ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รัฐพร้อมแก้จนหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437708

ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รัฐพร้อมแก้จนหรือยัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการออกมาตรการมาเอาใจพี่น้องประชาชนระดับล่าง ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติเดินหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยการเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ  เป้าหมายการลงทะเบียนเพื่อจัดทำฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

วิทยากร เชียงกูล  คณบดีกิตติคุณมหาวิทยาลัยรังสิต  กล่าวว่า เห็นด้วยและน่าสนับสนุนในการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อการจัดสิทธิประโยชน์พิเศษเข้าไปช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกลุ่มให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเห็นว่าควรจัดในรูปแบบคูปอง แต่สิ่งสำคัญในการขึ้นทะเบียนรัฐบาลต้องได้รับข้อมูลที่เป็นจริง คือ ต้องเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ตามหลักเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี นับว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยที่สมควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ จากภาครัฐ โดยเฉพาะบทบาทของท้องถิ่นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้ามาช่วยคัดกรองบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการแอบแฝงจากผู้ที่ไม่ได้จนจริงๆ เข้ามาลงทะเบียน

“สิ่งที่กังวลมากๆ คือ ประชาชนบางกลุ่มอาจจะไม่กล้ายอมเข้ามาขึ้นทะเบียนว่าตัวเองจน เพราะคนจนในเมืองกับคนจนในชนบท อาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทั้งความต้องการด้านสิทธิประโยชน์หรือสิทธิพิเศษ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลต้องดึงนักเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยคิดว่าคนจนในเมืองกับคนจนในชนบท ควรได้รับรัฐสวัสดิการอะไรบ้าง หรือแตกต่างกันอย่างไร” วิทยากร กล่าว

นักวิชาการด้านสังคมมองว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึง คือ สวัสดิการเดิมกับสวัสดิการใหม่ที่จะให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ต้องระมัดระวัง เช่น เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ที่เป็นนโยบายในภาพรวมประชาชนผู้สูงอายุได้รับกันทั่วหน้า เมื่อมีการขึ้นทะเบียนคนจนแล้วต้องไม่ไปลดสิทธิของผู้สูงอายุเดิมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่หากเป็นผู้สูงอายุที่เป็นคนจนจริงๆ ภาครัฐอาจจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุให้มากเป็นพิเศษ เช่น 1,000 บาท เป็นต้น เช่นเดียวกับสวัสดิการอื่นๆ ด้วยทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือประกันสังคม สวัสดิการสังคม

“นโยบายที่รัฐบาลออกมาถามกันมากว่าเป็นรัฐสวัสดิการจริงๆ หรือไม่ ตอบได้เลยว่ายังไม่ใช่ เพราะนโยบายรัฐสวัสดิการของประเทศที่สนับสนุนเรื่องนี้จริงๆ ต้องเป็นประเทศที่สามารถจัดเก็บรายได้ในรูปแบบภาษีเพื่อมาสนับสนุนนโยบายประมาณ 30-40% จีดีพี แต่ประเทศไทยจัดเก็บภาษีได้เพียง 17-18% ต่อจีดีพีเท่านั้นถือว่าน้อยมากๆ จึงไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดรัฐสวัสดิการได้เต็มรูปแบบเหมือนประเทศอื่นๆ ที่จะครอบคลุมตั้งแต่เกิดไปจนเกษียณอายุ คือ จะมีเงินบำนาญ ไว้ใช้ในยามชราภาพเป็นรายเดือนพอๆ กับเงินเดือนในช่วงอายุทำงาน แต่ประเทศไทยจัดสวัสดิการได้แค่เบี้ยผู้สูงอายุเพียงเดือนละ 600 บาท ซึ่งไม่พอต่อการยังชีพด้วยซ้ำ” วิทยากร กล่าว

วิทยากร เชียงกูล

 

สุริชัย หวันแก้ว  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถือเป็นความคืบหน้าในระดับหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนในการเริ่มต้นจะให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นเมื่อมีการขึ้นทะเบียนภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกผู้ที่ต้องการจะเข้ามาจดทะเบียนที่สำคัญระบบต้องมีความพร้อมสูงโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงสมควรจะใช้โอกาสนี้ในการบูรณาการฐานข้อมูลใหม่ทั้งระบบด้วยเพื่อเชื่อมโยงระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น นอกจากนี้ทางภาครัฐควรนำฐานข้อมูลเดิมที่รัฐบาลในอดีตเคยขึ้นทะเบียนคนจนมาปรับใช้เพื่อนำไปสู่การเปรียบเทียบหรือค้นหาทะเบียนประชาชนผู้มีรายได้น้อยจริงๆ

“นโยบายนี้เพิ่งประกาศแค่วันเดียวไม่สามารถแก้ความยากจนได้ เพราะการแก้จนไม่ใช่แค่การให้เงินเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องออกนโยบายเป็นชุดใหญ่ที่มีทุกกระทรวง ทบวง กรม ร่วมกันบูรณาการการทำงานเป็นระบบเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการทำงานแก้จน”

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต  ให้ความเห็นว่าผลดีของการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย คือ 1.การจัดเก็บข้อมูลฐานภาษี 2.การช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และ 3.การช่วยเหลือสวัสดิการสามารถจัดสรรได้ตามสมรรถภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง ทั้งผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท ดังนั้นการช่วยเหลือทั้งในกลุ่มประชาชนในเมืองและต่างจังหวัดต้องไม่แตกต่างกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน หากผู้มีรายได้น้อยในเมืองได้รับสิทธิประโยชน์ หรือสวัสดิการที่มากกว่าผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเป็นระบบแล้ว การจัดสวัสดิการปกติควรมีการทบทวนทั้งระบบด้วย ตัวอย่างเช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะดีย่อมไม่สมควรได้รับ หรือควรยกเลิกเบี้ยรายเดือน 600 บาท ควรนำเงินส่วนนี้ไปเพิ่มให้กับผู้สูงอายุที่ฐานะยากจนจริงๆ อาจเพิ่มให้เป็นรายละ 1,000-1,500 บาท ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นแนวนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ไม่ถึงขั้นรัฐสวัสดิการ แต่ถือเป็นการวางรากฐานด้านกฎหมายความมั่นคงทางสังคมจึงน่าสนับสนุนต่อไป

 

ยิ่งลักษณ์เดินสาย เลี้ยงกระแสมวลชน ปลุกใจลูกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437482

ยิ่งลักษณ์เดินสาย เลี้ยงกระแสมวลชน ปลุกใจลูกพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การลงพื้นที่ จ.แพร่  ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันที เมื่อข้อความสนทนาในห้องแชตของกลุ่มผู้ช่วยนักการบินหลุดออกมาสู่สาธารณะ ร้อนจนผู้บริหารสายการบินต้องรีบออกมาขอโทษขอโพย ก่อนเรื่องราวจะบานปลายจนกระทบต่อไปถึงมาตรฐานการบินของประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ สังคมเริ่มหันมาจับตาการเคลื่อนไหวของอดีต นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย กับการลงพื้นที่ตามโครงการ “5 เหตุที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน” ซึ่งเดินหน้าต่อเนื่องมาจนถึงจังหวัดที่ 3 แล้ว ต่อจาก จ.กาฬสินธุ์ และบึงกาฬ

ด้วยสภาพที่ถูกคุมเข้มจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้พรรคการเมืองตลอดจนอดีตนักการเมืองไม่อาจเคลื่อนไหวทากิจกรรมต่างๆ ได้ แม้แต่การแสดงความคิดความเห็นตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานยังทำได้ลำบากนับตั้งแต่รัฐประหาร

ทางออกที่พอจะทำได้คือการเดินสายพบปะประชาชนแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้พยายามเลี้ยงกระแส รักษาฐานมวลชนของตัวเองที่มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในหลายพื้นที่

ล่าสุด ทางทีมงานยิ่งลักษณ์อาศัยช่องว่างที่ยังไม่ถูกควบคุม ปรับยุทธศาสตร์เปิดเกมรุกหนักผ่านเฟซบุ๊กด้วยโครงการ ” 5 ล้านไลค์ กับ 5 เหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน” ให้ประชาชนอธิบายเหตุผลที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดของตัวเอง และเปิดให้มีการโหวตกันในเฟซบุ๊ก ซึ่งได้ผู้ชนะคือ จ.กาฬสินธุ์ บึงกาฬ และแพร่

ในแง่การควบคุมย่อมเป็นเรื่องยากที่ คสช. จะเข้าไปสกัดการลงพื้นที่ของยิ่งลักษณ์และอดีต สส.ได้ เพราะเป็นการพบปะประชาชนธรรมดาไม่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเมืองหรือปลุกปั่น รณรงค์ สร้างความขัดแย้งแต่ประการใด

อีกทั้งการไปพบปะประชาชนก็เลือกตามสถานที่สำคัญต่างๆ อย่าง จ.กาฬสินธุ์ ก็ไปศูนย์ศิลป วัฒธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวา ไหว้พระพุทธไสยาสน์ ภูค่าว วัดพุทธนิมิตภูค่าว และหาดดอกเกด เขื่อน ลำปาว  ส่วน จ.บึงกาฬ  ไปภูทอก วัดเจติยาคีรีวิหาร แวะกราบสักการะรูปปั้นและเจดีย์ หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ  พร้อมนมัสการเจ้าอาวาสวัด และ จ.แพร่ ไปทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ วัดพระธาตุช่อแฮ และไปถ่ายรูปประตูสู่ล้านนา พร้อมเยี่ยมแหล่งผลิตผ้าม่อฮ่อม

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ ที่ยิ่งลักษณเลียบๆ เคียงๆ หยั่งเชิงลงพื้นที่เยี่ยมเยือนแฟนคลับเรื่อยมา ก่อนจะมาโหมหนักในช่วงหลัง ด้วยหลายเหตุผล

ประการแรก เพื่อส่งสัญญาณนำทัพเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 นี้  แม้ตัวยิ่งลักษณ์เองจะถูกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนจากคดีจำนำข้าวไม่อาจเล่นการเมืองได้ แต่ในฐานะอดีตแม่ทัพย่อมไม่อาจถอดใจปล่อยปละพรรคเพื่อไทยในจังหวะนี้เช่นนี้ได้

โดยเฉพาะในจังหวะที่เพื่อไทยกำลังอ่อนแอ ไม่รู้ว่าในอนาคตจะดันใครขึ้นมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค หรือส่งประกวดชิงตำแหน่งนายกฯ เวลานี้ยิ่งจำเป็นต้องกระตุ้นลูกพรรคให้เหนียวแน่นไม่ทิ้งพื้นที่ แถมยังเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกพรรคอื่นมาดูด ถูกแซะ  หรือทำให้พรรคแตกเป็นก๊ก เป็นมุ้งต่างๆ ที่จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้

ดังจะเห็นว่าตั้งแต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมาแกนนำเพื่อไทย ตลอดจนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกติดตาม ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเอื้อให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กมีที่ยืน มีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ประการที่สอง การลงพื้นที่พบประชาชนโดยเฉพาะในฐานที่มั่นของเพื่อไทยย่อม ถือเป็นการเลี้ยงกระแส ไม่ให้มวลชนที่เคยเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรครู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง จนต้องหันไปชื่นชมกลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่มีผลงานดีกว่า

ดังจะเห็นว่าระยะหลังรัฐบาล คสช.  มีนโยบายลด แลก แจก แถมซื้อใจประชาชนในพื้นที่ไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากไม่รักษาฐานตรงนี้ไว้ยิ่งนานวันยิ่งจะทำให้คะแนนที่เคยเป็นของเพื่อไทยมีแต่จะลงเรื่อยๆ

ประการที่สาม ในวันที่ยิ่งลักษณ์กำลังต้องรอลุ้นกับคดีที่จ่อคิวรอการตัดสินอีกหลายคดี ต้องลุ้นทั้งคดีแพ่งมูลค่าหลายแสนล้านบาท ต้องเสี่ยงติดคุก การใช้หลังพิงมวลชนสู้คดีย่อมเพิ่มแนวร่วมที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจได้มากกว่าการต่อสู้เพียงลำพัง

ดังจะเห็นว่ายิ่งลักษณ์ได้ประกาศต่อสู้ไม่หลบหนีไปไหน พลังมวลชนที่สนับสนุนย่อมเป็นเกราะกำบังให้ได้ระดับหนึ่ง แม้หากไม่เห็นผลเร็วๆ นี้ แต่สุดท้ายก็อาจกลายเป็นคะแนนสงสารที่เปลี่ยนเป็นคะแนนสนับสนุนเพื่อไทยในที่สุด

เหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่าทำไมยิ่งลักษณ์ถึงลงพื้นที่หนักขึ้นในช่วงนี้

 

ศาลอาญาทุจริต ยกระดับปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437480

ศาลอาญาทุจริต ยกระดับปราบโกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กล่าวในฐานะองค์ปาฐกในการปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาป้องกันประเทศครบรอบ 60 ปี ว่า ประเทศไทยควรมีศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อปราบปรามการทุจริต

“หวังว่าคนไทยจะหายจากโรคขี้โกงจะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้าชาติอื่นอีกต่อไป ทั้งนี้จะต้องใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตนเคยถามเรื่องคดีว่า ทำไมคดีโกงเรื่องนี้ไม่เสร็จเสียที เขาก็จะตอบว่าขั้นตอนเยอะ แต่ตนก็บอกว่าขั้นตอนสามารถแก้ได้ ประเทศไทยมีศาลมากมาย ทั้งศาลยุติธรรม ศาลภาษี ซึ่งถ้าเราจะตั้งศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงดีหรือไม่ เอาคดีนี้ไปดำเนินการให้เร็ว เพื่อลดขั้นตอนให้เร็วช่วยกันตั้งดีหรือไม่” หนึ่งในแนวคิดของประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2558

จากวันนั้นจนถึงวันนี้แนวความคิดของ พล.อ.เปรม กำลังจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณาเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นกฎหมายในวันที่ 16 มิ.ย. ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช. ที่มี “มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด” สมาชิก สนช.เป็นประธานได้ดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาในร่างกฎหมายเสร็จแล้ว

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ ให้จัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางโดยยกฐานะแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาขึ้นเป็นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และจะเปิดทำการเมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา และเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา

โดยให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตตลอด กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี แต่บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางก็ได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่จะไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

ขณะเดียวกัน ในร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้กำหนดนิยามคำว่า “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” ที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางให้มีความหมายครอบคลุมดังนี้

(1) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอื่นอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ

(2) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(3) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลให้ความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ ยอมจะรับ หรือให้ ขอให้ รับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพลเพื่อจูงใจหรือข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น

(4) คดีอาญาที่ฟ้องขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

(5) คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารดังกล่าวด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

(6) คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
ผิดปกติ

พร้อมกับให้ความหมายของคำว่า “ประพฤติมิชอบ” ว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด โดยอาศัยเหตุที่มีตำแหน่งหรือหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า สำนักงานศาลยุติธรรมควรจัดเตรียมแผนการเปิดการทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้รับการพิจารณาพิพากษาด้วยความรวดเร็วและคู่ความที่เกี่ยวข้องได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการศาลมากยิ่งขึ้น

“ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินคดีทุจริตเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะปกติคดีอาญาของเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้การพิจารณาคดีของศาลเป็นไปอย่างล่าช้า จึงคิดว่าเมื่อมีการจัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบจะช่วยคดีได้รับการชี้ขาดรวดเร็วมากขึ้น

ปานเทพ กล่าวอีกว่า การพิจารณาคดีของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบจะเป็นระบบสามศาล และมีขอบข่ายเฉพาะไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่หากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังคงต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมายกำหนดไว้

“เชื่อว่าจะช่วยให้คดีการทุจริตที่ค้างการพิจารณาในชั้นศาลเวลานี้สามารถดำเนินการไปได้ด้วยรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ” ปานเทพ ระบุ

 

ปิดศูนย์ปราบโกง ยิ่งสกัดยิ่งเสี่ยง!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437273

ปิดศูนย์ปราบโกง ยิ่งสกัดยิ่งเสี่ยง!!!

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์ปราบโกงติดตามการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่อเค้าสะดุด หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศชัดไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ เพราะมีหน่วยงานภาครัฐดำเนินการอยู่แล้ว

“ผมไม่ให้เดิน พอแล้ว หยุดเถอะ ผมขอร้อง ไม่เอา หากยังเดินหน้าต่อ ผมก็หามาตรการทางกฎหมายดำเนินการ ไปดูว่าผิดอะไรหรือไม่ หากผิดว่าไปตามนั้น แต่ตอนนี้ผมขอร้องก่อน หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยไหม”

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คสช.ยังส่งสัญญาณไฟเขียวเปิดทางให้ นปช.จัดตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ได้ แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอง ก็ยังเห็นดีเห็นงามกับการมีหน่วยงานอื่นมาร่วมเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการออกเสียงประชามติที่จะช่วยสร้างความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับการออกเสียงประชามติ

ส่วนหนึ่งเพราะหากประเมินศักยภาพของศูนย์ปราบโกงฯ ที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่รองรับตามกฎหมาย การเคลื่อนไหวย่อมทำได้เพียงแค่สังเกตการณ์หากพบความผิดปกติก็ส่งเรื่องร้องเรียนต่อไปให้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินต่อไป

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ คสช.ต้องกังวลใจถึงขั้นต้องหาทางสกัดการตั้งศูนย์ แถมในทางปฏิบัติการสกัดย่อมส่งผลเสียหายมากกว่าปล่อยให้ดำเนินการตามกรอบที่ควรจะเป็น

อีกทั้งด้วยต้นทุนของ นปช. การตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ในช่วงนี้ ย่อมหนีไม่พ้นถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวพันโยงใยกับการเมืองมากกว่าต้องการจะทำให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความโปร่งใส

ไม่แปลกที่จะเห็น นปช.ถูกย้อนกลับว่าหลายเรื่องทุจริตที่เกิดชัดเจนตั้งแต่ช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำไมถึงไม่เข้าไปตรวจสอบ แต่จำเพาะต้องมาเกาะติดจับโกงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ปัญหาอยู่ตรงท่าทีล่าสุดของ นปช.รุกขยับไปอีกก้าว ด้วยการดึงต่างชาติ ทั้งองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงสถานทูตต่างประเทศในไทย เข้ามาสังเกตการณ์ศูนย์ปราบโกงฯ ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ดึงต่างชาติมาร่วมกดดัน คสช.

การออกโรงของ พล.อ.ประวิตร รอบนี้ต้องเรียกว่าเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” สกัดไม่ให้ นปช. ดึงองค์กรนานาชาติเข้ามาเป็นกองหนุนที่จะทำให้ คสช.ขาดความคล่องตัว

ดังจะเห็นจากคำอธิบายของ พล.อ.ประวิตร ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ “ทำไมต้องเอาใครเข้ามาวุ่นวาย อีกทั้งยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ กกต.ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนตัวดูแลเรื่องความมั่นคงในประเทศ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าผมจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายที่ได้วางไว้”

แต่การเลือกใช้วิธีปิดกั้นการเคลื่อนไหวของ นปช.เช่นนี้ อีกด้านหนึ่งย่อมสุ่มเสี่ยงจะเกิดแรงกระเพื่อมต่อต้านการปิดกั้นการเคลื่อนไหว แถมอาจบานปลายกลายเป็นชนวนที่ปลุกให้แนวต้านผนึกกำลังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.มากขึ้น

ยิ่งการออกตัวตีตนไปก่อนไข้ ปิดทางการตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ย่อมทำให้บางกลุ่ม บางพวก เคลือบแคลงว่า การลงพื้นที่เคาะประตูบ้านทำความเข้าใจกับประชาชนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่

ยังไม่รวมกระแสข่าว กกต.เตรียมขอให้พื้นที่ค่ายทหารชี้แจงทำความเข้าใจการลงประชามติ ที่อาจจะยิ่งทำให้การออกเสียงประชามติถูกถล่มในอนาคตว่ามีความพยายามล็อบบี้ หรือชี้นำจาก คสช. เพื่อผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนถึงปลายทางให้ได้

ประเด็นเรื่องการปิดศูนย์ปราบโกงฯ จึงถือเป็นเรื่องที่เปราะบาง ที่สำคัญยังถูกเชื่อมโยงไปยังความพยายามปิดพีซทีวีรอบสอง ซึ่ง กสท.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง

จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. มองว่าปัญหาเล่นงานปิดพีซทีวี เพราะต้องการจัดการกับศูนย์ปราบโกงฯ ตามทฤษฎีจับพ่อไม่ได้ต้องขังลูกเมียไว้

“การปิดพีซทีวีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2558 อาจทำให้ดีใจว่าไม่เกิดเรื่องขึ้น แต่วันที่ 13 มิ.ย. 2559 คิดแบบเดิมอีก ต้องดูว่าสุดท้ายใครจะหัวซุกหัวซุนกัน”

ท่าทีของ จตุพร รอบนี้ยิ่งต้องทำให้ คสช.ต้องคิดหนักขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง เพราะอย่าลืมว่าการใช้อำนาจที่เข้มงวดและต่อเนื่องนานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาวการใช้ยาแรงจัดการแบบเบ็ดเสร็จอาจยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นได้

 

เปิดแผนปฏิรูปตำรวจ ‘เน้นอาวุโส-จัดเกรด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437272

เปิดแผนปฏิรูปตำรวจ ‘เน้นอาวุโส-จัดเกรด’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 138 ต่อ 4 คะแนนเห็นชอบรายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยมีสมาชิก สปท.งดออกเสียงจำนวน 24 คน หลังจากนี้ สปท.จะส่งรายงานฉบับดังกล่าวให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ สาระสำคัญของรายงานดังกล่าว คือ การเสนอหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งข้าราชการตำรวจในแต่ละระดับ โดยเนื้อหาพอสังเขปดังนี้

1.ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปให้พิจารณาตามลำดับอาวุโส การแต่งตั้งโดยหลักอาวุโสและประสบการณ์ของระดับผู้บัญชาการขึ้นไปนี้กำหนดโดยพื้นฐานของหลักการว่าข้าราชการตำรวจที่สามารถรับราชการจนเจริญเติบโตมาได้ในระดับดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นเวลานานพอสมควร สั่งสมประสบการณ์ในการทำงานในแต่ละระดับตำแหน่งมา และมีความรู้ความสามารถทั้งสิ้น ทำให้พิจารณาได้ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของความประพฤติและการปฏิบัติตน

2.ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปถึงผู้บัญชาการ ให้พิจารณาเรียงตามลำดับตามบัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่งไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนตำแหน่งว่าง ห้ามข้ามลำดับเว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัยอย่างแท้จริง และอีกร้อยละ 30 ให้พิจารณาเรียงลำดับตามบัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เช่นเดียวกัน เว้นแต่จะมีเหตุผลความจำเป็นให้ข้ามลำดับอาวุโสได้ โดยการข้ามลำดับทั้งสองกรณีต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับสารวัตรขึ้นไปถึงผู้บัญชาการโดยหลักการยังคงยึดหลักความอาวุโส และประสบการณ์ในการปฏิบัติอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้ การทำงานในแต่ละระดับตำแหน่งที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จึงควรได้รับการตอบแทนในการเลื่อนตำแหน่งซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันในการเจริญเติบโตก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ อย่างไรก็ตามจำนวนข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะระดับสารวัตรถึงผู้บังคับการมีเป็นจำนวนมาก แต่ตำแหน่งในแต่ละระดับมีจำนวนน้อย

ดังนั้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ข้าราชการตำรวจซึ่งแม้จะมีอาวุโสน้อยในระดับต่างๆ แต่ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บังคับบัญชาและประชาชนได้มีโอกาสก้าวหน้าในการรับราชการ จึงต้องกำหนดให้สามารถพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งได้ ซึ่งการพิจารณาต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมชี้แจงได้เป็นที่ยอมรับของข้าราชการตำรวจ โดยผ่านการกลั่นกรองจาก ก.ตร. ทั้งนี้ในจำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของตำแหน่งว่าง

3.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับเดียวกัน การแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการตำรวจ จำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างความมั่นคงในตำแหน่งให้กับผู้ปฏิบัติงาน อันเป็นการสร้างหลักประกันและเป็นขวัญกำลังใจในการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้ถูกโยกย้ายจากตำแหน่ง

โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งต้องมีความชัดเจนแน่นอน เพื่อให้ผู้ใช้อำนาจแต่งตั้งจะไม่สามารถออกคำสั่งแต่งตั้งหมุนเวียนได้โดยง่าย เช่น การกำหนดให้ดำรงตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 ปีโดยไม่สามารถจะโยกย้ายได้ เว้นแต่จะมีความสมัครใจในการแต่งตั้งหรือถูกดำเนินการทางวินัยหรืออาญา เป็นต้น

4.การกำหนดชั้นของกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจ เพื่อใช้ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

(1) การกำหนดระดับชั้นของกองบัญชาการ ควรกำหนดให้ตำแหน่งระดับผู้บัญชาการมี 2 ระดับ คือ ผู้บัญชาการที่มีหน่วยบริหาร เช่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เป็นต้น และอีกระดับ คือ ผู้บัญชาการที่ไม่มีหน่วยบริหาร เช่น จเรตำรวจ (สบ 8) ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

(2) การกำหนดระดับชั้นของกองบังคับการ ควรกำหนดแบ่งเป็น 2 ระดับชั้น โดยพิจารณากำหนดว่ากองบังคับการใดควรเป็นกองบังคับการชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพงาน ทั้งนี้ให้แบ่งเป็น 2 ระดับชั้นในปริมาณร้อยละ 50

(3) การกำหนดระดับชั้นของสถานีตำรวจ ควรกำหนดให้กองบัญชาการพิจารณากำหนดชั้นของสถานีตำรวจแบ่งเป็น 2 ระดับชั้น โดยพิจารณากำหนดว่าสถานีตำรวจใดควรเป็นสถานีตำรวจชั้นหนึ่ง และชั้นสอง โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของงาน ให้แบ่งเป็น 2 ระดับชั้นในปริมาณร้อยละ 50

การกำหนดระดับชั้นของกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจตามแนวทางข้างต้น ก็เพื่อประโยชน์ในการนำมาใช้รองรับการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เกิดความเหมาะสม โดยพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่เลื่อนตำแหน่งหลักครั้งแรกในแต่ละระดับไปดำรงตำแหน่งที่ไม่มีหน่วยบริหารหรือในระดับชั้นสองก่อน ทั้งนี้ ห้ามพิจารณาแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่มีหน่วยบริหารหรือในระดับชั้นหนึ่งโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการสั่งสมประสบการณ์การทำงานของข้าราชการตำรวจก่อนที่จะไปรับผิดชอบหน่วยที่มีปริมาณและคุณภาพงานมากขึ้น

5.ผลที่คาดว่าจะได้รับ การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้ายอย่างเป็นธรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ทำให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะไม่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจทั้งภายในและภายนอก

การกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งให้มีความชัดเจนแน่นอน ลดการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งในลักษณะข้างต้นจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการเจริญเติบโตในการรับราชการของข้าราชการตำรวจ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจได้ อันจะส่งผลดีต่อประชาชนและสังคมส่วนรวม ถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ในการปฏิรูปกิจการตำรวจเป็นอย่างยิ่ง

 

“ประชามติ”ล้มยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437053

"ประชามติ"ล้มยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีอันต้องสั่นคลอนอีกครั้ง

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่เสนอให้พิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มาตรา 61 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกินความจำเป็นและกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 4 หรือไม่

ถึงขั้นที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องออกมาดักคอว่าเป็นแผนล้มประชามติหรือไม่ แถมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศท่าทีให้ชัด

ทว่าในทางปฏิบัติ ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร คงยากที่จะส่งผลถึงขั้นทำให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญต้องล้มเลิกซึ่งจะพานทำให้ทุกอย่างต้องสะดุดตามไปด้วย

แม้แต่ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ประชามติฯ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็คงไม่มีผลกระทบรุนแรงจนถึงขั้นทำให้การออกเสียงประชามติต้องล้มไป เพราะยังมีทางออกอีกหลายทางที่พอจะขยับขยายไม่ให้ทุกอย่างมีปัญหา เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือรัฐบาล คสช.

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ระบุว่าต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญว่าจะพิจารณาอย่างไร ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันจะเอาอย่างไร ถ้าศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเลื่อนการทำประชามติออกไป และหากศาลพิจารณาทันก่อนวันที่ 7 ส.ค. ในกรณีถ้าผิดก็ต้องหยุด ถ้าไม่ผิดก็ทำต่อ

ไม่ต่างจาก พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อธิบายว่า พ.ร.บ.ประชามติยังมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติให้รับเรื่องไว้พิจารณาก็ตาม และเชื่อว่ากระบวนการออกเสียงประชามติจะเดินหน้าตามโรดแมปต่อไปแน่นอน ไม่มีอะไรต้องหยุด

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้มาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร ทั้ง คสช. หรือ สนช. เพราะในความเป็นจริงการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ สามารถเร่งรัดกระบวนการให้เสร็จได้อย่างรวดเร็วไม่กระทบทันกรอบเวลาวันที่ 7 ส.ค.ได้ไม่ยาก หรือหากล่าช้ากว่ากำหนด ก็อาจใช้วิธีหาทางเลื่อนวันออกเสียงลงประชามติ ที่จะดีกว่าการยกเลิก

ต้องยอมรับว่าการออกเสียงประชามติถือเป็นมาตรการสร้างความชอบธรรมและสร้างการยอมรับให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรเสีย คสช. ต้องพยายามผลักดันให้การออกเสียงประชามติเกิดขึ้นให้ได้

เว้นเสียแต่ว่าจะมีปัจจัยที่ประเมินแล้วเห็นว่าจะเกิดผลเสียมากกว่า ถึงจะยอมปล่อยให้การทำประชามติต้องถูกยกเลิก เพราะรู้ดีว่าการล้มประชามติย่อมสร้างแรงกระเพื่อม และทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งยากลำบากและมีปัญหามากยิ่งขึ้น

หากประเมินเสียงแล้วเวลานี้เสียงต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ดูจะถูกสะกดไว้ด้วยกฎระเบียบต่างๆ ที่เข้มงวด ทำให้แนวโน้มที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติรอบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่กลุ่มต้านกลุ่มค้านลึกๆ แล้วก็ไม่อยากไปเสี่ยงกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาหน้าตาอย่างไร

รวมทั้งฝั่งคนการเมืองที่เฝ้านับวันรอกลับคืนสู่ระบบปกติ หากการเลือกตั้งต้องทอดเวลานานออกไปเพียงเพราะการทำประชามติล้มย่อมไม่เป็นผลที่ต้องการของฝ่ายการเมือง ยิ่งหากประเมินแล้วว่าเลือกตั้งระบบใหม่นี้แทบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากฐานเสียงเดิมเท่าไหร่นัก การเร่งให้ทุกอย่างเดินกลับเข้าสู่ระบบปกติย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ดังนั้น สาเหตุเดียวที่จะล้มประชามติได้คือความขัดแย้งที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่า ถ้าตีกันจนทำประชามติไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าตีกันแล้วทำประชามติต่อได้ก็ทำได้ แต่ถึงขั้นเอาระเบิดเอาปืนมายิงกัน ก็ทำประชามติไม่ได้ เหมือนที่ผ่านมาจะให้ไปหยุดทุกคนที่ตีกันทั้งหมดก็ไม่ใช่

ปัญหาอยู่ที่สถานการณ์เวลานี้ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่าจะติดตามดูกิจกรรมต่างๆ ว่ามีอะไรที่ขัด พ.ร.บ.หรือไม่ เพราะเป็นช่วงใกล้ถึงวันลงประชามติ ซึ่งจะมีบุคคล กลุ่มบุคคล พรรคการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ถ้าเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายสามารถทำได้ แต่ถ้าละเมิดเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

ที่สำคัญ สมช.ยังออกมาแสดงความห่วงใยเรื่องกลุ่มจ้องป่วนผสมโรง ถึงขั้นประกาศจับตามองอย่างละเอียดและใกล้ชิด ความเป็นไปได้ที่ คสช.และ สมช.จะปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายหรือบานปลายจนนำไปสู่ความรุนแรง จึงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นโอกาสที่ประชามติจะล้มเพราะเหตุผลความรุนแรงย่อมเป็นไปได้ยาก

 

เพลงเชียร์”ประชามติ”กกต. เปราะบางเหยียดภูมิภาค?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436430

เพลงเชียร์"ประชามติ"กกต. เปราะบางเหยียดภูมิภาค?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นสร้างกระแสดราม่าขึ้นมาทันที ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปล่อยมิวสิควิดีโอรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ วันที่ 7 ส.ค.

ทั้งนี้ เพลงดังกล่าวประพันธ์โดยศิลปินแห่งชาติ “ประยงค์ ชื่นเย็น” สาขาศิลปะการแสดง ซึ่งมีเนื้อหาเป็นไปตามสโลแกนของ กกต. “7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง”

โดยเป็นการประสานเนื้อร้องสไตล์ลูกทุ่ง 4 ภาค ประกอบด้วย เหนือ-อีสาน-กลาง-ใต้ เพื่อสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่ม จากศิลปินชั้นนำอย่าง บ่าววี ก้อง ห้วยไร่ หลิว อาจารียา และ เปา เปาวลี

สำหรับเนื้อเพลงมีดังนี้

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ รัฐธรรมนูญ เป็นกติกา นำมาซึ่งรากฐานแห่งการปรองดอง รักกันฉันพี่ฉันน้อง สังคมปรองดอง มั่นคงอบอุ่นบ้านเมืองจะก้าวรุกไป เราต้องร่วมมือ ร่วมใจค้ำจุน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ คำตอบอยู่ที่คุณใช้วิจารณญาณ

“พี่น้องอีสานบ้านเฮา อย่าให้ใครเขาชี้ซ้ายชี้ขวา ใช้สติพิจารณา เนื้อหาถ้อยความ หลักการสำคัญ ออกไปใช้เสียงใช้สิทธิ ร่วมรับผิดชอบบ้านเมืองนำกัน ให้ฮู้เขาฮู้เฮาเท่าทัน เฮาคนอีสานอย่าให้ไผมาตั๊วได้”

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ

“ปักษ์ใต้คนใต้แหลงใต้ รักประชาธิปไตย รักความเสรี ไปลงประชามติ เป็นพลเมืองดี หน้าที่ของชาวไทย ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ช่วยนำพาชาติ ให้เจริญก้าวไกล ดอกไม้ประชาธิปไตย หกสิบห้าล้านใจ คนไทยบานสะพรั่ง”

“ปี้น้องชาวเหนือหมู่เฮา อย่าฮือใครเขาชักจูงตี้นำ ต้องหมั่นเฮียนฮู้ติดตาม ศึกษาเนื้อความเฮื่อมันกระจ่าง บ้านเมืองจำก้ำจะจุน รัฐธรรมนูญต้องเป็นที่ตั้ง หนึ่งเสียง หนึ่งใจ หนึ่งพลัง สรรสร้างบ้านเฮาเมืองเฮา”

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ

ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นว่า เนื้อเพลงสะท้อนความคิดเชิงชั้นปกครอง มีอำนาจ ก่อนช่วงรัฐประหาร โดยเฉพาะกลุ่มคนอีสานและเหนือไม่สามารถคิดเองได้ ซึ่งมันไม่ได้เป็นประโยชน์ ลดทอนความเป็นคน

“ผมเข้าใจพฤติกรรมคนใต้และคนอีสานพอสมควร เพราะผมเป็นคนใต้แต่มาสอนหนังสือในอีสานหลายปี ดังนั้น คนที่ถูกมองว่าไม่มีการศึกษา คิดไม่ได้ แต่เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวว่าเลือกใคร พรรคไหน แต่ปัจจุบันคนอีสานไม่พูดถึงทักษิณ แต่พูดถึงนโยบายพรค ดังนั้น ดูถูกศักยภาพความคิดเกินไป”

อย่างไรก็ตาม ผู้แต่งไม่ได้มองบริบทความเปลี่ยน แปลงสังคมไทยแท้จริง มองจากข้อสรุปเก่าๆ ว่าชนบทถูกนักการเมืองชี้นำ แต่จริงๆ แล้วคนมีการศึกษาอาจถูกชี้นำได้มากกว่าด้วยซ้ำ แม้คนมีการศึกษาก็ไม่ได้เปิดดูรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ต่างจากชาวบ้าน ต้องติดตามจากสื่อเท่านั้น

นอกจากนี้ เนื้อเพลงไม่ได้สร้างความปรองดอง นำเสนอประเด็นไม่ได้ตรงเสียทีเดียว แม้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่ในเพลงขึ้นมาประโยคแรกการปรองดอง ก็ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พยายามย้ำปรองดอง แต่เนื้อหารวมสร้างความแตกแยกมากขึ้น

ขณะที่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า น้ำหนักของการให้ การอธิบาย การสร้างเจตจำนงการลงประชามติในเนื้อเพลงแต่ละภาคไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน แต่ภาคอื่นรักประชาธิปไตย

แต่อีสานและเหนือเป็นภาพนิ่งแช่แข็ง ที่มีการรับรู้ว่าเหนือและอีสานเป็นพวกที่ถูกซื้อเสียงได้ ถูกล่อลวงได้ ซึ่งเนื้อเพลงสะท้อนแบบนั้น โดยคนชนชั้นกลางและคนชนชั้นนำประเทศมองชนบทอีสานและเหนือ ถามว่ามีนัยดูถูกดูแคลนหรือไม่ คำตอบคือมี

“เพลงที่ออกมาแบบนี้กลับเป็นผลเสียต่อการลงประชามติ หรืออาจส่งผลให้ประชาชนไม่มาใช้สิทธิ หรือไม่ลงก็แล้วแต่ แต่ถามว่าแปลกใหม่หรือไม่ ผมคิดว่าไม่แปลก ทัศนะของคนกรุงเทพฯ หรือคนชนชั้นนำจะมองแบบนี้ ซึ่งน่าเสียดายที่พวกเขาไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม”

 

เพิ่มหลักสูตรติวอาสาสมัคร ป้องกันบิดเบือนร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436204

เพิ่มหลักสูตรติวอาสาสมัคร ป้องกันบิดเบือนร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าเวลานี้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญกำลังเผชิญอุปสรรคทางเทคนิค หลังจากผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ แต่กระบวนการรณรงค์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

โดยทุกฝ่ายต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าในระหว่างที่คำร้องอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มีผลให้กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำประชามติต้องสะดุดลง เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็น อาจจะเป็นเหตุให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายใน สนช.

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. อธิบายว่า “หากวินิจฉัยว่าข้อความใดขัดอาจจะใช้วิธีการตัดออกหรือปรับปรุงแก้ไข โดยกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 จะเป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา จากนั้นก็จะส่งมาที่ สนช.เพื่อพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเผยแพร่และทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในเวลานี้ กรธ.และ สนช.ได้ดำเนินการอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยระดับจังหวัด (ครู ก.) และ ระดับอำเภอ (ครู ข.) เสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ไปจะเข้าสู่การอบรมวิทยากรระดับหมู่บ้าน (ครู ค.) ซึ่งในส่วนของครู ค. ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะจะเป็นกลไกหลักในการเคาะประตูบ้านประชาชนเพื่ออธิบายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ทว่ามีประเด็นหนึ่งที่คณะ กรธ.เริ่มแสดงความกังวล คือ ความรู้ความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญของวิทยากรทุกระดับ โดยหากวิทยากรไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นปัญหาลูกโซ่ในระยะยาว เพราะประชาชนจะถูกฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญชี้นำประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญในทางที่ผิดได้ ส่งผลให้ กรธ.ต้องดำเนินการจัดทำเอกสารให้กับอาสาสมัครเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญคลาดเคลื่อน และเกิดการบิดเบือน

เอกสารที่ว่านั้นเป็นรูปแบบของคำถามคำตอบจำนวน 5 ข้อ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ง่ายมากขึ้น ประกอบด้วย 1.รัฐธรรมนูญนี้เกี่ยวกับประชาชนอย่างไร 2.ประชาชนจะได้อะไรจากรัฐธรรมนูญใหม่ 3.สิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างไร 4.จะปฏิรูปอะไรกันบ้างและปฏิรูปแล้วชาวบ้านได้อะไร และ 5.การมีรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนจะกินดีอยู่ดีไหม ซึ่งคำตอบของแต่ละข้อนั้น กรธ.ได้นำเอาเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.มาปรับปรุง

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ กรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน กรธ. เปิดเผยว่า ยอมรับว่าช่วงแรกของการอบรม ครู ก. และ ครู ข.พบว่ามีอาสาสมัครจำนวนไม่น้อยที่มีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญที่คลาดเคลื่อน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่มีการรับข่าวสารที่บิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เช่น การตัดสิทธิการศึกษา การประหารชีวิตผู้กระทำความผิดเลือกตั้ง เป็นต้น แต่ กรธ.ได้เข้าไปอธิบายและทำความเข้าใจให้ตรงกันแล้ว ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด

“สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าวิทยากรอาสาสมัครมีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญพอสมควรแล้ว อยู่ที่การนำบท บัญญัติและสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญไปแปลงเป็นภาษาชาวบ้านเพื่อเตรียมอธิบายให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพ การเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง สว. รวมไปถึงการปฏิรูปประเทศ” ชาติชาย ระบุ

พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สมาชิก สนช.ในฐานะประธานอนุกรรมการดำเนินการเผยแพร่และประชา สัมพันธ์ ในฐานะประธานอนุกรรมการดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีออกเสียงประชามติเพิ่มเติมใน กลุ่มที่ 1 ระบุว่า มั่นใจว่าวิทยากรทุกระดับจะมีความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะระดับครู ก. และ ครู ข.ซึ่งเป็นบุคคลที่จังหวัดและอำเภอเลือกมา แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าลงไปในขั้นตอนที่ต้องไปอธิบายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนจะเป็นอย่างไรและเกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

 

ศูนย์ปราบโกง นปช. แผนกระตุกขา คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436037

ศูนย์ปราบโกง นปช. แผนกระตุกขา คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ 7 ส.ค. ของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมเปิดแคมเปญ “ประชามติ ต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ถือเป็นการขยับครั้งสำคัญเพื่อกระตุกขาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังเปิดเกมรุกผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ

แม้จะมีความพยายามจะเข้ามาสกัดการจัดงาน แต่ด้วยลีลาเฉพาะตัวของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่อ้างคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ซึ่งไฟเขียวยอมให้ตั้งศูนย์ปราบโกงได้ ทำให้งานยังเดินหน้าต่อไปโดยมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่จะปิดกั้นการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพราะถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยทำให้เกิดการตรวจสอบการออกเสียงประชามติครั้งนี้ แถมยังเป็นแนวทางปฏิบัติคล้าย กับการเลือกตั้งทั่วไปที่มีองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันติดตามตรวจสอบ ตั้งแต่การรณรงค์จนถึงการลงคะแนนเสียงว่ามีการทำผิดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่

สอดรับกับที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า การจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามตินั้น ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น นปช. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะช่วยจับตาการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ แต่ก็ต้องระวังด้วยว่าต้องไม่เข้าข่ายเป็นการรณรงค์ที่จะนำไปสู่การเชิญชวนให้ประชาชนออกเสียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

ด้วยบทบาทและอำนาจที่มี ศูนย์ปราบโกงของ นปช. ย่อมทำได้เพียงแค่การจับตาสอดส่องในแต่ละพื้นที่ หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ส่งเรื่องร้องเรียนไปให้ กกต.พิจารณา

แต่อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงยังเหมือนมีเป้าหมายหวังกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถูกส่งไปรณรงค์ชี้แจงรณรงค์เนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญขาดความคล่องตัวและจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น

ทุกอย่างทำงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่การเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติคอยจับตาทั่วประเทศ แถมยังมี นปช.ส่วนกลางคอยแถลงข่าวขยายผลทุกวัน ยังไม่รวมกับการที่เคยเสนอให้สหภาพยุโรป (อียู) องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาสังเกตการณ์ร่วมกันจับตา

ทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับไล่ไปตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตลอดจนวิทยากร ครู ก. ครู ข. และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่จะต้องลงไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมีความดันมากขึ้น เนื่องจากต้องระมัดระวังทุกคำพูดว่าจะหมิ่นเหม่ต่อการทำผิด พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจน ว่าการกระทำใดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบ้าง

รวมกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ ทั้งข้าราชการ อาสารักษาดินแดน และกลุ่มอื่นๆ ที่ถูกมองว่าจะเป็นกองหนุนผลักดันให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว หรืออาจถึงขั้นต้องปรับแผนการลงพื้นที่ให้รัดกุมรอบคอบมากขึ้น

เนื่องจากการลงพื้นที่มีความสุ่มเสี่ยงที่ล้วนแต่จะถูกร้องเรียนไปยัง กกต.ได้ไม่ยาก แถมทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการทำประชามติครั้งนี้ และอาจลุกลามทำลายความเชื่อมั่นของรัฐธรรมนูญในอนาคตได้

ไม่แปลกที่ คสช.จะเริ่มออกอาการเป็นห่วง ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ออกมาตั้งคำถามว่าการตั้งศูนย์ดังกล่าว เป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองหรือไม่ เพราะปัจจุบันได้มีหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลักที่เขารับผิดชอบ

“บางครั้งสุ่มเสี่ยงทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นกิจกรรมการเมืองหรือไม่ และถ้าทุกคนขอดำเนินการจัดกิจกรรมแบบนี้ทั้งหมด จึงคิดว่ายังไม่เหมาะสมในช่วงเวลานี้”

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เองยังออกอาการว่า  “ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์นี้ก็อย่าทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแหลมในคูหา อย่าเข้าไปพูดว่าล้มไม่ล้มผิด พ.ร.บ.ประชามติทั้งหมด ไอ้ตัวศูนย์น่ะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง”

ด้วยลีลาการขู่และการย้อนกลับแบบนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นห่วงของการตั้งศูนย์ปราบโกง เพราะแม้ศูนย์ปราบโกงจะไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะชี้ขาดให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีปัญหา แต่อย่างน้อยย่อมมีผลในแง่ความน่าเชื่อถือต่อกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุดย่อมทำให้ คสช.ระมัดระวังตัวมากขึ้น ไม่ทำอะไรที่โฉ่งฉ่างหรือสุ่มเสี่ยง จนเกินไป

 

นายกฯเดินหน้าปฏิรูป ลบคำครหาปฏิวัติเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/435594

นายกฯเดินหน้าปฏิรูป ลบคำครหาปฏิวัติเสียของ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปประเทศในปัจจุบันได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลแล้ว โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เสนอกลางที่ประชุมว่า “เพื่อให้ในช่วงระยะเวลาที่เหลือในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นช่วงการปฏิรูปประเทศ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2559-2560) มีเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับให้ทุกส่วนราชการร่วมดำเนินการในการขับเคลื่อนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนที่จะส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน”

“จึงเห็นควรกำหนดเรื่องสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อการปฏิรูปในระยะที่ 1 โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลโดยตรงต่อประชาชนหรือเป็นความคาดหวังของประชาชน เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจในด้านรายได้ของเกษตรกร การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการแก้ไขปัญหาการทุจริต การปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยให้รองนายกรัฐมนตรีทุกท่านหารือร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการกำหนดเรื่องสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อการปฏิรูปในระยะที่ 1 แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรี”

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีนโยบายโดยตรงลงมาที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้วยว่า มีนโยบายให้ สปท.เน้นเฉพาะงานปฏิรูป 37 วาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบ ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปของ สปท. แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และงบประมาณที่ ครม.ผูกพันไว้

โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้ย้ำต่อที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 24 พ.ค.หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ว่า “สปท.มีหน้าที่เป็นเพียงสภาที่ปรึกษา คือ ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ ไม่มีหน้าที่ตัดสินใจหรือรับผิดชอบว่าจะปฏิรูปเรื่องใด อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ และที่สำคัญคือ เราไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ตรากฎหมาย รวมทั้งควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล”

สำหรับการดำเนินการในทางปฏิบัติหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาติดตามการปฏิรูปประเทศด้วยตัวเอง พบว่า คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย (ครม. สปท. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ได้จัดทำแผนการดำเนินการออกมาบางส่วน โดยเน้นการปฏิรูปตำรวจเป็นพิเศษ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวม 20 ปี ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ประเด็นการปฏิรูป 10 ด้าน 1.ปรับปรุงการบริหารงานบุคคลและเส้นทางการเจริญเติบโต เช่น การจัดลำดับอาวุโส ปรับปรุงกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ 2.การกระจายอำนาจและพัฒนาการบริหารงานตำรวจ ทั้งการแบ่งอำนาจหน้าที่ กระจายงบประมาณเสมือนนิติบุคคล การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ 3.ปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การให้มีคณะกรรมการคุมคดีสำคัญ พัฒนาระบบการสร้างเครือข่ายและการรับแจ้งเหตุ 4.ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อดำรงชีพ อาทิ ลดรายจ่ายของตำรวจชั้นผู้น้อย สร้างอาคารที่พักอาศัยของตำรวจ เพิ่มอัตราเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งพิเศษ 5.อุปกรณ์ประจำกายและประจำหน่วย ซื้ออุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ยานพาหนะ

6.การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น จัดและพัฒนาระบบตรวจสอบภายใน และจัดระบบควบคุมการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย 7.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและท้องถิ่น เสนอกฎหมายว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม เพื่อสร้างหุ้นส่วนระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของสังคม พร้อมกับจัดโครงสร้างหน่วยงานป้องกันอาชญากรรม 8.การจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ กระจายหน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน และพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพการตรวจพิสูจน์หลักฐาน

9.การสรรหาและระบบการฝึกอบรม ปรับปรุงระบบการสรรหาและคัดเลือกบุคคล วัดทัศนคติค่านิยมสอดคล้องกับอาชีพตำรวจ เพิ่มสัดส่วนงบประมาณการพัฒนา และ 10.การถ่ายโอนภารกิจ ทบทวนการถ่ายโอนภารกิจ เช่น งานไปรับผู้ต้องขังจากเรือนจำไปส่งศาลและควบคุมผู้ต้องหาที่ศาลในต่างจังหวัด งานทะเบียนคนต่างด้าว การสอบสวนความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมโดยตรง

ทั้งหมด การปฏิรูปตำรวจจะต้องไปให้ถึงเป้าหมาย คือ การรักษาความยุติธรรม ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา และการทำงานแบบมีมาตรฐานสากล

นอกเหนือจากไปวาระการปฏิรูปตำรวจแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและเตรียมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการจัดทำเป็นกฎหมาย เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการศึกษาตลอดชีวิต การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม การปฏิรูปองค์การมหาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นผ่านการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น