ก.พ. 2562 หรือช้าสุดตามที่พรเพชรคำนวณคือ วันที่ 5 มี.ค.

ด่านสอง หาก สนช.คว่ำร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับ การเริ่มต้นนับหนึ่งที่จะต้องจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญกำหนดก็มีอันจะต้องขยับออกไป ​และที่สำคัญคือไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใดกับการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ

จนกระทบไปถึงความเชื่อมั่นใน คสช.

ยิ่งในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไม่ออกมายืนยันความชัดเจนถึงกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจน หลังมีอันต้องถอยร่นจากกำหนดเดิม ซึ่งเคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกา จนทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่หนัก

แรงกดดันที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นช่วงไหนกันแน่ และอยากให้ยืนยันว่าจะไม่มีเหตุให้ต้องเลื่อน หรือหากจะเลื่อนจริงก็ต้องมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่ประชาชนจะยอมรับและเข้าใจได้

รวมทั้งฝั่งการเมืองซึ่งเฝ้ารอวันเลือกตั้งมานานเกือบ 4 ปี แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือจะเกิดขึ้นช่วงใด

ในฐานะพรรคการเมืองซึ่งจะต้องเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งกับกฎกติกาใหม่ ที่เรียกว่าแทบจะต้องตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่หมด ทั้ง การจัดทำระบบสมาชิกพรรค จัดตั้งสาขาพรรค ไปจนถึงการจัดทำไพรมารีโหวต เพื่อหาตัวผู้สมัครทั่วประเทศ การที่ขาดความชัดเจนเรื่องวันเวลาเลือกตั้งย่อมมีผลอย่างรุนแรง

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองใหม่ ที่ถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป

แต่ทว่า แรงกดดันที่หนักที่สุดของความไม่ชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง​ อยู่ที่สาเหตุนำไปสู่การออกมาเคลื่อนไหวของประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ไล่มาตั้งแต่กลุ่มประชาชนคนอยากเลือกตั้ง ที่นัดชุมนุมกันครั้งแรกที่สกายวอล์ก ซึ่งมีประชาชนออกมาร่วมกิจกรรมอยู่ไม่น้อย

ถึงขั้น คสช.ต้องงัด “ไม้แข็ง” สั่งดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมหวังว่าจะเป็นการสกัดไม่ให้เกิดการชุมนุมขยายวงไปในวงกว้างหรือมีแนวร่วมออกมามากขึ้น

แสดงให้เห็นว่า รัฐบาล คสช. ประเมินแล้วว่า ปมมีนี้มีความอ่อนไหว และสามารถนำไปขยายผลพัฒนาไปสู่การปลุกมวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหว

ปัญหานี้ถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมากำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งทำความเข้าใจถึงเหตุผลการเลื่อนเลือกตั้ง รวมทั้งทำความเข้าใจกับกลุ่มที่ออกมาชุมนุม ​ซึ่งส่งสัญญาณให้ความสำคัญทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งกลุ่มผู้ที่เคลื่อนไหวและประชาชนทั่วไป

“กลุ่มที่เคลื่อนไหวอาจทำความเข้าใจยากหน่อยไม่เป็นไร แต่ประชาชนที่อยู่รอบๆ บริเวณที่มีการชุมนุมต้องได้รับความเข้าใจว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นคนกำหนดให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป โรดแมปยังคงเป็นโรดแมปเหมือนเดิม เพียงแต่ สนช.เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ว่าให้มีผลบังคับใช้เมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว 90 วัน ตรงนี้ต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ”

ยิ่งหากพิจารณารูปแบบการชี้แจงจะเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดกิจกรรม ทางรัฐบาล คสช.​ก็จะส่งตัวแทนไปร่วมชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเกิดการรับฟังข้อมูลจากทั้งสองด้าน

แน่นอนว่ามาตรการประกบเวทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น นอกจากจะเป็นการหวังผลสร้างแรงกดดันสกัดการเคลื่อนไหวแล้ว อีกด้านยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและผิดทาง

เมื่อชัดเจนอยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดประกาศให้ชัดเจนว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ และยืนยันว่าจะไม่เลื่อนโดยเด็ดขาด

แม้ว-ปู จัดทัพ พท. สู้ คสช.ขาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ก.พ. 2561 เวลา 14:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540534

แม้ว-ปู จัดทัพ พท. สู้ คสช.ขาลง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยการเปิดตัวคู่กันครั้งแรกของสองพี่น้องอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างกำลังเลือกซื้อเกาลัด ณ กรุงปักกิ่ง ​ประเทศจีน

เรียกได้ว่าเป็น “สัญญาณ” การเริ่มต้นขยับทางการเมืองของฝั่งพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ ในจังหวะเวลาที่สุกงอมได้ที่ และเริ่มเห็นเส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

จากก่อนหน้านี้ที่จะเห็นว่า “คู่พี่น้องชินวัตร” พยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวในสาธารณะ นับจาก ยิ่งลักษณ์ ไม่ไปปรากฏตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560

มีเพียงแค่ภาพถ่ายระหว่างการช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าประเทศอังกฤษ เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งปลุกให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

การเปิดตัวสู่สาธารณะครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการหวนคืนกลับสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว และ ประกาศตัวชนกับ คสช.อย่างเต็มรูปแบบ

ประการแรก แสดง​ “ศักยภาพ” ของตัวเองทำให้เห็นว่า ทั้ง ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ยังเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก สามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ ทั้ง อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง โดยที่ทางการไทยไม่สามารถติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

คล้ายจะทำให้เห็นว่าแม้ คสช. ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทางการเมือง แต่ก็ไม่สามารถติดตามตัวขอความร่วมมือกับนานาประเทศให้ส่งตัว ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ซึ่งต้องคำพิพากษาให้กลับมาดำเนินคดี

ประการที่สอง เป็นการส่งสัญญาณผนึกกำลังลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อสกัดไม่ให้อดีต สส. แกนนำพรรคต้องไหลออกไปตั้งพรรคใหม่ หรือถูกดูดไปอยู่พรรคอื่น

ภายหลังเริ่มมีการขยับประกาศตัวเตรียมตั้งพรรคใหม่ ทั้งจากฝั่งอดีตคนการเมือง หรืออดีตคนจากกองทัพที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะสนับสนุน คสช.กลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง

ที่สำคัญด้วยระบบตามกฎกติกาใหม่ที่ออกมา​ ทำให้พรรคเก่าเสียเปรียบพรรคใหม่ และยากที่จะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สถานะของพรรคใหญ่จึงยิ่งสั่นคลอน

ยังไม่รวมกับระบบบรรดาคดีความที่ติดตัวแกนนำเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ที่สะกดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในช่วงที่บ้านเมืองยังอยู่ในภายคำสั่ง คสช.

การเร่งสร้างเสถียรภาพภายและเอกภาพภายในพรรคจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เพื่อไทยต้องรีบดำเนินการ

ในวันที่หัวขบวนอย่าง ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเคยถูกชูเป็นนายกฯ ในการหาเสียงเมื่อครั้งที่แล้ว มารอบนี้ ไม่อาจกลับมานำทัพได้อย่างเดิม ขณะที่แต่ละมุ้ง แต่ละวังก็ยังไม่อาจเห็นพ้องหาข้อสรุปว่าจะชูใครมานำทัพต่อไป

กระแสข่าวแกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบ ทักษิณ ที่จีน เพื่อหาข้อยุติให้ได้ว่าคนที่จะนำทัพเพื่อไทยคนต่อไปจะเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้จะเป็นไปได้หรือไม่

ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมามีทั้งเสียงเชียร์ และเสียงค้าน หากไม่รีบหาข้อยุติ ย่อมกระทบต่อไปถึงการหาเสียงที่ใกล้จะเกิดขึ้น

รวมทั้งหากยังไม่ทำความชัดเจนให้ปรากฏ ย่อมไม่อาจสกัดกระแสไหล หรือกระแสดูด ที่เข้มข้นขึ้น ​

ที่สำคัญ การเปิดหน้าสู้ คสช.เวลานี้ ย่อมเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะคะแนนนิยมของ คสช. เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หลังต้องเผชิญมรสุมที่กำลังรุมเร้าต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นปมปัญหาจากเลื่อนการเลือกตั้งที่ทำลายความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง รวมทั้งเรื่องนาฬิกา ที่เขย่าความเชื่อมั่น คสช.​ไม่แพ้กัน

ดังปรากฏเริ่มมีกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล คสช.อย่างต่อเนื่อง จนบรรดาแกนนำถูกดำเนินคดีตามมาตรการสกัดการเคลื่อนไหวไม่ให้ลุกลามบานปลาย

อีกด้านหนึ่งผลสำรวจความคิดเห็นโพลศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในหัวข้อ “คนอีสานกับการ (จะได้) เลือกตั้ง” ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 ก.พ. 2561 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,161 ราย ในภาคอีสาน 20 จังหวัด

ที่น่าสนใจคือกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 39.7% สนับสนุนพรรคเพื่อไทย รองลงมา ​26.9 เป็นกลุ่มรอพรรคทางเลือกอื่นๆ หรือยังไม่ตัดสินใจ เลือกพรรคใด ตามมาด้วย 10.4% สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ 6.6% สนับสนุนพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 3.4% สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย 0.9% สนับสนุนพรรคชาติไทยพัฒนา 0.7% สนับสนุนพรรคชาติพัฒนา และ 0.7% สนับสนุนพรรคพลังพลเมือง ขณะที่ 10.7% จะไม่ไปเลือกตั้งหรือไม่เลือกพรรคใด

สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะผ่านกระบวนการแช่แข็งหรือบอนไซมากว่า 4 ปี แต่คะแนนนิยมพรรคที่เคยผูกขาดคะแนนเสียงข้างมากยังได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันในพื้นที่อีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทย

ตรงกันข้ามพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งยังไม่อาจเรียกคะแนนนิยมได้ ตอกย้ำสภาพความเป็นจริง ที่อาจทำให้ คสช.ต้องกลับมาคิดทบทวนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวนับจากนี้ต่อไป

จังหวะเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่เพื่อไทยต้องรีบดำเนินการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในช่วงขาลงของ คสช.

“ธีระเกียรติ” ระเบิดด้าน ฉุด คสช.เสื่อมยกแผง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 09:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540251

"ธีระเกียรติ" ระเบิดด้าน ฉุด คสช.เสื่อมยกแผง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีรอยร้าว ยังพูดจารักใคร่ เข้าใจกันดี ทำอะไรผิดก็ขอโทษ ระงับความขัดแย้ง”

กลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงเคลียร์ปมร้าวระหว่าง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์รมว.ศึกษาธิการ ที่ทิ้งระเบิดลูกโตเรื่องนาฬิกาพาดพิงไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

จากเดิมที่วิเคราะห์กันว่าการให้สัมภาษณ์นักข่าวบีบีซีของ นพ.ธีระเกียรติ จะบานปลายจนทำให้ ไม่ใครก็ใครต้องพ้นเก้าอี้ ไม่สามารถอยู่สู้หน้ากันใน ครม.ได้อีกต่อไป

ทั้งในแง่เนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก Exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว อันนี้ถามผมนะ ส่วนใครจะว่าอะไร ให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร ทำไม พูดแล้ว มันจะมาไล่ผมออกหรือ”

สอดรับกับคำพูดที่พูดกับนักเรียนไทยและนักธุรกิจไทยที่มาร่วมงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ขอให้ตระหนักว่าเมื่อจบการศึกษากลับไปทำงานที่ประเทศไทยแล้ว การบังคับใช้กฎหมายของไทย และสำนึกของนักการเมืองและผู้บริหารประเทศยังต่างจากของอังกฤษ การยึดหลักนิติธรรมยังไม่เกิดขึ้นจริง

อีกทั้งยังยกตัวอย่างกรณีที่ ไมเคิล เบทส์ สมาชิกสภาขุนนางของอังกฤษสังกัดพรรคอนุรักษนิยมได้ประกาศลาออกจากสมาชิกสภาขุนนาง เนื่องจากรู้สึกละอายใจที่เข้าร่วมประชุมสภาสายเมื่อปลายเดือน ม.ค. แต่คำลาออกของเขาถูก เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรี ยับยั้ง

“แต่เมืองไทยมีนาฬิกาใส่ 25 เรือน ยังไม่เป็นไร” คำพูดของ นพ.ธีระเกียรติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ หรือพูดลอยๆ แต่มีที่มาที่ไปเชื่อมโยงถึงเรื่องสำนึกทางการเมือง และหลักนิติธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ที่สำคัญในแง่สถานะของคนพูด คือ นพ.ธีระเกียรติ รัฐมนตรีร่วม ครม.กับ พล.อ.ประวิตร แถมยังสนิทกับทางหลังบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จนถึงขั้นมองว่าอาจได้รับ “สัญญาณ” ให้ออกกดดัน พล.อ.ประวิตร

เมื่อรู้อยู่แล้วว่า พล.อ.ประวิตร ถือเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ต่อให้มีแรงกดดันจากสังคมมากขนาดไหน ยากที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เอ่ยปากขอให้ พล.อ.ประวิตร พิจารณาตัวเองเพื่อช่วยลดแรงกดดัน คสช.

เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยสถานะของ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นทั้งพี่ใหญ่ และยังเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่ควบคุมดูแลงานด้านความมั่นคงทั้งหมด

การต้องมาเปลี่ยนแม่ทัพปลายศึก ในภาวะที่มีกับระเบิดรอบด้านจึงเป็นการสุ่มเสี่ยงเกินกว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมปลด พล.อ.ประวิตร พ้น ครม.

คำพูดของ นพ.ธีระเกียรติ จึงมี “น้ำหนัก” และ “พลัง” ที่มากเพียงพอจะสั่นคลอนเก้าอี้ของ พล.อ.ประวิตร ได้อย่างรุนแรงมากกว่าที่ฝ่ายต่างๆ ในสังคมจะออกมากดดัน หรือการเข้าชื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกเหมือนที่ผ่านมา

ยิ่งหากมองย้อนไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาแรงกดดันทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้กระทบไปถึงตำแหน่งของ พล.อ.ประวิตร แถม พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมาแสดงท่าทีปกป้อง

ส่งผลให้ภาพรวมความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในวันที่หลายฝ่ายหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเป็นชนวนปลุกการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลคู่ขนานไปกับปมเรื่องการเลื่อนตั้ง ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของ คสช.ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น

สัญญาณจาก นพ.ธีระเกียรติ จึงถูกมองว่าอาจเป็นระเบิดพลีชีพ ที่ต้องยอมแลกเพื่อให้ภาพรวมของ คสช.กลับมาดีขึ้นจนสามารถเดินหน้าไปตามโรดแมปได้โดยไม่สะดุดขาตัวเอง

แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อต่อมา นพ.ธีระเกียรติ ออกมาแถลงชี้แจงว่า “สิ่งที่พูดในคลิปนั้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งใครก็มีความคิดเห็นส่วนตัวได้ ส่วนความคิดเห็นในโลกโซเชียลนั้น ก็มีทั้งสองด้าน และยอมรับว่าผมเองมีส่วนผิดที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น”

พร้อมปฏิเสธว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่การสัมภาษณ์เป็นทางการ เป็นการยืนคุยภายหลังการบรรยาย โดยไม่รู้ว่าถูกอัดเทป แต่อย่างไรก็ตามการพูดดังกล่าวเป็นการเสียมารยาท และได้ขอโทษ พล.อ.ประวิตรแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประวิตร พยักหน้ารับ มั่นใจว่าจะไม่กระทบการทำงานร่วมกับ พล.อ.ประวิตร ใน ครม. และตนเองจะยังอยู่ในตำแหน่ง ทำงานในรัฐบาลต่อไป เพราะเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี

ในแง่เสถียรภาพของรัฐบาล คสช. แม้จะดีขึ้นเมื่อคลี่คลายสถานการณ์สมานรอยร้าวได้สำเร็จ แต่ยากจะทำงานร่วมกันได้อย่างสนิทใจอีกต่อไป พานจะกลายเป็นความระหองระแหงที่สะสมรอวันปะทุต่อไป

รวมทั้งจะทำให้คนใน ครม.ไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ ทั้งที่อาจจะต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเป็นตัวอย่างวางบรรทัดฐานที่ดีให้สังคมต่อไป

แต่ที่สำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” ของรัฐบาล คสช.จะถูกกัดเซาะอย่างหนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แรงผลักดันผ่านการจุดประเด็นเรื่องจิตสำนึกทางการเมือง ควรจะเดินหน้านำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม แต่สุดท้ายกลับถูกเบรก จนเกิดภาพการปกป้องพวกพ้องอุ้มกันเอง จึงมีแต่จะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ย่ำแย่ลง

สนช.-กรธ.ซัดกันอีกยก มวยล้มเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 11:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540136

สนช.-กรธ.ซัดกันอีกยก มวยล้มเลื่อนเลือกตั้ง

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ซึ่งเป็นผลมาจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วันนับแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

ถึงกระนั้น เวลานี้เริ่มมีหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตแล้วว่าการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนดด้วยเหตุผลและเทคนิคทางกฎหมายและการเมือง ภายหลังคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง “กรธ.-สนช.-กกต.” เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพราะเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับของ สนช.ทำให้กฎหมายดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

กรธ.ตั้งข้อสังเกตออกเป็น 7 ประเด็น แบ่งออกดังนี้

ร่างกฎหมายเลือกตั้ง 4 ประเด็น 1.ตัดสิทธิคนไม่ไปเลือกตั้ง ห้ามเป็นข้าราชการการเมือง 2.จัดมหรสพ เพราะจะเป็นปัญหาด้านกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร 3.เวลาลงคะแนนที่ สนช.แก้เป็นเวลา 07.00-17.00 น. และ 4.การลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะกระทบต่อหลักการที่ว่าด้วยการเลือกตั้งต้องเป็นการลงคะแนนลับ

ร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. 3 ประเด็น ประกอบด้วย

1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่มเหลือเพียง 10 กลุ่ม ไม่มีหลักประกันว่าการเลือกกันเองภายในแต่ละกลุ่มนั้นผู้สมัครจะได้รับเลือกในลักษณะเฉลี่ยกันอย่างทั่วถึง

2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภทและการให้ผู้สมัครในแต่ละประเภทเลือกกันเอง การให้มีองค์กรเป็นผู้เสนอ หรือรับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกเป็น สว. ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถรับเลือกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้อย่างเสรี

3.การยกเลิกการเลือกไขว้ กรธ.เห็นว่าการตัดมาตรการเลือกไขว้ออกโดยไม่มีมาตรการที่เท่าเทียม หรือเข้มข้นกว่าในการลดความเป็นไปได้ในการสมยอมกันในการเลือกมาแทน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสมยอมกันโดยไม่สุจริตในการเลือก สว.

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรธ.ค่อนข้างจะไม่ค่อยพอใจกับการทำงานของสนช.ไม่น้อย เพราะการแก้ไขของ สนช.ไม่ต่างอะไรกับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ร่างกฎหมายของ กรธ.ที่กำหนดขึ้นมาถูกกลับหัวกลับหางไปพอสมควร จึงเป็นเรื่องที่ กรธ.ไม่อาจยอมให้ปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ เหมือนกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปยัง สนช.แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่า สนช.เองก็ไม่ยอม กรธ.ง่ายๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

อย่างที่ทราบกันดีว่าวุฒิสภาชุดใหม่ใน 5 ปีแรกจำนวน 250 คน จะมาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 จำนวน 6 คน มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพและปลัดกระทรวงกลาโหมโดยตำแหน่ง กลุ่มที่ 2 จำนวน 194 คน มาจากการเลือกโดยตรงของ คสช. และกลุ่มที่ 3 จำนวน 50 คน โดยมาจากการเลือกตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 200 คน ก่อนที่ คสช.จะเลือกให้เหลือ 50 คนเพื่อเป็น สว.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาชิก สนช.ชุดปัจจุบันหรือบรรดาอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จำนวนไม่น้อยต่างหวังว่าตัวเองจะมีโอกาสได้กลับเข้ามาเป็น สว.อีกครั้ง โดยสามารถเลือกได้สองทางระหว่างใช้ทางลัด 194 คน กับทางอ้อม 50 คนผ่านกฎหมาย สว.

คนที่จะผ่านทางลัดได้ต้องเป็นระดับเส้นใหญ่และคนในดวงใจของ คสช.เท่านั้น ส่วนคนที่ผ่านทางอ้อมนั้นอาจจะไม่ใช่คนในใจ คสช.อย่างแท้จริง เพราะเดิมที คสช.ต้องการให้ กรธ.เขียนในบทเฉพาะกาลตั้งแต่แรกว่าให้ สว.ชุดแรกมาจากการเลือกของคสช.ทั้งหมด แต่หากคนหน้าเก่าๆ ไม่ว่าเป็น สนช. สปช. หรือ สปท.เข้ามาปนกับคนหน้าใหม่ๆ ที่เล็ดรอดมาได้ โอกาสของคนหน้าเก่าย่อมมีมากกว่าคนหน้าใหม่อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้เอง สนช.จำนวนไม่น้อยถึงต้องออกมาโจมตีตั้งแต่กฎหมาย สว.เข้าสู่วาระแรกในที่ประชุม สนช.ว่าระบบการเลือก สว.ของ กรธ.จะส่งผลให้ประเทศไทยได้ สว.ไม่ต่างจากอดีต โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นระบบที่เอื้อให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายมากขึ้น

ถึงกระนั้น กรธ.เองคงไม่ยอมให้ สนช.ปู้ยี่ปู้ยำกฎหมาย สว.อย่างแน่นอน เพราะ กรธ.หวังจะสร้างผลงานก่อนอำลาตำแหน่งเช่นกัน

เมื่อแรงปะทะของช้างใหญ่ทั้งสองตัวมาเจอกัน โอกาสที่หญ้าแพรกจะแหลกลาญก็มีสูง ซึ่งนั่นหมายถึงการที่ สนช.ลงมติฉีกกฎหมาย สว.ทิ้ง เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าการมีมติฉีกกฎหมาย สว.ทิ้งต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 หรือ 165 เสียงจาก สนช. 248 คน จะดูเหมือนสูง แต่ภายใต้ สนช.ที่มาจากการเป่านกหวีดของคนไม่กี่คน การสั่งซ้ายหันหรือขวาหันจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด

นาฬิกา-เสือดำ-ยืม 300 ล้าน ปรากฏการณ์สังคมยี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 09:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540015

นาฬิกา-เสือดำ-ยืม 300 ล้าน ปรากฏการณ์สังคมยี้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ อุณหภูมิการเมืองไต่ระดับความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางความคลุมเครือของปฏิทินการเลือกตั้งที่ยังไม่มีความชัดเจน

ล่าสุดระเบิดเวลา 3 ลูกใหญ่ ถูกถอดสลักรอวันระเบิด นับเป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญที่จะส่งผลเขย่าเสถียรภาพและทิศทางการเมือง ตลอดจนภาพรวมในสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก “นาฬิกา” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าจะเข้าข่ายจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่

ความคลุมเครือขยายวงมากขึ้นเมื่อ พล.อ.ประวิตร ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยประกาศจะชี้แจงต่อ ป.ป.ช.เท่านั้น มีเพียงแค่คำอธิบายจากแหล่งข่าวคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ที่อธิบายว่านาฬิกานั้นไม่ใช่ของ พล.อ.ประวิตร แต่ยืมเพื่อนมา จึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงต่อ ป.ป.ช.

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังออกมาระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย ขอให้รอผลสอบ ป.ป.ช.

ส่งผลให้ยิ่งฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาเลื่อนวันเลือกตั้ง

นำมาสู่การรวมตัวของกลุ่มประชาชนคนอยากเลือกตั้ง ที่มีแนวร่วมให้ความสนใจออกมาร่วมเคลื่อนไหวจำนวนมาก ท่ามกลางมาตรการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่โดยใช้ทั้งคำสั่ง คสช. และ พ.ร.บ.การชุมนุมเข้ามาดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม 39 คน ที่ส่อแววจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

ยังไม่รวมกับแรงกดดันให้ พล.อ. ประวิตร ลาออกจากตำแหน่ง จนถึงขั้นมีการล่ารายชื่อในโซเชียลมีเดีย เมื่อเจ้าตัวประกาศจะลาออกหากประชาชนไม่ต้องการ ซึ่งสุดท้ายเกิดปรากฏการณ์กลุ่มคนที่ออกมาล่ารายชื่อให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร ซึ่งอาจบานปลายไปถึงขั้นเกิดการปะทะกันในอนาคต

เรื่องที่สอง การจับกุม เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ที่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พร้อมของกลางเป็นซากเสือดำที่ชำแหละเรียบร้อย พร้อมอาวุธปืน จนนำมาสู่การตั้ง 9 ข้อหา ซึ่งทางเปรมชัยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และใช้เงิน 1.5 แสนบาท ขอประกันตัว

ในวันที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การขุดคุ้ยประวัติการเข้าป่าล่าสัตว์ของเปรมชัยมาหักล้างกับคำให้การที่ผ่านมา ประกอบกับการตรวจค้นบ้านพักของเปรมชัย ที่พบทั้งงาช้างและปืน 40 กระบอก ไปจนถึงเรื่องคนที่มีตำแหน่งระดับสูง ซึ่งประสานเปิดทางให้เปรมชัยเข้าพื้นที่

สัญญาณจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ค่อนข้างชัดเจนว่าปืนยาวที่พบในบ้านพักของเปรมชัยคล้ายปืนที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และในมุมมองของนักสืบก็มองว่ามีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์ชัดเจน

แม้จะจำนนด้วยหลักฐานที่ชัดเจนขนาดนี้ แต่ด้วยอำนาจเงินและอิทธิพลของเปรมชัย ทำให้สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ดักคอว่าจุดจบของเรื่องนี้คงไม่ง่ายที่จะเห็นภาพเศรษฐีที่กระทำผิดต้องมารับโทษติดคุก แม้จะมีสัญญาณไฟเขียวจากผู้มีอำนาจที่เปิดทางให้ดำเนินคดีได้อย่างเต็มที่

ทั้งหมดล้วนจะพันกลับมาเป็นแรงกดดันที่จะย้อนกลับมายัง คสช. ในฐานะคนวางรากฐานการปฏิรูป ที่หนึ่งในเรื่องสำคัญคือการปฏิรูปกฎหมายไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง แต่หากกรณียังไม่อาจทำให้เกิดความชัดเจน มีเงื่อนงำที่ค้างคาใจสังคม

สุดท้าย ปมปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยังเป็นปัญหาที่ค้างคาใจคนในสังคม และเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการคลี่คลายสลายไปอย่างที่ตั้งใจ

มาถึงเรื่องสุดท้าย ปมปัญหาจากสถานบริการวิคตอเรียซีเครท ที่ต้นเรื่องมาจากประเด็นการค้ามนุษย์ นำมาสู่การบุกตรวจค้น หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีการลักลอบค้าประเวณีเด็กอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี หลังการตรวจค้นพบบัญชีรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปใช้บริการหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ บช.น. บก.น.4 สน.วังทองหลาง ปคม. บก.ป. และเจ้าหน้าที่สรรพากรเขตพื้นที่

ก่อนที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตเจ้าพ่ออ่าง จะออกมาแฉ ไล่เรียงเส้นทางการเงินหลังเจ้าตัวขายอาบอบนวดให้ กำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของวิคตอเรียซีเครท เมื่อเกือบ 15 ปีก่อน เงินรายได้ของสถานบริการนั้นโยงใยไปถึง บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น ที่มีกำพลเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 กลายเป็นเรื่องสะเทือนวงการเมื่อเงินจากวงการสีเทาเข้ามาเกี่ยวพันกับเงินในตลาดหลักทรัพย์ฯ

สุดท้ายกลายเป็นประเด็นช็อกวงการเมื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ออกมายอมรับว่าเคยยืมเงินกำพล 300 ล้านบาท จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าในฐานะ ผบ.ตร. แต่กลับไม่รู้ที่มาที่ไปของเงินดังกล่าวว่าผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร และ ตบท้ายด้วยวลีที่สั่นคลอนวงการสีกากี เมื่ออดีต ผบ.ตร.ระบุชัดว่า “ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ”

ทั้ง 3 ปม ล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นคลอนเสาหลักของสังคมเป็นอย่างมาก จนต้องติดตามดูว่าตอนจบของแต่ละเรื่องจะเดินไปทางไหน และส่งผลต่อภาพรวมของสังคมอย่างไร

จับตาสงคราม 3 ฝ่ายชี้ชะตาเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 11:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539888

จับตาสงคราม 3 ฝ่ายชี้ชะตาเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งในเวลานี้ต้องยอมรับว่าเต็มไปด้วยขวากหนามพอสมควร ภายหลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 90 วันนับตั้งแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการเลือกตั้งไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่ล่าสุดกำลังจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ตามขั้นตอนเมื่อ สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้ว จะต้องดำเนินการพิจารณาและเสนอกลับมายัง สนช.ภายใน 15 วัน เพื่อขอความเห็นชอบในกรณีที่ สนช.มีมติเห็นชอบกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้บังคับต่อไป แต่ถ้าสนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเกิน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือ166 คน จาก สนช.ทั้งหมด 248 คน ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปหมายความว่าต้องกลับไปสู่กระบวนการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ทั้ง กกต.และ กรธ.ต่างเห็นตรงกันว่าควรต้องมีการแก้ไข โดย กกต.เสนอ 5 ประเด็น ส่วน กรธ.เสนอ 4 ประเด็นซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ซ้ำกัน ดังนี้

1.การห้ามไม่ให้ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งข้าราชการเมือง เป็นประเด็นที่ กรธ.ไม่เห็นด้วยกับ สนช.อย่างรุนแรง เพราะเดิมร่างกฎหมายฉบับแรกที่ กรธ.จัดทำนั้น ไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวเอาไว้ แต่เมื่อสนช.บัญญัติไว้เช่นนี้ ในมุมองของ กรธ.เห็นว่าอาจทำให้ขัดต่อเสรีภาพของประชาชนในการประกอบอาชีพที่ได้รับการรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้งการลงโทษผู้ที่นอนหลับทับสิทธิด้วยวิธีการนี้เป็นการกำหนดบทลงโทษที่เกินความจำเป็น

2.การจัดมหรสพ เป็นอีกประเด็นที่กรธ.และ กกต.ไม่เห็นด้วยกับ สนช. ที่ผ่านมา สนช.อ้างว่าการหาเสียงด้วยวิธีการจัดมหรสพจะช่วยให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมือง แต่ กรธ.และ กกต.กลับมองไปในทางตรงกันข้าม เนื่องจากจะทำให้เกิดการควบคุมเพดานค่าใช้จ่ายหาเสียงได้ยาก และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใหญ่

3.การขยายเวลาลงคะแนนเลือกตั้ง เดิมกำหนดให้ประชาชนสามารถมาลงคะแนนได้ในระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. แต่ สนช.มาเปลี่ยนเป็น 07.00-17.00 น. ซึ่ง กรธ.เห็นว่าจะกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการขนส่งหีบเก็บบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง

4.การลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตา โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการลับ การให้คนอื่นลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตานั้นอาจทำให้การลงคะแนนขัดต่อรัฐธรรมนูญได้กรธ.จึงเห็นว่าควรให้มีวิธีการอื่นที่อำนวยความสะดวกและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

5.การกำหนดเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นประเด็นที่ กกต.ค่อนข้างจะให้ความสนใจพอสมควร เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งแต่ละครั้ง พรรคการเมืองจะใช้หมายเลขผู้สมัครเพียงหมายเลขเดียวหาเสียงทั่วประเทศ ทั้งการเลือกตั้งสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโดยให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในแต่ละเขตมีหมายเลขหาเสียงแตกต่างกัน ในมุมของ กกต.ย่อมเห็นว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

6.อำนาจของศาลฎีกา ร่างกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 138 ระบุว่า ภายหลังการประกาศเลือกตั้งให้ศาลฎีกามีสิทธิเพิกถอนสิทธิสมัครเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 226 บัญญัติให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงถือว่าขัดรัฐธรรมนูญขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ทั้ง กรธ.และ กกต.ต่างเห็นตรงกันว่ามีประเด็นที่ต้องแก้ไขเช่นกันดังนี้

1.อำนาจของศาลฎีกา ในร่างกฎหมาย สว.ให้อำนาจศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้เพียงอย่างเดียวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ที่ให้เพิกถอนสิทธิสมัครและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ

2.การกำหนดกลุ่มวิชาชีพของผู้สมัคร สว. กรธ.ไม่เห็นด้วยกับการที่ สนช.กำหนดให้เหลือเพียง 10 กลุ่ม จากเดิม 20 กลุ่ม เพราะ 20 กลุ่มที่ กรธ.กำหนดมานั้นมาจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเห็นว่าควรต้องคงไว้ตามนั้น

3.การแยกประเภทผู้สมัครแบบอิสระและนิติบุคคล สนช.แก้เนื้อหาในประเด็นนี้ลึกลงไปถึงขั้นให้การเลือก สว.ในขั้นตอนสุดท้ายต้องเลือกแยกออกให้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้สมัครอิสระ 100 คน และ 2.ผู้สมัครจากนิติบุคคล 100 คน ซึ่งกรธ.คัดค้านและเห็นว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง

4.วิธีเลือก สว. สนช.แก้ไขโดยล้มเลิกวิธีการเลือกไขว้แบบข้ามกลุ่มของ กรธ. เนื่องจาก สนช.เห็นว่าวิธีการเลือกที่ กรธ.กำหนดมานั้นอาจนำมาซึ่งการบล็อกโหวตและการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง