กรธ.เปิดเวที ลดแรงกดดันการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469193

กรธ.เปิดเวที ลดแรงกดดันการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องจัดเวทีชี้แจงเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ต่อบรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ณ สโมสรสันนิบาต ในวันที่ 14 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ พร้อมใช้โอกาสนี้รับฟังข้อมูลความคิดเห็นจากพรรคการเมืองที่ถือเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

หลังจากที่แรงกระเพื่อมค่อยๆ ก่อตัวเมื่อพรรคการเมืองทยอยตบเท้าออกมาถล่ม ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีเนื้อหาปรับเปลี่ยนแตกต่างไปจากเดิมไม่น้อย ที่สำคัญเนื้อหาหลายส่วนถูกมองว่ามีความพยายามบีบพรรคการเมืองให้ขาดอิสระในการทำงานจนง่อยเปลี้ย

ที่สำคัญการออกมา “ตีปลาหน้าไซ” ของคนการเมืองช่วงที่ผ่านมา ดูจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากฝั่ง กรธ. ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายที่ออกมาวางกฎเกณฑ์ สร้างกติกาควบคุมดูแลพรรคการเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา “พรรคการเมือง” ตกเป็นจำเลยของสังคมที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตความขัดแย้งที่หมักหมมมายาวนานในสังคมไทย

บทเรียนในอดีตจึงถูกนำมาเป็นธงในการปรับปรุงจัดวางโครงสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน ที่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ตกเป็น
เครื่องมือของนายทุนหรือมือที่มองไม่เห็น
คอยบงการอยู่เบื้องหลัง

จะเห็นว่าจากโครงสร้างพรรคการเมืองตามร่างกฎหมายใหม่มีความแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมาก ไล่มาตั้งแต่การจัดตั้งพรรคที่จะต้องรวมคนให้ได้ 500 คน และจะต้องจ่ายเงินทุนประเดิมรายละไม่น้อยกว่า 2,000 บาทรวมเป็น 1 ล้านบาท

ต่อจากนั้นภายในหนึ่งปีจะต้องหาสมาชิกให้ได้ปีละ 5,000 คน และจัดให้มีสาขาพรรคการเมืองในแต่ละภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการกำหนดอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และต้องเพิ่มสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนใน 4 ปี

ในแง่พรรคขนาดกลาง หรือพรรคขนาดใหญ่นั้นอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ทั้งในแง่จำนวนสมาชิก สาขาพรรค ตลอดจนเงินทุนประเดิม แต่สำหรับพรรคขนาดเล็กนั้นย่อมได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะจาก 70 พรรค ในปัจจุบันมี 30-40 พรรคที่จะต้องปรับตัวหาสมาชิกพรรคเพิ่มอีกมาก

แม้จะมีเวลา 150 วัน หรือมากกว่านั้นที่ทาง กรธ.จะเปิดให้พรรคการเมืองได้ปรับตัวกติกาใหม่ แต่ก็ไม่ใชเรื่องง่ายสำหรับบางพรรค จนอาจทำให้เหลือพรรคที่สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งรอบหน้าได้ไม่กี่พรรค

ขณะที่รายละเอียดปลีกย่อยที่จะมาควบคุมดูแลการบริหารงานของพรรคการเมือง ทั้งเรื่องเงินอุดหนุนที่มีกลไกควบคุมผู้บริจาค ไม่ให้เกิดการผูกขาด ครอบงำ ที่จะเน้นเรื่องความโปร่งใสในการทำงานตรวจสอบได้ที่ออกมานั้น บางพรรคก็เห็นว่าเข้มงวดและสุ่มเสี่ยงเพราะการกำหนดโทษนั้นรุนแรงถึงขั้นยุบพรรค

ยังไม่รวมกับการกำหนดในมาตรา 23  ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ล็อกให้พรรคการเมืองต้องทำทั้งเสริมสร้างให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ เสนอแนวทางการพัฒนาประเทศและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหากไม่ดำเนินการก็มีความผิด

การตีกรอบของ กรธ.ที่ออกมา ทำให้พรรคการเมืองเริ่มแสดงความเป็นห่วงว่าจะทำให้หมดอิสระ เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวแถมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคได้ง่าย ยังไม่รวมกับการกลั่นแกล้งฝั่งตรงข้ามเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

ปัญหายิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมานั้น กลับไม่มีการรับฟังเสียงสะท้อนจากบรรดาพรรคการเมืองที่ออกมาถล่มร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

แม้แต่ทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่ก็แสดงความประสงค์จะเข้าให้ข้อมูลกับทาง กรธ.เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

ไม่ต่างจากพรรคอื่นๆ ที่แสดงความประสงค์อยากให้ข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต่อ กรธ.เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงในฐานะผู้มีประสบการณ์

แต่เมื่อทาง กรธ.ดูไม่สนใจท่าทีของบรรดาพรรคการเมือง ย่อมทำให้แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจลุกลามบานปลายสร้างการไม่ยอมรับกฎหมายนี้ในอนาคต ที่จะซ้ำเติมปัญหาความวุ่นวายมากขึ้น

การที่ กรธ.เปิดเวทีในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ จึงถือเป็นการลดแรงกดดันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

พลิกแฟ้ม 10 องคมนตรี ผสมผสาน ‘ทหาร-พลเรือน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468977

พลิกแฟ้ม 10 องคมนตรี ผสมผสาน ‘ทหาร-พลเรือน’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่คณะองคมนตรีได้กราบถวายบังคมลาออกจากตําแหน่ง องคมนตรี และทรงพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบกับมาตรา 12 มาตรา 13 และมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี จำนวน 10 คน ดังนี้

1.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2468 ตำแหน่งสูงสุดในชีวิตข้าราชการ คือ ผู้บัญชาการทหารบก ภายหลังเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2546 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งในปี 2549 เพื่อไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เมื่อสิ้นสุดการทำหน้าที่นายกฯ ก็ได้กลับมาดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกครั้ง

2.นพ.เกษม วัฒนชัย เกิดเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2484 เคยดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ในช่วง พ.ศ. 2544 แต่ทำงานในตำแหน่งดังกล่าวได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ได้ตัดสินลาออก ก่อนจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรีในปีเดียวกัน ทั้งนี้ นพ.เกษม มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มโครงการสร้างแพทย์ชนบทขึ้นในประเทศไทย

3.พลากร สุวรรณรัฐ เกิดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2491 จบการศึกษาปริญญาโท M.A.I.A.(International Affairs, Southeast Asian Studies) จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ชีวิตราชการผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญมามากมายเช่น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2544

4.อรรถนิติ ดิษฐอํานาจ เกิดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2487 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย (สอบได้อันดับที่ 3 ของสมัยที่ 18) ปี 2508 และปริญญาโทด้านกฎหมาย จาก Harvard Law School ประเทศสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการ คือ ประธานศาลฎีกา และภายหลังเกษียณอายุราชการได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2550

5.ศุภชัย ภู่งาม เกิดเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2488 จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย ชีวิตราชการเติบโตมาจากการเป็นผู้พิพากษาและผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ รองอธิบดีศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยในปี 2547 ได้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาต่อจากอรรถนิติและเกษียณอายุราชการในปี 2548 จากนั้นปี 2551 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี

6.ชาญชัย ลิขิตจิตถะ เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2498 จบการศึกษาคณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย โดยได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษามาอย่างมากมาย เช่น ผู้พิพากษาศาลฎีกา หัวหน้าแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 รองประธานศาลฎีกา และประธานศาลฎีกา ต่อมาปี 2549 ได้เข้ามาทำหน้าที่ รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ ภายหลังสิ้นสุดการทำหน้าที่รัฐมนตรีก็กลับมารับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส และหลังจากเกษียณอายุราชการได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี ในปี 2551

7.พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก เกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2491 จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 13 ชีวิตการรับราชการในกองทัพอากาศได้ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้บัญชาการทหารอากาศ ในปี 2549 ทำหน้าที่รองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากเกษียณอายุราชการ พล.อ.อ.ชลิต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี เมื่อปี 2554

8.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2496 จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 23 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 63 ตำแหน่งสำคัญที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้ทำหน้าที่ คือ เสนาธิการทหารบก และรองผู้บัญชาการทหารบก ขณะเดียวกันได้เข้ามาร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ รมว.ศึกษาธิการ

9.พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เกิดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2498 จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 14 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 25 รับราชการในกองทัพมาอย่างยาวนานและดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นรองเสนาธิการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ก่อนจะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากเกษียณอายุราชการได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

10.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เกิดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2498 โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 15 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 26 เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ คสช. ต่อมาเข้ามาทำหน้าที่เป็น รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ทั้งนี้ ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 บัญญัติให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

 

ขยาด กฎหมายลูก ลดอำนาจพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468975

ขยาด กฎหมายลูก ลดอำนาจพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองส่อเค้ากลับมาวุ่นวายอีกรอบ เมื่อบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองเริ่มขยับออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังจัดทำ

หลายเสียงออกมาสะท้อนปัญหาและความเป็นห่วงเนื้อหาที่เข้มงวดในกฎหมายลูกหลายฉบับ

โดยเฉพาะกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่เริ่มปรากฏเนื้อหารายละเอียดไปแล้วบางส่วน ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างจากกฎหมายพรรคการเมืองในอดีตหลายประเด็น

เริ่มตั้งแต่ประเด็นเรื่องการจัดตั้งพรรค เงินทุนประเดิม การจ่ายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง เรื่อยไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบการทำงานของกรรมการบริหารพรรคที่เข้มงวดและมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น ยังไม่รวมกับประเด็นจำนวนสมาชิกพรรคที่กระทบถึงพรรคเล็กในปัจจุบันหลายสิบพรรค

จนนำมาสู่การตบเท้าออกมาดักคอแสดงความเป็นห่วงในหลายแง่หลายมุมจากคนการเมือง

ทั้ง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เปรียบเทียบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนอวัยวะต่างๆ ที่จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ดูดีไม่พิกลพิการ ขอให้ กรธ.ทำกฎหมายลูกออกมาให้ดี คิดให้รอบคอบ อย่าเอาแขนขาเทียมที่ทำขึ้นมาจากวัสดุที่ด้อยคุณภาพมาทำเป็นอวัยวะ แล้วในที่สุดก็ต้องมานั่งซ่อมแซม ยิ่งเจอทีมช่างที่เอาของไม่ดีมาทำเป็นอะไหล่มาหลอกใช้ในการซ่อมแซมก็ยิ่งแย่กันไปใหญ่

“ขอให้การยกร่างกฎหมายประกอบต่างๆ อย่าให้มีบทบัญญัติที่เป็นการบีบบังคับ แข็งกร้าว เอาเปรียบจนทำอะไรแทบไม่ได้”

ไม่ต่างจาก สมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่มองว่า พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะสร้างความยุ่งยากกับพรรคการเมือง โดยกำหนดกฎเกณฑ์มากมาย โดยเฉพาะพรรคการเมืองเก่าที่จดทะเบียนไว้แล้ว หรือพรรคการเมืองใหม่ที่จะเริ่มต้นล้วนแต่สร้างภาระให้พรรคการเมืองทั้งสิ้น

แม้กระทั่งการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ต้องจ่ายเงินค่าบำรุงพรรค ซึ่งผิดธรรมชาติการรวมตัวของประชาชนที่จะทำกิจกรรมทางการเมือง พ.ร.บ.พรรคการเมืองควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ให้ประชาชนรวมตัวกันได้โดยง่าย ไม่ควรมีกติกาที่หยุมหยิมจนเกินเลย เพราะพรรคการเมืองเติบโตได้ด้วยความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชน มิใช่กติกาที่บังคับ

คล้ายกับ อุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย  ที่แสดงความเป็นห่วง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความพยายามบั่นทอนให้พรรคและการเมืองไทยอ่อนแอ สร้างข้อจำกัด วางกฎระเบียบมากมายที่เต็มไปด้วยอคติต่อฝ่ายการเมือง

“เชื่อว่าหากดื้อดึงออกมาในลักษณะที่ว่านี้จะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นก่อนถึงการเลือกตั้งด้วยซ้ำ เพราะมีการควบคุมพรรคการเมืองมากกว่า”

แม้ทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ได้แสดงความไม่เห็นด้วยในเนื้อหา แต่ก็แสดงความเป็นห่วงเรื่องการปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ค่อนข้างรุนแรง อาจทำให้พรรคการเมืองใหม่หรือพรรคที่ไม่เคยทำตามแนวทางอย่างนี้ก็อาจจะปรับตัวไม่ค่อยทัน

แน่นอนว่าเป้าหมายของ กรธ.นั้นอยู่ที่ต้องการแก้ปัญหาการเมืองในอดีต ทั้งพรรคการเมืองถูกครอบงำโดยนายทุน ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริง จนนำมาสู่การจัดวางระบบพรรคการเมืองใหม่

แต่อีกด้านในมุมของคนการเมืองกลับมองว่ากฎระเบียบที่เข้มงวดเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกินไป อันจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารของพรรคการเมืองในอนาคต เหมือนถูกตัดแขนตัดขา จนทำให้พรรคการเมืองอ่อนแรงยากจะขยับทำสิ่งต่างๆ

สอดรับกับข้อกังขาในอดีตเรื่องความการลดบทบาท สลายขั้วอำนาจพรรคการเมืองในอดีตเพื่อกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ แม้จะไม่มีการ “เซตซีโร่” อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่การตีกรอบกติกากำกับดูแลพรรคการเมืองใหม่นี้ ย่อมทำให้พรรคการเมืองกลับมาเร่ิมต้นนับหนึ่งกันใหม่หมด

แถมยังเอื้อให้การเกิดการสลายขั้ว หรือปรับเปลี่ยนโยกย้ายหรือตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่หวังว่าจะเป็นปัจจัยช่วยลดความขัดแย้งในอดีต แม้บางฝ่ายจะมองว่านี่จะทำให้กลไกพรรคการเมืองอ่อนแอกว่าเดิม

ปัญหานี้ทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่ขั้วอำนาจเก่าออกเริ่มออกมาเรียกร้องให้ กรธ.ทบทวนเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบพรรคการเมือง ไม่ให้มีรายละเอียดเข้าไปควบคุมพรรคการเมืองมากเกินไป

นับจากนี้แรงกดดันจากพรรคการเมืองที่ออกมาเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองคงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนจะถึงขั้นมีน้ำหนักทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้หรือไม่ ยังอาจอยู่ที่กระแสสังคมว่าจะคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไรต่อไป

 

สปท.ตีปี๊บผลงาน เร่งเครื่อง “ปฏิรูป” โค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468804

สปท.ตีปี๊บผลงาน เร่งเครื่อง "ปฏิรูป" โค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันพุธที่ 7 ธ.ค.นี้ กับการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  ภายใต้ชื่อ “1 ปี สปท. 108 เรื่องการปฏิรูป” ที่รัฐสภา หลังจากทำงานมาจนครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา

นับเป็นอีกงานใหญ่ของ สปท.ที่มุ่งหวังจะประกาศให้ประชาชนคนทั่วไปได้รับรู้รับทราบถึงภารกิจปฏิรูปที่ได้ทำไปจนสำเร็จลุล่วงในแต่ละด้าน ตามที่ได้รับไม้ต่อมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำสิ่งเหล่านั้นนำไปสู่การปฏิบัติ

สอดรับไปกับการขยับสร้างผลงานของแม่น้ำสายๆ อื่น ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่พยายามเร่งเครื่องในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป

ในจังหวะที่ “คะแนนนิยม” ของรัฐบาล คสช. กำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จากปมปัญหาที่ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ

การแถลงผลงานของ สปท.ครั้งนี้ จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำเสนอให้เห็นผลงาน ตลอดจนความตั้งใจของ คสช. และแม่น้ำแต่ละสายที่พยายามทำในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยอาศัยกลไก กมธ.ทั้ง 12 คณะ

ความสำคัญของ สปท.อยู่ตรงต้องรับหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ ตามที่ คสช.ประกาศให้การปฏิรูปประเทศแต่ละด้านเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะรีบทำให้เสร็จก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพื่อไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้ต้องเสียของ

ทว่าปัญหาที่ผ่านมาอยู่ตรงที่การปฏิรูปในแต่ละด้านนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลได้ทันทีทันใด หลายเรื่องต้องใช้เวลานานตั้งแต่ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการปรับโครงสร้าง วางระบบ และกลไกการทำงานกันใหม่

บทเรียนจากเมื่อครั้ง สปช.ที่ถูกค่อนขอดว่าไม่อาจผลักดันการปฏิรูปให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ มีเพียงแค่รายงานสรุปแต่ละเรื่องที่ยังไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติเสียที ทำให้ สปท.พยายามแก้ไขอุดช่องโหว่ตรงนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ก่อนหน้านี้หลังรับตำแหน่งช่วงแรก ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เคยกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า งานที่ สปท.จะต้องทำก่อนที่จะหมดวาระ คือสิ่งที่จะต้องจะออกมาเป็นกฎหมายและบางส่วนนำไปใช้ในมาตรา 44 เป็นเรื่องที่นายกฯ กระทรวงเจ้าของเรื่อง ครม.เห็นด้วย และคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยร่างภาษาให้ออกมาเป็นกฎหมาย

ที่สำคัญอยู่ที่ สนช. ไม่ว่าจะอยู่ในวาระ 1 หรือวาระ 2 หาก สปท.และ สนช.หมดวาระไป เรื่องนั้นก็ต้องนับหนึ่งใหม่สำหรับรัฐบาลใหม่ ดังนั้น สิ่งที่เราทำมาทำให้ผลลัพธ์บั้นปลายจะสูญเปล่า หาก กมธ.ทั้ง 12 ด้านผลักดันให้งานปฏิรูปสำเร็จสัก 1 ชิ้น หรือ 2-3 ชิ้นอย่างมากที่สุดมาเป็นกฎหมายให้เสร็จก่อนที่เราจะพ้นวาระก็ประเสริฐสุดแล้ว

“ถ้าอะไรก็ตามไม่เสร็จเป็นกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วถือว่างานปฏิรูปที่เราเสนอไปชิ้นนั้นๆ ไม่บรรลุผล สำหรับงานปฏิรูปที่ค่อนข้างจะสำเร็จเช่น กมธ.ด้านกีฬา กมธ.ด้านการศึกษา ที่มีการตั้ง กมธ.ร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเราต้องทำทุกวิถีทาง ล็อบบี้ ใช้กำลังภายในสูงส่ง เพราะทำงานแบบเป็นทางการมันไม่เวิร์ก”

แถมต่อมา สปท.ยังได้ปรับรูปแบบการทำงานหลายเรื่อง โดยเฉพาะการตั้งกลไกการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สนช. และ ครม. หรือที่เรียกว่าวิป 3 ฝ่าย เพื่อช่วงเร่งเครื่องการทำงานตามกลไกให้รวดเร็วขึ้น

แต่สุดท้ายก็ใช่ว่าหลายแนวคิดปฏิรูปจะสามารถเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติอย่างที่ตั้งใจ ดังจะเห็นว่าหลายเรื่องยังเป็นรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ที่ประชุม สปท.รับรองเท่านั้ัน

ขณะที่บางเรื่องกำลังเริ่มเห็นความคืบหน้า แต่ก็เพียงแค่บางส่วนที่ยังต้องใช้เวลา อย่างเรื่องเร่งด่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณมายัง สปท.อาทิ การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย แนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ : เอทานอลและไบโอดีเซล การปฎิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring  : EM)

ทว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงแค่รายละเอียดปลีกย่อยของการปฏิรูปที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือพลิกโฉมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นแบบจับต้องได้อย่างที่สังคมคาดหวัง

ในขณะที่เรื่องใหญ่ๆ อย่างการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบสาธารณสุข ปฏิรูปพลังงาน แม้แต่การปฏิรูปการเมืองที่กำลังดำเนินการอยู่เวลานี้ ก็ยังไม่เห็นทิศทางความชัดเจนว่าจะนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้จริง

หลายเรื่องยังได้แต่ถกเถียงกันในเชิงหลักการจนยากจะหาข้อสรุป และคงยากจะฝากความหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปได้จริงในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่นาน

ต้องยอมรับว่า หากกลไกหลักในการขับเคลื่อนการปฏิรูปยังไม่สามารถแสดงให้เห็นความตั้งใจ หรือพลังที่จะผลักดันการปฏิรูปแต่ละเรื่องก็คงเป็นเรื่องยากที่การปฏิรูปจะสำเร็จได้

 

ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ กุญแจล็อกรัฐบาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468670

ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ กุญแจล็อกรัฐบาลใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับคำพูดของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ออกมาขู่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งว่า หากไม่ดำเนินนโยบายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดไว้ ถือว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจน แต่หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีโทษจากการกระทำอันขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน

ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. … ยกร่างโดย กรธ.หลังจากร่างรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้แล้ว กฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำยุทธศาสตร์และกฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำการปฏิรูป จะออกมาภายในระยะเวลา 120 วัน และหลังจากนั้นจะนำไปสู่การมียุทธศาสตร์และวิธีการปฏิรูปภายในระยะเวลา 1 ปี

เบื้องต้นสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ทำการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติไว้ในเบื้องต้นแล้ว ขณะที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้โจทย์ไว้คร่าวๆ ว่า โฉมหน้าประเทศไทยอีก 20 ปีข้างหน้า ต้องมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องนำทาง หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่นคงในทุกด้าน พร้อมรับภัยคุกคาม หรือความท้าทายใหม่ๆ ทุกรูปแบบ ประเทศต้องมีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่ำๆ 5% ต่อปี เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ และมีความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

หลักคิดสำคัญของ คสช.ต่อยุทธศาสตร์ชาติ คือ ไม่ต้องการให้การปฏิวัติ 22 พ.ย. 2557 เสียของ จึงกำเนิดกฎหมายเพื่อการปฏิรูปฝังไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยแบบต่อเนื่อง 20 ปี

เพราะ คสช.มองว่าการเมืองและการเลือกตั้งในอดีต วนเวียนกับความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ ช่วงเลือกตั้งแย่งชิงซื้อตัวนักเลือกตั้งกับจับขั้วทางการเมืองล่วงหน้าเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองติดกับดักเดิมๆ คือ มุ่งเสนอนโยบายเชิงประชานิยมที่สนองผลประโยชน์ระยะสั้น หวังผลทางการเมืองมากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างหรือวางรากฐานประเทศระยะยาว นโยบายทุกพรรคต่างมุ่งเน้นไปที่คะแนนเสียง มากกว่าการบริหารผลประโยชน์ประเทศชาติ โดยเฉพาะประชานิยม จึงกลายเป็นนโยบายหลักที่ทุกพรรคการเมืองต่างงัดเอามาสู้ศึกเลือกตั้ง จนไม่เกิดการประนีประนอมทางการเมือง เพราะต่างฝ่ายต่างออกนโยบายเพื่อเข้าสู่อำนาจการเมือง ไม่มีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาประเทศว่าควรจะเป็นอย่างไร

ยุทธศาสตร์ชาติสร้างความกังวลใจต่อฝ่ายการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะยังไม่มีความคืบหน้าด้านเนื้อหาสาระของยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ตามขั้นตอนมีระยะเวลาให้ทรงวินิจฉัย 90 วัน

อาจกล่าวได้ว่าประเด็นที่ฝ่ายการเมืองกังวลใจมากที่สุด เพราะเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นมรดกทางอำนาจของ คสช.ที่กำลังพยายามต่อท่ออำนาจ ผ่านการเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะเป็นกลไกกำกับ ติดตามตรวจสอบ กำหนด วางกรอบนโยบายให้รัฐบาลต้องเดินตามทุกกระเบียดนิ้ว เปรียบเหมือนใส่กุญแจมือบังคับรัฐบาลเลือกตั้งให้ต้องเดินตามโรดแมป คสช.อย่างไม่มีข้อแม้ เพราะมีกฎหมายลูกกำกับไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าวาระรัฐบาลครั้งละ 4 ปี ผ่านการเลือกตั้งถึง 5 ครั้ง พรรคการเมืองและนักการเมืองถึงจะปลดล็อกได้ จึงเกิดข้อกังขาว่ายุทธศาสตร์ชาติคือแผนการครอบงำด้านการบริหารประเทศรัฐบาลเลือกตั้ง โดยมีร่างทรง คสช.นั่งอยู่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

ขณะนี้จึงเกิดกระแสจากฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกรูปแบบ พร้อมอนุญาตเปิดเวทีให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุดที่ผ่านการทำประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ได้มีการกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก เพื่อวางเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาประเทศ แตกต่างจากเดิมที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามรัฐบาล หรือมีการเปลี่ยนแปลงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนั้นนักการเมืองจะตกขบวนนี้ไม่ได้

ดังนั้น เพื่อให้รัฐบาลเลือกตั้งเข้ามาแล้วมีภาระผูกพันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นำไทยไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ การยกร่างยุทธศาสตร์ชาติควรต้องมีการนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาจากทุกภาคส่วน อาทิ ข้าราชการ ภาคเอกชน ภาคการเมือง นักวิชาการ รวมถึงภาคประชาชนมาเป็นข้อมูลในการยกร่างยุทธศาสตร์ชาติร่วมกันกำหนดชะตากรรมอนาคตชาติ มิใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนด หรือขีดเส้นทางอนาคตการเมืองไทยเพียงฝ่ายเดียว

 

สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468285

สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี “กล้านรงค์ จันทิก” สมาชิกสนช.เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีศึกษา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.กำหนดนิยามของพรรคการเมืองใหม่ โดยให้พรรคการเมืองมีความหมายว่า “คณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งพรรค การเมือง โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่ส่งสมาชิกรับเลือกตั้งเป็น สส. และมีการดำเนินการทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลตามอุดมการณ์ทางการเมือง”

2.ปรับแก้เรื่องการกำหนดสมาชิกพรรคการเมือง โดยเห็นควรกำหนดจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองในอัตราก้าวหน้า เช่น ภายในหนึ่งปีแรกที่จัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกจำนวน 5,000 คน ปีที่ 2 ต้องมีสมาชิกเพิ่มเป็น  1 หมื่นคน ในปีที่ 3 มีสมาชิกเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นคน และเห็นด้วยกับหลักการที่ให้พรรคการเมืองต้องจัดตั้งง่าย เพื่อให้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและยุบยาก

3.คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้ผู้ซึ่งพรรค การเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องมีมาตรการห้ามใช้ “Nominee” (ตัวแทน) มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่ยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทชี้นำหรือครอบงำ ขณะเดียวกันการกระทำผิดดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีโทษเฉพาะที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด

4.ประเด็นเงินบริจาคพรรคการเมือง เห็นควรให้บริจาคโดยตรงต่อพรรคการเมือง การกำหนดอัตราการบริจาคไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงควรปรับปรุงให้สูงขึ้นตามความเป็นจริง และให้กำหนดอัตราขั้นสูงไว้ด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งควรกำหนดในอัตราที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในสภาวการณ์ขณะนั้น

5.การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมือง ควรจัดสรรเป็นรายปีโดยใช้เกณฑ์ เช่น ใช้จำนวนคะแนนเสียงที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ ใช้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ไม่นำสัดส่วนจำนวนสาขาพรรคการเมืองและจำนวนสมาชิกที่ชำระค่าบำรุงรายปีมาคิดคำนวณในการจัดสรร

กรณีพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เมื่อได้ดำเนินการหาสมาชิกให้ได้ครบ 5,000 และต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว จะต้องมีสมาชิกเพิ่มในอัตราก้าวหน้าตามข้อเสนอ จึงจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐและจัดสรรเงินตามนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองของพรรค การเมืองที่มีผลงานตลอด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

สำหรับจำนวนเงินสนับสนุนที่รัฐจะจัดสรรให้นั้น จะขึ้นอยู่กับกลไกระบบการตรวจสอบที่ดีที่สร้างความมั่นใจให้แก่รัฐได้ว่าสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภายใต้แนวความคิดว่า “ช่วยให้เกิดและช่วยให้โต” หมาย ความว่ารัฐควรส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งพรรคการเมืองและสนับสนุนให้พรรค การเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสม่ำเสมอทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ ทั้งในรูปตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ

6.รัฐพึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองได้เจริญเติบโตทั้งในรูปแบบของตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เช่น ในช่วง 4 ปีแรก รัฐต้องให้โอกาสและสนับสนุนพรรคการเมืองให้ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง แต่เมื่อครบ 4 ปี แล้วพรรคการเมืองจะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง หมายความว่าพรรค การเมืองต้องจัดส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งตามเกณฑ์ หากไม่สามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ รัฐต้องมีกระบวนการเพื่อทบทวนพรรคการเมืองและมีมาตรการในการจัดการพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ เช่น ยกเลิกหรือยุบพรรคการเมืองนั้นไป

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้พรรค การเมืองมีนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสอด คล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ มีกิจกรรมที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแม้จะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบติดตามประเมินผลเพื่อเป็นตัวชี้วัดการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง

7.การสิ้นสภาพพรรคการเมือง กรณีที่พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน หรือเป็นระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากันนั้น เห็นควรแก้ไขเป็น “พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น สส. ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่ต้องระบุจำนวนปี”

 

ล็อกพรรคการเมือง สกัดเกมป่วนฉุดเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468283

ล็อกพรรคการเมือง สกัดเกมป่วนฉุดเชื่อมั่นคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการยืนกรานไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมใดๆ ในช่วงเวลานี้

“เอาไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาจะอนุญาตเอง เพราะอีกตั้งปีกว่า จึงจะมีการเลือกตั้ง แล้วจะทำกิจกรรมกันตอนนี้เลยหรือ …ไม่ทันก็ไม่ต้องเข้า ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้จะให้ทำอย่างไร เพราะ
วันนี้ก็เปิดพื้นที่มากอยู่แล้ว จะเอาอะไรกันอีก เอาไว้ก่อน”

ตอกย้ำความกังวลของ คสช. ที่ห่วงว่าหากเปิดให้คนการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระ อาจสุ่มเสี่ยงให้เกิดแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพ คสช. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ทั้งที่คนการเมืองเริ่มเปิดหน้า พร้อมใจกันตบเท้าออกมาเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนปรนกฎเหล็ก ไล่มาตั้งแต่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาทวงสัญญา คสช. ที่เคยระบุว่าจะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าและทำให้เป็นประชาธิปไตย จึงควรเปิดพื้นที่ทางเมือง

“ที่ผ่านมาไม่ได้มีเจตนาให้เกิดสิทธิและเสรีภาพของนักการเมือง ประชาชนสื่อสารกันไม่ได้มากนัก ไม่ได้เดินไปสู่การเป็นประชาธิปไตย การจะให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่คำพูดแต่ต้องมีกฎหมาย และองค์ประกอบให้เกิดภาพสมานฉันท์ โดยเฉพาะ คสช.ต้องทำให้ชาติเดินไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมประเทศไทยติดหล่มเป็นเวลานาน” 

แม้ท่าทีจากทางฝั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเคยออกมาให้ความเห็นว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้ พรรคการเมืองก็จะสามารถทำกิจกรรมได้ทันทีเอง

แต่ทาง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เองก็ได้แต่โยนให้เป็นเรื่องของ รัฐบาลและ คสช.ที่จะพิจารณาผ่อนคลายให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่ใช่บทบาทของ กรธ.

ไม่ต่างจากทางฝั่งประชาธิปัตย์ที่เห็นด้วยกับการอะลุ้มอล่วยเปิดให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้เพื่อเตรียมความพร้อม

รวมทั้งความเป็นห่วงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เห็นว่า หากการประกาศบังคับใช้กฎหมายลูกเกิดขึ้นในช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งเกินไปก็จะทำให้พรรคการเมืองปรับตัวไม่ทัน

ทว่า เสียงสะท้อนเหล่านี้กลับไม่อาจมีพลังที่จะเปลี่ยนใจให้ คสช.ยอมยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว หรือดำเนินกิจกรรมได้

ทั้งที่เสียงเรียกร้องเหล่านี้มีให้ได้ยินตลอดตั้งแต่หลังรัฐประหาร แต่ทาง คสช.เองก็ยังไม่ประมาท ยอมปล่อยให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อิสระ และเคยคาดการณ์กันว่า คสช.คงจะเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้ในช่วงก่อนประชามติ รวมทั้งช่วงหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้

แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้นแถมยังไม่มีวี่แววความชัดเจนว่าจะเปิดให้พรรคการเมืองได้ขยับทำกิจกรรมได้เมื่อไหร่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจนถึงมีกฎกติกาเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ในหลายเรื่องจนจำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหลายเรื่องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต

สาเหตุสำคัญอยู่ที่ทาง คสช.ยังห่วงว่าหากเปิดให้พรรคการเมืองขยับได้เวลานี้อาจบานปลายไปสู่ความวุ่นวายจนควบคุมไม่อยู่

หากจำได้ ที่ผ่านมาช่วงหนึ่งที่มีแนวคิดจะปลดล็อก และชิมลางโดยปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาขยับมีอิสระในการวิพากษ์วิจารณ์ถล่มแนวนโยบายของ คสช. ถึงขั้นบางกลุ่มใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจัดรายการที่มีเนื้อหารุนแรงฉุดความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.ไปไม่น้อย

จนนำไปสู่การกระชับอำนาจเรียกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไปปรับทัศนคติและควบคุมช่องทางการสื่อสารมากขึ้น จนบรรยากาศที่เคยจะเปิดให้แสดงความคิดความเห็นได้กลับมาสู่ความอึมครึมเหมือนเดิม

ถึงจะถูกต่อว่าต่อขานและมีแรงกดดันจากต่างประเทศหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อทาง คสช.ชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่าแรงกดดันจากภายนอกอาจไม่รุนแรงเท่าที่จะเกิดจากภายในซึ่งมีแนวโน้ม
ที่จะลุกลามขยายตัวได้ง่าย

บทเรียนในอดีตสะท้อนพลังของการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของ คสช. ย่อมไม่อาจทำให้ คสช. ย่อมเสี่ยงในรอบนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ในช่วงที่กำลังจะผลักดันกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ที่มีหลายประเด็นที่เต็มไปด้วยความเห็นขัดแย้ง

ในมุมของ คสช. การเปิดให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไป นอกจากจะส่งผลต่อการยอมรับในกฎหมายลูกแล้วอีกด้านยังอาจสะเทือนถึงความเชื่อมั่นของ คสช. และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ คสช.ไม่อาจปลดล็อกกฎเหล็กปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้

 

อดีต สปช.มองสภาขับเคลื่อนฯ ผลงานปฏิรูป คืบหรือคงที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468101

อดีต สปช.มองสภาขับเคลื่อนฯ ผลงานปฏิรูป คืบหรือคงที่

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มต้นนับเวลาถอยหลังสำหรับการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. กับหน้าที่ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปให้ออกมาสอดคล้องไปตามโรดแมปของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้วางไว้

โดยในวันที่ 30 พ.ย. สปท. มีคิวนัดแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ทว่าได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นวันที่ 7 ธ.ค. เวลา 10.30 น. ซึ่งรวม 108 เรื่องการปฏิรูป ก่อนหมดวาระการทำงาน 120 วัน ตามมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559

ซึ่งเป็นฉบับผ่านการลงประชามติจากประชาชน โดยการดึงอำนาจปฏิรูปประเทศคืนให้กับ คสช. ในฐานะผู้เเต่งตั้งมา เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศต่อไปในอนาคตใหม่

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองการทำงาน สปท. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพร้อมอธิบายให้เห็นภาพ ว่า วัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการจัดตั้งสปท.ขึ้นมา ก็เพื่อให้มาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้หมายความว่าลงไปปฏิรูป แต่หมายถึงมาดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ตามที่ สปช.ได้กำหนดวาระไว้แล้ว

“ตอนที่ สปช.ทำงานมา และได้กำหนดวาระการปฏิรูปมีกี่วาระ เรื่องอะไรบ้าง และส่งให้รัฐบาล แต่เมื่อมี สปท.เขาก็ส่งเรื่องที่ สปช.ทำไว้ให้มายัง สปท. และ สปท.บางท่านเองก็เป็น สปช.มาก่อน จะรู้งานดี ว่างานที่ทำเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้างต้องทำ ซึ่งเป็นเรื่องการทำงานทางความคิด ไม่ได้เป็นการลงไปปฏิรูป ไม่ใช่อำนาจหน้าที่”

ทั้งนี้ สปท.มีอำนาจหน้าที่ในการมาคิดต่อว่า ประเด็นต่างๆ จะขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูป หรือไปทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้องไปดูตรงนั้น และถ้าจะดูก็ต้องดูว่าร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทำไปแล้วกี่ฉบับ โดยทั้งหมดถือเป็นภารกิจการทำงานตรงของ สปท.

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้อีกไม่กี่เดือน สปท.จะหมดวาระ ซึ่งเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้วก็จะเป็นไปตามนั้น และจากการติดตามการทำงาน สปท.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะกฎหมายนั้น แม้จะมีการวิจารณ์ต่างๆ นานา แต่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่ง

สมบัติ ขยายความว่า เพราะเวลาคนที่ทำ คือ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายแต่ละฉบับ และกระบวนการทำก็จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความเห็นด้านต่างๆ รวมถึงการปรับแก้ไข กระบวนการทำงานโดยตัวกระบวนการเอง มันมีความรอบคอบ รัดกุมอยู่ในตัว

อย่างไรก็ตาม  เพราะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อีกทั้ง ต้องเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปในการเสนอร่าง และเมื่อเสนอร่างแล้วต้องให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาอีก ซึ่งก็ถือว่าผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนอยู่พอสมควร เมื่อผ่านร่างแล้ว ยังต้องเสนอไปให้รัฐบาลตรวจสอบอีกที ก่อนเสนอให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถ้าหากว่าตรงกับที่รัฐบาลต้องการอย่างนี้เป็นต้น

“หากเปรียบเทียบการทำงานระหว่าง สปช. และ สปท. แม้ สปช.จะวางพื้นฐานมาทั้งหมด แต่ประเด็น สปช.ได้ถกกันแต่เริ่มต้น มีกรอบรัฐธรรมนูญกี่ด้าน แล้วแต่ละด้านจะต้องขับเคลื่อนปฏิรูปอะไรบ้าง มีการเก็บข้อมูลรวบรวมถกเถียง จนกระทั่งสรุป พร้อมทั้งมีการสัมมนาเพื่อสรุปเป็นประเด็น เป็นวาระต่างๆ ซึ่งมีผลงานเป็นเอกสารชัดเจนว่าทำงานอะไรไปบ้าง ก่อนส่งให้กับรัฐบาล”

สมบัติ อธิบายต่อว่า จากนั้นรัฐบาลส่งวาระต่างๆ มาให้กับ สปท. โดย สปท.ส่วนหนึ่งเป็นคนเก่าทำงานมาแล้วก็จะรู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง แล้วส่วนที่มาใหม่ไม่ต้องไปคิดอะไรในเรื่องอื่น เพราะมีวาระต่างๆ ให้ศึกษาแล้วดำเนินงานต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะคิดเรื่องอื่นไม่ได้

อย่างไรก็ดี หากสมาชิก สปท.มีความเห็นต้องการเสนอเรื่องอื่นๆ แล้วที่ประชุมเห็นด้วย ก็สามารถเติมเรื่องอื่นนั้นเข้าไปได้ แต่มันมีเรื่องหลักๆ ที่ สปช.ได้ศึกษาและสรุปไว้แล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ ในการจะพัฒนาต่อไปให้เป็นร่างกฎหมายสำหรับการปฏิรูปประเทศ

สมบัติ ยอมรับว่า ความยากในการทำงานสมัย สปช.ขณะนั้น เดิมคิดว่าจะผลักดันให้ออกมาเป็นร่างกฎหมายเลย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล โดยให้ สปช.หมดวาระ ยุติบทบาทลง ดังนั้น ก็จำเป็นต้องสรุปเพียงเฉพาะประเด็น คือ ระหว่างนั้นมีบางเรื่องที่สามารถผลักดันทำออกมาเป็นร่างกฎหมายได้บางร่างออกไปแล้ว

สมบัติ บอกต่อว่า แต่จริงๆ ตั้งใจว่าทุกประเด็นต้องมีร่างกฎหมายออกมาหมด แต่เมื่อรัฐบาลกำหนดแบบนั้นให้ยุติบทบาท จำต้องสรุปประเด็นแล้วนำเสนอ สิ่งที่ สปท.จะทำต้องนำประเด็นต่างๆ เหล่านั้นมาขับเคลื่อนต่อให้เป็นร่างกฎหมายเป็นต้น ดังนั้น ต้องไปดูว่า สปท.สามารถทำเป็นร่างกฎหมายได้กี่ฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เหล่านั้น

อดีตสมาชิก สปช. มั่นใจว่า งานที่ สปช.เคยศึกษาไว้ สปท.จะสามารถผลักดันออกมาได้เป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทย์ต่อการปฏิรูปประเทศ เพราะเท่าที่ทราบมา วาระ สปท.ได้ขับเคลื่อนไปตามแนวทาง สปช.ได้สรุปไว้ ดังนั้นจึงไม่มีข้อกังวลอะไร เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปไว้ชัดเจน

สมบัติ ระบุด้วยว่า ฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ก็จะมีองค์กรทำหน้าที่เรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และส่วนตัวคงไม่ฝากอะไรเพิ่มให้กับ สปท. เพราะด้วยจะครบ 1 ปีของการทำงาน และอีกไม่นาน สปท.ก็จะต้องมีการสรุปรายงานออกมาว่าทำอะไรไว้บ้าง ซึ่งต้องไปรอดูผลตรงนั้นว่าระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมีผลงานอะไรบ้าง ซึ่งไม่ต่างจากตอน สปช.ครบวาระ

“เมื่อรู้ว่าหมดวาระการทำงานก็จะต้องสรุปสิ่งที่ทำมาทั้งหมด แล้วเสนอต่อรัฐบาล และก็รู้ว่าวาระหมดเมื่อไหร่ ดังนั้น ต้องเตรียมจัดทำสรุปว่าตลอดระยะทำงาน สปท. ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง”

 

พักยก พรบ.ปิโตรเลียม ลดแรงเสียดทาน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468097

พักยก พรบ.ปิโตรเลียม ลดแรงเสียดทาน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีอันต้องสะดุดลงชั่วคราว ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ

เมื่อที่ประชุม กมธ.มีมติให้แก้ไขนิยาม “Service Contract” จาก “จ้างสำรวจผลิต” เป็น “จ้างบริการ” เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาได้สมบูรณ์ครบถ้วน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต

ขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องกลับไปยัง ครม. เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหา จากนั้นจึงจะส่งกลับมาให้ กมธ.พิจารณาตามกระบวนการต่อไป

แม้ทาง พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ในฐานะประธาน กมธ. จะชี้แจงว่าในเบื้องต้นได้ประสานกับทาง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน แล้ว และมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับระยะเวลาการพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับ

แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าทุกอย่างจะสามารถสำเร็จลุล่วงภายในเดือน ธ.ค. ตามแผนเดิมที่กำหนดไว้

เมื่อยังมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง โดยเฉพาะ “การตั้งบรรษัท” ซึ่งยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ แถมยังเป็นประเด็น “เปราะบาง” ที่สุ่มเสี่ยงจะบานปลายไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ รวมกับประเด็นอื่นๆ ที่ทำให้การพิจารณาในชั้น กมธ. ต้องขยายเวลาออกไปหลายรอบ

ลำพังแค่ในชั้น กมธ. ก็ยังมีความเห็นหลากหลาย ถึงขั้นที่ พล.อ.สกนธ์ ในฐานะประธาน กมธ.เองก็ถือเป็นสียงข้างน้อย 4 คน ที่หนุนเรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับนี้ แต่ก็ไม่อาจทัดทานเสียงข้างมากจาก 21 เสียง จนสุดท้ายก็ต้องมาจบที่ให้เขียนเป็นข้อสังเกตแนบท้ายกฎหมาย

ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่อาจหาข้อสรุป การส่งเรื่องกลับไปยัง ครม.เพื่อแก้ไขเนื้อหา จึงอาจเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งไม่อาจถอนเรื่องกลับมาเริ่มต้นใหม่ หรือหากจะดึงดันเดินหน้าต่อไปก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ยิ่งประเด็นเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ

การพักยกในช่วงเวลานี้จึงอาจเป็นการลด “แรงกดดัน” ที่กำลังถาโถมเข้าใส่รัฐบาล คสช.

เมื่อข้อเท็จจริงชัดเจนว่ามีความเห็นแตกออกเป็นสองด้านทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ดังนั้น ต่อให้เดินหน้าหรือถอนเรื่องกลับไปใหม่ก็ต้องเผชิญกับกระแสไม่เห็นด้วย สุดท้ายผลเสียก็ตกที่ คสช.ทั้งขึ้นทั้งล่อง

จะเห็นว่ากลุ่มหนึ่งสนับสนุนให้เร่งเดินหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยเร็ว ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายของภาครัฐหรือเอกชนที่ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามหยิบยกประเด็นเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ขึ้นมาจูงใจปนข่มขู่เพื่อโน้มน้าวให้เร่งออกกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในอนาคต

แต่ทาง พล.อ.อนันตพร เองก็ระบุว่าอาจมีการออกประกาศประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียม คือ เอราวัณ และบงกช ได้ในช่วงกลางปี 2560 หากการพิจารณากฎหมายและขั้นตอนต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบที่วางไว้ หรือเกิดความล่าช้าเล็กน้อย

อีกกลุ่มหนึ่ง ฝั่งคัดค้านบางส่วนเป็นกลุ่มที่เคยออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่แรก หลายครั้งที่ออกมารวมตัวเรียกร้องให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จนแม้แต่ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบในหลักการ ร่างพ.ร.บ.นี้ก็ยังเคลื่อนไหวให้ถอนร่างออกจากการพิจารณาของ สนช.ต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ซึ่งยังไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ชัดเจนในตัวเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ตั้งแต่ต้น ยิ่งทำให้แรงต่อต้านยิ่งเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

อีกด้านหนึ่ง ทางประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินส่งหนังสือมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ถอนร่างพ.ร.บ.
ทั้งสองฉบับออกไปก่อน เนื่องจากเห็นด้วยกับข้อเสนอจากศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งทำเรื่องเสนอมาว่าร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับเนื่องจากมีช่องโหว่อันก่อให้เกิดการรั่วไหลและไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอาการ ค่าภาคหลวงและรายได้อื่นของแผ่นดิน

สถานการณ์ในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความเห็นที่แตกต่างจนยากจะหาข้อสรุปให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันทั้งสองฝั่งได้ และหากปล่อยไปเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีที่จะเดินหน้าไปทางหนึ่งทางใด

สุดท้าย แรงกดดันที่จะตามมาในอนาคตย่อมมีแต่จะซ้ำเติมสั่นคลอนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป

ยิ่งเวลานี้รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานจากรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องการเร่งออกกฎหมายลูกเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง 2560 ซึ่งมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันในสังคม

การพักยกเรื่องร้อนอย่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเวลานี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจช่วยลดแรงเสียดทานให้ คสช.ได้ไม่มากก็น้อย

 

“ประยุทธ์”เดินสายลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467999

"ประยุทธ์"เดินสายลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภารกิจทัวร์ภาคเหนือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะในช่วงเวลานี้นับเป็นอีกหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าเป็นการลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยมจากประชาชนในช่วงปลายโรดแมป

ไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนๆ ที่มักจะใช้กลยุทธ์นี้เร่งทำคะแนนในภาวะที่คะแนนนิยมตกต่ำ ด้วยการไปพบปะประชาชน ทั้งตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหา สื่อสารถึงเป้าหมายการทำงานไปถึงประชาชน

ที่สำคัญยังรวมไปถึงการจัดงบประมาณและโครงการทั้งเล็ก กลาง หรือใหญ่ ลงพื้นที่นั้นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างการพัฒนา ที่สุดท้ายจะแปรรูปไปสู่คะแนนนิยม

รอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะเดินทางไป จ.เชียงราย ประกาศขอความร่วมมือเดินหน้าสร้าง “ประชารัฐ” สู่เป้าหมายสู่อนาคตตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างไม่ใช่ดีแต่พูด

“หลายคนบอกรัฐบาล คสช.เข้ามา 2 ปี ไม่เห็นมีประโยชน์ นั่นเป็นเพราะโครงสร้างยังไม่เกิด รัฐบาลกำลังทำให้เกิด สิ่งสำคัญต้องทำให้ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองมีเสถียรภาพ และตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาการทะเลาะเบาะแว้งลดลงได้”

ทั้งนี้จะเห็นว่าหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านหลายมาตรการของรัฐบาลที่ทยอยออกมา โดยเฉพาะล่าสุดกับการทุ่มงบ 4 หมื่นล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกจังหวัดเพิ่มเติมจากงบ 2561 ที่จัดสรรสำหรับกลุ่มจังหวัดไว้ 2 หมื่นล้านบาท

อีกด้านหนึ่งยังอัดแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ซื้อใจประชาชน ทั้งแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้

การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่ถือเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี รวมทั้งการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาท

การลงพื้นที่ภาคเหนือรอบนี้ จึงเห็นว่านอกจากนายกรัฐมนตรีจะนำ ครม.ลงพื้นที่แล้ว รอบนี้ยังนำคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ร่วมขบวนไปด้วย แถมยังมีบทบาทสำคัญไม่น้อย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุม ทั้ง กรอ.ส่วนกลาง และ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการทุกโครงการที่จังหวัดเสนอเข้ามา แต่ต้องกลับไปจัดทำรายละเอียดของโครงการต่างๆ ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเส้นทางถนน 4 เลน ขยายด่าน 3 ด่าน และการพัฒนาแหล่งน้ำ 20 โครงการก่อสร้างรถไฟสายเด่นชัย-แพร่-เชียงราย-เชียงของ โดยจะให้เริ่มดำเนินการในระยะที่ 1 ในปี 2560 และรวมทั้งการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวไทย-ลาว-จีน ผ่านเส้น R3A

รวมทั้งการเร่งรัดขยายทางหลวงหมายเลข 103 (อ.ร้องกวาง จ.แพร่-อ.งาว จ.ลำปาง) การบริหารจัดการน้ำ จ.แพร่ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร จ.แพร่ จำนวน 244 โครงการ

ไม่ใช่แค่พื้นที่ภาคเหนือก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเหมือนปี 2554 รวมทั้งพบปะเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว ทั้งการบริหารการจัดการน้ำและการให้จัดพื้นที่ทำการตลาด

คล้ายกลับการลงพื้นที่ จ.พระนคร ศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่สร้างความเสียหายกับราษฎรใน 7 อำเภอ 22,075 ครัวเรือน ที่เตรียมการเสนอแนวทางแก้ปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมกับโปรยยาหอม ระบุว่าการมาครั้งนี้มาด้วยใจและไม่ว่าจะมาหรือไม่มา ขอให้รู้ว่าใจอยู่ตรงนี้ อยู่ที่คนยากจน ผู้มีรายได้น้อย

ย้อนไปก่อนหน้านี้ช่วงกลางปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีนำคณะลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และการพัฒนาอ่างเก็บน้ำถึงขั้นเตรียมเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดล “ร้อยเอ็ด 4.101” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเศรษฐกิจของจังหวัด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ แต่จะเห็นว่าพื้นที่ที่นายกรัฐมนตรีนำคณะลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมประชาชนนำโครงการลงพื้นที่ และช่วยแก้ปัญหาส่วนใหญ่จัดเป็นพื้นที่ี่สีแดงที่เป็นฐานเสียงของขั้วอำนาจเก่า

ส่วนสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถโกยคะแนนเสียงจากสารพัดโครงการที่จัดลงไปในแต่ละพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน คงอยู่ที่ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจ