สมรภูมิภาคใต้เดือด กปปส.เปิดศึกชนปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543826

สมรภูมิภาคใต้เดือด กปปส.เปิดศึกชนปชป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นศึกสายเลือดที่อาจทำให้วลีที่ว่า “ภาคใต้ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟลงสมัครก็ชนะเลือกตั้ง” สิ้นมนต์ขลัง

เมื่อล่าสุด กปปส.ประกาศเตรียมตั้งพรรคเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งและเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขันกับประชาธิปัตย์แบบเต็มตัว ส่งผลให้สมรภูมิเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้เริ่มเดือดตั้งแต่ปี่กลองการเมืองยังไม่ทันเริ่มส่งเสียง

​ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มต่างๆ สามารถจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองได้ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมากลุ่ม กปปส. เริ่มขยับตั้งแต่การจัดหาสมาชิกพรรคไปจนถึงขั้นเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่จะมาลงสนามแข่งขันกับประชาธิปัตย์

จาก “มิตร” จึงต้องกลายเป็น “ศัตรู”  ศึกระหว่างคนกันเองของ กปปส.และประชาธิปัตย์ ที่รู้ไส้รู้พุงกันดี จึงส่อเค้ารุนแรงกว่าศึกอื่นๆ ที่ผ่านมา โดยมีเดิมพันเป็นพื้นที่ด้ามขวานซึ่งแยกกันไม่ขาดว่าเป็นฐานเสียงของ กปปส.หรือประชาธิปัตย์

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องแตกหักกับ กปปส. คือจุดยืนเรื่องการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปยังคั่งค้างให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ขัดแย้งกับจุดยืนของประชาธิปัตย์ที่ไม่อาจหันไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะกระทบกับฐานคิดและส่งผลเสียหายในระยะยาวของประชาธิปัตย์จนยากจะกู้กลับคืน

เวลานี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประกาศวางมือทางการเมืองยังแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อด้านหนึ่งยืนยันว่า กปปส.ไม่ตั้งพรรค ส่วนมวลมหาประชาชนใครจะไปตั้งพรรคก็เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งสุเทพเองจะสนับสนุนพรรคไหนก็เป็นสิทธิทางการเมือง

ในขณะที่ ธานี เทือกสุบรรณ ซึ่งประกาศเตรียมตั้งพรรค “พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กปปส.ยังอยู่รอจังหวะเตรียมไปจดแจ้งกับทาง กกต.ในเร็วๆ นี้

ขณะที่ในพื้นที่เองก็เริ่มมีการหาสมาชิก เฟ้นหาตัวผู้สมัคร โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ฐานที่มั่นของสุเทพ ซึ่งมีการออกมาประกาศจากหัวคะแนนพรรค กปปส.ว่าจะกวาดที่นั่งให้ได้ยกจังหวัด

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ กปปส.ที่ต้องแข่งกับประชาธิปัตย์ แต่หากพิจารณาแล้วตัวผู้สมัครที่มีความชัดเจนเวลานี้ ได้แก่ ธานี เทือกสุบรรณ เชน เทือกสุบรรณ น้องชายสุเทพ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มายาวนาน การจะเปลี่ยนมาสวมเสื้อ กปปส. ลงสนามเลือกตั้งย่อมได้เปรียบประชาธิปัตย์ที่จะต้องไปปัดฝุ่นหาผู้สมัครที่ห่างพื้นที่ไปนานกลับมาลงสนาม

แถมยังมีข่าวว่าพรรค กปปส.​ได้เข้าทาบทามดึงประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์บางสาขาไปร่วมทีมกับ กปปส. ​ซึ่งจะยิ่งทำให้ฐานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องเสียอดีต สส.ไปแล้วยิ่งต้องอ่อนแรงลงไปด้วย

สถานการณ์ในพื้นที่ยังส่อเค้ารุนแรงหนักขึ้นเมื่อ แจ็ค-วัชระ เพชรทอง ​อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ เด็กในคาถา บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ออกมาเสนอตัวลงพื้นที่สุราษฎร์ธานีชนกับ กปปส.

ด้วยความเป็นคู่ปรับที่เปิดหน้าชนกันมายาวนาน หากประชาธิปัตย์ตัดสินใจส่งวัชระลงแข่งกับ กปปส. ย่อมมีแต่จะทำให้การแข่งขันในพื้นที่ดุเดือดมากขึ้น และทำให้ช่องว่างระหว่างสองฝั่งถ่างออกไปมากขึ้น

เมื่อภาพรวมแล้ว “ประชาธิปัตย์” ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ สส.มากที่สุด สำหรับไปรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ดังนั้นฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้ย่อมไม่อาจปล่อยให้พรรคอื่นมาช่วงชิงเก้าอี้ สส.เขตไปได้ อันจะกระทบทั้งขวัญกำลังใจ และบานปลายเกิดการไหลออกต่อเนื่องในอนาคต

ส่วนในมุมของ กปปส.เจ้าของพื้นที่เดิม หากไม่สามารถรักษาพื้นที่ของตัวเองได้ ย่อมส่งผลต่อความเข้มแข็งของพรรค เกิดสภาพขาลอยที่จะยิ่งอ่อนแรงในระยะยาว

สุดท้ายเมื่อทั้งสองฝั่งก้าวสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ย่อมต้องทำทุกวีถีทางเพื่อจะให้ฝ่ายตัวเองได้รับชัยชนะ รวมทั้งการปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามที่จะยิ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บ

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย หรือระบอบทักษิณเหมือนที่ผ่านๆ มา

การปราศรัยโจมตีพุ่งเป้าทำลายความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาลเพื่อไทยในอดีตหลายๆ โครงการที่ขุดคุ้ยมาโจมตี ทั้งความล้มเหลวในการบริหารราชการ ไปจนถึงเงื่อนงำคามไม่โปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นสูตรสำเร็จในการหาเสียงจึงไม่อาจใช้ได้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

แน่นอนว่า “ประชาธิปัตย์” ที่มีจุดแข็งเป็นการตั้งเวทีปราศรัยย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเลือกหาเสียงพาดพิงกระทบกระทั่งไปถึงฝั่ง กปปส. ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ที่จะนำไปสู่การเปิดหน้าวิวาทะกันอย่างรุนแรงต่อไป

เมื่อฝั่ง กปปส.เองเวลาหาเสียงย่อมต้องชี้แจงถึงที่มาที่ไปถึงการสนับสนุน คสช. โดยไม่เลือกสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดสภาพสาวไส้กันเองที่จะหนึกขึ้นเรื่อยๆ

ในแง่อดีต สส.รวมไปถึงบรรดาสาขาพรรค หัวคะแนน สมาชิกพรรค ในพื้นที่เองย่อมต้องเกิดความอิหลักอิเหลื่อวางตัวไม่ถูกกลายเป็นสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ในวันที่สมรภูมิเลือกตั้งพื้นที่ภาคใต้ดุเดือดจนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สนช.ผ่านกฎหมายลูก แต่เลือกตั้งยังสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 08:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543631

สนช.ผ่านกฎหมายลูก แต่เลือกตั้งยังสะดุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินทางมาถึงหัวโค้งสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากวันนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติให้ความเห็นชอบกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายได้พิจารณาเสร็จแล้ว

ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับต้องผ่านเส้นทางแห่งความขัดแย้งมาพอสมควร โดยเฉพาะการไม่ลงรอยกันในทางความคิดระหว่าง สนช.และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จนนำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยิ่งไปกว่านั้นตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการปล่อยข่าวว่า สนช.อาจลงมติไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายเพื่อให้กลับไปพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เรียกได้ว่าสิ่งที่ กรธ.เสนอเข้าสนช.ไปนั้นกลับถูก สนช.เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น การกำหนดให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม จากเดิมที่ กรธ.กำหนดไว้ 20 กลุ่ม หรือเปลี่ยนระบบการเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.จากระบบการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มมาเป็นการเลือกในกลุ่มเดียวกันโดยตรง เป็นต้น

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกฎหมาย สว.กลายเป็นเรื่องที่ สนช.ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะวุฒิสภาชุดแรกในอนาคตจะมาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งการสรรหาของ คสช.นั้นนอกจากจะเลือกโดยตรงตามอำเภอใจของ คสช.แล้ว สว.อีกส่วนหนึ่ง คสช.ต้องเลือกจากกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเลือกตามร่างกฎหมาย สว.อีก จำนวน 50 คนด้วย จึงจำเป็นต้องหาวิธีการคัดเลือกคนที่ปลอดจากการเมืองให้ คสช.

ทว่าการกลับหัวกลับหางของ สนช.ได้สร้างความไม่พอใจให้กับ กรธ.อยู่ไม่น้อย ถึงขั้นที่ กรธ.ต้องออกมาท้วงติงว่าการทำเช่นนี้อาจมีผลให้กฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ถึงที่สุดแล้ว สนช.ก็หาทางออกแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ด้วยการพบกันครึ่งทางระหว่าง กรธ.และ สนช.

กล่าวคือการกำหนดในบทเฉพาะกาลให้นำวิธีการได้มาซึ่ง สว.ที่ สนช.ได้เสนอทั้งเรื่องการให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การให้บุคคลสมัคร สว.ในนามอิสระและผ่านองค์กรนิติบุคคล และการยกเลิกระบบการเลือกไขว้มาใช้กับการเลือก สว.ใน 5 ปีแรก แต่หลังจากเมื่อพ้นเวลา 5 ปี จะกลับไปใช้ระบบการได้มาซึ่ง สว.ตามที่ กรธ.บัญญัติมาใช้ ทั้งการให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม การสมัคร สว.ในนามอิสระเท่านั้น และการเลือกด้วยวิธีการเลือกไขว้

เมื่อออกรูปแบบนี้ ทำให้กระแสข่าวที่ว่า สนช.จะลงมติฉีกกฎหมายเลือกตั้งทิ้งกลางสภาจบลง และนำมาซึ่งการประกาศกรอบเวลาการเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562

สถานการณ์ด้านหนึ่งดูเหมือนว่าประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่ทำไปทำมาเวลานี้อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว เมื่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ออกมาเสนอให้ สนช.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว.

“เป็นห่วงในร่างกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เรื่องการสมัคร สว. 2 ประเภท แม้ปรับให้ไปอยู่ในบทเฉพาะกาลแล้ว แต่อดกังวลไม่ได้ว่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

หวังว่าเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว จะทำให้เกิดความชัดเจนด้วยการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะหากปล่อยไปวันหน้ามีคนยกขึ้นมามันจะเกิดปัญหาได้ ซึ่งการส่งให้ศาลตีความไม่กระทบต่อโรดแมปเลือกตั้ง ยังคงอยู่ในกรอบเดือน ก.พ. 2562 ที่เป็นการคำนวณแบบเต็มเหยียด” มีชัย ระบุเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา

คล้อยหลังมีชัยได้เรียกร้องไปไม่นาน ปรากฏว่า “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ออกมารับลูกเช่นกัน เพราะ สนช.เองก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาใหญ่เกินกว่าความรับผิดชอบของสภาในภายหลัง จึงมีความเป็นไปได้พอสมควรที่ สนช.จะเข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ภายหลัง สนช.ลงมติผ่านกฎหมายไปแล้ว

แน่นอนว่าการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและหากในบั้นปลายศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบและเดินหน้าตามโรดแมป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายสว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมมีผลต่อโรดแมปเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐธรรมนูญมาตรา 148 ระบุว่าหากข้อความของร่าง พ.ร.บ.ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นสาระสำคัญ จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.นั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ จะมีผลเพียงแค่ให้เฉพาะข้อความนั้นตกไป

ทั้งนี้ เมื่อดูจากประเด็นที่ประธาน กรธ.เป็นห่วงและต้องการให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการให้สมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคล เป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมาย สว. เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งของบุคคล

ดังนั้น เท่ากับว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ จะทำให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ตกไปและต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ และโรดแมปต้องเลื่อนไปโดยปริยาย เนื่องจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลใช้บังคับ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีร่างกฎหมาย สว.

บรรยากาศทางการเมืองที่กำลังเดินไปด้วยดีกำลังจะมาสะดุดอีกครั้ง โดยเงื่อนไขแห่งปัญหาทั้งหมดล้วนมาจากการเล่นแร่แปรธาตุของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

คลื่นลูกใหม่กำลังแรง กติกาตั้งกำแพงสกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543384

คลื่นลูกใหม่กำลังแรง กติกาตั้งกำแพงสกัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ฟ้าเปิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ให้กลุ่มบุคคลสามารถแสดงเจตนาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจับจองชื่อพรรคการเมืองใหม่ได้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560 ส่งผลให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด

บรรยากาศที่ดีขึ้นมานั้นมีผลดีต่อ คสช.และรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายตาและความสนใจของสังคมจะไปจับจ้องที่ตัวละครทางการเมืองใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไม่ตกเป็นเป้าเหมือนช่วงที่ผ่านมา

ทว่าภายใต้ประโยชน์ที่ คสช.และรัฐบาลได้รับ ด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่น้อยเช่นกัน เพราะเมื่อบรรยากาศของการเลือกตั้งได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว เท่ากับเป็นการบีบให้ คสช.และรัฐบาลหรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หมดเหตุที่จะชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้อีก

หาก คสช.ยังดื้อแพ่งเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไปแบบไม่จบสิ้น แน่นอนว่าย่อมสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาและเปิดหน้าชกกับฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

แต่ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่า คสช. ไม่น่าจะเลือกเดินเข้ากองไฟ เนื่องจากตอนนี้ตัวเองกำลังกุมความได้เปรียบเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะ ในระหว่างนี้ คสช.เองก็ได้เห็นตัวละครใหม่ๆ เพิ่มขึ้นผ่านการจองชื่อพรรคการเมืองของกลุ่มบุคคล หลายกลุ่ม

สำหรับกลุุ่มบุคคลที่เข้าแสดงเจตนาต่อ กกต.เพื่อขอตั้งพรรคการเมือง ณ เวลานี้ สามารถ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ

1.กลุ่มเชียร์ คสช. ซึ่งประกาศชัดเจนตลอดมาว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพื่อให้ คสช.สานงานต่อให้จบภารกิจ เช่น พรรคประชาชนปฏิรูป ของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” พรรคพลังชาติไทย ที่นำโดย “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตทีมงานของ คสช.ที่ร่วมเตรียมงานการปฏิรูปประเทศมาก่อน รวมไปถึงพรรคมวลมหาประชาชน ซึ่งเป็นการต่อยอดกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

2.กลุ่มอดีตนักการเมือง อาจจะยังไม่ค่อยมีใครออกตัวแรงมากนัก โดยเวลานี้เห็นแต่เพียงพรรคพลังพลเมือง ที่มี “สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์” อดีต สส.พรรคไทยรักไทยรุ่นก่อตั้ง เป็นโต้โผใหญ่ แต่ในระยะยาวก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่อาจมีกลุุ่มคนในพรรคเพื่อไทยแยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองเอง หากมองเห็นว่าการอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อจะทำให้เกิดศัตรูเพิ่มมากขึ้น

3.กลุ่มหน้าใหม่โดยแท้ ดูโดดเด่นที่สุดต้องยกให้กับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” รองประธานกรรมการบริหารไทยซัมมิทกรุ๊ป โดยเมื่อไม่นานมานี้ยอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะตั้งพรรคการเมืองใหม่อย่างเป็นทางการหรือไม่ แต่เวลานี้ก็เริ่มได้รับความสนใจพอสมควร หลังจากเจ้าตัวเริ่มแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับปัญหาและทางออกของประเทศผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

แต่กระนั้นภายใต้ความคึกคักของบรรยากาศประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ กำลังมีคำถามว่าพรรคการเมืองป้ายแดงจะมีโอกาสได้แจ้งเกิดในการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เนื่องจากกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งของประเทศทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ที่กำลังจะผ่าน สนช.ในอีกไม่กี่วันนี้ ไม่ค่อยส่งเสริมพรรคการเมืองมากเท่าไรนัก

มองไปยัง “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ออกแบบการเลือกตั้งให้เป็น “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ใช้บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส. บัญชีรายชื่อ

ระบบดังกล่าวบีบให้พรรค การเมืองต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่ออย่างน้อยจะได้คะแนนในฐานะคนแพ้เพื่อมาช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีการคำนวณกันออกมาคร่าวๆ แล้วว่าต้องให้ได้ 7 หมื่นคะแนนถึงจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่าพรรค หน้าใหม่จะมีโอกาสไปได้ถึง 7 หมื่นคะแนนหรือไม่ ในเมื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว ไม่ใช่สองใบเหมือนในอดีตที่สามารถแบ่งเสียงของตัวเองออกเป็นการเลือกคนที่รักและเลือกพรรค ที่ชอบได้

เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พบว่าซ่อนเล่ห์กลไว้ที่กระทบต่อการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองพอสมควร

โดยเฉพาะการไม่ให้พรรคการเมืองมีหมายเลขหาเสียงเลือกตั้งหมายเลขเดียวเหมือนในอดีตที่เมื่อพรรคการเมืองใดจับสลากได้เบอร์ใดก็จะใช้เบอร์นั้นหาเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็น สส.แบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ

รูปแบบใหม่ที่กำหนดขึ้นมามีผลต่อรูปแบบการหาเสียงของพรรคการเมืองที่จะเกิดความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ตามหลักการแล้วการเลือกตั้งควรเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย

จากกติกาทั้งหมดอาจเรียกได้ว่าโอกาสที่สภาจะได้เห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ คงต้องรอต่อไป ในเมื่อกติกาของประเทศยังเป็นตัวปัญหาต่อไป

พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543202

พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่วันที่สองกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้จดแจ้งเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มการเมืองตัดสินใจเดินทางจดแจ้งกับ กกต.ตั้งแต่วันแรก ทำให้ปัจจุบันมีการขอจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองรวมทั้งหมด 44 พรรค

ปรากฏการณ์การตื่นตัวของกลุ่มการเมืองที่ออกมาแสดงความพร้อม จัดตั้งพรรคการเมือง ได้สะท้อนให้เห็นสัญญาณทั้งการ “รวมตัว” และ “แตกตัว” ของกลุ่มการเมืองที่เคย ทับซ้อน คาบเกี่ยวจนชวนให้คิดไปว่าการเมืองมีเพียงแค่ 2 ขั้วใหญ่ ที่คิดอ่านแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มใหญ่ๆ ที่เคยเกาะเกี่ยวกันอยู่นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่ด้วยเป้าหมายเดียวกันทำให้แต่ละกลุ่มย่อยต้องมารวมตัวกลายเป็นแนวร่วมเพื่อสร้างพลัง สร้างความได้เปรียบในการเดินหน้าไปสู่จุดหมาย

ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่ได้ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบขนาดเล็กเหมือนที่ผ่านมา แถมอาจจะกลายเป็นอุปสรรคเสียด้วยซ้ำ

เมื่อพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากอาจทำให้การจัดทำนโยบายการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการจัดทำ ไพรมารีโหวตเป็นไปด้วยความอุ้ยอ้าย ขาดความคล่องตัวเมื่อเทียบกับพรรคขนาดเล็ก

สอดรับกับคำสั่ง คสช. 53/2557 ที่ดูจะเอื้ออำนวยให้พรรคเกิดใหม่ได้เปรียบพรรคที่มีอยู่แล้วในอดีต ในการเริ่มออกตัวขยับเข้าสู่สนามการเมือง ในวันที่ คสช.ยังไม่มีแนวโน้มจะ ผ่อนคลายคำสั่งปลดล็อกให้พรรคการเมืองกลับมาเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมได้อย่างเต็มตัว

ที่สำคัญปัญหาความเป็นเอกภาพภายในพรรคใหญ่ยากที่จะหลอมรวมให้เกิดความเป็นเอกภาพภายในพรรค เหมือนในอดีต ในวันที่แกนนำหลายคนกำลังสะบักสะบอมจากคดีความต่างๆ ที่รุมเร้า แกนนำบางคนต้องติดคุก บางคนต้องระหกระเหินหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ การจะพลิกฟื้นให้พรรคใหญ่กลับมาเข้มแข็งได้คะแนนเสียงถล่มทลายจึงอยากจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้

สอดรับกับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ชี้ขาดกันด้วย สส.ระบบเขต ซึ่งจะนำไปคำนวณทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ที่แม้จะแพ้เลือกตั้งก็ยังนำคะแนนที่ได้มานับรวมทั่วประเทศคำนวณเป็นที่นั่งสส.บัญชีรายชื่อของพรรค

ตรงนี้เองที่เป็นช่องทางให้พรรคขนาดเล็กเล็งเห็นแล้วว่าถึงโอกาสจะไปช่วงชิงที่นั่งแข่งกับพรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงและประสบการณ์ในพื้นที่มายาวนานคงเป็นเรื่องยาก แต่หากจะหวังเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละพื้นที่ ให้ได้คะแนนสัก 7-8 หมื่นคะแนน ก็จะได้ที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

อย่าลืมว่าแต่ละกลุ่มล้วนมีแต่ฐานสนับสนุนแนวคิดของตัวเองทั่วประเทศ ยิ่งในวันที่หลายคนเริ่มเบื่อการเมืองกับระบบเดิมๆ และเบื่อกับทหารทางเลือกใหม่ จึงอาจตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

สวนทางกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เริ่มประสบปัญหามีสมาชิกแยกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ ทำให้ต้องอ่อนแอลงทั้งในแง่ตัวผู้สมัครและ ฐานเสียงที่คาบเกี่ยวกันจนจะต้องมาแข่งกันเอง ที่จะยิ่งทำให้พรรคใหญ่ ยิ่งอ่อนแรงหนักขึ้นไปกว่าเดิม

สรุปสุดท้ายเมื่อพรรคใหญ่อ่อนแรงลง พรรคเล็กเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งเก้าอี้ในสภามากขึ้น สภาพเบี้ยหัวแตกที่จะเกิดขึ้นย่อมทำให้พรรคใหญ่ยากจะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเหมือนในอดีต อำนาจการต่อรองจึงตกมาอยู่ในมือพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองต่อไป

ที่สำคัญหากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า “พรรคใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีความคิดความอ่านหรือเป้าหมายอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ ได้แก่

กลุ่มที่สนับสนุนทหาร อาทิ พรรคประชาชนปฏิรูปภายใต้การนำของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เปิดหน้าประกาศตัวตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงพรรคพลังชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตมือทำงานอยู่ในคณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช. มาจนถึงพรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มปท.) ซึ่งต่อยอดมาจาก กลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ

กลุ่มที่ไม่สนับสนุนทหาร อาทิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท คนรุ่นใหม่ ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งเตรียมจับมือกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการจากฝั่ง นิติราษฎร์ ที่สะท้อนทิศทางความคิดความอ่านที่ชัดเจนในช่วงเวลา ที่ผ่านมา ขณะที่ กิตติชัย งามชัยพิสิฐ เป็นอีกหนึ่งในคณะเตรียมตั้งพรรคสามัญชน เรื่อยมาจนถึงกลุ่มของ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังก่อร่างสร้าง “พรรคเกรียน” ลงสนามเลือกตั้งรอบนี้

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่แสดงท่าทีความชัดเจน อาทิ พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหลายสังกัด ที่รวบรวมพลพรรคอดีตรัฐมนตรีและ สส.หลายสิบคนมาตั้งเป็นพรรคใหม่ลงสนามเลือกตั้ง ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ซึ่ง เยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศเตรียมจัดตั้ง

ด้วยจำนวนและพลังของ กลุ่มการเมืองเหล่านี้ ซึ่งหากได้รับ เสียงสนับสนุนมากพอย่อมจะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญต่อไป ในอนาคต

ปิดจ๊อบกฎหมายลูก ก้าวแรกสู่การเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 09:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543099

ปิดจ๊อบกฎหมายลูก ก้าวแรกสู่การเลือกตั้ง

ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกำหนดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแบบชัดถ้อยชัดคำแล้ว ย่อมหมายความว่าเงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมต้องหมดไปเช่นกัน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้วที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ภารกิจสำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการนำไปสู่การเลือกตั้งนั้นกำลังจะสิ้นสุดอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจะกำหนดวันเลือกตั้งได้นั้น จะต้องให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลใช้บังคับก่อน ได้แก่ กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง สส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

ปัจจุบันกฎหมายสองฉบับแรกได้ประกาศใช้และมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกสองฉบับก็กำลังจะตามไปติดๆเช่นกัน โดย สนช.เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบในวันที่ 8 มี.ค.

ทั้งนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือไม่มีใบสั่งใบโตมาจากผู้มีอำนาจ สนช.ทั้ง 248 คน น่าจะยินยอมพร้อมใจให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียที

ตามขั้นตอน เมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้วและไม่มี สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กฎหมายทั้งสองฉบับจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้ ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน

กว่าภารกิจของการปั๊มกฎหมายเลือกตั้งจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องยอมรับเส้นทางของร่างกฎหมายเลือกตั้งสองฉบับสุดท้ายนี้เต็มไปด้วยขวากหนามพอสมควร เนื่องจากเต็มไปด้วยความขัดแย้งในทางการเมืองและความคิดระหว่าง กรธ.และ สนช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ลงรอยกันในกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

กรธ.พยายามเสนอให้วุฒิสภาชุดใหม่ในอนาคตมีโครงสร้างแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา กล่าวคือ เดิมวุฒิสภาของไทยมักจะผูกติดกับภาพของการเป็น “สภาสูง” ที่ต้องคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎร แต่ กรธ.ต้องการปฏิรูปเปลี่ยนให้หมด จึงเป็นที่มาของการตัดอำนาจสำคัญของ สว.บางประการต่อไป เช่น การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น และเปลี่ยนภาพของวุฒิสภาให้เป็นสภาของประชาชน ด้วยการให้บุคคลสามารถสมัครเป็น สว.ได้อย่างอิสระ และกำหนดให้วุฒิสภามาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม เพื่อสร้างความหลากหลาย

ทว่า สนช.กลับไม่เห็นด้วยกับ กรธ. ซึ่งส่วนมากยังคงติดภาพของวุฒิสภาแบบเก่าที่ควรต้องอุดมไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อีกทั้งยังไม่ไว้วางใจระบบที่ กรธ.ออกแบบไว้จะช่วยให้วุฒิสภาปลอดจากการเมือง ทำให้ต้องใช้วิธีการเสียงข้างมากหักกับ กรธ. และรื้อสิ่งที่ กรธ.ทำไว้จากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยไม่สนใจว่าโครงสร้างของวุฒิสภาที่ กรธ.คิดมานั้นมาจากความเห็นของประชาชนแต่ละภูมิภาคที่ กรธ.ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น

ความขัดแย้งระหว่าง กรธ.และ สนช. นำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. กรธ. และ กกต. ท่ามกลางกระแสข่าวมาเป็นระยะว่า สนช.อาจตัดสินใจใช้มติเสียงข้างมากเพื่อล้มกฎหมายเลือก สว. อันจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

แต่ถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถหาข้อตกลงกันได้แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

โดยรูปแบบของวุฒิสภาของ สนช. ทั้งการให้มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การใช้ระบบเลือกกันโดยตรง และการให้บุคคลสามารถสมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคลได้นอกเหนือไปจากการสมัครโดยอิสระ จะอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่จะบังคับใช้แค่ 5 ปีแรกเท่านั้น พอพ้น 5 ปี รูปแบบวุฒิสภาจะเป็นไปตามที่โครงสร้างที่ กรธ.ออกแบบ เรียกได้ว่า “วัดครึ่งหนึ่ง-กรรมการครึ่งหนึ่ง”

ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงได้ประกาศให้ช่วงเดือน ก.พ. 2562 จะมีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

เมื่อทุกอย่างสอดรับกัน ความขัดแย้งของ กรธ.และ สนช.ที่สลายไป และการประกาศเลือกตั้งของนายกฯ เป็นปัจจัยบรรยากาศการเมืองกลับมามีความคึกคักทันที

บรรยากาศที่ว่านั้นสะท้อนได้จากภาพของกลุ่มบุคคลที่ไปจดแจ้งต่อ กกต. เพื่อขอจองชื่อสำหรับการตั้งพรรคการเมืองใหม่จำนวนมาก

ภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทุกสายตาที่เดิมจับจ้องแต่รัฐบาลและ คสช.จากสารพัดเรื่องเทาๆ ที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาล เปลี่ยนมาติดตามบรรยากาศของการเลือกตั้งแทน

ไม่เพียงแต่จะช่วยให้รัฐบาลคลายความอึดอัดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามที่พยายามก่อม็อบเพื่อให้รัฐบาลเร่งจัดการเลือกตั้งอ่อนแรงไปด้วย เรียกได้ว่ารัฐบาลได้ทลายเงื่อนไขดังกล่าวด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลและ คสช.จะกุมความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าไปเสียทั้งหมด

โดย

หาก คสช.หาเหตุผลที่ปราศจากความชอบธรรมอาศัยเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอีก ย่อมเท่ากับว่าเป็นการเสียคำพูดที่ไม่สมควรให้อภัย

ทุกครั้งของการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปทั้งๆ ที่ให้สัญญาเอาไว้แล้วนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำลายความชอบธรรมของตัวเองพร้อมๆ กับการสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตรงข้ามเพิ่มมากขึ้น

ถึงกระนั้นแล้ว การประกาศเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 น่าจะเป็นไปตามนั้น เว้นเสียแต่จะมีการเปลี่ยนคำสัญญาอีกครั้ง ซึ่งถึงเวลานั้นรัฐบาลและ คสช.ก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ตั้งไข่ ‘พรรคใหม่’ นับหนึ่งเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542634

ตั้งไข่ ‘พรรคใหม่’ นับหนึ่งเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นวันแรก 2 มี.ค.กับการเปิดให้พรรคการเมืองใหม่เข้ามาจดจองชื่อพรรค เรียกได้ว่าเป็นการนับหนึ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่การ “เลือกตั้ง” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.พ. 2562

สอดรับกับขั้นตอนและกระบวนการเตรียมความพร้อมตามโรดแมปที่กำหนดไว้ กับกระบวนการเตรียมความพร้อมทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย และกลไก องค์กร ตลอดจนหน่วยงานที่จะเข้ามาจัดการเลือกตั้ง

ที่สำคัญการปลดล็อกให้พรรคการเมืองใหม่สามารถเริ่มขยับเข้ามาจดจองชื่อพรรคได้นั้น ยังสะท้อนให้เห็นทิศทางการจับกลุ่มรวมตัวของคนการเมือง ตลอดจนคนหน้าใหม่ที่ให้ความสนใจเข้ามาสนามการเมือง ว่ามีเป้าหมายทางการเมือง หรือสนับสนุนกลุ่มไหนพรรคไหนอย่างไร

กลุ่มแรก กลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจ ปฏิรูป และปรองดอง ที่ยังคั่งค้าง รวมทั้งยังเป็นการผนึกกำลังสกัดไม่ให้ขั้วอำนาจเก่ากลับมาเรืองอำนาจ

เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ภายใต้การนำของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนแรกที่เปิดหน้าประกาศตัวตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

นอกจากจะเป็นแนวร่วมที่เหนียวแน่นต่อต้านคัดค้านระบอบทักษิณในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว และสนับสนุน คสช.แบบเต็มตัวแล้ว ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. ยังได้สร้างผลงาน ทั้งเรื่องการปฏิรูปศาสนา เข้าไปสะสางจัดระเบียบแวดวงสงฆ์ วางระบบดูแลควบคุมดูแลตรวจสอบเงินบริจาคที่เคยเป็นปัญหา

ถัดมา พรรคพลังชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่หากสืบค้นก็พอจะเห็นเค้าลางที่เชื่อมโยงไปถึง คสช. ในฐานะที่เคยเป็นอดีตมือทำงานอยู่ในคณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช. ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพรรคนอมินีทหารอย่างชัดเจน แต่ต่อมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

ล่าสุด พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มปท.) ซึ่งต่อยอดมาจากกลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เดิมเคยประกาศวางมือทางการเมืองแต่ก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการร่วมเป็นสมาชิก หรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

แต่ในบริบททางการเมืองที่ผ่านมาจะเห็นการเคลื่อนไหว ที่แสดงจุดยืน สนับสนุน คสช.แบบเต็มตัว ไล่มาตั้งแต่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนจะประกาศความชัดเจนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ดูจะขัดแย้งกับจุดยืนของประชาธิปัตย์ทำให้เกิดการแตกออกมาตั้งพรรคใหม่

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ยังไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะสนับสนุน หรือ ต่อต้าน คสช. ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองที่เคยอยู่ฝั่งขั้วอำนาจเก่า หรือมีฐานจากกลุ่มการเมืองเก่า

เริ่มจาก พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหลายสังกัด สุดท้ายหลังพรรคไทยรักไทย ถูกยุบและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ได้เบนเข็มออกจากใต้ระบอบทักษิณ ที่สุดได้รวบรวมพลพรรคอดีตรัฐมนตรี และ สส.มาตั้งเป็นพรรคใหม่

เวลานี้แกนนำประกาศชัดว่าไม่ได้เป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคทหาร แต่เป็นพรรคของประชาชนที่ยังแทงกั๊กว่าสนับสนุนคนดีเป็นนายกรัฐมนตรี

ถัดมา พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ซึ่ง เยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศเตรียมจัดตั้ง เพราะมองว่าพรรคเพื่อไทยยากที่จะได้เสียงข้างมากในสภาที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งมีอีก 100 ที่นั่งที่เป็นโอกาสของพรรค สปป. ซึ่งยังไม่ได้คิดถึงขั้นการร่วมรัฐบาล

ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท หลานชาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน และเห็นการขยับออกมาเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะ ล่าสุดส่งสัญญาณเตรียมกระโดดสู่สนามการเมืองรอบนี้ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดอ่านคล้ายคลึงกัน

ไปจนถึง พรรคเพื่อชาติไทย นำโดย อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยาคนสุดท้ายของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.สส.และอดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มาร่วมรับฟังคำชี้แจงแนวทางการดำเนินการตั้งพรรคของ กกต. เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

รวมทั้งยังมีอีกหลายกลุ่มรอประกาศตัวแสดงความชัดเจนเร็วๆ นี้ ที่จะทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้น n

สดศรีส่องรูรั่วเรือกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542682

สดศรีส่องรูรั่วเรือกกต.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นให้หลายภาคส่วนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เมื่อ สมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ตัดสินใจตบเท้าเข้าสมัครรับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.

ท่ามกลาง 1 ใน 5 เสือ คือ บุญส่ง น้อยโสภณ กกต. รับผิดชอบด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน ส.ค. นั่นทำให้จะเหลือเพียง 3 กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นกลาง

“ถ้าเหลือ กกต.อยู่ 4 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ถ้าเหลือ กกต.3 คน จะมีปัญหาเรื่องกรณีการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต อย่าไปสมมติ ถึงวันนั้นค่อยไปว่ากัน แต่ทุกเรื่องมีทางออกอยู่” คำยืนยันจาก ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.

ผนวกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ประกาศชัดเจนเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจะเกิดการเลือกตั้งในเดือนก.พ. 2562 จึงต้องมาลุ้นว่าเรื่องดังกล่าวจะลงเอยอย่างไร

สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง ให้มุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพราะ 5 คน ขาดไป 1 คน และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ฉบับปัจจุบัน ระบุไว้ว่าให้ดำเนินการได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งอาจจะต้องตีความหมายว่า “เลือกตั้งได้หรือไม่”

“อาจจะมีความขลุกขลักเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนมากต้องเกินมา 1 เพราะถ้า 2 ต่อ 2 เท่ากัน เวลาลงคะแนน เพื่อให้คนหนึ่งลงคะแนนชี้ขาด แต่ถ้า 2 ต่อ 2 จะไม่มีคนชี้ขาด และจะบอกว่าให้ประธานลงคะแนนได้อีก 1 คะแนนก็ตาม ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทำกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ”

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ทราบว่า สมชัย ทำไมถึงตัดสินใจไปลงสมัครเลขาฯ เพราะจริงๆ แล้วคนที่เป็น กกต. จะไม่ไปที่อื่น เพราะระดับต่ำกว่า อีกอย่างการเป็นเลขาฯ ช่วงเวลานี้หลายฝ่ายบอกยังไม่เหมาะสม เพราะว่าการที่ยังไม่มี กกต.ชุดใหม่มา และ กกต.ชุดเก่าเป็นอย่างนี้อีก จะออกไปเป็นเลขาฯ ก็คงเป็นประเด็น

“จริงๆ แล้วการเลือกเลขาฯ ขึ้นอยู่กับ กกต.และ 4 ท่านจะลำบากใจมาก เพราะถ้าเลือกท่านสมชัย คนก็จะบอกว่าท่านเล่นพวกกัน แต่ถ้าท่านไม่เลือกก็จะผิดใจกัน จริงๆ แล้วทั้ง 4 ท่าน ควรจะเลื่อนการสรรหาเลขาฯ ออกไป ซึ่งขณะนี้เลขาฯ ตัวจริง ก็ไม่มี หลังจากท่านภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาฯ ถูกให้ออกไป และเอารองเลขาฯ มาแทนตลอดเวลาจนถึงขณะนี้”

สดศรี ระบุว่า ในช่วงวิกฤตแบบนี้และเป็นอำนาจของ กกต.ทั้ง 5 คน ควรเลื่อนการสรรหาออกไป และเหมาะที่สุดควรให้ กกต.ชุดใหม่ดำเนินการเรื่องนี้ เพราะว่าเคยมีตัวอย่างกรณี ภุชงค์ อดีตเลขาฯ ซึ่งอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง กกต.ชุดเก่าและชุดปัจจุบันคือชุดใหม่ขณะนั้น และท้ายสุดชุดปัจจุบันไม่เอา

“การต่อสัญญาเลขาฯ จะดำเนินการลักษณะปีต่อปี และมีการประเมินผลงาน สมมติถ้าท่านสมชัย ได้เป็นเลขาฯ และบังเอิญชุดใหม่ไม่เอาขึ้นมา มันจะเกิดประเด็น เพราะที่ผ่านมาก็มีการฟ้องร้องกันระหว่างเลขาฯ กับ กกต.ว่าให้ออกไป มันเป็นความขัดแย้งกันในองค์กรนี้มาโดยตลอด หากเลือกสมชัยเป็นเลขาฯ ชุดนี้ และชุดใหม่เข้ามาแล้วไม่เอา ปัญหาจะเกิดขึ้น และไม่ดีต่อองค์กร ซึ่งองค์กรนี้ถูกมองมาตลอดว่าไม่ราบรื่น อยู่กันแบบไม่สมานฉันท์กันเท่าไร”

ส่วนการต่ออายุ กกต.ชุดปัจจุบัน โดยประธานอาจจะหมดวาระหากมีการเลือกตั้งตามที่นายกฯ ระบุ ซึ่งอาจเกิดปัญหาตามมาได้นั้น สดศรี ย้ำว่า การเลือก กกต.ชุดใหม่ ใช้เวลา 3 เดือน หรือ 90 วัน ถ้านับเวลาและทำกันจริงๆ โดยไม่มีปัญหา เหมือนชุดที่ 1 ก็น่าจะทัน เนื่องจากกรรมการสรรหาใช้ชุดเดิม

ขณะเดียวกัน ถ้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและผู้พิพากษายินดีจะมาเป็น กกต. ก็จะเลือกได้ภายใน 3 เดือน ก่อน บุญส่ง จะมีอายุครบ 70 ปี ปัญหาเหล่านี้ก็จะจบไปในทันที แล้วสำคัญคือ หากเลื่อนการเลือกเลขาฯ ออกไปสักระยะ เพราะเมื่อไม่มีตัวจริงมานานทำไมต้องเร่ง ควรให้รองเลขาฯ ซึ่งทำหน้าที่รักษาการทำหน้าที่ไปก่อน จะเหมาะสมและไม่มีช่องว่างเหลืออยู่

“สำคัญตรงนี้ ถ้า สนช.เลือก กกต.ชุดที่จะเกิดขึ้นใหม่ภายใน 3 เดือนทุกอย่างจะจบเรื่อง และควรทำให้ทันตามกรอบเวลาซึ่งไม่ยากอะไร แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จะมีคนสมัครหรือไม่ เพราะเหมือนกับว่าเล่นไม่เลือกใครเลย คนก็มีความรู้สึกว่าสมัครแล้วจะเสียหรือไม่ เพราะบางคนสะสมชื่อเสียงมานานแต่มาตกม้าตายช่วงสมัคร กกต.แล้วไม่ได้ มันจะเกิดความรู้สึกไม่ดีสำหรับคนอยากสมัครเข้ามา ผ่านการสรรหาเลือกจากศาลฎีกาเข้ามา จะเสียความรู้สึกมาก”

ขณะที่ สนช.ไม่สามารถชี้แจงได้เลยทำไมถึงโละทั้งหมด 7 คน ถ้ามาครั้งที่ 2 ถ้า สนช.เลือก 2 คน หรือจะโละทั้งหมดก็คงอยู่กันยาก สนช.ต้องให้คำตอบชัดเจนว่าเพราะอะไร การที่ผู้สมัครผ่านการคัดเลือก หรือกรรมการสรรหา หรือผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา น่าจะเป็นข้อยุติได้ครึ่งหนึ่ง เพราะได้ผ่านคุณสมบัติเหมาะสม และจะมาอ้างถึงเรื่องไม่มีประสบการณ์คงไม่ได้

“ทุกชุดที่ผ่านมาไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยเป็นพนักงาน กกต.มาก่อน ถ้าจะเอามีประสบการณ์ก็ต้องเอามาจากพนักงาน กกต. หรือกระทรวงมหาดไทย ต้องระบุมาอย่างนั้น เพราะถ้าเอาจากศาลก็ไม่มีประสบการณ์ในการเลือกตั้ง ถึงแม้ดูแลกฎหมายเลือกตั้ง แต่ตัดสินคดีเลือกตั้งเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการทำงาน ดังนั้นอยู่ที่ สนช.จะเลือกได้หมดหรือไม่”

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเลือกตั้ง ลดแรงต้าน-มั่นใจในอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 11:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/news/542408

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเลือกตั้ง ลดแรงต้าน-มั่นใจในอำนาจ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงพอสมควรสำหรับการประกาศไทมไลน์วันเลือกตั้งทั่วประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 27 ก.พ.

“ตอนนี้ผมตอบชัดเจนแล้วนะ การเลือกตั้งไม่เกินเดือน ก.พ. 2562 จะเอาอะไรกันอีก แต่จะวันเวลาไหนก็อยู่ในห้วงเวลาดังกล่าวนั่นแหละประมาณ 150 วัน แต่ใน 150 วันนี้ก็ต้องพิจารณาดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร ผมไม่ได้ขู่นะ แต่ถ้าทุกคนยังออกมา เดี๋ยวคอยดูแล้วกัน พอเวลาปลดล็อกทางการเมืองมันจะเกิดอะไรขึ้น มาบ้าง ผมก็หวังให้มันเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมา หาเสียงกันโดยสงบ ไม่ใส่ร้ายป้ายสีกัน ไม่ยุยงปลุกปั่นอะไรทำนองนี้ มันจะได้เลือกตั้งได้

ผมก็อยากให้เลือกตั้งได้ ไม่ได้หมายความว่าจะให้เลือกตั้งไม่ได้ แล้วผมจะได้อยู่ต่อ ถ้าคิดแบบนี้ ก็ไม่อยากจะคุยด้วย พอแล้วนะเรื่องนี้ เรื่องล้มกฎหมาย ผมบอกแล้วไม่มีนโยบาย มันทำไม่ได้ มันไม่ควรจะล้ม ต้องไปหาทางกันให้ได้เพื่อให้เลือกตั้งได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

หากจับคำพูดของนายกฯ เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ จะบอกแค่เพียงการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแมป อาจจะมีบ้างที่บอกว่าถึงกำหนดเวลา แต่ไม่เคยแสดงถึงการอยากให้เกิดการเลือกตั้งชัดเจนเหมือนกับที่พูดเมื่อวันที่ 27 ก.พ.มาก่อน

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าอยากให้เกิดการเลือกตั้งมีความหมายในทางการเมืองอย่างไร?

เหตุผลหลักประการแรกคงหนี ไม่พ้นเพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง ที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่เกิดกรณีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีผลในทางลบต่อคะแนนความนิยม ของรัฐบาลพอสมควร

อีกทั้งผลงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยังไม่เข้าตาประชาชนมากนัก ดังจะเห็นได้จากโพลผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่างระบุไปในทำนองเดียวกันว่าอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง

ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงส่งให้เริ่มเกิดการชุมนุมกดดันให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งพลเรือนเข้ามาเป็นรัฐบาล

แต่ที่สุดแล้วแรงจูงใจที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้งนั้นไม่ได้มาจากแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจัยที่ว่านั้นคือ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการ เลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายกรรมการการเลือกตั้ง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ประกาศลงใช้ราชกิจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับก่อน จากนั้นจะกำหนดวันเลือกตั้งให้อยู่ภายใน 150 วัน

โดยเวลานี้มีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง เหลือเพียงกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เท่านั้นที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย

พลิกเข้าไปดูไส้ในของร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มา ซึ่ง สว. ณ ขณะนี้ เป็นใจให้กับคสช.พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมาย สว.

กล่าวคือคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย มีมติให้กระบวนการเลือก สว.เป็นไปตามที่ สนช.กำหนด ได้แก่ ให้มี สว.จากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม ให้ผู้สมัครสามารถสมัครได้ผ่านองค์กรนิติบุคคลและอิสระ และ ยกเลิกระบบการเลือกไขว้ ซึ่งวิธีการเลือก สว. ของ สนช.นั้นจะมีอายุ 5 ปีในระยะเปลี่ยนผ่านเท่านั้น โดยเมื่อพ้น 5 ปีแล้วทุกอย่างจะกลับไปรูปแบบที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกแบบไว้ตามเดิม

การบัญญัติไว้เช่นนี้เรียกได้ว่าทำให้ กรธ.และ สนช.บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เพราะ กรธ.เองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสียอะไร ส่วน สนช.ก็ได้ในสิ่งที่ต้องการเช่นกัน โดยผลดีที่สุดตกอยู่ที่ คสช.เอง เนื่องจาก คสช.ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่คัดเลือก สว. เพราะการให้มีองค์กรนิติบุคคลสามารถเสนอชื่อมาให้ คสช.เลือกได้ ย่อมทำให้ คสช.รู้หัวนอนปลายเท้าของคนที่เข้ามาสมัครได้มากกว่าบุคคลที่สมัคร สว.ในนามอิสระ

คสช.ต้องประณีตในการ เลือก สว.พอสมควร เพราะ สว.ยุค 4.0 ภายใต้การกุมบังเหียนของ คสช.นั้นไม่ได้เป็นวุฒิสภาตามปกติ แต่เป็นวุฒิสภาที่มีอำนาจพิเศษ ทั้งการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและการติดตามการปฏิรูปประเทศและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้การสืบทอดอำนาจโดยอาศัยกติกาของกฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ มิเช่นนั้นแทนที่จะได้ลงหลังเสืออย่างสงบ อาจต้องมาผจญกับนักการเมือง ที่รอเช็กบิลกันอยู่

เมื่อเกมและอำนาจทุกกระบวนการท่าอยู่ในกำมือของ คสช. จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจและประกาศอย่างเป็นทางการว่าพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้งในที่สุด

เหลืออีกไม่กี่อึดใจ การเลือกตั้ง ก็จะเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ว่า คสช.จะระแวงอะไรบางอย่างและนำมาซึ่งการเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา

กระแสไม่แรงเท่าม็อบ พรรคกปปส.แจ้งเกิดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542231

กระแสไม่แรงเท่าม็อบ พรรคกปปส.แจ้งเกิดยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

งวดเข้ามาทุกทีกับการเริ่มต้นเปิดให้พรรคการเมืองใหม่จดจองชื่อกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันแรกในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ซึ่งคาดว่ามีไม่น้อยกว่า 10 พรรค ที่จะเปิดตัวในวันดังกล่าวหลังเห็นการออกมาขยับประกาศตัวเตรียมความพร้อมและเป้าหมายทางการเมืองไปแล้วหลายพรรค

หนึ่งในพรรคที่กำลังถูกจับจ้องเป็นพิเศษหนีไม่พ้น พรรคของ กปปส.

แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ยืนยันว่า ช่วงชีวิตที่เหลือจะอุทิศเวลาในการรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา และประชาชน เท่าที่จะทำได้ และไม่คิด หันไปเล่นการเมืองอีก ไม่ร่วมรัฐบาล กับใคร ไม่เป็นนักการเมือง ไม่ไปลงสมัคร สส.อย่างแน่นอน

“วันนี้ตัวเองยังเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในฐานะเลขาฯ กปปส. ยืนยันว่าไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล และต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ไม่อยากให้เกิดวงจรเดิมๆ ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย”

ในอนาคตจะมีการจัดตั้งพรรค การเมืองหรือไม่นั้น สุเทพ เปิดทาง ไว้สำหรับอนาคตว่า “เป็นไปได้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองและประชาชน”

แต่ทว่าล่าสุด ธานี เทือกสุบรรณ น้องชายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาคอนเฟิร์มกระแสข่าวแทงกั๊กว่า เตรียมไปจดจองชื่อพรรคต่อ กกต. ในนาม “พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นพระประมุข พร้อมกับเตรียม ส่งผู้สมัครในเขตจังหวัดภาคใต้ครบ ทุกจังหวัด”

สอดรับกับทิศทางการเคลื่อนไหวกับกระแสการตั้งพรรค กปปส.ที่ประกาศตัวเตรียมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจ “ปฏิรูป” ให้สำเร็จลุล่วง

อย่างไรก็ตาม การตั้งพรรค การเมืองของ กปปส.ในเวลานี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก การที่เคยได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลมหาประชาชนเรือนล้านออกมาร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 4 ปีก่อน อาจ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพรรค กปปส. จะได้รับเสียงถล่มทลายเช่นเดิม

ประการแรก กระแสความนิยม ของ กปปส.ที่เริ่มเสื่อมคลายลงไป หลังจากรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ด้วยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สะกดไม่ให้ทั้งพรรคการเมือง หรือกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวได้ แม้ช่วงที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรชาว สวนยางจะประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ก็ไม่อาจออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง ให้แก้ปัญหาได้จนเป็นแรงกดดันที่สะสมเรื่อยมา

ยิ่งในวันที่ “ผลงาน” การบริหารงานของรัฐบาล คสช. ยังไม่เข้าตาประชาชน การปฏิรูปและปรองดองที่เป็นเรื่องเร่งด่วนยังไม่เห็นความคืบหน้า

ซ้ำเติมด้วยเงื่อนงำความไม่โปร่งใสที่โยงถึงคนใน คสช. และความไม่ชัดเจนเรื่อง “เลือกตั้ง” ที่กำลังถูกถล่มว่าเป็นการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป

การที่พรรคของ กปปส.จะไปชูเป้าหมายประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานี้ จึงอาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลมหาประชาชนเหมือนเช่นที่เคยออกมาเรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหารก่อนหน้านี้

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ สุเทพ ซึ่งเคยประกาศตัววางมือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว แต่หากมาสนับสนุนพรรคดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมือง แม้จะอ้างว่าอยู่เบื้องหลัง ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิเสรีภาพก็ย่อมถูกมองว่าเป็นผู้ชักนำพรรคอยู่เบื้องหลังซึ่งจะยิ่งทำให้พลัง ของพรรคอ่อนแอลงไป

ประการที่สอง ฐานเสียงและตัว ผู้สมัครที่ทับซ้อนระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์ ซึ่งชัดเจนแล้วว่า แกนนำ กปปส. ทั้ง 8 คนที่ผ่านมา ประกาศกลับพรรคและพร้อมสวมเสื้อประชาธิปัตย์ ลงสนามเลือกตั้ง

ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคของ กปปส.ต้องมาแข่งกันเอง สุดท้ายโอกาสที่จะได้รับเสียงสนับสนุนเป็นกอบเป็นกำและชนะการเลือกตั้งย่อมเป็นไปได้ยาก หรืออาจกลายเป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งจากพรรคอื่นสามารถเบียดตัวเข้ามาเอาชนะในฐานเสียงที่เข้มแข็ง ทั้งภาคใต้และกทม.ได้

ยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ด้วยแล้วโอกาสที่พรรคของ กปปส.จะสามารถเบียดตัวเอาชนะผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ย่อมเป็นไปได้ยาก ดังจะเห็นจากบทเรียนในอดีตซึ่งมี สส.ซึ่งเคยได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นของประชาธิปัตย์ย้ายไปอยู่พรรคอื่น สุดท้ายต้องพ่ายแพ้เลือกตั้งให้กับผู้สมัครของประชาธิปัตย์

ตอกย้ำวลีเปรียบเปรยว่า ภาคใต้ ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ชนะเลือกตั้ง นั่นจึงเป็นเรื่องยากที่ แกนนำ กปปส.จะยอมทิ้งเสื้อประชาธิปัตย์ ไปสวมเสื้อ กปปส.ไปลงสนามแข่งกับประชาธิปัตย์

ชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศ ตั้งพรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งสุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

แน่นอนว่าสถานการณ์ครั้งนี้กับ ครั้งนั้นมีความแตกต่างกันที่ไม่อาจเปรียบเทียบได้ชัดเจน ทั้งในเรื่องความขัดแย้งของ แกนนำ พันธมิตรฯ และระบบเลือกตั้งปัจจุบัน

โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งปัจจุบัน ที่ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย แม้แพ้ในระบบเขตก็ยังถูกนำไปคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อ

ดังนั้น เมื่อกลับมาวิเคราะห์แล้ว เป้าหมายการตั้งพรรคของ กปปส. จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การช่วงชิงเอาชนะในระบบเขตอย่างเอาเป็นเอาตายซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่อาจจะหวังสะสมคะแนนในแต่ละพื้นที่รวมแล้วเพียงพอจะได้ สส.บัญชีรายชื่อหลายที่นั่ง

ไม่ต่างจากพรรคเล็กพรรคน้อยที่ คิดคล้ายกัน ต่างเพียงแต่พรรคของ กปปส.มีฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนอยู่เรือนล้าน แม้แนวคิดนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป

เปิดเลือกตั้งท้องถิ่น เช็กกำลัง-วัดกระแส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542039

เปิดเลือกตั้งท้องถิ่น เช็กกำลัง-วัดกระแส

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้คงยังไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งลงมติไม่เห็นชอบให้บุคคลที่ผ่านการสรรหาจำนวน 7 คน ไปดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แม้การลงมติฉีกหน้าคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาของ สนช. จะไม่มีผลกระทบ ต่อโรดแมปการเลือกตั้งโดยตรง เนื่องจาก กกต.ชุดปัจจุบันยังสามาร ทำหน้าที่ได้ตามปกติภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 กำหนด แต่ในอนาคตจะมีใครรู้ว่าจะมีการสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมาอีก เพื่อเลื่อนการเลือกตั้ง ดังที่ สนช.ได้เคยทำมาแล้วผ่านการให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) และ สนช.พยายามยื้อการเลือกตั้ง ส่งผลให้เริ่มเกิดกระแสต่อต้านนอกสภาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ซึ่งเริ่มเกาะกลุ่มรวมตัวกันได้หนาแน่นมากขึ้น

ขณะที่ คสช.เองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้มากนัก เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ใช่คำสั่งของ คสช.เหมือนเมื่อก่อน เท่ากับการชุมนุมของประชาชนย่อมได้รับการคุ้มครองตราบเท่าที่การชุมนุมนั้นยังไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งออกมาบ้าง อย่างน้อยเพื่อลดกระแสกดดัน นั่นหมายถึงการประกาศจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้

“คาดว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะมีขึ้นในบางระดับก่อนในปีนี้ การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ผมยังไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นได้ ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถ้าจำนวนสมาชิกและเขตพื้นที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะจัดการเลือกตั้งได้ ไม่ยุ่งยากอะไร แต่ถ้าเขตเลือกตั้งเปลี่ยนทำให้รายชื่อประชาชนมีการเคลื่อนย้ายจะยุ่งยาก ต้องให้กกต. ชุดใหม่เป็นคนแบ่ง” คำกล่าวจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

ถ้าพิจารณาจากคำพูดของ รองนายกฯ พอจะทำให้เห็นการ เลือกตั้งท้องถิ่นจะมีขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเป็นพื้นที่เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะได้ใช้อำนาจของตัวเอง เพื่อเลือกผู้แทนประชาชนอย่างเป็นทางการ ภายหลังถูก คสช.ริบเอาไว้ มาเป็นเวลา 3 ปี

ฝ่าย กกต.ออกมารับลูกว่ากติกาสำหรับการควบคุมการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมหมดแล้ว โดยรอเวลาส่งให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ

สำหรับร่างกฎหมายเลือกตั้ง ท้องถิ่นที่ กกต.จัดทำนั้นมีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ กกต.แต่ละคนมีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือกตั้ง หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ หากพบการกระทำความผิดในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นลาออกก่อนครบวาระ หากมีการอนุมัติโครงการที่ใช้งบประมาณท้องถิ่นภายใน 90 วันก่อนวันลาออก ให้ถือว่าผู้บริหารท้องถิ่นกระทำการฝ่าฝืน เว้นแต่โครงการดังกล่าวเป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติสาธารณะ เป็นต้น

กระบวนการของการพิจารณากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เริ่มมีการประมาณกันว่าน่าจะเสร็จขั้นตอนทางนิติบัญญัติช่วงเดือน ส.ค. ก่อนจะกำหนดให้ช่วงเดือน ต.ค.เป็นวัน หย่อนบัตรเลือกตั้ง

สถานการณ์มาถึงตอนนี้ คสช. มีทางเลือกไม่มาก ด้วยเหตุที่กำลังเผชิญกับกระแสกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถแก้ไขเพื่อตอบโจทย์กับประชาชน เช่นเดียวกับปัญหาการเมืองซึ่งกำลังพายเรืออยู่ในอ่างที่ไม่สามารถสร้างหลักประกันแห่งความโปร่งใสได้ หลังจากรัฐบาลถูกตีตราว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เพราะเคยบอกว่านักการเมืองทุจริต แต่เมื่อรัฐบาลเจอกับตัวเองกลับเสียงดังและอำนาจเพื่อเขี่ยปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม

การส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อให้สังคมเห็นว่ารัฐบาล ไม่ได้หวงอำนาจ จึงเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อลดกระแส ต่อต้านในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง ท้องถิ่นที่จะมีขึ้นนั้น คสช.ไม่ได้หวังใช้เป็นรูระบายลดอุณหภูมิการเมืองเท่านั้น แต่ คสช.ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบกำลังและฐานเสียงของพรรคการเมืองไปในตัวด้วย

โดยทั่วไปแล้วการหาเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมืองจะให้ความสำคัญพอสมควร เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของฐานเสียงเลือกตั้งในระดับประเทศ หากพรรคการเมืองไหนมีฐานท้องถิ่นแข็งแรง โอกาสที่จะได้รับชัยชนะในการเมืองระดับชาติย่อมมีสูงขึ้น

ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายใต้ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่พรรครัฐบาลกลับแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งในสนามเมืองหลวงมาจากความเข้มแข็ง ของฐานเสียงของพรรคที่สร้างเอาไว้มาเป็นเวลานานตั้งแต่ระดับสมาชิกสภาเขตจนมาถึงระดับสมาชิกสภา กทม.

แน่นอนว่าเมื่อปี่กลองการเมืองเลือกตั้งท้องถิ่นดังขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ ต้องการส่งคนลงสนาม เพื่อวัดกระแสความนิยมของตัวเองว่ายัง เข้มแข็งเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนจะไป สู่สนามเลือกตั้งใหญ่

เช่นเดียวกับ คสช.แม้อาจ จะยังไม่ปรากฏพรรคนอมินีเพื่อลงสนามเล็ก แต่ คสช.ย่อมต้องการจะดูฐานกำลังของพรรคการเมืองและอารมณ์ของประชาชนด้วยว่ายังให้การต้อนรับนักการเมืองหรือไม่

ทันทีที่ คสช.เห็นไพ่ของพรรคการเมือง ย่อมจะเป็นโอกาสสำคัญที่ คสช.จะมาประเมินตัวเองว่าจะดีพอสำหรับการเข้าสู่อำนาจเพื่อสืบทอดอำนาจหรือไม่ต่อไป