การเมืองแผ่ว นับถอยหลังรอ เลือกตั้ง’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453451

การเมืองแผ่ว นับถอยหลังรอ เลือกตั้ง'60

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านประชามติ ต่อเนื่องด้วยการเร่งจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่วางไว้เบื้องต้นประมาณเดือน ธ.ค. 2560

บรรยากาศทางการเมืองในเวลานี้จึงดูสงบ ไร้คลื่นลม มรสุม เมื่อทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อเริ่มต้นกันใหม่ภายใต้กรอบกติกาตามระบบปกติ

เวลานี้ฝ่ายการเมืองเองต่างรู้ดีว่าการออกมาเคลื่อนไหว หรือการไปคัดง้างกับทางรัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงนี้ย่อมไม่เป็นผลดี

ประการแรก ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของ คสช. ที่แสดงศักยภาพให้เห็นหลายครั้งหลายคราผ่านคำสั่งต่างๆ ตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทั้งการพักงาน ปลด โยกย้าย ฯลฯ การไปสร้างประเด็นให้เกิดปัญหาและผลกระทบที่จะถูกเล่นงานได้ย่อมมีแต่เสียแต่เสีย

ด้วยคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ได้สกัดทุกการเคลื่อนไหวของฝั่งการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพรรคการเมืองที่ไม่อาจจัดประชุมหรือจัดกิจกรรมได้ เรื่อยไปจนถึงกลุ่มการเมืองที่แม้แต่จะออกมาเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมในช่วงที่ผ่านมายังถูกควบคุมตัวหลายหน จากเหตุผลเรื่องของความมั่นคง

ไม่เว้นแม้แต่บรรดาแกนนำพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ที่ถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติหลายรอบเพียงเพราะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือ คสช.

กฎระเบียบเหล่านี้จึงสะกดให้พรรคการเมืองและกลุ่มต่างๆ ไม่อยากเสี่ยงออกมาทำอะไรที่จะถูกเล่นงานได้ เมื่อหลายคนล้วนมีแผลที่กลัวว่าจะถูกหยิบยกมาไล่เช็กบิลเมื่อไหร่ก็ได้

ยิ่งวันนี้คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ขยับกลับมาสูงขึ้นจากช่วงหลังๆ ด้วยผลงานที่เด็ดขาดและโดนใจชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ทั้งการใช้มาตรา 44 พักงานบรรดาข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหลายรายที่เข้าไปพัวพันกรณีทุจริต

อีกทั้งเกิดกระแสไม่เอานักการเมืองและการเมืองระบบเก่า ที่ถูกตีตราว่าเป็นจำเลยของสังคมนำพาให้ติดหล่มจนไม่อาจก้าวพ้นวงจรปัญหาที่เป็นมาร่วมสิบปี

ตอกย้ำด้วยผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชน 16.8 ล้านคน หรือ 61.3% ออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องคำถามพ่วงที่ว่ากันว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกเปิดทางสืบทอดอำนาจในอนาคต ที่ประชาชน 15.1 ล้านคน หรือ 58.07% ให้ความเห็นชอบ

นี่จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักการเมืองอาจต้องมาพิจารณาตัวเอง แถมเป็นอีกเหตุผลที่ต้องเริ่มสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความขัดแย้ง ที่มีแต่จะฉุดคะแนนนิยมให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

เมื่ออีกด้านหนึ่งกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง พรรคการเมือง กำลังถูกจับตาว่าจะมีการเซตซีโร่ หรือคุมเข้มบรรดานักการเมืองมากขนาดไหน

ยังไม่รวมกับพรรคทางเลือกของไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศตัวเตรียมตั้งพรรคใหม่ ดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่จะทำให้สนามเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นการพิสูจน์ความนิยมในตัวนักการเมืองรอบสำคัญ

สอดรับไปกับอดีตนักการเมืองหลายคนเริ่มเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีที่ทำเอาหลายคนต้องถูกกันพ้นสนามการเมืองรอบใหม่ และมีอีกหลายคนที่จ่อจะถูกฟัน ทำให้หลายคนพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่สร้างปัญหา

บรรดานักการเมืองจึงอยู่ในสภาพบอบช้ำ ไร้แรงต้านทาน สิ่งที่ทำได้จึงการประคองตัวไปให้ถึงการเลือกตั้ง เพราะหากยิ่งดิ้นก็มีแต่จะยิ่งสร้างปัญหา

จากที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ตลอดจนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าระยะหลังบทบาทเหล่านี้เริ่มลดน้อยถอยลงไป

เพื่อไทยเองก็เริ่มหันไปทำพื้นที่มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง มากกว่าการออกมาเปิดศึกกับทาง คสช. เมื่อไม่มีปมร้อนให้มาขยายแผล การไปแข่งขันในสนามเลือกตั้งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ไม่ต่างจากฝั่งประชาธิปัตย์ ที่เสียศูนย์จากจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จนขยายรอยร้าวในพรรคระหว่างฝั่งประชาธิปัตย์และ กปปส. ให้ห่างไกลกันออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่ไม่อาจจัดกิจกรรมในนามพรรคได้ ก็หันไปทำกิจกรรมในฐานะประธานมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เดินสายลงพื้นที่แจกถุงยังชีพกับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ

สัญญาณต่างๆ ล้วนชี้ให้เห็นการเฝ้ารอการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจะได้กลับสู่ถนนการเมืองตามระบบปกติอีกครั้ง

 

ยุติ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ เมล็ดพันธุ์‘พธม.’ยังคงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453449

ยุติ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ เมล็ดพันธุ์‘พธม.’ยังคงอยู่

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นเรื่องให้ต้องจับตาต่อจากนี้ภายหลังศาลฎีกาตัดสินให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำคุกเป็นเวลา 20 ปี จากกรณีทำเอกสารเท็จค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยรวมกว่า 1,000 ล้านบาทก่อนส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในนามกลุ่มพันธมิตรฯ จะยังคงมีต่อไปหรือไม่ หรือจะหมดพลังลงไป หลังเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานตลอดเกือบ 10 ปี เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เพราะเมื่อแกนนำคนสำคัญถูกคำพิพากษา

สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อธิบายว่า ต้องทำความเข้าใจก่อน แกนนำพันธมิตรฯ โดย 5 แกนนำได้ประกาศยุติบทบาทอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ทว่า การเคลื่อนไหวที่เห็นเป็นกระแสอยู่บ้าง เป็นเฉพาะแค่บางประเด็นบางกลุ่ม เป็นมวลชนที่สนและติดตามเคลื่อนไหวต่อเนื่องมากอยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่าเมื่อแกนนำจะอยู่หรือจะหยุดหรือพัก มวลชนเหล่านี้จะเคลื่อนไหวต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเป็นทางการของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยุติไปหลังจากแกนนำประกาศ

อย่างไรก็ดี ในแง่อุดมการณ์การต่อสู้หรือสามัญสำนึกทางการเมืองได้ถูกจุดขึ้นจากการต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี 2548 ทำให้คนเหล่านี้มีความตื่นตัวทางการเมือง เป็นมวลชนที่เอาการเอางาน ถามว่าแล้วจะพัฒนาต่อไปหรือไม่อย่างไร มันคาดการณ์ยาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยและสถานการณ์การเมืองข้างหน้าด้วย ทั้งนี้ จะกลับมารวมกันอีกได้หรือไม่หรือในเงื่อนไขอะไร เป็นเรื่องต้องทำความเข้าใจ

สุริยะใส ยกตัวอย่าง กรณีพันธมิตรฯ เมื่อยุติบทบาทลงไปแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. และไม่คิดว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ จะมาเป็นแกนนำ สถานการณ์อาจสร้างอะไรหลายๆ อย่างที่นอกเหนือจากการคาดการณ์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ คาดการณ์แนวโน้มกัน

สุริยะใส ขยายความต่อว่า ขบวนการเคลื่อนไหวหลักๆ มันมีลักษณะกระจัดกระจาย ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อหลัก มากกว่าใช้การชุมนุมเหมือนแบบเดิม การชุมนุมจะใช้อีกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เว้นแต่สถานการณ์เป็นเงื่อนไขให้เกิดเหมือนเช่น กปปส.

กรณีของสนธิแน่นอนมีพลังในการเปิดโปง เพราะได้รับการยอมรับสูงในเรื่องทำการบ้าน มีข้อมูลที่ดี และมีพลังในการเปิดโปง โดยเฉพาะระบอบทักษิณ ทำให้มีประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมมหาศาล รวมทั้งเปิดโปงระบบการเมือง โครงสร้างทางสังคมไม่ชอบมาพากล

“คุณสนธิเป็นคนทำหน้าที่เป็นคนเปิดโปง ให้ข้อมูล ในฐานะสื่อมวลชน เมื่อขาดคุณสนธิไป ผมว่าก็อาจลดหายไปบ้าง ถามว่ากระทบกับพันธมิตรฯ ไหม ในแง่มวลชนคนที่ผูกพันกับคุณสนธิซึ่งเป็นแกนหลักพันธมิตรฯ เมื่อก่อนต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันจนยุติบทบาท ยังรักใคร่ใกล้ชิดคุณสนธิแน่นอนย่อมใจหายเป็นธรรมดา แต่ถามว่าถึงขั้นท้อถอยหมดกำลังใจ ผมไม่เชื่อ ผมเชื่อว่าพลังเคยต่อสู้ทางการเมืองตลอด 10 ปีอย่างเอาการเอางาน จะไม่ยอมแพ้หรือถดถอยง่ายๆ และพร้อมก้าวข้ามสถานการณ์แบบนี้ไปได้”

อย่างไรก็ตาม แม้แกนนำจะยุติบทบาท แต่มวลชนกลุ่มนี้ยังคงเฝ้าดูสถานการณ์ วันหนึ่งอาจจะมีแกนนำรุ่นใหม่กลุ่มอื่นมาก็ได้ ถ้าประชาชนหรือมวลชนรับได้ และส่วนตัวคิดว่าในฐานะทำงานมวลชน แกนนำไม่ได้มวลชนเป็นของใครคนไหน แต่มวลชนมีเสรีที่จะเลือก อาจจะใจหายบ้าง ระยะยาวเชื่อว่ามวลชนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่หรือมีประสบการณ์ร่วมต่อสู้มา จะเป็นพลังสำคัญในการปฏิรูปประเทศ สร้างบ้านแปลงเมืองในระยะยาวได้

ขณะที่ ประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รุ่น 2 ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ การต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนซึ่งถูกหว่านไปทั่วประเทศ โดยมวลชนเหล่านี้มีความตื่นตัวเข้าใจการเมือง ปัญหาประเทศเป็นอย่างดี มีจิตสำนึก ในการเข้าร่วมในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง เพราะความพื้นฐานความรู้ทางการศึกษาเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ แน่นอนบทบาทพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา โดยสนธิ เป็น 1 ใน 5 ของแกนหลักในการจุดเทียนประกายไฟให้คนลุกขึ้นมาสู้ ถือเป็นคนที่มีบทบาทมากที่สุดในการทำให้การเมืองภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง และก็ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เติบโตเข้มแข็งขึ้นมา

แต่เมื่อพันธมิตรฯ ต่อสู้ไปได้ระดับหนึ่งช่วงของการโค่นล้มขับไล่ระบอบทักษิณ เห็นว่าภาระหน้าที่ดูแลบ้านเมืองหรือการเมืองในภาคประชาชน มันไม่ควรถูกผูกขาดหรืออยู่ในบ่าของแกนนำ 5 คนเพียงอย่างเดียว จึงประกาศสลายตัวในวันที่ 23 ส.ค. 2556 เพื่อเปิดให้กลุ่มมวลชนต่างๆ มีอิสระในการเข้าร่วมต่อสู้การเมืองภาคประชาชน ทำให้เกิดการนำใหม่ๆ ขึ้นมา

จนกระทั่งเกิดเป็น กปปส. นำโดยสุเทพ แต่มวลชนที่เข้าร่วมในการต่อสู้ทั้งพันธมิตรฯ หรือ กปปส. แทบเป็นกลุ่มเดียวกัน อาจมีมวลชนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง แต่สะท้อนให้เห็นว่าแม้ไม่มีสนธิ มวลชนก็พร้อมต้อสู้ เคลื่อนไหว ถ้ามันมีประเด็นปัญหาบ้านเมืองไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม หรือผู้ปกครองประเทศใช้อำนาจโดยไม่ชอบสร้างความเสียหายให้ประเทศ

“ในวันนี้ถึงแม้ว่าคุณสนธิถูกคำพิพากษาของศาลให้จำคุก ซึ่งมันเป็นเรื่องเก่า ไม่เกี่ยวกับขบวนการต่อสู้ ก็คงมีผลต่อจิตใจประชาชนบ้าง แต่ไม่ถึงจะหยุดขบวนการประชาชนได้ ซึ่งขบวนการประชาชนจะเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยสำคัญ คือ การบริหารและการใช้อำนาจการปกครองของผู้บริหารบ้านเมืองเป็นสำคัญ

เมื่อผู้บริหารปกครองประเทศดำเนินการไม่ชอบ จะเกิดกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา เมล็ดพันธุ์พันธมิตรฯ ที่ปลูกหว่านไปทั่ว พร้อมรวมตัวเมื่อไหร่ก็ได้ เข้าร่วมสนับสนุนใครก็ได้ที่คิดและเชื่อมั่นว่าผู้นำมีความเสียสละเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน”

ประเด็นการเมืองภาคประชาชนมันจะห่อเหี่ยว จะฝ่อ หรือล่มสลายไปไหม รัฐบาลหรือใครก็ตามอย่าไปประเมินเช่นนั้น เพราะประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชนมันบอกอยู่แล้ว ซึ่งผู้นำเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของบ้านเมือง ไม่มีใครเป็นผู้นำภาคประชาชนตลอดไป

แต่เหตุสำคัญถ้าปัจจัยไม่มี ภาคการเมืองประชาชนก็กระจายตัวไป แต่ก็ยังดูแลติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าประชาชนหลับหูหลับตา ถ้าการปฏิรูปประเทศ การแก้ปัญหาด้านพลังงาน หรือการบริหารประเทศส่อไปในทางไม่สุจริต ก็อาจจะรวมตัวเมื่อไหร่ก็ได้ รัฐบาลไม่ควรดูแคลนพลังประชาชน การไม่มีผู้นำหรือผู้นำบางคนหมดบทบาทไป ไม่ได้หมายความว่าพลังของมวลชนจะหมดไปด้วย ดังนั้น แนวโน้มทิศทางการเมืองภาคประชาชนก็ยังควบคู่การเมืองกระแสหลักอยู่เสมอ

 

เปิดร่างพรบ.พรรคการเมือง คุมเข้มหาเสียงเกินจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453212

เปิดร่างพรบ.พรรคการเมือง คุมเข้มหาเสียงเกินจริง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เรียบร้อยแล้วสำหรับร่างแรก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาส่งให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีทั้งสิ้น 6 หมวด 147 มาตรา

หากเปิดเฉพาะสาระสำคัญในร่างกฎหมายดังกล่าว อาทิ หมวด 1 การจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การจัดตั้งพรรคการเมือง มาตรา 8 ต้องมีสมาชิกตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปเพื่อขอจัดตั้งพรรค เป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ขณะเดียวกัน มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ผู้ที่มาเป็นสมาชิกพรรคจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น และต้องมีสมาชิกร่วมกับผู้จัดตั้งพรรครวมแล้วไม่น้อยกว่า 5,000 คน

ส่วนที่ 2 การจดทะเบียนพรรคการเมือง มาตรา 18 ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคยื่นคำขอจดทะเบียนพรรคการเมืองภายในวันที่หนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งพรรคมีผลบังใช้อยู่ พร้อมทั้งส่งนโยบายของพรรคและข้อบังคับพรรค รายชื่อผู้สมัคร และสำเนารายงานการประชุมจัดตั้งพรรค

หมวด 2 การดำเนินกิจการ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการกำหนดนโยบายเพื่อโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ซึ่งมาตรา 21 ระบุว่า กรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบร่วมกันในบรรดามติของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง

อย่างไรก็ดี กรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ต้องรับผิดชอบตามวรรคดังกล่าว หากพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ร่วมกระทำการนั้น และได้คัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง โดยได้ปรากฏในรายงานการประชุมหรือได้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานที่ประชุม ภายใน 7 วัน นับแต่สิ้นสุดการประชุมในกรณีที่ไม่ปรากฏในรายงานการประชุม

ขณะที่ มาตรา 22 คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้สมาชิกกระทำการฝ่าฝืนอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือประกาศ กกต. ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

ในการที่ปรากฏว่าคณะกรรมการบริหารพรรคฝ่าฝืนตามวรรคดังกล่าวให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของ กกต.มีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง

นอกจากนี้ มาตรา 37 กรณีที่สมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน เห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก

จะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ทั้งนี้ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับพรรคขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มติข้อบังคับดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไป

มาตรา 40 การตั้งสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 200 คน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองนั้น และเมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคแล้วให้ออกหนังสือรับรองการจัดตั้งสาขาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

มาตรา 44 ห้ามมิให้พรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ส่วนที่ 2 การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งและการกำหนดนโยบาย เพื่อโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง มาตรา 50 การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเห็นของที่ประชุมสาขาพรรคและที่ประชุมสมาชิกพรรค

และ ก่อนประกาศนโยบายดังกล่าวพรรคการเมืองต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย (2) ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย (3) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (4) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้ กรณีที่พรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามกรอบ กกต.สามารถสั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบายดังกล่าว

หมวด 3 การเงินและการสนับสนุนพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การเงินของพรรคการเมือง มาตรา 52 บัญชีของพรรคการเมืองและบัญชีสาขาพรรค (1) บัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับและค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย (2) บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคตามมาตรา 69 (3) บัญชีแยกประเภท (4) บัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน มาตรา 55 รายได้และทรัพย์สินที่พรรคการเมืองได้รับตาม พ.ร.บ.ประกอบนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

หมวด 4 การสิ้นสภาพ การเลิก และการยุบพรรคการเมือง มาตรา 105 กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใด เพราะเหตุตามมาตรา 101 และปรากฏหลักฐานอันควร เชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนร่วม รู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขการกระทำดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้นั้นนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

 

พันธมิตรฯไม่สะเทือน แต่หนีแรงสะท้านไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453211

พันธมิตรฯไม่สะเทือน แต่หนีแรงสะท้านไม่พ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นประเด็นข่าวใหญ่ไม่น้อยสำหรับกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในคดีกระทำผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากกรณีที่บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จ ว่ามีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป

ผลของคดีนี้ถือว่าเป็นที่สุดแล้ว “สนธิ” ต้องเดินหน้ารับโทษตามคำพิพากษาของศาลจนครบกำหนด หรือครบเงื่อนไขที่สามารถขอลดและบรรเทาโทษได้

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ต้องให้ขบคิดกันต่อไป ว่าในวันที่พันธมิตรฯ ไม่มีคนที่ชื่อ “สนธิ” แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนธิ คือ หัวใจสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 ก่อนการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ สนธิเป็นผู้นำคนเดียวและคนแรกที่จุดกระแสต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร จากนั้นจึงมีการตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ ในเวลาต่อมา

สนธิ เป็นแกนกลางคนสำคัญในการรวบรวมภาคประชาชนเพื่อจัดรูปองค์กรต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ แม้การล้มลงของรัฐบาลทักษิณ จะไม่ได้มาจากผลของการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่ก็ทำให้เกิดยุคเฟื่องฟูของการเมืองนอกสภากลับมาอีกครั้ง

บทบาทการเป็นผู้นำม็อบเสื้อเหลืองของสนธิ โดดเด่นอย่างถึงที่สุดเมื่อครั้งมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์

เวลานั้นพันธมิตรฯ สามารถยกระดับการชุมนุมแบบที่ไม่เคยมีม็อบการเมืองกลุ่มไหนทำได้มาก่อน เช่น การถ่ายทอดสดการชุมนุมผ่านสื่อของตัวเองทั้งวันทั้งคืน หรือการเข้ายึดสถานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

อาจเรียกได้ว่าเป็นแม่เหล็กคนสำคัญที่ช่วยดึงดูดให้มวลชนมาร่วมกับพันธมิตรฯ มากขึ้น และสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลสมัครและสมชาย

แต่งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยุติบทบาทตัวเอง ภายหลังสมชายพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุของการยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งตามมาด้วยการขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกฯ

การปิดฉากลงของรัฐบาลสมชาย ไม่ต่างอะไรกับการปิดตัวลงของกลุ่มพันธมิตรฯ และสนธิอย่างไม่เป็นทางการ เพราะเวลานั้นพันธมิตรฯ เปลี่ยนรูปแบบของการเคลื่อนไหวไปเป็นการจัดเวทีอภิปรายแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวลานั้นไม่ได้มีเงื่อนไขที่ทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นมาได้

ทั้งนี้ มีเพียงอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุม โดยเป็นการชุมนุมในเรื่องปัญหาข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แต่การชุมนุมไม่ได้ยืดเยื้อและจบลงในที่สุด

นับจากนั้นเป็นต้นมาบทบาทของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เงียบหาย บางส่วนสร้างพื้นที่แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องกิจการพลังงานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนตัวของสนธิเองยังคงทำหน้าที่ของสื่อมวลชนผ่านการจัดรายการในสื่อของตัวเอง

ยิ่งในช่วงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้มุ่งหน้าสู่ท้องถนนเหมือนอย่างที่เคย ปล่อยให้กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นองค์กรในการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ฝ่ายเดียว โดยขออยู่นอกสนามรบเท่านั้น

ขณะเดียวกัน แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันสนธิจะสิ้นเสรีภาพ แต่ด้านหนึ่งก็คงไม่มีผลกระทบในเชิงโครงสร้างของกลุ่มพันธมิตรฯ มากนัก เพราะต้องยอมรับว่าฐานของมวลชนที่สนธิและแกนนำพันธมิตรฯ สร้างเอาไว้ตั้งแต่การสู้กับทักษิณถึงสองครั้งใหญ่นั้นมีความเข้มแข็งพอสมควร ดูได้จากเวลาที่เครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ จัดเวทีอภิปรายเรื่องต่างๆ พบว่ายังมีคนเข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก

หากจะให้บอกว่าในวันที่สนธิไม่อยู่จะไม่มีผลกระทบกลุ่มพันธมิตรฯ เลยก็คงเป็นการมองโลกสวยเกินไป

ต้องไม่ลืมว่าสนธิเป็นแม่ทัพของพันธมิตรฯ ทั้งในยามสงบและยามรบ ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามระดมความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็ยังต้องส่งตัวแทนเข้ามาพบกับสนธิโดยตรง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรฯ คือ สนธิ และ สนธิ คือ พันธมิตรฯ

แต่กระนั้น พันธมิตรฯ ก็ไม่น่าจะสะเทือนมากนัก จนถึงขั้นล่มสลาย เพราะองค์กรพันธมิตรฯ ได้ทำการปรับตัวมาตลอด สร้างคนรุ่นใหม่ๆ ให้ขึ้นมามีบทบาทในสาธารณะมากขึ้น ไม่ปล่อยให้การนำผูกขาดอยู่กับสนธิ หรือแกนนำรุ่นเก่าๆ เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น จังหวะก้าวของพันธมิตรฯ ในเวลาที่ไม่มีสนธิจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

เซตซีโร่ กกต. ปมร้อน วัดใจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452916

เซตซีโร่ กกต. ปมร้อน วัดใจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสความขัดแย้งภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นชนวนร้อนที่ห่วงกันว่าสุดท้ายอาจบานปลาย จนสบช่องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยิบยกเป็นเงื่อนไข “เซตซีโร่” และเป็นโอกาสให้ยกเครื่องบุคลากรที่จะเข้ามาจัดการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีหน้า

แรงกระเพื่อมรอบนี้มาจากปมเรื่องเก้าอี้ประธาน กกต. ที่ถึงคราว “หมดรอบ” ตามที่ ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เคยให้ “สัญญาใจ” ไว้กับบรรดา กกต.คนอื่นว่าจะรับตำแหน่งเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น และจะเปิดให้มีการสลับสับเปลี่ยนให้คนอื่นได้ขึ้นมาทำหน้าที่บ้าง

ทว่า ผ่านพ้น 2 ปี แล้ว ยังไม่มีสัญญาณการขยับหรือมีทีท่าจะได้คัดเลือกตำแหน่งประธานกันใหม่ ทำให้ปฏิบัติการแซะเก้าอี้ประธาน กกต.เริ่มต้นขึ้น

แต่กระนั้น ศุภชัย เองชี้แจงว่า ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง แต่เนื่องจากติดภารกิจการจัดการออกเสียงประชามติที่เพิ่งผ่านพ้นไป และที่สำคัญหากมีการลาออกจากตำแหน่งประธาน กกต. ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง กกต.ไปด้วยหรือไม่

รวมทั้งการแต่งตั้งประธาน และกรรมการ กกต. ใหม่นั้นเป็นที่เกรงว่า อาจขัดคำสั่ง คสช. ที่ 40/2559 ที่ให้งดการสรรหากรรมการองค์กรอิสระทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายที่ประชุม กกต.ได้สั่งให้ทางสำนักงาน กกต. สอบถามไปยัง คสช. โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อไป

แต่ทั้งหมดล้วนไม่เป็นผลดีกับทาง กกต.เมื่อภาพลักษณ์การทำงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง จนเกิดกระบวนการขัดแข้งขัดขา หากเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือและการทำงานในอนาคต

ส่วนที่ห่วงกันว่าอาจเปิดช่องให้ คสช.เข้ามาเซตซีโร่องค์กรอิสระแห่งนี้นั้น เป็นเพราะหนึ่งภาระหน้าที่สำคัญอย่างการจัดการออกเสียงประชามติได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ก็เป็นเรื่องของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะดำเนินการจัดทำและส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยข้อเสนอของ กกต.ที่จะส่งให้ กกต.นั้นก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ดังนั้นจึงแทบไม่เหลือหน้าที่สำคัญที่ คสช.ต้องหวังพึ่ง กกต. เพราะแม้ในกรณีที่จะเซตซีโร่กันจริง งานปกติตามกลไกสำนักงาน กกต.เองก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้

อีกด้านหนึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาการทำงานของ กกต.เองก็ยังพบปัญหาความสับสน รวมไปถึงการทำงานที่ออฟไซด์หลายเรื่อง จนเป็นชนวนสร้างความไม่พอใจให้กับ คสช.และแม่น้ำสายอื่น

จังหวะนี้จึงสุ่มเสี่ยงที่จะอาจนำไปสู่การเซตซีโร่ของ กกต.ได้ โดยเฉพาะเมื่อ คสช.เองก็มีอำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 ในมือที่สามารถดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว และไม่มีผลให้ถูกเอาผิดย้อนหลัง

ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เมื่อเดือนก่อน สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ก็เคยเตรียมเสนอขอเซตซีโร่การทำงานของ กกต.ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางรูปแบบการทำงานของ กกต. เป็นบอร์ด ไม่แบ่งแยกด้านต่างๆ ในการทำงาน เปลี่ยนมาให้ทุกคนช่วยกันดูแลงานทุกด้าน

ถือเป็นการเริ่มทดลองตั้งแต่ตอนนี้ โดยไม่ต้องรอให้มี กกต.เพิ่มใหม่อีก 2 คน เพราะหากทำภายหลังอาจไม่พร้อมกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการโละ กกต.ทั้ง 5 คน

ขณะที่การตั้ง กกต.ใหม่ ในอนาคตนั้นตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้มี 7 คน ดังนั้น การจะปล่อยให้ กกต.ชุดปัจจุบันดำเนินการไปก่อน จนถึงเลือกตั้งครั้งหน้า หรือจะตั้งเพิ่มอีก 2 คน หรือจะเซตซีโร่แล้วตั้งทีเดียว 7 คนจึงไม่อาจรู้ได้ว่า คสช.จะตัดสินใจอย่างไร

แต่ทว่าหาก คสช.เลือกเซตซีโร่ กกต.แล้วเลือกใหม่ทั้ง 7 คน ขึ้นมารับภารกิจจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช.

หลังจากที่เคยพยายามผลักดันให้ สว.ชุดใหม่เข้ามาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จไปแล้วรอบหนึ่ง ถัดมายังมีความพยายามจะผลักดันให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามามีส่วนจัดเลือกตั้งแทน กกต. และให้ กกต.ไปดำเนินการให้ใบเหลืองใบแดง

หากครั้งนี้ คสช. คิดจะเปลี่ยนชุด กกต.ใหม่ย่อมต้องถูกมองว่าเป็นเพราะต้องการคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้เข้ามาคุมเลือกตั้งปลายปี 2560 ที่ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

ปัญหาเรื่องเซตซีโร่นั้น วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า ไม่มีแนวโน้ม สื่อถามก็ตอบ ต้องไปทำกฎหมาย โอกาสแบบนี้เกิดได้กับทุกองค์กรว่าจะเขียนกฎหมายลูกอย่างไร

ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวว่า  ยังตอบไม่ได้ว่าจะเซตซีโร่หรือไม่ อย่าเพิ่งพูดอะไรที่ทำให้ขวัญกระเจิง

ทั้งหมดนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญ ที่ทาง คสช.ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกเดินทางไหน

 

ปิดฉาก “สนธิ ลิ้มทองกุล” สลายพลังกลุ่มพันธมิตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452915

ปิดฉาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" สลายพลังกลุ่มพันธมิตรฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สิ้นเสียงคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 6 ก.ย. อาจเรียกได้ว่า เป็นการปิดตำนานของชายที่ชื่อว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็คงไม่ผิดนัก

ศาลพิพากษาให้สนธิจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ฐานกระทำผิด พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากกรณีที่บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำสำเนา รายงานการประชุมของกรรมการบริษัท ที่เป็นเท็จว่า มีมติให้ บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป

“ทั้งรักและชังทักษิณ”

ในการรับรู้ของสังคม ย่อมรู้จักสนธิในฐานะที่เป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่อีกบทบาทหนึ่งยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการสื่อสารมวลชนด้วย

กล่าวคือ เป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีสื่อในมือครบวงจรทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ธุรกิจในกลุ่มของผู้จัดการประสบปัญหาอย่างรุนแรง จนสนธิต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

อย่างที่ทราบกันดีว่า แม้ในปัจจุบันสนธิและทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะบาดหมางกันอย่างไร แต่ในครั้งหนึ่งทั้งสองคนต่างมีความสัมพันธ์อันดีกันมาก่อน ซึ่งสะท้อนได้จากการจัดรายการของสื่อในเครือผู้จัดการที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่นำโดยทักษิณในเวลานั้น

ทว่าจากคนเคยรักกันกลับต้องมาชิงชังกันอย่างไม่น่าเชื่อ

สนธิ เคยให้สัมภาษณ์กับจุลสาร “ราชดำเนิน” ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการออกมาต่อต้านทักษิณว่า “ช่วงแรกของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เราให้โอกาสไทยรักไทย เพราะสิ่งที่เขาพูดตลอดเวลาว่าจะแก้ปัญหาประเทศชาติเช่นการลงไปแก้ปัญหาระดับรากหญ้า แต่พอช่วงปี 2544-2545 ลายเริ่มออกปี 2547 มันเริ่มชัด”

“ก่อตั้งพันธมิตรฯ”

จากนั้นฟางเส้นสุดท้ายที่เชื่อมสนธิกับทักษิณก็ขาดสะบั้นลงเมื่อปี 2548 ภายหลังสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท ประกาศปลดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ออกจากผังรายการของสถานี เวลานั้น

อย่างไรก็ตาม สนธิยังคงเดินหน้าจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นรูปแบบของการสัญจรไปในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทักษิณในหลายแง่มุม

ตรงนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการขับไล่รัฐบาลทักษิณ จนนำมาสู่การนัดชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า “กู้ชาติ” ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2549 พร้อมกับยื่นเรื่องผ่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทหารแสดงจุดยืนต่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้น ซึ่งเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่ของประเทศไทยในรอบหลายปี ตั้งแต่สิ้นสุดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535

จากการชุมนุมกู้ชาติที่นำโดยสนธิเพียงคนเดียว ต่อมาได้เกิดการรวมตัวกับกลุ่มภาคประชาชนและร่วมกันจัดตั้ง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อชุมนุมกดดันให้ทักษิณออกจากตำแหน่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทักษิณตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่

“สร้างปรากฏการณ์ใหม่ม็อบ”

ถึงจะมีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ แต่สนธิยังคงเป็นศูนย์กลางคนสำคัญ อีกทั้งยังสร้างปรากฏการณ์การถ่ายทอดสดการชุมนุมผ่านทางโทรทัศน์ดาวเทียมและสื่อทุกประเภทในเครือของผู้จัดการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงแรกสิ้นสุดลง ภายหลัง พล.อ.สนธิ นำกำลังทหารทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณในวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งในปี 2551 สนธิและแกนนำพันธมิตรฯ ก็ได้กลับมาชุมนุมอีกครั้ง โดยมีการสร้างปรากฏการณ์ในหลายแง่มุมเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น การยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ชุมนุม การปิดท่าอากาศยานดอนเมือง และสุวรรณภูมิ เพื่อกดดันรัฐบาล ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ยาวนานที่ยังไม่เคยมีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใดทำได้มาก่อน

การต่อสู้ของพันธมิตรฯ และสนธิ จบลงด้วยการที่พ้น “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เป็นอันปิดตำนานม็อบเสื้อเหลืองอย่างเป็นทางการ

ส่วนแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้รวมจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” และให้สนธิเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงแรกก่อนที่จะลาออกในเวลาต่อมา เพื่อขอทำงานการเมืองภาคประชาชนอย่างเดียว

“ชีวิตเฉียดตาย”

ถ้าจะบอกว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของสนธิ คือ การเปลี่ยนตัวเองจากผู้ทำหน้าที่สื่อมาเป็นผู้นำม็อบดังนั้น การเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลังจากถูกลอบสังหารเมื่อเดือน ต.ค. 2552 ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของสนธิเช่นกัน โดยได้รับบาดเจ็บตามร่างกายและใช้เวลารักษาตัวอยู่นานกว่าจะเป็นปกติ

แต่กระนั้น ชีวิตในวัย 69 ปีของสนธิ จะผ่านจุดเปลี่ยนชีวิตมากี่ครั้ง ก็คงไม่มีครั้งไหนจะใหญ่เท่ากับครั้งนี้ที่ต้องมุ่งหน้าเข้าสู่เรือนจำคำพิพากษาของศาล ซึ่งด้านหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ตัวเองพอจะรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์นี้ หลังจากแพ้คดีมาถึงสองศาล

เส้นทางแสนผาดโผนของสนธิที่สิ้นสุดลง ทำให้ต้องรอดูว่า นับจากนี้ไปกลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อต้องขาดหัวขบวนสำคัญคนนี้

 

งบปี’60 รัฐสภาต้องปฏิรูป ศาล-องค์กรอิสระ ระวังระบบอุปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452742

งบปี'60 รัฐสภาต้องปฏิรูป ศาล-องค์กรอิสระ ระวังระบบอุปถัมภ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่มี “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.คลัง เป็นประธาน ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาทที่ผ่านการพิจารณาแล้วให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ในวันที่ 8 ก.ย. โดยคณะ กมธ.มีข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้

1.การปฏิรูประบบการจัดทำงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 หน่วยงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มมุ่งผลสัมฤทธิ์มากขึ้น แต่มีบางหน่วยงานที่ยังคงใช้การจัดทำงบประมาณแบบเดิมไม่มีเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จะต้องมีการพิจารณาทบทวนการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และตัวชี้วัดของกระทรวงและหน่วยงานให้สะท้อนถึงความสำเร็จของงาน และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

2.การจัดเก็บรายได้ของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีควรศึกษาโครงสร้างภาษีของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศไทยให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศและสามารถจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น เช่น การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้จัดเก็บได้ถึง 10% เพื่อให้สามารถนำรายได้ดังกล่าวมาใช้ภารกิจตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งยังได้รับจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ

3.สำหรับกรณีองค์การมหาชนบางแห่งที่มีภารกิจซ้ำซ้อน หรือมีภารกิจที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น หรือภาคกิจหมดความจำเป็นแล้ว หรือเป็นภารกิจที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ต้องพิจารณาทบทวน ตรวจสอบ และประเมินศักยภาพองค์การมหาชน ตามระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานว่าหน่วยงานนั้นๆ ควรดำเนินการต่อตามสถานภาพเดิมหรือยุบรวมไปอยู่ภายใต้การ กำกับดูแลของหน่วยงานหลัก หรือ ยุบเลิกองค์กร

4.หน่วยงานของศาล และหน่วยงานอิสระของรัฐ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบ กำกับ และควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ไม่ควรจัดทำหลักสูตรโครงการฝึกอบรมที่นำบุคลากรในองค์กรของตนมาอบรมร่วมกับข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และเอกชน เพราะจะเกิดเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ระหว่างกัน จนอาจมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบกำกับและควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ได้ รวมทั้งให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานต่างๆ โดยเคร่งครัด

5.กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ควรทบทวนแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง

โดย กยศ.ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามหลักการที่รัฐต้องจัดสวัสดิการให้เด็กเรียนฟรี 15 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ควรเรียกเก็บค่าการศึกษาใดๆ เพิ่มขึ้น สำหรับ กรอ.ต้องทบทวนการกำหนดหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมโดยใช้คะแนนผลการศึกษา รวมทั้งการติดตามทวงหนี้โดยใช้วิธีจ้างทนายความหรือใช้มาตรการเครดิตบูโร ถือเป็นการทำร้ายเด็กและเยาวชน

6.รัฐสภา จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูประบบการบริหารงานอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์และความสง่างามของความเป็นรัฐสภาไทยให้ทัดเทียมกับรัฐสภาต่างประเทศ โดยต้องเริ่มต้นตั้งแต่การแยกพื้นที่การประชุม พื้นที่ทำงาน และพื้นที่บริการ ให้ชัดเจน มีการใช้เครื่องควบคุมเพื่อคัดกรองคนผ่านเข้า-ออกแต่ละพื้นที่อย่างเข้มงวด

อีกทั้งต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้ประธานรัฐสภามีอำนาจในการบริหารและเคลื่อนย้ายการใช้ทรัพยากรระหว่างสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้มีความคล่องแคล่วและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงกำหนดจำนวนอัตรากำลังและการพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการให้มีความสมดุลกับปริมาณงานที่แต่ละสภาต้องรับผิดชอบ

7.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการพิจารณาคดีทุจริตที่มีความล่าช้า และกำหนดมาตรการลงโทษกับผู้รับผิดชอบทำคดีที่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ เพื่อกระตุ้นให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น

8.สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีการเน้นย้ำในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้กับอัยการประจำจังหวัดต่างๆ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอกลวงให้จ่ายเงินในการวิ่งเต้นคดี

ขณะเดียวกัน ในรายงานฉบับนี้ยังได้ระบุถึงรายการเพิ่มงบประมาณทั้งสิ้น 19 รายการ รวมเป็น 17,980,242,800 บาท อาทิ

งบกลาง เพิ่มขึ้น 5,097,423,100 บาท เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ สำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนการดำเนินงาน จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐและใช้จากแหล่งเงินอื่นได้

กระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้น 220,000,000 บาท เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปกป้องอธิปไตยและการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศในความรับผิดชอบของกองทัพบก

หน่วยงานรัฐสภา เพิ่มขึ้น 128,454,600 บาท แบ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 66,212,200 บาท เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการให้ความรู้ การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ รวมไปถึงส่งเสริมความสัมพันธ์กับองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 62,242,400 บาท เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ และการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมกับการปฏิรูปประเทศไทย

 

มท.จัดเลือกตั้ง ดาบสอง ปูทางสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452741

มท.จัดเลือกตั้ง ดาบสอง ปูทางสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านดังขึ้นทันที หลังจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาจุดประเด็นเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง แทนกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ไม่น่าแปลกใจเพราะข้อเสนอที่ออกมา ย่อมถูกมองว่าเป็นการดึงบ้านเมืองให้เดินถอยหลังย้อนกลับไปเผชิญกับปัญหาเหมือนในอดีต

ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีกระบวนการต่อสู้ ดิ้นรนจนสามารถผลักดันจนเกิดองค์กรอิสระอย่าง กกต.ขึ้นมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นกลางปราศจาการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

ด้วยอำนาจหน้าที่และบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสามารถให้คุณให้โทษแก่บรรดาข้าราชการตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเรื่อยไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน จนทำให้กลไกเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ

จะเห็นว่าช่วงแต่งตั้งโยกย้ายก่อนเลือกตั้ง พรรคที่เป็นรัฐบาลสามารถชิงความได้เปรียบด้วยการวางคนของตัวเองหรือคนที่ไว้ใจได้เข้าไปประจำการในพื้นที่เสี่ยงที่ฐานเสียงเสียเปรียบหรือสูสีกับคู่แข่ง

ไม่ว่าจะด้วยข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือการยอมปวารณาตัวขอสร้างผลงานซื้อใจนายหวังเติบโตในหน้าที่การงานในอนาคต ทำให้วงจรนี้กัดกร่อนกลไกการเลือกตั้งเรื่อยมาและทำให้พรรคที่เป็นรัฐบาลฉกฉวยความได้เปรียบคู่แข่งที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

กกต.ที่เกิดขึ้นจึงเป็นกลไกที่พัฒนาขึ้นมาสกัดวังวนปัญหาไม่ให้ทุกอย่างกลับไปติดหล่มเหมือนในอดีต

สุดท้ายเมื่อมีความพยายามจะปัดฝุ่นแนวคิดคืนอำนาจให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งรอบนี้ ถูกมองว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็น “ดาบสอง” ช่วยกรุยทางสืบทอดอำนาจให้ลุล่วงไปด้วยดี

เมื่อ “ดาบแรก” กับแผนผลักดันให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ที่ล้อไปกับการให้อำนาจ สว.เข้ามาร่วมเลือกนายรัฐมนตรี เปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก มีอันต้องสะดุด เพราะทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนกรานในจุดยืนให้เฉพาะอำนาจเลือกแต่ไม่ให้อำนาจเสนอชื่อ

อยู่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดวินิจฉัยว่าอย่างไร จะคล้อยตาม กรธ. หรือจะเห็นพ้องไปกับแนวคิดของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่พยายามผลักดันให้อำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแก่ สว. 250 คน ชุดที่จะถูกคัดสรรโดยกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ความพยายามผลักดันให้มหาดไทยเข้ามาจัดการเลือกตั้งจึงกลายเป็นแผนสำรอง หลังข้อเสนอให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไปไม่ถึงจุดหมาย

ยิ่งหลังจากผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชน 16.8 ล้านคน เห็นชอบ และอีก 15.1 ล้านคน เห็นชอบคำถามพ่วง ที่ถูกมองว่าเบื้องหลังคะแนนเสียงที่ล้นทะลักกว่าประชามติ 2550 นั้น เป็นผลงานส่วนหนึ่งของกระทรวงมหาดไทยที่ปูพรมลงไปทำงานในพื้นที่

อีกทั้งต้องย้ำว่ากลไกของกระทรวงมหาดไทยยังเข้มแข็งอยู่

นี่จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาจัดการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเสียง สว.ไม่อาจเสนอชื่อนายกฯ ได้ คนที่จะเสนอชื่อนายกฯ ได้ทั้งรอบแรกและรอบสองก็คือพรรคการเมืองที่มี สส.เกิน 25 คน หรือหากเข้าสู่รอบที่สองก็ไม่จำเป็นต้องใช้ที่นั่งถึง 25 เสียงสอดรับไปกับแนวคิดของ ไพบูลย์นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ประกาศเตรียมตั้งพรรคการเมือง “ประชาชนปฏิรูป” สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย

สอดรับไปทั้งระบบกับกลไกแม่น้ำสายต่างๆ ที่ยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่อง “สืบทอดอำนาจ”

รอบนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาลอยๆ แต่อ้างอิงมีที่มาที่ไปถึงข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมการมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่คิดสูตรนี้ไว้ก่อนแล้วให้อำนาจ กระทรวงมหาดไทยมาจัดเลือกตั้งแทนในทางปฏิบัติทั้งหมด แต่การแจกใบเหลืองใบแดงยังคงเป็นของ กกต.เหมือนเดิม

พร้อมอธิบายว่า การแบ่งแยกอำนาจ “การจัดเลือกตั้ง” และ “ตรวจสอบเลือกตั้ง” จะทำให้กลไกทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากกว่า

ไม่แปลกที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จะออกมาต่อต้านแนวคิดนี้ เพราะเมื่ออ่านเกมล่วงหน้าแล้ว การให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาคุมเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบต่ออิสระและความคล่องตัวในพื้นที่ได้ และกระทบต่อไปถึงจำนวนเก้าอี้ที่จะได้ในอนาคต

เผือกร้อนนี้กำลังจะย้อนกลับมาอยู่ที่มือ กรธ.ในฐานะคนที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่อย่างไร

ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ซึ่งผ่านประชามติแล้ว กำหนดชัดเจนว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดหรือดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เป็นของ กกต.

 

กรธ.ลุ้นระทึกศาลรธน. หวังเดินหน้าไม่ถอยหลัง “คำถามพ่วง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 19:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452691

กรธ.ลุ้นระทึกศาลรธน. หวังเดินหน้าไม่ถอยหลัง "คำถามพ่วง"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตีกลับคำร้องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ขอให้วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่ปรับปรุงตามคำถามพ่วงสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ครั้งแรกที่เกิดปัญหา กรธ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ให้ไปรับเอกสารคืนจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะวันที่ 29 ส.ค. ที่ กรธ.ไปส่งเอกสารที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นล่วงเลยพ้นเวลาราชการแล้ว ประกอบกับไม่ได้ทำเป็นคำร้องและไม่ได้ลงนามกำกับในสำเนาเอกสารทุกหน้า ต่อมาในวันที่ 30 ส.ค. กรธ.จึงได้ไปรับเอกสารและนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 31 ส.ค. เพื่อดำเนินกระบวนการให้ถูกต้อง

การประชุมเมื่อวันที่ 31 ส.ค. กรธ.ได้พิจารณาในประเด็นสำคัญ คือ ต้องทำเป็นคำร้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยได้มีความเห็นร่วมกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 ระบุเป็นหลักการที่กำหนดให้องค์กรรัฐสององค์กรที่เกี่ยวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ. ดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความถูกต้องตามที่ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบเท่านั้น ดังนั้นการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจึงสามารถดำเนินการด้วยการทำเป็นหนังสือราชการเท่านั้น

ทว่า ในวันเดียวกันหลังจาก กรธ.ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งมายัง กรธ.ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เนื่องจากผู้ช่วยเลขานุการคณะ กรธ.ที่ กรธ.มอบหมายให้มาส่งที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีใบมอบฉันทะจาก กรธ.

การตีกลับเอกสารในครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ สร้างความประหลาดใจให้กับ กรธ.ไม่น้อย เพราะที่ประชุม กรธ.ที่อุดมไปด้วยนักกฎหมายต่างเห็นตรงกันว่า ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวถึง ผนวกกับที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็ปฏิบัติในลักษณะเดียวกันมาตลอด

แต่เมื่อเป็นคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ทาง กรธ.จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยได้กลับมาประชุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ก.ย. และจัดทำใบมอบฉันทะและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ที่มีลายมือชื่อกำกับพร้อมกับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3

จากนี้ไปต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งว่า รับหรือไม่รับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับ คาดว่าจะแจ้งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง กรธ.ในฐานะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะผู้จัดทำคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกมาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่รับไว้พิจารณา ก็จะเป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหากระบวนการทางธุรการต่อไป

การพิจารณากรณีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญสำหรับ กรธ.อย่างมาก เพราะแม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ แต่ กรธ.ได้เริ่มกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว ซึ่งต้องทำให้เสร็จภายใน 240 วันนับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และส่งให้ สนช.ดำเนินการต่อให้จบภายใน 60 วัน

ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

โดยล่าสุด กรธ.ได้เชิญ กสม.มาให้ความเห็นแล้ว ซึ่ง กสม.เสนอให้มีกลไกเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกับวางกลไกที่ทำให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามาเป็น กสม.ได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศึกหนักที่สุดของ กรธ.ในการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น แน่นอนว่าต้องอยู่ที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส.ที่เริ่มมีข้อเสนอในเชิงกดดัน กรธ.ให้นำยาแรงมาบัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อจัดการกับนักการเมือง

การยุบพรรคการเมืองเพื่อให้จดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ หรือ “เซตซีโร่พรรคการเมือง” กำลังเป็นหนึ่งในมาตรการที่เริ่มมีบางฝ่ายกลับมาแย็บๆ กรธ.ให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้อีกครั้ง แต่ กรธ.เองยังคงสงวนท่าทีกับข้อเสนอนี้อยู่ โดยประธาน กรธ.ระบุในทำนองว่า ใครจะเสนออะไรก็เสนอเข้ามาได้

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรธ.ลำดับขั้นตอนการทำงานเอาไว้มากพอสมควรแล้ว พร้อมกับตั้งความหวังลึกๆ ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.แก้ไขแล้วน่าจะผ่านศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิทินการทำงานของ กรธ.เดินหน้าตามที่วางไว้

ในทางกลับกัน หากไม่เป็นอย่างหวัง ร่างรัฐธรรมนูญจะกลับมาที่ กรธ.อีกครั้งและ กรธ.ต้องปรับปรุงเนื้อหา ซึ่งแน่นอนว่า สนช.บางกลุ่มรอเตรียมกดดัน กรธ.อีกรอบเพื่อให้ข้อเสนอที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีบรรลุผลสำเร็จให้ได้

ดังนั้น การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงแค่ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หมายถึงการกำหนดความชอบธรรมของ กรธ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

 

จัดทัพ ‘บิ๊กขรก.’ สร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 08:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452296

จัดทัพ ‘บิ๊กขรก.’ สร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลคสช.

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ถือเป็นฤดูแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ประจำทุกปี แต่ปีนี้น่าจับตาเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งในปีหน้าตามโรดแมป แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น ระยะเวลาอีกปีกว่าที่เหลือ คสช.มีภารกิจสำคัญที่ต้องสานต่อมีอยู่มากมาย

ดังนั้น การแต่งตั้งบิ๊กข้าราชการล็อตใหญ่ครั้งนี้ จึงต้องมีการคัดสรรบุคคลที่วางใจ สนองงาน ไม่เกียร์ว่างให้เข้ามาทำงาน รวมถึงจะมีการเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระชับการทำงาน ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่การเลือกตั้งปีหน้า การแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดในภาครัฐครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง

เริ่มที่ตำแหน่งแม่บ้านทำเนียบรัฐบาล “จิรชัย มูลทองโร่ย” ได้ขึ้นแท่นเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) “จิรชัย” สร้างผลงานไว้โดดเด่นจนถูกขนานนามว่ามือสอบเผือกร้อนประจำทำเนียบรัฐบาล เพราะกล้าลุยไฟสอบปมร้อนการเมืองทุกเรื่องที่รัฐบาลสั่งการ เช่น ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2.8 แสนล้านบาท จึงมีการให้รางวัลนั่งเป็นปลัด สปน. เข้ามาคุมงานประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานรัฐบาลผ่าน ช่อง 11 และ 9 รวมถึงดูแลงานมวลชนรับเรื่องราวร้องเรียน 1111 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่อยู่ในสังกัด สปน. ในตำแหน่งแม่บ้านทำเนียบรัฐบาลคนใหม่

ในขณะที่ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ใครๆ หมายปองเพราะได้ทำงานใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีและ ครม. ล่าสุดที่ประชุม ครม.เลือก “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ควบรองเลขาธิการ ครม.อีกตำแหน่ง เป็นการย้ายข้ามห้วยเพื่อวางตัวไว้มาทำงานแทน “อำพน กิตติอำพน” เลขาธิการ ครม.คนปัจจุบัน สำหรับ “ปกรณ์” ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายมหาชน ยิ่งปีเศษจากนี้ไปรัฐบาลต้องเร่งออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญใหม่เกือบร้อยฉบับ ตำแหน่ง เลขาฯ ครม.จำต้องเป็นบุคคลมีความรู้ด้านกฎหมาย ดังนั้นหวยจึงล็อกที่ “ปกรณ์” เพราะรู้ลึกเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายมาทำงานเลขาฯ ครม.ในช่วงปีเศษนี้

ในด้านการขับเคลื่อนการปราบปรามการทุจริตภาครัฐ และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ที่ประชุม ครม. จึงรับโอน “เมธินี เทพมณี” เป็นเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งเดิม “เมธินี” ถูกคำสั่งมาตรา 44 ให้พ้นตำแหน่งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แต่ด้วยความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี จึงได้โอกาสกลับมาทำงานรับใช้รัฐบาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับ “ทศพร ศิริสัมพันธ์” รับโอนให้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่ถนัดงานบริหาร เพราะเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.คนแรก ดังนั้น รัฐบาลจึงเรียกตัวสองคนดังกล่าวกลับมาใช้งานอีกครั้ง

สำหรับตำแหน่งสำคัญในงานด้านความมั่นคง ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ประชุม ครม.มีมติเลือก “รวี ประจวบเหมาะ” เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ “รวี” ถือเป็นลูกหม้อทำงานมายาวนาน ยิ่งในยุค คสช.“สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุมงานข่าวเบ็ดเสร็จเตรียมยกเครื่องงานข่าวกรองใหม่ ย่อมสนับสนุนลูกน้องในหน่วยงานเก่าให้ได้รับตำแหน่ง

อีกตำแหน่งฝ่ายความมั่นคง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แทน “ภาณุ อุทัยรัตน์” เลขาธิการ ศอ.บต. ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุมครม.พิจารณาในวันที่ 6 ก.ย.นี้ คือ“ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ” รองเลขาธิการ ศอ.บต. ที่มากประสบการณ์งานปกครองเพราะเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันทำงานมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ อีกกระทรวงที่ใหญ่ทั้งโครงสร้างและงบประมาณ และรัฐบาล คสช.ต้องการปฏิรูปมากที่สุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุด ครม.แต่งตั้ง “ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์” ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง เป้าหมายรัฐบาลต้องการให้ “ชัยพฤกษ์” เข้ามารื้อโครงสร้างกระทรวงที่ใหญ่เทอะทะให้คล่องตัวสนองนโยบายปฏิรูปการศึกษา

สำหรับตำแหน่งอื่นๆ ที่สำคัญ อาทิ “วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) “กฤษศญพงษ์ ศิริ” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

จึงน่าติดตามผลงานบรรดาบิ๊กข้าราชการแต่ละกระทรวง จะสนองผลงานโกยคะแนนนิยมให้ คสช.ทิ้งทวนก่อนหมดอำนาจได้มากน้อยเพียงใด