ปฏิบัติการแฮ็กเว็บรัฐ จุดไม่ติด แนวร่วมหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 09:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472194

ปฏิบัติการแฮ็กเว็บรัฐ จุดไม่ติด แนวร่วมหาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แนวร่วมคัดค้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เริ่มเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวทั้ง “บนดิน” และ “ใต้ดิน” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ให้ความเห็นชอบในวาระ 3 รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

เริ่มตั้งแต่กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในนาม FIST คือ Free Internet Society of Thailand ที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เรียกได้ว่าเป็นพลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชนคนรุ่นใหม่ที่เปิดหน้าออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.แบบชัดเจน ด้วยรูปแบบที่ยังพอแสดงออกได้ ท่ามกลางกฎระเบียบและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาสะกดการเคลื่อนไหวไม่ให้บานปลาย

การเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เป็นการรวมตัวระดมมวลชนเป็นกลุ่มใหญ่ที่เน้นมวลชน แต่เป็นการเแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสะท้อนความคิดไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ทั้งการใช้นกพิราบที่พับเขียนข้อความแสดงถึงร่างกฎหมายนี้ ทำให้ถูกคุมและสูญเสียอิสระการสื่อสาร

ร่วมกับการยืนแสดงป้ายข้อความคัดค้านต่างๆ ทั้ง  “Free Internet”, “Invasion of privacy”, “We say No to internet censorship”

อีกด้านหนึ่งยังมีประชาชนร่วม 3.6 แสนคน ที่ออกมาร่วมลงรายชื่อไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.คอมพ์ที่ถือเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีความคิดความเห็นตรงกันไม่ยอมรับ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้

ท่ามกลางบรรยากาศและกฎระเบียบที่คุมเข้ม ทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่

การจุดกระแสคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ จึงไม่สามารถจุดติดในวงกว้างหรือปรากฏความเคลื่อนไหวในสื่อกระแสหลักอย่างเต็มที่เหมือนในสภาวะปกติ

รูปแบบการเคลื่อนไหวคัดค้าน หรือการออกมาแสดงเหตุผลไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ส่วนใหญ่จึงออกมาในรูปแบบของการเคลื่อนไหวรณรงค์ในอินเทอร์เน็ต

ทว่าด้วยพลังของแนวร่วมที่เคลื่อนไหวเป็นหลักในอินเทอร์เน็ต ต่อให้มีพลเมืองเน็ตออกมาคัดค้านมากแค่ไหนก็ไม่อาจสั่นคลอนหรือมีพลังที่จะทัดทานความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.คอมพ์จากฝั่ง คสช.

สุดท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ด้วยคะแนนเอกฉันท์

ดังจะเห็นว่ากระแสเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณา หรือถอนร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ออกไปจากระบบตั้งแต่แรก ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ทางฝั่ง สนช.รับฟัง

ขณะที่กระแสสังคมยังไม่มีทีท่าจะขานรับหรือตื่นตัวไปกับกระแสคัดค้านเนื้อหา พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้เสียเท่าไร แถมมีบางส่วนที่ดูจะขวางหูขวางตาไปกับการเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บคอมพ์ด้วยซ้ำ

นอกจากกระแสคัดค้านที่ยังจุดไม่ติด มวลชนคนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นปัญหากับทั้งส่วนตัวหรือกับทั้งสังคมโดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านในหลายกรณียังทำให้แนวร่วมที่เคยเคลื่อนไหวร่วมกันมาอาจต้องหล่นหายไประหว่างทาง

ด้านหนึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบในวาระ 3 เรียบร้อย ไม่อาจดำเนินการเป็นอย่างอื่นได้นอกจากรอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ไม่อาจถอนหรือชะลอการบังคับใช้ต่อไปได้ ต่อให้คัดค้านไปอย่างไร ผลสุดท้ายก็ไม่อาจทัดทานการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้

ขั้นตอนที่พอจะเป็นไปได้สำหรับการคัดค้านกฎหมายนี้คือ ต้องรอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ จากนั้นจึงใช้ขั้นตอนร่วมลงรายชื่อเพื่อขอแก้ไข พ.ร.บ.คอมพ์ตามระบบต่อไป

การจุดกระแสคัดค้านเวลานี้จึงเหมือนเป็นเพียงความพยายามปลุกให้มวลชนออกมาตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะตามมาหลังกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่การเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์รอบนี้ ดูจะบานปลายไปถึงมีกลุ่มออกมาโต้กลับด้วยการแฮ็กเว็บไซต์ภาครัฐหลายเว็บ

ไล่มาตั้งแต่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th สํานักนายกรัฐมนตรี www.opm.go.th. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา www.ratchakitcha.soc.go.th และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ www.nsc.go.th

ต่อเนื่องมาที่เว็บไซต์กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และการประกาศตัวของกลุ่ม Anonymous อ้างว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลระดับ Adminstration ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

การเคลื่อนไหวตรงนี้นอกจากจะไม่ทำให้ภาครัฐสะทกสะท้านแล้ว กลุ่มที่เคลื่อนไหวแนวนี้ยังถูกไล่ติดตามจับกุมตัวตามฐานความผิดที่ออกมา

ที่สำคัญการกระทำที่ดูเหมือนจะเกินเลยเหล่านี้ ทำให้แนวร่วมที่เคยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ต้องเฟดตัวออกไป

สุดท้ายย่อมทำให้พลังการเคลื่อนไหวมีแต่อ่อนแรงลงไป

 

กางพิกัดคนหนีคดี 112 ยุโรปแหล่งกบดานมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472186

กางพิกัดคนหนีคดี 112 ยุโรปแหล่งกบดานมากสุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เข้ามายุติความขัดแย้งที่มีมานาน ภารกิจช่วงแรกที่สร้างเสียงชื่นชมให้แก่รัฐบาลคือ ทำให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย ต่อมาก็ไล่บี้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่กระทาผิดจาบจ้วงหมิ่นสถาบัน ถึงเริ่มเข้าสู่โหมดบริหารราชการ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลพยายามประสานกับต่างประเทศ เพื่อขอให้ส่งตัวบุคคลที่หลบหนีคดีไปกลับมาดำเนินคดี แต่ 2 ปีกว่าแล้ว ยังไม่เห็นใครถูกส่งตัวกลับแม้แต่คนเดียว เริ่มตั้งแต่

ศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ อั้ม เนโกะ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกดำเนินคดี 112 ด้วยการกล่าวพาดพิงแสดงพฤติกรรมถ้อยคารุนแรงเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง จน คสช.ต้องออกคำสั่งเรียกให้ไปรายงานตัว ก่อนจะหลบหนีลี้ภัยทางการเมือง และไปได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ตั้งแต่ วันที่ 12 มิ.ย. 2558 แต่ที่ผ่านมา ศรัณย์ยังคงเคลื่อนไหวผ่านสื่อออนไลน์เช่นเดิม จนคนไทยจำนวนมากต้องล่ารายชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งตัวให้แก่รัฐบาลไทย แต่ยังไร้วี่แวว

และอีกคนที่ช่วงนี้ได้รับความสนใจ  สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ประจาภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอาจารย์พิเศษ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถูกดำเนินคดี 112 จนต้องหนีออกนอกประเทศไปกัมพูชา และเดินทางต่อไปอาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส มาจนถึงปัจจุบัน ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลฝรั่งเศส ช่วงที่ผ่านมา สมศักดิ์ยังคงเดินทางอยู่ในหลายประเทศแถบยุโรป และยังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊กอยู่

ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือ โรส โดนคดีมาตรา 112 ขณะนี้หลบหนีไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จนได้สัญชาติพลเมืองท้องถิ่น ที่ผ่านมา ฉัตรวดีเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ราวเดือน มิ.ย. 2559 ได้เปลี่ยนท่าทีกลับมาแฉพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อดีตเคยสนับสนุนมาตลอดว่า ได้รับท่อน้ำเลี้ยงจาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหวังปลุกระดมให้เกิดความปั่นป่วนในประเทศไทย

จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเคยเป็นอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเป็น 1 ใน 11 คน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดแรกของประเทศไทย เคยเป็นแกนนำนักศึกษา และเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อนที่จะหลบหนีไปยังประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2557 แล้วบินต่อไปฝรั่งเศสเมื่อเดือน มิ.ย. 2557

ก่อนได้สถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลฝรั่งเศสในเดือน พ.ย. 2557 ปัจจุบันจรัลยังอยู่ในฝรั่งเศส และเมื่อเดือน พ.ค.ก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศ ยืนยันว่าจะยังต่อสู้ทางการเมืองต่อไปแม้จะไม่ได้อยู่ในไทย แต่การดำเนินคดีในไทยอีกคดี ล่าสุด ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องที่ไม่จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยคดี การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยจะมีการพิจารณาครั้งแรกหรือนัดฟังคำพิพากษา วันที่ 12 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น.

จักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นแกนนาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งถูกดำเนินคดีหลังกล่าวปาฐกถาหมิ่นสถาบัน ก่อนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปยังกัมพูชา และปัจจุบันคาดว่าอาศัยอยู่ในประเทศแถบยุโรป ขณะนี้ยังคงเคลื่อนไหววิจารณ์สถานการณ์ภายในประเทศไทยผ่าน เฟซบุ๊กอยู่เป็นระยะ ทั้งนี้มีรายงานว่า จักรภพได้ร่วมกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีต รมว.มหาดไทย ที่ไม่ยอมมารายงานตัวต่อ คสช. ก่อนหลบหนีออกนอกประเทศ ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยขึ้นมา

ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์ประจาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักเคลื่อนไหวทางวิชาการทางการเมือง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงของไทย เนื่องจากตีพิมพ์หนังสือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนยื่นเรื่องไปทำงานที่อังกฤษแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ สุดท้ายหลบหนีคดีออกนอกประเทศไทยไปอยู่ที่สหราชอาณาจักร

ชูพงศ์ ถี่ถ้วน หรือ ชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ เคยเป็นแกนนำคนเสื้อแดงในประเทศสหรัฐ กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายครั้ง และยังแสดงพฤติกรรมจัดรายการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันและการเมืองไทยผ่านโลกออนไลน์มาตลอด ปัจจุบันพักอยู่ที่สหรัฐ

เอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ แกนนำกลุ่มอาชีวะเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีหลังขึ้นปราศรัยบนเวทีการชุมนุมพาดพิงสถาบัน เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556 ก่อนถูกศาลอาญาอนุมัติหมายจับ และได้ลักลอบหลบหนีออกจากประเทศไทยไปกับแฟนสาว ลี้ภัยอยู่ที่กัมพูชา ล่าสุดคาดว่าเอกภพอาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ในฐานะผู้ลี้ภัย

สุดา รังกุพันธุ์ หรืออาจารย์หวาน อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกดำเนินคดีหลังโพสต์ข้อความและภาพในเฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อนถูกออกหมายจับ และหลบหนีออกนอกประเทศไปอาศัยที่ประเทศลาว ก่อนบินไปยังประเทศสหรัฐจนถึงปัจจุบัน และยังคงเคลื่อนไหวผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)ผู้ต้องหาคดี 112 จากการปราศรัยที่สนามหลวงเมื่อปี 2554 ก่อนศาลมีคาพิพากษาให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษและถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2556 กลับฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จนถูกศาลทหารกรุงเทพออกหมายจับและหลบหนีไปอยู่ที่ลาวจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพฤติกรรมยังเคลื่อนไหววิจารณ์สถานการณ์ในประเทศไทยผ่านยูทูบ และช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ประสานกับทางลาวขอให้ติดตามจับกุมแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

จรรยา ยิ้มประเสริฐ อดีตนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงาน ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังเขียนหนังสือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จากนั้นได้ขอลี้ภัยทางการเมืองต่อไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศฟินแลนด์ ต่อมาได้รับอนุมัติถาวรมีระยะเวลา 4 ปี ปัจจุบันยังเคลื่อนไหววิจารณ์สถานการณ์ในประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊ก

เสน่ห์ ถิ่นแสน หรือ เพียงดิน รักไทย นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในต่างประเทศ ถูกออกหมายจับในฐานะผู้ที่ไม่ไปรายงานตัวคดีมาตรา 112 มีพฤติกรรมเป็นผู้ที่อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ปัจจุบันลี้ภัยอยู่สหรัฐ

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการเสื้อแดง มีพฤติกรรมกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต ในประเทศญี่ปุ่น และยังคงเดินทางไปในประเทศต่างๆ มักชอบวิจารณ์สถานการณ์ภายในประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊ก รูปแบบคล้ายกับ สมศักดิ์ เจียม

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่หลบหนีคดีที่เกี่ยวข้องอยู่ อาทิ ในประเทศสหรัฐ มี มนูญ ชัยชนะ หรือ เอนก ซานฟราน, ริชาร์ด สายสมร, จุติเทพ (เลอพงษ์)วิไชยคำมาตย์ หรือ โจ กอร์ดอน ในประเทศออสเตรเลีย องอาจ ธนกมลนันท์ หรือ อาคม ซิดนีย์

ประเทศลาว อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจเบียร์ แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่, วัฒน์ วรรลยางกูร, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋, ชูชีพ ชีวสุทธิ์ หรือ ชีพ ชูชัย, ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ หนุ่ม เรดนนท์, พิพัฒน์ พรรณสุวรรณ, นิธิวัต วรรณศิริ, ชฤต โยนกนาคพันธุ์ หรือ โยนก ไฟเย็น, ชัยอนันต์ ไผ่สีทอง หรือ อุ๊ ไฟเย็น, ไตรรงค์ สินสืบวงศ์ หรือ ขุนทอง ไฟเย็น, วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ส่วนใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กและยูทูบ

รายชื่อเหล่านี้เกือบทั้งหมดยังไม่มีใครถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย ซึ่งนี่เป็นโค้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช. ฉะนั้นต้องติดตามว่าภายใต้การนำของนายกฯ บิ๊กตู่ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่เคยเป็นอดีตเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ และสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม คนใหม่ที่รับลูกต่อจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่ไปเป็นองคมนตรี จะสามารถปิดงาน กระโดดลงจากหลังเสือแบบสวยๆ ได้ไหม หรือจะลงแบบล้มลุกคลุกคลานเปื้อนตราบาป และโยนงานนี้ให้รัฐบาลหน้าแสดงฝีมือต่อ ฉะนั้นการนำผู้ต้องหาเหล่านี้เข้าคุกได้หรือไม่ ถือเป็นอีกผลงานการันตีก่อนที่รัฐบาลจะไป

 

ปฏิรูประบบราชการ ปิดกั้นคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471748

ปฏิรูประบบราชการ ปิดกั้นคอร์รัปชั่น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จะมีการพิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง “การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบข้าราชการไทยให้เป็นรูปธรรม” ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม พิจารณาแล้วเสร็จ ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้

ทั้งนี้ ระบบราชการถือเป็นเสาหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกเหนือจากภาคการเมือง ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน โดยระบบราชการมีบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ จำนวนกว่า 2 ล้านคน เป็นพลังสำคัญในการปฏิรูป

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ได้มีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ โดยมีมาตรการพัฒนากลไกและกระบวนการในการสร้างคุณธรรมในระบบราชการ เพื่อขจัดปัญหาจากระบบอุปถัมภ์ให้หมดสิ้นไป จึงมีการกำหนดเป็นสาระสำคัญในการใช้ระบบคุณธรรมเพื่อบริหารงานบุคคลภาครัฐ

ซึ่งเอาไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เพื่อให้หน่วยงานราชการยึดถือปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้มีอำนาจในระบบราชการกลับไม่ยึดถือปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ อย่างจริงจังเคร่งครัด

“ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและประเทศชาติโดยรวม อีกทั้งยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการของข้าราชการภาคส่วนต่างๆ มาโดยตลอด”

จากข้อมูลดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index) ตามที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดทำขึ้น พบว่าปี 2555-2557 มีการประเมินไทยให้ได้คะแนน 37, 35 และ 38 ตามลำดับ จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และในปี 2558 ไทยได้ 38 คะแนน อยู่ในอันดับ 76 จากการจัดอันดับทั่วโลกทั้งหมด 168 ประเทศ จากคะแนนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ด้านการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยยังคงน่าเป็นห่วง

ลักษณะระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย

ความสัมพันธ์ทางสังคมของไทยมีลักษณะแบบผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ แยกออกเป็น 4 รูปแบบ คือ 1.ระบบอุปถัมภ์ในหมู่ญาติ นับว่าเป็นระบบที่เก่าแก่ในสังคมไทยตามวัฒนธรรมความสัมพันธ์ระหว่างญาติอาวุโส (พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย) กับญาติผู้น้อย (น้อง ลูก หลาน เหลน) เป็นความสัมพันธ์อุปถัมภ์ชัดเจน

2.ระบบอุปถัมภ์ในหมู่มิตรสหาย ซึ่งปรากฏได้หลายรูปแบบ อาทิ เพื่อนเล่น เพื่อนร่วมรุ่น เป็นต้น ซึ่งความคาดหวังระหว่างเพื่อนมีความลึกซึ้งและมากกว่าบางสังคม 3.ระบบอุปถัมภ์ในองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชนก็ตาม มักจะถูกมองในแง่ลบว่าระบบอุปถัมภ์ทำให้ระบบบริหารขาดประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้าง และ 4.ระบบอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพ เป็นระบบที่น่าจะมีลักษณะคงทนน้อยกว่าระบบแบบอื่นๆ

โดยระบบนี้อาจจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มข้าราชการ พ่อค้ากับกลุ่มการเมือง ชาวไร่ ชาวนา การอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการและพ่อค้าเป็นไปในรูปแบบของการแลกเปลี่ยน
ผลประโยชน์ทางด้านวัตถุระหว่างกันมากกว่า คือ ฝ่ายราชการจะอำนวยสิทธิประโยชน์ให้แก่พ่อค้า นักธุรกิจ ซึ่งจะเป็นฝ่ายทดแทนบุญคุณหรือตอบแทนด้วยการให้เงินทองหรือทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่น

ข้อเสนอแนะการดำเนินการบริหาร

รัฐบาลให้ความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม ด้วยการที่ผู้นำระดับสูงทุกภาคส่วนต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างและถือปฏิบัติตามระบบคุณธรรม ใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักในการบริหารบ้านเมืองให้เป็นนโยบาย

หรือวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องร่วมมือร่วมใจกันและการกำหนดเป็นแนวคิดที่ต้องปฏิบัติไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการมีประมวลจริยธรรมที่ต้องสำนึกและปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยมีมาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การห้ามรับของขวัญ รับเลี้ยง รับสินบน หรือเล่นกอล์ฟกับผู้ที่มีส่วนได้ประโยชน์ หรือการห้ามราชการเกษียณอายุราชการแล้วเข้าไปรับทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่ข้าราชการผู้นั้นเคยมีอำนาจอยู่ในหน่วยราชการนั้นๆ ในระยะเวลาอย่างน้อย2 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการ

นอกจากนี้ รัฐบาลควรศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการจัดตั้งองค์กรสำคัญที่มีผลต่อการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการ เช่น 1.การจัดตั้งองค์กรกลางการบริหารงานบุคคลเพื่อเป็นกลไกในการควบคุม และกำกับดูแลการบริหารงานบุคคลภาครัฐให้เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน มีความเป็นกลาง

2.การจัดตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมแห่งชาติ โดยให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ และคุ้มครองระบบคุณธรรม ให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ 3.การสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของข้าราชการในรูปแบบต่างๆ เช่น ชมรม สมาคม สหภาพที่มีกฎหมายรองรับและให้ความคุ้มครอง เป็นกลไกที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดความเป็นธรรมจากกระบวนการบริหารงานบุคคล

และ 4.การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาของส่วนราชการตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้าไปตรวจสอบ อันเป็นการควบคุมการใช้อำนาจรัฐโดยภาคประชาชนอีกทางหนึ่ง

 

บิ๊กตู่ กระชับอำนาจ กู้ภาพเร่งภาวะผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471747

บิ๊กตู่ กระชับอำนาจ กู้ภาพเร่งภาวะผู้นำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษเมื่อที่ประชุมนัดแรกของ ครม.ประยุทธ์ 4 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้คิดปรับวางแนวทางการทำหน้าที่ ครม.ชุดใหม่ในช่วงเวลาที่เหลือกับการเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ เน้นไปที่การปรับบทบาทหน้าที่และอำนาจของ “รองนายกฯ” ใหม่

จากเดิมที่มอบหมายให้รองนายกฯ ทุกคนดูแลงานด้านต่างๆ ตามบทบาทหน้าที่คือ ลงไปกำกับการดำเนินงานของแต่ละกระทรวง บางกรณีรองนายกฯ บางรายอาจลงไปทำหน้าที่เจ้ากระทรวงในบางกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่

อีกด้านรองนายกฯ และยังเป็นประธานในคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นด้วย ขณะที่งานในระดับที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ ทั้งยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น ปัญหาการทำประมง ไอยูยู ปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ ฯลฯ รวมถึงกำกับกลุ่มงานคลัสเตอร์และแบ่งพื้นที่กำกับดูแลรายจังหวัด

“ท่านนายกฯ บอกว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รองนายกฯ ทั้งหมดดูจะรับภาระมากเกินไป จึงอยากให้มาช่วยงานสำคัญในภาพกว้าง ภาพรวม และระดมความคิดร่วมกับท่านนายกฯ มากกว่ามาลงรายละเอียดเหมือนที่ผ่านมา”

นับจากนี้ ในปีงบประมาณ 2560 รองนายกฯ ทั้งหมดไม่ต้องลงไปคลุกคลีมากเกินไป แต่จะใช้ผู้ช่วยคือเจ้ากระทรวงมาทำหน้าที่หารือ บูรณาการ ติดตาม และระดมความคิดลงไปในรายละเอียด

พูดง่ายๆ คือ รองนายกฯ จะเหลือหน้าที่เพียงแค่กำกับดูแล โดยปล่อยให้รัฐมนตรีประจำกระทรวงรับหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการดำเนินการตามนโยบายเป็นหลัก

พร้อมดึงเอาหน่วยงานต่างๆ ทั้งสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) คณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าไปช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน

การขยับครั้งนี้ทำให้ต้องจับตาไปยังตำแหน่ง 2 รองนายกฯ ได้แก่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ดูแลรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ดูงานมั่นคง

ในมุมเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ สมคิดก็ทำหน้าที่คุมภาพรวมในการวางนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดอยู่แล้ว พร้อมกระจายงานไปยัง รมต. แต่ละกระทรวงที่เป็นมือไม้ที่คุ้นเคยกันมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ต้องโฟกัสไปยังบิ๊กป้อม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงเสียงจริงใน คสช. แถมบางครั้งยังมองกันว่ามีบทบาทมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เสียด้วยซ้ำ

ไม่แปลกที่การปรับหน้าที่รองนายกฯ รอบนี้ ถูกมองว่าเป็นการกระชับอำนาจครั้งสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ดึงความรับผิดชอบที่กระจัดกระจายไปก่อนหน้านี้กลับมาอยู่ในมือตัวเอง

สอดรับกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ช่วงปรับ ครม.ที่โผยังไม่นิ่ง มีกระแสข่าวสะพัดมาตลอดว่า พล.อ.ประวิตร จะถูกปรับออกจากตำแหน่งรองนายกฯ บางกระแสก็มีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะลาออกเองบ้าง

แรงแซะที่มาเขย่าขาเก้าอี้หลายระลอก ทำให้ พล.อ.ประวิตร ถึงกลับต้องออกมาชี้แจงแบบมีอารมณ์

“ข่าวมั่ว เขียนได้อย่างไรว่า นายกฯ ปรับ ครม. และ พล.อ.ประวิตร ปิ๋ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการตัดขาผมและจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอ อยากให้ผมออก เล่นกันแบบนี้ได้อย่างไร ความจริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย ผมยังทำงานได้แม้อายุมากแล้ว”

หากจำได้ ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมงานด้านความมั่นคง ตลอดจนเป็นคนชี้ขาดการจัดวางกำลัง ทั้งในกองทัพและฝั่งตำรวจ จนมีข่าวที่ถูกเข้าหาเพื่อพยายามวิ่งเต้นอยู่เป็นระยะ

จนระยะหลังเริ่มเห็นการเข้ามามีบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการแต่งตั้งมากขึ้น โดยเฉพาะกับการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.ล่าสุด ที่สุดท้ายสามารถชี้ขาดดันบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.แทนบิ๊กแกละพล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ที่ทาง พล.อ.ประวิตร วางตัวมาตั้งแต่แรกได้สำเร็จ

ยังไม่รวมกับประเด็น “รอยร้าว” เรื่องราวระหองระแหงระหว่างพี่น้องบูรพาพยัคฆ์คู่นี้ที่ออกอาการน้อยใจมีข่าวจะลาออกอยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายก็กลับมาเคลียร์กันลงตัว

ประเด็นลุกลามถึงขั้น พล.อ.ประวิตร ถูกค่อนขอดรุนแรงว่ากำลังวัดรอยเท้าป๋าเปรม จนเจ้าตัวต้องรีบออกมาปฏิเสธก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้

ครั้งหนึ่งชื่อชั้นของ พล.อ.ประวิตร ดูจะมาแรงถึงขึ้นถูกวางตัวเป็นนายกฯ สำรอง หรือเคยถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ คนนอก

จนต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มออกมาเปิดตัวแสดงบทบาทแสดงภาวะผู้นำมากขึ้น หลังจากที่ผลสำรวจความนิยมค่อยๆ ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการงัดมาตรการเร่งทำคะแนนซื้อใจประชาชน

เมื่อสุดท้ายไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ภาวะผู้นำ” และ “คะแนนนิยม” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปอย่างไม่มีสะดุด

 

คุมเบ็ดเสร็จคลื่นวิทยุ ฉุดปฏิรูปสื่อมวลชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471518

คุมเบ็ดเสร็จคลื่นวิทยุ ฉุดปฏิรูปสื่อมวลชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปมร้อนล่าสุดกับการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

หนึ่งในฉบับที่ถูกจับตามากที่สุด คือ เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะในส่วนของวิทยุ

ตามที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 กำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุ ของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานรัฐต้องส่งคืน กสทช. ภายในเดือน เม.ย. 2560 เพื่อพิจารณาจัดสรรใหม่

ล่าสุด คสช.ออกคำสั่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ขอขยายระยะเวลาแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 ทำให้การส่งคืนคลื่นวิทยุเพื่อให้ กสทช.นำไปจัดสรรใหม่มีอันต้องเลื่อนออกไปอีก 5 ปี

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง เหตุผลเรื่องธุรกิจ หรือผลประโยชน์มหาศาลที่เกี่ยวข้อง

แต่การออกคำสั่งเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อการปฏิรูปและบริหารคลื่นวิทยุที่มีอยู่กระจัดกระจายหลายร้อยคลื่นให้กลับมาเข้าสู่ระบบที่ควรเป็น เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ

จากที่ก่อนหน้านี้คลื่นวิทยุส่วนใหญ่ล้วนแต่อยู่ในมือกองทัพ ซึ่งจะเป็นคนบริหารจัดการดูแลทั้งกระจายคลื่นหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงการเปิดให้มีการเช่าคลื่นเพื่อไปดำเนินการจัดรายการ ตลอดจนการเรียกคืนคลื่น

หนึ่งในแผนปฏิบัติการที่ทาง กสทช.วางไว้ คือการดึงคลื่นที่อยู่ในมือกองทัพให้เข้ามาอยู่ในระบบของ กสทช. เพื่อให้การเกิดจัดสรรอย่างเป็นระบบ ไม่ทับซ้อน และเกิดประโยชน์สูงสุด

ทว่า การยืดเวลาการส่งคืนคลื่นวิทยุออกไปอีก 5 ปีนั้น ดูจะไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดๆ

เมื่อแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่นี้วางแผนกันมานานตั้งแต่ปี 2555 ทุกอย่างเป็นที่รับรู้รับทราบกันชัดเจน ทั้งในแง่แผนปฏิบัติการตลอดจนขั้นตอนการดำเนินการติดตามทวงคืนคลื่นที่กระจัดกระจายเปิดให้หน่วยงานหรือเอกชนเข้ามาเช่าดำเนินการจัดรายการกลับคืนมาส่วนกลาง

ระยะเวลาเกือบจะ 5 ปี ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรสำหรับการเตรียมการที่จะไม่กระทบท้ังในแง่สัญญา หรือการวางแผนทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ต่างจากคำสั่ง คสช.อีกฉบับ ในส่วนของโทรทัศน์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการประมูลแข่งขันการทำโทรทัศน์ดิจิทัลสูงมาก ประกอบกับในสภาวะเศรษฐกิจที่มีช่องโทรทัศน์ออกอากาศเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผู้สนับสนุนที่จะมาซื้อโฆษณามีอยู่เท่าเดิมแถมยังมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนดังจะเห็นจากที่ผ่านมามีหลายช่องที่ประสบปัญหาจนต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน หลายรายยังรอดูท่าทีว่าจะยื้อต่อไปได้อีกนานขนาดไหน

การอาศัยอำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช.เพื่อมาช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินการต่อไปได้คือ ในส่วนของใบอนุญาตในการประมูลราคาขั้นต่ำจากเดิมกำหนด 4 งวด งวดละ 1 ปี ซึ่งชำระแล้ว 3 งวด เหลืออีก 1 งวด ทาง คสช.จึงขยายเวลาให้ยื่นการชำระแบ่งเป็น 2 งวด โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 1.5/ปี

ขณะที่ราคาส่วนเกินซึ่งกำหนดให้จ่าย 6 งวด จ่ายไป 3 งวด เหลือค้างอีก 3 งวด นั้น คสช.จึงขยายระยะเวลาในการชำระออกไปแบ่งเป็น 6 งวด ในระยะเวลา 6 ปี ดอกเบี้ย 1.5/ปี เช่นกัน

ทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า มองผลกระทบเรื่องถ้าผู้ประกอบการล้มหายตายจากไป จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมองภาพกว้างของประเทศเป็นหลัก ไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการ

ตรงนี้อาจฟังดูมีเหตุมีผลอยู่บ้างตรงที่หากไม่ผ่อนปรนระเบียบ ยอมเปิดให้จ่ายค่างวดได้ล่าช้า อาจกระทบต่อกิจการของผู้ประกอบการหลายราย ที่จะส่งผลกระทบทั้งภาพรวมของทีวีดิจิทัล ที่จะพันมากระทบถึงภาพรวมเศรษฐกิจทั้งระบบ อันจะยิ่งทำให้ความพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาต้องสูญเปล่าไปด้วย

ดังนั้น การชะลอการเรียกคืนคลื่นวิทยุ ย่อมทำให้กองทัพยังคุมคลื่นวิทยุแบบเบ็ดเสร็จ ในยุคที่ คสช. พยายามหยิบยกเรื่องความมั่นคงมาเป็นเหตุผล

แต่ผลที่ตามมาย่อมกระทบกับการปฏิรูปสื่อมวลชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะแผนแม่บทที่วางไว้กลับถูกเลื่อนออกไปถึง 5 ปี โดยไม่มีคำอธิบายที่พอจะรับฟังได้

ยังไม่รวมกับความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ล่าสุด องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 องค์กร ออกแถลงการณ์คัดค้าน เพราะมีเนื้อหาสนับสนุนให้ภาครัฐและฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน

 

เล่าเรื่องครั้งสุดท้าย ‘เติ้ง’จารึกตำนานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471505

เล่าเรื่องครั้งสุดท้าย ‘เติ้ง’จารึกตำนานการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครอบครัวศิลปอาชา ได้จัดทำหนังสือ “บรรหาร ศิลปอาชา : เล่าเรื่องครั้งสุดท้าย” เพื่อเป็นที่ระลึกในการจากไปของ “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย โดย ภัทระ คำพิทักษ์ และอินทรชัย พาณิชกุล เป็นผู้เรียบเรียง

ทั้งนี้ ภายในหนังสือได้แบ่งออกเป็น 14 บท โดยเนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือ การบอกเล่าถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทย เช่น การขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รวมไปถึงช่วงชีวิตในการเป็นนายกฯ ของตนเอง

ปี 2519 บรรหารได้เริ่มเข้าสู่การเลือกตั้ง สส.ในนามพรรคชาติไทย และเป็น สส.ถึง 11 สมัย  จนได้ชื่อว่าเป็น สส.ตลอดกาลของสุพรรณบุรี ต่อมาเป็น รมช.อุตสาหกรรมในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่ามกลางสภาพบ้านเมืองในเวลานั้นที่เกิดความผันผวนหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี 2523 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกฯ จนต้องมีการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผบ.ทบ.ในเวลานั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ในหนังสือได้บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างบรรหารและ พล.อ.เปรม ไว้อย่างน่าสนใจ

“พอนายกฯ ลาออกก็ยุ่งละสิ แล้วจะเอาใครเป็นนายกฯ กันละ พรรคฝ่ายค้าน 4 พรรค พากันไปหารือกับนักการเมืองท่านหนึ่งที่ย่านเพชรบุรี เรามีความเห็นตรงกันว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นและเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นั่นละเหมาะที่สุด ช่วงนั้นกองทัพมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาประเทศ ถ้ามีนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารก็จะเป็นที่ยอมรับของกองทัพและสามารถประสานกลุ่มต่างๆ ให้เป็นเอกภาพได้”

“ตอนนั้นผมได้เป็นรัฐมนตรีก็เพราะท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ นะ พอป๋าเปรมเป็นนายกฯ พรรคชาติไทยก็ถูกเชิญเข้าไปที่ทำเนียบสี่เสาฯ มีคนคัดค้านว่าผมเป็นไม่ได้ ตอนนั้นท่านมีชัยอยู่ที่บ้านป๋าเปรม ท่านเป็นคนช่วยผมบอกว่าท่านบรรหารเป็นได้ เพราะท่านบรรหารสำเร็จ ม.6 นี่นะเมื่อปี 2488 ตอนนั้นคำว่ามัธยมปลายก็คือ ม.6 พอมาปี 2490 ถึงได้เป็น ม.8 เขียนชัดเลย ม.8 แต่ตอนนั้นพวกทหารกลุ่มหนึ่งเล่นงานผม และมาแก้กฎหมายว่าสำเร็จมัธยมปลาย คือ ม.8 นะไม่ใช่ ม.6 ตอนนั้น ม.6 คือเรียกมัธยมปลาย แต่ป๋าไม่ได้รังเกียจ ไม่มีเลย…”

“ผมทำให้ป๋าเยอะเลย ใครต่อใครยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ผมก็ไปประสานงานขอให้เขาถอนทีนี้ตอนหลังหลายครั้งเข้าท่านก็ไม่ไหว…”

หลังจาก พล.อ.เปรม ตัดสินใจวางมือทางการเมืองด้วยประโยคอมตะ “ผมพอแล้ว” ก็มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยให้ พล.อ.ชาติชาย ขึ้นมาเป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งบรรหารบอกเล่าดังนี้

“คือ ผมไปที่บ้านป๋า ขณะนั้นใครหลายคนนั่งล้อมป๋าอยู่ แล้วก็รวมถึงคุณสิทธิ (เศวตศิลา หัวหน้าพรรคกิจสังคมขณะนั้น) พอป๋าเปรมบอก ผมไม่เป็นแล้วนะ ทางพรรคกิจสังคมก็เสนอคุณสิทธิ ทางผมก็เสนอให้ป๋าพิจารณาพี่ชาติ ป๋าเปรมก็บอกว่านี่ทุกคนนะ ให้ชาติชายเป็นนายกฯ แล้วกัน เสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปรีบหาเสียง ไปหาคุณอุกฤษ มงคลนาวิน (ประธานรัฐสภาในขณะนั้น) ที่บ้าน ให้ไปทำขั้นตอนทูลเกล้าฯ ถวายชื่อพี่ชาติเป็นนายกฯ ซึ่งต้องรวบรวมคะแนนเสียงด้วย 3-4 พรรค ให้ได้ครบตามจำนวนที่ต้องตั้งรัฐบาลก่อน”

ส่วนการเป็นนายกฯ ในช่วงหนึ่งของบรรหาร ในหนังสือได้บรรยายชวนให้เห็นภาพถึงกราฟชีวิตทางการเมืองที่มีขึ้นและมีลง อีกทั้งยังเล่าถึงเบื้องหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแก้เผ็ดพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังจะหักหลัง

ปี 2538 พรรคชาติไทยชนะเลือกตั้งได้เสียงมากที่สุด 92 เสียง ซึ่งทำให้ตัวเองจะได้เป็นนายกฯ คนที่ 21 โดยบรรหาร เล่าว่า “โอ้โห ดีใจ ใครต่อใครมาเยอะแยะไปหมด ทักษิณ (ชินวัตร หัวหน้าพรรคพลังธรรม) ก็มา สมัคร (สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย) ก็มา มนตรี (พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคกิจสังคม) ก็มา ล้อมกันอยู่ที่ห้องประชุมบ้านจรัญฯ ห้อมล้อมกันหมดเราก็ดีใจ

“ตื่นเต้นจนวันนั้นนอนไม่หลับนะ ขนาดว่าแขกคนสุดท้ายจะกลับได้ก็ตีสามกว่าแล้ว”

ปลายปี 2539 พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าวว่างานนี้มีเพื่อนรักจะหักเหลี่ยมโหด เพื่อบีบให้ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ

“ตอนถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมนั่งอยู่คนเดียว มีโภคินนั่งข้างๆ บ้าง ที่เหลือออกจากที่นั่งลงไปหมดเลย ตอนนั้นผมก็เสียใจนะ แต่ก็รู้แล้วว่าเขาจะหักหลังแล้ว ไม่มีใครให้กำลังใจนอกจากลูก มีแต่ข้าราชการที่เราเรียกมาช่วยส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้เป็นเรื่องย่อนะ แล้วเราต้องมาแตกเอง ตอนนั้นไม่มีเวลาคิดหรอกว่า ถ้าเราผ่านเรื่องตรงนี้ไปได้ จะจัดการยังไง จนกระทั่งตอนหลังสืบได้ว่าเขาจะล้มผมที่บ้านพี่จิ๋ว มีเฉลิมอยู่ด้วย”

จากนั้นบรรหาร บอกถึงการยุบสภา ในปีนั้นว่า “เขาป้องกันไว้หมดแล้ว เขาดักไว้ทุกทิศทาง ทำด้วยระบบภายในไม่ได้หรอก ผมออกจากบ้านไม่ได้ ทหารมาล้อมเต็มบ้านไปหมด ออกไม่ได้ ทหารคุมไว้หมดที่บ้านที่จรัญฯ ออกไปไหนไม่ได้”

“พอเรียกพวกนั้นมาประชุมที่ตึกสันติไมตรี บางก็หน้ายิ้มแย้มแจ่มใสใหญ่ ทุกคนแต่งตัวกันมาอย่างดี พวกนี้ไปประชุมกันมาหมดแล้ว เขาวางกระทรวงกันไว้หมดแล้ว ใครจะอยู่ที่ไหน ตอน 6 โมงเย็น พอ 6 โมงเย็นปั๊บ พี่จิ๋วก็ไปเข้าห้องน้ำ ออกมา เห้ย อะไรวะ ทำไมอย่างนี้นี่ ยุบสภาแล้ว ไหนทีแรกบอกจะไม่ยุบล่ะ ผมก็ไม่พูดอะไรมาก ผมพูดคำเดียว ต่างคนต่างไปแล้วกันนะ แล้วผมก็ลุกขึ้นเดินออกเลย ต่างคนต่างไปนะ ไปเลือกตั้งกันเอาเอง จบ ยังจำได้”

ช่วงท้ายของหนังสือเป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ยุบพรรคชาติไทย และสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย บอกว่า “ผมตอบไปแล้วว่า ผมจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว เพราะเหตุว่าถ้าไม่รับขึ้นมาแล้ว ร่างขึ้นมาใหม่ มันจะยิ่งแย่กว่าเดิม…

 “…ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมจะลงเป็นแบบบัญชีรายชื่อ นำพรรคสู้ต่อไป”  บรรหารสรุป

 

พ.ร.บ.คอมพ์ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471290

พ.ร.บ.คอมพ์ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็มีมติเอกฉันท์ 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง เห็นชอบในวาระที่ 3 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ถือเป็นการถอดสลัก “ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่ ที่ต้องรอติดตามดูว่าจะมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงเขย่าเสถียรภาพคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากน้อยแค่ไหน

ย้อนไปก่อนหน้านี้ “เสียงคัดค้าน” ค่อยๆ ก่อตัวตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อยมาจนถึงเข้าสู่ระเบียบวาระของ สนช. ที่มีการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านขอให้ถอนร่างกฎหมายออกจากวาระการพิจารณา แต่กลับไม่มีพลังเพียงพอที่จะหยุดยั้งการผลักดันกฎหมายดังกล่าว

เนื่องจากเนื้อหาใน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ ถูกมองว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออก พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขในประเด็นต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทว่าด้วยระเบียบและคำสั่ง คสช.ที่เข้มงวดในช่วงแรก ที่ออกมาสะกดทุกการชุมนุมเคลื่อนไหว ไม่ให้ออกมาสร้างปัญหากัดเซาะความมั่นคง และเสถียรภาพของ คสช.

ทำให้กระแสการคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ยังจุดไม่ติดในวงกว้าง เมื่อรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ทำได้ยังถูกตีกรอบอยู่ในสังคมออนไลน์ที่ปราศจากการควบคุม

แม้ช่วงสุดท้ายก่อนร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ในวาระ 3 จะมีการออกมาเรียกร้องให้ถอนร่างหรือชะลอการพิจารณาออกไปก่อน แต่ก็ไม่มีพลังเพียงพอจะทัดทานได้

ทว่าถึง พ.ร.บ.คอมพ์จะผ่านความเห็นชอบรอประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้กระแสคัดค้านเงียบหายไป ตรงกันข้ามกระแสต่อต้านดูจะมีพลังเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

เห็นได้จากบรรดาแนวร่วมที่เปิดหน้าออกมาคัดค้านกฎหมายนี้จำนวนมากขึ้น รวมไปถึงเครือข่ายไซเบอร์ที่ประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้โจมตีเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐต่างๆ

ตามที่ทางเฟซบุ๊กของกลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การยกระดับการโจมตีตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.เป็นต้นไป จนนำมาสู่ปรากฏการณ์ล่าสุด เมื่อ 4 เว็บไซต์รัฐถูกถล่มจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ

ทั้งเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th สํานักนายกรัฐมนตรี www.opm.go.th. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา www.ratchakitcha.soc.go.th และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ www.nsc.go.th

สอดรับกับที่กลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway นัดระดมกลุ่มคนสังคมออนไลน์ ให้ร่วมกันเข้าโจมตีเว็บไซต์กระทรวงกลาโหมและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รวมไปถึงการที่ทาง พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมายอมรับว่ามีกลุ่มบุคคลที่พยายามเจาะเว็บไซต์กระทรวงกลาโหม แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมาก

อานุภาพของกลุ่มนี้ทำให้ทาง พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก (ศซบ.ทบ.) เปิดเผยว่า พบการโจมตีเว็บไซต์และการเจาะระบบหน่วยงานราชการอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ

จึงขอให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพิ่มความระมัดระวังด้านมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ Port ช่องทางการเข้า-ออกระบบต่างๆ หากไม่มีความจำเป็นให้ปิดการใช้งานชั่วคราว

ขณะที่กลุ่มนิสิต นักศึกษา ในนามกลุ่ม FIST คือ Free Internet Society of Thailand แสดงการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ที่ด้านข้างลานอเนกประสงค์ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

โดยมีนกพิราบกระดาษที่พับเขียนข้อความแสดงถึงการสื่อสารที่จะถูกคุมและสูญเสียอิสระ ร่วมกันยืนแสดงป้ายข้อความคัดค้านต่างๆ เช่น “Free Internet”, “Invasion of privacy”, “We say No to internet censorship”

ในมุม คสช.อาจประเมินว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์อาจไม่มีพลังเพียงพอจะสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช. จนต้องยอมเปลี่ยนแปลงความตั้งใจที่จะออกกฎหมายมาควบคุมดูแลเนื้อหาสาระในอินเทอร์เน็ตที่มีปัญหาในอดีต

ทว่าหากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าอย่างน้อยก็มีประชาชน 3.6 แสนคน ที่ลงชื่อคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญเรื่องนี้ยังมีแรงกดดันจากต่างประเทศเข้ามาหนักขึ้น ล่าสุดทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNOHCHR) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้

ทั้งแรงกดดันจากภายในและภายนอกย่อมเป็นปัจจัยที่จะเพิ่มแรงเสียดทานต่อรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ หากตั้งรับไม่ดีนี่อาจจะเป็นชนวนที่บานปลายจนกระทบต่อเส้นทางตามโรดแมปของ คสช.ที่วางไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ล้างบางระบบอุปถัมภ์ ตีกอล์ฟไม่ได้-ห้ามนั่งที่ปรึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 07:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471280

ล้างบางระบบอุปถัมภ์ ตีกอล์ฟไม่ได้-ห้ามนั่งที่ปรึกษา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการแก้ไขปัญหาอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม เรื่อง “การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการให้เป็นรูปธรรม”ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

“ระบบอุปถัมภ์” เป็นระบบความสัมพันธ์ของคน 2 ฝ่ายซึ่งมีความไม่เท่าเทียมกัน ฝ่ายที่อยู่เหนือกว่า คือ ผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่าหรือมีอำนาจมากกว่าจะอยู่ในฐานะอุปถัมภ์ ฝ่ายที่อยู่ต่ำกว่า คือ ผู้ที่มีทรัพยากรน้อยกว่าหรือมีอำนาจด้อยกว่าจะเป็นผู้รับอุปถัมภ์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีการแสวงหาแลกเปลี่ยนประโยชน์กันในลักษณะต่างตอบแทนตามเงื่อนไขที่มีต่อกัน

เมื่อวิเคราะห์ถึงความเสียหายที่มีผลต่อระบบราชการไทยจะพบว่าระบบอุปถัมภ์ได้สร้างความเสียหายในหลายมิติที่สำคัญ 3 ด้าน

1.ด้านการบริหารบุคคล ระบบราชการเสียโอกาสที่จะได้คนดีคนเก่งเข้ามาในระบบ แต่กลับได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ทำให้คนดีคนเก่งท้อแท้ ขาดขวัญกำลังใจ ขาดความมุ่งมั่นในการทำงาน จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานราชการลดลง องค์กรไม่พัฒนาหรือพัฒนาไปได้ช้า ขาดความสามัคคี เกิดความขัดแย้งในองค์กร บุคลากรไม่มุ่งเน้นการสร้างผลงาน แต่มุ่งเน้นการเข้าหาผู้มีอำนาจ ประจบสอพลอ ข้าราชการถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ เกิดการเลือกปฏิบัติต่อข้าราชการในหน่วยงาน

2.ด้านการบริการประชาชน ประชาชนมีค่านิยมที่ไม่ดีในการรับบริการจากภาครัฐ โดยมักหาช่องทางที่ต้องอาศัยเส้นสาย ความสนิทความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือการเสนอเงินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ จนเกิดช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้มาติดต่อขอรับบริการ เกิดการเรียกรับสินบน เกิดการเลือกปฏิบัติและมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียม จนส่งผลให้ประชาชนหมดศรัทธาต่อข้าราชการและระบบราชการ

3.ด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการประกาศใช้กฎหมายและระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของตนหรือของพวกพ้อง ซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการบริหารและการปกครองประเทศโดยรวม เกิดการจัดสรรการใช้งบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรในโครงการต่างๆ อย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ระบบอุปถัมภ์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้งและเป็นที่มาของการซื้อสิทธิขายเสียง ผลเสีย คือ ทำให้ได้นักการเมืองที่ไม่มีความรู้ความสามารถและมีจริยธรรมเพียงพอที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อจะให้การแก้ไขปัญหา ดังกล่าวประสบความสำเร็จ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ 4 ด้าน ประกอบด้วย

(1) การดำเนินการด้านนิติบัญญัติรัฐสภาควรมีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพสังคมไทยและให้มีการป้องกันการใช้ระบบอุปถัมภ์ ส่งเสริมระบบคุณธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการและเกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเคร่งครัด

(2) การดำเนินการด้านการบริหารรัฐบาลควรให้ความสำคัญในทางปฏิบัติด้วยการที่ผู้นำระดับสูงทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างและถือปฏิบัติตามระบบคุณธรรม ใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักในการบริหารบ้านเมือง ยกระดับการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นนโยบาย หรือวาระแห่งชาติ รวมถึงการมีประมวลจริยธรรมที่ต้องมีสำนึกและปฏิบัติอย่างจริงจัง

ดังเช่น กฎเกณฑ์ของบางประเทศที่มีมาตรการป้องกันการทุจริต เช่น การห้ามรับของขวัญ รับเลี้ยง รับสินบน หรือเล่นกอล์ฟกับผู้มีส่วนได้ประโยชน์หรือการห้ามราชการที่เกษียณอายุราชการแล้วเข้าไปรับทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่ข้าราชการผู้นั้นเคยมีอำนาจอยู่ในหน่วยราชการนั้นๆ ในระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการ

(3) การดำเนินการด้านตุลาการและกระบวนการให้ความเป็นธรรมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอุทธรณ์ ร้องทุกข์ และคดี ควรลดขั้นตอนระยะเวลาในกระบวนการเรียกร้องความเป็นธรรมให้มีความสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม เข้าถึงได้ง่าย มีบทลงโทษที่สอดคล้องกับความร้ายแรงของความผิดและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและให้คนในสังคมเกรงกลัวต่อผลของการ กระทำความผิด

สำหรับกรณีที่ข้าราชการระดับสูงถูกร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และจากการไต่สวนในเบื้องต้นหากพบว่ามีมูลความจริงตามที่มีการร้องเรียนดังกล่าว ควรให้ข้าราชการผู้นั้นยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าจะมีการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จครบทุกขั้นตอนกระบวนการ เพื่อเป็นการป้องกันการแทรกแซง ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และทำให้บุคคลทั่วไปได้เห็นถึงแนวโน้มจากผลการกระทำผิดที่ไม่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

(4) การดำเนินการด้านสังคมและการรับรู้ สถาบันการศึกษา ฝึกอบรมระดับสูงทั้งของภาคราชการและเอกชนที่มีบทบาทในการจัดหลักสูตรสำหรับอบรมปลูกฝังนักการเมือง นักบริหาร และข้าราชการระดับสูง ควรจัดอบรมและวางกรอบของหลักสูตรเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างแท้จริง

โดยเน้นที่การปลูกฝังหลักจริยธรรมและคุณธรรม การคัดเลือกบุคคลที่ เข้าศึกษาควรเลือกบุคคลที่เกี่ยวข้องที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง มิใช่ประเภทที่หวังเข้ามาศึกษาอบรมเพราะต้องการ มีคนรู้จัก สนิทสนมในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพึงระมัดระวังอย่างมากไม่ให้มีการใช้โอกาสของความใกล้ชิดสนิทสนมของการ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของหลักสูตรอบรมต่างๆ มาแสวงประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดการอุปถัมภ์ใน ลักษณะต่างๆ ที่นำไปสู่การทุจริตหรือการเลือกปฏิบัติที่เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมขึ้นได้

 

ปฏิรูปนักการเมือง สกัดกั้นคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471101

ปฏิรูปนักการเมือง สกัดกั้นคอร์รัปชั่น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. จะมีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง เรื่อง “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ในวันที่ 20 ธ.ค. ตามที่อนุ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมี สมพงษ์ สระกวี เป็นประธาน ได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง

โดยแผนการปฏิรูปที่สำคัญมีจำนวน 6 ประเด็น คือ 1.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ระบบพรรคการเมือง 3.การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม 4.การกำกับควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 5.การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และ 6.การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง

ทั้งนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือเป็นบุคคลสำคัญมีบทบาทหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนในการใช้อำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตย และถือเป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิดและความเชื่อในเรื่องการเมืองการปกครองให้กับประชาชน ดังนั้นกระบวนการได้มา ความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และการใช้อำนาจ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคมให้ความสนใจ

ขณะเดียวกัน จากสภาพการเมืองไทยที่ผ่านมาได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นหลายครั้ง ประชาชนแตกแยกเป็นฝักฝ่าย ขาดความรักความสามัคคี และมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกัน จนก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้ง มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการเมืองและวงราชการอย่างกว้างขวาง กระทบต่อความมั่นคง การพัฒนาประเทศ และความสงบสุขของประชาชน

“ต้องยอมรับว่าปัญหาสำคัญซึ่งมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ของประเทศ คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรมมีการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง จำเป็นต้องสร้างกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ”

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ก่อนการรับสมัครเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน พรรคการเมือง และชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีกระบวนการตรวจสอบผู้จะเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน

โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติในการควบคุมตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ

นอกจากนี้ การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะถือเป็นกลุ่มบุคคลที่เข้ามาทำงานอาสาให้กับประชาชน เป็นผู้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสื่อสารปัญหาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไขและช่วยเหลือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มีหน้าที่ความรับผิดชอบในทางนิติบัญญัติ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ในทางบริหารกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ

“ด้วยอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ ดังกล่าว นอกจากจะต้องมีมาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเข้มข้นแล้ว ควรต้องมีมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ส่วนการพิจารณาค่าตอบแทนที่มีความเหมาะสมกับภารกิจหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งภารกิจสำคัญของการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ มีความจำเป็นที่จะต้องมีค่าตอบแทนเป็นรายได้ที่จะต้องนำมาใช้จ่ายกลับคืนสู่ประชาชน ทว่าค่าตอบแทนที่กำหนดไว้เดิมนั้น ไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย

อย่างไรก็ดี จึงเสนอให้ใช้ในระยะอีก 5 ปีข้างหน้า ถึงจะมีผลใช้บังคับ เพื่อมิให้ถูกข้อครหาว่าเป็นข้อเสนอของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเห็นควรให้จำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนปรับปรุงค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการคัดสรร คัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมให้เข้ารับการเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำคัญ อาทิ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นจะต้องเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยกับสมาชิกพรรคการเมืองและประชาชน

ขณะเดียวกัน มีบทบาทในการกำกับควบคุมคุณธรรมจริยธรรมของสมาชิกพรรค และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยผู้บริหารพรรคการเมืองจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อพรรคการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้กำหนดทิศทาง ควบคุมการบริหารของพรรคให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดำรงสถานะของพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ผู้บริหารพรรคการเมืองจึงควรได้รับค่าตอบแทนเหมาะสมจากพรรคการเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม แผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การสร้างกลไกและวิธีการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

เมื่อบุคคลใดดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนประชาชน จักต้องมีคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ คุณธรรม และจริยธรรมสูงกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป จึงจำเป็นต้องมีกลไกและวิธีการให้มีกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบบุคคลที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ก่อนการรับสมัครดำรงตำแหน่ง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน พรรคการเมือง และชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

 

ครม.ประยุทธ์ 4 เดิมพันสุดท้ายลุยศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471099

ครม.ประยุทธ์ 4 เดิมพันสุดท้ายลุยศก.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รอบนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีกรอบเวลาการทำงานตามโรดแมปเหลืออยู่อีกแค่ปีกว่าก่อนจะถึงการเลือกตั้ง

ด้วยความต่อเนื่องกับภารกิจที่ต้องรีบเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนการเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองให้เข้าสู่สภาวะปกติ จำเป็นต้องเร่งทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายกับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก

ครม.ประยุทธ์ 4 ที่เป็นการปรับใหญ่รอบนี้ จึงเป็นเหมือนการจัดวางบุคลากรให้เข้ากับงานที่จำเป็นต้องเร่งทำให้สำเร็จ ก่อนรัฐบาลใหม่จะมารับไม้บริหารประเทศต่อไป

เพื่อไม่ให้สิ่งที่พยายามทำมาตั้งแต่ต้นคาราคาซังและอาจสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ การันตีได้ว่ารัฐบาลใหม่จะต้องมาสานต่องานที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการเอาไว้

อีกด้านการทำผลงานให้ปรากฏชัดเจนย่อมส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ดีขึ้น  รวมทั้งกอบกู้ความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงไปให้ขยับกลับเพิ่มขึ้นมา เพื่อทำให้การลงจากอำนาจตามที่วางไว้ไม่มีอุบัติเหตุ

จับสัญญาณจากโฉมหน้า ครม.ประยุทธ์ 4 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่” จะเห็นว่ารัฐบาลเหมือนจะให้น้ำหนักไปกับการยกเครื่องทีมเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

ถึงส่วนหนึ่งจะเป็นเพียงแค่การสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งใน ครม.เดิม แต่ก็มีบางส่วนที่ดึงบุคลากรจากภายนอกเข้ามาเสริมทัพเพื่อรองรับงานที่วางแผนให้เดินหน้าต่อไป

ถึงจะเป็นการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง หรือการดึงคนนอกเข้ามาเสริมทัพ แต่ทั้งหมดก็อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่รับหน้าที่แม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจ

ดังนั้น ย่อมไม่มีปัญหาหาเรื่องความต่อเนื่อง หรือการทำงานที่ไม่เข้าขาระหว่างคนเก่าคนใหม่ เพราะนโยบายด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ออกมาในช่วงหลังทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นแนวคิดของสมคิดเป็นหลัก

ที่สำคัญบรรดาทีมงานที่นั่งอยู่ใน ครม.ปัจจุบัน หรือที่ถูกดึงตัวมารับหน้าที่ใหม่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นมือไม้ที่ทาง สมคิด ไว้เนื้อเชื่อใจให้มาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การปล่อยให้ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ไปนั่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้น

ด้านหนึ่งเป็นการเปิดทางให้คนใหม่เข้ามารับหน้าที่ดูงานในสองกระทรวงใหญ่ที่ควบคุมทิศทางเศรษฐกิจสำคัญแล้ว อีกด้านหนึ่งยังช่วยให้การประสานงานระหว่างกระทรวงกับส่วนกลางเกิดความคล่องตัวไร้รอยสะดุด เพราะทั้งคู่ล้วนแต่เคยรับผิดชอบงานและรับรู้รับทราบนโยบายมาตั้งแต่ต้น

ขณะที่ ชุติมา บุณยประภัศร ที่ถูกดึงมารับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านทั้งตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอธิบดีกรมการค้าภายใน

แถมยังมีผลงานในช่วงไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เป็นคณะเจรจาการเปิดตลาดข้าว กำหนดโควตาไก่แช่แข็งกับสหภาพยุโรป และการทำเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู และสหภาพยุโรป

ด้าน พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม ป้ายแดง ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล ก่อนหน้านี้ก็เคยรับตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

การวางตัวของทั้งสองคนนี้มารับตำแหน่ง รมช. จึงเห็นภาพที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้น้ำหนักไปที่ทั้งการค้าต่างประเทศ และการเร่งงานในส่วนของคมนาคมขนส่งในประเทศ โดยเฉพาะกับระบบรางที่กำลังเดินหน้าในหลายสาย หลายโครงการที่ดูจะยังคืบหน้าไปน้อยกว่าที่ต้องการ

สำหรับ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ประเดิมตำแหน่ง รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม คนแรก ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก่อนหน้านี้ก็เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถมมีดีกรีเป็นอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ส่วน อรรชกา สีบุญเรือง อดีต รมว.อุตสาหกรรม ถูกโยกมาขัดตาทัพที่ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ทั้งที่เป็นลูกหม้อของกระทรวงอุตฯ  และตำแหน่ง อุตตม สาวนายน ที่ถูกโยกจาก รมว.
วิทยาศาสตร์ฯ มานั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม จึงอาจเป็นเพียงแค่การเกลี่ยตำแหน่งให้ลงตัวถูกที่ถูกทางและลงตัว

การจัดวางตำแหน่งใหม่ครั้งนี้ ในช่วงแรกย่อมช่วยซื้อเวลาลดแรงกดดันที่จะมีต่อรัฐบาล คสช. ที่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ โดยให้หันมาคาดหวังกับ ครม.ชุดใหม่แทน

แต่ระยะยาวนี่ถือเป็นเดิมพันครั้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช. ว่าจะสามารถพิสูจน์ฝีไม้ลายมือ เร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ กับภารกิจกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าต่อไป

หากผลออกมาไม่เป็นอย่างที่หวังย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของ คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง