พังง่าย แพงเกิน เขี้ยวเล็บกองทัพ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514904

พังง่าย แพงเกิน เขี้ยวเล็บกองทัพ 4.0

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อวสานแบบไม่เคยได้ชมสำหรับ “เรือเหาะตรวจการ” รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ สกาย ดรากอน (SKY DRAGON) จากบริษัท เอเรีย อินเตอร์เนชั่นแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ผลิตโดยบริษัท เวิลด์วาย แอร์โรว์ คอร์ป (Worldwide Aeros Corp) สหรัฐอเมริกา

โดยที่ทางกองทัพบกไทยได้จัดหามาเมื่อ 8 ปีก่อน เพื่อใช้สำรวจพื้นที่บริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนในการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ก็เกิดปัญหาทางเทคนิคจนไม่สามารถใช้งานเรือเหาะให้ปฏิบัติภารกิจสมกับศักยภาพอันควรจะเป็น

หากเท้าความย้อนกลับไปถึงที่มาของเรือเหาะลำดังกล่าว ที่ถูกจัดซื้อในสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เมื่อปี 2552 ด้วยงบประมาณจำนวน 350 ล้านบาท แยกเป็นราคาตัวเรือเหาะ 260 ล้านบาท และอุปกรณ์ตรวจการ เช่น กล้อง สนนราคา 70 ล้านบาท

กอปรกับกองทัพประกาศถึงขีดความสามารถทางการบินได้สูงสุดถึง 3,000 เมตร แต่เมื่อเอาเข้าจริงทำได้เพียง 1,000 เมตร จนต้องออกโรงอธิบายเหตุผลเนื่องจากติดอุปกรณ์เข้าไปทำให้มีระยะการบินได้เพียงเท่านั้น และยังพบปัญหาตามมาอีกมากมาย อาทิ ผ้าใบตัวเรือเหาะรั่ว รวมถึงการเติมก๊าซฮีเลียมที่มีราคาแพง

แม้กระทั่งการนำเรือเหาะมาประจำการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีฝนตกชุก ทำให้การบินของเรือเหาะทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่กองทัพได้ทดสอบครั้งใหญ่เพื่อสยบข่าวเสียทั้งมวล สุดท้ายก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง ก่อนเรื่องนี้เงียบหายไปในกลีบเมฆจนถึงวันปลดประจำการ ก็ไม่เคยปรากฏข่าวเรือเหาะบนท้องฟ้าตามคำร่ำลือของกองทัพอีกเลย

ถัดมาเป็นอีกหนึ่งมหากาพย์การจัดซื้อจัดจ้าง “เครื่องตรวจจับสะสารระยะไกล” (Remote substance detector) หรือ GT200 ซึ่งเข้ามาประจำการในหลายหน่วยงานของกองทัพไทย จนมีการสั่งยกเลิกใช้ภายหลังตรวจสอบพบว่าไร้ประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยได้สรุปผลการตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือดังกล่าว พบหน่วยงานแรกที่หาเข้ามา คือ กองทัพอากาศ เมื่อปี 2548 เรื่อยมากระทั่งปี 2553 พบว่ามี 15 หน่วยงานของรัฐ จัดซื้อไว้ในครอบครองรวม 1,398 เครื่อง มูลค่าทั้งสิ้น 1,134 ล้านบาท

แต่กลายเป็นประเด็นเมื่อเกิดเหตุความรุนแรง 2 ครั้ง ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบเครื่องมือดังกล่าว สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และมีบทสรุปว่าไม่ต่างจากเป็นการเดาสุ่ม

สำทับด้วย พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขณะนั้น ที่ออกมายอมรับว่า จีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เครื่องนี้ถูกปลดประจำการจากกองทัพ พร้อมหันมาใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์และสุนัขดมทหาร ก่อนเป็นการปิดฉากไม้ล้างป่าช้า

ยังไม่เพียงเท่านั้นหากย้อนกลับไปอีกเมื่อปี 2550 กองทัพบกไทยได้มีการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง จากยูเครน จำนวน 233 คัน กำหนดส่งล็อตแรก จำนวน 96 คัน ประกอบด้วย BTR-3E1 64 คัน รถเกราะบังคับการ-อำนวยการ BTR-3K 4 คัน รถพยาบาล BTR-3S 3 คัน BTR-3M1 ติดเครื่องยิงระเบิด 88 มม. 9 คัน BTR-3M2 ติดเครื่องยิงระเบิด 120 มม. 4 คัน BTR-3RK ติดจรวดนำวิถีต่อสู้รถถัง 6 คัน และรถเกราะกู้และซ่อมแซม BTR-3BR อีก 6 คัน

ทว่าได้รับจริงเพียงไม่กี่คันและมีเหตุให้ต้องเลื่อนกำหนดส่งออกไป เพราะประเทศไทยต้องการเปลี่ยนเครื่องยนต์และระบบเกียร์สำหรับรถจำนวนหนึ่ง ก่อนทุกอย่างจะเงียบสงบ เนื่องจากประเทศไทยเกิดปัญหาภายใน ทำให้กองทัพหันหน้าไปซื้อรถยานเกราะล้อยาง 8×8 แบบ ZBL-09 (Snow Leopard) หรือ VN-1 จาก NORICO จากประเทศจีน จำนวน 34 คัน พร้อมกระสุน 12,506 นัด เข้าประจำการในหน่วยทหารม้า

เรื่องท้ายสุดและเป็นที่จับตาอย่างมาก เพราะคือความหวังของกองทัพเรือไทยในการประกาศแสนยานุภาพเพื่อปกป้องน่านน้ำไทยให้รอดพ้นจากการคุกคามของอริราชศัตรู หากกล้ำกรายเข้าหวังรุกราน ก่อนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2560

มีมติให้ความเห็นชอบโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส S26 T จากประเทศจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ ผูกพันงบประมาณของกองทัพเรือ 7 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกองทัพเรือ

อย่างไรก็ตาม หลากเรื่องราวที่ปรากฏถึงความผิดพลาด ทำให้ประชาชนคนไทยในฐานะผู้เสียภาษีต่างไม่นิ่งนอนใจ เพราะทุกบาทที่เสียไปเพื่อใช้พัฒนาประเทศ ไม่อยากให้สูญเปล่า ดังนั้นหากเกิดซ้ำรอยแบบเดิมๆ อีก กองทัพอาจจำเป็นต้องปฏิรูปเป็นการด่วนด้วยเช่นกัน

 

ฉีกกฎหมายลูก เลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514643

ฉีกกฎหมายลูก เลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง” เป็นทั้งคำถามและคำบ่นที่เริ่มส่งเสียงระงมไปทั่ว ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศมาเป็นเวลากว่า 3 ปี

ในแต่ละวันที่ผ่านไป บ่อยครั้งที่สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.มักจะมีคำถามเรื่องการสืบทอดอำนาจหรือความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเสมอ ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงความไม่พอใจแทบทุกครั้งเวลาเจอกับคำถามดังกล่าว

ทั้งนี้ มีหลายวาระที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันถึงเรื่องการไม่สืบทอดอำนาจอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ผิดกับความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปรากฏว่าหัวหน้า คสช.จะให้คำตอบที่คลุมเครือพอสมควรผ่านวาทกรรม เช่น การบอกเป็นนัยว่าถ้าประเทศยังไม่สงบก็จะยังไม่มีการเลือกตั้ง เป็นต้น

แต่หากจะบอกว่าท่าทีอะไรของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นการแสดงออกว่าไม่ประสงค์ให้มีการเลือกตั้งมากที่สุดตามโรดแมป คือ การตั้ง 4 คำถามไปยังประชาชน

1.เลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่

2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร

3.การเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตประเทศและเรื่องอื่นๆ นั้น ถูกต้องหรือไม่

4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่

คำถามทั้ง 4 ข้อดังกล่าว มองได้ว่าเป็นการพยายามหาแนวร่วมเพื่อสนับสนุนให้ชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อนโดยอ้างถึงความจำเป็นในการปฏิรูปประเทศ ประกอบกับอาศัยอารมณ์ของสังคมที่เบื่อหน่ายนักการเมืองมาเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนยินยอมให้คนกลางที่ไม่ใช่นักการเมืองบริหารประเทศไปก่อน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในส่วนลึกๆ ของ คสช.แล้ว ยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโรดแมป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปฏิรูปประเทศนั้นยังไม่ออกดอกออกผลอันจะพอเรียกได้ว่าเป็นผลงานได้มากเท่าไหร่นัก จึงพยายามหาความชอบธรรมเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่อไป

อย่างไรก็ตาม การล้มการเลือกตั้งติดเงื่อนไขทางกฎหมายพอสมควร โดยเฉพาะทันทีที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การเลือกตั้งค่อนข้างชัดเจน คือ การกำหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องจัดทำและส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 240 วัน เมื่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว ให้ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งหลังจากนั้นภายใน 150 วัน

ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และพรรคการเมืองได้สิ้นสุดขั้นตอนทางกระบวนการทางนิติบัญญัติไปเป็นที่เรียบร้อย โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ประกาศลง ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ส่วน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอยู่ระหว่างการประกาศใช้ จึงเหลือเพียงร่างกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับที่ กรธ.จะต้องส่งให้ สนช. ซึ่ง กรธ.เองวางกรอบไว้ว่าจะส่งร่างกฎหมายการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.จะถึงมือ สนช.ภายใน 2 เดือนนี้

เมื่อดูตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญวางเอาไว้แล้ว จะเห็นได้ว่าโอกาสในการเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิม คือ ปี 2561 มีทางเป็นไปได้ยากมาก แต่ถึงกระนั้นหนทางที่จะทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปก็พอมีให้เห็นเช่นกัน

ช่องโหว่ที่ว่านั้น คือ การคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในชั้นการพิจารณาของ สนช.

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ส่งมาให้เสร็จภายใน 60 วัน และส่งให้ กรธ.และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องไปตรวจดูว่าร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบมีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อีกขั้นตอนหนึ่ง หาก กรธ.หรือองค์กรอิสระไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย และส่งมาให้ สนช.ลงมติอีกครั้ง

ตรงนี้เองหากเกิดกรณีที่ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้ง และถ้า สนช.ลงมติไม่เห็นชอบหลังจากพ้นกำหนดเวลา 240 วัน หรือประมาณต้นเดือน ธ.ค.จะทำให้เกิดปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทันที

กล่าวคือ จะเป็นปัญหาขึ้นมาว่าใครจะเป็นผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจ กรธ.ให้ทำร่างกฎหมายลูกแค่ 240 วันเท่านั้น

กรธ.เองพยายามตีความว่าตัวเองยังคงมีอำนาจในการเขียนร่างกฎหมายลูกที่ว่านั้นอยู่ เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญให้ กรธ.อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าสมาชิก สนช.จะพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น กรธ.ก็ควรมีอำนาจที่จะเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ โดยไม่มีกรอบเวลามาบีบบังคับ

ด้วยการตีความของ กรธ.และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน ทำให้พอเห็นถึงความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งสามารถเลื่อนออกไปได้ แต่การเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปได้ก็ต้องเริ่มจากบันไดขั้นแรกก่อน คือ การลงมติฉีกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่งของ สนช.

ถามว่าแล้ว สนช.พร้อมจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าหรือไม่

คำถามนี้คงตอบเป็นคำพูดหรือข้อความไม่ง่าย แต่คำตอบคงชัดเจนอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เมื่อ สนช.ชุดปัจจุบันอุดมไปด้วยนายทหารและกลุ่มคนไม่เอานักการเมืองเกือบเต็มสภา n

 

กปปส.โยนหินตั้งพรรค วัดกระแสแตกหักปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514451

กปปส.โยนหินตั้งพรรค วัดกระแสแตกหักปชป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นการโยนหินถามทางครั้งสำคัญเมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาระบุว่า ขณะนี้ กปปส.ยังไม่ได้คิดเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง แต่ก็ไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเรื่องของอนาคต

“อะไรที่จำเป็นต่อชาติบ้านเมือง เราทำทั้งนั้น แต่ยืนยันที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่อาจจะให้การสนับสนุนตัวบุคคล หรือพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองได้” สุเทพ ระบุ

เรียกได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญเพราะก่อนหน้านี้ สุเทพ ประกาศชัดถ้อยชัดคำวางมือให้การเมืองไม่คิดหวนกลับสู่การเมืองในระบบเช่นเดิม แต่ครั้งนี้ท่าทีเริ่มเปลี่ยนไป แบ่งรับแบ่งสู้กับการตั้งพรรคการเมืองลงสนาม เลือกตั้งรอบใหม่

หากจำได้ก่อนหน้านี้สมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกจากประชาธิปัตย์ พร้อมกระแสข่าวจะออกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ร่วมกับ สุเทพ และดึงสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนมาร่วมงานด้วย

ก่อนที่ สุเทพ จะออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง เป็นการสร้างเรื่องขึ้นจะโดยผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างไรก็แล้วแต่ส่วนตัวไม่ใส่ใจ ไม่ติดใจ เพราะไม่คิดจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกแล้ว

แต่รอบนี้การเปิดทางด้วยคำว่า “อะไรที่จำเป็นต่อชาติบ้านเมืองเราทำทั้งนั้น” ย่อมทำให้ทางเดินที่มีอยู่อย่างจำกัดเปิดกว้างมากขึ้นจากเดิมทั้งในส่วนของ สุเทพ และอดีตแกนนำ กปปส.

หลังจากก่อนหน้านี้ แกนนำ กปปส.ต่างพร้อมใจออกมาแสดงตนประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะกลับมาร่วมงานกับประชาธิปัตย์ สยบกระแสข่าวความคิดความเห็นที่ยังไม่ลงรอยกันจนถึงขั้นมีกระแสข่าวความพยายามเขย่าเก้าอี้หัวหน้าพรรคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ รอยร้าวระหว่าง ประชาธิปัตย์ และ กปปส.ดูจะไม่สามารถประสานกันจนเป็นเนื้อเดียวเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตได้

ยิ่งหากไล่ดูความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นความแตกต่างระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์ ในหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งจุดยืนเรื่องการลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อฝั่ง สุเทพ ประกาศตัวสนับสนุนรัฐธรรมนูญแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ต่างจากฝั่ง อภิสิทธิ์ ที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง

ต่อเนื่องด้วยแนวคิดเรื่องการ ผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัยหลัง เลือกตั้ง ของ กปปส. เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่และจะทำให้การดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมาโดยเฉพาะการปฏิรูปสามารถเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่สะดุด

ส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานและจุดยืนของประชาธิปัตย์อย่างมาก เพราะตามหลักการประชาธิปไตยพรรคการเมืองก็ควรจะเสนอรายชื่อคนของตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่าจะเสนอคนจากกองทัพหรือ อดีต คสช.ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ในวันที่แนวคิดเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกถูกพูดถึงหนาหูมากขึ้น ด้วยระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ และกลไกตัวช่วยจาก สว. 250 เสียง ที่จะมีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง

คู่ขนานไปกับความเคลื่อนไหวของหลายฝ่ายที่เปิดหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และความพยายามตั้งพรรคทหารที่ถูกพูดถึงก่อนหน้านี้

การโยนหินจุดประเด็นเรื่องการตั้งพรรคใหม่ของสุเทพจึงอาจเป็นการวัดกระแส เช็กเสียงตอบรับจากสังคม แฟนคลับ ว่าเห็นดีเห็นงามหรือ วัดฐานเสียงสนับสนุนว่ายังเหนียวแน่นมากน้อยแค่ไหน

ยิ่งหากจะต้องแตกหัก แยกตัวออกมาจากประชาธิปัตย์ไปตั้งพรรคใหม่ด้วยแล้ว ทางเลือกนี้จะเป็นที่ยอมรับหรือทำให้ฐานเสียงที่เคยเข้มแข็งต้องมาอ่อนแอลงหรือไม่

โดยเฉพาะกับพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงร่วมกันของประชาธิปัตย์ และ กปปส. หากต้องมาแบ่งกันเองจะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังหรือไม่

ดังเช่นที่ อภิสิทธิ์ ออกมาประเมินว่าแม้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการตั้งพรรค แต่ถ้าสุเทพตั้งพรรคจริงก็จะทำให้คนกังวล เพราะมีความรู้สึกว่าฐานเสียงคือฐานเดียวกัน

อีกด้านยังเป็นการเช็กอารมณ์ความรู้สึกท่าทีของคนในพรรคประชาธิปัตย์ว่าเห็นด้วยกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะแผลเก่าเมื่อครั้งขัดแย้งกรณีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็นำมาสู่วิวาทะระหว่าง คนในประชาธิปัตย์ และ กปปส. รุนแรงมาแล้วหนหนึ่ง

ยิ่งระบบเลือกตั้งระบบใหม่ที่เน้นคะแนนจากเขตพื้นที่ ซึ่งจะนำไปรวมคำนวณกับระบบสัดส่วนด้วยแล้ว การที่ได้ผู้สมัครจาก กปปส.ที่เข้มแข็งในพื้นที่อาจเป็นทางออกในสถานการณ์พื้นที่ปัจจุบัน

แม้จะสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การขยายรอยร้าวให้กลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่ ขณะที่บางฝ่ายประเมินการตั้งพรรคใหม่ของ กปปส. อาจเป็นเพียงแค่การสมคบคิดระหว่าง กปปส. และ ประชาธิปัตย์ ที่แบ่งหน้าที่กันไปทำเพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของพรรคเก่าแก่ต้องสั่นคลอน

จนอาจถูกมองว่าเป็นอีกปฏิบัติการแยกกันเดิมร่วมกันตีของประชาธิปัตย์ และ กปปส. ที่สุดท้ายไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็คงต้องมาอยู่ฝั่งเดียวกันร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในขั้นตอนสุดท้าย

ทั้งหมดอยู่ที่ท่าทีและกระแสตอบรับจากสังคมซึ่งจะเป็นปัจจัยนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต n

 

รัฐบาลแห่งชาติ เกิดได้แค่ทฤษฎี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514214

รัฐบาลแห่งชาติ เกิดได้แค่ทฤษฎี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“รัฐบาลแห่งชาติ” กลับมาเป็นคำยอดฮิตในทางการเมืองอีกครั้ง ภายหลัง “พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าการเลือกตั้งคงเกิดขึ้นได้ยากตามโรดแมป เพราะติดปัญหาเรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่าควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อสร้างความปรองดอง

“ไม่ใช่จะสอน แต่ขอพูดความจริง แต่ความหวังของบ้านเมืองยังมีทางเลือกอีกทางที่ยากหน่อย คือการมีรัฐบาลต่อไปที่สวยงาม นั่นคือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอย่างภูมิใจไทย รวมกับทหารตั้งรัฐบาลแห่งชาติ” ข้อเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมือง

แนวความคิดว่าด้วยเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น เคยมีหลายฝ่ายเสนอเป็นทฤษฎีมาแล้วนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองก่อนจะมีการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งโครงสร้างของรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่ได้มีอะไรมาก คือการเอาคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรี และให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติโดยปราศจากพรรคฝ่ายค้าน

แต่ทฤษฎีดังกล่าวก็ไม่เคยได้นำไปปฏิบัติ เพราะถูกปฏิเสธจากฝ่ายการเมืองในฐานะนักเลือกตั้ง เพราะมองในเชิงหลักการว่าการที่ให้สภาไม่มีฝ่ายค้านนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย แต่มองในเชิงการเมืองเหตุที่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย ย่อมมาจากการที่ตัวเองไม่อยากสูญเสียอำนาจทางการเมืองให้บุคคลอื่น

ที่สุดแล้วตลอดเวลา 10 ปีมานี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับการรัฐประหารถึง 2 ครั้ง การตั้งและการล้มไปของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสลับไปมา การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มสีเสื้อครั้งใหญ่ๆ 3-4 ครั้ง ที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน

เมื่อกลไกทางการเมืองตามปกติมีทีท่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ทำให้วาทกรรม “รัฐบาลแห่งชาติ” ผุดขึ้นมาอีกครั้งในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วในยุค คสช.เป็นยุคหนึ่งที่มีการพยายามสร้างรัฐบาลแห่งชาติมากที่สุด ดังจะเห็นได้จากเมื่อปี 2558 สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำโดย “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ได้รวบรวมสมาชิก สปช.เสนอญัตติต่อที่ประชุม สปช. เรื่องการมีกลไกและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ สปช.มีมติให้เสนอประเด็นในการลงประชามติตามรัฐธรรมนูญ (คำถามพ่วงประชามติ)

โดยในญัตติที่เสนอได้ระบุเอาไว้ว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการมีกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอย่างน้อยใน 4 ปีแรกหลังใช้รัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจาก สส.ในสังกัดไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (360 คนจาก 450 คน)”

ทั้งหมดต้องล่มลงเมื่อเสียงข้างมากของ สปช.ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ

จนกระทั่งมาถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าได้กำหนดเงื่อนไขและนำผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาปรับปรุงถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้มองได้ว่าเป็นการปูทางไปสู่การตั้งรัฐบาลแห่งชาติในอนาคตด้วยเงื่อนไข 2 ประการ

1.ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งกำหนดให้เลือกตั้ง สส. ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อจำนวน 500 คน ด้วยบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งหลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าระบบนี้จะไม่ทำให้พรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก เด็ดขาดในสภาเหมือนในอดีต

2.การให้วุฒิสภาเข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรก เป็นผลมาจากคำถามพ่วงในการทำประชามติที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงมติเห็นด้วยกับการให้รัฐสภา (สส.และ สว.) ร่วมกันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีใน 5 ปีแรกหลังจากการเลือกตั้ง พร้อมกับเปิดทางให้รัฐสภาสามารถเสนอบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีว่าที่นายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงแรกมาให้รัฐสภาลงมติเลือกได้ด้วย

ด้วยเงื่อนไขทั้งสองประการที่ว่ามานี้ ทำให้การตั้งรัฐบาลโดยอาศัยแค่พลังของฝ่ายการเมืองแต่เพียงลำพังทำได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยเสียงของวุฒิสภา ประกอบกับหากรายชื่อว่า ที่นายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอมายังรัฐสภาไม่เป็นที่ถูกใจของวุฒิสภาด้วยแล้ว ย่อมมีผลให้การตั้งรัฐบาลในรัฐสภาเกิดภาวะแท้งได้

จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม วาทกรรม “รัฐบาลแห่งชาติ” ถึงถูกโยนลงมาอีกครั้ง เพื่อให้การตั้งรัฐบาลในอนาคตเกิดความราบรื่นมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ว่านั้นเป็นเพียงแค่ทฤษฎี เพราะในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายการเมืองที่เต็มไปด้วยนักเลือกตั้ง ย่อมจะให้คนกลางที่ไม่ใช่คนของพรรคตัวเองขึ้นมาเป็นนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนกลางคนนั้นมีชื่อว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

เว้นเสียแต่นายกฯ คนกลางไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นคนอื่นที่ฝ่ายการเมืองพอปิดตาข้างหนึ่งยอมรับได้ หรือมีเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจให้ประเทศมีนายกฯคนกลางต่อไปอีก 5 ปีเพื่อความสมานฉันท์ แม้จะแลกกับหลักการในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเสียไปส่วนหนึ่งก็ตาม

 

“พานทองแท้” เจอศึกหนัก คลื่นลูกใหญ่ถล่มชินวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514128

"พานทองแท้" เจอศึกหนัก คลื่นลูกใหญ่ถล่มชินวัตร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ปรากฏว่าเกิดความเคลื่อนไหวกับครอบครัวชินวัตรกันถ้วนหน้า

เริ่มตั้งแต่การแสดงความคิดเห็นของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ ด้วยการโพสต์ข้อความของมองเตสกิเออนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่มีเนื้อหาว่า “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

แม้ข้อความที่ทักษิณส่งออกมานั้นจะไม่ได้สื่อออกมาหรือระบุตัวบุคคลที่ต้องการพาดพิงโดยตรง แต่ถ้ามองจากช่วงจังหวะและเวลาของอดีตนายกฯ ทักษิณแล้ว แน่นอนว่ามีเจตนาส่วนหนึ่งที่ต้องการเชื่อมโยงไปที่การพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ปิดฉากคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐด้วยการให้จำคุก “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นเวลา 42 ปี

ความเคลื่อนไหวของทักษิณ นำมาซึ่งแรงกระเพื่อมทางการเมืองไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากทางฝั่งรัฐบาลและกลุ่มมวลชนฝ่ายต่อต้านทักษิณ

ทว่า ล่าสุดหลังจากเกิดแรงกระเพื่อมที่เกิดมาจากพลังทางการเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณ ปรากฏว่า “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายของตัวเองกำลังถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

แรงสั่นสะเทือนที่ว่านั้นคือ การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินคดีกับพานทองแท้ในข้อหาฟอกเงินจากกรณีการปล่อยกู้เงินของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร

คดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยเมื่อปี 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เคยมีคำพิพากษาไปแล้ว โดยพิพากษาจำคุก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ นายวิโรจน์ นวลแข อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และพวกอีก 2 คน คนละ 18 ปี และจำคุกอดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยพร้อมผู้บริหารเครือบริษัท กฤษดามหานคร รวม 12 คน คนละ 12 ปี พร้อมให้ผู้บริหารเครือบริษัท กฤษดามหานคร คืนเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาทให้ธนาคารกรุงไทย

สำหรับพานทองแท้แล้วถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมาตลอด ย้อนไปสมัยที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เข้ามาไต่สวนคดีนี้ใหม่ๆ ปรากฏว่าตั้งข้อกล่าวหามายังพานทองแท้ด้วย แต่เมื่อมีการนำคดีส่งต่อให้กับอัยการสูงสุด กลับไม่มีการใส่ชื่อพานทองแท้เข้าไปในสำนวนเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ

ต่อมาภายหลังศาลฎีกาฯ พิพากษาถึงที่สุด เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวเพื่อขยายผลทางคดีจากคำพิพากษาดังกล่าว

คนที่ถูกตรวจสอบแรกๆ คือ พานทองแท้ เพราะดีเอสไอมองว่ามีข้อเท็จจริงที่พอจะมีความเป็นไปได้ว่าพานทองแท้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ซึ่งเรียกได้ว่าพานทองแท้กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอีกครั้ง

ข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบปรากฏให้เห็นจากคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.55/2558 ระบุว่า “ข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า จำเลยที่ 25 (วิชัย กฤษดาธานนท์) มีการโอนเงินให้แก่บุตรและบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 (ทักษิณ ชินวัตร) นั้น เห็นได้ว่าบุคคลดังกล่าวก็เป็นบุตรและเป็นบุคคลใกล้ชิดกับภริยาของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกัน”

จากตรงนี้เองจึงมีผลให้พานทองแท้ต้องถูกตรวจสอบ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ถือว่ามีความเข้มข้นและถูกจับตามองมากขึ้นกว่าปกติ เพราะเป็นการลงมือภายหลังคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวกับเครือข่ายครอบครัวชินวัตรกำลังมีคำตัดสินออกมาเป็นระยะทั้งในชั้นศาลฎีกา หรือการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยใน 2 คดีสำคัญ

คดีแรกที่มีกำหนดวันตัดสินแน่นอนแล้ว คือ วันที่ 27 ก.ย. ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ยิ่งลักษณ์ละเว้นไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากโครงการรับจำนำข้าว โดยเป็นการเลื่อนมาจากกำหนดการเดิมที่ศาลฎีกาฯ ต้องอ่านตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. แต่ยิ่งลักษณ์ผิดนัด ทำให้ศาลฎีกาฯ ต้องนัดวันอ่านคำพิพากษาใหม่อีกครั้ง

การนัดวันอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จะเดินหน้าอ่านคำพิพากษาอย่างแน่นอน ไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะเดินทางมาปรากฏตัวต่อศาลหรือไม่ อันเป็นไปตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 กำหนดเอาไว้

ส่วนอีกคดีที่น่าสนใจอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะได้กำหนดกรอบเวลาไว้เบื้องต้นว่าจะต้องดำเนินการไต่สวนคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์จ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (2548-2553) โดยไม่มีอำนาจให้เสร็จภายในเดือนนี้

ตามขั้นตอนหาก ป.ป.ช.เห็นว่าข้อกล่าวหามีมูล ก็จะดำเนินการสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาต่อไป

ภาพรวมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวชินวัตรครั้งนี้ นับว่าเป็นคลื่นลูกใหญ่ระลอกใหม่ที่ต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่เพียงเท่านี้ มีความเป็นไปได้สูงที่คลื่นระลอกนี้จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะแรงของคลื่นย่อมจะสะเทือนไปถึงพรรคเพื่อไทยที่กำลังเตรียมตัวสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็ทราบสถานการณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้อย่างไร

 

ปชป. ยังโคม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/513657

ปชป. ยังโคม่า

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สถานการณ์ของประชาธิปัตย์เริ่มมีปัญหา หลังผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน​ ของสถาบันพระปกเกล้า ในโอกาสครบรอบ 19 ปี พบว่าคะแนนนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่สูงสุด คือ ปี  2553 อยู่ที่ 61.6% และปี 2554 ตกลงมาเหลือ 51.2%

ต่ำกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่นอย่างมาก ทั้ง ทักษิณ ชินวัตร ได้รับความนิยมถึง 92.9% ในปี 2546 แต่ลดลงมาเหลือ 77.2% ในปี 2549 ก่อนมีการรัฐประหาร

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหาร ก็ยังได้คะแนนนิยมที่สูงถึง 87.5% ในปี 2558 ​ก่อนจะตกลงมาที่​ 84.6% และ 84.8% รวมทั้ง อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังได้คะแนนนิยม 69.9% ในปี 2555 และตกลงมาเหลือ 63.4% ในปี 2556-2557

ประเด็นนี้ ทาง อภิสิทธิ์ พยายามอธิบายว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบรรยากาศทางการเมืองที่ทำให้คนไม่เชื่อมั่นองค์กรทางการเมืองทั้งหมด แต่พรรคการเมืองต้องหาทางรื้อฟื้นความศรัทธาจากประชาชนให้ได้ โดยจะชัดเจนมากขึ้นหลังพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

พร้อมกันนี้ ยังมองไปถึงแนวทางการฟื้นศรัทธาประชาชนของพรรค ได้มีการจัดลำดับความสำคัญปัญหาที่ประชาชนหวังพึ่งพรรคการเมือง โดยมุ่งที่เรื่องเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประชาธิปัตย์ที่จะกอบกู้คะแนนนิยมให้กลับคืนมา ด้วยหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกพรรคประชาธิปัตย์เอง

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก เอกภาพภายในพรรค ​สืบเนื่องจากปัญหารอยร้าวระหว่าง กปปส.​และประชาธิปัตย์ที่ยังไม่สมานกันดี จนอาจกระทบไปถึงผลการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเกือบจะเป็นพื้นที่ผูกขาดของประชาธิปัตย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

​ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมาจุดยืนทางการเมืองของฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ หลายเรื่องไม่ได้คิดอ่านไปทางเดียวกัน จนบานปลายไปสู่วิวาทะกระทบกระทั่งของคนกันเอง

ทั้งจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ กปปส.ประกาศสนับสนุน แต่ประชาธิปัตย์ คัดค้าน หรือจุดยืนเรื่องของสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ของ กปปส.ที่​สั่นคลอนจุดยืนความเป็นหัวหน้าพรรคของอภิสิทธิ์เป็นอย่างมาก

ความแตกต่างในแนวคิดและจุดยืนของทั้ง กปปส.และประชาธิปัตย์ ย่อมทำให้ฐานเสียงซึ่งเดิมเป็นฐานเดียวกันต้องแยกย่อยไปสนับสนุนจุดยืนของแต่ละฝั่ง จนอาจเปิดช่องให้คู่แข่งเข้ามาเจาะพื้นที่ได้

ประการต่อมา เรื่องผลงานและแนวนโยบายของประชาธิปัตย์ที่ยังไม่โดนใจประชาชน ทั้งในภาพรวมสมัยเป็นรัฐบาลบริหารประเทศที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาปากท้องค่าครองชีพยิ่งทวีความรุนแรง

ที่สำคัญอีกฐานเสียงที่เป็นจุดแข็งของประชาธิปัตย์ คือ พื้นที่ กทม.ที่ผูกขาดตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม.มาหลายสมัยนั้น แต่ปัญหาจากการบริหารงานและยังพัวพันกับเรื่องความไม่โปร่งใสหลายโครงการ ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร​ สองสมัยที่ผ่านมา กลายเป็นแรงกดดันรุนแรงย้อนกลับมายังประชาธิปัตย์

ประการสำคัญ คือ เรื่อง  “ภาพลักษณ์” และปัญหาเชิงโครงสร้างบริหารภายในพรรคที่เคยมีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปพรรคอย่างจริงจัง หลังพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็เดินไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ยังไม่รวมกับความพยายามแซะอภิสิทธิ์ พ้นเก้าอี้หัวหน้าพรรคที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต้องการให้เกิดการถ่ายเลือดปรับภาพลักษณ์ลงสนามยกใหม่

เมื่อฝั่งตรงข้ามพยายามรื้อฟื้นหยิบยกบาดแผล ตั้งแต่สลายการชุมนุมเสื้อแดงที่มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก มาขย่มหลายระลอก ในระหว่างที่คดีความยังอยู่ระหว่างการพิจารณารอการชี้ขาด

ไปจนถึงภาพลักษณ์ของพรรคช่วงที่ผ่านมา ถูกมองว่าเอนเอียงมาอยู่ฝั่งกองทัพและได้ประโยชน์จากรัฐประหาร ​กลายเป็นอีกจุดอ่อนที่ถูกหยิบยกมาโจมตี

สถานการณ์เหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้ประชาธิปัตย์ยังไม่อาจหยิบฉวยโอกาสนี้สร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับตัวเองในจังหวะที่คู่แข่งกำลังเพลี่ยงพล้ำ

 

สนช.คุมเซตซีโร่ เปิดทาง คสช.คุมองค์กรอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/513423

สนช.คุมเซตซีโร่ เปิดทาง คสช.คุมองค์กรอิสระ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับแนวทางการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อจากนี้ เมื่อล่าสุด ​ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์​ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินมาตรา 56 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ​

นอกจากจะสะท้อนให้เห็นทิศทางการพิจารณากฎหมายแล้ว อีกด้านยังสะท้อนให้เห็นอำนาจการชี้ขาดเนื้อหาในกฎหมายลูกซึ่งอยู่ในมือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​

จากก่อนหน้านี้ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินให้ผู้ที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง

แม้ทางกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายจะเห็นพ้องกับ กรธ. แต่ในขั้นตอนการพิจารณาวาระ 2 ของ สนช. มีสมาชิกเสนอแปรญัตติให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันอยู่ต่อจนครบวาระตาม พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2552 ​และที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับแนวทางนี้

ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าการแก้ไขของ สนช. ต่างจากร่างของ กรธ.อาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ จนนำมาสู่การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นดังกล่าว

ว่ากันว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินถือเป็นการชิมลาง ว่า สนช.จะสามารถปรับแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีปัญหาถึงขั้นขัดแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร

สอดรับกับที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่า หลังจากนี้ กรธ.ยังยืนยันว่าเรายังคงเขียนคุณสมบัติขององค์กรอิสระในกฎหมายลูกที่เหลืออยู่ตามหลักการเดิม คือ ต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“ส่วน สนช.จะไปแปรเปลี่ยนภายหลังก็ไม่ว่าอะไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสามารถทำได้ และหาก สนช.จะแก้ให้พวกเขาอยู่ต่อ ทาง กรธ.ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปโต้แย้ง” มีชัย กล่าว

นั่นทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตาไปยัง​ทิศทางขององค์กรอิสระสำคัญอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะถูกเซตซีโร่หรือไม่

เมื่อ ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรสำคัญที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายต่อทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ดังจะเห็นมีความพยายามเข้ามาแทรกแซงหรือกดดันจากฝ่ายการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางการจับตาของสังคมว่าองค์กรอิสระใดบ้างจะถูกเซตซีโร่อีกบ้างต่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​พร้อมคำถามว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาตัดสินชี้ขาดองค์กรอิสระ

ยิ่ง ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในองค์กร​ที่มีการแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศแล้ว

อีกด้านหนึ่งยังมีความพยายามโยงไปถึงที่มาที่ไปเชื่อมโยงไปถึงบิ๊ก คสช. ที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ากรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคนที่ถูกเลือกเข้ามาทำหน้าที่ ล้วนแต่ผ่านความเห็นชอบเรียบร้อย

ปัญหาอยู่ที่ท่าทีล่าสุดจาก กรธ. ​เมื่อ มีชัย ระบุว่า การร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทาง กรธ.ยืนยันว่ายังคงกำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องไปถาม สนช.

แน่นอนว่าท่าทีของ กรธ.เช่นนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับบิ๊ก คสช. ​ที่เหมือนจะต้องการให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งทำหน้าที่ต่อไป

ทว่า คำชี้แจงจากทาง​ กรธ.เรื่องจะให้องค์กรใดเซตซีโร่หรือไม่ ก็ยังไม่มีความชัดเจนสักทีเดียว

แต่จากกรณีของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ สนช.มาแก้ไขในขั้นตอนสุดท้าย โดยอาศัยเสียงของ สนช.เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการ อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาการันตีความถูกต้องของการดำเนินการดังกล่าว

สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจสุดท้ายอยู่ที่ สนช.ที่จะพิจารณาชี้ขาดเนื้อหาในร่างกฎหมายว่าจะให้ออกทางไหน อย่างไร

หากพิจารณาที่มาที่ไปของ สนช.​ ก็จะเห็นว่ามีที่มาจาก คสช. อีกทั้งการตัดสินใจหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาใน สนช.​ก็ถูกมองว่ามีสัญญาณหรือรับลูกมาจาก คสช. นี่จึงเป็นอีกช่องทางที่จะควบคุมทิศทางองค์กรอิสระในอนาคต

 

ปราบโกงยุค คสช. กังขาม.44ไร้ทหารทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 06:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/513330

ปราบโกงยุค คสช. กังขาม.44ไร้ทหารทุจริต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดเสวนาวิชาการ เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2560 หัวข้อ “รัฐบาลใหม่ คอร์รัปชันเก่า?” โดยมีบุคคลในองค์กรติดตามตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นหลายแขนง มาร่วมกันแลกเปลี่ยนความเห็น ณ ห้องคอนเวนชันเซ็นเตอร์ บี 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา สะท้อนมุมมองจากความเป็นสื่อมวลชนที่ติดตามรัฐบาล คสช.ในการปราบปรามทุจริตอย่างน่าสนใจว่า รัฐบาล คสช.ใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการท้องถิ่น ข้าราชการประจำ 300 กว่าคน ที่เกี่ยวข้องการทุจริต แต่กลับไม่มีทหารสักคน

“แสดงว่าทหารไม่มีการคอร์รัปชั่นใช่หรือไม่ การใช้ ม.44 นั้นไม่โปร่งใส โยกย้ายใครเราไม่เคยรู้ข้อกล่าวหา การที่ลงโทษไป 80 รายก็ไม่รู้ลงโทษอย่างไร เพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ไม่ได้สร้างให้สังคมเกิดความมั่นใจ เป็นการเล่นงานพวกตรงข้ามหรือไม่ พวกเดียวกันไม่เล่น”

“อย่างกรณีที่มีการตั้งคำถาม ไม่ชอบมาพากลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่ผูกขาดขุดลอกคลอง หรือโซลาร์ฟาร์มก็ไม่มีการสอบสวน หรือการก่อสร้างอุทยาน ราชภักดิ์ ที่สอบแล้วไม่ผิดเพราะอะไรก็ไม่เปิดเผย หรือแม้แต่เครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 เรื่องก็ยังไม่ถึงไหน การกุมอำนาจไว้มากๆ โดยไม่มีการตรวจสอบถือว่าอันตรายที่สุด ทางออกคือต้องเปิดเผยข้อมูลทุกเรื่อง เว้นแต่เรื่องที่เป็นความลับจริงๆ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ถึงจะแก้ถูกจุด”

“ขอย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบจะทำให้โอกาสคอร์รัปชั่นลดลง โดยเฉพาะกับ 4 เรื่องสำคัญ 1.ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ต้องรื้อกรมบัญชีกลางก่อน เพราะการให้เข้าถึงข้อมูลแย่ที่สุด 2.ข้อมูลระบบภาษี ที่หน่วยงานด้านภาษีมักอ้างเป็นความลับ ใช้ดุลพินิจในการจัดเก็บถึงมีปัญหา 3.ข้อมูลงบประมาณ ควรเบิกจ่ายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์รายงานผลแบบ เรียลไทม์ จะรู้เลยว่าหน่วยงานไหนเบิกไปแล้วบ้าง แล้วถ้างานไม่เสร็จก็จะเห็น และ 4.ข้อมูลกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ ป.ป.ช. คดีที่มีมติตีตก ต้องเปิดเผยได้ว่าใช้ดุลพินิจอย่างไร ไม่ใช่อ้างว่าผมไม่ใช่คู่กรณี” ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าว

ขณะที่ ภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า การใช้ มาตรา 44 อาจทำให้คนคอร์รัปชั่น ขยาดได้บ้าง แต่การเชือดไก่ให้ลิงดูอย่าง จีน หรือเกาหลีใต้ งานวิจัยชี้ชัดว่าแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ผล ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นมีกลไกป้องกันนักการเมืองคอร์รัปชั่นไว้ ถ้าทุจริตเลือกตั้ง จะเอาคะแนนนิยมมาฟอกตัวไม่ได้ และกลับสู่การเมืองอีกไม่ได้ รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ถ้าเอื้อประโยชน์เรื่องงบประมาณ ใครรู้เห็นเป็นใจ สภาทั้งสภาไปหมด อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังส่งเสริมภาคเอกชน ประชาชนในการต้านทุจริตด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเขียนห้ามผู้บริหารองค์กรอิสระเข้าไปคลุกคลีกับผู้เข้าอบรมหลักสูตรต่างๆ ที่จัดขึ้น หรือร่วมเดินทางไปต่างประเทศด้วย

“กรรมการร่างรัฐธรรมนูญกังวลเรื่องนี้มาก การเรียนหลักสูตรคือช่องสมคบที่น่ากลัวในการเอื้อประโยชน์ จึงระบุเลยว่าผู้บริหารองค์กรอิสระต้องทำงานเต็มเวลา รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการตรวจสอบเยอะมาก เป็นการรื้อและจัดระบบใหม่ให้บูรณาการ” ภัทระ กล่าว

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้บริษัทเอกชนที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกตรวจสอบมากขึ้น โลกเปลี่ยนไป เดิมเอกชนอาจจะคิดถึงกำไรอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว เราพูดถึงระบบ 4.0 แต่คนในภาคราชการยังพูดเองเลยว่าเป็นแค่ 0.4 หรือ ลบ 4 ต่างจากอินเดียที่ทำได้จริง ผู้นำดึงภาคเอกชนเข้าร่วมแก้คอร์รัปชั่นโดยใช้ระบบเทคโนโลยีมาช่วย อย่างไรก็ตาม ประเทศใดมีกฎหมายมากเกินไป คอร์รัปชั่นก็จะมากตามไปด้วย

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน มองว่า รัฐบาลใหม่ไม่รู้จะได้เห็นเมื่อไหร่ เห็นแล้วจะเก่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่คอร์รัปชั่นมันจะใหม่ไปเรื่อยๆ ดัชนีความโปร่งใสก็แย่ลง ภาคเอกชนทำงานหนักก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่รัฐบาลกลับบอกว่าเศรษฐกิจดีเพราะปราบโกงได้ผล

“ผมมองว่าต้องใช้การปลูกฝัง การป้องกัน และการปราบปราม ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาใช้วาทกรรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรมน้อยมาก เขาใช้ระบบที่ทำให้คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ เอาความเห็นแก่ตัวนั้นไปสู้ ต้องใช้คำขวัญที่ว่า โตไปไม่ยอมให้ใครโกง ทางที่จะป้องกันคอร์รัปชั่นได้ ต้องเอาประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตัว แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาหลอมรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน” บรรยง กล่าว

 

เลือกตั้ง ส.ค. 61 กกต. ตีกัน คสช.ลากยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/513205

เลือกตั้ง ส.ค. 61 กกต. ตีกัน คสช.ลากยาว

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การออกมาขีดเส้นตีกรอบวันเลือกตั้งที่ควรจะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2561 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบัน ถือเป็นตัวล็อกสำคัญที่​ทำให้ความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

แม้จะเป็นเพียงแค่กรอบ ซึ่งชี้แจงในการประชุมเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. โดยมี ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เป็นประธานในที่ประชุม

ทว่ารายละเอียดเกือบทั้งหมดก็เป็นไปตามปฏิทินและสอดรับกับโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำหนดไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เริ่มตั้งแต่การเสนอร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือน ธ.ค.นี้ และ น่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.พ. 2561

ต่อจากนั้นกระบวนสรรหา สว.จะเริ่มขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลการเลือกตั้ง สว. 200 คน ได้ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 ก่อนส่งให้ คสช. เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 50 คน ​รวมกับ สว.ในสัดส่วนที่ คสช. เป็นผู้คัดเลือกอีก 200 คน รวมเป็น 250 คน

ส่วนการเลือกตั้ง สส.​ เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเลือกตั้ง สส. ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เดือน มี.ค. 2561 จากนั้นจะเริ่มกระบวนการเลือกตั้ง โดยคาดว่าประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งน่าจะเป็นเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 และมีการเลือกตั้งในเดือน ส.ค. 2561

ทว่าในทางปฏิบัติ​หน้าที่การจัดการเลือกตั้ง​ตัวจริงจะเป็นของ กกต.ชุดใหม่ หลังจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้เซตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบัน โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบตาม กมธ.วิสามัญเสนอ และส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา

การปักหมุดกำหนดวันเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2561 อีกด้านหนึ่งจึงถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการตอบโต้จากฝั่ง กกต.ที่ถูกเซตซีโร่ด้วยการรีบกำหนดวันเลือกตั้งเพื่อกดดันไม่ให้ คสช.บิดพลิ้ว อยู่ในอำนาจยาวออกไปจากโรดแมป

สอดรับกับคำมั่นก่อนหน้านี้ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกมายืนยันว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2561 หลังมีกระแสพูดถึงความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

แต่กระนั้นก็ไม่อาจดับกระแสเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง

ท่าทีของ กกต.จึงเป็นอีกแรงกดดันที่จะทำให้การเลื่อนการเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก และกลายเป็นเหมือนข้อผูกมัดที่ทาง คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ ต้องทำให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะหากทำไม่ได้ย่อมกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.อย่างมาก

แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับระบบการเลือกตั้งใหม่ถอดด้ามที่เปลี่ยนแปลงจากระบบเลือกตั้งที่คุ้นเคยในอดีต ไล่มาตั้งแต่กลไกไพรมารีโหวตตั้งแต่ขั้นตอนการคัดตัวผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมือง ที่เริ่มมีการออกมาดักคอว่าจะนำไปสู่ความยุ่งยาก​

มาจนถึงเรื่องระบบบัตรเดียวที่ใช้คำนวณคะแนนทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ​ซึ่งแต่ละเขตเบอร์ของผู้สมัครแต่ละพรรคจะไม่เหมือนกัน ​ที่ล้วนแต่เป็นปัญหาอันน่าหนักใจของ กกต.ชุดใหม่ที่จะมาประเดิมรับหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก

แน่นอนว่าทางรัฐบาลเองก็ใช่ว่าจะให้ กกต.มามัดมือชกขีดเส้นวันเลือกตั้งจนไม่เหลือทางเลือกให้เดิน

เมื่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รีบออกมาชี้แจงว่าเป็นเพียงการเตรียมการของ กกต.ไว้ก่อน รัฐบาลยังตอบอะไรไม่ถูก ทุกคนรู้ว่าโรดแมปจะเดินอย่างไร บางเรื่องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทูลเกล้าฯ ถวายไป บางเรื่องก็เป็นเรื่องของการประกาศใช้กฎหมาย บางอย่างก็เป็นเรื่องของ กกต.

“ตอนนี้รู้เพียงว่าหากกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลใช้บังคับเมื่อใด ต้องจัดการเลือกตั้ง 5 เดือนหลังจากนั้น ส่วนจะเป็นวันไหนสุดแท้แล้วแต่ กกต.จะเป็นผู้กำหนด ส่วนกฎหมายเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ จะออกมาเมื่อใดผมไม่ทราบ รัฐบาลไม่เคยเร่งรัดอะไร” รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

ท่าทีของรองนายกรัฐมนตรีเช่นนี้ยิ่งทำให้กระแสเลื่อนการเลือกตั้งโดยอาศัยช่วงชุลมุนกรณีร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ไม่สามารถประกาศใช้ได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 268  ระบุว่าให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.​ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. และ 4.พรรคการเมืองมีผลใช้บังคับ

คล้ายกับที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าทุกอย่างจะเดินไปตามกรอบยกเว้นมีการคว่ำ 2 กฎหมายสำคัญ คือ ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุชัดเจนว่าถ้ากฎหมายนี้ไม่ผ่านจะเดินต่อไปอย่างไร

“นี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางของผู้มีอำนาจที่จะใช้ยื้อเวลาจัดการเลือกตั้งออกไปอีก ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์” นิพิฏฐ์ กล่าว

เส้นทาง​สู่การเลือกตั้งเดือน ส.ค. 2561 จึงยังมีความไม่แน่นอน​ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในแต่ละขั้นตอนตามโรดแมปต่อไป

 

รัฐบาลแห่งชาติ วิถีปรองดองของ ‘เอนก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/513201

รัฐบาลแห่งชาติ วิถีปรองดองของ 'เอนก'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปประเทศในรอบที่ 3 เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศจำนวน 11 คณะที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ได้ทยอยประชุมหารือกันอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน ซึ่งเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศคณะหนึ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ

“การจัดทำแผนปฏิรูปการเมืองทางคณะกรรมการจะไม่เริ่มจากศูนย์หรือนับหนึ่งใหม่ แต่จะนำแผนที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)และแนวทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการไว้ รวมถึงผลการศึกษาของหน่วยงานต่างๆ มาต่อยอด” เอนก บอกถึงแนวทางการทำงานภายหลังประชุมคณะกรรมการวันแรกเมื่อวันที่ 5 ก.ย.

ท่าทีที่ออกมาดังกล่าวของเอนก ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ทางหนึ่งว่าจะเป็นการเอาผลงานที่ผ่านมาปัดฝุ่นและปรับปรุงเพื่อดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยนับตั้งแต่มีการรัฐประหารและจัดตั้งแม่น้ำ 5 สายมา ได้เคยมีแนวทางการสร้างความปรองดองทางการเมืองออกมาจากมันสมองของเอนก 2 ครั้งด้วยกัน

ครั้งที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช.

ครั้งนั้นคณะกรรมการมีข้อเสนอว่าการจะทำให้การสร้างความปรองดองประสบความสำเร็จ ต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 6 ประการ

1.การปรองดองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถบังคับกันได้และจำเป็นต้องใช้เวลา เนื่องจากการปรองดองเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม

2.การทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นสิ่งจำเป็นต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจร่วมต่อเหตุการณ์รุนแรง

3.ผู้นำรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นว่ามีความตั้งใจจริง หรือเจตจำนงทางการเมืองที่จะสร้างความปรองดองในชาติได้ด้วยการสื่อถึงความเข้าใจในปัญหา

4.แต่ละฝ่ายควรตระหนักว่าสังคมไทยในปัจจุบันยังมีการแบ่งเป็นฝักฝ่ายอยู่ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิอาจจะ “ชนะ” อีกฝ่ายได้เบ็ดเสร็จ

5.การที่จะได้มาซึ่งกติกาในการอยู่ร่วมกันใหม่ จำเป็นต้องมาจากการมีส่วนร่วมของตัวแทนของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพื่อมิให้ถูกมองว่าเป็นกติกา “ของผู้ชนะ”

6.กลไกในการสร้างความปรองดองควรเป็นกลไกที่มีความอิสระในการทำงาน ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากทุกฝ่าย รวมทั้งมีกรอบเวลาและงบประมาณเพียงพอในการทำงานที่สอดคล้องกับสภาพและระดับของความขัดแย้งที่เป็นจริง

ครั้งที่ 2 การดำเนินการในฐานะสมาชิก สปช. เมื่อเดือน ส.ค. 2558

ทั้งนี้ ได้เป็นผู้ก่อการในการเสนอญัตติต่อที่ประชุม สปช. เรื่องการมีกลไกและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ สปช.มีมติให้เสนอประเด็นในการลงประชามติตามรัฐธรรมนูญ (คำถามพ่วงประชามติ)

โดยเนื้อหาในรายละเอียดที่เสนอไว้ในญัตติดังกล่าวได้ระบุเอาไว้ว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการมีกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอย่างน้อยใน 4 ปีแรกหลังใช้รัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจาก สส.ในสังกัดไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (360 คนจาก 450 คน)”

ข้อเสนอที่กำหนดไว้ในญัตติดังกล่าวนั้น ถูกเรียกสั้นๆ ว่า “การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ”

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันได้ เนื่องจากที่ประชุม สปช.มีมติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ สปช.ไม่ได้มีโอกาสได้ลงมติในญัตติดังกล่าว ก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน

ดังนั้น เมื่อดูจากข้อเสนอของเอนกในช่วงที่ผ่านมา แน่นอนว่าทุกย่างก้าวของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง