7เงื่อนไข เผด็จการอยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439450

7เงื่อนไข เผด็จการอยู่ยาว

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “84 ปี 2475 อนาคตประเทศไทยกับการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย” โดย สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นว่า 84 ปี 2475 เท่ากับ 7 รอบ (ประชาธิปไตย) ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยมี 3 กลุ่ม

1.จะเอาเลือกตั้งไม่เอาเผด็จการ 2.ยังไม่เลือกตั้ง เพราะกลัวเสียของ และ 3.ไทยเฉย ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้จะชี้ชะตาในวันที่ 7 ส.ค. ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ แต่การมาถึงจุดนี้ ย้อนหลังกลับไป 48 ปี ประชาธิปไตย ตรงกับปี 2523 คือ การเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยแท้จริงไม่เคยลงเลือกตั้ง

ทว่า ช่วงครบรอบ 60 ปีประชาธิปไตยตรงกับปี 2535 ในช่วงพฤษภาทมิฬ ถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยให้เป็นหลักสากลมากขึ้น จนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้า 96 ปี ประชาธิปไตยจะเจอยุคเปลี่ยนผ่าน และมีปัญหาท้าทายหลายเรื่องในประเทศกำลังพัฒนา อาทิ คนจนรากหญ้าตื่นรู้ทางการเมืองมากกว่าคนชั้นกลางและสูง, คนชั้นกลางสิ้นศรัทธาต่อประชาธิปไตย

สติธร ระบุว่า 7 เงื่อนไขที่ทำให้การปกครอง (ทุกรูปแบบ) “อยู่ยาว” หรือเผด็จการ อยู่ต่อไปได้ คือ 1.ทำให้ภาคประชาสังคมรู้ว่ามีพื้นที่ในการต่อสู้ และรู้สึกว่าข้อเรียกร้องบางอย่างได้รับการตอบสนองผ่านการกำหนดนโยบายของรัฐ

2.โครงสร้างสถาบันการเมือง ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอำนาจการตัดสินใจมิได้รวมศูนย์ผูกขาดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ประชาชนมีส่วนแบ่งในการใช้อำนาจดังกล่าวบ้างในบางเรื่อง บางเวลา 3.การรักษาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่เผชิญวิกฤตร้ายแรง เพื่อทำให้ประชาชนและนักลงทุนเกิดความมั่นใจ

4.โครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน ระหว่าง รัฐ เอกชน และประชาชน 5.ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจน้อยลง 6.ฉวยประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ ทำให้รู้สึกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำไม่ถูกคุกคามเกินไป และ 7.การรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวในการตอบสนองข้อเรียกร้องหรือมาตรการตอบโต้ของนานาชาติ

ด้าน สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประชาธิปไตยของประเทศไทย แบ่งได้ 3 ระลอก คือ 1.ช่วงปี 2475 2.ช่วง 14 ตุลาฯ 2516 และ 3.ช่วงพฤษภา 2535 ซึ่งหลายคนคิดว่าการรัฐประหารเมื่อปี 34 จะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ส่วนตัวไม่เคยเชื่อแบบนั้น เพราะหลายอย่างยังมีจุดอ่อน

กระทั่งการรัฐประหารล่าสุดปี 2557 เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีมาก เชื่อว่าเป็นการสถาปนาอำนาจนิยมชุดใหญ่ที่สุด ดังนั้น ถ้าโลกตะวันตกกดดันไทย ก็มีทางออก คือ จีนและรัสเซีย ทั้งนี้ อำนาจนิยมที่ถูกสถาปนาขึ้นใหม่นั้น จะอยู่ได้นานขึ้น มีปัจจัย 3 คือ 1.เข้ามาสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ 2.ล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และ 3.สร้างมิติใหม่ทางสังคม แต่ถ้าให้สัญญาไว้มาก แล้วทำไม่ได้ การล่มสลายของเผด็จการในประเทศในแถบละตินอเมริกาก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง จนนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง

ดังนั้น สิ่งที่ต้องตอบในขณะนี้ คือ จะจัดการกับรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะดูแล้วฝ่ายผู้มีอำนาจกลัวการสูญเสียอำนาจ

“จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย กลัวการจัดสรรอำนาจใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้ชนชั้นล่างมีอำนาจมากขึ้น และเงื่อนไขเรื่องรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การประนีประนอมได้ต้องคิดใหม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งครั้งใหม่ ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างในกองทัพ โดยเฉพาะขอบเขตกฎหมายทหารต้องออกแบบใหม่ ทั้งต้องจัดการมรดกของเผด็จการ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงต้องปฏิรูปการเมือง เช่น บทบาทฝ่ายค้าน ที่เคยมีปัญหา”

ขณะที่ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท้าวความว่า ภาพรวมประเทศไทยเป็นอันดับ 4 ของโลกในการทำรัฐประหาร หรือประมาณ 18 ครั้งในประเทศ โดยระบอบเผด็จการทหารเริ่มตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนระบอบเปลี่ยนแปลงการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองปี 2475-2490 มีข้อถกเถียงว่าเป็นรัฐประหารทั้งคู่ แต่มันคือเป็นการเปลี่ยนระบอบ แต่ยังมีลักษณะแบ่งปันอำนาจ แต่หลังปี 2475 มีการแบ่งปันอำนาจ ซึ่งระบอบที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เป็นของทหาร

ทว่า การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2516 เรื่อยมาถึงปี 2519 จนกระทั่งปี 2534 มีความพยายามเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง และเกิดระบอบทหาร แต่ก็พังลงมา ดังนั้น ความไม่มีเสถียรภาพเกิดขึ้นตลอด แต่เป็นคำถามว่าเปลี่ยนผ่าน เสถียรภาพเกิดจากอะไร ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ใช่คำตอบ สรุปเผด็จการล้มยากกว่าประชาธิปไตย และจะทำอย่างไรให้ไปไกลจากวงจรอุบาทว์ ซึ่งคำถามใหญ่คือทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยเป็นกติกาเดียวกันในสังคม

 

คสช.ฟื้นมาตรการยาแรง หมัดเหล็กทุบนปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439234

คสช.ฟื้นมาตรการยาแรง หมัดเหล็กทุบนปช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองที่เคยสงบไปพักใหญ่กำลังกลับมามีลมมรสุมกระโชกแรงอีกครั้ง ภายหลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มใช้ยาแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

เดิมทีประเมินกันว่าเมื่อ คสช.ปิดศูนย์ดังกล่าวแล้ว ทุกอย่างน่าจะจบ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก คสช.ได้แจ้งความกับกองปราบปรามให้เอาผิดกับแกนนำ นปช.จำนวน 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีการแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 30 มิ.ย.

การใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามของ คสช.ในกรณีของศูนย์ปราบโกงประชามติ อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับลำของ คสช.ที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญพอสมควร เพราะโทษของการฝ่าฝืนประกาศ คสช.นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่กลุ่ม นปช. ประกาศว่าจะตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสมือนหนึ่งส่งสัญญาณไปว่า คสช.ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด

“ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์ฯ นี้ก็อย่าทำความผิด พ.ร.บ.ประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด ไอ้ตัวศูนย์ฯ นะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง” ท่าทีของนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.

ท่าทีดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ สวนทางกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อย่างสิ้นเชิง เพราะ พล.อ.ประวิตร ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้เกิดการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

“หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยมั้ย” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.

จากนั้นวันที่ 18 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ากลุ่ม นปช.ห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. จนทำให้แกนนำ นปช.ไม่สามารถเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติได้สำเร็จ

การเปลี่ยนท่าทีไปมาของนายกฯ พร้อมกับการนำยาแรงกลับมาใช้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความต้องการจะจัดการฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญให้เด็ดขาด

ก่อนหน้านี้ คสช.พยายามใช้ไม้นวมมาตลอดทั้งการเปลี่ยนสถานที่ปรับทัศนคติจากค่ายทหารมาเป็นพื้นที่ของพลเรือน รวมไปถึงการยอมให้นักการเมืองที่ไม่มีคดีติดตัวสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยหวังจะช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองก่อนถึงวันออกเสียงลงประชามติ 7 ส.ค. ไม่ตึงเครียดเกินไป

ทว่ายิ่งใช้ไม้นวมกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นอย่างที่ คสช.หวังเท่าไหร่นัก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยและกลุ่ม นปช.ยังคงแสดงปฏิกิริยาในเชิงต่อต้านต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นประกาศไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมๆ กับการประกาศเตรียมจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปลุกมวลชนของตัวเองให้ออกมาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ที่ออกมา คสช.จึงไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลยไปได้ จำเป็นต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหยุดการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและ นปช.ตั้งแต่ต้นก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย

จากนี้ไปต้องจับตาต่อไปว่าหลังจาก คสช.แจ้งความกับกองปราบปรามไปแล้ว จะมีมาตรการอื่นๆ อีกหรือไม่อย่างการขอให้ศาลถอนประกันแกนนำ นปช.บางคน ที่มีคดีการก่อการร้ายติดตัวอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่แกนนำ นปช.เริ่มวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้กันแล้วว่า คสช.อาจนำมาใช้จัดการกับ นปช.

“หลายคนอยู่ระหว่างประกันตัวมาสู้คดี โดยส่วนตัวก็มีทั้งคดีรอยัล คลิฟบีช ที่พัทยา คดีก่อการร้าย ทั้งนี้อยู่ที่การพิจารณา หากมองว่าเป็นการมั่วสุม เป็นการชุมนุม ก็อาจจะมีการถอนประกันตัวก็เป็นได้” การวิเคราะห์ของ “นิสิต สินธุไพร” หนึ่งในแกนนำ นปช.

ขณะเดียวกัน มีความเป็นได้ไม่น้อยที่การใช้ยาแรงจะไม่หยุดอยู่ที่ นปช.เพียงเท่านั้น แต่จะลามไปถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ผ่านการหาช่องทางกฎหมายเพื่อยุบพรรคฐานฝ่าฝืนการห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เพียงแต่ยังไม่ใช่ในเวลานี้

ที่สุดแล้ว การคุมฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีใช้กำปั้นเหล็ก ด้านหนึ่ง คสช.อาจมองว่าจะเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว แต่ในทางกลับกันก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438995

จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำพิพากษาของศาลอังกฤษที่ให้ยึดทรัพย์ เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที200 มูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 395 ล้านบาท เพื่อไปเป็นค่าชดเชยแก่ผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบจากการที่ จีที 200 ไม่สามารถใช้งานได้จริง กลายเป็นผลสะเทือนมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้นั้นมีด้วยกัน 2 ปัจจัย

1.รัฐบาลไทยไม่ได้อยู่ในบัญชีของประเทศที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำพิพากษาของศาลอังกฤษ ประเด็นนี้ชวนให้เกิดคำถามตามมาเป็นอย่างมากกำลังจะเป็นเหตุการณ์ “ค่าโง่” อีกหรือไม่ เพราะประเทศไทยจัดอยู่หนึ่งในประเทศที่ซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจำนวนมาก

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งการ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกมองว่า “เกียร์ว่าง” เพราะหากปล่อยไว้นาน ผลกระทบคงตามอีกมาก โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามกำลังจ้องนำประเด็นนี้มาขยายผลอยู่แล้ว

“การเรียกร้องค่าเสียหายตามที่ศาลอังกฤษได้ยึดทรัพย์ไว้เรื่องนี้ถือว่าใหม่ จึงสอบถามข้อมูลไปยังหน่วยงานจัดซื้อ 7-8 หน่วยงาน รวมถึงจะหารือว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐในการเรียกเงินเยียวยา โดยคาดว่าจะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะมีกฎหมายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่” รองนายกฯ วิษณุ ระบุ

2.การจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของกองทัพบกเกิดขึ้นสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดยปัจจุบัน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น รมว.มหาดไทย เวลานั้นมีข้อมูลปรากฏว่ามีการสั่งซื้อ 541 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพบก ซึ่งไม่เพียงแต่กองทัพบกเท่านั้นที่สั่งซื้อแต่มีหน่วยงานรัฐอื่นอีกหลายหน่วยงานสั่งซื้อด้วยพร้อมกับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดอีกรุ่นที่เรียกว่าอัลฟา6 รวมกันมากกว่า 1,000 เครื่อง

เครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที200 กลายเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมไทย หลังจากหน่วยงานของอังกฤษพบความไม่โปร่งใสของการผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวของบริษัทผู้ผลิตในประเทศอังกฤษ เป็นผลให้รัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องเข้ามาตรวจสอบโดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ

ผลปรากฏว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดไม่ได้ประสิทธิภาพจริง ก่อนจะนำมาซึ่งการสั่งให้ยกเลิกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในเวลาต่อมา พร้อมกับการเข้ามาตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และส่งข้อมูลให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ แต่การตรวจสอบของ ป.ป.ช.ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ช.ชี้แจงว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการหาข้อมูล

เรื่องผ่านมา 5-6 ปี แต่ทันทีที่ศาลอังกฤษมีคำพิพากษาออกมาช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงกลายแรงกดดันที่รัฐบาลต้องเผชิญอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งรอดมาจากมรสุมโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์

การสั่งให้ยึดทรัพย์ของศาลอังกฤษเท่ากับเป็นการยืนยันว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที200 ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล็งเป้ามาที่ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วยการอ้างว่าในเมื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยและปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหาย ดังนั้น ผู้นำของกองทัพในเวลานั้นต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นกัน

ขณะเดียวกัน แรงกดดันจะถาโถมเข้าใส่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตด้วย โดย “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช.จะเป็นเป้าที่ถูกจับตาว่า ป.ป.ช.จะเร่งพิจารณาคดีนี้ให้สังคมหายสงสัยหรือไม่ได้เมื่อไหร่ เพราะก่อนที่ พล.อ.วัชรพลเข้ามาเป็นประธาน ป.ป.ช. การไต่สวนของ ป.ป.ช.ในคดีนี้กลับมีความล่าช้าจนเกิดความสงสัยมาแล้ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.ต.อ.วัชรพล ต่างมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมีนัยสำคัญ

คนแรกเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายครั้ง ส่วนอีกคนแม้จะไม่ได้เป็นทหารแต่ก็เป็นคนที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพราะ พล.ต.อ.วัชรพล เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร
มาก่อน

สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นคนหนักใจมากที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ตรงกลางระหว่างปัญหา เพราะล้วนแล้วแต่มีคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

ดังนั้น ศึกนี้หากรัฐบาลเดินหมากแต่ละก้าวไม่ดี โอกาสที่แพ้ทั้งกระดานย่อมมีสูง ซึ่งจะเป็นความพ่ายแพ้ที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้รับโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

 

“ซูจี”เยือนไทย ล็อกเป้าแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438993

"ซูจี"เยือนไทย ล็อกเป้าแรงงานต่างด้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อแขกวีไอพีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะเดินทางมาเยือนระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย.นี้ คือ อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย เต็งส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง และประชากร จ่อวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและการคลัง และ จ่อติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการต่างประเทศของเมียนมา

การเดินทางมาเยือนของซูจีในครั้งนี้ นับว่ามีนัยทางการเมืองอย่างมาก เพราะเป็นการเยือนเพื่อมาพบฐานเสียงสนับสนุนจากแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาในไทย ที่ให้การสนับสนุนซูจีจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ให้การต้อนรับอย่างมากและยังมีกำหนดจะลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภาคเอกชนไทยและแรงงานเมียนมาที่ทำงานใน
ไทยด้วย

บัณฑิต แป้นวิเศษ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า ซูจีจะมาเยือนไทยเพราะมีนัยทางการเมืองจากเสียงสนับสนุนแรงงานเมียนมาในประเทศไทย หากจำกันได้ซูจีเคยมาไทยครั้งก่อน ที่มาเยือนตอนนั้นเป็นฝ่ายค้าน ประกาศว่าจะนำแรงงานเมียนมากลับประเทศให้หมด แต่ในความเป็นจริงคงทำไม่ได้แบบนั้น แต่ตอนนี้ซูจีมาในฐานะผู้นำรัฐบาล ย่อมต้องการให้ความหวังแก่ประชาชนของตัวเอง เพราะเป็นการพบกันแบบรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการลดกระบวนการให้แรงงานเมียนมาที่ต้องการงานและเงินในประเทศไทย สามารถเข้าถึงกระบวนการแรงงานถูกกฎหมายได้รวดเร็วและสะดวกได้อย่างไรโดยปราศจากการแสวงหาประโยชน์จากบรรดาบริษัทนายหน้า

“แรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตสูงมาก เพราะระบบในเมียนมามีหลายขั้นตอนซ้ำซ้อน กลายเป็นช่องว่างให้พวกบริษัทหาประโยชน์และเอาเปรียบคนงานต่างด้าว” บัณฑิต กล่าว

บัณฑิต กล่าวว่า การมาเยือนของซูจี ย่อมเกิดผลดีต่อสถานการณ์แรงงานต่างด้าวมากขึ้น เพราะจะเกิดการตื่นตัวมากขึ้นในกลไกการคุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าวย่อมจะดีขึ้น แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง ที่ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร คือ 1.ระบบนายหน้าในประเทศเมียนมา แรงงานที่ต้องการหางานต้องผ่านระบบนายหน้าอยู่เพื่อหางานและพิสูจน์สัญชาติจากประเทศต้นทาง ทั้งเมื่อออกไปทำงานในประเทศไทยหรือกลับประเทศซึ่งระบบดังกล่าวยังไม่เป็นศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน หรือ วัน สต็อป เซอร์วิส เพราะยังล่าช้าระบบยังแยกย่อยและซ้ำซ้อน จึงก่อให้เกิดช่องโหว่ช่องว่างให้บริษัทนายหน้าหาประโยชน์จากแรงงาน

บัณฑิต กล่าวว่า อีกเรื่องคือความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ระหว่างประเทศเมียนมา ที่ถือเป็นประเทศต้นทางแรงงานกับประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศปลายทาง ถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา “เทียร์ 3” ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ไทย ให้สถานะของไทยดีขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาเทียร์ 3 หรือขบวนการค้ามนุษย์ ต้องได้รับความร่วมมือและความรับผิดชอบจากประเทศต้นทางด้วยในการพิสูจน์สถานะ หรือรับรองสัญชาติแรงงาน ระบบต้องรวดเร็วเพราะแรงงานต่างด้าวต้องการงานและเงินจากประเทศปลายทาง คือประเทศไทย ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศต้นและปลายทางไปพร้อมๆ กัน

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าขณะนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจภายในประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างมาก แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่ไทยควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแรงงานต่างด้าว คือ 1.สิทธิแรงงานต่างด้าวกับแรงงานไทยควรจะเท่าเทียมกันทั้งสิทธิ สวัสดิการหรือค่าจ้าง และ 2.ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องการแรงงานที่มีฝีมือ หรือมีคุณภาพสูงขึ้น ดังนั้นควรมีการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานต่างด้าวด้วย เช่น ควรมีศูนย์ฝึกอบรมภาษาไทย ที่แรงงานต่างด้าวสามารถเรียนฟรีหรือการสนับสนุนการรวมกลุ่มเหมือนกับกลุ่มมอญปากลัด หรือมอญที่อาศัยอยู่บริเวณพระประแดง สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญที่อพยพเข้ามายังประเทศไทย นับว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก

“ภาครัฐกับนายจ้างต้องให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่ปล่อยให้นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่บทบาทและหน้าที่ของภาครัฐเองก็ไม่สนใจ โดยเฉพาะปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งการค้าผู้หญิง แรงงานผิดกฎหมาย หรือเด็กขอทาน ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่”

ณรงค์ กล่าวว่า รูปแบบการค้ามนุษย์ในปัจจุบันแบ่งได้ 3 แบบ คือ 1.การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ลักษณะนี้คือการค้ามนุษย์เพื่องานบริการทางเพศ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง หรือเด็ก ซึ่งจะถูกหลอกหรือบังคับให้มาทำงาน โดยมีข้อผูกมัดเรื่องภาระหนี้สิน 2.การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแรงงาน มักจะมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การทำงานในอุตสาหกรรมการเกษตร หรือการทำงานในอุตสาหกรรมประมง เป็นต้น และสุดท้ายคือ 3.การค้ามนุษย์เพื่อให้มาเป็นขอทาน โดยผู้ที่จะตกเป็นเหยื่อในการค้ามนุษย์กลุ่มนี้ มีได้หลากหลายวัยไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) กล่าวว่าการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของซูจี ถือเป็นการมาเพื่อมาดูแลประชาชนในประเทศของท่าน ขณะที่ ศปมผ.ในฐานะหน่วยปฏิบัติได้ ทำงานดูแลแรงงานประมงในทะเลหรือแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด โดยเป็นการทำงานร่วมกันกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู นับว่าประสบผลสำเร็จในการทำงานอย่างมาก

“ทุกครั้งหรือทันทีที่ท่านซูจีมาเมืองไทยก็จะมุ่งตรงมาที่ จ.สมุทรสาคร เป็นที่แรกทันที เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่จำนวนมาก” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

 

คสช.-นปช. ศึกชิงจังหวะวิ่งหายูเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438811

คสช.-นปช. ศึกชิงจังหวะวิ่งหายูเอ็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นศึกชิงความได้เปรียบระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วยเหตุผลของตัวเอง

ด้านหนึ่ง นปช. ยกทีม นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ ธิดา ถาวรเศรษฐ์, นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมคณะ บุกยูเอ็นเพื่อร้องเรียนต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) ภายหลังถูกปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ

“เราตั้งใจมาบอกทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ว่าบรรยากาศการทำประชามติของไทยไม่เหมือนที่ไหนในโลก เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพ ความพยายามในการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตีค่าเป็นเพียงขบวนการนอกกฎหมาย เราจึงมาร้องทุกข์กับองค์กรที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน ถ้าเราถูกดำเนินคดีจะต่อสู้ด้วยกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด” เลขาธิการ นปช. ระบุ

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. ย่อมเป็นเรื่องยากที่ นปช. จะใช้พลังมวลชนไปเคลื่อนไหวกดดัน หรือต่อกรกับ คสช.ได้  การดึงองค์กรระหว่างประเทศมาเป็นพวกย่อมทำให้การเคลื่อนไหวนับจากนี้ถูกสกัดหรือควบคุมน้อยลง ยิ่งหากเป็นการเคลื่อนไหวตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี

การขยับของ นปช.รอบนี้เป็นการขยายผลจากการถูกบีบให้ปิดศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากส่วนกลางที่กรุงเทพฯ แล้วในแต่ละจังหวัดนั้น 47 จังหวัด สามารถเปิดได้ และ 29 จังหวัดไม่สามารถเปิดได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ส่งสัญญาณไฟเขียวให้ทำได้

พร้อมกับหยิบยกวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” มาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และรุกต่อไปยังประเด็นให้หยุดคุกคามประชาชน โดยเฉพาะภายหลังมีประชาชนใส่เสื้อสีดำปราบโกงเหมือน นปช.ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเรียกตัวในลักษณะข่มขู่คุกคาม

ถือเป็นการยืมมือองค์กรระหว่างประเทศร่วมเข้ามาเป็นหูเป็นตาร่วมสอดส่องบรรยากาศบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หวังว่าจะสามารถ “ดักคอ” ป้องกันไม่ให้ คสช. ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือคุกคามการเคลื่อนไหวของ นปช. และเครือข่ายที่เชื่อว่าคงจะรุกหนักต่อไปในช่วงใกล้ประชามติ

เริ่มตั้งแต่การกระทุ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดผังรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-6 ส.ค. รวม 13 วัน แต่ไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่เห็นต่างได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ถึงขั้นระบุว่าเป็นแผนการหาเสียงและวางกลยุทธ์ทางการเมืองอย่างแยบคาย

อีกด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกหูต่อสายตรงถึงบันคีมุน เลขาธิการยูเอ็น ถึงสถานการณ์บ้านเมืองไปจนถึงการเตรียมการต่างๆ รวมทั้งระยะเวลาในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ และการเข้าสู่การเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้

รวมทั้งระบุถึงการเคลื่อนไหวของคนที่ไม่หวังดี ซึ่งทางเลขาฯ ยูเอ็นก็รับทราบทั้งหมดแล้ว การอธิบายครั้งนี้จึงเป็นการกระชับสัมพันธ์และชิงจังหวะชี้แจงป้องกันความเข้าใจต่างๆ ไม่ให้คลาดเคลื่อน ก่อนมีซ้ำอีกดอกด้วยแผนที่จะส่งคนไปพูดคุยกับบันคีมุนเร็วๆ นี้

นี่ถือเป็นการแก้ลำการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้อธิบายต่อบันคีมุนว่ายังมีการเคลื่อนไหวลักษณะนี้อยู่ ซึ่งได้เล่ารายละเอียดต่างๆ  โดยบันคีมุนมีความเป็นห่วงเรื่องเดียวคือเรื่องการให้แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้อธิบายไปว่ามีการแสดงความคิดเห็นได้

ถึงจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือแต่ก็เป็นเพียงแค่ในประเทศ คสช. เองเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ดี และไม่ต้องการให้ปัญหาภายในนำไปสู่การเข้ามาแทรงแซงหรือกดดันจากนานาชาติ เพราะรู้สถานะของตัวเองดีว่ามาจากการรัฐประหารที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาชาวโลกอยู่แล้ว

การรีบยกหูหาบันคีมุนรอบนี้ ย่อมช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติที่จับจ้องการปิดกั้นการแสดงออกในช่วงใกล้วันออกเสียงประชามติ อีกทั้งเป็นการตรึงไม่ให้องค์กรนานาชาติเข้ากดดันการดำเนินการภายในประเทศตราบใดที่ประเทศยังเดินหน้าไปตามโรดแมปที่ประกาศไว้

ที่สำคัญการออกโรงชี้แจงต่อยูเอ็นยังช่วยทำให้นานาชาติเข้าใจและมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การค้าขาย การลงทุน และความร่วมมือที่จะมีขึ้นในช่วงนี้ไม่กระทบหรือสะดุดจนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม

ท่าทีของทั้ง นปช.และ คสช. ล้วนสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างมองข้ามประเด็นเรื่อง “ชักศึกเข้าบ้าน” และพร้อมชิงจังหวะเพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนไหวของตัวเองภายใต้การจับจ้องของเวทีโลก

 

สงครามโซเชียลมีเดีย ชี้ขาดประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438564

สงครามโซเชียลมีเดีย ชี้ขาดประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สมรภูมิการต่อสู้ยกใหม่ส่อเค้าเคลื่อนย้ายไปขับเคี่ยวกันในสังคมออนไลน์แถมมีแนวโน้มจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ หลัง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีอันต้องถูกปิดตายก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เหตุผลเนื่องมาจาก เข้าข่ายผิดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 3/58 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ แถมยืนยันชัดเจนว่าหากยังฝืนดึงดันดำเนินการต่อจะเอาผิดกับแกนนำ

ทำให้ศูนย์ปราบโกงฯ ในแต่ละจังหวัดที่เริ่มทยอยเปิดตัวไปบ้างแล้วต้องพับแผนและเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวต่อไป สอดรับกับท่าทีของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่ประกาศชัดจะเดินหน้าภารกิจของศูนย์ปราบโกงฯ ต่อไปในรูปแบบต่างๆ

คุณปิดศูนย์ปราบโกงประชามติได้ คุณปลดป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติได้ แต่ศูนย์ปราบโกงประชามติได้ไปเปิดในหัวใจประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 

ก่อนทิ้งท้ายว่า จากนี้ขอให้ติดตาม เฟซบุ๊ก “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ที่เชื่อว่าจะเป็นช่องทางการเคลื่อนไหวของทางกลุ่มนับจากนี้ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เปิดกว้างขวาง เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว และยากจะเข้าไปควบคุมได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของทางกลุ่ม นปช.หรืออาจจะรวมถึงกลุ่มการเมืองกลุ่มด้วย ถูกสกัดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงจะสร้างปัญหา จนอาจกระทบกับเส้นทางตามโรดแมปของ คสช.ที่วางไว้ ด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือเข้าไปดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

รวมไปถึงมาตรการควบคุมตัวแกนนำ ตลอดจนแนวร่วมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาปรับทัศนคติ ตามยุทธศาสตร์ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนยากเกินกว่าจะควบคุม

แม้แต่รอบนี้กับการเปิดศูนย์ปราบโกงฯ ที่เดิมทีได้รับไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. แถมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังออกมาขานรับเห็นว่ายิ่งมีการร่วมตรวจสอบกับออกเสียงประชามติ ย่อมช่วยทำให้การทำประชามติโปร่งใสและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เดิมที คสช.เชื่อว่าด้วยสถานะของศูนย์ปราบโกงฯ ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพียงแต่เป็นตัวกลางที่รับเรื่องร้องเรียนการออกเสียงประชามติ และส่งต่อไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาชี้ขาด โดยไม่คิดว่าจะสร้างปัญหาในอนาคต

แต่เมื่อประเมินแล้วช่องทางการเคลื่อนไหวของ คสช. นอกจากจะทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังตัวในการลงพื้นที่ชี้แจงประชาชนมากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งยังห่วงว่าจะกลายเป็นช่องทางนำไปสู่ความ
ปั่นป่วน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการออกเสียงประชามติในอนาคตได้

สุดท้ายศูนย์ปราบโกงฯ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ความพยายามตามเจตนารมณ์เดิมยังคงมีอยู่ต่อไป เฟซบุ๊กศูนย์ปราบโกงประชามติจึงถือเป็นช่องทางการรับเรื่องราวการทุจริตที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดต่อจากนี้

ปัญหาส่อเค้ารุนแรงเพราะช่องทางโซเชียลมีเดียยากต่อการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นข้อความจริง ข้อความเท็จ หรือข้อความที่ถูกบิดเบือน ตลอดจนการอาศัยช่องทางนี้ปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวาย

แม้จะถูกปิดก็สามารถเปิดใหม่ได้รวดเร็ว บางกรณีถึงยากจะเอาผิดได้แต่ก็สามารถสร้างกระแสปลุกปั่นหรือนำไปสู่ความวุ่นวายแบบไม่สามารถเอาผิดได้

คู่ขนานไปกับท่าทีจากฝั่งแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้ายังอาศัยช่องว่างที่ปราศจากการควบคุม พร้อมใจกันออกแสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งประเมินแล้วนี่น่าจะเป็นเพียงแค่ยกแรกที่จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการเคลื่อนไหว

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ออกมาชี้แจงว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไร การเปิดศูนย์ดังกล่าวในแต่ละจังหวัดและแต่ละอำเภอไม่ได้ แล้วมาเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมาย เพราะเขาต้องทำเพื่อสร้างกระแสให้เกิดความสนใจในสังคม

ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะใน พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการระบุเจาะจงถึงการเผยแพร่เนื้อหาทางช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้แล้ว หากจะเอาผิดจริงๆ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอยู่ที่การประเมินว่าจะใช้หรือไม่ใช้ เพราะอีกมุมหนึ่งการปิดกั้นแม้กระทั่งโซเชียลมีเดียอาจทำให้เกิดกระแสตีกลับกลายเป็นแรงกระเพื่อมรุนแรง

การใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียนำเสนอข้อมูลหักล้างกันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าทั้งฝั่งสนับสนุนและต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงน่าจะได้เห็นการต่อสู้กันในสนามไซเบอร์ที่จะดุเดือดยิ่งขึ้นและอาจถึงขั้นเป็นตัวชี้ขาดผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้

 

โหมประชานิยม ดัน”ประชามติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438360

โหมประชานิยม ดัน"ประชามติ"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เร่งเครื่องทำคะแนนแบบเต็มสูบ กับท่าทีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งงัดสารพัดมาตรการออกมา ลด แลก แจก แถม แทบไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ไม่ให้น้อยหน้ารัฐบาลก่อนหน้านี้ ที่มีนโยบายจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 15 ปี หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องเรียนฟรีที่ไม่ครอบคลุมไปถึง ม.ปลาย

คำสั่ง คสช.ที่ออกมาจึงเป็นเสมือนหลักประกันที่จะทำให้เกิดการเรียนฟรีจนถึง ม.6 นับจากนี้ต่อไปจนถึงรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง โดยเขียนชัดเจนว่า “การศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี” หมายความว่า การศึกษาตั้งแต่อนุบาล ระดับประถมศึกษา จนถึง ม.6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า และให้หมายความรวมถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์ด้วย

พร้อมกำหนด “ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา” ครอบคลุมทั้งค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่เคยเกิดข้อถกเถียงในอดีตเรื่องค่าเรียนฟรีแต่มีค่าใช้จ่ายๆ อื่นเพิ่มเติม

ตามคำสั่ง คสช.นี้เขียนอธิบายว่า นี่เป็นการยกระดับจากการเป็นโครงการตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” และ “มาตรการตามกฎหมาย” เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนมั่นคง และเพื่อให้สามารถจัดงบประมาณสนับสนุนได้อย่างต่อเนื่อง

“เรื่องนี้สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของ คสช.และนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล ทั้งสามารถลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรมในสังคม แก้ปัญหาความยากจน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน”

นอกจากจะช่วยกลบจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และส่งผลต่อการออกเสียงประชามติแล้ว อีกด้านหนึ่งยังถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ คสช.ที่ได้ใจพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากอันจะเป็นการช่วยกู้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นได้ไม่น้อย

ไม่เพียงแค่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีแผนเตรียมใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง เพื่อมาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ควบคุมผู้ปล่อยกู้นอกระบบให้คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี หากฝ่าฝืนจะมีความผิดทางแพ่งและอาญา หรือหากต้องการปล่อยดอกเบี้ยเกิน 15% ต้องมาจดทะเบียนแบบ Pico Finance ซึ่งจะปล่อยสินเชื่อคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 36% เท่ากับนาโนไฟแนนซ์

พร้อมเตรียมให้ทางธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิด Business Unit มาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบแบบ 24 ชม. แถมมีการตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบในทุกๆ จังหวัด มีคณะกรรมการฟื้นฟูเสริมการเพิ่มรายได้ ดึงภาคเอกชนบริษัทใหญ่ๆ มาช่วยในรูปแบบประชารัฐ ฝึกอาชีพใหม่ๆ เรียนรู้วิธีการหารายได้

สอดรับไปกับแผนที่เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนคนจนในวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค. 2559 นี้  ซึ่งจะนำไปสู่การให้สวัสดิการแห่งรัฐให้กับผู้มีรายได้น้อยประมาณ 20 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี เทียบเคียงกับรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท

ตรงนี้ยังต้องรอดูว่ามาตรการหรือสวัสดิการต่างๆ ที่จะออกมาสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนี้จะเป็นอย่างไร ทั้งมาตรการ ลด แลก แจก แถม ที่เตรียมจะปล่อยออกมาซื้อใจรากหญ้าในเร็วๆ นี้ ยังไม่รวมกับมาตรการประชานิยมอื่นๆ ที่จะออกมาซื้อใจกลุ่มต่างๆ ในอนาคต

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกกับมาตรการที่จะออกมาสร้างคะแนนนิยมในช่วงนี้ ประการแรก เพราะที่ผ่านมารัฐบาล คสช.สะบักสะบอมต่อเนื่องหลังอยู่บริหารประเทศมาสองปีกว่า จำเป็นต้องเร่งสร้างคะแนน

ไม่ต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่นิยมปล่อยแพ็กเกจซื้อใจประชาชนในช่วงใกล้หมดวาระ เพื่อหวังผลสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ด้วยสถานะของ คสช. แม้ไม่จำเป็นต้องสร้างคะแนนล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้ง แต่การเลือกเร่งทำคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ ย่อมทำให้เส้นทางตามโรดแมปจากนี้สะดวกขึ้น รวมทั้งหากเกิดอุบัติเหตุล่วงหน้าก็ยังช่วยผ่อนหนักเป็นเบา

ส่วนงานใหญ่เฉพาะหน้าอย่างการออกเสียง “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” หากบรรยากาศราบรื่น คสช.ทำงานเข้าตา ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อันจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ง่ายขึ้น

 

เพื่อไทยเทหมดหน้าตักเดิมพันค้านร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 19:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438098

เพื่อไทยเทหมดหน้าตักเดิมพันค้านร่างรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุ่มหมดหน้าตักกับการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการออกเสียงลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. กับท่าทีล่าสุดของ 17 แกนนำเพื่อไทย พร้อมใจกันออกมาโพสต์ความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าชนครั้งแรกหลัง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้

ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยประกาศตัวชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตั้งแต่ฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อยมาจนถึงฉบับของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ถึงขั้นออกแถลงการณ์เรื่อง “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน” ลงวันที่ 30 มี.ค. 2559 ด้วยเหตุผลเพราะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยหลายส่วน และยังจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างปัญหาให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันออกมาลงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก่อนการลงประชามติ โดยระบุให้ชัดว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาปรับแก้และประกาศใช้เป็นการชั่วคราว แถม “จัดให้มีการเลือกตั้งภายในไม่เกิน 6 เดือน”

ทว่า หลัง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ การเคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ลดน้อยถอยลงไปเพราะเกรงว่าจะเข้าข่ายความผิดจากการตีความกฎหมายที่ยังคลุมเครือ

ที่สำคัญบทลงโทษตามกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างรุนแรง หากถูกตัดสินว่ามีความผิด นอกจากจะเสี่ยงถูกจำคุกแล้วยังจะถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปี สะกดให้นักการเมือง สงวนท่าทีไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหว คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญรุนแรงแบบเต็มตัว เพราะไม่มีใครอยากจะเอาอนาคตการเมืองมาเสี่ยง

การเปิดหน้าค้านร่างรัฐธรรมนูญของ 17 แกนนำเพื่อไทยรอบนี้จึงต้อง เดิมพันด้วยอนาคตทางการเมือง

แม้ก่อนหน้านี้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะออกมายืนยันว่าการแสดงความเห็นว่าตัวเอง “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นความผิด แต่ก็ยังมีความคลุมเครือในประเด็นเรื่องการชี้แจงเหตุผลที่ไม่อาจระบุได้ว่ากรณีแบบไหนเรียกว่าเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการกระทำแบบไหนถึงจะเข้าข่ายเป็นการรณรงค์  ปลุกระดม ฯลฯ

ยกตัวอย่าง พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ ระบุว่า “ภายใต้กติกาแบบนี้ ไม่เห็นอนาคตประเทศไทย รับไม่ได้จริงๆ” วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ระบุว่า “เสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามตินี้ ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ”

ชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.สำนักนายกฯ ระบุว่า “กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นแนวทางประชาธิปไตย จึงไม่ควรได้รับการยอมรับ” ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.วิทย์ฯ ระบุว่า “รับไม่ได้ เพราะลูกหลานจะเดือดร้อนไปอีกยาวนาน” วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุว่า “เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เบียดบังอำนาจและสิทธิประโยชน์ของประชาชน แต่เชิดชูอำนาจเผด็จการ ปกป้องและปิดกั้นการตรวจสอบ”

หลายถ้อยคำที่แกนนำเพื่อไทยกล่าวล้วนแต่สุ่มเสี่ยงที่อาจถูกหยิบยกไปร้องให้ กกต.พิจารณาว่าขัด พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติหรือไม่ โดยระหว่างที่รอลุ้นการตัดสินชี้ขาดตามระบบ ย่อมปราม หรือสกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญได้เต็มที่นัก

การยอมเอาอนาคตการเมืองมาของตัวเองมาเสี่ยงของบรรดาแกนนำเพื่อไทยนั้น เนื่องจากประเมินรอบด้านแล้วไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกมองว่ามีการเปิดช่องสืบทอดอำนาจของ คสช. อยู่หลายส่วนด้วยแล้ว ต่อให้ชนะการเลือกตั้งรอบหน้าก็ยากที่จะบริหารด้วยความอิสระเต็มที่

ที่สำคัญนี่ยังจะเป็นการรักษาจุดยืนของพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่มีจุดกำเนิดมาจาก คสช. แม้ผลลัพธ์สุดท้าย ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่อย่างน้อยก็สามารถใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตได้

ยิ่งหากมีแกนนำบางคนถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจนถูกตัดสิทธิการเมืองด้วยแล้วย่อมจะสามารถเรียกคะแนนสงสาร แถมอาจปลุกแนวร่วมให้ออกมาเคลื่อนไหว และสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของ คสช.ได้ไม่น้อย

แผนระเบิดพลีชีพของแกนนำเพื่อไทยยังถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ “คู่ขนาน” ผนึกกำลังต้านรัฐธรรมนูญไปกับการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ติดเครื่องออกตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ จนทำให้ คสช.เริ่มหามาตรการมาเบรกการเคลื่อนไหว

ไม่ต่างจากรอบนี้ที่  อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. ยังออกมาเตือนผู้ที่แชร์ข้อความเหล่านี้ว่า หากมีการเติมแต่งข้อความหรือแสดงความเห็นต่อเนื่องและบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงอาจมีความผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ประชามติได้ มีโทษหนักจำคุกถึง 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าเดิมพันรอบนี้ของเพื่อไทยจะคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน

 

เรียกแกนนำนปช.พะเยาเข้าค่ายทหารเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 22:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437913

เรียกแกนนำนปช.พะเยาเข้าค่ายทหารเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง”

พะเยา – แกนนำนปช.พะเยาเผยถูกทหารร้องขอเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง” บอกไม่มีกฎหมายรองรับ

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. นายศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)พะเยา เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับแกนนำ นปช. 17 จังหวัดภาคเหนือที่จ.อุตรดิตถ์แล้วถึงเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. นี้นั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนถูกเชิญจากเจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบก(มทบ.) 34 พะเยา ให้เข้าไปในค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อ.เมือง จ.พะเยา โดยเจ้าหน้าที่ทหารขอความร่วมมือเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปราบโกง ขอไม่ให้ตั้งซึ่งให้เหตุผลว่าประชาชนจะสับสนและไม่มีกฎหมายรองรับ

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าศูนย์ปราบโกงแม้ไม่มีกฎหมายรองรับแต่ก็ไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเป็นการช่วยรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตรวจสอบเรื่องการทุจริตหรือโกงในการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญด้วย

นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลได้ร้องขอความร่วมมือมาก็ยินดีที่จะไม่ตั้งศูนย์ปราบโกงของ จ.พะเยา ที่ผ่านมาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกาศตั้งไปแล้วสองจังหวัดคือ จ.อุทัยธานี และ จ.ลำปาง แต่ถูกทางราชการรื้อไปแล้วเช่นกัน สำหรับจ.พะเยาไม่มีการตั้งศูนย์ปราบโกง แต่ก็พร้อมจะเปิดรับข้อมูลการร้องเรียนเรื่องทุจริตการออกเสียงประชามติดังเดิม โดยเป็นช่องทางร้องเรียนการทุจริตการออกเสียงประชามติภาคประชาชน มีการรับเรื่องร้องเรียนผ่านทางเฟสบุ๊คและหมายเลขโทรศัพท์ของตนโดยตรง นอกจาก จ.พะเยา แล้วตนยังยินดีรับเรื่องร้องเรียนจากจังหวัดอื่นๆ ที่ประสงค์จะร้องเรียนด้วย จะเริ่มรับเรื่องร้องเรียนภาคประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 นี้ เป็นต้นไป

 

เลิกค่ายทหารแจงรธน. แก้เกมประชามติ-หลบครหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437733

เลิกค่ายทหารแจงรธน. แก้เกมประชามติ-หลบครหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดที่ยิ่งใกล้ถึงวันประชามติร่างรัฐธรรมนูญมากเท่าไหร่ วิวาทะทางการเมืองยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากกรณีวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ค่ายทหารชี้แจงและประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. กกต.ได้ใช้พื้นที่ของสโมสรรื่นฤดี ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช จัดประชุมชี้แจงเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” ซึ่งจะว่าไปแล้วเวทีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่ กกต.ใช้พื้นที่ของทหารจัดเวทีอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต.เคยใช้สโมสรทหารบกจัดงานในลักษณะเดียวกันเมื่อกลางเดือน พ.ค.มาแล้ว

ทว่า ครั้งล่าสุดกลับเจอกระแสวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการใช้สถานที่ของกองทัพจัดงาน

“การมาจัดในค่ายทหารอาจทำให้ผู้เข้าร่วมงานเกร็ง ไม่มีใครกล้าที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย ซึ่งทราบว่าจะมีการจัดแบบนี้อีก 2 ครั้ง ที่ จ.เชียงใหม่ และนครราชสีมา ก็จัดกันในค่ายทหารอีก คิดว่าควรเอาออกจากค่ายทหาร น่าจะไปจัดกันที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาบรรยากาศก็จะดีกว่านี้” ความเห็นจาก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ด้าน กกต.นำโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร กลับมองว่า “การจัดเวทีในค่ายทหารนั้นคิดว่าน่าจะมองเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะมีบุคคลสำคัญมาร่วม หากเกิดปัญหาขึ้นก็เกรงว่าจะดูแลไม่ไหว”

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเวทีของ กกต.ดังกล่าวแตกต่างจากของ กรธ.อย่างสิ้นเชิง เพราะของกกต.เป็นการเชิญตัวแทนของคณะรัฐมนตรี กรธ. สนช. มาอธิบายถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ โดยผู้เข้าฟังส่วนใหญ่จะเป็นส่วนราชการ ฝ่ายการเมืองในพื้นที่ ภาคประชาชน องค์กรส่วนท้องถิ่น แต่เวทีของ กรธ.จะแตกต่างออกไป เนื่องจากผู้อภิปรายจะเป็นฝ่าย กรธ. ส่วนผู้ฟังจะเป็นตัวแทนภาคประชาชนและอาสาสมัคร

หากมองในเชิงความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว การที่ กกต.ขอใช้พื้นที่ทหารเพื่อความปลอดภัยตามที่ สมชัย อธิบาย พอจะเป็นเหตุผลที่พอรับได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ในเชิงความเหมาะสมแล้วเป็นเรื่องที่มีมุมให้ขบคิดอยู่ไม่น้อย

ย้อนกลับไปเมื่อการร่างรัฐธรรมนูญสมัย“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคิดจะไปปรับปรุงและเขียนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญครั้งสุดท้ายที่สวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ปรากฏมีเสียงท้วงติงถึงความเหมาะสมเช่นกันเพราะเป็นพื้นที่ของทหาร แม้สถานที่ดังกล่าวจะเป็นลักษณะของสถานที่ตากอากาศ และไม่ได้เป็นรูปแบบของกองบัญชาการก็ตาม

ส่งผลให้คณะกรรมาธิการต้องเปลี่ยนสถานที่ไปประชุมที่พัทยา จ.ชลบุรี แทน เพื่อไม่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกเสียดสีว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญในค่ายทหาร เหมือนกับที่รัฐบาลในอดีตเคยถูกฝ่ายตรงข้ามสร้างวาทกรรม “ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”

อาจจะด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจที่จะไม่ให้ กกต.ใช้พื้นที่ทหารอีก ซึ่ง กกต.ก็รับลูกของนายกฯ ทันทีด้วยการเปลี่ยนสถานที่ประชุมใน จ.เชียงใหม่ จากค่ายกาวิละมาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติแทน

“การเปลี่ยนสถานที่จัดประชุมชี้แจงแนวทางการจัดทำประชามติและร่างรัฐธรรมนูญ จากสโมสรค่ายกาวิละมาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ เพื่อความเหมาะสมเนื่องจากมีประชาชนให้ความสนใจและแสดงเจตจำนงที่จะเข้าร่วมงานจำนวนมาก” ท่าทีจาก ประวิช รัตนเพียร กกต.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวของ กกต.และรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้องการ “ตัดไฟแต่ต้นลม”

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ กกต.เพิ่งพลาดท่าและเพลี่ยงพล้ำแบบน่าประหลาดใจมาแล้ว จากกรณีเนื้อหาเพลงรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ แต่กลับเจอเสียงตำหนิค่อนข้างรุนแรง หลังจากเนื้อหาในเพลงบางส่วนมีลักษณะดูหมิ่นประชาชนบางภูมิภาค จน กกต.ต้องดำเนินการแก้ไขเนื้อหาเพื่อลดกระแส

เมื่อความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกเกิดขึ้นมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ กกต.ต้องรีบแก้เกมอย่างทันควัน ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลาย เนื่องจากแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามย่อมใช้ประเด็นมาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่เพียงเท่านี้ ถ้าปล่อยให้การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญยังคงใช้ค่ายทหารอยู่ อนาคตร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อผ่านประชามติ ย่อมจะถูกกล่าวหาและสร้างความตอกย้ำว่าเป็นรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น

ที่สุดแล้ว การตัดไฟแต่ต้นลมครั้งนี้ เพื่อต้องการกรุยทางประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เรียบมากขึ้นก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป