กันยายนเดือด ชี้อนาคต ‘ยิ่งลักษณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/512998

กันยายนเดือด ชี้อนาคต 'ยิ่งลักษณ์'

 โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดือน ส.ค.เพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่กี่วัน ต้องยอมรับว่ามีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าทบทวนความทรงจำกันอยู่ไม่น้อย ทั้งฝ่ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพรรคเพื่อไทย

วันที่ 2 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับพวกรวม 4 คน ในคดีการสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

การพิพากษายกฟ้องทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกอาการทันทีด้วยการส่งสัญญาณให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโจทก์เร่งอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อขอให้ทบทวนคำพิพากษายกฟ้องดังกล่าว แต่ ป.ป.ช.มีมติตัดสินใจเสนอเรื่องอุทธรณ์ทบทวนเพียงคนเดียว คือ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

วันที่ 15 ส.ค. คณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ เพื่อลุยงานปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ซึ่งรายชื่อคณะกรรมการปรองดองหลายคน ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยผ่านการทำงานในตำแหน่งแม่น้ำ 5 สายมาแล้วแทบทั้งสิ้น อาทิ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กลับมาอีกครั้งในตำแหน่งประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หรือ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้รับตำแหน่งประธานกรรมการปฏิรูปการเมือง เป็นต้น

ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการชุดนี้ ส่งผลให้เกิดเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน โดยเสียงสนับสนุนก็มองว่าจะช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่อีกฝ่ายกลับเห็นว่ากระบวนการปฏิรูปประเทศแทบไม่มีอะไรต่างจากเดิม เพราะมีการเอาคนหน้าเก่าๆ กลับมาทำงาน

วันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ “บุญทรง เตริยาภิรมย์”อดีต รมว.พาณิชย์ จำคุกเป็นเวลา 42 ปี ในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ จีทูจี) ซึ่งต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองว่าเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ต้องคำพิพากษาจำคุกมากที่สุด โดยขณะนี้ทนายความของบุญทรงกำลังพยายามหาทางสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

พิจารณาแต่ละเหตุการณ์สำคัญแล้ว ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะวันดังกล่าวนอกจากเป็นวันที่พิพากษาบุญทรงแล้ว ยังเป็นวันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการจำนำข้าว

แต่ปรากฏว่ายิ่งลักษณ์ไม่ได้มาตามนัด จนศาลฎีกาฯ ต้องออกหมายจับและเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 27 ก.ย.

ดังนั้น หากจะบอกว่าวันที่ 27 ก.ย. เป็นวันชี้ชะตายิ่งลักษณ์ก็คงไม่ผิดนัก

ตามขั้นตอนทางกฎหมายไม่ว่าวันนั้นยิ่งลักษณ์จะเดินทางมายังศาลฎีกาฯ หรือไม่ ศาลฎีกาฯ จะดำเนินการอ่านคำพิพากษาลับหลังทันที ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาในวันดังกล่าวจะส่งผลต่ออนาคตและอิสรภาพของยิ่งลักษณ์อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ หากศาลพิพากษายกฟ้องและให้ยิ่งลักษณ์เป็นผู้บริสุุทธิ์ เท่ากับว่าหมายจับยิ่งลักษณ์ที่ออกมาก่อนหน้านี้จะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย และมีผลให้ยิ่งลักษณ์กลับเข้าประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เช่นเดียวกับกรณีที่ถ้าศาลฎีกาฯ พิพากษาให้มีความผิดแต่รอลงอาญา ก็จะทำให้หมายจับสิ้นผลทันที และยิ่งลักษณ์ย่อมเดินทางกลับสู่มาตุภูมิได้อย่างไม่ต้องระแวงอีก

อย่างไรก็ตาม ทั้งกรณีศาลยกฟ้องหรือรอลงอาญา ต้องไม่ลืมว่าอัยการสูงสุดในฐานะโจทก์ยังสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ได้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา

แต่ถึงกระนั้นชีวิตของยิ่งลักษณ์อาจต้องผกผันอีกรอบ หากคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย. ไม่ได้เป็นคุณกับยิ่งลักษณ์ คือ การพิพากษาให้จำคุก

ไม่ว่าจะถูกพิพากษาให้ต้องจำคุกเป็นเวลาเท่าไหร่ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ยิ่งลักษณ์ในฐานะจำเลยย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ได้ พร้อมกับใช้สิทธิยื่นขอประกันตัวแบบที่บุญทรงกำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่

ทว่า หากในระหว่างนั้นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีผลบังคับใช้ จะมีผลต่อยิ่งลักษณ์โดยตรงอย่างน่าสนใจ

ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ศาลฎีกาฯ จะพิจารณาคำอุทธรณ์ของจำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลเท่านั้น หมายความว่า ยิ่งลักษณ์ต้องมายื่นคำร้องด้วยตัวเอง ไม่สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นมาทำการแทนตามกฎหมายปัจจุบัน

ไม่เพียงเท่านี้ ร่างกฎหมายฉบับที่รอประกาศในราชกิจจานุเบกษายังระบุอีกเรื่องที่ว่าการหลบหนีคดีของจำเลยมีผลให้ไม่ต้องมีการนับอายุความไว้ชั่วคราว จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ยิ่งลักษณ์ต้องอาจหนีไปตลอดชีวิต

ดังนั้น เมื่่อชะตากรรมของยิ่งลักษณ์เดินมาถึงจุดนี้แล้ว วันที่ 27 ก.ย. จะเป็นวันกำหนดอนาคตว่ายิ่งลักษณ์จะหนีชั่วคราวหรือหนีตลอดชีวิต

 

 

พิมพ์เขียวสัญญาใจ ‘สามัคคีก่อนเลือกตั้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 06:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/512974

พิมพ์เขียวสัญญาใจ 'สามัคคีก่อนเลือกตั้ง'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดโรดแมปสู่การเลือกตั้งไว้ประมาณปี 2561 สอดคล้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เริ่มวงปฏิทินไว้ น่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน ส.ค. 2561

ทว่า ก่อนถึงการเลือกตั้งก็มีอีกหนึ่งประการนั่นคือความพยายามสร้างความปรองดอง หรืออีกนัยหนึ่งต้องการให้บรรยากาศบ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยก่อนจะมีการเลือกตั้ง

หนึ่งในสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโรดแมป คือการจัดทำสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายข้าราชการ ทหาร นักการเมือง ประชาชน โดยจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นและจัดทำเป็นพิมพ์เขียวเพื่อเผยแพร่ต่อไป

กระนั้น คสช.สรุปสาระสำคัญ “สัญญาประชาคม เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง” ออกมาดังนี้

“รู้รักสามัคคี” ร่วมกันสร้างความสามัคคีปรองดอง ใช้สิทธิเสรีภาพตามกรอบของกฎหมาย ยอมรับความคิดต่าง เข้าใจประชาธิปไตย แก้ไขปัญหาด้วยระบบรัฐสภา

“ยึดมั่นศาสตร์พระราชา” ต้องพัฒนาตนเอง นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ประกอบอาชีพสุจริตและมีไมตรีจิตต่อกัน

“ขจัดการทุจริต” ดำเนินชีวิตด้วยหลักคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ ร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ

“อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” ร่วมแบ่งปันใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม คำนึงถึงความสมดุลและยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันสนับสนุนดูแล คุณภาพชีวิต ด้านสาธารณสุขและการศึกษาอย่างเท่าเทียม

“เคารพกฏหมาย” เชื่อมั่นและต้องปฏิบัติตามกฏหมาย โดยกระบวนการยุติธรรมต้องทำงานอย่างอิสระเป็นกลาง ไม่เลือกปฏิบัติ

“รู้เท่าทันข่าวสาร” รับรู้ข่าวสารอย่างรอบคอบ ไม่เสนอข้อมูลที่บิดเบือนยั่วยุ ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

“ยึดมั่นกติกาสากล” ปฏิบัติตามกฎกติกาสากลระหว่างประเทศ โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

“ร่วมพัฒนาและปฏิรูปประเทศ” รับรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ด้วยพลังประชารัฐ สู่การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเป็นระบบและครบวงจร

“เดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ” เรียนรู้ ร่วมมือและสนับสนุนขับเคลื่อนประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ร่วมกันกำหนด ให้เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

ปรองดองเป็นหน้าที่ทุกคนไม่ต้องเซ็นเอ็มโอยู

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เปิดเผยขั้นตอนหลังจากเปิดสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า จะมีการสร้างความรับรู้และความเข้าใจกับประชาชน หลังจากนั้นจะพิจารณาวันเวลาที่เหมาะสม เพื่อแถลงสัญญาประชาคมอย่างเป็นทางอีกครั้ง โดยจะสรุปเนื้อหาที่สำคัญเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจง่ายนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สาระของสัญญาประชาคมเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วในจิตสำนึกของคนไทย เพียงแต่ว่าอาจจะถูกปิดบังและลบเลือนไปบ้างในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา เห็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เรื่องที่ผิดกติกาสังคมกลายเป็นความถูกต้อง ชอบธรรมและเป็นเรื่องปกติไป ถ้าเราช่วยกันปลุกจิตสำนึกของคนจะรู้กันว่าอะไรที่ควรปฏิบัติ ถ้าเป็นอย่างนี้สังคมจะเดินหน้าไปได้

“ห้ามถามหาว่าการสร้างความปรองดองเป็นหน้าที่ของใคร เป็นหน้าที่ของรัฐหรือไม่ มันไม่ใช่ แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพราะตัวปรองดองตัวนี้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตร่วมกัน แล้วทำไมต้องเป็นหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” พล.ต.คงชีพ กล่าว

พล.ต.คงชีพ กล่าวถึงนักการเมืองจำเป็นต้องมาลงนามเอ็มโอยูปรองดองหรือไม่นั้น “ไม่เป็นไร หากเขานิ่ง แต่อยู่ในกรอบกฎหมายก็หมายความว่าเขาเดินหน้าปรองดองแล้ว ไม่ต้องมีการตอบสนองโดยการเซ็นเอ็มโอยู ถึงวันหนึ่งหากเห็นว่าดีค่อยทำไป หากนักการเมืองรับรองต่อหน้าประชาชนแล้ว เราก็มั่นใจว่าปัญหาในอนาคตจะไม่เกิดขึ้น หากเกิดขึ้นอีกเขาก็ได้รับผลตามกฎหมาย เราจะไม่พูดถึงอดีตว่าใครผิดใครถูก ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม”

 

“ทักษิณ” เปิดหน้าสู้ ปลุกใจ “เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/512823

"ทักษิณ" เปิดหน้าสู้ ปลุกใจ "เพื่อไทย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เพียงแค่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ขยับปลายนิ้วด้วยโพสต์วรรคทองของ “มองเตสกิเออ” (Montesquieu) นักคิดทางการเมืองชาวฝรั่งเศส ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัวจะทำให้การเมืองไทยระอุขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม” วรรคทองของมองเตสกิเออที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ยกขึ้นกล่าวอ้าง

วาทะของมองเตสกิเออดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1734 ในหนังสือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Considerations on the Causes of the Greatness of the Romans and their Decline” ซึ่งผลงานที่ทำการศึกษาสาเหตุแห่งความยิ่งใหญ่และความล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

แต่สำหรับนักปราชญ์รายนี้เป็นที่รู้จักของคนที่สนใจสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ในฐานะผู้เป็นคนคิดค้นทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ อันเป็นต้นตำรับของการแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” ซึ่งระบบการปกครองของประเทศไทยก็เป็นไปตามหลักการดังกล่าว นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475

ถ้าอดีตนายกฯ ทักษิณ อยากจะทวีตหรือแชร์ข้อความใดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวของตัวเองในภาวะบรรยากาศการเมืองปกติก็คงไม่เป็นไร แต่การที่ออกมาโพสต์ข้อความเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่การเมืองไทยกลับมาระอุอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ผู้ทรงอิทธิพลการเมืองรายนี้เคยปรากฏความเคลื่อนไหวผ่านทางสื่อออนไลน์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเป็นการโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thaksin Shinawatra” เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2559 หลังจากถูกฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการจ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

“อยากจะบอกว่า ผมไม่จำเป็นต้องไปจ้างใคร ให้เสียเงินเสียทอง เพื่อประจานนายกฯ ไทย ให้เสียภาพลักษณ์ประเทศหรอกครับ ประวัติศาสตร์มีให้เห็นอยู่เสมอว่า เผด็จการที่ลุแก่อำนาจ ด่ากราดคนที่พูดจาไม่ถูกใจ ดูถูกคนยากจนว่าโง่ ใช้อำนาจเกินขอบเขต และปกครองประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชนนั้น ล้วนแล้วแต่แพ้ภัยตัวเองทั้งนั้น” ส่วนหนึ่งของข้อความที่โพสต์ลงเฟซบุ๊ก

การโพสต์เฟซบุ๊กในครั้งนั้นเต็มไปด้วยข้อความที่ตอบโต้ คสช.อย่างดุเดือด ก่อนที่จะทิ้งหมัดใส่ คสช.ด้วยประโยคที่ระบุว่า “ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ในโลกคนไหนที่จะมีความสามารถทำลายคุณได้ เท่ากับคุณทำลายตัวคุณเอง”

ทว่า การเคลื่อนไหวผ่านสื่อออนไลน์ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ครั้งล่าสุดต่างจากอดีตที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นโพสต์ข้อความสั้นๆ แต่เล่นกับจังหวะและเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ เป็นการโพสต์ข้อความในช่วงที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าวตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดหมาย จนศาลฎีกาฯ ต้องออกหมายจับและยึดเงินประกันเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ประกอบกับ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาให้จำคุกถึง 42 ปีจากการทุจริตในโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่าเป็นบทอวสานของ “ชินวัตร” ในทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการแตกสลายของพรรคเพื่อไทย เพราะนายกรัฐมนตรีทั้งสามคนของครอบครัวนี้ต่างต้องลงจากตำแหน่งไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก

“ทักษิณ” ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และตามมาด้วยคดีความมากมาย อันนำมาสู่การพิพากษาจำคุกและยึดทรัพย์มูลค่ามหาศาลหลายหมื่นล้านบาท

“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” แม้จะไม่ได้พ้นจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหาร แต่ก็ต้องโบกมือลาด้วยผลของคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมๆ กับการถูกกลุ่มมวลชนฝั่งตรงข้ามกดดันอย่างหนัก ยังดีที่ล่าสุดศาลฎีกาฯ พิพากษายกฟ้องในคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ส่วน ‘”ยิ่งลักษณ์” เมื่อมองลงไปแล้วพบว่ามีชะตากรรมที่ไม่ต่างจากผู้เป็นพี่ชายเท่าไรนัก ทั้งถูกกลุ่มมวลชนฝั่งตรงข้ามกดดัน ถูกรัฐประหารล้มรัฐบาล และนำมาซึ่งการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างเข้มข้น ซึ่งจะมีบทสรุปในวันที่ 27 ก.ย.นี้

แน่นอนว่าการที่นายกฯ จากการเลือกตั้งทั้ง 3 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยอุบัติเหตุทางการเมืองแบบไม่ค่อยสวยนัก ย่อมทำให้เหล่าขุนทหารในพรรคเพื่อไทยย่อมวิตกกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะอนาคตของพรรคว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่าอีกประมาณ 1 ปี หรือกลางปี 2561 จะมีการเลือกตั้ง เพราะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ มีความคืบหน้ามากขึ้นไปทุกที บรรดาคนของพรรคเพื่อไทยก็ต้องการกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง แต่หากจะให้ลงสนามโดยไร้กำลังสนับสนุนอย่างครอบครัวชินวัตร โอกาสที่จะฝ่าด่านเพื่อให้เข้าไปนั่งในสภาให้ได้มากที่สุด ย่อมเป็นงานยากยิ่งทวีคูณ

ด้วยเหตุนี้เอง อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทักษิณในฐานะนายใหญ่ของพรรคเพื่อไทยต้องออกมาเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงความชัดเจนว่าตนเองจะยังคงเป็นนายใหญ่ให้กับพรรคต่อไปในระยะยาว

เมื่อหมากตัวสำคัญขยับให้เห็นแล้ว การเมืองไทยนับจากนี้ไปจึงต้องห้ามกะพริบตากันเลยทีเดียว

 

กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ล็อกสองชั้นคุมเบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/512371

กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ล็อกสองชั้นคุมเบ็ดเสร็จ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เริ่มต้นเดินหน้าสู่การปฏิบัติอย่างเป็นทางการ เมื่อล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มอีก 1 คน​

พร้อมกับแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ อีก 12 คน ได้แก่ ​กานต์ ตระกูลฮุน ชาติศิริ โสภณพนิช เทียนฉาย กีระนันทน์ บัณฑูร ล่ำซำ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง พลเดช ปิ่นประทีป วิษณุ เครืองาม ศุภชัย พานิชภักดิ์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และอุตตม สาวนายน

เมื่อรวมกับโครงสร้างที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ ประธานรัฐสภาเป็นรองประธาน และผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาโดยตำแหน่ง 13 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสังคมแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสมาคมธนาคารไทย ก็จะทำให้คณะกรรมการชุดนี้สามารถเริ่มต้นทำหน้าที่ได้

ความสำคัญของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอยู่ตรงที่เป็นหัวใจของการกำหนดแนวนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วง 20 ปีนับจากนี้

ว่ากันว่านี่เป็นซูเปอร์บอร์ดที่มีอำนาจล้นมือ ชนิดที่แม้แต่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งในอนาคตจะต้องนำข้อเสนอแนะและแนวทางยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ไปปฏิบัติอย่างมิอาจบิดพลิ้ว

ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่จะทำให้การปฏิรูปเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุดกลางคัน ในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนก็ต้องนำแนวยุทธศาสตร์ชาติไปดำเนินการ

ถึงขั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองที่ออกมาดักคอว่าอำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอาจมากกว่าฝ่ายบริหารที่ชนะการเลือกตั้งมาจากประชาชนด้วยซ้ำ

จากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ​ที่จะต้องจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแต่ละด้านจัดทําแผนแม่บทเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสนอ ครม.ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทและแผนการปฏิรูปประเทศ

“แผนแม่บทที่ ครม.ให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้มีผลผูกพัน หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น รวมทั้งการจัดทํางบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทด้วย”

ที่สำคัญ ตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 มาตรา ​25 ระบุว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดําเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นตามหน้าที่และอํานาจให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

ทั้งนี้ ในกรณีที่ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหานั้นสั่งให้ผู้นั้นพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตําแหน่งต่อไป

ทั้งหมดแล้วแต่ตอกย้ำเรื่องอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จะต้องดำเนินการตามแนวทางที่วางไว้ อันเป็นการตอกย้ำความกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช. ​ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วก่อนหน้านี้

ไล่มาตั้งแต่ประเด็น เรื่อง นายกรัฐมนตรีคนนอก ​ที่มีความเป็นไปได้สูงกับระบบการเลือกตั้งระบบใหม่ที่เชื่อว่ายากจะมีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตั้งรัฐบาล หรือเอาชนะเสียงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีเสียง สว.อีก 250 เสียง มาร่วมเลือกด้วย

ยังไม่รวมกับกลไกการเลือกตั้งที่อยู่ในช่วงการพิจารณาออกกฎหมายลูก ทั้งระบบไพรมารีโหวต ระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวนับคะแนนสองระบบ ไปจนถึงเรื่องการกำหนดเบอร์เลือกตั้งของผู้สมัครแต่ละพรรคที่ไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถูกมองว่าจะทำให้เกิดความสับสนจนอาจไม่สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จึงถือเป็นอีกกลไกเสริมที่เข้าอุดช่องว่างให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้าไปอย่างที่ คสช.คาดหวัง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร

ส่วนหนึ่งดูได้จากรายชื่อคณะกรรมการที่แทบทั้งหมดล้วนแต่เป็นคนที่เคยทำงานในแม่น้ำสายต่างๆ ของ คสช.และอีกส่วนก็เป็นบิ๊กทหารใน คสช.

ดังนั้น ต่อให้รัฐบาลใหม่ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกอย่างที่ถูกดักคอล่วงหน้า หรือจะมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง แต่อำนาจของ คสช.ที่ส่งผ่านมายังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็ยังชัดเจนที่จะมีผลบังคับให้คนเหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม

เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่ล็อกให้รัฐบาลใหม่ต้องบริหารประเทศไปตามกรอบที่วางไว้ ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคใดจะมาเป็นรัฐบาล

 

บอร์ดยุทธศาสตร์ชาติ ท่ออำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/512304

บอร์ดยุทธศาสตร์ชาติ ท่ออำนาจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การันตีเสมอว่า คสช.จะไม่สืบทอดอำนาจ แต่โผ 12 บุคคลสำคัญที่เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ล้วนมาจากคนวงใน คสช.กับบุคคลที่ทำงานใกล้ชิดรัฐบาลทั้งสิ้น

ไล่กันตั้งแต่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่แห่งสายบูรพาพยัคฆ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานซึ่งทราบดีว่า “บิ๊กป้อม” มีอำนาจคุมกำลังฝ่ายความมั่นคงแบบเบ็ดเสร็จ และเป็น คีย์แมนคนสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายรัฐบาล และการแต่งตั้งโยกย้ายขุมกำลังภาครัฐเกือบทั้งหมด

ยิ่งการวางตัว “บิ๊กป๊อก” พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง การเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ย่อมสำทับให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า คสช.กำลังต่อท่ออำนาจทางการเมืองในระยะ 5 ปี ตามวาระการดำรงตำแหน่ง เพราะทั้ง “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กป๊อก” ล้วนเป็นบุคคลสำคัญในการกุมอำนาจรัฐและมีสิทธิขาดในการตัดสินใจกำหนดสภาพแวดล้อมทางการเมือง และโครงสร้างอำนาจใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ภายใต้การนำของ คสช.

ขณะที่อนาคตยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจ ก็อยู่ในอุ้งมือบิ๊ก คสช.เช่นกัน นั่นคือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ยิ่งในบรรดากรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจ “สมคิด” ได้ฝังคนใกล้ชิดเข้ามา อาทิ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน “สุวิทย์” และ “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม เป็นกุนซือคนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ยิ่งยุทธศาสตร์ชาติด้านโครงสร้าง พื้นฐาน คสช.วางตัว “บิ๊กจิน” พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี มากุมอนาคตการลงทุนภาครัฐ ดังนั้นต่อไปยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง บก เรือ อากาศ หรือ ไซเบอร์ จะอยู่ในกำมือของ “คสช.” เช่นกัน

ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ก็อยู่ใน การควบคุมของ คสช.โดยตรงผ่าน “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี มือร่างกฎหมาย คำสั่ง หรือมาตรการต่างๆ ด้วยฝีมือและความเชี่ยวชาญทางกฎหมายจึงได้รับความไว้วางใจมากจาก “บิ๊กตู่” ให้เข้ามาออกแบบกฎหมายประเทศ

อีกคนที่ต้องโฟกัส คือ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตผู้อำนวยการการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) นับเป็นบุคลากรระดับโลกเพราะมีประสบการณ์การทำงานในองค์กรสากลเคยถูกทาบทามให้รับตำแหน่งสำคัญในหลายรัฐบาล แต่เขาปฏิเสธ ด้วยฝีมือด้านเศรษฐกิจ และการเมือง ภาคธุรกิจได้ยินชื่อก็เทคะแนนให้ความเชื่อถือทันที ยิ่ง “บิ๊กตู่” ล็อกตัว “ศุภชัย” มาร่วมงานได้ ย่อมหวังมากระชากเรตติ้งและเสริมบารมี คสช. เหมือนแต่งหน้าเค้กให้สวยงาม เช่นเดียวกับการดึงตัวบิ๊กภาคธุรกิจมาร่วมงาน อาทิ “ชาติศิริ โสภณพนิช” นายแบงก์ใหญ่แห่งธนาคารกรุงเทพ “ชาติศิริ” เข้ามาช่วยงานรัฐบาลตั้งแต่ต้น ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้กับรัฐบาล

เช่นเดียวกับการแต่งตั้ง “กานต์ ตระกูลฮุน” มารับหน้าที่เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เข้ามาทำงาน เพราะบุคคลเหล่านี้สายตรง คสช. อยู่แล้วในชุดคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่ฝังตัวอยู่ในด้านต่างๆ ทั้ง 11 ด้าน

สายตรง คสช.ที่เห็นชัดเจนอีกคน คือ “เทียนฉาย กีระนันทน์” อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการศึกษา หรือ “นพ.พลเดช ปิ่นประทีป” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพราะเป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มเครือข่ายสุขภาพ “ตระกูล ส.” เข้ามาร่วมกับรัฐบาลตั้งแต่เกิดปฏิวัติใหม่ๆ ในคณะกรรมการเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ด้านเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และการท่องเที่ยวชุมชน ผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนงานมวลชนลดแรงปะทะและขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับภาคประชาสังคมและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ)

แน่นอนว่า ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ บรรดานักการเมือง ย่อมไม่พอใจ เพราะต้องฝืนดำเนินนโยบายตาม คสช. แทนที่จะดำเนินนโยบายพรรคการเมือง ที่จะใช้เรียกคะแนนเสียงจากประชาชน แต่ต้องเดินตามกรอบที่ คสช.วางหมากไว้ ยิ่งในบทกำหนดวิธีการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลเอาไว้ ในมาตรา 24 และ มาตรา 25 หากหน่วยงานของรัฐดำเนินการไม่สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติ จะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการเอาผิด โทษร้ายแรงถึงขนาดสั่งพักราชการ หรือ ไล่ออก

ในบทเฉพาะกาล มาตรา 29 ยังกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่พบว่าการดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นั้นเป็นผลมาจากมติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีโดยตรง ให้วุฒิสภาสามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จและมีมติภายใน 60 วันนับแต่ได้รับเรื่อง โดยให้ฟังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

อำนาจพิเศษในการติดตามตรวจสอบที่เป็นกฎเหล็กอันเข้มงวดขนาดนี้ เชื่อได้ว่าไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเดินออกนอกลู่นอกทางตามที่ยุทธศาสตร์ชาติขีดเส้นไว้ให้เดิน เพราะนั่นหมายความว่า อาจมีโอกาสที่จะโดนศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช.เชือด!

 

ปปช.กั๊กอุทธรณ์ เติมเชื้อไฟขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/512098

ปปช.กั๊กอุทธรณ์ เติมเชื้อไฟขัดแย้ง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ในที่สุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอีกครั้ง หลังจากมีมติอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

เดิมทีศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน ประกอบด้วย 1.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี 2.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ 3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ 4.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

โดยศาลฎีกาฯ ให้เหตุผลถึงการพิพากษายกฟ้องว่าการชุมนุมของกลุ่ม พธม.ไม่ได้เป็นไปโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และการตัดสินใจสลายการชุมนุมเป็นไปเพื่อรักษาความสงบ ดังนั้น การดำเนินการสลายการชุมนุมจึงไม่เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

เมื่อคำพิพากษาออกมาเป็นคุณแก่จำเลย จึงเป็นโอกาสของฝ่ายโจทก์ที่สามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 195 ซึ่งในที่นี้ คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช.

นับตั้งแต่คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ได้ปรากฏแก่สาธารณะเมื่อวันที่ 2 ส.ค. กลุ่ม พธม.ได้แสดงท่าทีกดดันและเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษามาเป็นระยะ เพื่อให้มีการนำคดีกลับไปพิจารณาในประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง อีกครั้ง

ในส่วนของ ป.ป.ช.เมื่อเจอกับ แรงกดดันดังกล่าวก็ยังคงสงวนท่าทีมาตลอด โดยอ้างว่าต้องรอพิจารณา คำพิพากษาก่อนและยืนยันจะพิจารณาให้ทันกรอบเวลา 30 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างแน่นอน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 ส.ค. คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ แต่เป็นไปในลักษณะที่สามารถเรียกได้ว่า “ครึ่งๆ กลางๆ” หรือ “กั๊ก” เนื่องจากจำเลยในคดีนี้มีถึง 4 คน แต่ ป.ป.ช.เตรียมยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลฎีกาฯ ทบทวนคดีเฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เพียงคนเดียว

“พล.ต.ท.สุชาติมีสถานะเป็น ผู้บัญชาการ เหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมเหตุการณ์ชุมนุมโดยตรง ทั้งช่วงเช้า กลางวัน เย็นตามแผนกรกฎ ย่อมรับรู้เป็น อย่างดีว่า เหตุการณ์เกิดความรุนแรงและไม่รุนแรงในช่วงใดบ้าง แต่ช่วงที่เกิดความรุนแรงกลับไม่สั่งระงับยับยั้งเหตุการณ์ ไม่มีการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า ยังใช้วิธีการเดิมแก้ปัญหา จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเป็นผู้รับ ผิดชอบ” เหตุผลส่วนหนึ่งของ ป.ป.ช.

การเลือกอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้ทบทวนการวินิจฉัยคดีของจำเลยบางคนนั้นเมื่อมองไปที่บทบัญญัติของมาตรา 195 จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้ระบุชัดเจนถึงใน รายละเอียดขั้นที่ว่าผู้ใช้สิทธิจะต้องสิทธิอุทธรณ์อย่างไร เพียงแต่ต้องยื่นภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเท่านั้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ถึงแม้ข้อกฎหมายจะเป็นประโยชน์ต่อ ป.ป.ช.ที่จะสามารถ ยื่นอุทธรณ์อย่างไรก็ได้ แต่ด้านหนึ่งการยื่นอุทธรณ์จำเลยเพียงคนเดียว ย่อมเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามถึงบรรทัดฐานว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไร

กล่าวคือ ถ้าพิจารณาตามหลักเหตุผลแล้วการอุทธรณ์ในคดีที่มีจำเลยหลายคนก็ควรยื่นอุทธรณ์ให้ศาลพิจารณาทุกคน ไม่ใช่เลือกเฉพาะคนใดคนหนึ่ง เนื่องจากในคดีนี้มีจำเลยถึง 4 คน และตามข้อเท็จจริงจำเลยทุกคนต่างมีจุดเกาะเกี่ยวสัมพันธ์กัน คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายนโยบายที่สั่งการให้สลายการชุมนุม อีกฝ่ายเป็นฝ่ายรับนโยบายจากฝ่ายการเมือง

ดังนั้น หาก ป.ป.ช.จะเลือกอุทธรณ์เฉพาะบางคนก็ควรเน้นไปที่ฝ่ายนโยบาย ได้แก่ สมชาย และ พล.อ.ชวลิต เพราะตามข้อเท็จจริงที่มีการไต่สวนนั้นทั้งสองคนเป็นผู้สั่งการ ส่วน พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ เป็นผู้รับนโยบายนำไปปฏิบัติ

อย่างน้อยถ้า ป.ป.ช.เลือกอุทธรณ์เพื่อให้ศาลฎีกาฯ ทบทวนเฉพาะจำเลยที่เป็นฝ่ายนโยบายจะเป็นบรรทัดฐานให้ฝ่ายนโยบายในอนาคตต้องมีความระวังในการออกคำสั่งมากขึ้น ไม่ใช่โยนภาระไปให้กับฝ่ายปฏิบัติเพียงอย่างเดียว เสมือนเป็น “ทองไม่รู้ร้อน”

ไม่เพียงเท่านี้ การอุทธรณ์ ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ให้ทบทวนคดีในส่วนของจำเลยที่เป็นฝ่ายปฏิบัติ ย่อมกระทบในเรื่องขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยด้วย เพราะ อาจทำให้การปฏิบัติตามคำสั่งของ ผู้บังคับบัญชาจะนำมาซึ่งความ เดือดร้อนของเจ้าหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ด้วย

นับตั้งแต่ ป.ป.ช.ชุดนี้เข้ามาทำงานก็ถูกเพ่งเล็งอย่างหนักพอสมควร เนื่องจากกรรมการ ป.ป.ช.หลายคนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน

หนำซ้ำกรรมการ ป.ป.ช.บางคนเคยมีความเคลื่อนไหวที่แสดงเจตนาต่อศาลฎีกาฯ เพื่อถอนคดีสลายการชุมนุมออกจากศาลฎีกาฯ แต่ยังดีที่เสียงข้างมากของ ป.ป.ช.ไม่เห็นด้วย จนเลิกความพยายามไปในที่สุด

เพราะฉะนั้น การอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.แบบครึ่งๆ กลางๆ ที่ปรากฏออกมา อาจจะเป็นบรรทัดฐานที่สร้างกำแพงจนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองในอนาคต

 

อนาคต ‘บุญทรง’ มีทางสู้…แต่เหนื่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 10:15 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/511871

อนาคต ‘บุญทรง’ มีทางสู้...แต่เหนื่อย

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

วันที่ 25 ส.ค.เป็นอีกวันที่ต้องบันทึกไว้เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังจาก บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมกับกลุ่มอดีตข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ ต้องติดคุกในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจากการดำเนินโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นเวลาถึง 42 ปี

การที่มีอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและอดีตข้าราชการต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำเป็นกรณีที่ปรากฏให้เห็นมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง มีบางกรณีติดคุก 2 ปี หรือ 10 ปี

ทว่า สำหรับกรณีของบุญทรงนั้นถือเป็นครั้งแรกที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุกนานถึง 42 ปี รวมทั้งยังถูกให้ต้องร่วมรับผิดชอบในค่าเสียหายที่เกิดขึ้นอีกประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท

“ภายหลังการซื้อขายทั้ง 4 ฉบับ มีการชำระค่าข้าวด้วยแคชเชียร์เช็คภายในประเทศหลายร้อยฉบับ และรับมอบข้าวไปโดยผู้รับมอบอำนาจที่เป็นคนไทยแล้วนำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวภายในประเทศ โดยไม่มีการส่งข้าวที่ซื้อขายไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือส่งออกไปประเทศอื่น

เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151″ สาระสำคัญของคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ

วิเคราะห์จากคำพิพากษาแล้วมองได้ว่าเหตุที่บุญทรงต้องติดคุกถึง 42 ปี เพราะศาลเห็นว่าความผิดที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นนั้นเป็นลักษณะ “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ไม่ใช่ลักษณะ “กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษบทหนัก”

เมื่อศาลมองการกระทำของ บุญทรงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ย่อมทำให้เวลาที่จะพิจารณากำหนดโทษสามารถนำความผิดที่เกิดในแต่ละกรรมมารวมกันได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบุญทรงถึงเป็นนักการเมือง ที่ได้รับโทษจำคุกสูงสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของ บุญทรงเวลานี้ต้องยอมรับว่ายังมีทางสู้ แม้ตามเนื้อผ้าแล้วจะเป็นหนทางสู้ที่ค่อนข้างลำบากก็ตาม ซึ่งนั่นคือ การอุทธรณ์

มาตรา 195 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ระบุสาระสำคัญของ ขั้นตอนการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาฯ ว่า ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา และการวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ดำเนินการโดย องค์คณะของศาลฎีกาจำนวน 9 คน ซึ่งต้องไม่เป็นผู้พิพากษาที่เคยพิจารณาคดีดังกล่าวมาก่อน โดยให้ถือว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ขององค์คณะชุดนี้เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ซึ่งหมายความว่า คำวินิจฉัยขององค์คณะเป็นที่สิ้นสุด

ในวันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. บุญทรงได้ดำเนินการยื่นประกันตัวต่อศาลฎีกาฯ แต่ศาลยังไม่อนุญาต เพราะเห็นว่าการยื่นประกันตัวที่กระชั้นเกินไป ซึ่งทีมทนายความกำลังหาช่องทางและหลักทรัพย์เพื่อยื่นประกันตัวอีกครั้ง

ประเด็นเรื่องประกันตัว ถ้ามองตามเนื้อหาแล้วต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่จะได้รับการประกันตัว เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าโทษจำคุกที่ บุญทรงได้รับถึง 42 ปีนั้นค่อนข้างสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จำเลย หลบหนีได้ การยื่นประกันตัวเพื่อให้ ตัวเองสามารถออกจากเรือนจำมาต่อสู้ จึงเป็นเรื่องที่ทีมทนายความของ บุญทรงต้องออกแรงเยอะพอสมควร

เมื่อการยื่นประกันตัวเป็นหนทางสู้ที่ลำบากแล้ว จึงทำให้ต้องกลับมาให้น้ำหนักกับการอุทธรณ์

มาตรา 195 ค่อนข้างเป็นประโยชน์แก่จำเลยพอสมควร เพราะถูกบังคับเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว คือ ต้องยื่นอุทธรณ์ให้ทันภายใน 30 วันเท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลย มีหลักฐานหรือใหม่หรือไม่ ซึ่งต่างจากเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในอดีตที่กำหนดต้องมีหลักฐานใหม่ด้วย จำเลยถึงจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ของศาลฎีกาฯ ได้

ด้วยผลของมาตรา 195 จึงป็นการเปิดโอกาสให้บุญทรงมีช่องทางสู้อีกครั้ง ทีนี้ขึ้นอยู่กับว่าบุญทรงจะใช้สิทธินี้ เพื่อต่อสู้คดีอย่างไร

1.อุทธรณ์เพื่อให้ศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง แน่นอนว่าประเด็นนี้ที่ต้องสู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้บุญทรงได้อิสรภาพคืนมา และปลดล็อกให้ตัวเองพ้นผิด เพียงแต่ในทางปฏิบัติจะยืนหยัดต่อสู้อย่างไร เพราะแม้เงื่อนไขของการอุทธรณ์ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใหม่ แต่ในทางปฏิบัติแล้วศาลฎีกาฯ ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้ว โอกาสที่หาหลักฐานใหม่เพื่อมาหักล้างข้อกล่าวหาคงทำได้ยาก หรือแม้แต่จะยกข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยน คำพิพากษาก็ทำได้ลำบากไม่แพ้กัน

2.อุทธรณ์เพื่อขอลดโทษ เป็นช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้เป็นการขอให้เปลี่ยนคำพิพากษา แต่เป็นการขอให้ลดโทษจาก 42 ปีลงมาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยอาจยกกล่าวอ้างขึ้นมาว่า เนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักแก่การพิจารณาลดโทษจำเลย เหมือนกับบรรทัดฐาน ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจขององค์คณะผู้พิพากษา ที่เลือกมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ จะมีความเห็นอย่างไร

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าหนทางสู้ของบุญทรงยังพอมีอยู่บ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยความลำบากพอสมควร

 

ชำแหละงบประมาณปี’61 กองทัพต้องแจงซื้ออาวุธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/511764

ชำแหละงบประมาณปี'61 กองทัพต้องแจงซื้ออาวุธ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้นัดประชุม สนช. วันที่ 31 ส.ค. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีงบประมาณจำนวน 6 รายการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม รวมเป็น 22,163,095,000 บาท ดังนี้

1.งบกลาง ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 21,257,187,600 บาท วัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการและไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

2.หน่วยงานรัฐสภา ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 414,016,600 บาท แบ่งเป็น สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จำนวน 71,930,600 บาท เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 342,086,000 บาท เพื่อการก่อสร้างที่ทำการรัฐสภาแห่งใหม่และแก้ไขปัญหาอาคารสถานที่คับแคบไม่เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา และเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

3.หน่วยงานของศาล คือ สำนักงานศาลปกครอง ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 96,769,800 บาท วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอย่างรวดเร็ว เยียวยาความเดือดร้อนเสียหายได้อย่างเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นต่อการอำนวยความยุติธรรม

4.หน่วยงานอิสระของรัฐ จำนวน 385,841,400 บาท แบ่งเป็น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 241,155,900 บาท สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำนวน 61,534,000 บาท สำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 83,151,500 บาท

5.กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน คือ กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 7,689,600 บาท

6.งบประมาณสำหรับแผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 1,590,000 บาท

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้มีการจัดทำข้อสังเกตเพื่อเสนอต่อที่ประชุม สนช. เกี่ยวกับภาพรวมการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ในหลายด้านเช่นกัน ดังนี้

การกำหนดเป้าหมายของกระทรวงและหน่วยงาน ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และนโยบายสำคัญของรัฐ โดยจัดลำดับความสำคัญของภารกิจที่จะดำเนินการตามความสามารถในการตอบสนองเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์

หน่วยงานโดยเฉพาะองค์การมหาชนที่มีภารกิจ พันธกิจที่ซ้ำซ้อนกับส่วนราชการอื่นและไม่มีผลดำเนินงานที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้แล้วขอให้พิจารณายุบเลิก เช่น องค์การมหาชนที่ดำเนินการด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยควรคัดเลือกเฉพาะหน่วยงานที่สามารถสนองนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม สัมมนา ควรเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับกับค่าใช้จ่าย ความเหมาะสมของจำนวนและคุณสมบัติผู้รับการอบรม ความประหยัด เช่น การใช้สถานที่ของทางราชการ ระยะเวลาการอบรม ควรรวมหลักสูตรที่มีลักษณะคล้ายกันไว้ด้วยกัน การให้ผู้รับการอบรมที่เป็นเอกชนสนับสนุนค่าใช้จ่าย เป็นต้น

กรมประชาสัมพันธ์ ควรมีการบูรณาการกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาช่องทางการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนรับทราบข่าวสารข้อมูลภาครัฐที่ถูกต้องและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการบิดเบือนข่าวสาร และประเด็นอ่อนไหวต่างๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการนำเสนอข่าว โดยให้มีการดำเนินการในเชิงรุกมากขึ้น

กระทรวงกลาโหม ควรประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนทราบถึงความจำเป็นว่าเพราะเหตุใดกองทัพจะต้องมีการเตรียมความพร้อม โดยจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งควรมีการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับภัยคุกคามไซเบอร์และมีการบูรณาการภารกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการผลิตกระสุน อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีทางการทหารที่กองทัพมีศักยภาพดำเนินการเองได้ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับใช้ในภารกิจของกองทัพเพื่อประหยัดงบประมาณ

 

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เข้าทาง คสช.ลากยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/511761

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เข้าทาง คสช.ลากยาว

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ว่ากันว่าการตัดสินใจหลบหนีไม่มาฟังคำตัดสินคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นทางออกที่ลงตัวที่สุดในสถานการณ์การเมืองเวลานี้ ​

ในมุมของยิ่งลักษณ์กับเส้นทางซึ่งผลของคดีที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร การจะให้อดีตนายกฯ ต้องเอาตัวไปเสี่ยงกับการถูกคุมขังในช่วงระหว่างรออุทธรณ์ กรณีหากศาลตัดสินว่ามีความผิดไม่รอลงอาญาก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

สู้หลบหนีออกไปตั้งหลักเพื่อรอดูทิศทางลมแล้วค่อยคิดอ่านว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แม้ตามกฎหมายใหม่เมื่อตัดสินใจหลบหนีแล้วจะต้องหนีตลอดชีวิตก็ตาม

เพราะหากกรณีศาลตัดสินว่ามีความผิดและไม่ให้ประกันตัวเพราะกลัวว่าจะหลบหนี ยิ่งทำให้ประตูที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่บานต้องปิดตาย และยากจะหาช่องทางหลบหนียากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ​

ส่วนในกรณีที่หากศาลอ่านคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย. และปรากฏว่าไม่มีความผิดก็ยังมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตตามปกติในประเทศไทยได้อีกครั้ง ​

ส่วนในมุมของกระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย 3.57 หมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ก็แทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ ซึ่งจากคำชี้แจงของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้จำแนกทรัพย์สินของยิ่งลักษณ์ไว้สองส่วน คือ

1.สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ เงินฝากอยู่ในธนาคารต่างๆ ที่ตอนนี้ตรวจพบแล้วว่ามีอยู่ 10-20 บัญชี รวมแล้วเป็นจำนวนเงินไม่มากที่ถูกอายัดเพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายจ่ายโอน แต่ยังไม่ถูกยึดมาเป็นของหลวง

2.อสังหาริมทรัพย์ คือที่ดิน บ้าน คอนโด ฯลฯ ประมาณ 37 รายการ กรมบังคับคดีได้ประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อขออายัดฟรีซทรัพย์นั้นไว้เช่นกัน เพื่อไม่ให้มีการทำธุรกรรม จำหน่าย จ่ายโอน แต่ยังไม่ถูกยึดเข้ารัฐ และยังไม่ถูกนำมาขายทอดตลาด

ระหว่างนี้ ยิ่งลักษณ์ก็จะไม่ถูกรบกวนหรือดำเนินการใดๆ เพราะหลังจากมีกระแสข่าวว่ายิ่งลักษณ์เดินทางไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณ​ ชินวัตร พี่ชาย ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสวัสดิภาพแล้ว

ยังปรากฏกระแสข่าวมีความพยายามยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักรต่อไป

ส่วนมุมมองจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การหลบหนีของยิ่งลักษณ์อาจช่วยลดความร้อนแรงทางการเมืองที่เริ่มกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนควบคุมได้ยาก

เมื่อระยะหลังปรากฏสัญญาณการออกมาปลุกมวลชนจากแกนนำเพื่อไทยและเสื้อแดงที่เคยเงียบเหงาให้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

หากปล่อยไว้อาจเป็นหัวเชื้อให้หยิบยกไปเป็นประเด็นเคลื่อนไหวในอนาคต ไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรก็ตาม

แต่ฝั่งที่ดูจะได้ประโยชน์จากการหลบหนีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

จะมีก็เพียงแรงเสียดทานเล็กน้อย จากความผิดพลาดที่ปล่อยปละให้ผู้ต้องหาที่สังคมกำลังจับตาทั้งประเทศเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศได้อย่างไร้ร่องรอย

อันจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพการทำงานทั้งด้านการข่าว​ หน่วยงานควบคุมดูแลการเข้าออกประเทศ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่สิ่งที่จะได้ตามมามากกว่าเมื่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หลบหนีออกนอกประเทศ คือเส้นทางตามโรดแมปที่ดูสดใสและชัดเจนขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ​

เริ่มตั้งแต่แรงเสียดทานที่เคยรุมเร้ารัฐบาล และ คสช.​จะอ่อนกำลังลงไป เมื่อหัวขบวนต้องมาเผชิญชะตากรรมจนต้องหลบหนีคดีออกนอกประเทศ ทิศทางการเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะตามมาไม่มีความชอบธรรม

ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เคยปลุกปั้นให้ยิ่งลักษณ์เป็นวีรสตรีที่ยืนหยัดต่อสู้​พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

การหลบหนีคดีจึงล้มล้างภาพที่เคยปลุกปั้นให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นสัญลักษณ์ของความถูกต้อง ต่อสู้กับเผด็จการ ถึงขั้นเทียบเคียง อองซานซูจี ต้องพังทลายลงไปในพริบตา

การจะออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่ท้าทาย คสช. นับจากนี้ยากจะสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช. ด้วยสถานะการหลบหนีไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนที่เคยยืนหยัดต่อสู้ในอดีต

เช่นเดียวกับเสถียรภาพภายในพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายมวลชนคนเสื้อแดง ที่เคยมียิ่งลักษณ์เป็นหลักยึดหลอมรวมทุกฝ่ายไม่ให้กระสานซ่านเซ็นไปไหน

เมื่อขาดกุญแจสำคัญ โครงสร้างทั้งภายในและภายนอกพรรคจึงมีแต่จะอ่อนแอมากขึ้น อันจะกระทบต่อไปถึงฐานเสียง และผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561

ที่สำคัญความอ่อนแอของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นผลดีกับพรรคใดพรรคหนึ่งโดยตรง  แต่จะนำไปสู่สภาพเบี้ยหัวแตกของพรรคขนาดกลางและเล็ก ท่ามกลางแนวคิดดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ คนนอก

ทั้งหมดยิ่งทำให้เส้นทางตามโรดแมปดูจะทอดยาว ไกลจากเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เพื่อไทยระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/511565

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เพื่อไทยระส่ำ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

หนึ่งในจุดเปลี่ยนทางการเมืองสำคัญเวลานี้น่าจะอยู่ที่การตัดสินใจไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวเจ้าตัวได้เดินทางหลบหนีออกจากประเทศ

จากกระแสข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางไปประเทศกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. โดยใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนจะขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ในช่วงเวลา 21.00 น. เพื่อไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในวันดังกล่าวทนายความได้ยื่นหนังสือแจ้งต่อศาลว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษา

แต่ศาลไม่อนุญาตและมีคำสั่งให้ออกหมายจับ พร้อมริบเงินประกันตัว 30 ล้านบาทนั้น เนื่องจากไม่เชื่อว่าจำเลยป่วยถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยหลบหนี พร้อมให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาไปในวันที่ 27 ก.ย. 2560 เวลา 09.00 น.​

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ​

ประการแรก ในแง่ความสง่างามมองพรรคเพื่อไทยที่ประกาศต่อสู้เพื่อความถูกต้องและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของทั้งตัวเอง และแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ถือเป็นต้นตำรับของจำนำข้าว

ดังจะเห็นจากที่อดีตนายกฯ ออกมาประกาศชัดเจนตั้งแต่แรกว่าจะไม่หนีคดีหลบหนีไปไหน และจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

จุดยืนดังกล่าว พรรคเพื่อไทยนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ตอกย้ำจุดยืนการต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ โดยไม่ยอมโอนอ่อนไปกับการกลั่นแกล้งด้วยการหลบหนีไปไหน

นี่เป็นจุดแข็งสำคัญที่แกนนำพรรคเพื่อไทยหยิบยกมาเคลื่อนไหว เชิดชูยิ่งลักษณ์ ให้เป็นวีรสตรี เป็นแกนนำต่อสู้กับเผด็จการ

ถึงขั้นกลุ่ม สส. สตรีพรรคเพื่อไทย ออกมาขนานนามให้เป็นอองซานซูจี ของเมืองไทยกับการยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องและไม่หลบหนีไปไหน

ประการที่สอง ด้วยความเป็นแกนนำของพรรคเพื่อไทยที่ยืนหยัดต่อสู้ตั้งแต่สมัยถูกรัฐประหารจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ยอมโอนอ่อนหรือหลบหนีไปไหนทั้งที่มีโอกาสตั้งแต่แรก

นี่จึงกลายเป็นจุดแข็งที่หลอมรวมพรรคเพื่อไทยให้ยังเป็นเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น ไม่แตกกระสานซ่านเซ็นไปไหนต่อไหน ทั้งที่มีความพยายามจากหลายฝ่ายทั้งแซะ ทั้งบอนไซ เพื่อไทย

ยังไม่รวมกับการกดดันบรรดาแกนนำหลายระลอกทั้งด้วยการเรียกมาปรับทัศนคติ และอีกหลายคนที่ยังมีคดีความติดตัวต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวท้าทายอำนาจ คสช.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ประการที่สาม การยืนหยัดถึงความถูกต้องว่านโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ต่อชาวนา แม้จะมีการรั่วไหล หรือปัญหาในขั้นตอนการปฏิบัติงาน แต่ผลประโยชน์ก็ยังตกอยู่กับชาวนาที่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ​แม้จะต้องแลกมากับความเสียหายหลายแสนล้านบาท

การต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา จึงถือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายจำนำข้าวที่ถูกโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับแผลใหญ่เรื่องการสร้างความเสียหายในงบประมาณหลายแสนล้านบาท และผลประโยชน์ส่วนใหญ่แทนที่จะตกไปอยู่ที่ชาวนาอย่างที่ตั้งใจกลับไปอยู่ที่โรงสี หรือนายทุน

ถึงขั้นที่ประกาศหากเป็นรัฐบาลก็จะปัดฝุ่นนำแนวนโยบายจำนำข้าวมาใช้ใหม่

สุดท้าย เมื่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจหนีหลังการต่อสู้ที่ต่อเนื่องมายาวนาน ย่อมทำให้จุดแข็งที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องพังครืนลงไป อย่างน่าเสียดาย

เริ่มตั้งแต่ ความสง่างามในถนนการเมืองที่สุดท้าย อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็กลายเป็นแกนนำอีกคนหนึ่งของพรรคที่เปลี่ยนสถานะจากวีรบุรุษ กลายเป็นนักโทษหลบหนีคดี

ในแง่แกนนำพรรรคที่จะมารับไม้ต่อทำหน้าที่คุมบังเหียนพรรคลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งไม่ว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนต้องสิ้นสภาพทางการเมือง 5 ปี ย่อมไม่ใช่แกนนำที่จะมีบทบาทอยู่เบื้องหน้าได้

แต่ในแง่จิตวิทยาและยุทธศาสตร์การต่อสู้เชื่อว่าหากได้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งต่อสู้กับ คสช. มาตลอด น่าจะสามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบรรดาแกนนำพรรค และฐานเสียงให้กลับมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเหมือนในยุครุ่งเรืองที่ผ่านมา

ด้วยการใช้กลยุทธ์ดึงจุดแข็งเรื่องการต่อสู้กับเผด็จการและปมเรื่องการ “ถูกกลั่นแกล้ง” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นจุดขายเรียกคะแนนสงสาร เรียกคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำพรรค

อีกด้านหนึ่งเรื่องนโยบายสำคัญอย่างเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้หาเสียงโกยคะแนนจนชนะเลือกตั้งถล่มทลายรอบที่ผ่านมา เวลานี้ในส่วนของคดียิ่งลักษณ์ อาจจะยังไม่เห็นผลชัดเพราะยังไม่มีคำพิพากษา

แต่ในส่วนของคดีระบายข้าวที่สร้างความเสียหายนั้น บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ มือปฏิบัติในโครงการนี้ต้องโทษจำคุก 42 ปี ยังไม่รวมกับคนอื่นๆ

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ส่งผลสร้างความระส่ำให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง