ส่งสัญญาณยื้อโรดแมป ขยายแรงต้านเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 19:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/473511

ส่งสัญญาณยื้อโรดแมป ขยายแรงต้านเพิ่ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดศักราชใหม่การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่ปี 2560 อย่างเป็นทางการ การเข้าสู่ปีใหม่ในครั้งนี้สำหรับประเทศไทยแล้วไม่เหมือนกับการเริ่มต้นปีใหม่เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ในทางกลับกันนอกจากจะเริ่มเดินหน้าแล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นการนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ว่าได้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยึดอำนาจจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศว่า ที่เข้ามาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปประเทศ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 การควบคุมอำนาจในการปกครอง และควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองให้หยุดนิ่ง เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และเปิดพื้นที่ให้คนซึ่งเห็นต่างกันได้พบปะพูดคุย

ระยะที่ 2 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยจะนำไปสู่กระบวนในการจัดทำรัฐธรรมนูญ มีกรอบระยะในการดำเนินงานในระยะที่ 2 ประมาณ 1 ปี แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง และความร่วมมือของคนในชาติเป็นปัจจัยสำคัญ

ระยะที่ 3 การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ภายหลังการทำงานตามโรดแมปทั้ง 2 ระยะข้างต้นประสบความสำเร็จเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย คสช.พร้อมจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย

มาถึง ณ เวลานี้ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ปลายโรดแมประยะที่ 2 ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ ประกอบกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังทยอยจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ ระหว่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งหลายฝ่ายต่างประเมินว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะประกาศใช้ได้ประมาณต้นเดือน ก.พ.

ทว่า ความแน่นอนที่ว่านั้นกำลังจะกลายเป็นความไม่แน่นอนอย่างคาดไม่ถึง ภายหลัง สนช.ออกมายอมรับว่าโรดแมปการเลือกตั้งจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2560 ต้องเลื่อนออกไปเป็นกลางปี 2561

ทั้งนี้ มาจากการให้สัมภาษณ์ของ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ที่ระบุว่า “การทำงานของ สนช.ตลอดปี 2560 จะมีงานสำคัญ คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 50 ฉบับ รวมแล้วประมาณ 60 ฉบับ

เป็นภารกิจต้องทำตามกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ และยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีตามโรดแมปของคณะรัฐมนตรีอีกมากกว่า 100 ฉบับ ก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งประมาณกลางปี 2561”

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของรองประธาน สนช. นำมาซึ่งกระแสต่อต้านจากฝ่ายการเมืองค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งสัญญาณขอขยับโรดแมปออกไป ไม่ต่างอะไรกับการเผชิญหน้าสู่ความขัดแย้ง เพราะต้องไม่ลืมว่าในช่วงของการรณรงค์ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แม่น้ำทั้ง 5 สายได้ออกมาประกาศตลอดว่าไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ประเทศไทยจะต้องมีการเลือกตั้งในปี 2560

อีกทั้งเมื่อผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นคุณแก่ฝ่าย คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศย้ำอีกครั้งว่าปี 2560 จะมีการเลือกตั้งด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมั่นคงในโรดแมปเข้าไปอีก

ดังนั้น การที่ สนช.พยายามส่งสัญญาณขอขยายโรดแมปโดยการอ้างเรื่องการออกกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร

ในด้านหนึ่งแม้ว่าการพยายามอ้างอิงไปถึงการทำกฎหมายการปฏิรูปประเทศเพื่อเป็นเงื่อนไขในการขอขยายโรดแมปจะพอเป็นเหตุผลที่พอฟังขึ้นอยู่บ้างในระดับหนึ่ง เนื่องจากการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นวัตถุประสงค์หลักของ คสช. แต่การใช้ข้ออ้างนี้เพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ดีต่อภาพรวมเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในระยะยาว ในมุมของ คสช.ไม่น่าจะขยายโรดแมป ออกไปตามที่ สนช.พยายามส่งสัญญาณ โดยอย่างน้อยจะพยายามเร่งรัดให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ออกมาก่อน เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 เพื่อลดกระแส

ส่วนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ สามารถใช้กลไกอื่นขับเคลื่อนได้ เพราะถึงอย่างไรเสียวุฒิสภาชุดหน้าจะเป็นชุดที่ คสช.เลือกมากับมือและมีอำนาจเร่งรัดรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศ

ที่สุดแล้ว คสช.น่าจะเลือกแนวทางประนีประนอมกับทุกฝ่ายด้วยการเดินหน้าตามโรดแมป เว้นแต่จะมีปัจจัยสำคัญจริงๆ ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกำหนดเท่านั้น

 

อนาคต ‘องค์กรอิสระ’ ยุคเปลี่ยนผ่าน แขวนชะตาบนกฎหมายลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472981

อนาคต ‘องค์กรอิสระ’ ยุคเปลี่ยนผ่าน แขวนชะตาบนกฎหมายลูก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ต้องยอมรับว่ามีการใส่กลไกกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้อย่างเข้มข้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อันอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ

เครื่องมือหนึ่งที่ กรธ.ออกแบบไว้สำหรับการปราบโกง คือ องค์กรอิสระ โดยพบว่าองค์กรอิสระแต่ละคณะมีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปรากฏให้เห็นใน 2 เรื่องสำคัญ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงินแผ่นดินของฝ่ายบริหาร

1.มาตรา 244 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการใดได้ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ในการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบหรือจัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือของหน่วยงานอื่นนั้นแล้วแต่กรณี”

2.มาตรา 245 บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรงต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย”

ทั้งนี้ ภายใต้อำนาจขององค์กรอิสระที่มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่ากำลังถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระแต่ละองค์กร

เริ่มตั้งแต่การที่ กรธ.ออกแบบให้มีคณะกรรมการสรรหามาทำหน้าที่พิจารณาว่ามีกรรมการองค์กรอิสระ รวมไปถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่แรกคนใดมีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดหรือไม่ จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญในอดีตจะรับรองให้กรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ก่อนจะมีกฎหมายฉบับใหม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าดำรงตำแหน่งครบวาระ

พลิกดูแต่ละองค์กรที่ถูกเข้าข่ายโดนปฏิรูป พบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็น 2 หน่วยงานที่หืดขึ้นคอมากที่สุด เพราะมีกรรมการในองค์กรที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกเก้าอี้อยู่หลายคน

ในส่วนของ กกต.มี 2 คน คือ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” และ “ประวิช รัตนเพียร” ซึ่งมีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติแตกต่างกันไป กล่าวคือกรณีของประวิชติดตรงที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินมาก่อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 216 ที่ระบุว่า “ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด”

ส่วน “สมชัย” แม้จะไม่เคยผ่านการเป็นกรรมการองค์กรอิสระหรือมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ มาก่อน แต่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 222 ที่วางกรอบให้ กกต.ที่ไม่ได้มาจากสายตุลาการหรืออัยการ จะต้องเป็นผู้ทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นปัญหาที่สมชัยยังต้องลุ้นต่อไปว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบตามกฎหมายหรือไม่

ด้านกรรมการ ป.ป.ช.รายที่ขาเก้าอี้เริ่มไม่มั่นคง คงหนีไม่พ้น “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช. เพราะเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งเข้าข่ายขัดต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ห้ามคนเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ

อีกคน คือ “วิทยา อาคม พิทักษ์” ในฐานะเคยเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาก่อน ส่งผลให้มีลักษณะต้องห้ามตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 216 กำหนดไว้

การกำหนดให้องค์กรอิสระต้องมาถูกแขวนบนเส้นด้ายอย่างกฎหมายลูกเช่นนี้ สร้างความหัวเสียให้กับองค์กรอิสระอยู่พอสมควร ถึงออกมาให้สัมภาษณ์ตำหนิการทำงานของ กรธ.อย่างรุนแรง จนต่างฝ่ายต่างไม่กินเส้นอยู่พักใหญ่

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ดำเนินการนั้นยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขั้นตอนสุดท้าย

สนช.ในฐานะผู้ถืออำนาจนิติบัญญัติยังมีอำนาจเปลี่ยนแปลงจากหลังมือให้เป็นหน้ามือหรือจากหน้ามือให้เป็นหลังมืออย่างไรก็ได้

ดังนั้น นับจากนี้ไปอนาคตขององค์กรอิสระจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน

 

ติดเทอร์โบปลดล็อกตั้งสังฆราช แนวต้านอ่อน…หมดแรงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472978

ติดเทอร์โบปลดล็อกตั้งสังฆราช แนวต้านอ่อน...หมดแรงค้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวทันทีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเกมเร็ว ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมงผ่านร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แบบ 3 วาระรวด ด้วยมติเอกฉันท์ทั้งวาระ 1 ด้วยคะแนน 184 ต่อ 0 งดออกเสียง 5 เสียง และวาระ 3 ด้วยคะแนน 182 ต่อ 0 งดออกเสียง 6 เสียง เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

คล้อยหลังทราบผลเพียงไม่กี่นาที พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ ชื่อ “พระเมธีธรรมาจารย์-
เจ้าคุณประสาร”
แสดงความเห็นว่า

“กฎหมายลักไก่ ขณะนี้สมาชิก สนช.กำลังดำเนินการประชุมแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยผ่านวาระ 1 ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาผ่านวาระที่ 2 และ 3 ตามลำดับ เดิมบอกเพียงว่าจะหารือกันเท่านั้นเอง นี่ลักไก่ทำกันทั้งสภาต่อจากนี้ไป รัฐมนตรีออมสิน ชีวะพฤกษ์ และสมาชิก สนช.จะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความยุ่งยากที่ตามมาภายหลัง อาตมาพูดได้แต่เพียงเท่านี้ ขณะนี้ผ่านทั้ง 3 วาระแล้ว”

ก่อนที่กระแสจะลุกลามบานปลาย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. รีบออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อครหาเรื่อง “สับขาหลอก” แต่เนื่องจากรัฐบาลมีความเห็นว่าจะไม่รับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปพิจารณาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของสภาที่ต้องพิจารณากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ สนช.เคยดำเนินการกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับอื่นมาแล้ว

ทว่าประเด็นความเห็นต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังไม่จบ เมื่อมีการออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขให้การตั้งสังฆราชเป็นพระราชอำนาจโดยตัดขั้นตอนการเสนอจากมหาเถรสมาคม เหตุใดจึงไม่มีการสอบถามความเห็นไปยังมหาเถรสมาคมในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

การตัดสินใจเปิดเกมเร็วแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความหมายแต่อย่างไร จับสัญญาณได้ตั้งแต่ที่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมวิป สนช.และ ทาง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปออกมาชี้แจงว่า “ไม่ทราบว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ แต่ว่ากฎหมายต้องรีบทำ”

วิเคราะห์แล้วสาเหตุที่ต้องรีบเปิดเกมเร็ว เพราะต้องการหลบกระแสต่อต้านคัดค้านที่เริ่มมีการจุดกระแสตั้งแต่ปรากฏข่าวเสนอกฎหมาย ดังนั้นหากปล่อยเวลาทอดนานออกไปย่อมทำให้แนวร่วมเข้มแข็งมีพลังออกมาคัดค้านมากขึ้น

ชั่งน้ำหนักแล้วการเปิดเกมเร็วที่อาจจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่ย่อมดีกว่าปล่อยให้เกิดแรงเสียดทานที่หากบานปลายย่อมนำไปสู่ความรุนแรงยากที่จะควบคุม

ที่สำคัญเมื่อประเมินทิศทางลมแล้ว “แรงต้าน” ในเวลานี้ยังอ่อนแรงยากจะจุดติดได้ในระยะเวลาอันสั้น

ประการแรก เพราะกฎระเบียบข้อบังคับไม่ว่าจะเป็นคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่สะกดทุกกลุ่มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ยังระบุว่า หากพระสงฆ์จะมาชุมนุมจริง ก็จะต้องมีการแจ้งขออนุญาตจัดชุมนุมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่มีข้อยกเว้น

ประการที่สอง สถานการณ์เวลานี้มีเหตุการณ์ที่ต้องระมัดระวังอีกส่วนคือกรณีพระธรรมกายที่มีการระดมศิษยานุศิษย์ไปปักหลักอยู่ในวัดพระธรรมกาย หลังจากทางเจ้าหน้าที่บุกประชิดเตรียมบุกค้นเข้าไปคุมตัวพระธัมมชโย

ด้วยฐานมวลชนที่่จะออกมาเคลื่อนไหวทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นฐานมวลชนที่คาบเกี่ยวกัน การแบ่งพลังออกมาเคลื่อนไหวทางใดทางหนึ่งอาจทำให้อีกฝั่งอ่อนแอ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝั่ง

ประการที่สาม มูลเหตุแห่งการเคลื่อนไหวเพียงเพราะการแก้ไขกฎหมายให้การแต่งตั้งสังฆราชกลับไปเป็นเรื่องของพระราชอำนาจทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับมหาเถรสมาคมก็ดูจะไม่มีน้ำหนักที่จะดึงแนวร่วมอื่นให้ออกมาเคลื่อนไหวได้

ยิ่งในช่วงสุญญากาศเกิดปัญหาค้างคาต่อเนื่องมายาวนานหลังมหาเถรสมาคมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นสังฆราชแล้ว แต่ทางรัฐบาลเองกลับเห็นว่าเวลาอาจไม่เป็นการมิบังควรหากจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพิจารณาโปรดเกล้าฯ แต่งตัั้ง

เมื่อเวลานี้สมเด็จช่วงเองก็ยังมีปัญหาคาราคาซังกับการที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินการเอาผิดในคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณที่ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก

การแก้ไขกฎหมาย “ปลดล็อก” เพื่อเปิดทางให้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่ค้างคาให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แทนที่จะมาคาราคาซังย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  โดยเฉพาะในโอกาสช่วงเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นรัชกาลใหม่การจะนำปัญหาไปกวนเบื้องพระยุคลบาทย่อมไม่เป็นการบังควร

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ไม่แปลกที่สุดท้ายเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทศาสนาแห่งประเทศไทย จะออกแถลงการณ์จะไม่ไปยื่นหนังสือคัดค้านที่นายกรัฐมนตรี หรือประธาน สนช.แน่นอน เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ

ได้แต่ย้ำว่าการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเป็นพระราชอำนาจเท่านั้น

 

8 สมเด็จพระราชาคณะ เส้นทางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472971

8 สมเด็จพระราชาคณะ เส้นทางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระราชโองการ ตามที่ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปวัฒนธรรมและการ ท่องเที่ยว พร้อมสมาชิก สนช.อีก 81 คน เป็นผู้เสนอ โดยตัดขั้นตอนการพิจารณาเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยมหาเถรสมาคมออกไป

โดยสมเด็จพระราชาคณะที่พระ มหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีด้วยกัน 8 รูป ขณะที่ในปัจจุบัน สมเด็จพระมหารัช มังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระราชาคณะทั้งหมด 8 รูป เรียงอาวุโสตามสมณศักดิ์ ดังต่อไปนี้ 1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สถาปนาเป็นสมเด็จพระ  ราชาคณะ เมื่อปี 2538 นามเดิม ช่วง สุดประเสริฐ สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2468 ปัจจุบันอายุ 91 ปี เป็นชาว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โยมบิดาชื่อ มิ่ง และโยมมารดาชื่อ สำเภา นามสุล สุดประเสริฐ

บรรพชาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2482 ขณะที่อายุได้ 14 ปี และอุปสมบทเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2488 ปัจจุบันสมเด็จช่วงยังคงมีคดีที่เกี่ยวกับการจัดซื้อรถเบนซ์หรู จึงทำให้สังคมกังวลว่าหากได้รับ การแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช อาจเกิดความขัดแย้งได้ในสังคม รัฐบาลจึงชะลอการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นสมเด็จ พระสังฆราชไว้ก่อน ปัจจุบันยังคงเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ระหว่างรอขั้นตอนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

สมเด็จพระมหารัช มังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)

 

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2544 สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เกิดเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2460 ปัจจุบันอายุ 98 ปี ชาว ต.หนองแก้ว อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็น อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อ ช่วย โยมมารดาชื่อ กา นามสกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน พี่น้อง 11 คน

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร)

 

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี 2552 นามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ เป็นสมเด็จพระราชา คณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองงาน พระธรรมทูต รูปที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2470 ปัจจุบันอายุ 89 ปี ชาว ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดาชื่อ นับ โยมมารดาชื่อ ตาล นามสกุล ประสัตถพงศ์

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร)

 

4.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552 นามเดิม จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดตรี ทศเทพวรวิหาร เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2479 ปัจจุบันอายุ 80 ปี ชาว ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด โยมบิดาชื่อ จันทร์ โยมมารดาชื่อ เหล็ย  นามสกุล พราหมณ์พิทักษ์

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)

 

บรรพชาวันที่ 12 พ.ค. 2491 ที่วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2499 ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ตำแหน่งงานปกครองคณะสงฆ์ปัจจุบัน เช่น เป็น เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้อำนวยการศึกษาสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะขาบบวร-เขียวบวร เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ (ธรรมยุต) และเป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

5.สมเด็จพระธีรญาณมุนี สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2553 นามเดิม สมชาย พุกพุ่มพวง ฉายา วรชาโย เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่าย ธรรมยุติกนิกาย อดีตคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เกิดเมื่อวันพุธที่ 22 ต.ค. 2490 ปัจจุบันอายุ 69 ปี ชาว จ.นครปฐม ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร และยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ 1 ฝ่ายนักธรรม

สมเด็จพระธีรญาณมุนี

 

6.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2554 นามเดิม สมศักดิ์ ชูมาลัยวงศ์ ฉายา อุปสโม เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2484 ปัจจุบันอายุ 75 ปี บิดาชื่อ เหลี่ยม มาดาชื่อ สำลี นามสกุล ชูมาลัยวงศ์ ชาว ต.ปากจั่น อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด พิชยญาติการามวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต บาฬีศึกษาพุทธโฆส จ.นครปฐม

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

 

7.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2557 สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2485 ปัจจุบันอายุ 74 ปี

สมเด็จพระพุฒาจารย์

 

และ 8.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นสมเด็จพระ ราชาคณะฝ่ายมหานิกาย และเป็นสมเด็จพระราชาคณะองค์สุดท้ายที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ปัจจุบันอายุ 78 ปี เป็นชาว อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บรรพชาตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่อปี 2494 ขณะที่เป็นสามเณร เป็นบุตรของ สำราญ และชุนกี อารยางกูร เป็นบุตรคนที่ 5 จาก 9 คน ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระนักวิชาการที่มีผลงานวิชาการทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ได้รับการยกย่องจากประชาชนไทยและต่างประเทศ ผลงานซึ่งเป็นที่รู้จัก เช่น พุทธธรรม ซึ่งถือเป็นหนังสือที่อธิบายพุทธปรัชญาเถรวาทได้อย่างกระจ่างชัดเจนที่สุด และยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากยูเนสโก

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ประชุม สนช.จะมีมติผ่านความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ก็มีการอภิปรายจาก สนช.ซึ่งได้ให้เหตุผลสาระสำหรับเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับดังกล่าว อาทิ พล.ต.อ.พิชิต กล่าวว่า การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานาน โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาสมเด็จ พระสังฆราช

สมพร เทพสิทธา สมาชิก สนช. กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับเดิมตั้งแต่ปี 2584 และปี 2505 ที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่ใช้ติดต่อกันมากว่า 51 ปี จึงถือว่าเป็นราชประเพณี และต่อมาเมื่อมีการแก้ไขเมื่อปี 2535 เพิ่มเงื่อนไขว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเป็นไปตามลำดับพระสมณศักดิ์ ทำให้เกิดทางตันเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขณะนี้ขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้นานอีกต่อไป จึงเป็นหน้าที่ของ สนช.ที่จะเป็นผู้แทนประชาชนไทยรับหน้าที่แก้ไขกฎหมายนี้โดยเร่งด่วน เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางออกของปัญหา

สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่ผ่านมาก่อนปี 2535 มีประเพณีให้พระมหากษัตริย์ ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชมาตลอด 19 องค์ แต่การแก้กฎหมายเมื่อปี 2535 ให้ยึดถือโดยสมณศักดิ์และให้เสนอ โดยมหาเถรสมาคม จนขณะนี้เกิดปัญหาขึ้นว่าผู้ใดจะเป็นผู้เสนอชื่อและเกิดข้อ ถกเถียงก็ควรแก้ปัญหานี้ เช่นเดียวกับทางโลก ในการแต่งตั้งปลัดกระทรวง หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่แม้จะมีความอาวุโส แต่ในทางปฏิบัติจะพิจารณาจากคุณสมบัติ อายุ ความรู้ ความสามารถ สถานการณ์ในขณะนั้น จึงทำให้ ผู้บัญชาการทหารบก อาจมาจากผู้ช่วย ไม่ใช่มาจากรอง ผบ.คนที่หนึ่งเสมอไป

ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตอำนาจการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชก็เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยแท้

 

มหากาพย์ยึดทรัพย์ ‘ยิ่งลักษณ์’ เช็กบิลขรก.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472785

มหากาพย์ยึดทรัพย์ 'ยิ่งลักษณ์' เช็กบิลขรก.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปี 2560 ต้องจับตาชะตากรรม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายกับการต่อสู้คดีที่ถูกอัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้องฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังพิจารณาไต่สวน

ย้อนที่มาที่ไปมหากาพย์คดีรับจำนำข้าวเริ่มขึ้นเมื่อ สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.) ยื่นคำร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เข้ามาไต่สวนยิ่งลักษณ์ เมื่อปี 2555 จากนั้น ป.ป.ช.ใช้เวลา 2 ปี ในการรวบรวมพยานหลักฐาน จนมีมติชี้มูลความผิด

จนนำมาสู่การถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 9 พ.ค. 2557 พร้อมกับการดำเนินคดีอาญา ในวันที่ 17 ก.ค. 2557 นอกจากนี้ ในส่วนของคดีอาญา ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้ อสส. ซึ่งในที่สุดมีความเห็นสั่งฟ้องยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯ ประทับร้องฟ้อง เมื่อต้นปี 2558

คดีนี้ศาลฎีกาฯ ได้อนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ทั้งสิ้น 14 ปาก กำหนดไต่สวน 5 นัด และอนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยทั้งสิ้น 42 ปาก กำหนดไต่สวน 16 นัด โดยการไต่สวนพยานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ย. 2559

ทำให้คาดการณ์กันว่าระยะเวลาการดำเนินคดีรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์อาจลากยาวไปถึงกลางปี 2560 เวลาที่เหลืออยู่จึงน่าติดตามการต่อสู้ทางคดีของยิ่งลักษณ์ จะรอดพ้นบ่วงกรรมคดีอาญาหรือไม่

ส่วนคดีฟ้องแพ่งที่ดำเนินการคู่ขนานกับคดีอาญา เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ

ครั้งนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มี จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นประธาน ได้สรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วงเงิน 286,640 ล้านบาท พร้อมส่งแฟ้มหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลัง ที่มี มนัส แจ่มเวหา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง มีมติให้เรียกค่าเสียหายยิ่งลักษณ์ 35,717 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย 178,586 ล้านบาท พร้อมกับทำหนังสือเสนอ รมว.คลัง ลงนามคำสั่งทางปกครองแจ้งยิ่งลักษณ์ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าว

คดีนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกระนาด เพราะตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดฯ ต้องมีการเรียกค่าเสียหายที่เหลือกับผู้เกี่ยวข้องในคดีโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 142,868 ล้านบาทด้วย

คดีนี้จึงตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อเข้ามาสอบสวนว่ามีหน่วยงานรัฐ หรือเอกชนใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เบื้องต้นหน่วยงานที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เหลือ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหาร ซึ่งเป็นส่วนของรัฐมนตรี กลุ่มอนุกรรมการที่เกี่ยวกับนโยบายข้าว ประมาณ 2,000 รายชื่อ และกลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ และองค์กรต่างๆ ประมาณ 4,000 ราย รวมทั้งสิ้น 6,000 กว่าราย

ทันทีที่ตัวเลขดังกล่าวออกมา สร้างความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ เพราะเกี่ยวโยงในหลายกระทรวง แม้แต่บริษัทเอกชนยังขวัญผวากลัวจะติดร่างแหไปด้วย

ขณะที่ความคืบหน้าในการเช็กบิลข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น อยู่ในกำมือของ ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่ไล่ไต่สวนคดีทุจริตเก็บรักษาบัญชีรายการสินค้าข้าวของรัฐบาลที่นำเข้าเก็บหรือนำออกจากโกดังไซโลทั่วประเทศ

จากการตรวจสอบ พบว่า มีปริมาณข้าวหาย ข้าวเสื่อมคุณภาพ และข้าวไม่ตรงกับมาตรฐาน มีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจริง รวมจำนวน 986 คดี โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการอำนวยการกำกับ ติดตาม เร่งรัดสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า และคณะอนุกรรมการสอบสวนขยายผลคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า

สำหรับการทำงานของ ป.ป.ท.ลำดับแรกจะสอบว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ความเสียหายอยู่ในขั้นตอนใด แล้วในขั้นตอนที่เสียหายมีบุคคลหรือกลุ่มใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวบ้าง จากนั้นจะนำไปพิจารณา ไม่ใช่ว่าจะไปเคาะหรือชี้เอาความผิดบุคคลใดได้ตามอำเภอใจ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทุจริตรับจำนำข้าวทั้งหมด 986 คดี สามารถจำแนกตามหมวดหมู่ ได้แก่ 1.ข้าวหาย 2.ข้าวผิดประเภท 3.ข้าวไม่ได้มาตรฐาน 4.ข้าวเสื่อมคุณภาพ ล้วนเป็นคดีที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอบสวนแล้ว

เบื้องต้น พบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปร่วมกระทำผิดกับเอกชนจริง สำหรับขั้นตอนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งคดีให้ ป.ป.ท.พิจารณา โดยคณะอนุกรรมการแต่ละชุดจะไปรวบรวมเอกสาร หลักฐานแล้วมาตรวจสอบ หากชี้มูลว่าไม่ผิดก็ให้ยุติ แต่หากพบว่ามีความผิดจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อส่งฟ้องต่อไป

อาจกล่าวได้ว่า ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ยืนยันหนักแน่นมาโดยตลอดว่า จะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพราะถูกกลั่นแกล้ง โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ยืนยันจะสู้คดีในชั้นศาลจนถึงนาทีสุดท้ายในวันที่ศาลนั่งบัลลังก์พิพากษาทั้งคดีแพ่งและอาญา

สำหรับขั้นตอนในการเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจากยิ่งลักษณ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ แม้การสอบสวนแล้วเสร็จและมีคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่อาจบังคับคดีให้จ่ายเงินชดเชย หรือ เข้าไปยึดทรัพย์ได้ทันที เพราะมีขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลปกครอง หรือร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ระงับการบังคับคดีได้

คดีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นวาจาไว้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ว่า “ต้องมีคนรับผิดชอบ” กับความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น 2 ปีที่เหลือของรัฐบาลตามโรดแมปที่นายกรัฐมนตรีสัญญาไว้จะเอาคนผิดมาลงโทษ รัฐบาลจะเร่งปิดคดีแพ่งและอาญากับกลุ่มข้าราชการที่มีเอี่ยวโครงการรับจำนำข้าว

สังคมต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่า รัฐบาล คสช.จะกล้าเชือดคนผิดหรือไม่ รวมทั้งจะสามารถฝ่ากระแสมรสุมทางการเมืองไปได้หรือไม่ หากยิ่งลักษณ์เกิดหลุดคดี หรือต้องติดคุกและโดนยึดทรัพย์จริงๆ

 

ผุดคณะกรรมการปฏิรูป เคาะระฆังโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472784

ผุดคณะกรรมการปฏิรูป เคาะระฆังโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจับอาการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นได้ว่ามีการส่งสัญญาณทางการเมืองบางประการออกมา เพราะได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หลายครั้งในเวลาติดๆ กัน

ดังจะเห็นได้จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2559 เรื่อง การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งเป็นเพราะต้องการใช้อำนาจมาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษเพื่อเร่งสะสางบางเรื่องโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลาไปกับการเสนอกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะการจะแก้ไขคำสั่ง คสช. หรือยุบองค์กรนั้นไม่อาจทำได้โดยอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารเพียงลำพัง แต่ต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วย ดังนั้นด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและเวลาที่ต้องหมดไปกับกระบวนการธุรการ ทำให้ คสช.เลือกที่จะใช้มาตรา 44 แทน

ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับนาทีของการใช้มาตรา 44 เนื่องจากหากรัฐบาลได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว หากภายหลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ขึ้นมา คสช.เองจะไม่สามารถใช้อำนาจมาตรา 44 ได้เต็มที่

ทั้งนี้ แม้ในร่างรัฐธรรมนูญจะยังคงให้อำนาจเด็ดขาดโดยสมบูรณ์แก่ คสช. ซึ่งหมายถึงการใช้มาตรา 44 จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แต่การใช้อำนาจนั้นก็ใช้ได้ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุด อันทำให้ คสช.ไม่สามารถใช้เครื่องมือของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการเร่งปล่อยของในช่วงโค้งสุดท้าย จึงเป็นเรื่องที่ คสช.จำเป็นต้องดำเนินการก่อนจะหมดเวลาของการใช้อำนาจ

ล่าสุด คสช.กำลังเตรียมใช้มาตรา 44 อีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนกลไกการปฏิรูป

โดยที่ประชุม คสช.เห็นชอบกับการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ในการตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีทั้งหมดร่วมเป็นคณะกรรมการ และรัฐมนตรีร่วมอีก 2 คน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้เหตุผลว่า “การตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศก็เพื่อรวมเรื่องที่ สนช. สปท.เสนอเรื่องปฏิรูปเข้ามากว่าร้อยเรื่อง เพื่อดูว่าเรื่องใดดำเนินการไปแล้วและเรื่องใดที่ยังไม่ดำเนินการ ทั้งหมดเพื่อสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นในปี 2560”

ต้องยอมรับว่าการเดินหน้าปฏิรูปประเทศยังไม่ค่อยเป็นไปตามเป้าเท่าไหร่มากนัก ซึ่งที่ผ่านมามีการสร้างกลไกหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่ยังดูเหมือนว่างานปฏิรูปในเชิงโครงสร้างยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเท่าไหรนัก

อีกทั้งในต้นปี 2560 ได้มีการคาดการณ์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กำหนดกระบวนการเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไว้หลายระยะในหมวดการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการบัญญัติให้ออกกฎหมายกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นสองเรื่องสำคัญที่ คสช.ต้องการสร้างผลงานฝากเอาไว้ก่อนอำลาจากตำแหน่ง

โดยร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวดการปฏิรูปประเทศว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศใน 7 ด้าน รวมไปถึงการต้องออกฎหมายเกี่ยวเพื่อวางแผนการปฏิรูปที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีตามมาตรา 259 ของร่างรัฐธรรมนูญ

“การปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน

ต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลา 5 ปี ให้ดำเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่ง และประกาศใช้บังคับภายใน 120 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ” บทบัญญัติของมาตรา 259

ดังนั้น หาก คสช.ไปรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก่อนแล้วถึงจะเริ่มนับหนึ่งการปฏิรูปในภาคปฏิบัติอาจไม่ทันเวลา เพราะต้องไม่ลืมว่าแม่น้ำ 5 สายยังคงมีภารกิจประจำที่ต้องดำเนินการกันอยู่ และยิ่งต้องรับภารกิจด้านการปฏิรูปในช่วงโค้งสุดท้ายเข้ามาด้วยแล้ว ทำให้ต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เสียของเหมือนอดีตที่่ผ่านมา

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องใช้ทรัพยากรที่ตัวเองเพื่อสร้างผลงานด้านการปฏิรูปออกมา เพื่อสร้างความชอบธรรมก่อนจะลงจากตำแหน่ง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นการใช้มาตรา 44 อย่างพร่ำเพรื่อก็ตาม

 

ย้อนอดีตพรบ.สงฆ์ ส่องอำนาจตั้งสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472773

ย้อนอดีตพรบ.สงฆ์ ส่องอำนาจตั้งสังฆราช

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์และสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) 84 คน ร่วมลงรายชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ในมาตรา 7 มาตราเดียว โดยสาระสำคัญของการแก้ไขอยู่ในส่วนของการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเพื่อแก้ปัญหาในอดีต

ทั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลของ สนช.ผู้เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ ระบุว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่ผ่านมา รวมถึงกลับไปใช้ความเดิมตามโบราณราชประเพณีที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จากปัจจุบันที่การแต่งตั้งต้องผ่านขั้นตอนการให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.)

เมื่อมีความเคลื่อนไหวเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นทันที โดยพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมาตั้งข้อสังเกตความผิดปกติของการเข้ามาล้วงลูก

“อาตมาบอกได้เลยว่า ถ้า พล.ต.อ. พิชิต และคณะมวลสมาชิกบางท่านใน สนช.จะฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนวุ่นวายฝุ่นตลบนี้เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ท่านจะต้องพบต้องเจอกับองค์กรพุทธและพระสงฆ์อีกจำนวนมากมายทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วย” พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าว

จากหลักการและเหตุผลประกอบการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ระบุว่า “ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา สมควรบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อเป็น การสืบทอดและธำรงรักษาไว้ ซึ่งโบราณราชประเพณีดังกล่าว โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

จะเห็นว่าแก้ไขครั้งนี้จึงเป็นการแก้ไขให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชกลับไปเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เหมือนเดิม

ทั้งนี้ หากย้อนดูความป็นมาของกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ : การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จากการสืบค้นความเป็นมาเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ พบว่ามีการบัญญัติเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นครั้งแรกใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484

พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทรศก 121  ไม่ได้กำหนด เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไว้ในกฎหมาย คงยึดตามราชประเพณี (ร.ศ. 121 หรือ พ.ศ. 2445) อยู่ใน รัชสมัย ร.5

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484  มาตรา 5 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช (พ.ศ. 2484 อยู่ในรัชสมัย ร.8)

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505  มาตรา7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จ พระสังฆราช (พ.ศ. 2505 อยู่ในรัชสมัย ร.9)

ต่อมา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มีการแก้ไขมาตรา 7 เป็น “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรวงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” (พ.ศ. 2505 อยู่ในรัชสมัย ร.9)

ทั้งนี้ 84 สนช.ได้เสนอแก้ไขเนื้อหาโดยให้ยกเลิกเนื้อหาในมาตรา 7 และเปลี่ยนเป็น “มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งและให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

ด้าน สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เปิดเผยว่า การเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์จะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือวิกฤตในวงการสงฆ์ เพราะเป็นเรื่องทาง โลก และเชื่อว่าส่วนใหญ่เห็นด้วย อาจจะมีเพียงบางส่วนที่ออกมาคัดค้าน แต่คงไม่ถึงกับออกมาเคลื่อนไหว เพราะหากเคลื่อนไหวก็ไม่ต่างอะไรกับการชุมนุมทางการเมือง และเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อวงการศาสนา จึงมั่นใจว่าจะไม่บานปลาย

ภาพประกอบข่าว

 

อิทธิฤทธิ์ มาตรา 44 ปี’60เร่งสร้างผลงานก่อนลงหลังเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472584

อิทธิฤทธิ์ มาตรา 44 ปี'60เร่งสร้างผลงานก่อนลงหลังเสือ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

2 ปีเศษในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้งัดมาตรา 44 ออกมาใช้จำนวนมาก หลักการคือเน้นแก้ปัญหาบ้านเมืองที่จำเป็นเร่งด่วน หวังดับไฟเสียแต่ต้นลม แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาที่ยุ่งยากไม่ให้เกิดความล่าช้าเหมือนอดีตที่ผ่านมา

ขณะที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่ามาตรา 44 เป็นการเร่งเครื่องการใช้อำนาจพิเศษด้วยการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จและ ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อหวังต่อท่ออำนาจตัวเองให้อยู่ยาว

นโยบายแรกๆ ในการใช้มาตรา 44 พุ่งเป้าไปที่นโยบายด้านความมั่นคงที่ คสช.ให้ความสำคัญ คือการบังคับใช้กฎหมายและจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะนโยบายการขจัดกลุ่มผู้มีอิทธิพล บ่อนการพนัน อาวุธสงคราม สินค้าผิดกฎหมาย เพราะเห็นว่ามีผลกระทบต่อสุจริตชน โดยให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เร่งขจัดสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้มาตรา 44  เพิ่มอำนาจทหารคุมการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า โดยออกมาตรการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เช่น ป้องกันการบุกรุกที่สาธารณะ ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่สาธารณะกีดขวางทางจราจร จนกลายเป็นที่มาของยุทธการทวงคืนพื้นที่ป่านับหมื่นไร่ มาแจกประชาชนที่ยากจนไร้ที่ดินทำกินตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของ พล.อ.ประยุทธ์

อีกหนึ่งปัญหาสังคม คือ เด็กแว้น ที่หมักหมมมานาน คสช.ต้องการแก้ปัญหาแบบบูรณาการและเป็นระบบ จึงใช้มาตรา 44 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2558 ออกคำสั่งเรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์

อีกปัญหาที่คาราคาซังมานานไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาจนต้องยอมแพ้ นั่นคือการดำเนินการกับกลุ่มผู้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา จนในที่สุดมีคำสั่งมาตรา 44 วันที่ 1 พ.ค. 2558 หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแต่งตั้ง “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ให้เป็นประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล

สาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว คือ ใช้ไม้แข็งลงโทษหนักกับผู้ค้าสลากเกินราคา พร้อมจูงใจการออกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว ที่สำคัญ “บิ๊กแดง” สั่งล้างบาง 5 เสือ หรือผู้ค้าสลากรายใหญ่ที่ผูกขาดโควตามายาวนาน พร้อมกับนำระบบจัดสรรใหม่มาใช้จนสามารถกระจายสลากได้อย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกันตลอดช่วง 2 ปีเศษ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 แต่งตั้งโยกย้ายแบบสายฟ้าแลบมาแล้วเกือบพันตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ไปจนถึงข้าราชการหางแถว แต่ตำแหน่งที่สร้างความฮือฮาทางการเมืองมากที่สุด คือมาตรา 44 ปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ้นจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ถูกปลดในขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง

สาเหตุที่หัวหน้า คสช.ถึงกับต้องงัดมาตรา 44 เพราะได้รับรายงานจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่าโครงการประดับไฟตกแต่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของ กทม. บริเวณลานคนเมืองวงเงิน 39.5 ล้านบาท ไม่โปร่งใส คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รับลูกสอบสวนต่อเพื่อเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกคำสั่งมาตรา 44 เอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยการสั่งพักงานชั่วคราว

ล็อตแรกช่วงเดือน พ.ค. 2558 สั่งพักงานข้าราชการจำนวน 45 คน ซึ่งมีมูลเหตุว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ ถัดมาเดือน มิ.ย. 2558 จำนวน 60 ตำแหน่ง รวมทั้งหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น นายกเทศมนตรี นายกและรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต่อมาเดือน ม.ค. 2559 ล็อต 3 สั่งพักงานผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการพลเรือน ผู้บริหาร และข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวม 59 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ จากนั้นก็มีคำสั่งมาตรา 44 สั่งพักงานทยอยออกมาเรื่อยๆ จนล่าสุดเข้าสู่ล็อตที่ 8 แล้ว

แม้รัฐบาล คสช.จะประสบความสำเร็จในการบริหารความสงบเรียบร้อยการเมืองภายในประเทศได้อย่างราบรื่น แต่ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศก็ยังเป็นมรสุมรุมเร้า

โดยเฉพาะปัญหาความปลอดภัยทางการบิน ซึ่งกรมการบินพลเรือนของไทยสอบตกตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) จนวันที่ 11 ก.ย. 2558 หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งมาตรา 44 แก้ปัญหาการกํากับดูแลและพัฒนาการบินพลเรือนของประเทศไทย โดยสาระสำคัญคือให้จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน” หรือ ศบปพ. เป็นศูนย์เฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาการบินพลเรือนโดยตรง

ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ประจำปี 2558 หรือ TIP Report ปรากฏว่าไทยยังอยู่อันดับต่ำสุด หรือเทียร์ 3 สิ่งที่น่ากลัวกว่าเทียร์ 3 คือไอยูยู หรือการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือไร้การควบคุม หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ได้ให้ใบเหลืองเตือนไทยในการแก้ปัญหาไอยูยู จนวันที่ 29 เม.ย. 2558 หัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง คสช.ตามมาตรา 44 แก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย” (ศปมผ.) เป็นศูนย์เฉพาะกิจ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ยิ่งช่วงโค้งสุดท้ายของโรดแมป คสช. พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งมาตรา 44 ต่อลมหายใจผู้ประกอบการด้วยการช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ (ทีวีดิจิทัล) จำนวน 22 ช่อง ที่ให้ขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

รวมถึงการเร่งงานปฏิรูปตามโรดแมประยะที่ 3 หรือระยะสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพราะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้มีปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน กับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม

ในปี 2560 จากนี้น่าจับตาการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 จะทยอยปั๊มออกมาอีกมากน้อยแค่ไหน เพื่อหวังสร้างผลงาน และกระชับอำนาจก่อนจะลงจากหลังเสืออย่างสง่างามตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ สัญญาไว้

 

นวัตกรรมใหม่ ‘ผู้ตรวจเลือกตั้ง’ กลไกลดการแทรกแซงในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472583

นวัตกรรมใหม่ 'ผู้ตรวจเลือกตั้ง' กลไกลดการแทรกแซงในพื้นที่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนแล้วสำหรับตำแหน่ง “ผู้ตรวจเลือกตั้ง” หนึ่งในนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คิดค้นมาแทนที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาในอดีตและหวังว่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อล่าสุดทาง ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ออกมาประกาศยอมยกธงยุติการคัดค้านแนวคิด เรื่อง “ผู้ตรวจเลือกตั้ง” พร้อมกับการไปคิดทบทวนออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวที่ทาง กรธ.อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ท่ามกลางความเห็นต่างในสังคมที่ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่าระหว่างผู้ตรวจเลือกตั้งกับ กกต.จังหวัด สิ่งไหนจะเหมาะสมกับการเมืองในอนาคตมากกว่ากัน

หากย้อนไปดูถึงที่มาที่ไป ตำแหน่งผู้ตรวจเลือกตั้งถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในอดีต ดังจะเห็นว่าระยะหลัง กกต.จังหวัดถูกมองว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนักการเมืองในพื้นที่มากจนเกินขอบเขต

สุดท้ายเมื่อต้องมารับหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจึงขาดความน่าเชื่อถือ

ในสายตาคนทั่วไปย่อมเกิดข้อกังขาว่ากลุ่มการเมือง หรือกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ ย่อมสามารถใช้ความสนิทสนมที่มีเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ กกต.จังหวัดในการจัดการเลือกตั้ง จนเกิดการได้เปรียบเสียบเปรียบในหมู่ผู้สมัครทั้งทางตรงหรือทางอ้อมไม่มากก็น้อยในแต่ละพื้นที่

ยังไม่รวมกับประเด็นการใช้อำนาจทางการเมือง อำนาจเงิน และอำนาจอื่นๆ เข้าไปจูงใจ หรือกดดันการทำงานของ กกต.จังหวัด ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทำให้ กรธ.หาทางออกด้วยการตั้งผู้ตรวจเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าวแทน

โดยผู้ตรวจเลือกตั้งจะมาจากการคัดเลือกของ กกต. ที่จะเลือกจากบุคคลที่มีภูมิลำเนาในแต่ละจังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งตามจำนวนที่เพียงพอแก่การปฏิบัติหน้าที่ครบทุกจังหวัด

พร้อมกำหนดคุณสมบัติผู้ตรวจการเลือกตั้งว่าต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ กรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการแต่งตั้ง

อีกทั้งยังต้องเป็นบุคคลที่เชื่อได้ว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความประพฤติเสื่อมเสีย และต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการ กกต.กำหนด และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่กำหนดไว้สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.

ที่สำคัญต้องไม่เป็นผู้มีคู่สมรส ผู้สืบสันดาน หรือผู้บุพการี เป็นหรือสมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเป็น สส. สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

ทั้งนี้ จะมีการจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกไว้ เมื่อถึงเวลาจะปฏิบัติหน้าที่ ให้ กกต.ดำเนินการแต่งตั้งบุคคลจากบัญชีรายชื่ดังกล่าวจังหวัดละ 5-8 คน ด้วยการจับสลากรายชื่อบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่จะแต่งตั้ง 2 คน และจับสลากรายชื่อบุคคลจากบัญชีบุคคลที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่จะแต่งตั้งจนครบจำนวน

ในมุมหนึ่งแนวคิดนี้ถือเป็นการตอบโจทย์ที่ต้องการแก้ปัญหาเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งจากกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ได้พอสมควร เพราะมีสัดส่วนคนนอกพื้นที่มารับหน้าที่จัดการควบคุมดูแลเลือกตั้งในพื้นที่มากกว่าสัดส่วนจากคนในพื้นที่

ผู้ตรวจการเลือกตั้งจะมีหน้าที่เมื่อพบการกระทำใดที่จะเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้รายงาน กกต.เพื่อดำเนินการตามหน้าที่

ส่วนกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีอำนาจแจ้งเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าไม่มีการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องให้รายงานให้ กกต.ทราบโดยเร็ว

ทว่าในมุมกลับแนวคิดเรื่องผู้ตรวจเลือกตั้งที่มาจากคนนอกพื้นที่กลับถูกมองว่าอาจเป็นจุดอ่อนที่ไม่รู้จักพื้นที่หรือรู้ว่าใครเป็นใคร มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับใคร

อีกด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ยังมองว่าข้อครหาเรื่อง กกต.จังหวัดเอนเอียงการเมืองท้องถิ่นเป็นการพูดแบบลอยๆ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ที่สำคัญที่คาดว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ว่าจะไม่เชื่อมโยงการเมืองก็เป็นการคาดหวังที่ไม่รู้ว่าความจริงแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะฝ่ายการเมืองที่คิดเอาประโยชน์ก็สามารถแทรกแซงได้อยู่แล้ว

ไม่ต่างจาก คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 กกต.มองว่าการไปให้ความสำคัญกับทั้ง กกต.จังหวัดและผู้ตรวจเลือกตั้งนั้นเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิด ต่างประเทศเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็สั่งข้าราชการทั้งประเทศช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาแทน กกต. ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ กกต.จังหวัด หรือผู้ตรวจการเลือกตั้ง

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเป็นทางออกช่วยทำให้การเลือกตั้งโปร่งใสได้มากน้อยแค่ไหน

 

ตัดแขนตัดขาเหล่าขุนพล แผนตีโอบ นวดธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472377

ตัดแขนตัดขาเหล่าขุนพล แผนตีโอบ นวดธรรมกาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางการติดตามตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อบรรดาศิษยานุศิษย์พากันออกมารวมตัวแน่นขนัดเป็นโล่มนุษย์อยู่ภายในบริเวณวัด จนเจ้าหน้าที่ต้องคิดหนักและตัดสินใจไม่ใช้มาตรการแตกหักในเวลานี้

แม้ในทางกฎหมายพระธัมมชโยจะเป็นผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับใน 3 คดี ได้แก่ 1.คดีก่อสร้างสำนักสงฆ์ รุกป่าภูเรือ จ.เลย 2.คดีก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม เวิลด์พีซวัลเล่ย์ รุกป่าเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และ 3. คดีรับของโจรฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

ทว่า การติดตามนำตัวเพื่อมาดำเนินคดีในช่วงที่ผ่านมากลับไม่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย ตั้งแต่อ้างเรื่องความเจ็บป่วยที่ปฏิเสธไม่ไปพบเจ้าหน้าที่ตามนัด ก่อนนำมาสู่การออกหมายจับในเวลาต่อมา

ปฏิบัติการพยายามเข้าไปตรวจค้นในพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ หลายรอบ ก็ดูจะเป็นเพียงแค่การกระชับพื้นที่ กดดันบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เช่นเดียวกับแผนตัดน้ำตัดไฟในบริเวณวัดเพื่อตอบโต้การรวมตัวของลูกศิษย์ลูกหาก็ยังเป็นเพียงแค่คำขู่ที่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ

ทั้งที่มีสัญญาณจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลเปิดไฟเขียวให้ดำเนินการแล้ว แต่การวางแผนเข้าไปติดตามตัวพระธัมมชโยก็ไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้

บ้างว่าเป็น “แผนรั่ว” ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงรู้เห็นเป็นใจในการวางแผนแจ้งข่าวไปยังภายในวัด บ้างว่า “เจอตอ” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่อาจตัดสินใจผลีผลามเข้าไปดำเนินการอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า

บางกระแสก็ว่าหากเปิดฉากใช้ไม้แข็ง นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่าโล่มนุษย์บุกเข้าไปในวัดก็ใช่ว่าจะสามารถหาพระธัมมชโยได้ง่ายในพื้นที่ 2,000 ไร่ ดีไม่ดีอาจบานปลายเกิดการกระทบกระทั่งกลายเป็นชนวนรุนแรงจนคุมไม่อยู่

ที่สำคัญจนถึงขณะนี้ก็ไม่มีใครออกมายืนยันได้ว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในอาณาบริเวณวัดหรืออยู่ในประเทศไทยหรือไม่

ทั้งหมดกลายเป็นกระแสย้อนกลับมากดดันเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงสั่นคลอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่พอจะทำได้ในเวลานี้ก็คือการกระชับอำนาจ กระชับพื้นที่ กดดันไปเรื่อยๆ

รวมทั้ง “ปฏิบัติการตัดแขนขา” ไล่ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องรอบตัวพระธัมมชโย เพื่อทำให้บรรดามือไม้และคนทำงานรอบตัวอ่อนกำลัง จนไม่สามารถออกมาปกป้อง อันจะทำให้การจับกุมตัวพระธัมมชโยง่ายขึ้น

หากจำได้ก่อนหน้านี้ในช่วงแรก สัมพันธ์ เสริมชีพ เคยรับหน้าที่เป็นทนายความออกมาสู้คดีให้กับพระธัมมชโยตั้งแต่แรกและมีบทบาทในการตอบโต้ชี้แจงอยู่พักใหญ่

ต่อมา สัมพันธ์ ถูกดำเนินคดีร่วมกับพวกรวม 9 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินจากการเข้าไปถือหุ้นบริษัท เอ็ม-โฮมเอสพีวี 2 แทน ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น

นอกจากจะกระทบกับทีมทนายสู้คดีของพระธัมมชโยแล้ว ยังกระทบกับทีมงานออกมาชี้แจงประเด็นต่างๆ

สอดรับไปกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะทยอยใช้มาตรการกดดันดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องและเร่งสอบสวนสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพระที่มีอำนาจบริหารจัดการภายในวัด และการนำเงินบริจาคจากสหกรณ์ไปเล่นหุ้นวงเงินร้อยล้านบาท

ยังไม่รวมไปถึงการติดเครื่องบรรดาคดีต่างๆ ที่จ่อคิวรอการพิจารณาทั้งคดีกับเวิลด์พีซมุกตะวัน อ.เกาะยาว จ.พังงา รุกป่าสงวนแห่งชาติควนจุก สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมและพื้นที่ใน จ.ภูเก็ต เกือบ 500 ไร่

ถัดมาที่ องอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่ออกมารับไม้ต่อทำหน้าที่ชี้แจงแถลงไขในช่วงต่อมา รวมไปถึงการออกมาเชิญชวนลูกศิษย์ลูกหาร่วมสวดมนต์ภายในวัด ที่ถูกมองว่าเป็นการจัดโล่มนุษย์ออกมาปกป้องพระธัมมชโย

สุดท้าย องอาจกลายสถานะเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2)

ก่อนที่องอาจจะหายหน้าหายตาไปจากความเคลื่อนไหวต่อสาธารณะท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงว่ายังไม่พบข้อมูลการหลบหนีออกนอกประเทศ

ล่าสุดกับความเคลื่อนไหวของ พระวิเทศภาวนาจารย์ รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ถูกหมายเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนไปรับทราบข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงกับพระธัมมชโยและคดีอื่นๆ รวม 13 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวออกไปสู้คดีตามกระบวนการหรือไม่

นับจากนี้จึงต้องคอยติดตามดูว่ามาตรการนี้จะสร้างแรงกดดันที่นำไปสู่การติดตามตัวพระธัมมชโยได้หรือไม่