“บิ๊กตู่” ง้อหมออาวุโส เลี่ยงขยายปมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2559 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/410776

"บิ๊กตู่" ง้อหมออาวุโส เลี่ยงขยายปมใหม่

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จะด้วยความผิดพลาดหรือความตั้งใจก็แล้วแต่ แต่การนำหน่วยงานตรวจสอบอย่าง คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ (คตร.) เข้าไป “เล่นงาน” หน่วยงานอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นพวก “ตระกูล ส.” หรือองค์กรในกำกับของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ทำให้รัฐบาลสูญเสียแนวร่วมสำคัญที่ร่วมเชียร์กันมาตั้งแต่ต้นไปหลายคน

ที่สำคัญที่สุดคือตัว ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มาช้านาน ที่ยอมเป็น “นั่งร้าน” ให้กับโครงการ “ประชารัฐ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเชื่อมรัฐ-ภาคประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน โดยเป็นหมุดหมายสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเตื้องขึ้นบ้าง หลังชะงักงันมานานหลายปี

เมื่อคำสั่งมาตรา 44 ผ่าเปรี้ยงลงมาที่บอร์ด สสส. ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหมอประเวศกับรัฐบาลทหารขาดผึงทันที พร้อมกับเสียงจากราษฎรอาวุโสที่เชือดนิ่มๆ ว่า “คสช.กำลังพลาด”

สำทับด้วยเสียงจาก นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สธ. ที่ออกมายอมรับความผิดพลาดหลังร่วม “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” โยนระเบิดลูกใหญ่ว่า รัฐบาลปัจจุบันแย่ยิ่งกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสียอีก

ขณะเดียวกัน “รอยร้าว” ก็ยังส่งผลชัด เมื่อหมอประเวศตัดสินใจยกเลิกเข้าร่วมเปิดงาน “ความสำคัญและทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” อย่างกะทันหัน ด้วยเหตุที่ขุ่นเคืองกับ คสช.มาก่อนหน้า และด้วยเหตุที่คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการ “ประชารัฐ” เต็มไปด้วยกลุ่มทุน ซึ่งรวมถึงทุน “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันก่อนหน้านี้

แม้จะมีเสียงแก้เกี้ยวจากคนใกล้ชิดรัฐบาลว่าเป็นการตัดสินใจที่ “ผิดคิว” แต่ก็ได้สั่นคลอนความไว้วางใจระหว่างประชาสังคม สังกัดประเวศ และ คสช.ไปเรียบร้อย

หากเป็นความตั้งใจก็สะท้อนชัดว่า คสช.ตัดสินใจเลือกข้างเกมการเมืองในกระทรวงหมอ ด้วยการสนับสนุนข้าราชการประจำ และสายหมอโรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจเดียวกับ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัด สธ. ในการจัดการกับบรรดาคู่ปรับเดิม รวมถึงสถาปนาอำนาจให้สายข้าราชการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังถูก “ตระกูล ส.” แบ่งทั้งอำนาจ แบ่งทั้งเงิน ไปเป็นเวลาช้านาน

ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า เพราะเหตุใดทั้ง คตร. และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลโดยตรงของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อน วปอ.รุ่นเดียวกับหมอณรงค์ จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่อง “การใช้เงินผิดประเภท” ในองค์กรตระกูล ส. อย่างคึกคักเข้มแข็งนัก ทั้งที่ในหน่วยงานราชการอื่นๆ ก็ปรากฏเรื่องการใช้เงินผิดประเภทเช่นเดียวกัน

กับอีกส่วนหนึ่งก็คือ การตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” สำคัญ ให้บรรดาเอ็นจี-ภาคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถออกแรงต่อต้านโครงการของรัฐได้เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะเริ่มโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ก็มักจะมี “มวลชน” หน้าคุ้นๆ เข้ามาต่อต้านอยู่เนืองๆ

ฝ่าย เสธ.จึงรู้ดีว่า หากปราศจากเส้นทางการเงินจาก สสส. ย่อมทำให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐเคลื่อนตัวได้สะดวกกว่า มีแรงเสียดทานน้อยกว่า รวมถึงถือโอกาสสร้างความสงบเรียบร้อยได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะมีการปลดบอร์ด สสส. 7 คน โดยอ้างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว ยังสำทับด้วยปัญหาหมักหมม อย่างการที่ คตร.ฟรีซเงินไม่ให้อนุมัติโครงการที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท กว่า 500 โครงการ จนส่งผลกระทบกับภาคีสสส.กว่า 1 หมื่นคน รวมถึงการให้กรมสรรพากรเข้าไปไล่เบี้ยภาษีย้อนหลัง จนภาคประชาชนอ่วมอรทัยกันถ้วนหน้า

ขณะที่ สปสช.ก็ถูกคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความจำกัดการใช้เงิน รวมถึงยังไร้หัวอยู่ถึงทุกวันนี้ หลังซีอีโอถูกคำสั่งมาตรา 44 ดองหยู่หลายเดือน จนคาดว่าไม่มีโอกาสจะได้กลับมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายาม “ตามง้อ” จาก พล.อ.ประยุทธ์ เพราะรู้ดีว่าเครือข่ายตระกูล ส. และเครือข่ายเอ็นจีโอนั้นเป็นกลุ่มที่เสียงดัง รวมถึงมีบทบาทสำคัญพอสมควรในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสังคม-สุขภาพ รวมถึงมีความพยายามต่อรองโดย “ผู้ใหญ่” บางคนจากองค์กร สสส.

จึงมีเสียงขอโทษออกจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าการตัดสินใจของตัวเองอาจทำให้วงการหมออาวุโสไม่พอใจ รวมถึงอาจมีการคืนตำแหน่งให้กับบอร์ดบางคนที่ถูกให้พ้นไปจากตำแหน่งก่อนหน้านี้อีกด้วย

เพราะรู้ดีว่าหากปล่อยให้ความขัดแย้งกับกลุ่มหมอชนบทอาวุโสเรื้อรังต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะมีปัญหาขัดเคืองกับกลุ่มที่เคยเป็นกองเชียร์รัฐบาล เนื่องจากกลุ่มนี้นอกจากจะเสียงดังแล้ว ยังมีเครดิตทางสังคมครอบคลุมเอ็นจีโอ-ภาคประชาชนทั่วประเทศอยู่มาก

การตามง้อจาก พล.อ.ประยุทธ์ ไปยังหมอประเวศ จึงยังเกิดขึ้นต่อไป ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ตระกูล ส. ต้องทำงานต่อได้ ไม่มีการส่งคนมาครอบงำ สสส. หรือ สปสช. อย่างที่มีความพยายามก่อนหน้านี้ ส่วนองค์กรอย่าง สสส. ก็จะปรามบรรดาภาคีให้เคลื่อนไหวในเรื่องที่จำกัดวงแคบในเรื่อง “สุขภาพ” เท่านั้น

ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ขอให้ดูคำสั่งคืนตำแหน่งกรรมการ สสส. รวมถึงการแต่งตั้งผู้จัดการ สสส.คนใหม่ ที่น่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

 

คสช.อุ้มยาง ซื้อเวลา ลดแรงต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/410335

คสช.อุ้มยาง ซื้อเวลา ลดแรงต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ต้องงัดมาตรการซื้อยางนำตลาดอีก 2-3 บาท เพื่อคลี่คลายแรงกดดันจากเกษตรกรชาวสวนยางที่ออกมากดดันอย่างหนักในช่วงนี้ คู่ขนานไปกับมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางอีกไร่ละ 1,500 บาท คำนวณคร่าวๆ จะทำให้ราคาขยับขึ้นมาประมาณ 40 กว่าบาท/กก.

เรียกได้ว่าเป็น “ทางสายกลาง” ที่ไม่ถึงกับข้อเรียกร้องของเกษตรกรที่ต้องการให้ราคายางอยู่ที่ 60 บาท/กก. ขณะเดียวกันก็เพิ่มขึ้นจากราคาปัจจุบันที่ตกอยู่ราวๆ 3 โลร้อยบาท ​

แน่นอนว่ามาตรการที่ออกมายังไม่เป็นที่พออกพอใจของชาวสวนยาง แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจังมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

​จะเห็นว่าก่อนหน้านี้แนวทางการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำเป็นโจทย์หินที่ทางรัฐบาลยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะด้วยสภาพปัญหาที่รุนแรงจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลงเรื่อยๆ การผลิตในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการยางพาราลดลงอย่างหนัก

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะงัดมาตรการต่างๆ มาบรรเทาความเดือดร้อนแต่ก็ไม่ได้ทำให้ราคาดีขึ้น อีกด้านมาตรการเยียวยาการเบิกจ่ายก็ยังเป็นไปอย่างล่าช้า ยังไม่รวมกับท่าทีไม่รักษาน้ำใจชาวสวนยางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนบรรยากาศเริ่มคุกรุ่น

แรงกดดันสะสมจึงปะทุออกมาในช่วงนี้ ก่อนรัฐบาล คสช.จะต้องออกมาตรการเพื่อมาดับกระแสไม่ให้บานปลายจนกระทบกับปัญหารุมเร้าอื่นๆ ในเวลานี้

แต่เอาเข้าจริงมาตรการที่ออกมายังถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การ “ซื้อเวลา” เสียมากกว่าจะสามารถแก้ปัญหาในระยะยาว หรือเห็นผลแบบยั่งยืนได้จริง

ประการแรก งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้มาตรการชี้นำตลาดที่ขีดเส้นเบื้องต้น รับซื้อจากเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางรวม 1 แสนตัน เป็นเพียงแค่มาตรการเบื้องต้น และชั่วคราว ที่ยากจะพยุงให้ราคาอยู่ในระดับนี้ได้นานนัก ตราบใดที่สภาพปัญหาในเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข ​

​ดังจะเห็นจากท่าทีของ ทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ​ที่มองว่านี่เป็นการ​ “แก้ปัญหาที่ปลายทาง” เท่านั้น แต่ต้นทางคือผู้ผลิตที่เป็นชาวสวนยางที่ผลิตน้ำยางอยู่ รัฐต้องพยุงราคาที่ต้นทาง

มิหนำซ้ำยังกลัวว่ากลุ่มองค์กรต่างๆ จะได้รับอานิสงส์มากกว่าเกษตรกร ขณะที่เกษตรกรที่เข้าไม่ถึงองค์กรต้องยอมขายให้กับพ่อค้า แล้วถูกกดราคาเหมือนเดิม เพราะน้ำยางนั้นไม่สามารถเก็บไว้นานได้ กรีดออกมาแล้วก็ต้องขายทันที

ประการต่อมา สภาพข้อเท็จจริงที่ยาง 4.7 ล้านตัน ใช้ในประเทศเพียงแค่ 1 ล้านตัน ส่งออก 3 ล้านตันนั้น ย่อมจะทำให้ราคาในประเทศขยับสูงกว่าราคาตลาดโลกได้ในระยะยาว หรือหากทำได้ก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลไปอุดช่องว่าง ซึ่งย่อมสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมา

แนวทางการแก้ปัญหาระยะยาวจึงอยู่ที่เร่งรัดจัดตั้งเมืองยาง พร้อมกำหนดโซนนิ่งเพื่อไม่ให้เกิดภาวะยางล้นตลาด ​ที่สำคัญยังต้องใช้กลไก​บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการพยุงราคายางที่จะทำให้ได้ผลแบบยั่งยืน

แม้กระทั่งเพิ่มความต้องการยางพาราด้วยการเปิดช่องให้ใช้ยางพาราไปประกอบการทำถนน หรือส่งเสริมให้นำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ทั้งหลายเหล่านี้ไม่เห็นความชัดเจน​ ขณะที่มาตรการให้ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการที่มีสัญญาซื้อยางพาราจาก 8 หน่วยงานราชการที่รับซื้อจากผู้ปลูกไปผลิตสินค้าต่อ

​หรือจะให้คลังชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ที่ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการซื้อยางพาราเก็บไว้ในสต๊อกเพิ่มที่กำลังจะเสนอให้ ครม.เห็นชอบในสัปดาห์หน้าก็เป็นมาตรการที่จะเห็นผลในช่วง​ 1 ปี​ ​แต่ไม่มีหลักประกันว่าจะทำให้ราคาเพิ่มสูงได้มากน้อยแค่ไหน ​

ท่าที​รัฐบาล คสช. ที่ออกมาเร่งแก้ปัญหาราคายางในเวลานี้จึงเห็นว่าเป็นเพียงแค่การแตะในประเด็นปลายทาง ขณะที่ต้นทางแก้ปัญหาระยะยาวยังไม่เห็นความชัดเจน นี่จึงถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาลดแรงเสียดทานจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนัก

 

ปรองดองยังริบหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/410104

ปรองดองยังริบหรี่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สะดุดตั้งแต่ยังไม่ทันออกตัว สำหรับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข ที่มี พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ เป็นหัวหอกผลักดัน แต่เกิดผิดคิวจนแผนต้องเลื่อนออกไปสัปดาห์หน้า

สอดรับกับสัญญาณเบรกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาระบุว่า “ยังไม่ถึงเวลา”

ที่สำคัญหากวิเคราะห์รายละเอียด ทั้งกระบวนการทำงาน บุคคลที่มาเป็น กมธ. ตลอดจนอำนาจหน้าที่และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ คงยากจะฝากความหวังเรื่องการปรองดองไว้กับ กมธ.ชุดนี้

เริ่มตั้งแต่ประการแรกสัดส่วน กมธ. 15 คน ที่จะมาจากทุกฝ่ายเพื่อหารือเรื่องการปรองดองสร้างสันติสุข ก็เริ่มเห็นแววว่าจะไปไม่รอด เมื่อคู่ขัดแย้งโดยตรงประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมเป็น กมธ.

ทั้งฝั่ง “เสื้อแดง” ที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยืนยันชัดเจนว่า เคยประกาศจุดยืนมาแต่ต้นแล้วว่าจะไม่เข้าไปรับตำแหน่งใดๆ ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารอย่างเด็ดขาด หากใครจะเข้าร่วมก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ต้องไม่เข้าไปในนาม นปช.

แถมถล่มซ้ำว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางปรองดอง เพราะเมื่อถูกชวนไปร่วมหารือแนวทางในหลายคณะก็ไป แต่สุดท้ายก็หน้าแตกอีกตามเดิม เพราะไม่มีผลใดๆ ในทางปฏิบัติ

ส่วนฝั่ง “ประชาธิปัตย์” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ระบุว่า พรรคจะไม่ส่งคนเข้าร่วม ถ้าใครได้รับการติดต่อคงต้องไปในนามส่วนตัว แต่เชื่อว่าไม่มีใครไปร่วม ด้วยเหตุผล กมธ.วิสามัญชุดดังกล่าว อาจพูดคุยเรื่องนิรโทษกรรมที่พรรคคัดค้านมาแต่ต้น

จะมีก็แต่เพียงทางฝั่ง กปปส. ที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิ กปปส. ออกตัวว่ายินดีที่จะเข้าร่วม หากมีการเชิญก็พร้อมให้ความร่วมมือ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กระบวนการตั้ง กมธ.ต้องเลื่อนออกไป เพราะหากเป็นเช่นนี้ สัดส่วน กมธ. 24 คน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีจำนวนทั้งหมด 14 คน อาทิ พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ พล.อ.อักษรา เกิดผล สนิท อักษรแก้ว นิพนธ์ นราพิทักษ์กุล อนุศาสน์ สุวรรณมงคล อิสระ ว่องกุศลกิจ

ขณะที่อีก 10 คนที่เป็นคนนอก และมีความพยายามต่อรองขอโควตาเพิ่มนั้นมีก็จะเป็นเพียงแค่นักวิชาการและบุคคลอื่นๆ ที่ยังขาดคู่ขัดแย้งหลักที่จะเป็นกลไกสำคัญช่วยสร้างความปรองดอง

ดังนั้น การจะใช้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มสร้างความปรองดองจึงเป็นไปได้ยาก ยิ่งหากพิจารณากระบวนการทำงานแล้วยังแทบไม่เห็นความแตกต่างจากกรรมการชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาซึ่งเคยทำเรื่องนี้

ไล่มาตั้งแต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ของ คณิต ณ นคร, คณะกรรมาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์, กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ ดิเรก ถึงฝั่ง, หรือแม้แต่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์

หากไม่มี “กลไก” หรือ “อำนาจ” ที่แตกต่างไปจากเดิม ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมไม่ต่างจากเดิมคือได้รายงานสรุปข้อเสนอที่ไม่น่าจะแตกต่างจากชุดอื่นๆ ที่ผ่านมา

ไม่แปลกที่ ทิพอาภา สุฉันทบุตร มารดาของ วสุ สุฉันทบุตร ที่เสียชีวิตจากการเข้าร่วมชุมนุมหน้าสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 จะออกตัวว่ารู้สึกหมดหวังกับคณะกรรมการปรองดองทุกชุดที่ผ่านมา เพราะไม่เคยเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความไม่จริงจังและไม่จริงใจที่จะสร้างความปรองดอง

“เคยเข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการหลายชุด ได้รับฟังแต่เรื่องซ้ำๆ จัดในโรงแรมหรู จ่ายค่าพาหนะ และสรุปผลการประชุม แต่ไม่เคยเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้” ทิพอาภา ระบุ

ยิ่งโจทย์ใหญ่อย่างเรื่อง “นิรโทษกรรม” ที่หลายฝ่ายมองกันว่าเป็น “กุญแจ” ไปสู่ความปรองดองนั้น เวลานี้แต่ละฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งยังเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งหากเลือกเดินหน้าไปอย่างใดอย่างหนึ่งอาจยิ่งสร้างความขัดแย้งมากกว่าจะสร้างการปรองดอง

ด้านหนึ่ง ประชาธิปัตย์ ยืนยันชัดเจนว่าไม่เอานิรโทษกรรมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ทางฝั่งเสื้อแดงหรือเพื่อไทยมีความหวังลึกๆ ที่ต้องการจะผลักดันนิรโทษกรรมเพื่อเซตซีโร่ให้ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ นี่จึงเป็นเส้นขนานที่ยากจะหาทางออก

ที่สำคัญที่สุดคือ “อำนาจ” ของ กมธ.ชุดนี้ ที่หากเป็นไปตามที่ พล.อ.อกนิษฐ์ ระบุว่า ก็เท่ากับเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่เส้นทางปรองดอง แต่อำนาจที่แท้จริงที่จะหยิบไปปฏิบัติย่อมอยู่กับทางรัฐบาลและ คสช. ไม่ว่าจะนิรโทษกรรมหรือใช้อำนาจพิเศษเคลียร์ข้อจำกัดต่างๆ

แต่เห็นสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกตัวว่า “ยังไม่ถึงเวลา” เส้นทางปรองดองนับจากนี้จึงยังคงริบหรี่เต็มที

 

คสช.แนวร่วมถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409834

คสช.แนวร่วมถดถอย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสถียรภาพและความเชื่อมั่นที่มีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในจังหวะเดียวกับที่ “แนวร่วม” หลายกลุ่มที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่คอยสนับสนุนการทำงานเริ่มตีตัวออกห่าง

นับจาก กปปส.เริ่มจุดประเด็น “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จนมีมวลชนเรือนล้านออกมาเป่านกหวีดขับไล่รัฐบาลเพื่อไทย ก่อนที่ทุกอย่างเริ่มตีบตันจนสุดท้ายหนีไม่พ้นการรัฐประหาร ​พร้อมเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูป

ต้องยอมรับว่า “มวลมหาประชาชน” จากภาคส่วนต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว กลายเป็น “แนวร่วม” ไม่ว่าจะโดยสมัครใจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้

แต่ทั้งหมดต้องทำหน้าที่เสมือน “นั่งร้าน” ค้ำยันประคับประคองให้การทำงานของ คสช.ราบรื่นเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายตามโรดแมป ด้วยความหวังที่ว่านี่ จะเป็นทางออกที่พาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้ง และเป็นจุดเริ่มต้นคลี่คลายสลายความขัดแย้งเดินหน้าสู่การปรองดอง ​

นี่ทำให้เสถียรภาพในช่วงแรกของ คสช.เป็นไปอย่าง “ราบรื่น” และ “เข้มแข็ง” ยิ่งใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือจัดระเบียบสังคม วินมอเตอร์ไซค์ วินรถตู้ แผงลอย กลุ่มผู้มีอิทธิพล ยิ่งทำให้คะแนนนิยมพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

แต่ยิ่งอยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ แนวร่วมที่เคยเหนียวแน่นกลับค่อยถอนตัวออกห่าง ​หลายกลุ่มมีทีท่าจะกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อ คสช.ด้วยซ้ำ

เริ่มจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ภาคใต้ แถมมีจำนวนไม่น้อยที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับ กปปส.อยู่หลายเดือน และส่งสัญญาณเรียกร้องให้กองทัพเข้ามาผ่าทางตันเดินหน้าปฏิรูปอย่างที่ตั้งใจ

ทว่า หลัง คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ยังเป็นโจทย์ที่รัฐบาล คสช.​ยังแก้ไม่ตก ตรงกันข้ามปัญหากลับรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ราคายางที่ต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงสามกิโลร้อย ทำให้ชาวสวนยางต้องออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในช่วงนี้ ยิ่งมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นดูจะไม่เป็นไปตามความต้องการ และไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

​​ยังไม่รวมกับท่าทีไม่เป็นมิตรของ พล.อ.ประยุทธ​์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ทั้งข่มขู่ กดดันกลุ่มเกษตรกรจนสถานการณ์ย่ำแย่ไปกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ ที่มีปัญหาไม่แตกต่างกัน แต่ยังไม่รุนแรงเท่า ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์รุนแรงกว่านี้ก็จะยิ่งสร้างปัญหาต่อไปในอนาคตไม่ต่างจากกลุ่มสวนยาง

แนวร่วมกลุ่มถัดมาคือเครือข่ายภาคประชาชนที่เชื่อมโยงกับองค์กรด้านสาธารณสุข ​ซึ่งสัมพันธ์กับ คสช.​สั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่อ ​คสช.ออกคำสั่ง​ปลดบอร์ดกองทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 7 คน ได้แก่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน สงกรานต์ ภาคโชคดี เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ สมพร ใช้บางยาง ประภัทร นิยม และ​วิเชียร พงศธร

นี่ถูกมองว่าเป็นแผนตัดแขนตัดขาเครือข่ายภาคประชาชน จนทำให้กระบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement) รวม 20 เครือข่าย ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ยิ่งเรื่องนี้​พัวพันไปกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ยังไม่มีความชัดเจน แต่กลับหยิบยกมาเป็นเหตุผลในการปลดบอร์ด ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์เสียหายหนัก

ไม่รวมกับ 4,000 โครงการ ที่ถูกแช่แข็งไว้รอการพิสูจน์ความถูกต้องจนกระทบกับงานภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง เสมือนเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงครั้งใหญ่

“มิหนำซ้ำดันไปใช้มาตรา 44 ปลดเขาอีก เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลยที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม ทำงานด้วยความตั้งใจ ทำงานด้วยความสุจริต” ศ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าว

แรงกระเพื่อมครั้งนี้ถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงมาบัญชาการหาทางออกด้วยตัวเอง เพื่อตัดตอนไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปยิ่งกว่านี้ และเป็นการผลักมิตรไปเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น

ยังไม่รวมกับภาคประชาชนกลางๆ​ ที่เริ่มจะไม่เห็นด้วยกับมาตรการปิดกั้นการแสดงออกหรือการกระทำที่เกินกว่าเหตุ​ หรือกลุ่มนักศึกษาหรือนักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพที่ถูกปิดกั้นจนถึงทุกวันนี้ กลุ่มเหล่านี้นับวันยิ่งจะยืนอยู่ห่างจาก คสช.ต่อไปเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่การที่แนวร่วมที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ คสช.​เริ่มลดน้อยถอยลงไป ย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาว และอาจสร้างปัญหาให้สิ่งที่ คสช.พยายามทำมาทั้งหมดต้องสะดุดหยุดก่อนที่จะถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะกับเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ที่ต้องใช้เสียงของประชาชนเป็นตัวตัดสินว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

การสูญเสียแนวร่วมจึงเป็นอีกปัจจัยที่อาจจะมีผลกระทบต่อเส้นทางตามโรดแมปนับจากนี้ อยู่ที่ว่า คสช.จะแก้เกมกับสถานการณ์ตรงนี้อย่างไร

 

ม็อบยางอ่อนแรง คสช.อ่อนล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409591

ม็อบยางอ่อนแรง คสช.อ่อนล้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ กับความเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนยางที่ประกาศเตรียมออกมารวมตัวแสดงพลังให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ในขณะที่มาตรการการแก้ปัญหาจากภาครัฐในช่วงปีกว่าที่ผ่านมายังไม่เห็นทิศทางว่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

ยิ่งกว่านั้นท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างดุเดือด ยิ่งทำให้สถานการณ์อึมครึมมากขึ้น

“ถ้าจะออกมาชุมนุมก็ออกมา หากออกมาก็มีคดี ผมก็ทำของผมไป แต่ปัญหาราคายางตกต่ำ ผมมีการช่วยเหลืออยู่แล้ว และกำลังทำอยู่ ซึ่งการจะทำอะไรนั้นต้องใช้เงินหรือไม่”

พร้อมแจกแจงภาระงบประมาณที่ต้องใช้หากต้องชดเชยกิโลกรัมละ 30 บาท จะต้องใช้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเอาเงินภาษีประชาชนไปช่วยเหลือคนกลุ่มเดียวได้ ก่อนเสนอทางเลือกให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเสริม ทั้งสตรอเบอร์รี่ กล้วยหอมทอง ในสวนยางเพื่อเสริมรายได้

ต้องยอมรับว่าราคายางดำดิ่งลงเหลือเพียงแค่ 3 กิโลร้อยนั้น มาจากหลายปัจจัยที่ทับถมกันมาเรื่อยๆ ทั้งการที่เกษตรกรหันมาปลูกยางพารากันมากขึ้นเกือบ 4 ล้านไร่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยังไม่รวมกับเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เมียนมา กัมพูชา และ เวียดนาม ปลูกยางพารามากขึ้นเช่นกัน สอดรับกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง จึงยิ่งทำให้ความต้องการยางพาราในตลาดโลกลดลงหนักกว่าเดิม

ขณะที่มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลช่วงที่ผ่านมายังถูกมองว่าไม่ตรงจุด ยังไม่รวมกับความรู้ความสามารถของรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่องว่างที่ยังไม่มีการแต่งตัั้งผู้จัดการ และบอร์ดการยางแห่งประเทศไทยมาทำหน้าที่ดูแลระบบ

สุดท้ายแรงกระเพื่อมจึงกลับมาก่อตัวอีกรอบหลังเงียบหายไปพักใหญ่ เมื่อเกษตรกรสวนยางนัดรวมตัวเพื่อหาทางออกและข้อเสนอไปยังนายกฯ พร้อมสัญญาณขู่เตรียมออกมาชุมนุม จนวิตกว่านี่จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ออกมาเขย่า คสช.

แต่ประเมินแล้วพลังของม็อบสวนยางในเวลานี้ ยังยากที่จะจุดติดหรือสามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช.ได้ง่ายๆ

อย่าลืมว่าเกษตรกรสวนยางถือเป็นฐานเสียงสำคัญที่เคยสนับสนุน คสช.มาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเรื่อยมา แม้จะเดือดร้อนอย่างหนัก แต่เมื่อ พระสุเทพ ปภากโร ออกมาส่งสัญญาณเบรกเพื่อให้ คสช.ได้มีเวลาและสมาธิกับเรื่อง “ปฏิรูป” จนบรรดาแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวก็ต้องจำใจกัดฟันกลับไปอดทนรอต่อไป

ล่าสุด สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะใหม่ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ยังเล่นบทเดิม ขอให้เกษตรกรเห็นใจรัฐบาล เพราะสถานการณ์ทางการเงินไม่ค่อยดี ก่อนออกตัวยินดีร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนในการคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา

“ผมเชื่อในความจริงใจของนายกฯ ว่า ท่านตั้งใจทำ แต่ผมไม่เชื่อในทีมงานของท่าน เนื่องจากทีมที่แก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีคนที่มีอำนาจจริงที่สามารถสั่งการแทนนายกฯ ได้ เช่น คนที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางของรัฐบาลที่ไม่ได้มีอำนาจสั่งหน่วยงานทุกกระทรวงได้ จนนายกฯ ต้องคาดโทษ”

อีกด้านหนึ่งเงื่อนไขการชุมนุมเวลานี้ ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ที่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยทั้งรูปแบบ สถานที่ ระยะเวลา ซึ่งจะทำให้การชุมนุมปิดถนนหรือรูปแบบอื่นๆ ที่เคยทำมาในอดีตเวลานี้ไม่อาจทำได้อีกต่อไป มิฉะนั้นจะมีความผิดติดตัว

ที่สำคัญบทเรียนจากในอดีตยังช่วยสะกดไม่ให้แกนนำออกมาเคลื่อนไหว เพราะช่วงการชุมนุมปิดถนนสี่แยกอันดามัน เมื่อครั้งสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น 4 แกนนำม็อบถูกพิพากษาจำคุก 6 เดือน ปรับคนะ 2,500 บาท ที่ยังอยู่ในช่วงรอลงอาญา

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่แกนนำชุดเดิมจะเดินหน้าออกตัวมานำการชุมนุมรอบใหม่ ทั้งที่ยังติดเรื่องรอลงอาญาอีก 2 ปี ขณะที่แกนนำหน้าใหม่ก็ไม่อยากจะเอาตัวไปเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเมื่อมีตัวอย่างให้เห็น หรือหากจะเดินล้ำหน้าไปมากกว่านี้ก็จะถูกตัดตอนเรียกไปปรับทัศนคติได้

บรรดานักการเมืองโดยเฉพาะประชาธิปัตย์ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ปลูกยางส่วนใหญ่นั้น ก็ทำได้เพียงแค่ออกมาประกาศให้การสนับสนุนประชาชนและเป็นตัวกลางยื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาล คสช. แต่ถ้าจะให้ออกมาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวก็เป็นไปได้ยาก เพราะหลายคนก็ยังมีคดีอื่นที่ติดตัวมาตั้งแต่ชุมนุม กปปส.

ล่าสุด ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พาทีมไปยื่นข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนออกตัวไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวชุมนุม

การเคลื่อนไหวเรื่องนี้จึงเป็นไปได้ยาก แต่ทว่านี่ยังเป็นปมร้อนที่คอยกัดกร่อน คสช.ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หรือแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงแค่โทษกลไกตลาดโลกหรือแค่โยนบาปไปให้รัฐบาลที่แล้ว

ปัญหาราคายางจึงไม่ใช่จะจบลงง่ายๆ อยู่ที่ฝีไม้ลายมือ คสช.ว่าจะสะสางเรื่องนี้อย่างไรไม่ให้ปัญหาบานปลายจนกระทบไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่ทำมาทั้งหมด หากแก้ไขไม่ได้นี่จะกลายเป็นชนวนอันตรายที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของ คสช.ที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้หนักกว่าเดิม

 

แรงกดดัน 3 ระลอก คลื่นบนน้ำถล่ม คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409537

แรงกดดัน 3 ระลอก คลื่นบนน้ำถล่ม คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เพิ่งจะเข้าสู่ปีใหม่ 2559 ไม่ทันไร แม่น้ำ 5 สายก็กำลังเจอกับกระแสกดดันอีกครั้ง และดูท่าแล้วคลื่นลมระลอกนี้จะหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรบกับแรงปะทะที่มาจากเรื่องความไม่โปร่งใสของการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ เวลานั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องคอยชี้แจงวันละสามเวลาว่าไม่มีการทุจริต ทุกอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งกว่ารัฐบาลจะฝ่าคลื่นลูกนี้มาได้ ก็เหนื่อยอยู่ไม่น้อย

มารอบนี้ แม่น้ำทั้ง 5 สายได้เข้าสู่สถานการณ์ลำบากอีกครั้ง ภายหลังเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวจาก 3 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป

1.กลุ่มพระสงฆ์ เมื่อปฏิทินของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใกล้เข้าสู่วันที่ 29 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อสาธารณะเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้กลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสออกตัวแรงมากขึ้นเท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ กรธ.บรรจุถ้อยคำว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ กลุ่มพระสงฆ์ได้มีการยื่นเรื่องให้กับ กรธ.มาเป็นระยะอยู่แล้ว แต่ กรธ.ยังไม่ได้มีท่าทีตอบรับหรือปฏิเสธ โดยอ้างว่าขอนำไปพิจารณาก่อน ส่งผลให้กลุ่มองค์กรชาวพุทธไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก ถึงขั้นประกาศว่าหากในร่างรัฐธรรมนูญที่จะส่งให้ประชาชนลงประชามติไม่ได้กำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จะเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

“หากพบว่าสุดท้ายแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะมีการทำประชามตินี้ ไม่มีการบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทางศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเครือข่ายองค์กรชาวพุทธต่างๆ จะร่วมกันรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นประโยชน์ต่อประเทศ” พระเทพวิสุทธิกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ในฐานะประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ระบุ

2.กลุ่มชาวสวนยางพารา อาจเรียกได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีพลังกดดันได้ขนาดไหน เพราะเป็นอีกครั้งที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารานัดรวมตัวเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างจริงจังในวันที่ 12 ม.ค.ที่ จ.ตรัง ซึ่งจะมีกลุ่มเกษตรกรจากหลายพื้นที่ในภาคใต้เข้าร่วมด้วย

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามชี้แจงทำนองว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ พร้อมกับมีมาตรการรองรับเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวเพื่อให้ราคายางพาราสูงขึ้น และมีความยั่งยืนในระยะยาว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ มีถ้อยคำสร้างความไม่พอใจให้กับเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขู่จะใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม รวมไปถึงการแนะนำให้ไปปลูกสตรอเบอร์รี่ในสวนยาง

“ถ้าจะออกมาชุมนุมก็ออกมา หากออกมาก็มีคดี ตนก็ทำของตนไป แต่ปัญหาราคายางตกต่ำ ก็มีการช่วยเหลืออยู่แล้ว…ยางทั้งหมดที่ปลูก 5 ล้านไร่ ได้ผลผลิตกี่ล้านตัน เกินหรือไม่ มันก็เป็นแบบนี้ แล้วใครทำให้ปลูกเยอะ ถ้าปลูกอย่างพอประมาณ โดยวันนี้หลายแห่งช่วยตัวเองได้ ด้วยการปลูกสตรอเบอร์รี่ในสวนยาง ปลูกกล้วยหอมทองแทรก จะปลูกอะไรก็ปลูกกันเพื่อให้เกิดรายได้ ให้อยู่กินทดแทนราคายางที่ตกไปก่อน” คำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 7 ม.ค.

3.กลุ่มภาคประชาสังคม การนัดรวมตัวเพื่อแสดงท่าทีคัดค้านรัฐบาลของกลุ่มเอ็นจีโอ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีฟางเส้นสุดท้ายมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ปลดกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คน ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน สงกรานต์ ภาคโชคดี เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ สมพร ใช้บางยาง ประภัทร นิยม และวิเชียร พงศธร พ้นจากตำแหน่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้กับกลุ่มภาคประชาสังคมว่าเป็นความพยายามจะล้มกองทุน สสส.ที่ได้รับเงินมาจากภาษีบาปตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มเอ็นจีโอ หลังจากเมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทุน สสส. และมีคำสั่งให้ระงับการอนุมัติโครงการที่วงเงินเกิน 5 ล้านบาท พร้อมทั้งขอกลั่นกรองการเบิกจ่ายงบประมาณเอง เป็นเหตุให้มีไม่ต่ำกว่า 4,000 โครงการที่ได้รับผลกระทบ

ตรงนี้เองที่ทำให้กลุ่มประชาสังคมกว่า 20 กลุ่ม อาทิ ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเด็ก เยาวชนและครอบครัว เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่ เครือข่ายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) เป็นต้น ต้องออกมาเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 11 ม.ค. เพื่อกดดันรัฐบาล

แรงกดดันที่กำลังก่อตัวทั้ง 3 กลุ่มในขณะนี้ จริงอยู่อาจไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองในระดับที่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่อีกด้านย่อมจะมีผลให้รัฐบาลมีศัตรูเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการเสียแนวร่วมสำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในตัว เพราะการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลและ คสช.ตั้งความหวังที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ คงไม่สามารถเดินหน้าได้เพียงลำพัง

บางทีเค้าลางของคำว่า “รัฐประหารเสียของ” อาจจะได้เห็นในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้

 

กกต.ชงสูตร 3 ป. โรดแมปประชามติ’59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/409161

กกต.ชงสูตร 3 ป. โรดแมปประชามติ’59

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศพร้อมทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลง Mind Map ประชามติ “59” ระบุว่าจะยึดแนวทางสาม ป. คือ ป.ที่หนึ่ง ประชาชนสะดวกทั้งเวลาสถานที่ ขั้นตอน และประชาชนที่มีความจำเป็นแตกต่างกันไป ในมิติต่างๆ เช่น วันลงประชามติ 31 ก.ค. จะขยายเวลาลงประชามติจากเดิม 08.00-15.00 น. เป็น 08.00-18.00 น. เพื่อให้ประชาชนมีเวลาใช้สิทธิมากกว่าเดิม

สำหรับเรื่องสถานที่ เพื่อให้หาหน่วยลงคะแนนง่ายและสะดวก จะมีแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” เพียงกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เครื่องจะบอกว่าใช้สิทธิที่หน่วยไหน สถานที่ พร้อมแผนที่ไปหน่วยลงคะแนน ซึ่งแม่นยำ 100% เพราะที่ผ่านมาได้มีการส่งคนไปยังสถานที่ใช้เป็นหน่วยเลือกตั้งจริง ยกเว้นบางพื้นที่ที่สัญญาณมือถือเข้าไปไม่ถึง

“แอพพลิเคชั่นนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ม.ค. พร้อมให้ดาวน์โหลดทดลองใช้ในวันดังกล่าว เวลา10.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือในการติดตั้ง เพื่อให้ประชาชนรู้ตัวเองว่าใช้สิทธิที่ไหน ไปสถานที่ถูกต้องหรือไม่ บอกระยะทาง เวลาในการเดินทาง”

ขณะเดียวกัน กกต.ยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุ ด้วยการสำเร็จว่าอยู่ในพื้นที่ใด โดย กกต.จะจัดจุดรวมพิเศษให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุในการทำประชามติ โดยอำนวยความสะดวกทั้งรูปแบบและคูหาบัตร ซึ่งในวันที่ 15 ม.ค. เวลา09.00-12.00 น. กกต.จะเชิญผู้พิการมาทดลองใช้เครื่องมือในรูปแบบใหม่ที่ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย

ด้านเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การ์ดรีดเดอร์ในการอ่านบัตรประชาชนที่เป็นสมาร์ทการ์ด จะใช้นำร่องในบางพื้นที่ โดยประชาชนสามารถเลือกลงคะแนนแบบเดิมหรืออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เอกสารแจ้งเจ้าบ้านสามารถฉีกตามรอยปรุขนาดเท่าบัตรประชาชนไปใช้สิทธิได้เลย

สำหรับการลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง ประชาชนสามารถแจ้งความประสงค์ลงประชามติผ่านทางอินเทอร์เน็ต พร้อมระบุว่าไปใช้สิทธิหน่วยใด เพื่อสะดวกต่อการเดินทาง เช่น ภูมิลำเนาอยู่ จ.แม่ฮ่องสอน แต่มาทำงานกรุงเทพฯ ก็สามารถลงทะเบียนเลือกสถานที่ได้ใน 50 เขตกรุงเทพฯ โดยต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตจังหวัดก่อนลงประชามติภายใน 30 วัน เพราะการลงประชามติจะลงพร้อมกันวันเดียวทั่วประเทศ จะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้ง รวมถึงจะไม่มีการให้ลงคะแนนนอกราชอาณาจักร

ป.ที่สอง ประชามติเที่ยงธรรม กกต.เปิดโอกาสให้ผู้เห็นด้วยไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็นอย่างเท่าเทียม เที่ยงธรรม สามารถพูดเผยแพร่ได้ โดยจะมีการจัดสรรเวลาให้เท่าเทียม เช่น องค์กรที่ประสงค์แสดงความคิดเห็นระดับจังหวัดหรือประเทศให้มาจดทะเบียนที่ กกต. เพื่อจัดสรรเวลาออกอากาศเท่าเทียมกัน หรือรูปแบบอื่นๆ เช่น โปสเตอร์ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องสร้างความเสียเปรียบได้เปรียบทางการเมือง

ทั้งนี้ กกต.เตรียมทำเอกสารชี้แจงผู้มีสิทธิเพื่อให้ตัดสินใจก่อนไปลงประชามติ ทั้งข้อเสนอและคัดค้าน รวมทั้งให้ประชาชนมีสิทธิสอดส่องดูแลการลงประชามติ ด้วยการทำแอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” ให้ประชาชนสามารถแจ้ง กกต. หากพบเห็นสิ่งผิดปกติไม่เป็นธรรมไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ สามารถถ่ายภาพนิ่งหรือเคลื่อนไหวและอัดเสียงส่งให้กับ กกต.ได้ โดยจะมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดี

ป.ที่สาม ประชาธิปไตยคุณภาพ การทำประชามติต้องอยู่บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของประชาชน ในเนื้อหาระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทุกมาตราหรือเท่ากับนักกฎหมาย ก่อนตัดสินใจว่ารับหรือไม่รับ ถ้าการตัดสินใจมาจากความรู้ ก็ถือว่าเป็นคุณภาพ ดังนั้นจำเป็นต้องเผยแพร่รัฐธรรมนูญและบทสรุป เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ โดยต้องส่งถึงมือประชาชน 80% หรือ 16.7 ล้านฉบับ

ขณะเดียวกัน กกต.เตรียมจัดทำแอพพลิเคชั่น “ฉลาดรู้” เพื่อย่อยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนอ่านและเข้าใจง่าย โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มีการถามตอบกันมากและที่ประชาชนอยากรู้ สามารถดูรายละเอียดในแอพพลิเคชั่นนี้ ทั้งหมดจะเสร็จก่อนทำประชามติอย่างแน่นอน

ขณะที่การรายงานผลการนับคะแนน หากใช้ระบบเดิมจะล่าช้าแม้แม่นยำแต่ต้องนับคะแนนเป็นวัน ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วให้รายงานอย่างไม่เป็นทางการให้ประชาชนทราบไม่เกิน 3 ชั่วโมงหลังปิดหีบ และคาดว่าประกาศได้ไม่เกินเวลา21.00 น. ซึ่งเป็นการนับคะแนนจากหน่วยลงคะแนนส่งตรงมาส่วนกลางเพื่อประกาศผล คาดว่าจะรายงานผลได้ถูกต้อง 95% และเกณฑ์การออกเสียงทำประชามติไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. เพราะเป็นแค่เครื่องมือทำประชามติ

ทั้งหมดนี้จะสัมฤทธิผลหรือไม่ วัดกันในสถานการณ์จริง ซึ่งอีกไม่นานจะรู้กัน

 

นิรโทษกรรม เกมยาวเรียกคะแนน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/408940

นิรโทษกรรม เกมยาวเรียกคะแนน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ปรองดอง” เริ่มขยับอีกรอบหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมารับลูก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือช่องทางอื่นแต่งตั้งคณะทำงานสร้างความปรองดอง โดยไม่ต้องไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมมอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม ไปพิจารณารายละเอียด

ความชัดเจนน่าจะอยู่ที่ท่าทีส่วนตัวของวิษณุที่เห็นว่าควรออกเป็นกฎหมายชั้นธรรมดา เช่น ร่าง พ.ร.บ. หรือกลไกอื่นที่ไม่ใช่การออกกฏหมายจะง่ายกว่า เพราะหากออกเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช.มันไม่ยั่งยืน เพราะเราไม่รู้ว่าสุดท้ายต่อไปจะมีการรื้อหรือไม่ เพราะการสร้างความปรองดองไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน 1 ปี หรือ 2 ปี

“เรื่องการปรองดองเป็นเรื่องของจิตใจ ใส่ไว้ในกฎหมายไม่ได้ เหมือนกับการบังคับให้ทำเรื่องโน้น เรื่องนี้ สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่หย่อนยาน ไม่ปฏิบัติตาม และการไม่ทำตามกฎหมาย สุดท้ายก็ไปจบที่ศาล ซึ่งก็คือการไม่ปรองดองอีกอย่างหนึ่ง เป็นการใช้วิธีการที่ไม่ปรองดองเพื่อบังคับให้เกิดการปรองดองมันยาก …แต่ผมว่าใช้หลักอื่นที่ไม่ต้องเขียนเป็นกฎหมายจะดีกว่า แต่บางเรื่องที่ต้องออกเป็นกฎหมาย เช่น อภัยโทษ นิรโทษกรรม ก็จำเป็นต้องออก”

ตรงกับที่ทุกฝ่ายประเมินว่า เส้นทางของการสลายความขัดแย้ง และเร่งสร้างความปรองดอง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างหลักการเบื้องต้นที่ทุกฝ่ายยอมรับและเชื่อว่าจะเป็นกุญแจไปสู่ความปรองดองได้ ก็คือ การนิรโทษกรรมให้กับประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่แกนนำและไม่เกี่ยวข้องกับความผิดอาญา หรือความผิดร้ายแรงที่มีอยู่จำนวนไม่น้อย

ต้องยอมรับว่า เรื่องนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ แถมยังเป็นข้อเสนอที่หลายฝ่ายตกผลึกกันมาหลายชุด เริ่มตั้งแต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ของ คณิต ณ นคร, คณะกรรมาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์, กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ ดิเรก ถึงฝั่ง

แตกต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่หลักการส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันเรื่องต้องนิรโทษให้กับประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่แกนนำ และไม่เกี่ยวกับความผิดร้ายแรง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศปรองดองในอนาคตง่ายขึ้น

คล้ายกับสูตรของเอนกที่มองว่า การปรองดองกันต้องเริ่มจากการ “แบ่งอำนาจ” เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสีใดสีหนึ่งออกไปจากสมการอำนาจ หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาทหารออกไปจากสมการอำนาจเพื่อให้เหลือแค่สองสี ดังนั้นต้องออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไรให้ 3 ฝ่ายอยู่ด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ทหาร+พรรคการเมืองอื่นๆ 2.สีแดง พรรคเพื่อไทย 3.กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่ฝ่ายบริหารจัดการจะเป็นฝ่ายที่ไม่ใช่ 2 สี ที่จะเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างความปรองดอง

ไม่ต่างจาก ศ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เห็นว่าการนิรโทษกรรมจำเป็น เพราะท้ายสุดเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำเรื่องนี้ เพื่อให้คนกลับมา คนยังติดคดีต้องขึ้นศาล ไม่มีทางที่จะทำให้กลับมาเกิดความปรองดองได้ แต่การนิรโทษกรรมต้องไม่สุดซอย ต้องนิรโทษกรรมเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุม ยกเว้นแกนนำก็ว่าไปตามคดี และถ้าถามว่ามาทำตอนนี้มันช้าไปควรจะดำเนินการให้เร็วกว่านี้

แม้แต่สัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ช่วงที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ามีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเกี่ยวกับเรื่องปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมที่จะเริ่มต้นจากการทำให้ทุกคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องการให้เสร็จภายในปี 2559 จากนั้นปี 2560 จะได้เริ่มต้นพิจารณาเรื่องนิรโทษกรรมต่อไป

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแค่พูดเรื่องนิรโทษกรรมในวันที่ความขัดแย้งยังมีอยู่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะหากจะไปถึงขั้นนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง หรือแตะรวมไปถึงบรรดาแกนนำของแต่ละฝ่าย สุดท้ายจะกลายเป็นชนวนขัดแย้งรอบใหม่มากกว่าการสร้างความปรองดอง ดังนั้นหลายสูตรที่ออกมาจึงมีความเห็นตรงกันที่จะเริ่มจากนิรโทษกรรมประชาชนทั่วไปก่อน

นอกจากจะไม่มีเสียงต้านเสียงค้าน อีกด้านหนึ่งยังเป็นการปูทางสร้างบรรยากาศปรองดอง ที่จะไปสอดรับกับแผนการสร้างความปรองดองของ คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาในอนาคต

รวมทั้งยังจะเป็นการสร้างบรรยากาศบ้านเมืองให้เอื้อต่อการเลือกตั้ง อันจะทำให้ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่ยอมรับ ที่สำคัญการนิรโทษกรรมรอบนี้ยังจะถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของรัฐบาล คสช.ก่อนพ้นจากตำแหน่ง อันจะช่วยกู้ภาพลักษณ์ เรียกคะแนนนิยม และฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา เพราะหากประเมินแล้วในช่วงต้นปี 2560  รัฐบาล คสช.ย่อมต้องเผชิญหน้ากับทั้งปัญหาหนักหน่วง

นี่จึงเป็นการสร้างผลงานทิ้งทวนก่อนลงจากอำนาจ และตอกย้ำคำพูดที่ว่าจะทำให้การรัฐประหารครั้งนี้ไม่เสียของ