ปราบทุจริตเลือกตั้ง ต้องให้คสช.มาช่วยคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452084

ปราบทุจริตเลือกตั้ง ต้องให้คสช.มาช่วยคุม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.” โดยมีทั้งหมด 11 ส่วน ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ส่วนที่ 1 บททั่วไป

ต้องกำหนดให้มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองพยานบุคคลในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง สส. การเลือก สว. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ

ส่วนที่ 2 เขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และที่เลือกตั้ง

หลักเกณฑ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

ส่วนที่ 3 เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง

ให้นิสิตนักศึกษาทุกสถาบันมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งทุกครั้ง และกำหนดให้มีบทลงโทษข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง โดยถือว่าเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง

ส่วนที่ 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

กำหนดโทษด้วยการตัดสิทธิบางประเภทสำหรับประชาชนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นข้าราชการ หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องรับโทษทางวินัยด้วย

ส่วนที่ 5 ผู้สมัครและการสมัครรับเลือกตั้ง

ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับต้องแสดงความจำนงต่อ กกต.เพื่อแสดงตนและแนะนำตนต่อสาธารณะ ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อประกาศให้ประชาชนได้ติดตามตรวจสอบ

ส่วนที่ 6 ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง

ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง โดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ สส.บริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ

ส่วนที่ 7 การลงคะแนนเลือกตั้ง

ขยายเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็น 08.00-18.00 น. เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งให้มากขึ้น กำหนดให้มีการพัฒนาและมีการปรับใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนที่ 8 การนับคะแนนและการประกาศผลการเลือกตั้ง และส่วนที่ 9 การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง หลักเกณฑ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

ส่วนที่ 10 การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ยกเลิก กกต.ประจำจังหวัด โดยให้ กกต.มีอำนาจสั่งการให้ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงข้าราชการอื่นช่วยเหลือ กกต.

กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำความผิด ถ้า กกต.เห็นว่าการกระทำนั้นน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต.วินิจฉัยแล้วยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

ขณะที่ในกรณีที่หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้ถึงเหตุแห่งการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมือง หรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรคไปทำความผิดแล้วเพิกเฉย ถือว่าหัวหน้าและกรรมการบริหารรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว ถือเป็นความผิดมีโทษต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

กรณีที่ประชาชนมีหลักฐานการทุจริตการเลือกตั้ง แล้วแจ้งให้ กกต.ทราบ และหากภายหลังปรากฏว่ามีการกระทำความผิดจริงและคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้ที่แจ้งให้ กกต.ได้รับเงินรางวัลไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท

ส่วนที่ 11 การคัดค้านการเลือกตั้ง

การวินิจฉัยว่าจะให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่นั้น ให้พิจารณาถึงความแตกต่างของผลคะแนนของผู้แพ้และผู้ชนะ และผลแห่งการกระทำความผิด กล่าวคือ หากคะแนนของผู้แพ้และผู้ชนะแตกต่างกันมาก และแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง จึงไม่ควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ให้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งในทางอาญาหรือทางแพ่งแยกออกไป

บทกำหนดโทษ

กำหนดบทลงโทษทางการเมืองโดยการตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และลงโทษทางอาญาที่รุนแรง ให้มีโทษจำคุก 1-10 ปี โดยไม่ให้มีการรอการลงโทษ ให้มีโทษปรับถึง 20 ล้านบาท มีอายุความ 20 ปี รวมไปถึงกำหนดบทลงโทษผู้กลั่นแกล้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ให้มีโทษจำคุก 5-10 โดยไม่มีการรอการลงโทษ และมีโทษปรับจำนวน 20
ล้านบาท

บทเฉพาะกาล

จากการดำเนินการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีเหตุผลประการหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง ดังนั้น ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไป (ปี 2560) เพื่อป้องกันข้อครหาว่าเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว คสช.จะต้องมีบทบาท ดังนี้

1.ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมและดำเนินการ จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 2.ก่อนมีการจัดการเลือกตั้ง สส.ต่อไป ต้องมีการทดลองหรือซักซ้อมการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า 6 เดือน โดยใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระแต่ยังไม่มีการเลือกตัั้งเป็นพื้นที่ในการทดลองตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อที่ศึกษาข้อดี ข้อบกพร่อง และบทเรียน ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งดังกล่าว เพื่อนำข้อสรุปมาจัดทำแนวทางอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นที่สุจริตและเที่ยงธรรม

 

จัดสมดุลกองทัพ สมานรอยร้าว สกัดแรงกระเพื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452083

จัดสมดุลกองทัพ สมานรอยร้าว สกัดแรงกระเพื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมดรอบของ “บูรพาพยัคฆ์” กับการผูกขาดเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มานานนับสิบปี เมื่อ บิ๊กเจี๊ยบ-พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ.(ตท.16) มาแรงแซงทางโค้งเฉือนตัวเต็งอย่าง บิ๊กแกละ-พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. (ตท.17) แบบมีที่มาที่ไป นัยสำคัญของการตั้ง พล.อ.เฉลิมชัย มาคุมกองทัพบกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการจัดดุลยภาพภายในกองทัพให้กลับมาเป็นปึกแผ่นดังเดิม หลังเริ่มปรากฏรอยร้าว ท่ามกลางเสียงบ่น เสียงน้อยใจ ที่นายทหารฝั่ง “บูรพาพยัคฆ์” สยายปีกคุมกองทัพต่อเนื่องยาวนาน

เรื่อยมาตั้งแต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร และล่าสุด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช

ไม่แปลกที่ชื่อของ บิ๊กแกละ จะมาแรงในช่วงแรก ในฐานะ “บูรพาพยัคฆ์” น้องรักของ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ว่ากันว่าถูกวางตัวเพื่อมารับตำแหน่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ทว่า สาเหตุสำหรับการวางตัว พล.อ.เฉลิมชัย รอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร มองว่าเป็นการให้ความเป็นธรรมกับทหารสายอื่น ไม่จำเป็นต้องผูกขาดเฉพาะสายบูรพาพยัคฆ์ เพราะจะทำให้ผู้ที่เติบโตมาตามลำดับชั้นเสียกำลังใจ

ในแง่ประวัติการทำงานนั้น พล.อ.เฉลิมชัย ก็ไม่ใช่ธรรมดา เติบโตมาในสายรบพิเศษ ตั้งแต่เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ก่อนขึ้นไลน์ห้าเสือที่ตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.

แถมยังคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์ สมัยยังเป็น ผบ.ทบ. เป็นมือไม้ช่วยงานจนได้รับความไว้วางใจ แถมยังแนบแน่นกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีต ผบ.ทบ. พี่ใหญ่หน่วยรบพิเศษ

ยังไม่รวมกับเรื่องอายุราชการที่เกษียณอายุปี 2561 สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องสองปีครอบคลุมไปถึงการเลือกตั้งปี 2560  อันจะช่วยกรุยทางอำนวยความสะดวกและป้องกันความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองได้ระดับหนึ่ง

ทั้งฝีไม้ลายมือและสายสัมพันธ์ที่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้ ทำให้ทุกอย่างจึงมาลงตัวที่ พล.อ.เฉลิมชัย

หากเทียบกับ พล.อ.พิสิทธิ์ ซึ่งมาแรงตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร ได้รับความไว้วางใจให้มานั่งในตำแหน่งสำคัญอย่างผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป

ทว่าความเป็น “บูรพาพยัคฆ์” สุดท้ายก็กลายเป็นดาบสองคม ที่ทำให้ไม่สามารถก้าวไปถึงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ได้อย่างที่หลายคนมองไว้

ยิ่งในวันที่สถานการณ์ความขัดแย้งในกองทัพกำลังเริ่มคุกรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ หลังบูรพาพยัคฆ์ผูกขาดอำนาจในกองทัพมาร่วมทศวรรษ

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมปะทุบานปลายกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงในช่วงเปลี่ยนผ่านของ คสช. และการก้าวลงจากอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

การเปิดทางให้สายอื่นที่ไม่ใช่บูรพาพยัคฆ์จึงเสมือนการคืนความชอบธรรม ประสานรอยร้าว และจัดสมดุลใหม่ให้เกิดขึ้นในกองทัพ โดยเฉพาะกับฝั่ง “วงศ์เทวัญ” ที่ถูกขัดแข้งขัดขามาหลายรอบ

ล่าสุดกับตำแหน่งสำคัญอย่างแม่ทัพภาคที่ 1 ที่เสมือนเป็นบันไดรอปูทางขึ้นไลน์ห้าเสือ รอลุ้นเก้าอี้ ผบ.ทบ.นั้น รอบนี้ บิ๊กแดง-พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์แม่ทัพน้อยภาคที่ 1 (ตท.20) จากฝั่งวงศ์เทวัญ ยังมาแรงพลิกกลับมาเบียด พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) ที่ต้องไปนั่งเก้าอี้แม่ทัพน้อยที่ 1 ทั้งที่ช่วงแรกมีชื่อว่าวางตัวไว้นั่งเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ด้วยแรงหนุนจาก พล.อ.ประวิตร

จะเห็นว่าก่อนหน้านี้ พล.ท.อภิรัชต์ เองก็ได้รับความไว้วางใจถึงขั้นให้ไปนั่งเป็นประธานบอร์ดกองสลากแก้ปัญหาขายสลากเกินราคาที่ทำผลงานได้ดี

นับจากนี้จึงคล้ายกับการปูทางการกลับมาสู่อำนาจของวงศ์เทวัญในกองทัพ

ในขณะที่บรรดาบิ๊กบูรพาพยัคฆ์เองก็ต่างมั่นใจว่าสามารถพูดคุยเคลียร์กับทางกำลังพลฝั่งบูรพาพยัคฆ์ที่จะต้องพลาดเก้าอี้รอบนี้ได้ เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ถือว่าก้าวหน้าไปพอสมควร อีกทั้งการปรับย้ายหลายรอบตั้งแต่หลังรัฐประหาร ได้มีการจัดวางมือไม้ที่ไว้ใจได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งคุมกำลังสำคัญหมดแล้ว

ดังนั้นเรื่องที่จะเกิด “อุบัติเหตุ” ในอนาคตจึงเป็นไปได้ยากเพราะทุกอย่างภายใต้การควบคุมดูแลของทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งหมด

ที่สำคัญนี่เป็นจังหวะเหมาะสมที่สุดที่จะจัดสมดุลในกองทัพหากจะทำก่อนหน้านี้ก็เร็วไปหรือหากปล่อยช้ากว่านี้เป็นไปได้ยาก

ยิ่งในแง่จังหวะเวลานับจากนี้ที่สถานการณ์และบรรยากาศบ้านเมืองน่าจะเปราะบางมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะยิ่งในช่วงใกล้การเลือกตั้ง และการก้าวลงจากอำนาจของ คสช. ที่ไม่อาจปล่อยให้เกิดแรงกระเพื่อมที่จะบานปลายส่งผลเสียหายในภาพรวมรุนแรง

 

“ประยุทธ์” กระชับอำนาจ ปูทางเก้าอี้นายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451826

"ประยุทธ์" กระชับอำนาจ ปูทางเก้าอี้นายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขยับกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกรอบในช่วงที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญขยักสุดท้ายเรื่องประเด็นคำถามพ่วง ประเด็นเรื่องให้ สว. 250 คน เข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางการจับจ้องว่าเส้นทางที่กำลังเดินไปนั้น เหมือนเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวเข้าสู่อำนาจหลังการเลือกตั้ง ตามกลไกที่เขียนรองรับไว้ตามรัฐธรรมนูญและประชาชนส่วนใหญ่ลงมติให้ความเห็นชอบ

ถึงขั้นทำให้พรรคการเมืองเริ่มออกมาตีกันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่จะสง่างามกว่ารอเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เองยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ออกมาแสดงความคิดความเห็นในเรื่องนี้

แต่ที่ชัดเจน คือ คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยแผ่วลงไปในอดีตนั้นเวลานี้กลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุด “ซูเปอร์โพล” หรือผลสำรวจจากชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 87.2% ระบุว่า เห็นด้วย ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เอาจริงเอาจัง คุมสถานการณ์บ้านเมืองได้อยู่ จัดการเด็ดขาดกับข้าราชการนอกลู่นอกทางได้ ใช้มาตรา 44 ได้เกิดผลดี ขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดี มีความเป็นผู้นำมากกว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในตอนนี้ เป็นต้น มีเพียง 12.8% ที่ไม่เห็นด้วย

สอดรับกับ “สวนดุสิตโพล” ระบุว่า ประชาชน 72.15% เชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุผล 2 ปี นายกฯ มีผลงานให้เห็นหลายเรื่อง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีและรวดเร็ว ฯลฯ เป็นคนดี ตั้งใจทำงาน เด็ดขาด เอาจริงเอาจัง มีความเป็นผู้นำ ไม่เป็นนักการเมือง ฯลฯ

อีกทั้งหากจะมองไปถึงผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ออกมาแบบผ่านฉลุย 16.8 ล้านเสียง หรือ 61.35% และในส่วนของคำถามพ่วง 15 ล้านเสียง หรือ 58% อาจมองได้ถึงการยอมรับเห็นพ้องไปกับ พล.อ.ประยุทธ์ และการดำเนินการของ คสช.ในช่วงที่ผ่านมา อีกส่วนยังสะท้อนการไม่เอานักการเมืองหรือพรรคการเมืองแบบเดิมๆ

หากย้อนดูท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการ “กระชับอำนาจ” ใช้ต้นทุนของตัวเองผ่านกลไกในมือขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ที่หลายเรื่องได้ใจประชาชน จนทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็น “โผทหาร” รอบล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเคาะสุดท้ายเลือก บิ๊กเจี๊ยบ-พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ที่เกษียณอายุในปีนี้

จากเดิมที่ชื่อ บิ๊กแกละ-พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ.มาแรง ในฐานะน้องรัก บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ก่อนจะมาถูกเบียดในช่วงโค้งสุดท้าย

สะท้อนให้เห็นการกลับเข้ามาควบคุมดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการด้วยตัวเอง หลังจากก่อนหน้านี้เหมือนจะปล่อยให้เป็นดุลพินิจของ พล.อ.ประวิตร จนถูกมองว่าเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงเหนือนายกรัฐมนตรี

ถัดมาที่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ในการดำเนินการปลดล็อก หรือผ่าทางตันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะล่าสุดการสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม.ชั่วคราว โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน รวมทั้ง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งตรวจสอบหรือสอบข้อเท็จจริง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และ นพ.เปรมศักดิ์ อยู่แล้ว ยังคงดำเนินการต่อไป

ประเด็นนี้ถือได้ว่าโดนใจประชาชนไม่น้อย เพราะตามกลไกปกติย่อมเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปพักงานบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องทุจริต แม้บางเรื่องจะถึงขั้นมีการชี้มูล แต่การจะหวังรอสปิริตพักงานตัวเองย่อมเป็นไปได้ยาก ยิ่งในตำแหน่งสำคัญอย่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีหน้าที่และบทบาทสำคัญ

ยิ่งเวลานี้ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ถูกเชื่อมโยงว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายโครงการของ กทม.ด้วยแล้ว การพักงานในช่วงเวลานี้จึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม

ยังไม่รวมกับท่าทีการบริหารงานที่ดูไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมที่ขาดการทำงานเชิงรุก หรือแสดงออกถึงความตั้งใจหาทางระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น การมีคำสั่งพักงานในช่วงนี้จึงได้คะแนนจากคนกรุงไปได้ไม่น้อย

คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่านี่ยิ่งทำให้เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งเป็นไปได้ง่ายขึ้น

 

“ป๋าเปรมโมเดล” เกิดยาก แต่อาจมีปัจจัยพิเศษช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451608

"ป๋าเปรมโมเดล" เกิดยาก แต่อาจมีปัจจัยพิเศษช่วย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากใครจับสัญญาณทางการเมืองในระยะนี้ นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติแล้ว จะเห็นได้ว่าเริ่มมีการมองสถานการณ์แบบข้ามช็อตไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะการโยนหินให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้งด้วยการใช้ “ป๋าเปรมโมเดล”

คำว่า ป๋าเปรมโมเดล ถูกจุดขึ้นมาโดย “วันชัย สอนศิริ” สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งเป็นคนคิดคำถามพ่วงที่ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ที่ในช่วงระยะ 5 ปีแรกหลังจากการเลือกตั้งจะให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

“พล.อ.ประยุทธ์จะดูตัวอย่างสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง แต่ก็อยู่เป็นนายกฯ ถึง 8 ปี ขอให้บริหารจัดการประนีประนอมอำนาจทั้งในและนอกสภาให้ได้ทุกฝ่ายก็น่าจะเดินได้ เห็นได้จากผลประชามติที่ประชาชนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์กลายๆ อยู่แล้ว หากนับจากวันนี้ยิ่งสร้างผลงานไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเลือกตั้งจะมีเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ สานต่อภารกิจต่อไปอีก 4 ปีแน่ๆ”เสียงเชียร์จากวันชัย

อย่างที่ทราบกันดีว่า พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกฯ มาถึง 8 ปี ช่วงระหว่างปี 2523-2531 โดยไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหรือลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยทุกพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งจะต้องเชิญ พล.อ.เปรม มาเป็นนายกฯ ซึ่งหากจะบอกว่า พล.อ.เปรม ถือเป็นต้นแบบของคำว่า “นายกฯ คนนอก” ก็คงไม่ผิดนัก

ระหว่างที่ พล.อ.เปรมดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ปรากฏว่าไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ฝ่ายค้านในเวลานั้นจะพยายามรวบรวมรายชื่อ สส. เพื่อเปิดอภิปราย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 8 ปีของรัฐบาล พล.อ.เปรมค่อนข้างมีเสถียรภาพ

มาถึงเวลานี้ทฤษฎีเปรมโมเดลที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นนายกฯ จะเป็นไปได้ในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่?

วิเคราะห์ในมิติของกฎหมายต้องถือว่ามีโอกาสสูง เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.เหมือนกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ยังเปิดช่องให้รัฐสภามีมติเพื่อขอให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองได้ด้วย

ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายที่เปิดกว้าง ย่อมเป็นพรมที่ปูให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินมาเป็นนายกฯ ได้ไม่ยากเย็นนัก

แต่ในทางกลับกัน หากวิเคราะห์บนปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าโอกาสที่ประเทศไทยจะได้นายกฯ ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” อีกครั้งมีน้อยหรือไม่มีทางเป็นไปได้เลย

การเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภาจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่ง คือ 376 จากสมาชิกรัฐสภา (สส. และ สว.) ทั้งหมด 750 คน ถามว่าลำพังเพียงแค่เสียงของ สว. 250 คน ที่มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีพลังที่ต่อรองให้ฝ่ายการเมืองยอมให้หัวหน้า คสช. มาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่

เมื่อมีการเลือกตั้ง มี สส. เท่ากับว่าอำนาจทางการเมืองกลับมาอยู่ในมือของนักการเมืองอีกครั้ง แน่นอนว่าไม่มีทางที่พรรคการเมืองจะยอมให้คนอื่นมาเป็นตาอยู่ไปอย่างแน่นอน โดยพรรคการเมืองเสียงข้างมาก จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวได้เสียงสนับสนุนเกิน 376 เสียง เพื่อดันคนของพรรคขึ้นเป็นนายกฯ

เท่ากับว่าแม้ผลสำรวจคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์จะยังเชียร์นายกฯ ต่อ แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพรรคการเมืองจะยอมให้ คสช.มาคอยเป็นเงาอีก ดังนั้น ถ้าประเมินโอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ จากปัจจัยนี้จึงพอสรุปได้ว่านายกฯ คนใหม่ต้องเป็นพลเรือน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในอนาคตยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคุกรุ่นอยู่พอสมควร

ทั้งในเรื่องคดีความอาญาทางที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้านายกรัฐมนตรีคนต่อไปมาจากพรรคการเมืองแล้วจะทำให้การเมืองสงบ และไม่สร้างปัญหาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 22 พ.ค. 2557

ตรงนี้เองอาจเป็นปัจจัยพิเศษที่ช่วยเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์มีสิทธิได้เป็นนายกฯ ต่อโดยไม่ต้องลงเลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยที่สุดคนส่วนใหญ่มองย้อนไปในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ แม้ปัญหาเศรษฐกิจยังคาราคาซังอยู่ในภาวะทรงตัว แต่การที่ไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมตามท้องถนนย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่คนไทยมีตัวเลือกเพียงเท่านี้

ถึงเวลานั้นกระแสเรียกร้องที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อจะเกิดขึ้นเหมือนกับเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ที่สังคมต้องการให้ พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ ต่อไปเรื่อยๆ จน พล.อ.เปรมต้องประกาศว่าพอแล้ว

ดังนั้น ปัจจัยที่ชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ ตามรูปแบบเปรมโมเดล จึงอยู่ที่กระแสและอารมณ์ของสังคมในเวลานั้น ถ้าพรรคการเมืองมองเห็นนัยของสังคม โอกาสที่จะยอมสละเก้าอี้ผู้นำประเทศให้กับ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้ คสช.เข้ามาสานงานปฏิรูปประเทศให้จบ ก่อนส่งคืนอำนาจให้กับนักการเมืองอย่างสมบูรณ์ต่อไป

 

สมรภูมิสุดท้ายที่ศาลรธน. สนช.ฮึดขอสู้ที่มานายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451362

สมรภูมิสุดท้ายที่ศาลรธน. สนช.ฮึดขอสู้ที่มานายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ปรับปรุงที่มีคำถามพ่วง จะถึงมือศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 31 ส.ค. และต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน

สถานการณ์เกี่ยวกับการกำหนดที่มานายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก ต้องถือว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถือไพ่เหนือกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังจากคณะ กรธ.ตัดสินใจไม่ให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ในทุกขั้นตอน โดย สว.จะมีหน้าที่แค่การประชุมรัฐสภาเพื่อยกมือว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรายชื่อนายกฯ ที่ สส.เสนอให้เท่านั้น

“เมื่อเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าต้องยึดตามถ้อยคำที่ถามต่อประชาชนโดยเคร่งครัด เพราะตามหลักทั่วไปแห่งการออกเสียงประชามติผู้ออกเสียงประชามติย่อมออกเสียงประชามติตามพื้นฐานแห่งถ้อยคำที่ปรากฏในบัตรลงคะแนน” เหตุผลของ กรธ.

มติของ กรธ.สร้างความหัวเสียให้กับ สนช.อยู่ไม่น้อย เพราะสมาชิก สนช.บางกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บางคน ตั้งความหวังและแสดงท่าทีกดดัน กรธ.อยู่พอสมควรว่าต้องการให้กรธ.เปิดทางให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด

ในเมื่อ กรธ.ไม่สนองความต้องการที่ สนช.เสนอ ทำให้ สนช.ต้องเดินหน้าไปสู้กับ กรธ.ในสนามสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญ

แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ แต่ สนช.เริ่มมีความเคลื่อนไหวออกมาให้เห็นบ้างแล้ว ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.

“ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกไปชี้แจงเรื่องเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติ หรือไม่ แต่ข้อมูลที่ สนช.ต้องเตรียมไว้ คือ รายงานการประชุมที่ สนช.พิจารณาเรื่องคำถามพ่วงประชามติ และการอภิปรายของสมาชิก สนช.การลงพื้นที่ของ สนช.ไปชี้แจงคำถามพ่วงประชามติให้ประชาชนรับทราบ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ต้องเตรียมไว้ ไม่มีนัยเป็นพิเศษ หากศาลรัฐธรรมนูญเรียกมา สนช.ก็พร้อมชี้แจง”ประธาน สนช.กล่าวเมื่อ 29 ส.ค.

จากการให้สัมภาษณ์ของประธาน สนช.เป็นการแสดงให้เห็นว่า สนช.มีความพร้อมพอสมควรกับไปดวลกับ กรธ.ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช.ก็เตรียมทำประเด็นจะชี้แจงเพื่อชี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่สอดคล้องกับคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติ

กล่าวคือ ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ กรธ.กำหนดไว้มีด้วยกัน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.สส.เสนอชื่อจากบุคคลในบัญชีพรรคการเมือง 2.สส.รับรองญัตติการเสนอชื่อ 3.ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

ในมุมของ สนช.มองว่าหากให้ สว.ทำหน้าที่แค่ลงมติเห็นชอบในขั้นตอนที่ 3 และไม่ให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้ในขั้นตอนที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรอบแรกหรือรอบสองจากคนนอกบัญชีพรรคการเมือง ย่อมจะไม่สอดคล้องกับคำถามพ่วง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำถามพ่วงมีถ้อยคำที่ระบุว่า “ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ” จากถ้อยคำดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่ต้องการให้ สว.ทำหน้าที่ 2 ประการ ได้แก่ การพิจารณา และการให้ความเห็นชอบ เหมือนกับมาตรา 159 ที่บัญญัติให้ สส.เสนอชื่อและลงมติเลือกนายกฯ

สนช.จึงเห็นว่าอย่างน้อยที่สุดควรให้ สว.ได้ร่วมลงมติรับรองญัตติการเสนอชื่อนายกฯ ของ สส.ในขั้นตอนที่ 2 เพื่อให้การเลือกนายกรัฐมนตรีมาจากที่ประชุมรัฐสภาและให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง

อย่างไรก็ตาม ข้อต่อสู้ในเรื่องนี้ของ สนช.อาจมีน้ำหนักไม่มากนัก เพราะ สว.มีส่วนร่วมกับ สส.ในการลงมติเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภาตามขั้นตอนสุดท้ายอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการทำให้เห็นว่าการแก้ไขของ กรธ.สอดคล้องกับคำถามพ่วง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น คำวินิจัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นภายใน 30 วันนี้มีความสำคัญต่อ กรธ.และสนช.อย่างมาก

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ และมีความเห็นให้แก้ กรธ.แก้ไขในบางประเด็นโดยเฉพาะการเสนอชื่อนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา เท่ากับว่า กรธ.ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องแก้ไขถ้อยคำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ในส่วนลึกทางความคิด กรธ.อาจจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ในทางกลับกัน ถ้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กรธ. แน่นอนว่า สนช.หรือบิ๊ก คสช.บางคนต้องยุติการเคลื่อนไหวที่พยายามให้ สว.มีอำนาจเสนอชื่อนายกฯ ไปโดยปริยาย เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินเป็นที่สุดแล้ว

สนามสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการเดิมพันทางการเมืองที่ สนช. กรธ. หรือแม้แต่ คสช.ก็ลุ้นด้วยใจระทึก

 

เสียงจาก…นักการเมือง บิ๊กตู่ตั้งพรรคไม่ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451339

เสียงจาก...นักการเมือง บิ๊กตู่ตั้งพรรคไม่ง่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งตามระบบ แทนที่จะรอใช้ช่องทางพิเศษผ่านกลไกสำคัญอย่าง สว. 250 คน ที่จะมีส่วนเลือกนายกฯ ที่จะทำให้เข้าสู่ตำแหน่งอย่างสง่างามกว่า ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองมีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างหลากหลาย

นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย มองว่า นักการเมืองไม่สามารถไปเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองได้ ส่วนจะตั้งหรือไม่เป็นสิทธิส่วนตัวของท่าน อีกทั้งเวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะรับตำแหน่งนายกฯ หลังการเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนตั้งแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่มีใครบอกได้เพราะมีตัวแปรอีกเยอะ

ทั้งนี้ ดูจากความนิยมของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่มีสูง หลังจากประชาชนส่วนมากโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ความนิยมก็ลดลงได้ หรือถ้าคะแนนนิยมไม่ดีแต่ทำความดีก็เพิ่มสูงได้ไม่อยากพูดตัดสินใครล่วงหน้า แต่พูดเชิงหลักการ ซึ่งการตั้งพรรคการเมืองนำเสนอตัวทางเลือกประชาชน ย่อมทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งนักการเมืองก็ไม่ควรไปท้าทายและตอนนี้ยังเร็วเกินไป

“การตั้งพรรคมีการประกาศนโยบายให้ชัดเจนก็เป็นทางที่ดีเพราะประชาชนจะได้รู้นโยบายก่อนตัดสินใจเหมือนได้ดู เมนูรายการอาหารก่อนจะสั่งว่าจะทานอาหารอะไร ซึ่งเป็นข้อดีตามวิถีทางประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่หัวหน้าพรรคมีคะแนนนิยมสูงก็มีแนวโน้มที่พรรคนั้นจะได้รับเลือกตั้งมาก แต่ไม่เสมอไป ยังมีปัจจัย และตัวแปร ทั้งเรื่องผู้สมัคร สส. เขตบัญชีรายชื่อ คุณสมบัติ ทีมเศรษฐกิจ ทีมสังคม ทีมการเมือง ส่วนหากจะไม่ตั้งพรรคแต่ไปหวังพรรคอื่นอย่างที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน เตรียมตั้งแล้วประกาศว่าจะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก็ไม่ชัดเจนสำหรับประชาชนที่จะไปหย่อนบัตร

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จะดี แต่พรรคการเมืองมีองค์ประกอบมากกว่านั้น ทั้งคนที่จะมาประกอบเป็นพรรคด้วย ทั้งหมดต้องดูว่าจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าตั้งคิดพรรคก็มีสองลักษณะ คือพรรคเฉพาะกาลอย่างบางพรรคเคยประสบความสำเร็จเช่นความหวังใหม่ แต่อยู่ได้สมัยเดียวก็หายไป หรือจะเป็นพรรคสถาบันอยู่ยาวที่ยากต้องมีองค์ประกอบเยอะ

ทั้งนี้ หากจะเข้ามาเป็นนายกฯ แบบใช้เสียง สว.รวมกับ สส.สนับสนุนนั้น นอกจากเรื่องความสง่างามแล้วยังมีเรื่องการต่อรองที่จะตามมาเพราะมาคนเดียว ซ้ายก็พรรคการเมืองขวาก็พรรคการเมือง ใครจะช่วยคิดนโยบายทั้งการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การค้า ระหว่างประเทศ อีกทั้งหากขัดใจพรรคร่วมรัฐบาลก็ล้มได้ตลอด 24 ชม. เพราะ สว.ไม่ได้ร่วมโหวตทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ งบประมาณ หรือกฎหมายสำคัญ

“ส่วนที่คิดจะไปตั้งพรรคแล้วดึงคนเด่นๆ ดังๆ เหมือนตกปลาในบ่อคนอื่น เป็นแนวคิดแบบเก่าที่เขาใช้มา 30-40 ปี ไม่ใช่การเมืองแนวใหม่ หรือจะไปเซตซีโร่หวังให้พรรคอื่นๆ เพื่อไทย ชาติไทย ประชาธิปัตย์ แตก แล้วไปรวมกันก็เป็นเรื่องล้าหลัง เชื่อว่าจะไม่ทำเพราะทำมาตั้งแต่สมัย จอมพลถนอม กิตติขจร แต่คงเป็นเรื่องยากในปี 2559”

นิพิฏฐ์ อธิบายเพิ่มว่า ระบบเลือกตั้งใหม่กาบัตรเดียวเฉพาะ สส. เขต แต่คำนวณทั้ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อไม่รู้จะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเบอร์ไหนไม่เหมือน สมัยพรรคของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ไม่มี สส.เขต แต่มีบัญชีรายชื่อ 5 คน เพราะตอนนั้นเลือกสองบัตร สมัยนี้คนจะไปเลือกพรรคของไพบูลย์ ก็ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคของไพบูลย์ก็ต้องได้ 25 เสียง ถึงมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ เผลอๆ อาจตกตั้งแต่รอบแรก

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทย กล่าวว่า การตั้งพรรคไม่มีความจำเป็นเพียงแต่มาให้ถูกกติกาเพราะวันนี้ใครจะชอบ หรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ประชามติผ่านมาแล้ว นายกฯ ถ้าจะมาสง่างามจริงๆ ไม่จำเป็นต้องตั้งพรรค แค่ยอมให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมเหมือนกัน เพราะพรรคการเมืองต้องเสนอต่อสาธารณะว่า เสนอชื่อใครเป็นนายกฯ เห็นชัดเจน ถ้าประชาชนไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก็ไม่ต้องเลือกพรรคนี้

“บนกติกาแบบนี้ผมรับได้ ดีกว่าที่คุณวันชัย เสนอครั้งแรกว่าเลือกรอบแรกไม่ผ่าน ก็จะไปมีการบล็อก ต่อมาให้ สว.เสนอ คนนอกที่ประชาชนไม่เห็นหน้าเห็นตามาก่อน แต่อย่างนี้เหมือนประชาชนเลือกตั้งทางอ้อมแม้เขาจะไม่ได้เป็น สส.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง แต่ก็รู้พรรคการเมือง ก. จะเอาคุณประยุทธ์มาเป็นนายกฯ ถ้าคุณพอใจคุณก็กาบัตรเลือกพรรคนี้มาเยอะๆ ไม่พอใจก็ไม่เลือก ไม่มีโอกาสเสียงข้างมาสู้ได้ก็ว่ากันไป”

สมศักดิ์ กล่าวว่า ในกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ ถูกเลือกจาก สส. สว. มาเป็นนายกฯ แบบมาคนเดียวไม่มีมือไม้นั้น ก็มีจุดดีไม่ดี ต้องทำให้เขาระมัดระวัง การทำนโยบาย การบริหารต้องโดนใจประชาชน อิงประชาชน เพราะอิงเสียงในสภาไม่ได้ นี่คือจุดดีคือต้องฟังเสียงประชาชนไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง แต่ข้อเสียคือ ถ้าหากฝ่ายการเมืองรวมหัวกันก็คว่ำนายกฯ ได้ตลอด

ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แม้ในรัฐธรรมนูญจะเปิดทางให้มีนายกฯ คนนอก ต้องถามว่านายกฯ มีคุณสมบัติหรือไม่ส่วนตัวมองว่าเป็นแคนดิเดตอันดับต้นๆ แต่ถ้าจะเข้ามาการเมืองด้วยการตั้งพรรคถือว่าสง่างาม ในการเข้ามาสู่ช่องทางตามปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่อาจมีความเหนื่อยกว่า

“ทั้งหมดอยู่ที่ใจนายกฯ มีความต้องการอย่างไร ผมเชื่อว่านายกฯ มีความคิดในใจ ดังนั้นสังคมไม่ควรต้องไปเร่งรีบบีบคั้นนายกฯ เพราะตามโรดแมปยังมีเวลาเป็นปี ปล่อยให้ท่านได้ทำงานบริหารประเทศต่อไป” ศุภชัย กล่าว

 

พักงาน “สุขุมพันธุ์” ได้ใจมวลชน แต่เสียพันธมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 18:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451311

พักงาน "สุขุมพันธุ์" ได้ใจมวลชน แต่เสียพันธมิตร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ฟ้าผ่ากลางศาลาว่าการกรุงเทพ มหานคร เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยยังไม่พ้นจากตําแหน่งจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งดําเนินการตรวจสอบหรือสอบข้อเท็จจริงยังคงดําเนินการต่อไป ในกรณีพบว่าไม่มีการกระทําความผิดหรือมีการกระทําความผิดหรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้อื่นเกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดนั้นด้วยให้หน่วยงานที่ตรวจสอบรายงานนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาหรือเปลี่ยนแปลงคําสั่งหรือมีคําสั่งเพิ่มเติมต่อไป

“แม้ผลการตรวจสอบหรือการสอบข้อเท็จจริงในขณะนี้ยังไม่อาจสรุปความผิดได้ แต่ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการดําเนินการไปแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหัวหน้า คสช.เคยมีคําสั่งให้ใช้มาตรการชั่วคราวในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจง พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างโปร่งใสไม่เป็นที่ครหาและเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและประชาชน ตลอดจนเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน”

แน่นอนว่าการลงดาบฟันบิ๊ก กทม.รอบนี้ สร้างคะแนนนิยมให้กับ พล.อ. ประยุทธ์ ได้ไม่น้อย เพราะถือเป็นคำสั่งที่ออกมาตรงใจคนกรุง ซึ่งเอือมระอากับการบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ โดยเฉพาะกับปัญหาน้ำท่วม ยังไม่รวมกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายโครงการของ กทม.ที่กำลังถูกสอบ

ยิ่งในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจคนกรุงหลายพื้นที่ต้องมาเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ก่อนหน้านี้หลายคนเคยตั้งความหวังไว้กับสารพัดโครงการของผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ โดยเฉพาะกับผลงานชิ้นโบแดงอย่างอุโมงค์ยักษ์ ที่เชื่อว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนได้ไม่น้อย แต่เอาเข้าจริงปัญหาน้ำท่วมก็มีให้เห็นแทบทุกครั้งหลังฝนตกหนัก

แถมสถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงมากขึ้น เมื่อท่าทีของผู้ว่าฯ กทม. ดูจะไม่มีมาตรการเชิงรุกที่สะท้อนให้เห็นการตระเตรียมการหรือวางแผนรับมือกับพายุหรือฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้

อีกทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ หลายรอบก็ยิ่งทำให้ประชาชนที่ติดตามรับฟังต้องขุ่นข้องหมองใจหนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไล่คนกรุงเทพฯ ที่อยากเผชิญหน้ากับน้ำท่วมให้ไป “อยู่ดอย” หรือคำชี้แจงว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่ “น้ำรอการระบาย”

แต่ที่สำคัญที่สุดคือประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นที่อยู่ระหว่างการสอบสวนในหลายโครงการ ล่าสุดกับโครงการไฟประดับกรุงเทพมหานคร 39.5 ล้านบาท ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายล็อกสเปก จนกระทรวงมหาดไทยทำหนังสือถึงกรุงเทพฯ ให้ดำเนินคดีอาญาผู้ว่าฯ กทม. กับข้าราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

แม้แต่ทาง พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังเสนอให้ผู้ว่าฯ กทม.หยุดปฏิบัติหน้าที่แต่ทาง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ออกมาชี้แจงว่าไม่มีความจำเป็นแม้ทาง สตง.ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีแล้วก็ควรปล่อยไปตามกระบวนการ ซึ่ง ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้มูลความผิด จึงขออยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลคนกรุงเทพฯ ต่อไป จนกว่าจะชี้มูลความผิด

ไม่เพียงแค่โครงการนี้ที่มีปัญหาแต่จากการออกมาเปิดเผยของมือสอบจากประชาธิปัตย์อย่าง วิลาศ จันทรพิทักษ์ ก็สะท้อนให้เห็นเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายโครงการทั้งการปรับห้องทำงาน 16.5 ล้านบาท ที่ถูกถล่มหนักว่าแพงเกินจริง

โครงการการ “จัดซื้อเครื่องดนตรี” โรงเรียนในสังกัด กทม.ที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ต่อด้วยโครงการจัดหารถกู้ภัยขนาดเล็กของกรุงเทพฯ จำนวน 20 คัน ในวงเงินงบประมาณ 160 ล้านบาท ที่ดูจะแพงเกินไป และสภาพการใช้งานที่อาจไม่ตอบโจทย์ ยังไม่รวมกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างกล้องซีซีทีวีในช่วงแรกๆ 4.7 หมื่นตัว ที่เคยเป็นปัญหาหนัก

แต่ก็ใช่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้แต้มไปเสียทั้งหมดกับการลงดาบผู้ว่าฯ กทม. ที่ถูกมองว่าเหมือนจะอยู่ฝั่งเดียวกันจนไม่กล้าจะแตะต้อง เพราะอีกด้านก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียแนวร่วมไปบางส่วน

เมื่อสายสัมพันธ์ของคุณชายหมูก็ชัดเจนว่าแนบแน่นกับสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. จนถึงขั้นเลือกเป็นตัวของตัวเองมากกว่าจะคอยฟังเสียงสะท้อนจากประชาธิปัตย์ต้นสังกัด ก่อนที่ทุกอย่างจะมาขาดสะบั้นต่างคนต่างเดินเป็นเอกเทศ

ชัดเจนในช่วงการเคลื่อนไหวของ กปปส.ที่ได้แรงสนับสนุนจากผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ในหลายเรื่อง ที่ตอกย้ำความแนบแน่นของคุณชายหมูและสุเทพ

การตัดสินใจสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ย่อมต้องแลกด้วยพันธมิตรที่จะหายไปบางส่วน แต่นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ประเมินแล้วว่าเป็นการกระทำที่ได้ผลคุ้มค่ากว่าในภาพรวม

 

กรธ.ถือไพ่เหนือสนช. เผด็จศึกที่มานายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450813

กรธ.ถือไพ่เหนือสนช. เผด็จศึกที่มานายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผลการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วงเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ถือเป็นเรื่องที่เขย่าการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นการแสดงออกถึงการหักด้ามพร้าด้วยเข่าอย่างชัดเจน หลังจากโดนรุมกินโต๊ะมานานหลายสัปดาห์

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แสดงท่าทีกดดัน กรธ.ค่อนข้างหนัก ที่ต้องการให้ สว.สามารถเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ตอนแรก สนช.และ สปท.บางกลุ่มพยายามให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แข่งกับ สส.ได้ตั้งแต่รอบแรก แต่เมื่อกระแสจากภายนอกเริ่มไม่เห็นด้วย จึงปรับเปลี่ยนเป็นให้ สว.เสนอชื่อนายกฯ รอบสองได้ หากเกิดกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากการเสนอชื่อของนายกฯ ได้ ซึ่งข้อเสนอของทั้งสองสภาอยู่ภายใต้ตรรกกะที่ว่าถ้าให้ สว.ร่วมลงมติเลือกได้ก็ควรให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ตรรกะที่ว่านั้นในมุมมองของ กรธ.กลับเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ กรธ.คิดว่าคำว่า “ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ที่อยู่ในคำถามพ่วงที่ผ่านประชามตินั้น สังคมส่วนใหญ่เข้าใจว่าให้ สว.ทำหน้าที่แค่การยกมือโหวตเท่านั้น ไม่ได้มีสิทธิการเสนอชื่อนายกฯ ได้เหมือนกับ สส.

“เมื่อเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ กรธ. จึงเห็นว่าต้องยึดตามถ้อยคำที่ถามต่อประชาชนโดยเคร่งครัด เพราะตามหลักทั่วไปแห่งการออกเสียงประชามติ ผู้ออกเสียงประชามติย่อมออกเสียงประชามติตามพื้นฐานแห่งถ้อยคำที่ปรากฏในบัตรลงคะแนน” สาระสำคัญในเอกสารสรุปผลการประชุมของ กรธ. เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมายแล้วในเชิงหลักการ กรธ.ยังเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้ สว.เข้ามาร่วมโหวต เนื่องจาก สว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและได้รับการสถาปนาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเทียบเท่า สส. ดังนั้นแม้ สนช.จะพยายามอ้างว่าในระหว่างที่รณรงค์ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีสมาชิก สนช.ไปแสดงความคิดเห็นว่าให้ สว.สามารถเสนอชื่อได้ แต่ไม่อาจถือเป็นเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงได้

ที่สุด กรธ.จึงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยการยืนยันในหลักการเดิมของตัวเอง แต่มีการปรับเนื้อหาให้สอดรับถ้อยคำในคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติ

กล่าวคือการเสนอชื่อนายกฯ ยังคงให้สิทธิกับ สส.ตามเดิม ที่ต้องเสนอจากคนที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมือง แต่เปลี่ยนจากการลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเกินหนึ่งหรือ 251 คะแนนจาก สส.ทั้งหมด 500 คน มาเป็นการลงมติเลือกในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สส.และ สว.) ด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่งหรือ 376 คะแนน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คนแทน

ส่วนกรณีที่การเลือกนายกฯ ครั้งแรกไม่สามารถสำเร็จได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด กรธ.กำหนดให้เฉพาะ สส. จำนวน 250 คนขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถเข้าชื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติ 2 ใน 3 หรือ 500 คนจากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน เพื่องดเว้นการลงมติเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง จากนั้นการเลือกนายกฯ จะกลับมาเลือกกันในที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง และจะตัดสินว่าใครจะเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา

โดยทุกขั้นตอน สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อ แต่มีหน้าที่แค่มาประชุมและยกมือว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น

ขณะเดียวกันการแสดงออกของ กรธ.ในครั้งนี้ ถ้ามองในมิติทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังทางการเมืองครั้งสำคัญของ กรธ.ด้วย

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการทำงานของ กรธ.ได้รับแรงสนับสนุนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ด้วย ดังจะเห็นได้จากการส่งดอกไม้มาแสดงความยินดีกับ กรธ.ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ รวมไปถึงการไม่สัมภาษณ์ในทำนองกดดันให้ กรธ.ต้องบัญญัติให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

ยิ่งไปกว่านั้น สนช.ที่เคยคิดว่าตัวเองมีอำนาจต่อรองเหนือ กรธ. เพราะ สนช.มีอำนาจให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ  แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ก็ต้องปรับกระบวนทัศน์ความคิดใหม่

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.เขียนขึ้นมานั้นได้ออกแบบแก้เกมตรงนี้ไว้แล้ว ซึ่งอยู่ในมาตรา 267 ที่ระบุพอสังเขปว่า เมื่อ กรธ.ได้ทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จและส่งให้กับ สนช.แล้ว ถ้า สนช.ไม่ดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน จะถือว่า สนช.ได้ให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ตามที่ กรธ.จัดทำขึ้นทันที

ณ เวลานี้จะเห็นได้ว่า สนช.แทบไม่เหลืออำนาจต่อรองกับ กรธ.อีกแล้ว จึงไม่แปลกที่ สนช.เริ่มส่งสัญญาณไปขอพึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายที่ชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.จะได้ไปต่อหรือต้องนำกลับมาแก้ไขใหม่อีก

ถึงกระนั้นเอง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. และคณะก็ต่างเฝ้าลุ้นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยใจระทึกเช่นกัน เพราะถ้าคดีพลิกเมื่อไหร่ จากที่เป็นฝ่ายได้เปรียบจะกลายเป็นตรงกันข้ามทันที

 

การตัดสินใจของ กรธ. ถือว่าดีที่่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450809

การตัดสินใจของ กรธ. ถือว่าดีที่่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาประกาศจุดยืนต่อการปรับแก้รัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วง โดยให้อำนาจ สว.เพียงแค่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่สามารถเสนอชื่อได้ มีเสียงสะท้อนตามมาจากนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ติดตามการตัดสินใจครั้งนี้

จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มองว่า ตรงตามเจตนารมณ์คำถามพ่วง เพราะเขียนค่อนข้างชัด ส่วนการตีความของ สนช. ที่ให้ สว.เสนอชื่อได้นั้นเป็นการตีความเกินเลยไป ถ้าคำถามพ่วงอยากให้เสนอชื่อก็ต้องเขียนให้ชัดว่าเสนอชื่อและโหวตได้

นอกจากนั้น ในช่วงการออกมาให้ความรู้ประชาชน ทั้ง กรธ.หรือฝ่ายรัฐ เกี่ยวกับคำถามพ่วงก็อธิบายว่าให้โหวตเท่านั้นซึ่งมีคำอธิบายเป็นชุด หาก กรธ.ไปเขียนแบบที่ สนช.ตีความก็มีโอกาสตีกลับสูง และถ้า สนช.ไม่เห็นด้วยก็ต้องออกมาค้าน ตั้งแต่แรกไม่ใช่รอประชามติผ่านก่อนแล้วค่อยออกมาตีความ

จักษ์ กล่าวว่า ในส่วนของคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องไม่ทำเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติด้วยคะแนนมากกว่าถูกบิดพลิ้ว เพราะประชาชนที่ลงคะแนนก็เข้าใจตามคำถามแบบนี้

อย่างไรก็ตาม การให้ สส.เป็นคนเสนอชื่อนายกฯ นั้น ยังตอบปรัชญาทาง “รัฐปรัชญา” ได้ เมื่อ สส.เป็นตัวแทนประชาชนมาจากการเลือกตั้ง การเสนอชื่อนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หากให้ สว.เสนอจะไม่ชอบธรรมไม่ยึดโยงประชาชน ส่วนการโหวตนั้นเป็นระบบรัฐสภาฝ่ายนิติบัญญัติที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารนั้น สว.อาจตีความว่าเป็นฝ่ายนิติบัญญัติตรงนี้รับได้ แต่การเสนอชื่อนี่ผิดหลักการและจะไปกันใหญ่

“การตัดสินใจของ กรธ.ถือว่าดีที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติก็ต้องเดินต่อไป แต่ต้องเดินต่อไปให้มีปัญหาน้อยสุดเท่าที่ประชาชนยอมรับ หากเขียนมากกว่านี้ ปัญหาก็จะตามมา ประธานมีชัยก็คงไม่แฮปปี้ตั้งแต่เริ่มตั้งคำถามพ่วง ไม่งั้นก็คงให้บรรจุในร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก แต่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้มีคำถามพ่วงก็ต้องใส่มา แม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติมากกว่าคำถามพ่วงก็ต้องยึดตรงนั้นเป็นหลัก ต้องยอมหักดิบ สนช.ถือว่ามีความเป็นผู้นำสูง มีความกล้า”

จักษ์ อธิบายว่า เส้นทางจากนี้คงไม่มีเหตุให้สะดุดเพราะการเลือกออกมาเปิดเผยจุดยืนต่อสาธารณะใช้กระแสสังคมเข้ามาช่วย ประกาศชัดเจนว่าอาทิตย์หน้าจะยื่นศาล จะมีการถ่วงก็ไม่ได้ ถือว่าประธานมีชัยฉลาดที่ออกมาพูดอาทิตย์นี้แล้วยื่นอาทิตย์หน้า ไม่ทิ้งช่วง นี่คือความชาญฉลาดเรื่องเวลาพอสมควร

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการห่วงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะ 250 สว.ก็ไม่ใช่ว่าจะควบคุมได้หมด เพราะ สว.ไม่ได้สังกัดพรรค เมื่อเข้าไปนั่งในสภาก็อยู่ยาวปล่อยเสือเข้าป่าคอนโทรลยาก ที่มองว่า สว.จะเกาะกลุ่มเป็นพรรคใหญ่ยิ่งไม่มีทาง เพราะปล่อยเข้าป่าแล้วทำอะไรไม่ได้ 5 ปีไม่มีใครปลดได้ กรรมการจริยธรรมก็ไม่ใช่ง่าย คสช.จึงจำเป็นต้องนำคนในกองทัพไปนั่งใน สว.

ด้าน ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การเลือกผู้นำหรือนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน และสะท้อนเจตนารมณ์ประชาชน อีกทั้งตามเจตนารมณ์มาตรา 88 ระบุให้พรรคเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ 3 ชื่อ ก็เป็นการเชื่อมโยงประชาชนผ่าน สส. รวมทั้งประเพณีการปกครองมาตรา 159 วรรคหนึ่ง วรรคสองในร่างรัฐธรรมนูญ เขียนชัดเจนว่า สส.เป็นผู้เสนอชื่อ ดังนั้นในบทหลัก สส.ต้องเสนอชื่อ แน่นอนว่าจะให้บทเฉพาะกาลที่เป็นข้อยกเว้นมาสำคัญกว่าบทหลักไม่ได้

นอกจากนี้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำขัดกับจุดยืนของ สนช. เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 37 ว่าหลังคำถามพ่วงผ่านประชามติแล้ว คนที่แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องนี้ก็เป็น กรธ. ถือเป็นหน้าที่ กรธ.โดยตรง พร้อมกำหนดกรอบเวลา 30 วัน ก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นภาพที่ชัดเจนเรื่องสิทธิบทบาทหน้าที่ กรธ.โดยตรง

ยุทธพร กล่าวว่า การเขียนไว้เช่นนี้ไม่ใช่การปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอกเพราะร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ห้ามนายกฯ คนนอก มีโอกาสตั้งแต่ต้น ขั้นตอนพรรคการเมืองเสนอ 3 ชื่อ ที่ไม่กำหนดว่าต้องเป็นคนในบัญชีรายชื่อหรือต้องเป็น สส.ดังนั้นพรรคเสนอคนนอกได้แต่ต้น

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา’35 กล่าวว่า การปรับแก้ของ กรธ.ทำให้ประชาชนหายระแวงไปเยอะ แต่หวังว่าคงไม่มีใครไปเล่นตลกกลางทาง แต่ความพยายามสืบทอดอำนาจก็ยังมีอยู่ ตามโรดแมปของทหารมีเป้าหมายที่จะทำให้อยู่ในอำนาจต่อไป

ทั้งนี้ การที่มีความพยายามออกมาสนับสนุนนายกฯ คนนอกก็เป็นแนวทางหนึ่ง แต่การที่ประชาชนลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนั้นก็ไม่ควรไปทำให้เกิดการยอกย้อนหรือซ่อนเงื่อนจนประชาชนไม่ไว้ใจก็จะเกิดการสวิงได้

“ถ้าเคารพอำนาจประชาชนอย่างที่ว่า เดินไปอย่างตรงไปตรงมาบ้านเมืองก็เดินไปได้ตามเจตนารมณ์ อย่าไปใช้วิธีแปลกปลอมที่จะทำให้ความเชื่อมั่นหมดไปไม่คุ้มกับสิ่งที่ทำมา จากคนที่เห็นด้วยก็จะออกมาต่อต้าน ซึ่งประชามตินั้นจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ดีทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ดีกว่าอยู่กับที่ไม่รู้จะไปซ้าย ขวา”

อดุลย์ กล่าวว่า ในเรื่องประเด็นนายกฯ คนนอก ส่วนตัวไม่ให้ความสำคัญมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณสมบัตินายกฯ ว่าพร้อมแค่ไหน คำว่านายกฯ คนดี ดีแล้วทำอะไรไม่เป็น ไม่ได้มีคุณสมบัตินายกฯ พอเพียงบ้านเมืองก็เสียหาย คุณสมบัตินายกฯ จึงเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญกว่าคนในคนนอก หากเป็นคนในก็จะทำให้ประชาชนทราบฝีมือ ประสบการณ์ แต่หากเป็นคนนอกโดยเฉพาะมาจากทหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะขาดประสบการณ์เห็นโปรไฟล์อยู่แล้วขึ้นมาก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด

 

เพิ่มเก้าอี้ 30 สนช. เปิดทางแถวสอง กระชับอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 10:28 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450557

เพิ่มเก้าอี้ 30 สนช. เปิดทางแถวสอง กระชับอำนาจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเตรียมปรับเพิ่มจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จาก 220 คน เป็น 250 คน ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งเดือน ธ.ค. 2560 สะท้อนให้เห็นการตระเตรียมการอย่างรอบคอบและเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเคลียร์เส้นทางข้างหน้าให้ไร้อุปสรรคจากคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อธิบายว่า สนช.จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกฯ ต่างๆ และจะอยู่ไปถึงก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องกลับมาเป็น สว. เพราะต้องมีกรรมการสรรหา

“สาเหตุที่ต้องตั้ง สนช.เพิ่ม เพราะบางคนก็ตายบ้าง ลาออกบ้าง แล้ววันนี้ในส่วนของความมั่นคงมีหลายกฎหมายที่ต้องทำ”

สอดรับกับคำชี้แจงของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า สาเหตุการเพิ่มเก้าอี้ สนช.รอบนี้ เนื่องจากยังกฎหมายที่ยังคั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมากที่ต้องเร่งรีบ รวมทั้งยังมีเรื่องการทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ จึงแต่งตั้งเพิ่มขึ้นมาช่วยพิจารณากฎหมาย

“ยืนยันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อทำอย่างอื่น แล้วไม่ได้อยู่นาน จะพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับสมาชิก สนช.คนอื่นๆ”

ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 มาตรา 6 เพิ่มจำนวน สนช.อีก 30 คน จากเดิมไม่เกิน 220 คน เป็นไม่เกิน 250 คนโดยจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน โดยอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

ทว่า กระแสสังคมดูจะไม่คล้อยตามไปกับคำชี้แจงที่ออกมา แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องของการจัดวางตำแหน่งเพื่อตอบโจทย์ในแง่การรองรับบุคลากรจากกองทัพที่กำลังจะเข้ามาและกำลังจะเกษียณอายุ

ประเด็นแรก เรื่องจำนวน 220 คนเดิมนั้น ในทางปฏิบัติ แทบไม่มีผลต่อการพิจารณากฎหมายอยู่แล้ว ยิ่งหากย้อนดูการพิจารณากฎหมายในอดีตของ สนช. จะเห็นว่า ทั้งคนอภิปรายในสภา คนชี้แจง คนที่มีความคิดความเห็นแบบลงลึกในเชิงเนื้อหาสาระมีอยู่ไม่กี่สิบคน

ต่อให้มีกฎหมายเพิ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาเพิ่มมากขึ้น ก็แทบไม่มีผลต่อการพิจารณาที่สามารถเพิ่มทั้งเวลาพิจารณาให้มากขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะเลือกใช้วิธีเพิ่มคน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายที่มาจากภาษีประชาชนเพิ่มขึ้นอีกปีละ 62 ล้านบาท

บุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ยกตัวอย่างการประชุม สนช. วาระถอดถอน ประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย มีผู้เข้าร่วมประชุม 154 จาก 220 คน คิดเป็นร้อยละ 70 เท่านั้น และหากย้อนดูสถิติจำนวน สนช.ที่เข้าประชุมเฉลี่ยที่ผ่านมามีเพียง 170 คนเท่านั้น

“จำนวน สนช.โดยอ้างเหตุว่าต้องมีการพิจารณากฎหมายเพิ่มขึ้นนั้น จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือต้องการเพิ่มตำแหน่งว่างเพื่อรองรับใครที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้หรือไม่”

แน่นอนว่าสาเหตุที่การเพิ่มจำนวน สนช.รอบนี้ ถูกมองว่าเป็นไปเพื่อรองรับข้าราชการเกษียณอายุนั้น เป็นเพราะเกิดขึ้นในจังหวะคาบเกี่ยวเดือน ก.ย.-ต.ค.

ที่สำคัญในแง่กองทัพนั้นจะมีกำลังพลส่วนหนึ่งที่เคยมีส่วนช่วยงาน คสช.ช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ต้องเกษียณอายุสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ที่จะทำให้เกิดสภาพ “ขาลอย” สำหรับบางคนที่ไม่มีตำแหน่ง
อื่นๆ ในแม่น้ำ 5 สายรองรับ

การเปิดทางให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีที่นั่งใน สนช. จึงอาจเป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการเปิดทางรองรับบุคลากรที่จะขยับขึ้นมารับตำแหน่งใหม่ โดยเฉพาะตำแหน่งคุมกำลังหลัก และตำแหน่งที่มีบทบาทในกองทัพ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ามารับไม้ต่อ หลังจากชุดปัจจุบันบางส่วนเกษียณอายุราชการไปแล้ว

บรรดาบิ๊กๆ ในกองทัพชุดใหม่ที่ขึ้นมาก็จะมาเป็นกลไกประสานงานระหว่างกองทัพ และ คสช. และ สนช. เพื่อมีส่วนในการควบคุมทิศทางการทำงานให้เป็นไปตามแนวทางที่ คสช.กำหนดไว้ในโรดแมป

แม้หลายคนจะมีตำแหน่งใน สนช.ปัจจุบันอยู่แล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ยังไม่มีที่นั่งจึงจำเป็นต้องจัดที่จัดทางไว้รองรับเพื่อให้การทำงานตามโรดแมป คสช. หลังจากนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ยังไม่รวมกับการเตรียมเก้าอี้ไว้ปลอบใจ บรรดา ครม.หรือบรรดา คสช.ที่จะพ้นตำแหน่งหากมีการปรับเปลี่ยนในอนาคต

อีกประเด็นที่มองว่าจำเป็นต้องเพิ่มจำนวน สนช. เนื่องจากเสียงภายใน สนช.เริ่มไม่เป็นเอกภาพอย่างที่ คสช.สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้หมด ยิ่งหลังจากนี้จะมีกฎหมายสำคัญๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช. โดยเฉพาะกฎหมายลูกหลายฉบับ

หากปล่อยให้เกิดสภาพเสียงแตก ย่อมสุ่มเสี่ยงจะกระทบไปถึงเนื้อหาบางท่อนบางตอนที่ล่อแหลมหรือเห็นต่างในอนาคต จนอาจจะกระทบต่อไปถึงโรดแมป คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การเพิ่มเก้าอี้รอบนี้จึงมีนัยสำคัญ