แผนรั่วไม่ค้นธรรมกาย มวยล้ม…สะเทือนรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470858

แผนรั่วไม่ค้นธรรมกาย มวยล้ม...สะเทือนรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับกรณีคดีของพระธัมมชโยยืดเยื้อมานานแรมปี และคงต้องยืดยาวกันต่อไปอีก แม้ครบกำหนด 4 วัน หลังศาลอาญาอนุมัติหมายค้นวัดพระธรรมกาย ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องและศาลประทับอนุมัติหมายค้นให้

ทว่า ตลอด 4 วัน ระหว่างวันที่ 13-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดีเอสไอและตำรวจไม่ได้เข้าค้นจับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหา “ฟอกเงิน” และ “รับของโจร” คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น รวมทั้งคดีบุกรุกป่าสงวนที่ อ.ภูเรือ จ.เลย และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แม้จะสนธิกำลังตำรวจ ดีเอสไอ และทหาร เตรียมพร้อม สุดท้ายทำได้เพียงหยั่งเชิงท่าทีวัดพระธรรมกายเท่านั้น

ขณะที่วัดพระธรรมกายต่างระดมลูกศิษย์และพระสงฆ์ในเครือข่ายเข้ามาสมทบตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้รั้วกำแพงวัดเข้มแข็ง มีกองกำลังมวลชนกระจายเฝ้าทั่วบริเวณวัดทั้งหมด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐทำได้เพียงประชุมกำหนดท่าที แต่ไม่สามารถฝ่าโล่มนุษย์เข้าไปภายในวัดได้ เนื่องจากทุกวงประชุมมี “เกลือเป็นหนอน” คอยส่งสัญญาณให้กับฝั่งวัดทันที ทำให้เห็นชัดว่าลูกศิษย์ของพระธัมมชโยแทรกตัวอยู่ทุกสาขาอาชีพ

สาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าค้นตามหมายค้นได้ เพราะประเมินว่ามีการจัดตั้งมวลชนไว้ปะทะจนอาจถึงขั้นบาดเจ็บ แล้วใช้เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างผลกระทบไปถึงสถานการณ์การเมือง หน่วยงานความมั่นคงจึงตัดสินใจยังไม่เข้าค้น 

เจ้าหน้าที่จึงนำข้อกังวลกลับไปวิเคราะห์ ก่อนจัดทำแผนจู่โจมตรวจค้นครั้งใหม่ ซึ่งจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ “ชั้นความลับ” เพราะทันทีที่มีการอนุมัติหมายค้นทางวัดพระธรรมกายจะรู้ตัวและเตรียมระดมคนเข้าวัดเพื่อตั้งรับเจ้าหน้าที่ทันที ดังนั้นในปฏิบัติการที่หวังผลสำเร็จจะต้องสามารถเข้าค้นได้ทันทีโดยที่วัดไม่ทันตั้งตัว

ตัวอย่างกรณีคลิปเสียงคล้ายกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลุดออกมาในโลกโซเชียลเกี่ยวกับแผนบุกจับตัวพระธัมมชโย ย่อมประจักษ์ชัดว่า เรื่องชั้นความลับไม่ได้ลับสำหรับวัดพระธรรมกายแม้แต่น้อย เพราะมีผู้ส่งสารค่อยกระซิบบอกทุกขั้นตอน แม้ว่าที่ประชุมจะกำชับว่าคือ “ความลับ” ก็ตาม

เท่านั้นไม่พอ มีกลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายบางส่วนล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อพึ่งบารมีช่วยคดีพระธัมมชโย นั่นอาจเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะควร เพราะเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ทั้งที่การขอรับพระราชทานอภัยโทษต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน และศาลพิจารณาจนถึงที่สุดแล้ว

ดังนั้น การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพระธัมมชโย ต้องผ่านพนักงานสอบสวน อัยการ ศาลตัดสิน และการต่อสู้อีกถึง 3 ศาล อาจต้องใช้เวลานานหลายปี

เช่นเดียวกัน องค์กรพุทธในหลายประเทศออกมากดดันถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อไม่ให้ดำเนินการใดๆ กับพระธัมมชโย ล่าสุดกลุ่มพระสงฆ์นานาชาติได้ไปยื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย เพื่อให้ยุติการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย โดยอ้างว่าถูกใส่ร้าย

เรื่องราวชักโยงใยมีการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สัมภาษณ์ถึงปัญหาการดำเนินคดีกับพระธัมมชโยเอาไว้ว่า

“การพูดกันไปมาไม่เกิดประโยชน์ เพราะจะทำให้เสียหายกันไปหมด ผมได้สั่งให้เลิกพูดไปแล้ว ทุกอย่างต้องทำให้เป็นเหมือนเรื่องทั่วๆ ไป โดยให้สังคมได้เรียนรู้เอง เพราะเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้”

คำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ตั้งสมมติฐานได้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะยังไม่บุกเข้าจับกุมพระธัมมชโยในห้วงเวลาอันใกล้นี้ แต่จะใช้กระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายเป็นตัวจัดการแทน เข้าทำนองนวดให้กรอบทุกจุด จนอ่อนล้าในที่สุด แล้วเข้าตี บุกจับกุมพระธัมมชโยส่งอัยการฟ้องศาลอาญา

ทำให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ งัดกฎหมายสารพัดมาตราในประมวลกฎหมายอาญามาดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย เบ็ดเสร็จแล้วกว่า 158 คดี เช่น ความผิดฐานบุกรุก (สร้างสะพานข้ามคลอง) ความผิดตาม พ.ร.บ.ขนส่ง ความผิดฐานกีดขวางการจราจร ความผิดฐานเสียทรัพย์ หมิ่นประมาท พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ร.บ.น้ำบาดาล ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต บุกรุกที่สาธารณะ จึงกลายเป็นสารพัดคดีที่ทำให้ตำรวจกดดันพระธัมมชโยให้มามอบตัวตามกฎหมาย

นั่นทำให้ลูกศิษย์และวัดพระธรรมกายถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้า มองว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังรังแกกลั่นแกล้งวัดและพระธัมมชโยจนเกินไป เพื่อหวังให้พระธัมมชโยมอบตัว แต่ทางลูกศิษย์และพระในวัดยังเชื่อมั่นว่าพระธัมมชโยคือผู้บริสุทธิ์

การงัดข้อวัดพลังระหว่างรัฐบาลกับวัดพระธรรมกาย ทำให้สังคมกำลังจับจ้องว่าท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะสิ่งที่สังคมเห็นคือท่าทีกระด้างกระเดื่องขัดขืนต่อกฎหมาย รวมถึงการยกมวลชนมาเป็นโล่มนุษย์ ทั้งหมดกำลังเป็นหนามยอกอกกดดันต่ออำนาจรัฐ อำนาจตุลาการ มากขึ้นทุกขณะ และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงรัฐบาลทุกเวลา

กระนั้น การขอหมายค้นที่ผ่านมาครั้งนี้โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจค้นจริง ทำให้สังคมที่ต้องการให้รัฐเร่งจัดการกับพระธัมมชโยรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐล้มเหลว ไม่กล้าดำเนินการ หรือมวยล้มเอาดื้อๆ นี่ย่อมกระเทือนถึงการบังคับใช้กฎหมายภายใต้รัฐบาลนี้ว่าไม่มีประสิทธิภาพทั้งที่ต้องการจับกุมคนเพียงคนเดียว

หากขอหมายค้นรอบสองไม่สามารถจับกุมตัวพระธัมมชโยได้อีก ก็จะส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่จะไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลบิ๊กตู่ ผู้ถืออำนาจเด็ดอย่างขาดแน่นอน

 

ติดเขี้ยวเล็บ กกต. ปราบโกงการเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470502

ติดเขี้ยวเล็บ กกต. ปราบโกงการเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงสรุปเนื้อหาสาระเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. … ร่างเบื้องต้น ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1

ประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. ชี้แจงว่า ภาพรวมต้องยอมรับว่า กกต.เป็นองค์ประกอบหนึ่งทำให้การเลือกตั้งสุจริต ยุติธรรม และเที่ยงธรรม ส่วนที่ 2 พรรคการเมืองและผู้สมัคร และส่วนที่ 3 ประชาชน ซึ่ง กรธ.ได้ยกร่างกฎหมายนี้เพื่อให้ กกต.ทำงานมีประสิทธิภาพเที่ยงธรรม และการเลือกตั้งเรียบร้อย รวมทั้งได้ตัวแทนที่ดีมาบริหารบ้านเมือง

อย่างไรก็ดี ร่างเดิมให้อำนาจหน้าที่ กกต.ไว้ในจุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีการบังคับใช้ กกต.ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะจับใครไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เห็นทำผิดซึ่งหน้าก็ทำได้เพียงถ่ายรูปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้น กฎหมายใหม่ปรับปรุงส่วนนี้ให้ กกต.ทำงานเชิงรุกมากขึ้นไม่ต้องรอให้คนมาร้อง

ทั้งนี้ มาตรา 38 กำหนดให้ กกต.ต้องรีบดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลัน เพียงคนเดียวก็สามารถตรวจการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมได้และมาตรา 24  หาก กกต.พบว่าหน่วยเลือกตั้งไม่ถูกต้องก็แจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ทันที หรือสงสัยว่าจะเกิดการทุจริต กกต.คนเดียวสามารถสั่งระงับได้เลย

สำหรับอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งชั่วคราว กกต.ยังจำเป็นต้องเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ และร่างกฎหมายนี้ยังเพิ่มเครื่องมือให้ กกต.ปฏิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่มาตรา 33 กกต.สามารถขอให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ หากสงสัยมีการโอนเงินซื้อเสียง

นอกจากนี้ กกต.ยังสามารถขอให้หน่วยข่าวกรองหรือหน่วยที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ให้ข้อมูล กกต.เพื่อตรวจสอบการซื้อเสียงและใครเป็นหัวคะแนน โดยข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับ และมาตรา 39 ให้ กกต.ตั้งพนักงานของ กกต.เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่สืบสวนไต่สวน ออกหมายเรียก หรือยึดอายัด เพื่อปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ

ส่วนปัญหาเรื่องพยานมาให้ข้อมูล มาตรา 42 มีกฎหมายให้การคุ้มครองพยานซึ่งของเดิมไม่มี กกต.เคยขอให้ทางกระทรวงยุติธรรม รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหน้าที่คุ้มครองพยานคดีเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายคุ้มครองพยานเฉพาะคดีอาญา

การซื้อสิทธิขายเสียง คนซื้อผิดหนัก แต่ชาวบ้านมีโทษด้วย จำคุกทั้งคู่ มาตรา 43 ไม่ดำเนินคดีกับพยานที่ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ อีกทั้งยังให้เงินรางวัลผู้ชี้เบาะแส จะทำให้งานด้านการข่าวมีมากขึ้น ส่วนประชาชนมีความสำคัญมากในการสังเกต รายงานการเลือกตั้ง

“หากประชาชนช่วยก็ทำให้เลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ กกต.ควรให้ความรู้ประชาชนในเรื่องดังกล่าวมากขึ้นเหมือนตอนทำประชามติ ในการส่งครู ก ข ค ลงทุกหมู่บ้าน ถึงการซื้อสิทธิขายเสียงไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ กรธ.พยายามปรับปรุง”

ด้าน ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการ กรธ. อธิบายว่า กฎหมายนี้มีทั้งหมด 72 มาตรา 4 หมวด และ 1 บทเฉพาะ แม้ภาพรวมกฎหมายนี้อาจไม่แตกต่างจากฉบับเก่า แต่ กรธ.ได้คำนึงถึงประสบการณ์ กกต.จากปี 40 จนถึง 50 ซึ่งสิ่งที่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ 3 ส่วนสำคัญอย่างยิ่ง คือ ประชาชนในฐานะผู้ใช้สิทธิ พรรคการเมือง คนจัดให้มีการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ทำอย่างไรให้ดำเนินการไปตามเป้าหมายเพื่อได้คนดีปกครองบ้านเมือง ป้องกันการทุจริตต่างๆ กรธ.พบว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาของ กกต.เหมือนตำรวจจับขโมย และทำอย่างไรให้มีการช่วยสอดส่องดูแล โดยสิ่งที่ กกต.ยุคใหม่ต้องทำ คือ ทำงานเชิงรุก

อย่างไรก็ดี กกต.มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หาข่าวตลอดเวลา ป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโครงสร้าง กกต.ใหม่ ส่วนแผน Active Role มาตรา 20 วรรคสอง กกต.แต่ละคนมีอำนาจควบคุมกำกับดูแลการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม และต้องสอดส่องสืบสวนเพื่อป้องกันการกระทำที่จะเกิดความไม่สุจริต หากพบปัญหาสามารถระงับยับยั้งได้

กรธ.คาดหวังว่าให้กกต.มีเขี้ยวเล็บ จึงให้อำนาจขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ระหว่างเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบว่าการทุจริต และมุ่งหวังว่าประชาชนจะช่วย กกต.ดูแลแจ้งเบาะแส โดยเปิดช่องให้ กกต.สนับสนุนคณะบุคคล หรือนักสังเกตการณ์อาสาในการเลือกตั้งได้ กกต.ต้องใช้กลไกนี้ให้มากกว่าการใช้เจ้าหน้าที่ กกต. รวมถึงสื่อสามารถแจ้งไปยัง กกต.ได้ หากพบเห็น

สำหรับ กกต.จังหวัด กรธ.ได้เปลี่ยนวิธีคิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบ ถ้าใช้คนพื้นที่อย่างเดียวมีปัญหา จึงออกแบบคณะผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยแต่ละจังหวัดขึ้นบัญชีไว้ 5-8 คน และให้ กกต.แต่งตั้งคนจากพื้นที่ 2 คน และส่วนที่เหลืออีก 3-5 คน จับสลากเอาคนนอกพื้นที่เข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้ง ซึ่งทำงานร่วมกับผู้สังเกตการณ์อาสา โดยระบบนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเป็นกลางมากขึ้น

ส่วนการดำเนินคดีต่างๆ กฎหมายใหม่กำหนดให้เป็นหน้าที่ กกต.ต้องสืบสวนสอบสวนโดยพลัน หากไม่ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และการดำเนินคดีอาญาก็ส่งไปอัยการ แต่ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ให้ส่งเรื่องต่ออัยการสูงสุด(อสส.) เป็นคนสั่ง และหาก อสส.สั่งไม่ฟ้องอีกต้องเปิดเผยคำสั่งว่าเหตุใดถึงไม่ฟ้องเพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขา ส่วนกรณีเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งชั่วคราว กกต.ต้องร้องไปยังศาลฎีกา หรือศาลอุทธรณ์

นอกจากนี้ บทเฉพาะกาล กกต.ยังคงทำหน้าที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติ โดยส่วนนี้จะมีคณะกรรมการสรรหาพิจารณา โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังเพราะคุณสมบัติเขียนตามรัฐธรรมนูที่ผ่านการลงประชามติ ส่วนพนักงานลูกจ้าง กกต.จะกลับมาเป็นข้าราชการนั้นเบื้องต้นเห็นว่าถ้ากลับมาเป็นข้าราชการจะมีปัญหาเรื่องความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ กรธ.จึงยังไม่ใส่เรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องพิจารณาระยะยาวในเชิงโครงสร้างทั้งหมด

 

แช่แข็งพรรคการเมือง สกัดป่วน เพิ่มเสถียรภาพ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470501

แช่แข็งพรรคการเมือง สกัดป่วน เพิ่มเสถียรภาพ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมา “ดับฝัน” นักการเมืองด้วยการไม่ “ปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวหรือจัดกิจกรรมได้ แถมยังขู่ว่าจะใส่ล็อกเพิ่มอีกชั้น

“พอถึงเวลาก็วุ่นวาย ขอปลดล็อก มันยังไม่ปลดล็อกตัวเอง แล้วจะไปปลดใครได้ ผมก็ไม่ปลดล็อกให้หรอก วันนี้ต้องร่วมมือกันก่อน จะทำให้ปลดล็อกทุกคนได้หมด ถ้าไม่ร่วมมือ ไม่ฟัง ไม่แสดงความคิดเห็น เอาแต่ได้ ผมก็ไม่ปลดล็อก แต่จะใส่ล็อกเพิ่มขึ้นอีกชั้นด้วย”

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร เพราะท่าทีจากฝั่ง คสช.แสดงออกมาอย่างต่อเนื่องว่ายังไม่คิดจะเปิดทางให้นักการเมืองออกมาเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจกรรมการเมืองได้อย่างอิสระ

แม้ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองต่างๆ จะพากันออกมาเรียกร้องขอให้สามารถเคลื่อนไหวได้บ้างอยู่หลายรอบ

แม้จะไม่ใช่การเปิดช่องเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ หรือออกมาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นกับทุกเรื่องได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยก็ขอให้จัดประชุมหรือระดมความคิดเห็น ตลอดจนรับเงินบริจาคหรือสมัครสมาชิกพรรคได้บ้าง เพื่อไม่ให้สิ่งที่ทำมาต่อเนื่องต้องหยุดชะงัก หรือส่งผลเสียหายกระทบไปถึงระบบการทำงานของแต่ละพรรคการเมืองในอนาคต ในวันที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที

แต่ก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้ คสช.ยอมปลดล็อก พรรค การเมืองและนักการเมืองจึงยังอยู่ในสภาพสุญญากาศในช่วงที่บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

ครั้งหนึ่งเคยวิเคราะห์กันว่า ในช่วงเวลาก่อนเปิดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทาง คสช.คงจะยินยอมเปิดช่องให้พรรคการเมืองได้ขยับเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดความเห็นในกฎกติกาสูงสุดของประเทศ

ทว่า สุดท้าย คสช.ยังปิดตายไม่ให้พรรคการเมืองได้ออกมาแสดงความคิดความเห็นหรือประชุมพรรคเพื่อหาข้อสรุปและจุดยืนเพื่อชี้แจงต่อประชาชน ตรงกันข้ามด้วยกฎระเบียบที่ออกมาคุมเข้มเพิ่มเติมในช่วงก่อนประชามติยิ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่

ตอกย้ำสิ่งที่ คสช.วิตกกังวลมาโดยตลอด นั่นก็คือการปล่อยให้พรรค การเมืองเคลื่อนไหวได้อิสระย่อมนำมาสู่แรงเสียดทานที่จะย้อนกลับมายัง คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ในมุมของ คสช.ย่อมเห็นว่า ลำพังแค่มีกฎเหล็กควบคุมไว้อยู่แล้วแต่ก็ยังมีนักการเมืองบางกลุ่มที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ตลอดจนเรื่องต่างๆ จนสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช.อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็รุนแรงจนฉุดความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ยังไม่รวมกับเรื่องการแสดงออกผ่านรูปแบบการชุมนุมที่จะปะทุตามมาทันที หลังถูกสะกดไว้มาตลอดช่วงเวลาเกือบสองปีตั้งแต่หลังรัฐประหาร ซึ่งจะยิ่งทำให้บรรยากาศบ้านเมืองกลับไปสู่ความวุ่นวาย

ที่สำคัญอาจทำให้เป็นโอกาสให้กับมือที่สามที่คอยจ้องสร้างสถานการณ์ใช้ความวุ่นวายที่เกิดเข้าผสมโรงจนรุนแรงเกินกว่าที่ คสช.จะเข้าไปควบคุมดูแลได้

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป คสช.ย่อมต้องหาทางควบคุมตัวแปร หรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนออกให้หมด เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สู้อุตส่าห์ทำมาทั้งหมดต้องพังทลายก่อนจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้

ครั้งนี้ก็เช่นกันแรงกดดันจากพรรค การเมืองเริ่มมากขึ้นกับข้อเรียกร้องขอให้ คสช.ปลดล็อกเพื่อทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งในห้วงเวลาที่เหลืออยู่แค่ปีกว่า

ด้วยกฎกติการูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือทั้งตั้งแต่ระบบสมัครสมาชิกพรรคเรื่อยไปจนถึงกลไกการเลือกตั้งแบบที่ไม่เคยใช้มาก่อนย่อมต้องใช้การปรับตัวและเตรียมตัวอย่างมาก จำเป็นต้องขอให้คสช.เร่งเปิดช่องให้พรรคการเมืองขยับเพื่อเตรียมตัวได้ทัน

แต่สัญญาณล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจนว่าคงไม่ทำตามคำขอของพรรคการเมืองเร็วๆ นี้

ชั่งน้ำหนักแล้วแรงกดดันจากพรรค การเมืองที่ออกมาเรียกร้องรอบนี้ ย่อมไม่มีพลังมากไปกว่าที่ผ่านมา แถมอำนาจต่อรองหรือพลังของพรรคการเมืองก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คสช.ต้องรับฟัง

ยิ่งในวันที่ประชาชนส่วนหนึ่งก็มีความเห็นที่ออกจะเห็นดีเห็นงามกับการที่สะกดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในสังคมเสียด้วยซ้ำ

การเปิดให้พรรคการเมืองออกมาขยับได้ในช่วงสุดท้าย หลัง พ.ร.บ.พรรค การเมือง ออกมาแล้วจึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดูจะปลอดภัยต่อเสถียรภาพของ คสช.และช่วยให้ทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปได้อย่างไม่สะดุด

 

ถกกฎหมายพรรคการเมือง 4 ประเด็นความห่วงใย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470375

ถกกฎหมายพรรคการเมือง 4 ประเด็นความห่วงใย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดโครงการสัมมนา เรื่อง “ชี้แจงสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. … (ร่างเบื้องต้น)” ณ ห้องประชุมรัชนี 4 อาคารสันติบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. ชี้แจงว่า การจะเล่นการเมืองต้องมาในรูปแบบพรรค ถ้าพรรคไม่เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น บ้านเมืองจะเสียหายอย่างที่ผ่านมา ขณะเดียวกันถ้าจะเถียงเรื่องพรรคการเมืองต้องดูมาตรา 45 และมาตรา 258 (2) (3) (4) ว่าทำไมถึงต้องวางหลักเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม กรธ.เข้าใจดีว่าพรรคการเมืองไม่ใช่เพิ่งเริ่มเกิด ทว่าการตั้งพรรคการเมืองใหม่ต้องมีกติกาไม่ใช่จะรีเซตพรรคเดิม แต่อยากให้ทั้งหมดเข้าสู่ระบบโดยไม่บาดเจ็บ โดยพรรคการเมืองที่จะตั้งต้องมีสมาชิกก่อตั้งอย่างน้อย 500 คน และออกทุนประเดิม 2,000 บาท ไม่เกิน 5 แสนบาท

“ครั้งนี้เป็นเสรีภาพในการรวมกลุ่มตั้งพรรค แต่ต้องเป็นไปตามกติกาของ พ.ร.บ.นี้ ถ้าเราจะเป็นพรรคการเมืองต้องมีสมาชิก 5,000 คน และเพิ่มให้ได้ใน 4 ปี และถ้าไม่คุม นายทุนก็จะเข้าไปจ่ายเงิน ซึ่งเรากำลังปฏิรูปพรรค ไม่อยากให้พรรคเป็นของนายทุน เราต้องการสร้างประชาธิปไตยจริงๆ อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนา ก็ต้องลงทั้งแรงและเงิน”

ทั้งนี้ เงินอุดหนุนจากรัฐยังคงมีอยู่ แต่มีเงื่อนไขไม่ใช่เอามาใช้จ่ายค่าสำนักงาน แต่ให้ไปเพื่อไปสร้างกลไกประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนการคัดเลือกตัวผู้สมัครต้องเป็นแบบแผนไม่ใช่ตามข้อบังคับอย่างที่ผ่านมา กรธ.กำหนดใหม่โดยให้คัดเลือกผู้สมัครผ่านคณะกรรมการคัดเลือก

ธนาวัฒน์ สังข์ทอง เลขานุการกรรมการ คนที่ 2 ระบุว่า เงินสนับสนุนพรรคการเมือง ไม่อนุญาตให้รับจากบุคคลต่างด้าว เพื่อประโยชน์หรือดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอาจเป็นเงินที่เป็นปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือ กม. พรรคการเมืองกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคต้องเปิดเผยข้อมูลโดยเฉพาะเงินบริจาคที่ได้มาต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ก็จะมีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญรัฐต้องไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในพรรค

สำหรับเรื่องยุบพรรคนั้นเดิมกำหนดไว้หลายกรณี แต่ครั้งนี้ได้ระบุไว้ 3 สาเหตุสำคัญ 1.ล้มล้างการปกครอง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.ปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง และ 3.ให้บุคคลไม่เป็นสมาชิกเข้าครอบงำพรรค หรือพรรคการเมืองได้รับเงินจากบุคคลต่างด้าว หรือเรียกรับทรัพย์สิน ต้องยุบพรรคนั้น ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา

จากนั้นเปิดให้พรรคการเมืองที่เข้ารับฟังเสวนาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง อาทิสมหมาย บุญเฮง หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เสนอว่า หากให้สมาชิกพรรคการเมืองเสียค่าบำรุงสมาชิกเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ปัจจุบันจะเก็บให้ครบยังทำไม่ได้ ดังนั้นเสนอให้ กรธ.สร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนรู้ก่อนว่า ถ้าประชาชนต้องเสียเงินบำรุงให้กับพรรคการเมืองจะได้อะไรบ้าง

“ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สามารถเข้าใจเหตุผลดังกล่าว ว่าจ่ายเงินไปแล้วจะได้อะไรก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นอย่าเพิ่งเก็บเงินค่าสมาชิกพรรคจนกว่าเราจะเริ่มกระบวนการสร้างองค์ความรู้กระบวนการจัดการพรรคการเมืองให้เสร็จสิ้นก่อน”

จำรัส อินทุมาร หัวหน้าพรรคไทยพอเพียง สนับสนุนให้มีสมาชิก 5,000 คน ภายใน 1 ปี เพราะยังมีเวลาหายใจ และอยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุญาตให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้เลย ไม่เช่นนั้นถึงเวลาแล้วอาจยุ่งยาก อีกทั้งไม่อยากให้เรื่องเงินเป็นปัญหา เมื่อเรื่องเงินสำคัญกลายเป็นนายทุนเข้ามาและอาจเกิดคอร์รัปชั่น ซึ่งเงินรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสำคัญ ทำให้การเมืองมีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ มอบหมายให้ ธนา ชีรวินิจ อดีต สส.กทม. เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมรับฟังเสวนาโดยไม่ได้อภิปรายแสดงความเห็น แต่ได้มอบเอกสารข้อเสนอแนะ ซึ่งสาระสำคัญเรียกร้องให้ กรธ.ทบทวนข้อกำหนดเกี่ยวกับสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริง และไม่ทำลายล้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับสมาชิกพรรคการเมือง

อย่างไรก็ดี จึงขอเสนอให้ในบทเฉพาะกาลควรอนุญาตให้พรรคการเมืองมีสมาชิกใน 2 ประเภทไปก่อน และให้สมาชิกปัจจุบันที่ยังไม่ชำระค่าบำรุงพรรคคงสถานภาพความเป็นสมาชิกไว้ แต่จะไม่มีสิทธิหรือถูกนับรวมกับสมาชิกพรรคที่ชำระค่าบำรุงพรรค โดยอาจขยายเวลาให้สมาชิกกลุ่มนี้ดำเนินตามบทบัญญัติใหม่ภายใน 4 ปี แนวทางนี้จะสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่กับพรรคการเมืองเดิม

ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.นี้มีแนวโน้มที่ทำให้พรรคการเมืองลดความสำคัญของสาขาพรรคการเมือง เนื่องจากทุกสาขาจะต้องมีสมาชิกจ่ายเงินบำรุงพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งพื้นที่ที่พรรคการเมืองนั้นไม่มีผู้แทนราษฎร ทั้งนี้การมีระบบตัวแทนสมาชิกในจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง ทำให้พรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมืองนำระบบนี้มาใช้เป็นหลัก แทนที่จะมีการตั้งสาขาโดยจะคงสาขาพรรคไว้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขในกฎหมาย คือ เพียงภาคละ 1 สาขาเท่านั้น เนื่องจากการใช้ระบบตัวแทนสมาชิกในจังหวัดมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า และตัวแทนของจังหวัดจะมาจากการแต่งตั้งทำให้อยู่ในการควบคุมของคณะกรรมการบริหารในส่วนกลางได้ง่ายกว่า

สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนาได้ส่งเอกสารแสดงความเห็น 6 ข้อ อาทิ การจัดตั้งพรรคการเมืองทำได้ยาก โดยเฉพาะกำหนดให้มีทุนประเดิมของผู้ร่วมจัดตั้ง ส่งผลให้มีกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจหรือต้องการจัดตั้งพรรคการเมืองไม่สามารถหาทุนประเดิมได้ และไม่สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้

นอกจากนี้ ไม่ควรห้ามบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้าสังกัดเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เนื่องจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคล จึงเสนอให้ไม่ควรบังคับสมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุง เนื่องจากขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ หากบุคคลทั่วไปหรือสมาชิกพรรคมีความศรัทธาในพรรคการเมือง ก็จะแสดงความประสงค์ที่จะชำระค่าบำรุงเอง ไม่จำเป็นต้องบังคับให้สมาชิกชำระค่าบำรุง และกรณีที่นายทะเบียนจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคการเมือง หากคดีอยู่ในการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมอื่น เห็นควรให้พิจารณาคดีดังกล่าวถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยพิจารณายุบพรรคเพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นในผลการพิจารณาคดี

อย่างไรก็ตาม ภายหลังตัวแทนพรรคได้สะท้อนปัญหา อุดม รัฐอัมฤต โฆษก กรธ. เผยว่า กรธ.จะนำประเด็นข้อห่วงใยไปพิจารณา คือ 1.จำนวนสมาชิกพรรคการเมือง 2 หมื่นคนมากไปหรือไม่ 2.ทุนประเดิมพรรคคนละ 2,000 บาท เพื่อให้ทุนประเดิมพรรคได้ 1 ล้านบาทนั้นมากไปหรือไม่ 3.ค่าบำรุงสมาชิกคนละ 100 บาท/ปี ควรมีหรือไม่ 4.โทษของผู้กระทำผิดต่อ พ.ร.บ.นี้แรงเกินไปหรือไม่

 

‘บิ๊กตู่’เร่งมือใช้มาตรา 44 สร้างผลงานก่อนสิ้นอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470374

'บิ๊กตู่'เร่งมือใช้มาตรา 44 สร้างผลงานก่อนสิ้นอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในช่วงระยะเวลาห่างกันประมาณ 10 วัน ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ถึงสองครั้ง

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ได้มี คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) โดยให้เหตุผลเพื่อลดความซ้ำซ้อน

ครั้งที่สองเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. โดยได้มี คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2559 เรื่อง การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ทั้งสามหน่วยงานถูกยุบไปโดยปริยาย

“ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อนกัน และผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานตลอดจนบริหาร จัดการด้านบุคลากร งบประมาณ ทรัพย์สิน อาคาร สถานที่ อำนาจหน้าที่ และด้านอื่นๆ ได้อย่างประหยัด และสอดคล้องกัน เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปและการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นเป็นการสมควร ให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปจนกว่าจะมีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71 /2559

การยุบองค์การตามคำสั่ง 71/2559 ถือว่าเป็นความพยายามของ คสช.ในการแก้ไขปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลานาน เพราะลักษณะการทำงานของ 3 องค์กร อยู่ในแบบที่ไร้ผู้นำและแผนการทำงานมาเป็นเวลานาน

โดยเฉพาะ คปก.หลังจากผู้บริหารชุดแรกหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ปรากฏว่ามีกลุ่มคนของแม่น้ำ 5 สายส่งใบสมัครเข้าไป แต่ถูกกระแสต่อต้านจนต้องถอนตัวออกมาก่อนที่ คสช.จะสั่งยุติการสรรหาในที่สุด

ส่วนอีก 2 องค์กรที่เหลือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นองค์กรที่ คสช.รอเวลาสะสางมานานแล้ว แต่ยังไม่กล้าลงมือเท่าไหร่ เนื่องจากก่อนหน้านี้อยู่ในช่วงระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญ หากทำอะไรลงไปอาจเกิดกระแสต่อต้านที่ส่งผลต่อร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงรอให้กระบวนการเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสมบูรณ์จึงค่อยลงมาผ่าตัดใหญ่ทีเดียว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคำสั่งของหัวหน้า คสช.สองครั้งล่าสุดจะหนักไปในการยุบองค์กร ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.กำลังมีความคิดความอ่านบางประการ

หากจะหาเหตุผลสักข้อเพื่อรองรับการยุบองค์กรดังกล่าว คงหนีไม่พ้นเรื่องการยุบเพื่อหลอมมาเป็นสำนักงานสร้างยุทธศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ส่งร่างกฎหมายไปให้รัฐบาลแล้ว รอเพียงให้ร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จากนั้นรัฐบาลจะดำเนินการส่งกฎหมายมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไปทันที

แผนยุทธศาสตร์ชาติของ คสช.นั้น คสช.ตั้งความหวังว่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้กับตัวเองก่อนจะอำลาตำแหน่งในปลายปี 2560 หลังจากมีการเลือกตั้ง จึงจำเป็นที่ต้องใช้กลไกพิเศษเพื่อเร่งการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์

อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ คสช.ต้องออกแรงใช้อำนาจมาตรา 44 มากขึ้น เพราะตัวเองกำลังอยู่ในช่วงปลายของการใช้อำนาจเข้าไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้เมื่อไหร่ อำนาจของ คสช.ก็จะมีน้อยลงตามไปด้วย

แม้ มาตรา 265 จะรองรับว่าให้ คสช.ยังมีอำนาจโดยสมบูรณ์ ซึ่งรวมไปถึงการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ แต่อำนาจดังกล่าวก็ถูกใช้อย่างจำกัดตราบเท่าที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อน วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557…และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป” สาระสำคัญของมาตรา 265

ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องการจัดวางโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างผลงาน และการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่ คสช.จะมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่อย่างเต็มที่

ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปและไม่เร่งมือใช้มาตรา 44 เพื่อปั๊มคำสั่งออกมาถึงเวลาหนึ่งอาจทำให้ คสช.ต้องตกหล่มและไม่สามารถลงหลังเสือได้อย่างสง่างามตามที่ตั้งใจไว้

 

บอยคอต พรบ.พรรคการเมือง พท. ทิ้งหมดกดดัน กรธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470163

บอยคอต พรบ.พรรคการเมือง พท. ทิ้งหมดกดดัน กรธ.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประกาศตัวชัดเจนว่าว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ร่วมงานสัมมนาและเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่จัดโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ด้วยเหตุผลว่า ท่าที กรธ.ดูเหมือนไม่สนใจที่จะฟังความเห็นผู้อื่นสักเท่าใด

ตามเหตุผลที่ ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาการถามความเห็นทำแค่เป็นพิธีกรรมให้ดูดีและพรรคการเมืองก็ได้ส่งความเห็นต่างๆ ไปมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้รับการนำไปพิจารณาสักเท่าไร ดังนั้นคงไม่ส่งใครไปและไม่เข้าร่วม หรือส่งอะไรให้อีกแล้ว เพราะคิดว่าไม่เกิดประโยชน์อะไร

อีกประเด็นที่แกนนำเพื่อไทยออกมาสะท้อนความคิดเห็นเชิงดักคอ คือ กรธ.และ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ดูเหมือนมีธงของตัวเองชัดเจน คือ โรดแมป และความต้องการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

การบอยคอตไม่ร่วมสังฆกรรมกับการร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง จึงเหมือนเป็นกลยุทธ์สำคัญของเพื่อไทยที่ส่งตรงไปถึง กรธ.หวังผลให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเฉพาะหน้า และทิ้งเชื้อไว้เคลื่อนไหวต่อไปในอนาคต

ประการแรก ตามที่ปรากฏบรรดาสมาชิกเพื่อไทยออกมาตีโพยตีพายก่อนหน้านี้ ว่าต่อให้เสนอเนื้อหาไปอย่างไรก็คงไม่ได้รับการสนใจปรับปรุงหรือแก้ไข ดังจะเห็นท่าทีจากฝั่ง กรธ.ที่ดูจะยืนยันในจุดยืนตัวเอง แม้จะมีหลายประเด็นที่พรรคการเมืองสะท้อนออกมาตรงกัน

ไล่มาตั้งแต่ประเด็นเรื่องจำนวนสมาชิกพรรคที่จะต้องหาให้ได้ 2 หมื่นคน ใน 4 ปี  เรื่อยไปจนถึงเงินประเดิม หรือเงินสนับสนุนพรรค ที่ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย และท้าทายความเป็นไปได้อย่างมากในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฝืดเคือง ชาวไร่ชาวนาเกษตรกรกำลังประสบปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำรุนแรง

ก่อนหน้านี้ สมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่มองว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ออกมาจะยิ่งทำให้พรรคการเมืองมีปัญหาในการปฏิบัติ ทั้งการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ที่ดูเหมือนจะเป็นการกระจายอำนาจสู่สาขาพรรค แต่ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าสุดท้ายแล้วจะหนีไม่พ้นทุนใหญ่ๆ ในจังหวัดนั้นๆ

รวมทั้งเงินบำรุงพรรคการเมืองนั้น 100 บาทก็ถือว่ามากและมีความหมายสำหรับคนจน แม้ว่าชาวบ้านจะอยากเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ถ้าต้องเสียเงินหลายร้อยบาทนั้น ก็เหมือนกับว่าเป็นการบีบให้ประชาชนเข้าถึงพรรคการเมืองได้ยาก

แต่สุดท้ายข้อทักท้วงที่บรรดาสมาชิกออกมากระทุ้งในหลายประเด็นกลับดูจะไม่มีผลให้ทาง กรธ.ทบทวนแนวปฏิบัติ พร้อมยืนยันในเจตนารมณ์ที่จะต้องการปฏิรูปการเมืองแก้ไขปัญหาในอดีต ทั้งที่พรรคการเมืองสะท้อนว่านอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต

ในมุมของเพื่อไทยการหันมาใช้วิธีไม่ร่วมสังฆกรรมกับ กรธ. จึงอาจเป็นแนวทางที่ทำให้ กรธ.หันมารับฟังได้มากกว่าไปร่วมเวทีเสนอความคิดเห็น หรือหากไม่เป็นเช่นนั้นก็ยังเป็นการประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วย กรธ.ที่มีน้ำหนักกว่าออกมาแสดงความคิดความเห็นผ่านสื่อแบบกระจัดกระจาย

ยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรต้องเสียเช่นนี้ การเลือกเดินหมากตานี้ของเพื่อไทยย่อมทำให้แรงกดดันต้องตกไปอยู่ที่ กรธ. ไม่มากก็น้อย ในฐานะผู้ที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบไปเต็มๆ เมื่อทางพรรคการเมืองออกมาเสนอความคิดเห็นแล้วแต่กลับไม่รับฟัง

ชวนให้คิดถึงคำพูดของภูมิธรรมที่ระบุว่า  “อยากทำอะไรเชิญคุณมีชัย และ กรธ.ทำตามที่สบายใจ ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หวังว่าคุณมีชัยและคณะ กรธ.ทั้งชุดจะมีความกล้าหาญและรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้นกับประเทศ และควรเผชิญหน้ารับผิดชอบกับผลที่ได้ก่อให้ไว้กับประเทศนี้”

เพราะไม่ใช่เพียงแค่พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เคยมีสัดส่วน สส.ในสภามากที่สุดต่อเนื่องหลายรอบออกมาแสดงความคิดความเห็น แต่ก็มีพรรคการเมืองที่ออกมาแสดงความคิดความเห็นไม่ต่างกันมากนัก แต่ทั้งหมดก็ดูจะไม่ได้รับการสนใจ

ท่ามกลางกระแสสังคมบางส่วนที่ยังเห็นดีเห็นงามไปกับการกับการวางกฎกติกาใหม่ของ กรธ. เพราะเห็นว่าจะสามารถควบคุมพรรคการเมืองในฐานะจำเลยสังคมที่เป็นหนึ่งในชนวนสร้างวิกฤตที่ผ่านมา

พร้อมมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองก็เป็นเพียงแค่การดิ้นหนีตายไม่อยากไปอยู่ในกฎระเบียบที่มีรายละเอียดยิบย่อยจนยากจะขยับเคลื่อนไหวได้เหมือนเดิม

สอดรับไปกับการออกมาดักคอ ของ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำเพื่อไทย ที่ห่วงว่าบรรดาหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค อาจจะโดนโทษตามมาตรา 105 หรือมาตรา 109 คือ ไม่ถูกประหารชีวิตก็อาจจะถูกจำคุกตลอดชีวิต รวมไปถึงมีโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีกันมากขึ้นในอนาคต

การขยับรอบนี้ของเพื่อไทยจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในทางเลือกที่มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่ทางในเวลานี้ ที่พอจะสร้างแรงกดดันไปยัง กรธ.ได้

 

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 18 ปี บนเก้าอี้ประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469939

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 18 ปี บนเก้าอี้ประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นหนึ่งในบุคคลทางประวัติศาสตร์ทางการเมือง ภายหลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พล.อ.เปรม เป็นประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา

พระบรมราชโองการในครั้งนี้ ทำให้ พล.อ.เปรม กลายเป็นประธานองคมนตรีที่ทำหน้าที่ถวายงานให้กับพระมหากษัตริย์ถึงสองพระองค์

พล.อ.เปรม หรือที่ใครมักจะเรียกว่า “ป๋าเปรม” ได้รับพระบรมราชโองการจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23ส.ค. 2531 หลังจากอำลาการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนาน ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง พล.อ.เปรม ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นรัฐบุรุษด้วย

“โดยที่นายกฯ นำความกราบบังคมทูลว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เคยรับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งที่สำคัญๆ ทั้งด้านการทหารและการบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วหลายตำแหน่ง ครั้งสุดท้ายได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ มาเป็นเวลานานถึง 8 ปี 5 เดือนเศษ ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ เหล่านั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ จนเป็นที่ประจักษ์ในความปรีชาสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติและความเป็นอยู่ของชาวชนบทให้มั่นคงอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอเนกประการ

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่อง พล.อ.เปรม ไว้ในฐานะรัฐบุรุษ เพื่อเป็นเกียรติประวัติและตัวอย่างอันดีงามต่อไป ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปประกาศ ณ วันที่ 29 ส.ค. พ.ศ. 2531 เป็นปีที่ 43 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกฯ” (อ้างอิง : ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 105 ตอนที่ 141 วันที่ 29 ส.ค. 2531)

นอกเหนือไปจากตำแหน่งรัฐบุรุษที่ได้ทำให้ พล.อ.เปรม กลายเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ในวันที่ 4 ก.ย. 2541 พล.อ.เปรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตำแหน่งประธานองคมนตรีต่อจาก “สัญญา ธรรมศักดิ์” ประธานองคมนตรีคนก่อนที่ขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากปัญหาสุขภาพ

นับจากนั้นจนวันถึงวันนี้ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีมาแล้วถึง 18 ปีเต็ม

พล.อ.เปรม ผ่านชีวิตทางการเมืองมาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ลอบสังหารในช่วงปี 2525 แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นนายกฯ ที่ไม่เคยถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนที่ในปี 2531 จะตัดสินไม่รับตำแหน่งนายกฯ ด้วยการสร้างวาทะอมตะ “ผมพอแล้ว” อันเป็นการลงหลังเสืออย่างสวยงาม

อาจกล่าวได้ว่าคำว่า “ผมพอแล้ว” ทำให้ พล.อ.เปรม ที่ใครเรียกว่า “ป๋า” นั้นได้สร้างให้ทุกฝ่ายยอมรับในความเป็นคนจริงของ พล.อ.เปรม จนใครต่อใครต้องเกรงใจผู้ชายคนนี้

แต่ในช่วงปี 2549 หลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารปรากฏว่า พล.อ.เปรม ถูกพาดพิงจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เบื้องหลังการล้มรัฐบาลในเวลานั้น นำมาสู่การชุมนุมประท้วงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี แต่ไม่เป็นผลเพราะตำรวจได้เข้ามาจับกุมแกนนำผู้นำการชุมนุมและดำเนินคดีในเวลาต่อมา

ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ.เปรม ยังถูกฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญอีกด้วย แต่ไม่ว่า พล.อ.เปรม จะถูกกล่าวหาอย่างไร ก็ไม่เคยปริปากตอบโต้แม้แต่คำเดียว แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามซักถาม เพื่อให้ได้ยินเสียงของประธานองคมนตรีก็ตาม

ขณะเดียวกัน หากจะบอกว่าอะไรที่ทำให้หลายฝ่ายจดจำ พล.อ.เปรม ได้เป็นอย่างดี อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งรัฐบุรุษและประธานองคมนตรีเท่านั้น แต่มาจากการเป็นเจ้าของวรรคทองอมตะ “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

ครั้งหนึ่งในระหว่างงานสัมมนาครบรอบ 12 ปี ของผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2555 พล.อ.เปรม เล่าถึงที่มาของวรรคทองดังกล่าวว่า “เรื่องที่ผมพูดเสมอๆ ว่า ‘เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน’ ประโยคนี้ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายในห้องนี้อาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ขอคุยนิดหนึ่งว่าประโยคที่ว่า

‘เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน’ ผมเป็นคนคิดเอง คิดตั้งแต่อยู่ที่ตึกไทยคู่ฟ้าแล้วก็มาพูดให้สาธารณะได้ยิน เมื่อ 23 ปีมาแล้ว ผมเคยไปปาฐกถาเรื่องนี้ครั้งแรก เมื่อปี 2542 ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น เดี๋ยวนี้ผมก็ยังพูดประโยคนี้อยู่ชอบพูดประโยคนี้และก็อ้างถึงอยู่เสมอผมชอบพูดประโยคนี้มาก”

“ผมขอเริ่มด้วยอธิบายอย่างสั้นก่อนว่าการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินหมายความว่ายังไง การตอบแทนบุญคุณแผ่นดินก็คือการทําความดีเพื่อให้แผ่นดินมีความสงบคนในแผ่นดินมีความสุขช่วยกันสร้างคนดีในแผ่นดินจนเรามีคนดีมากเหลือเกินจนกระทั่งต้องเบียดเสียดเยียดยัดกัน อีกประการหนึ่งของความหมายสั้นก็คือว่า การไม่ทําความชั่ว ไม่ทําให้แผ่นดินมีปัญหา”

นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ยังทำหน้าที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการปลุกพลังต่อต้านการทุจริตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดเมื่อปี 2558 พล.อ.เปรม ได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาป้องกันประเทศ (วปอ.สปท.) ครบรอบ 60 ปี เสนอให้มีการตั้งศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตเป็นการเฉพาะ

จากนั้นไม่นานรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ได้เห็นชอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งในปัจจุบันศาลดังกล่าวได้เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมาและดำเนินการนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความของศาลแล้ว

ด้วยชีวิตและผลงานทางการเมืองของชายวัย 96 ปี ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า “ทหารแก่ไม่มีวันตาย” ไปตลอดกาล

 

อัดงบกลาง 1.9 แสนล้าน​ ซื้อใจรากหญ้าก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469886

อัดงบกลาง 1.9 แสนล้าน ซื้อใจรากหญ้าก่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2560 จำนวน 1.9 แสนล้านบาท ที่ ครม.เพิ่งอนุมัติและกำลังจ่อเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้ ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

สะท้อนผ่านคำชี้แจงจากรัฐบาลจะพบว่าการจัดทำงบกลางปีครั้งนี้ เพื่อให้มีงบประมาณรายจ่ายดำเนินการตามนโยบายที่จะสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมศักยภาพและเพื่อรักษาวินัยทางการคลังในการตั้งรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

นัยสำคัญของการจัดทำงบกลางปีรอบนี้อยู่ตรงที่ 1.เป็นการจัดทำงบก้อนใหญ่เกือบ 2 แสนล้านบาท 2.ออกมาในจังหวะเวลาช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

ทั้งหมดสอดรับกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการใช้จังหวัดเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รวมไปถึงบรรดาแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ด้วยวงเงิน 3,450 ล้านบาท และการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด

ยังไม่รวมกับมาตรการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ออกมาช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนหน้านี้  2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาท

ทั้งหมดทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่เป็นมาตรการซื้อใจรากหญ้าที่ออกมาในช่วงที่คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.กำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ จนห่วงกันว่าจะทำให้เส้นทางตามโรดแมปอาจสะดุดก่อนไปถึงการเลือกตั้ง โดยเฉพาะแรงเสียดทานจากปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนที่รุนแรงขึ้น

การจัดงบกลางปี 1.9 แสนล้านบาท จึงยิ่งตอกย้ำความพยายามซื้อใจรากหญ้าในช่วงเวลานี้

หากพิจารณารายละเอียดงบกลางปีทั้งหมด 1.9 แสนล้านบาท แบ่งเป็น การใช้จ่ายในโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดวงเงิน 1 แสนล้านบาท งบประมาณที่จัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละ 5 แสนบาท รวมเป็นเงิน 6 หมื่นล้านบาท

จะเห็นว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ของงบกลางล้วนแต่ส่งตรงลงถึงรากหญ้าในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัด รวมไปถึงกองทุนหมู่บ้าน

ด้านหนึ่งอาจมองว่าการอัดเม็ดเงินลงพื้นที่นั้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากที่จะช่วยขับเคลื่อนหมุนเศรษฐกิจทั้งระบบและสามารถเห็นผลได้รวดเร็ว

แต่อีกด้านหนึ่งมองได้ว่าเป็นการหวังผลทางการเมืองเรียกคะแนนนิยมจากรากหญ้า ไม่ต่างจากรัฐบาลทั่วไปที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมักเลือกใช้กลยุทธ์อัดเม็ดเงินลงพื้นที่ในช่วงใกล้การหาเสียงที่เห็นผลชัดเจน

ส่วนหนึ่งเพราะเม็ดเงินเหล่านี้ส่งถึงประชาชนในพื้นที่โดยตรง สามารถจับต้องได้ทันที แถมยังนำไปใช้ตามความต้องการของคนในพื้นที่ ตามเงื่อนไข กฎเกณฑ์ของนโยบายที่กำหนดไว้

ต่างจากโครงการอื่นๆ ที่กว่าจะเห็นผลก็อาจจะต้องรอจนกว่าโครงการจะเสร็จ และหลายโครงการเงินเม็ดเงินก็ไม่ได้ส่งถึงประชาชนโดยตรง เพียงแค่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่

แม้ก่อนหน้านี้โครงการกองทุนหมู่บ้านจะถูกโจมตีว่ามีความหละหลวมปล่อยเงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่กำหนด จนสร้างปัญหาในอดีตพอสมควรแต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นนโยบายที่ได้ใจประชาชนไม่น้อย

การต่อยอดอัดฉีดเม็ดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านจึงสะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แถมยังเพิ่มโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดเข้ามาในรอบนี้ จึงยิ่งตอกย้ำว่า คสช.พยายามหามาตรการกระตุ้นเพิ่มความนิยมในพื้นที่เพื่อทำให้เส้นทางตามโรดแมปนับจากนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อฐานรากหญ้าถือเป็นกลุ่มใหญ่ในประเทศ หากเกิดความไม่พอใจในแนวนโยบายหรือการบริหารงานของรัฐบาล คสช. อาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่จะยิ่งกัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปจำเป็นที่รัฐบาล คสช.จะต้องพยายามทำทุกอย่างให้เกิดความราบรื่นไม่มีอุปสรรค หรือปัจจัยเสี่ยงใดๆ เข้ามาเป็นชนวนทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งต้องได้รับผลกระทบ

เพราะบรรยากาศการเมืองนับจากนี้เป็นต้นไป แรงกดดันทางการเมืองจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากสารพัดปัจจัยที่รุมเร้า รวมไปถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงทำกฎหมายลูก

หากพลาดพลั้งคะแนนนิยมจากประชาชนในพื้นที่เริ่มเสื่อมคลาย ย่อมมีแต่จะทำให้เสถียรภาพของ คสช.สั่นคลอนตามไปด้วย รวมทั้งอาจกระทบต่อไปถึงโรดแมปและการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย

 

ส่องเลือกตั้งสหรัฐ สะท้อนอนาคตเลือกตั้งไทยปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469386

ส่องเลือกตั้งสหรัฐ สะท้อนอนาคตเลือกตั้งไทยปี’60

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเสวนาเรื่อง “มองการเลือกตั้งอเมริกา มุมสะท้อนเลือกตั้งไทย” ณ สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา

สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในฐานะที่เคยไปร่วมประชุมสัมมนา ทำให้เข้าใจระบบ วัฒนธรรม เป็นอย่างไร รวมทั้งการไปดูงาน 2 รัฐ จนเกิดคำถามว่าทำไมวันเลือกตั้งสหรัฐต้องจัดวันอังคาร ซึ่งคำตอบที่ได้เพราะจัดมานานแล้ว เลยจัดต่อไปเรื่อยๆ เพราะความเคยชิน ทั้งนี้ ถามว่าคนสะดวกไปลงคะแนนหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่สะดวก แต่การเลือกตั้งมีการใช้สิทธิล่วงหน้า ถึง 35% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สะดวกเดินทางมาลงคะแนนเลือกตั้ง

ทว่า ที่สำคัญทุกเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจของประชาชนจบลงด้วยการเลือกตั้งถือเป็นสปิริตที่ดี

“ยกตัวอย่าง แม้คำถามประชามติไม่ใช่เรื่องใหญ่ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย ถามประชาชนว่าอยากจะใช้ถุงพลาสติกหรือไม่ ซึ่งอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ของประชาชน ต้องถามประชาชนเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ถามว่าประชาชนเหนื่อยไหม คำตอบคือเหนื่อย”

อีกประเด็นที่ส่วนตัวมีความสนใจ คือ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในการเลือกตั้งสหรัฐ มีการใช้เครื่องลงคะแนนเสียงหรือโหวตติ้งแมชีน แต่สหรัฐยกเลิกเพราะไม่สะดวกต่อประชาชน ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความไม่ไว้วางใจ แต่ยังเปิดคูหาฅให้ลงคะแนนโดยจะใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ได้

สมชัย ยังตั้งข้อสังเกตในประเด็นเรื่องระยะเวลาในการเปิดหีบลงคะแนน เพราะสหรัฐเปิดหน่วยไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่แต่ละมลรัฐกำหนด ทว่าไทยเปิดและปิดพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งสหรัฐพยายามให้ประชาชนไปใช้สิทธิเวลาไหนก็ได้ อีกทั้ง กกต.สหรัฐใช้คนประจำหน่วยเลือกตั้งน้อยกว่าไทย แม้กระทั่งวิธีการปฏิบัติของแต่ละรัฐก็ไม่เหมือนกัน เช่น บัตรลงคะแนน

ด้าน วิบูลย์พงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพว่า การเลือกตั้งสหรัฐ คนอเมริกันก็ไม่ค่อยเข้าใจทั้งหมด แต่สหรัฐกำหนดการเลือกตั้งไม่เคยเปลี่ยนแปลงมา 240 กว่าปี เพราะการเลือกตั้งสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของประวัติ ศาสตร์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศใหม่มาจากหลายประเทศในยุโรปรวมกัน จึงพยายามทำให้แตกต่างจากระบบในยุโรป ที่สำคัญคือปฏิเสธระบบกษัตริย์ ด้วยความต้องการสร้างคนธรรมดาให้มีอำนาจแต่ไม่ใช่กษัตริย์ จนนำมาสู่ระบบการเลือกตั้งสหรัฐ

ทั้งนี้ เนื่องจากอเมริกาเป็นมลรัฐเอกราชก่อนรวมตัวเป็นสหรัฐ ไม่ได้มองตัวเองเป็นจังหวัด แต่ละมลรัฐจึงมีอำนาจอธิปไตยเมื่อมารวมอยู่ในอำนาจรัฐธรรมนูญเดียวกัน

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีถ้าให้ทุกคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วนับคะแนนเสียงข้างมาก มลรัฐใหญ่ก็จะได้เปรียบ จึงคิดวิธีสะท้อนความเป็นมลรัฐ แต่มลรัฐก็มีความแตกต่างกัน ไม่ใช่คนอเมริกันล้วนๆ

วิบูลย์พงศ์ ระบุด้วยว่า จนถึงวันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง เพราะระบบอเมริการะบุไม่ใช่คะแนนเสียงประชาชนเลือกประธานาธิบดี แต่เป็นคะแนนเลือกคณะของทรัมป์ คะแนนของคณะผู้เลือกตั้งใช้เป็นตัวเลือกประธานาธิบดี ซึ่งจะเลือกจริงในวันที่ 19 ธ.ค.ตามระเบียบประเพณีดั้งเดิม

“คณะผู้เลือกตั้งจะลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีโดยใส่คะแนนปิดซอง แต่ก็มีโอกาสที่คณะผู้เลือกตั้งของทรัมป์จะเลือก ฮิลลารี คลินตัน ก็ได้ เพราะกฎหมายสหรัฐกำหนดไว้ว่าไม่ถือว่ามีความผิด แต่ก็ยากเพราะต้องได้ถึง 38 คน ซึ่งจะเปิดคะแนนในวันที่ 19 ม.ค.ปีหน้า โดยรองประธานาธิบดีเป็นประธานในการนับคะแนน ซึ่งปัจจุบันนี้ บารัก โอบามา ยังเป็นประธานาธิบดีอยู่ หากเกิดสงครามขึ้น โอบามายังมีอำนาจเต็มสั่งการ ซึ่งทรัมป์จะมีอำนาจเต็มตัวต่อเมื่อเที่ยงวันของวันที่ 20 ม.ค.”

ขณะที่ พลีธรรม ตริยะเกษม กรรมการและเลขานุการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) กล่าวว่า การเลือกตั้งของไทยมีความโปร่งใสกว่า ซึ่งภาพรวมจากการเดินทางไปดูงานเลือกตั้งที่ผ่านมาใน 5 เมืองของสหรัฐ ส่วนตัวเห็นมุมมองทางการเมืองแตกต่างกัน

โดยเฉพาะเมืองนิวแฮมป์เชอร์เป็นเมืองแรกในการเปิดหน่วยเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาของรัฐมีเงินปีละ 100 เหรียญสหรัฐ และใครบ้านสวยต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีประชาชนออกมาใช้สิทธิสูงมากถึง 70% และเป็นเมืองใช้งบประมาณหาเสียงต่ำ สุดท้ายรัฐนี้ก็เลือกคลินตัน โดยภาพรวมคนในเมืองนี้มีความอึดอัดทางการเมือง

ส่วนไอโอวาเป็นรัฐแรกที่มีการจัดการ Caucus (การประชุมของสมาชิกหรือกลุ่มผู้นำของพรรคการเมืองเพื่อลงคะแนนเลือกหรือวางแผนทางการเมือง) โดยเมือง Des Monies เป็นศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งหลัก และมีธุรกิจเกี่ยวกับการหาเสียงค่อนข้างมาก และการเลือกตั้งครั้งนี้คนอเมริกันมองว่าไม่ปกติ เพราะมีอารมณ์อึดอัดมาก ซึ่งทั้งสองผู้สมัครไม่ได้เป็นคนที่ประชาชนชื่นชอบ แต่ภาพลักษณ์ฮิลลารีถูกมองเป็นคนโกหก และมองการต่อสู้ครั้งนี้ระหว่างคนมีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ พบว่ามีการเน้นไปที่การโจมตีเรื่องส่วนตัวมาก

“ทรัมป์ภาพลักษณ์รวมดีไม่เท่าฮิลลารี จึงมีการดึงตรงนี้ออกมาและใช้สังคมออนไลน์ค่อนข้างมาก มีการโจมตีแบบตรงๆ สำหรับการเมืองอเมริกาให้ความสำคัญกับประชาชนค่อนข้างมาก แต่ช่องโหว่การเลือกตั้งก็มี เพราะแต่ละรัฐจัดการเลือกตั้งของตัวเอง ไม่มีมาตรฐาน ประชาชนไปใช้สิทธิน้อย 50% คนรุนใหม่ไม่สนใจเท่าที่ควร ต้องมีการลงทะเบียนก่อน ไม่มีองค์กรตรวจสอบแบบองค์กรกลาง ทรัมป์ชนะหาเสียงแบบ Populist ประสบความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ตัวเองและหาเสียง จัดเวทีหาเสียงอย่างต่อเนื่อง และเป็นทางเลือกที่ 3 จากมุมมองผม เพราะคนอเมริกันต้องการทำลาย CLINTON & BUSH DYNASTY” พลีธรรม ระบุ

 

ปรับครม.บิ๊กตู่4 เร่งผลงาน-สร้างศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 08:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469385

ปรับครม.บิ๊กตู่4 เร่งผลงาน-สร้างศรัทธา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินมาถึงช่วงสำคัญอีกครั้ง หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ปรากฏว่าดูท่าทีของผู้นำรัฐบาลยังสงวนท่าทีกับการปรับ ครม.ครั้งนี้อยู่พอสมควร

ไล่มาตั้งแต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ ก็พยายามจะบ่ายเบี่ยงไม่อยากตอบคำถามนักข่าว ด้วยการย้อนว่า “อยากเป็นหรือเปล่า” หรือแม้แต่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ เดี่ยวมือหนึ่งด้านกฎหมายของรัฐบาลก็พยายามสับขาหลอกเช่นกันว่า “ไม่ทราบ ซึ่งเรื่องปรับ ครม. นายกฯ บอกแล้วว่าเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะตัดสินใจ และกรุณาอย่าไปถามคนอื่นเลย ไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้นนอกจากนายกฯ”

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ถึงอย่างไรเสียนายกฯ ก็คงเข้าสู่โหมดการปรับ ครม.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีเหตุผลอยู่ 2 ประการ

1.การเข้าไปทำหน้าที่องคมนตรี ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ทำให้เก้าอี้ใน ครม.ว่างลง 2 ตัวทันที

2.สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองกำลังรุมเร้ารัฐบาล

เมื่อสองปัจจัยมาบรรจบกันเช่นนี้ จึงเป็นการบีบให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจปรับ ครม.ไปโดยปริยาย แต่สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้สูงที่การปรับ ครม.จะไม่ได้มีแค่ 2 ตำแหน่งที่ว่างลง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้โอกาสนี้ปรับ ครม.ล็อตใหญ่ไปในตัว เพื่อให้ “ครม.ตู่4” มีหน้าตาออกมาดูดีที่สุด

การปรับ ครม.รอบนี้ เป้าหลักอยู่ที่กระทรวงเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มาทำหน้าที่รองนายกฯ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพักใหญ่แล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐบาลยังคงเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นระยะ ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วงระยะหลังนี้ ส่วนใหญ่ยังคงไม่ประทับใจปัญหาการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเท่าไหรนัก

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมเริ่มมีข่าวออกมาว่ากำลังมีแนวคิดจะเอา อุตตม สาวนายน อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มานั่งเก้าอี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนเก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญอีกหลายกระทรวงอย่างกระทรวงพาณิชย์กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้หน้าตาทีมเศรษฐกิจดูดีขึ้น

โดยรัฐบาลก็หวังว่าเมื่อมีการปรับ ครม.โดยเฉพาะเศรษฐกิจแล้ว จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยตื่นตัวมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังพยายามจะเร่งผลักดันในรอยต่อปี 2559-2560 ซึ่งเร็วๆ นี้รัฐบาลเตรียมจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี) ประจำปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 1.9 แสนล้านบาททั้งนี้

รัฐบาลวางแผนไว้ว่า แหล่งเงินจะมาจาก 2 ส่วน คือ ภาษีสภาพคล่องส่วนเกิน กำไรสะสมของรัฐวิสาหกิจกับส่วนราชการอื่นๆ 27,078.3 ล้านบาท และเงินกู้โดยออกพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 162,921.69 ล้านบาท และจะเสนอกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงต้นปี 2560

นอกเหนือไปจากกระทรวงเศรษฐกิจที่อยู่ในข่ายผ่าตัดใหญ่แล้ว ยังมีกระทรวงในสายสังคมที่จำเป็นต้องรื้อเช่นกัน

กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงยุติธรรม เป็นสองกระทรวงที่ต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทั้งสองคน ทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ และ พล.อ.ไพบูลย์ ลาออกไปดำรงตำแหน่งองคมนตรี

การหารัฐมนตรีมาแทนทั้งสองคนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะงานของสองกระทรวงนี้มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานใหญ่ๆ ของรัฐบาล

อย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คือ หัวเรี่ยวหัวแรงของรัฐบาลในการเดินหน้าปราบปรามการทุจริตและการดำเนินคดีความสำคัญหลายคดี หรือในรายของ พล.อ.ดาว์พงษ์ นั้นก็ได้วางแนวทางเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปการศึกษาไว้พอสมควร ดังนั้นรัฐมนตรีใหม่ที่จะมาสานงานต่อจึงต้องเป็นคนที่สามารถเล่นดนตรีเพลงเดียวกันได้

ล่าสุด เริ่มมีรายงานข่าวที่ระบุถึงบุคคลที่เป็นตัวเต็งกันมาบ้างแล้ว เช่น ในกรณีของ รมว.ยุติธรรม มีแคนดิเดตที่น่าจับตามองอย่าง พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม และเป็นหัวหน้าสำนักงานของพล.อ.ไพบูลย์ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ขณะที่ เก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ มีการเสนอให้ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ขยับขึ้นมาเป็นแทน ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละชื่อนั้นล้วนเป็นกันเองของคสช.แทบทั้งสิ้น

การปรับ ครม.ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นครั้งสำคัญที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงปลายอำนาจของรัฐบาลและ คสช. อีกทั้งเป็นรอยต่อสำคัญของประเทศที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560

เพราะฉะนั้น หาก ครม.ตู่ 4 สามารถสร้างผลักดันและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ โอกาสที่คสช. จะลงจากอำนาจอย่างสวยงามก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินไป แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น การจากไปของ คสช.คงไปพร้อมกับคำว่า “เสียของ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้