มื้อนี้สุขภาพดี @ ดิไวน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518759

มื้อนี้สุขภาพดี @ ดิไวน์

ห้องอาหารแห่งนี้ เปิดให้บริการแต่เช้าตรู่ด้วยเมนูขนมปังอบสดใหม่จากเตา พร้อมกับสารพัดเมนูไข่ตามต้องการ แถมยังมีผลไม้และผักสดไร้สารพิษให้ลิ้มลองอีกต่างหาก

มีโอกาสบินลัดฟ้ามาถึงภูเก็ต นับเป็นโอกาสดียิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นทริปเดินทางที่สนุกสนานแล้ว ยังรู้สึกมีสุขภาดีขึ้นเมื่อได้มาลิ้มลองอาหารจานสุขภาพที่ ห้องอาหาร ดิไวน์ (Divine) โรงแรม ธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและกีฬา จ.ภูเก็ต

เนื่องจากเป็นศูนย์สุขภาพและกีฬาในแต่ละเมนูจะถูกรังสรรค์ด้วยด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศจนออกมาเป็นเมนูที่อร่อย และยังเน้นถึงคุณค่าทางโภชนาการเพื่อคนรักการออกกำลังกายแบบเต็มๆ ซึ่งมีให้เลือกทั้งอาหารไทย อาหารเอเชีย อาหารตะวันตก อาหารเจ มังสวิรัติ รอว์ฟู้ด หรือแม้กระทั่งอาหารด่าง (Alkaline Food) และอาหารบำรุงสมอง

 

เชฟอ๊อด-สุริศร์ พลับทอง รองเชฟใหญ่ของโรงแรม ธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและกีฬา จ.ภูเก็ต โรงแรมที่มุ่งเสริมสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักกีฬาทุกระดับ พูดถึงอาหารที่ร้านให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า

“เมนูของที่นี่เน้นถึงคุณค่าของโภชนาการ เพราะเป็นเมนูต้อนรับนักกีฬา หรือผู้ที่ดูแลสุขภาพมาเข้าพัก เราจะเลือกใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษ อย่างพืชผักของโครงการหลวงและยังมีเมนูเจ เมนูรอว์ฟู้ดซึ่งเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับชีวิต เป็นการปรับสมดุลให้กับร่างกาย” 

นอกจากจะมีเมนูสุขภาพให้ลิ้มลองแล้ว ที่นี่ยังเปิดคอร์สอบรมการทำเมนูสุขภาพอย่าง รอว์ฟู้ด ให้กับผู้สนใจอีกด้วย

 

วันนี้เรามาเริ่มต้นสุขภาพดีด้วยซูกินีลาซานญ่า (Zucchini Lasagna) ซูกินี พืชผักซึ่งประกอบไปด้วย วิตามินเอแมกนีเซียม โฟเลต โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสนอกจากนี้พืชกลุ่มนี้ยังมีกรดไขมันโอเมก้าสูง ซิงก์ ไนอาซินและโปรตีนสูง

วิธีทำเริ่มต้นไล่เป็นชั้นเริ่มจากชั้นล่างซันดรายโปเตโต้ ต่อด้วยซูกินีสไลซ์ ราดด้วยซอสเพสโตร็อกเก็ตสูตรเฉพาะทางร้าน ปรุงรสด้วยเกลือหิมาลายัน น้ำมะนาว และมายองเนสสด ท็อปด้วยผักคะน้าซอย และตกแต่งจานด้วยมะเขือเทศ และเชอร์รี่

เมนูถัดมาไจแอนต์มัชรูมเบอร์เกอร์ (Giant Mushroom Burger) เมนูนี้อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์จากวิตามินเอ ซี ดี บี 6 วิตามินบีรวมแมกนีเซียม แมงกานีส และโพแทสเซียม วิธีการทำคือใช้เห็ดหอมชิตาเกะอบแห้งนำมาทำแป้ง ส่วนไส้เบอร์เกอร์ทำจากมันหวาน เมล็ดฟักทอง พริกจาลาปิโนและเกลือ นำมาคลุกเคล้ากัน ออนท็อปด้วยอโวคาโด ผิวส้มแต่งด้วยผักอัลฟาฟ่า แล้วเสิร์ฟพร้อมด้วยผักอบแห้ง

 

ต่อด้วยอโวคาโดเซวิเช่ (Avocado Ceviche) นำผักโขม คะน้าสับ อัลมอนด์สับวอลนัตสับ แมกคาเดเมียสับ พร้อมด้วยน้ำมันเมล็ดเฮ็ม น้ำมันแอปริคอต น้ำมะนาว ออร์แกนิกแครนเบอร์รี่แห้ง คลุกเคล้าจนเข้ากัน ปรุงรสด้วยซอสมะนาว ตกแต่งด้วยอโวคาโด และมะเขือเทศ

เมนูนี้ก็น่าสนใจ ภูเก็ตแทงจี้สลัด (Phuket Tangy Salad) ทำจากทับทิมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและโพแทสเซียมสูง ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ เริ่มต้นด้วยการนำสับปะรด กะหล่ำปลี ซูกินี บีตรูต แครอต อโวคาโด หั่นสไลซ์แล้วนำมาคลุกเคล้ากัน นำไปวางบนจาน ตกแต่งด้วยอโวคาโด อัลฟาฟ่า และต้นอ่อนทานตะวันปรุงรสด้วยซอโชยุบรากก์ น้ำผึ้ง เกลือหิมาลายันน้ำมะนาว และโคโคนัทเคอร์รี่ซอส นำไปราดจะให้รสชาติมันเค็มออกเปรี้ยวนิดๆ

ตบท้ายด้วยรอว์โอ๊ตพิซซ่า (Raw Oat Pizza) นำเมล็ดแฟลกซ์มาตีให้เข้ากัน แล้วนำไปอบด้วยอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะเป็นแผ่นนำมาตัด ใส่หน้าซึ่งมีด้วยกัน 6 หน้า ด้วยซูซินี แครอต ฟักทอง บีตรูต บักวีต และเมล็ดทานตะวัน อร่อยและดีต่อสุขภาพทุกหน้าขอบอก

ดิไวน์ ธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและกีฬา จ.ภูเก็ต เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.30-22.30 น. โทร. 076-336-000 ต่อ 3512 

 

ไออุ่น สุกี้ยูนนาน อร่อยพุงกาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518755

ไออุ่น สุกี้ยูนนาน อร่อยพุงกาง

ช่วงนี้ได้ยินข่าวว่าทางภาคเหนืออากาศเริ่มหนาวแล้ว อากาศหนาวเย็นทำให้นึกถึงอาหารที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ถ้าได้อยู่หน้าเตาแล้วกินสุกี้หม้อไฟคงจะสำราญและอบอุ่นไม่ใช่น้อย และหนที่ได้ไปเยือนดอยแม่สลองเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีโอกาสได้ไปตามรอยสุกี้ร้านเด็ดที่ใครไปก็ต้องยกนิ้วให้ทั้งเรื่องความให้ใหญ่ให้เยอะ และความสดอร่อยของผัก นั่นก็คือร้าน ไออุ่น สุกี้ยูนนานจากตัวเมืองเชียงราย มุ่งหน้าไปทางดอยแม่สลอง ร้านอยู่ก่อนถึงดอยแม่สลองนอก ใกล้กับบ้านหอมหมื่นลี้

 

 

 

การจัดโต๊ะของร้านไออุ่น จะออกสไตล์จีน คือ เป็นโต๊ะกลมขนาดใหญ่ ทำให้ดูแล้วเหมาะที่จะเป็นร้านสำหรับมาเป็นกลุ่มใหญ่ เมนูเด่นของร้านไออุ่นคือสุกี้ยูนนาน ซึ่งจะแตกต่างจากสุกี้ทั่วไปตรงที่ มีส่วนผสมของฟองเต้าหู้ไข่ม้วน เผือก ไก่ดำ หน่อไม้แห้ง น้ำซุป เสิร์ฟมาแบบเต็มหม้อ นอกจากสิ่งที่อยู่ในหม้อแล้วยังมีผักที่เป็นเครื่องเคียงอีกหลายชนิด ปลอดสารพิษกินสดๆ ยังกรอบหวาน (ผักเบบี้คอสผักยอดถั่วลันเตา ผักกวางตุ้ง ตั้งโอ๋ ตังกุยผักฮ่องเต้ ผักกาดขาว เห็ดเข็มทอง ผักแขนงคะน้าดอย)

 

 

เครื่องเคราอื่นๆ ที่เพิ่มอรรถรสและทำให้มื้อนี้สนุกมากขึ้น ก็มีทั้ง มันอาลู เผือก หมูน้ำค้างเส้นบุก หมูผสมกับไข่แล้วชุบแป้งทอดหมูสดและหมูชิ้น ส่วนน้ำจิ้มทางร้านจัดมาเป็นน้ำจิ้มสุกี้ธรรมดา และพริกหมาล่าที่ให้รสเผ็ด วิธีผสมน้ำจิ้มก็คือถ้ากินเผ็ดก็ใส่พริกหมาล่าผสมกับน้ำจิ้มสุกี้เยอะหน่อย แล้วจากนั้นก็บีบมะนาวคนให้เข้ากัน เป็นอันว่าพร้อมกิน สุกี้ยูนนาน ชุดเล็กสุด ราคา 500 บาท ชุดนี้ล้อมวงประมาณ 3 คนอิ่มกำลังดี แต่สำหรับชุดใหญ่ชุดละ 2,000 บาทเหมาะที่จะกินด้วยกันหลายๆ คน สนุกด้วย อร่อยอีกต่างหาก

 

 

ร้านนี้นอกจากจะมีสุกี้แล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ ที่เสิร์ฟมาเต็มโต๊ะ สำหรับนักกินสายแข็ง ต้องยอมแพ้ให้กับขาหมู-หมั่นโถว ที่คากิชุ่มฉ่ำกินกับหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ ให้ความอบอุ่นได้ดีในหน้าหนาว เมนูเอกลักษณ์ที่ไปทางไหนก็เจอก็คือไก่ดำ เมื่อนำมาผัดขิงก็ให้รสชาติที่อร่อยไปอีกแบบ ขณะที่ผัดยอดมะระหวาน และปลาราดพริกสไตล์ยูนนานก็ทำให้มื้อนี้ไม่ได้มีแต่ของเผ็ดร้อน

ใครที่แวะมา แนะนำให้มากันเป็นกลุ่มจะคุ้มและสนุกกว่ามาเป็นคู่ เพราะจะได้มีเพื่อนเมาท์เพื่อนอิ่ม เดินพุงกางออกจากร้านไปหลายๆ คน ร้านเปิดทุกวัน เวลา 09.00-20.00 น. ถ้าไม่มีโอกาสไปที่ จ.เชียงราย ไออุ่น สุกี้ยูนนานมาเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ ให้ได้ตามไปลองแล้วอยู่ที่ลาดกระบังนี่เอง โทร. 08-9894-4580 หรือ 08-1828-4797 &O5532;

 

อีสานรสเด็ด นิตยาไก่ย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518752

อีสานรสเด็ด นิตยาไก่ย่าง

ย้อนไปเมื่อ 18 ปีก่อน ร้านนิตยาไก่ย่าง เกิดขึ้นสาขาแรก ณ ถนนรัตนาธิเบศร์ โดย รวีรัตน์ ลักษณวิสิษฐ์ เจ้าตำรับไก่บ้านย่างรสอร่อย และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้ามากๆ จนสาขาแรกที่จุคนได้เพียง 70 ที่นั่ง เริ่มเล็กไป จึงขยับขยายมาสาขาที่สองตรงสะพานพระนั่งเกล้า สถานที่ใหม่ใหญ่กว่าเดิม จุคนได้ราว 270 ที่นั่ง พร้อมกับสาขาแรกที่ปิดไป ร้านสาขาสองนี้จึงกลายเป็นร้านแรกที่ยังคงเปิดอยู่

ปัจจุบันนิตยาไก่ย่างขยายสาขาไปมากกว่า 12 สาขา ยึดพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลักเพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานของรสชาติอาหาร

ภเดช กันตจินดา ผู้บริหารร้านนิตยาไก่ย่าง ทายาทคนโตของรวีรัตน์ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำร้านและการตั้งชื่อแบรนด์ของคุณแม่ว่า นำชื่อนิตยา มาจากชื่อของพี่สาว ซึ่งเรียกได้ง่ายกว่า และเป็นผู้สอนสั่งเรื่องการขยันทำมาหาเลี้ยงชีพ และที่เลือกทำร้านไก่ย่างและอาหารอีสาน เพราะคุณแม่ของเขาชื่นชอบมากเป็นพิเศษ

 

 

 

“คุณแม่ชอบทำไก่ย่างรับประทาน แต่ท่านเป็นคนจังหวัดนนท์ และมีเชื้อสายจีนด้วย แต่ชอบกินและชอบทำอาหารอีสาน เช่น ส้มตำ ต้มโคล้งอาหารอีสานในร้านทั้งหมดคุณแม่คิดสูตรเอง จึงได้รสชาติออกมาไม่อีสานแท้ๆ แต่ปรับให้มีรสชาติกลางๆ ไม่เผ็ดมาก ไม่ได้ใส่ปลาร้าเป็นต่อนๆ แถมยังปรุงสุก เพื่อให้คนเมืองอย่างเช่น คนนนทบุรีและคนกรุงเทพฯ ได้กินของถูกหลักอนามัย กินได้รสชาติกลางๆ”

ด้วยคุณแม่มีเสน่ห์ปลายจวัก รสชาติของอาหารจึงหายห่วง แต่ละสูตรคุณแม่ของเขาถือตะหลิวผัดทำเองทั้งหมด กว่าจะได้เมนูที่ลงตัวในแต่ละจานกว่า 170 เมนู สาขาแรกที่คุณแม่ของเขาบุกเบิกเป็นเพียงร้านตึกแถวเล็กๆ อยู่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ จึงรองรับลูกค้าไม่ได้เต็มที่ คุณแม่ของเขาจึงเฟ้นหาโลเกชั่นใหม่บนถนนเส้นเดียวกัน แล้วปั้นรูปไก่ตัวใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่าที่สาขา 2 เพื่อให้ผู้คนสะดุดตา สาเหตุที่ต้องขยับขยายร้านเพราะมีนักชิมชื่อดัง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์มารับประทานแล้วชื่นชอบมากตั้งแต่สาขาแรกชื่อเสียงของนิตยาไก่ย่างยิ่งขจรขจายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ดังนั้นร้านเล็กๆ จึงไม่เพียงพอแล้ว

 

 

สำหรับเมนูขึ้นชื่อของนิตยาไก่ย่างไม่ว่าสาขาไหนก็คือ “ไก่ย่าง” อร่อยตรงใช้ไก่บ้านเนื้อพอประมาณ ไขมันน้อย นำไก่มาหมักกับเครื่องเทศหมักแบบจัดเต็ม เช่น กระเทียม รากผักชี พริกไทย เป็นต้น เสิร์ฟพร้อมกระเทียมเจียวเพิ่มความอร่อย และน้ำจิ้มรสหวานกับแจ่วรสชาติกลมกล่อม

“เมนูส้มตำไข่เค็ม” เสน่ห์อยู่ตรงสามารถควบคุมในการดองไข่เค็มให้มีรสชาติดี เวลาปรุงนำไข่เค็มมาคลุกกับน้ำส้มตำทำให้มีรสชาตินัวไปหมด “ห่อหมกหน่อไม้” ทางร้านเลือกหน่อไม้เกรดส่งออก หน่อไม้จึงมีความนุ่มไม่มีเสี้ยน “แกงลาวเห็ดเผาะไข่มดแดง” ซึ่งหากินยากมากๆ เห็ดเผาะหนึบนิดๆ รสชาติอร่อย   

 

 

เส้นทางนิตยาไก่ย่างสาขารัตนาธิเบศร์ ขับตรงมาจากแคราย ร้านจะอยู่ทางด้านซ้ายก่อนถึงสะพานพระนั่งเกล้า มีสัญลักษณ์ไก่ย่างอยู่หน้าร้าน มีที่จอดรถรองรับจำนวนมาก โทร. 02-969-7518-9 เปิดทุกวัน เวลา 10.30-21.30 น. ควรโทรมาจองก่อนล่วงหน้า ในช่วงเที่ยงและเย็น ส่วนเสาร์อาทิตย์ทั้งวันก็ควรโทรมาจองด้วยเช่นกัน &O5532;

 

เปปเปอร์ ลันช์ เสิร์ฟร้อนอร่อยสไตล์คุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518921

เปปเปอร์ ลันช์ เสิร์ฟร้อนอร่อยสไตล์คุณ

โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

 อาหารญี่ปุ่นเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทยซึ่งก็มีหลากหลายประเภทและหลายแบรนด์ ครั้งนี้ขอเอาใจนักชิมที่ชอบอาหารจานร้อนกันบ้าง โดยเฉพาะคนที่ชอบเนื้อวัวยิ่งไม่ควรพลาด

 เปปเปอร์ ลันช์ (Pepper Lunch) เมนูบนจานร้อนลิขสิทธิ์เฉพาะจากญี่ปุ่น บริหารงานโดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป แบรนด์ที่หลายท่านเคยลองลิ้มกันมาแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยบอกเลยว่า มีโอกาสไปสัมผัสรสชาติกัน

สำหรับร้านที่แนะนำคือ สาขาสยามสแควร์วัน ชั้น 5 ย่าน ช็อป ชิม ของชาวกรุง

 ความเด่นโดดเริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าร้านกันเลยทีเดียว เพราะภายในร้านตกแต่งเรียบง่ายมีความเป็นธรรมชาติ แต่ดูทันสมัยโดยใช้วัสดุที่ทำจากไม้และหินอ่อนบริเวณเคาน์เตอร์ เพื่อเติมเต็มการให้บริการอย่างเป็นกันเอง

บริเวณที่นั่งทานอาหาร ผนังร้านตกแต่งด้วยอิฐ 3 มิติ และภาพวาดสเกตช์ โต๊ะและที่นั่งได้ถูกปรับให้เหมาะสมเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย

 ส่วนภายนอกตกแต่งด้วยกรอบกระจกที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งสไตล์ญี่ปุ่น และกลมกลืนไปกับโทนสีดำที่ดูทันสมัยโดดเด่นและแตกต่างจากร้านทั่วๆ ไป

สำหรับเมนูอาหารที่นี่มีให้เลือกทั้งเมนูข้าว เมนูเส้น และสเต๊ก ที่มีมากกว่า 40 รายการ ซึ่งที่นี่จะใช้เนื้อนำเข้าจากสหรัฐและเนื้อสเต๊กจากออสเตรเลียปรุงสดใหม่ ด้วยเครื่องปรุงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางร้าน ทุกท่านสามารถปรุงเมนูจานโปรดได้ตามความชอบ ด้วยซอสสูตรพิเศษ 2 สูตร คือ ซอสคาราคูชิ (รสชาติออกเค็ม) และซอสอามาคูชิ (รสชาติออกหวาน) ที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่น4

 สำหรับเมนูแนะนำถือว่าเป็นเมนูเด็ดที่ต้องลอง เช่น ข้าวเปปเปอร์จัมโบ้เนื้อ สุกียากี้หมู พาสต้าซีฟู้ด เดอะไจแอนด์ พรีเมียมสเต๊กบาร์บีคิวเนื้อและแฮมเบิร์ก ฯลฯ

ที่สำคัญคือทุกเมนูอร่อยจะเสิร์ฟบนจานร้อนที่สามารถคงรักษาความร้อนที่พอเหมาะได้นานถึง 20 นาที ทำให้สามารถอุ่นอร่อยไปกับเมนูอาหารจานโปรดได้จนถึงคำสุดท้าย

เปปเปอร์ ลันช์ เหมาะกับผู้บริโภคทุกกลุ่มทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน และกลุ่มครอบครัวที่ทุกคนสามารถมานั่งกินนั่งชิล ในราคาที่ควักกระเป๋าจ่ายกันได้แบบสบายใจ

ปัจจุบันร้านเปปเปอร์ ลันช์ มีถึง 28 สาขา ก็ลองไปสัมผัสความอร่อยกับอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมกันเลยจ้า

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเช้ากับวัตถุดิบจากโครงการหลวง : โยเกิร์ตพาร์เฟต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518735

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเช้ากับวัตถุดิบจากโครงการหลวง : โยเกิร์ตพาร์เฟต์

วิธีทำ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

ทิวเขาซ้อนกันไปมา โค้งคดเคี้ยวหลายต่อหลายขด เริ่มทำให้ผู้เขียนรู้สึกเวียนหัวบ้าง พี่คนขับปลอบใจว่าอีกแค่ไม่กี่ทิวเขาก็จะถึงที่หมายแล้ว ระหว่างทางพบป้ายสถานีเกษตรของโครงการหลวงเรื่อยมาตลอดทาง ถึงแม้ว่าทางขึ้นดอยจะชันแต่ถือว่าสบายขึ้นมากเพราะเป็นถนนคอนกรีต บางช่วงลาดยางเรียบไปตลอดทาง ต่างจากสมัยก่อนที่เป็นถนนบดอัด เละบ้าง หลุมบ้างสลับกันไป ทำให้สงสัยว่ากว่าที่แถบนี้จะเปลี่ยนจากไร่ฝิ่นกลายมาเป็นสถานีเกษตรในโครงการหลวงนั้นผ่านความยากลำบากมาขนาดไหน ทั้งปรับเปลี่ยนวิถีคนบนดอย ปรับปรุงเส้นทาง และปรับพื้นที่ให้เป็นสถานีเกษตรที่มีผลิตผลหมุนเวียนเพื่อหล่อเลี้ยงชุมชน จนมาถึงวันที่ร้านของมูลนิธิโครงการหลวงมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมาย ทั้งผลิตผลทางการเกษตรสดๆ จนไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูป แบ่งเป็นหลายยี่ห้อทั้งของโครงการหลวงเอง รวมไปถึงตราดอยคำด้วย

สมัยก่อนราวๆ 20-30 ปีก่อน ผู้เขียน ซึ่งเป็นเด็กสาธิตเกษตรฯ มีคุณแม่เป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย ในแต่ละอาทิตย์มักจะมีกิจวัตรหลังเลิกเรียน ที่นอกเหนือจากซื้อนมเกษตรกลับมาแช่เย็นไว้ที่บ้าน เรามักจะไปซื้อผักสด ผักฤดูหนาว รวมถึงดอกไม้ที่ร้านดอยคำในมหาวิทยาลัยกันบ่อยๆ ถือเป็นหนึ่งในความทรงจำวัยเยาว์ มาวันนี้ร้านที่เรียกติดปากว่า “ดอยคำ” กลายเป็นร้านโครงการหลวง ชั้นวางของแน่นเต็มไปด้วยสินค้าน่าซื้อมากมาย ทั้งจากโครงการหลวงเอง รวมไปถึงสินค้าภายใต้ตราดอยคำ และโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

ผู้เขียนผู้เป็นแฟนประจำขาช็อปร้านโครงการหลวง ขอนำเอาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ซื้อบ่อยๆ เป็นผลิตภัณฑ์โปรด มาปรุงเป็นอาหารหลากหลายรูปแบบ ตอนที่เริ่มเขียนและรวบรวมวัตถุดิบ มองเห็นอย่างหนึ่งว่าสินค้าจากโครงการหลวงเมื่อนำมาทำอาหารเมนูต่างๆ ทั้งไทยและเทศ อาหารเกือบทุกเมนูจะออกไปในเชิงอาหารเพื่อสุขภาพโดยไม่ได้ตั้งเป้า เพียงแต่รูปแบบของวัตถุดิบสดใหม่ เน้นผักผลไม้เป็นหลัก แถมยังมีธัญพืชหลายชนิด เป็นไปตามหลักอาหารคลีน ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

ฉบับนี้จึงขอเริ่มด้วยมื้อเช้าเบาๆ กับ โยเกิร์ตพาเฟต์ โดยใช้โยเกิร์ตที่มีความเฉพาะตัวสูงในแง่ของรสชาติและเนื้อสัมผัสที่พิเศษอย่าง Pot Set Yogurt ของโครงการหลวง ตามหลักวิทยาศาสตร์อาหารสามารถอธิบายง่ายๆ ว่าเป็นการหยอดจุลินทรีย์ Lactic Acid ลงในแต่ละถ้วยเพื่อให้เกิดการเซตตัวจนคล้ายๆ เต้าฮวย จนสามารถใช้ช้อนตักมาเป็นคำๆ และเมื่อลิ้นดุนก็จะสัมผัสได้ถึงความหอมมันของโยเกิร์ตแบบ Pot Set ต่างจากพวก Stirred Yogurt ที่เราคุ้นเคยกัน ที่สำคัญความพิเศษของโยเกิร์ตแบบ Pot Set คือเต็มไปด้วย Live Culture พูดง่ายๆ ว่าแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์มีอยู่เต็มๆ ในถ้วยโยเกิร์ตเนื้อนุ่ม ตักหม่ำได้เป็นคำๆ ได้เลย

ไหนๆ โยเกิร์ตพาร์เฟต์เป็นมื้อเช้าเพื่อสุขภาพแล้ว ถ้าจะเติมน้ำตาลอะไรลงไปต้องคิดให้ถี่ถ้วน เลือกเป็นความหวานจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้ง หรือเป็นผลไม้กวนจำพวกแยม หรือพวก Preserved ที่น้ำตาลน้อยๆ หวานจาก ผลไม้ยิ่งดี ผู้เขียนเดินเมียงมองในร้าน เห็นผลิตภัณฑ์ทาขนมปังอยู่หลากหลายรสชาติ บางรสอย่างมะม่วงผสมเสาวรส มัลเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ลิ้นจี่ผสมอัญชัน เรียกได้ว่าปราศจากน้ำตาลเลยก็ว่าได้ เพราะเนื้อผลไม้มีความหวานธรรมชาติจากผลไม้ล้วนๆ หรือจะเป็นรสกุหลาบที่มีกลีบดอกกุหลาบพันธุ์วาเลนไทน์ที่หอมฟุ้งกลิ่นกุหลาบ ไม่เวียนหัวแบบแยมกุหลาบของฝรั่งเขา ถ้าชอบรสเปรี้ยวนำ ต้องลองรสมะนาวที่หอมผิวมะนาวพันธุ์ตาฮิติ เข้ากันได้ดีกับ Yogurt Pot Set ที่ปราศจากน้ำตาลปรุงแต่ง เรียกได้ว่านอกจากได้ความหวานแล้ว ยังได้รสชาติ ความหอมผลไม้ที่เราเลือกมาเติมแต่งอีกด้วย

ขาดไม่ได้ในโยเกิร์ตพาร์เฟต์ต้องมีธัญพืชจำพวก Whole Grain อยู่ด้วยจะประโยชน์ครบทุกหมวดหมู่ อย่างพวก Muesli ข้าวพอง Rice Cracker เติมพวกถั่วนานาชนิดที่มีไขมันดี ขาช็อปที่สะดวกซื้อในร้านโครงการหลวง รับรองว่าสบายไปแปดอย่าง เพราะมี Cereal Chips และ Cereal Bar ให้เลือก ผู้เขียนชอบ Cereal Bar ที่หวานธรรมชาติจากน้ำเสาวรสที่ผ่านกระบวนการ Reduction กินแล้วไม่รู้สึกผิดเพราะปราศจากน้ำตาล เคี้ยวหนึบๆ กรอบๆ จากข้าวพองที่ทำจากข้าวกล้องดอยที่คนบนดอยปลูกข้าวแบบรู้วิธี ทำให้ได้ผลิตผลมากพอที่จะกินในครัวเรือนและส่งขายเพื่อหา รายได้เข้าครอบครัว หรือถ้าชอบกรุบกรอบต้องเลือกเป็น Cereal Chips ธัญพืชอบกรอบรสอราบิก้าที่ได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นรสกาแฟ ชิปส์ขนาดเท่าเหรียญ กรอบกร๊วบทั้งคำ อร่อยเข้ากับ โยเกิร์ตที่สุด ได้คุณประโยชน์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ งาขาว และเมล็ดฟักทองครบถ้วน เรียกว่าไม่ต้องไปหาธัญพืชอื่นๆ อีกเลย จบได้ในถุงเดียว โปะใส่โยเกิร์ตแล้วอิ่มเลย

Yogurt Parfait

ส่วนผสม (สำหรับประมาณ 3-4 ที่)

ขนมธัญพืชกรอบรสอราบิก้า (Cereal Chips) 1 ถุง

ธัญพืชชนิดแท่งรสผลไม้ (Cereal Bar) 1 แพ็ก

โยเกิร์ต Pot Set ของโครงการหลวง 1 กระปุก

ผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง รสชาติที่ชอบ เช่น กลีบกุหลาบ มัลเบอร์รี่ หรือรสอื่นๆ ตามชอบ

ผลไม้สดของโครงการหลวง เช่น ลูก Kumquat ลูกหม่อนหรือ Mulberry กีวีสีทองสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80

โรยด้วยงาขี้ม่อนคั่วหอมๆ หรือจะโรยด้วย Edible Flower อย่าง Camomile จากยอดดอย มีขายที่ร้านโครงการหลวงทุกอย่าง

ตักโยเกิร์ตแบบ Pot Set ลงในถ้วยเสิร์ฟ โดยไม่ให้โยเกิร์ตเละเพื่อรักษารสชาติความอร่อยไว้ให้ได้มากที่สุด

โรยด้วยขนมธัญพืช ทั้งแบบอบกรอบหรือแบบแท่งลงไปตามชอบ แล้วหยอดแยมผลไม้ชนิดที่ชอบ เสิร์ฟพร้อมผลไม้สดเพื่อความอร่อยสดชื่น

 

ไก่ฟ้า สารพัดรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518750

ไก่ฟ้า สารพัดรส

เรียกว่าเป็นประเพณีไปแล้ว ที่สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์(RSTA) จะต้องจัดเทศกาล Taste it all @Ratchaprasong เพื่อสร้างสรรค์สุนทรียรสระดับเวิลด์คลาส กับซิกเนเจอร์เมนูของแต่ละร้านอาหารและโรงแรมในย่านราชประสงค์ โดย Taste it all 2017@Ratchaprasong ปีนี้ คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดในประเทศไทยของ “โครงการหลวง” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Pheasant Festival หรือ เทศกาลไก่ฟ้า โดยมีเซเลบริตี้เชฟจาก 8 ห้องอาหารสุดหรู มาร่วมปรุงแต่งซิกเนเจอร์เมนู ผสานศาสตร์แห่งความพิถีพิถัน จนได้ความมหัศจรรย์แห่งรสชาติอันกลมกล่อมของ “เมนูไก่ฟ้า” พร้อมเสิร์ฟ ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค.ศกนี้

งานนี้ เชฟคริสเตียน แฮม จากห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอเมนูที่เปรียบเสมือนขนมพายร้อนๆ สดใหม่ โดยนำเอาเทคนิคการปรุงอาหารจากยุคกลาง หรือราวศตวรรษที่ 15 มาปรุงอาหารรสชาติสุดล้ำลึก

เชฟนำฟัวกราส์มาตัดเป็นชิ้นลูกเต๋า ผัดรวมกับเห็ดพอร์โทเบลโลจนส่งกลิ่นหอม พร้อมนำเนื้อไก่ฟ้าส่วนหน้าอกต้มกับเครื่องเทศ อย่างหอมใหญ่ แครอท เม็ดผักชี จนสุก มาห่อก่อนใช้แป้งพายที่เตรียมไว้ห่อเป็นชั้นนอก สุดท้ายนำไปอบจนแป้งเป็นสีทองอร่าม ซึ่งกรรมวิธีนี้นับเป็นการผสมผสานกันระหว่างไก่ฟ้าและฟัวกราส์ ที่ทำให้เนื้อไก่ฟ้าคงความชุ่มชื้นและมีรสชาติที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

นอกจากนี้ เห็ดพอร์โทเบลโลยังช่วยเพิ่มความชุ่มฉ่ำ และไขมันที่ออกมาจากเนื้อไก่ฟ้าและฟัวกราส์เพื่อคงรสชาติไว้ในพายทั้งหมด ก่อนตกแต่งจานด้วยบีทรูทหั่นและราดด้วยซอสไวน์แดง

เชฟเสิร์ฟ Pheasant and Foie Gras Pie with Pheasant Soup พร้อมซุปไก่ฟ้า ที่ใช้เนื้อส่วนสะโพกติดกระดูกเคี่ยวจนเนื้อเปื่อย ก่อนกรองจนได้ซุปใสๆเรียกว่า ใช้ไก่ฟ้าทั้งตัวมาปรุงเป็นเมนูนี้กันเลยทีเดียว

ไปลิ้มลองพร้อมรสชาติของแป้งพายที่กรอบหอมเนื้อไก่ฟ้าได้ในราคาจานละ 1,100 บาท++ หรือต้องการลิ้มรสเป็นเซตเชฟได้รังสรรค์เมนูอื่นๆ จากวัตถุดิบของโครงการหลวงมาเป็นเซตเมนู 5 คอร์ส ราคา 2,955 บาท++ ต่อท่านด้วย ไม่ว่าจะเป็น สลัดหอยเชลล์กับเซเลอรีและทรัฟเฟิล, ปลาเทราต์โครงการหลวงอบปาปิญง ราดซอสครีม, ไก่ฟ้าอบราดซอสครีมแต่งหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิล, พายไก่ฟ้าพร้อมซุป และทาร์ตเสาวรสรูปแบบโมเดิร์น

ลองมาชิมเมนูไก่ฟ้าแบบไทยๆ กันบ้าง กับ ลาบไก่ฟ้าคั่ว (Northern Larb Pheasant Salad) รังสรรค์โดยเชฟบงกช สระทองอุ่น แห่งห้องอาหารเพสต์ (Paste) เกษรวิลเลจ นำเสนอเมนูที่มีความกลมกล่อมของเนื้อไก่ฟ้าและสมุนไพรไทยอย่างมะแขว่นและดีปลี ซึ่งถือว่าเป็นสมุนไพรแบบโบราณดั้งเดิม นำเสนอคุณค่าของอาหารทางเหนือที่เป็นพื้นที่ตั้งของโครงการหลวง

เชฟบงกช บอกว่า ลาบเหนือจะต่างจากลาบอีสาน ตรงที่จะมีการปรุงรสน้อยมาก จึงทำให้รสชาติของวัตถุดิบแต่ละอย่างนำเสนอตัวเองได้อย่างโดดเด่น ขณะที่ลาบอีสานจะเน้นการปรุงรสให้จัดจ้าน ซึ่งความหอมของเครื่องเทศที่มีกลิ่นเฉพาะตัวของทางเหนือ รวมถึงกลิ่นหอมของผัก เช่น ผักชีเมือง หรือยอดมะกอก ซึ่งจะช่วยเสริมให้ลาบไก่ฟ้ามีรสชาติที่น่าสนใจ

เชฟบอกว่า ที่เลือกปรุงเมนูนี้ เนื่องเพราะเป็นโปรเจกต์ของโครงการหลวง ซึ่งโครงการหลวงอยู่ทางเหนือ ก็เลยนึกถึงอาหารเหนือ และคิดว่าเครื่องเทศแบบชาวเหนือจะช่วยให้รสชาติของไก่ฟ้าดูน่าสนใจขึ้นมา

“ไก่ฟ้าเป็นเกมมีท (Game Meat) เนื้อสัมผัสจะไม่นุ่มเหมือนไก่ทั่วๆ ไปที่เรากินอยู่ ถ้าเราปรุงไม่ถูกเนื้ออาจจะเหนียวไป แห้งไป แล้วไก่ฟ้าจะมีกลิ่นเฉพาะของตัวเอง บางทีคนที่มารับประทานอาจจะไม่คุ้นชินเท่าไร ก็เลยนำมาสับเลย แล้วก็ปรุงกับเครื่องเทศเพื่อจะได้เสริมกลิ่นรสเข้าไปด้วย”

 

 

 

เชฟเริ่มจากการทำเครื่องแกงที่ใช้สมุนไพรไทยทั้งหมด มาตำให้เข้ากัน ก่อนนำมาผสมกับเนื้อไก่ฟ้าสับหยาบๆ นำมาขยำกับพริกแกงและเครื่องเทศให้เข้ากัน จากนั้นนำไปคั่วในหม้อจนสุก ปรุงรสเพียงเล็กน้อย ตกแต่งด้วยผักเคียงที่สวยงามและหายาก ทั้งมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เคียงคู่กับผักพื้นบ้านของภาคเหนือ ทั้งผักแพว ตีนตุ๊กแก ดอกกระเจียว ฯลฯ และตกแต่งด้วยดอกไม้ที่รับประทานได้จากโครงการหลวง (ราคา 700 บาท++)

มาปิดท้ายกันกับเมนู Royal Project pheasant breast slow cooked with crispy confit praline, served with pak choy and 3 kinds of sauces สร้างสรรค์โดยเชฟชาวเยอรมันสุดหล่อ อย่าง เชฟนิโค เมทเทิน จากห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮาส์ โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

เชฟนิโค เล่าว่า เมนูนี้สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจของเขาเอง ที่อยากรับประทานเนื้อไก่ฟ้าตั้งแต่สมัยยังเด็ก โดยอาศัยศาสตร์การปรุงของ 2 ซีกโลก ทั้งตะวันออกและตะวันตก อาทิ การทอด (Frying) การนาบกับกระทะ (Searing) และการซูส์วีด (Sous Vide)

 

 

 

 

เมนูนี้มีไฮไลต์ที่วิธีการทำ 2 ส่วนเด่นๆ โดยส่วนแรกจะนำเนื้อหน้าอกไก่ฟ้าไปตุ๋นในอุณหภูมิปานกลาง ปรุงด้วยเนยและกลิ่นเครื่องเทศ อย่างใบไทม์และโรสแมรี่ ก่อนนำเนื้อไก่ไปนาบกระทะจนได้สีทองสวยงาม

สำหรับส่วนเนื้อน่องปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย แครอท หอมหัวใหญ่ และผลจูนิเปอร์ ก่อนนำไปอบจนเนื้อร่อนแยกจากกระดูก พร้อมคลุกกับแครอท หอมหัวใหญ่ และโป๊ยกั๊กจนเข้ากัน ปั้นเป็นก้อนกลมแบบพราลีน และแช่เย็น ก่อนนำไปชุบเกล็ดขนมปัง แล้วค่อยทอดให้หนังกรอบเหลือง เสิร์ฟพร้อมเซเลอรี่บด บ็อกฉ่อย และแครนเบอร์รี่ ราดด้วยซอสบลูเบอร์รี่ ซอสโป๊ยกั๊ก ซอสแมงโกชีลี เรียกว่าเป็นอีกจานที่นำเอาเนื้อของไก่ฟ้ามาใช้กันทั้งตัวเช่นกัน

นอกจากนี้ เชฟนิโคยังบอกว่า จานนี้สามารถลิ้มรสชาติได้หลายแบบ ไม่ว่าจะตักไก่ฟ้ากินคู่กับบ็อกฉ่อยและซอสต่างๆ หรือจะตัดเนื้อน่องในลูกบอลมากินกับเซเลอรี่ อีกคำก็อาจจะเลือกกินกับแครนเบอร์รี่ ฯลฯ (อกไก่ฟ้าและพราลีน เสิร์ฟกับผักฉ่อยและซอสสามสไตล์ราคา 950 บาท++)

 

เทศกาลเห็ดทรัฟเฟิล ที่ No.43 Italian Bistro

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517534

เทศกาลเห็ดทรัฟเฟิล ที่ No.43 Italian Bistro

แม้ห้องอาหาร ‘No.43 Italian Bistro’ จะโดดเด่นขึ้นชื่อกับอาหารอิตาเลียนเป็นอย่างมาก แต่ก็ขอไม่พลาดที่จะจัดเทศกาลเห็ดทรัฟเฟิลส่งตรงจากฝรั่งเศส รวมถึงจากอิตาลี ด้วยเมนูสุดพิเศษ

เริ่มต้นกับ Carpaccio Di Manzo Con Tartufo (390 บาท) อาหารเรียกน้ำย่อย โดยใช้เนื้อวัวสไลซ์บาง เสิร์ฟพร้อมกับร็อกเก็ต พาร์เมซานชีส ราดด้วยเดรสซิ่งโอลีฟออยล์ โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำสด

 

 

ต่อด้วย Australia Beef Tenderloin (750 บาท) เนื้อขนาด 200 ก. นำเข้าจากออสเตรเลีย ใช้ส่วนเนื้อสะโพกมีความนุ่ม หวาน ฉ่ำ ย่างแบบสุกพอดี เสิร์ฟพร้อมน้ำซอสเห็ดทรัฟเฟิลสูตรเฉพาะของร้าน

 

 

Fettuccine With Porcini Mushroom (390 บาท) เส้นเฟตตูชินีผัดกับซอสเห็ดทรัฟเฟิลเข้มข้นล้วน ไม่มีส่วนผสมของครีม อร่อยกลมกล่อม

 

 

ตบท้ายด้วยขนมหวาน Black Forest Cake (150 บาท) ข้างในเป็นเนื้อเค้กดาร์ก ช็อกโกแลตผสมกับเชอร์รี่กวนและครีม ตกแต่งด้วยเชอร์รี่ในซอสเหล้าและช็อกโกแลตเข้ากันเป็นอย่างดี

 

 

ใครที่ชื่นชอบการกินเห็ดทรัฟเฟิลไม่ควรพลาดกับเทศกาลนี้ แวะไปได้ที่ห้องอาหาร ‘No.43 Italian Bistro’ รร.เคปเฮ้าส์ หลังสวน ได้ตั้งแต่วันที่ 8-15 ต.ค.นี้ เปิดบริการทุกวัน เวลา 06.00-24.00 น. สามารถสั่งเมนูเห็ดทรัฟเฟิล ได้ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 02-658-7444 ต่อ 285 &O5532;

 

ชาเตอเรเซ่ ตำนานขนมหวานญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517520

ชาเตอเรเซ่ ตำนานขนมหวานญี่ปุ่น

เป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ชาเตอเรเซ่ (Chateraise) ร้านเบเกอรี่ หรือพาทิสเซอรี (Patisserie) ยอดนิยมจากญี่ปุ่น สร้างสรรค์ขนมหวานโดยคัดเลือกวัตถุดิบอย่างดีจากแหล่งผลิตทั่วแดนอาทิตย์อุทัย เรียกได้ว่าถ้าใครไปญี่ปุ่นจะต้องหาโอกาสไปชิมให้ได้ และถือเป็นโอกาสดีที่ความอร่อยล้ำของขนมหวานชั้นเลิศ ได้เดินทางมาถึงเมืองไทย ให้สาวกขนมหวานได้ลิ้มลองความหวานหอมที่วะโชกุ แกลเลอรี่ (Washoku Gallery) ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อไม่นานมานี้

เล่าย้อนถึงต้นกำเนิดของชาเตอเรเซ่ ร้านขนมญี่ปุ่นแท้ๆ แต่มีชื่อเป็นฝรั่งเศส เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1954 บริเวณแถบภูเขาฟูจิ เมืองคัตสึนุมะ จังหวัดยามานาชิ ที่ซึ่งเป็นแหล่งผลิตองุ่นชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งชาเตอเรเซ่ โดยชื่อ Chateraise มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส คำว่า Chateau ที่แปลว่า ปราสาท และ Raisin ในความหมาย ปราสาทแห่งองุ่น สัญลักษณ์ต่างๆ ของร้านจึงมีสีม่วงแทรกอยู่

ในญี่ปุ่นนั้นร้านชาเตอเรเซ่ จะเป็นร้านขนมหวานสำหรับซื้อกลับบ้าน และเนื่องจากอยู่มานานถึง 60 ปี รายการขนมจึงหลากหลายกว่า 500 รายการ และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย รายการขนมหวานถูกคัดเลือกให้เหมาะสมและตามความนิยมของคนไทยเหลือกว่า 100 รายการ การจัดสรรพื้นที่ในวะโชกุ แกลเลอรี่ จึงมีที่นั่งพอสมควร แต่ทั้งหมดยังคงคอนเซ็ปต์ญี่ปุ่น สีเบจ สีขาว สะอาดตา

 

 

ขนมหวานที่เรียงรายในตู้โชว์ ซ่อนความพิถีพิถันของการสร้างสรรค์แต่ละเมนูของชาเตอเรเซ่ เริ่มตั้งแต่การค้นหาวัตถุดิบและเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศจากแหล่งผลิตทั่วประเทศญี่ปุ่น วัตถุดิบที่เป็นผลไม้ส่งตรงจากชาวสวนตั้งแต่ฮอกไกโดทางภาคเหนือ ไปจนถึงโอกินาวาทางตอนใต้ โดยมีพื้นที่การผลิตศูนย์กลางอยู่ที่ยามานาชิซึ่งเป็นเมืองที่อากาศดี ล้อมรอบด้วยภูเขา เป็นแหล่งน้ำแร่บริสุทธิ์จากเทือกเขาเจแปนเซาท์แอลป์ ไม่มีกลิ่น หรือรสชาติ ที่จะมารบกวนการเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิต

เพื่อรสชาติขนมหวานที่ดีที่สุด เลือกถั่วแดงต้มในน้ำแร่บริสุทธิ์ จากฮอกไกโด เพิ่มรสชาติความอร่อยของขนมหวาน คัดสรรความอร่อยในแต่ละฤดูกาล นมสดพาสเจอร์ไรซ์อุณหภูมิต่ำ จากนางาโนะ เพื่อให้มั่นใจได้ถึงรสชาติสดใหม่ของไส้ครีม ข้าวสวยหุงสุกใหม่จากยามานาชิ เพื่อให้ได้รสชาติขนมหวานญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ใช้ข้าวสวยหุงสุกใหม่ในการผลิตขนมต่างๆ เช่น ไดฟุกุ เพื่อคงความหอมกรุ่นของกลิ่นข้าวไว้ อัลมอนด์บดใหม่สดวันต่อวัน เพื่อคงความหอมกรุ่นและรสชาติกรอบอร่อย  

 

 

เมนูขึ้นชื่อที่ไม่ควรพลาด เริ่มต้นที่ Fresh Cream Cake ขนมเค้กสตรอเบอร์รี่ เนื้อเค้กเบานุ่มละมุน แต่ละชั้นแทรกด้วยครีมสดหวานมันกำลังดี ชั้นล่างสุดได้ลิ้มรสแยมสตรอเบอร์รี่ หวานน้อย พร้อมลิ้มรสชาติหอมหวานสดอร่อยของสตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่เต็มคำ และรสเปรี้ยวของสตรอเบอร์รี่ยังทำให้เรายังรับเค้กได้อีก ส่วนใครที่เป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ ต้องไม่พลาด Gateau Chocolat เค้กช็อกโกแลตชิ้นสี่เหลี่ยม ที่ได้รสดาร์กช็อกโกแลตสุดเข้มข้น

ยังอยู่ที่เค้กสีขาวนวลของ Cream Souffle Cheese Cake ชีสเค้กครีมซูเฟล่ อาจไม่ดึงดูดสายตานัก แต่เมื่อถามถึงความนิยม ขนมหน้าตาธรรมดานี่แหละที่คนกลับมาซื้อซ้ำมากชิ้นหนึ่ง เพราะเนื้อเค้กเนื้อเนียนสูตรพิเศษ หอมหวาน เปรี้ยวนิดๆ ด้วยครีมชีสและเอดัมชีส (Edam Cheese) จากเมืองบริททานี ประเทศฝรั่งเศส แต่นั่นก็ไม่ได้ทำเค้กชิ้นนี้หนักท้องจนเกินไป

 

 

ถึงเมนูที่ต้องรับประทานเย็นๆ Double Fantasy ไส้ครีมเบาเนียนนุ่ม 2 สี สีขาว ทำจากนมสดฮอกไกโด สีเขียว คือครีม มัทฉะ อุจิ จากเกียวโต จับเนื้อพัฟ นุ่มแป้งพัฟบางแต่ไม่แตกง่าย รสชาติไม่หวานมาก ครีมเบาแบบสไตล์ญี่ปุ่น และรสไม่หวานจัด กินแล้วถูกใจ ครีมชาเขียวอุจิ หอมชาเขียวบางๆ อีกไส้ที่ขายดีก็คือ ครีมคัสตาร์ดเข้มข้น ที่ผลิตจากไข่ไก่สดจากฮอกไกโด

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของขนมญี่ปุ่นก็ต้องยกให้ Mochi Cream Cake Strawberry โมจิครีมสตรอเบอร์รี่ ขนมไดฟุกุสตรอเบอร์รี่สูตรพิเศษ สอดไส้ด้วยครีมสด คัสตาร์ด และถั่วแดงเนื้อนุ่มจากฮอกไกโด พร้อมด้วยซอสสตรอเบอร์รี่รสชาติหวานฉ่ำ ถ้าใครยังไม่จุใจตัดหวานด้วยกาแฟดำร้อนหรือเย็น มากินคู่กับขนม อร่อยเข้ากันดี ส่วนใครที่นิยมครีมสด ก็มีเมนูให้ลองอีกมากทีเดียว

สัมผัสสุนทรียรสแห่งความหอมละมุนของขนมหวานชั้นเลิศจากดินแดนอาทิตย์อุทัยได้ที่ชาเตอเรเซ่ ในวะโชกุ แกลเลอรี่ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดทุกวันเวลา 11.00-22.00 น. รู้จักร้านเพิ่มเติม http://www.chateraise.co.jp/global ติดตามโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ Facebook.com/IsetanThailand หรือโทร. 02-255-9898 – 9 &O5532;

 

‘ซาวอย’ พันช์-บาร์-คาราโอเกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517517

‘ซาวอย’ พันช์-บาร์-คาราโอเกะ

ไม่ว่าคุณจะเคยมีความทรงจำอย่างไรเกี่ยวกับ “พันช์” และ “คาราโอเกะ” วันนี้บาร์ที่ชื่อ “ซาวอย” จะหยิบยื่นภาพจำใหม่ๆ ซึ่งชวนประทับใจให้ซาวอย เป็นพันช์บาร์และซิงกิ้งรูมส์กำเนิดใหม่ในโครงการ 72 คอร์ทยาร์ด ที่นี่มีเครื่องดื่มพันช์หลากหลายสูตรให้เลือกดื่ม เป็นบาร์ที่เหมาะสำหรับการนัดพบดื่มกินพูดคุยฟังเพลง และโชว์เสียงร้องอย่างเป็นส่วนตัวในห้องคาราโอเกะกับเพื่อนพ้องคนรู้ใจ

เมื่อก้าวย่างเข้าสู่พื้นที่ของ ซาวอย ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความเท่ของบรรยากาศ งานศิลปะเกี่ยวกับชนเผ่าที่ประดับตกแต่งทั่วร้านก็ชวนมอง ภายใต้สีขรึมและแสงสลัวเหมือนมีบางอย่างชวนค้นหา ซาวอย แบ่งพื้นที่เป็นอินดอร์และเอาต์ดอร์ ทั้งยังมีห้องคาราโอเกะส่วนตัวรวมอยู่ในนั้นด้วย

 

 

พระเอกของ ซาวอย คือ เครื่องดื่มพันช์ ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตมีความหมายว่า 5 อันมาจากส่วนผสมหลักของเครื่องดื่ม 5 อย่างคือ แอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะรัม) น้ำตาล มะนาว น้ำ (หรือชา) และเครื่องเทศ พันช์เป็นหนึ่งในค็อกเทลที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 17 โดยลูกเรือบริษัทยุโรปได้นำของจากท้องถิ่นซึ่งพวกเขาเดินทางไปถึงอย่างเช่น อินเดีย มาผสมเป็นเครื่องดื่ม ก่อนนำไปเผยแพร่ที่อังกฤษ และเป็นที่รู้จักทั่วโลกในเวลาต่อมา

หลายคนน่าจะเป็นเครื่องดื่มผสมชนิดแรกๆ ที่รู้จัก นับตั้งแต่พันช์แบบม็อกเทลไร้แอลกอฮอล์ใส่โถแก้วใหญ่ไว้ให้เด็กๆ รุมล้อมเวลามีงานต่างๆ กระทั่งโตขึ้นมาเวลาไปปาร์ตี้กับสาวๆ ก็มักมีพันช์เป็นเครื่องดื่มต้อนรับ เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นสิ่งคุ้นชินจนถูกละเลย

สำหรับเครื่องดื่มที่ ซาวอย ดูแลโดย นาวิน พิมลรัตน์ บาร์เทนเดอร์ผู้มีประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี เขาได้เสนอเครื่องดื่มรสชาติใหม่ๆ โดยมักจะนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์หรือดัดแปลงเพิ่มลูกเล่นลงไป เช่นเดียวกันกับการทำเมนูพันช์ที่แตกต่างออกไป โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

 

 

พันช์ในกลุ่ม “สเปซ” จะมาแนวอวกาศ มีหนึ่งสูตรที่เรียกว่า ซูเปอร์โนวา ผสมโดยมีแอบซินธ์เป็นหลัก มาเสิร์ฟพร้อมควันฟุ้งกระจาย เมล็ดทับทิมในชามเหมือนการระเบิดของดาวเพื่อสร้างกาแลกซีใหม่ 

แล้วก็ไป “ซี” หรือ ทะเล ซึ่งมี พันช์ชื่อ ไทด์ส ออฟ ฟอร์จูน ที่นำ แซงเกรียคือ ไวน์พันช์ มาปรับเปลี่ยน นอกจากมีไวน์เป็นเบสแล้วยังมีสปิริตซึ่งกลั่นจากลูกแพร์และเครื่องเทศผสม

ในส่วนกลุ่ม “ไวล์ด” มี คาร์โก นัมเบอร์ เซเว่น ซึ่งปรับสูตร อะเพอรอล สปริทซ์ โดยมีนำอะเพอรอลไปอินฟิวส์กับโรสแมรี่ แล้วมาผสมกับเบอร์เบินและน้ำผึ้ง

หมวด “เมาเทน” มีพันช์ที ปาร์ตี้ ผสมด้วยวอดก้า ชาเปปเปอร์มินต์ เนื้อลูกแพร์ อากาเวไซรัป โรยหน้าด้วยเฟรชสเปียร์มินต์

 

 

และ “โอเอซิส” ประกอบด้วยพันช์ชื่อเดียวกับชื่อสถานที่คือ ซาวอย ผสมจากบรั่นดี เวอร์มุธ พีชสแนปป์ น้ำสับปะรดสด เติม สปาร์กลิ้งไวน์ และ คลับโซดา ส่วนพันช์ที่นำชื่อเกาะอย่าง โบรา โบร่า มาตั้ง ได้จากไวน์ที่เคี่ยวกับสับปะรดและพริกไทยแล้วนำไปอินฟิวส์กับคอนญัก

พันช์แต่ละตัวเสิร์ฟในโบวล์ขนาดใหญ่ มีขนาดที่แชร์กันได้ ทั้ง 4, 8 หรือ 12 คน แต่ถ้าหากจะลองเป็นแก้วก็มีให้เลือกเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นที่นี่ยังคลาสสิกค็อกเทล สปิริต ไวน์ และเบียร์ ให้เลือก ในส่วนของอาหารนั้น ลูกค้าซาวอยสามารถเลือกสั่งอาหารจากร้านอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ 72 คอร์ทยาร์ด อย่างเช่น ทาปาสบาร์อย่าง โทโร หรือ ร้านอาหารเม็กซิกัน-ทูเช่ ออมเบร รวมทั้งอาหารจากร้านสไตล์ญี่ปุ่น-ลัคกี้ ฟิช เป็นต้น

สำหรับหนุ่มสาวผู้ต้องการปลดปล่อยตัวเองผ่านทางการร้องเพลงก็พลาดไม่ได้ที่จะต้องไปเยือนซิงกิ้งรูมส์ของ ซาวอย ไม่ว่าคุณจะถนัดป๊อป ร็อก ฮิปฮอป อาร์แอนด์บี ฯลฯ อยากจะร้องเพลงไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือ เกาหลี ก็มีให้เลือกนับหมื่นๆ เพลง ถ้าร้องจนหมดเสียงแล้วจะเปลี่ยนไปเปิดถ่ายทอดสดกีฬาดูก็ยังได้

ห้องคาราโอเกะของ ซาวอย แบ่งออกเป็นห้องขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จุคนได้ตั้งแต่ 10 15 และ 20 คน ค่าห้องไม่คิดเพิ่ม เพียงแค่ใช้จ่ายที่นี่ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป (2,000 บาทขึ้นไปสำหรับวันสุดสัปดาห์) ก็มีสิทธิใช้ห้องคาราโอเกะได้ (รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามที่ร้าน) ซาวอย ตั้งอยู่ชั้น 1 ของ 72 คอร์ทยาร์ด ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) โทร. 02-392-7636 หรือ FB: barsavoybkk และ IG: barsavoy เปิดทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงดึกดื่น

และ “ซาวอย” จะมอบภาพและความทรงจำใหม่ๆ เกี่ยวกับ “พันช์” และ “คาราโอเกะ” ให้กับทุกคน &O5532;

 

เอ็นกาหวะ อร่อยละลาย (ในปาก)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517512

เอ็นกาหวะ อร่อยละลาย (ในปาก)

ปลาฮาลิบัต (Halibut) นับเป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะในอาหารตะวันตก ชื่อของปลา แปลตรงตัวว่า ปลาตัวแบนอันศักดิ์สิทธิ์ (Hali = Holy และ Butt = Flat Fish) เนื่องเพราะมีที่มาจากความนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญทางศาสนาในอังกฤษ นับตั้งแต่ปี 1941 ซึ่งก่อนหน้านั้นในประวัติศาสตร์ ปลาฮาลิบัต นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในอาหารของชนพื้นเมืองอเมริกันและแคนาดา และ ณ ปัจจุบัน ก็กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจของคนแถบนั้นด้วย

ค่าที่ปลาตัวแบนชนิดนี้มีก้างน้อย ทว่าเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ฮาลิบัต จึงเป็นปลายอดนิยมของผู้ชื่นชอบรับประทานปลา โดยมักจะนำมาอบ, ทอด หรือย่าง แต่ไม่นิยมรมควัน เพราะจะไม่เหลือเนื้อปลาให้รับประทานกัน เนื้อขาวๆ ของฮาลิบัตมีไขมันน้อยมาก จึงเป็นที่ชื่นชอบของคนรักสุขภาพ

สำหรับแวดวงอาหารญี่ปุ่น ปลาฮาลิบัตนั้น ไม่ใช่คนอื่นไกลเลยสำหรับเมนูซูชิ (Sushi) หรือข้าวปั้น หนึ่งในซิกเนเจอร์ดิชของอาหารแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งนอกจากเนื้อขาวๆ ของปลาตัวแบนที่นิยมนำมาทำเป็นซูชิ โดยเฉพาะตามร้านประเภทโอมากาเสะ (Omagase) ทั้งหลายแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังค้นพบว่า เนื้อบริเวณครีบ (Dorsal Fin) ของปลาฮาลิบัต สุดแสนจะรสชาติอร่อยล้ำ จึงนิยมนำมาทำเป็นเมนูซูชิด้วยเช่นกัน

ชาวญี่ปุ่นเรียกเนื้อบริเวณนี้ว่า เอ็นกาหวะ (Engawa) นับเป็นเนื้อในส่วนที่พิเศษสุดๆ ของปลาฮาลิบัต ถ้าเปรียบได้ก็ประมาณ ฟิเลต์ มียง (Filet Mignon), ชาโตบริยองด์ (Chateaubriand) หรือเทนเดอร์ลอยน์ (Tenderloin) ในเนื้อวัว หรือถ้าเทียบกับปลาด้วยกัน เอ็นกาหวะ ก็เปรียบดังส่วน โทโร่ (Toro) หรือส่วนท้องที่อร่อยสุดๆ แพงสุดๆ ของปลาทูน่า (Tuna) นั่นเอง

ฮาลิบัต คือปลาตัวแบนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด จึงมีส่วนของครีบแสนอร่อย อย่าง เอ็นกาหวะ ไว้ให้ได้ลองลิ้มชิมรสกัน หากใครได้ไปเยือนญี่ปุ่น ร้านซูชิทุกร้านจะต้องมีหน้าเอ็นกาหวะเสิร์ฟให้ได้ลิ้มลองกัน ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะเคยลองแล้ว ขณะที่ใครที่ยังงงๆ อยู่ ลองเข้าไปดูในยูทูบ (https://www.youtube.com/watch?v=oWX9h1RNv0g) ที่แสดงการแล่ปลาฮาลิบัตสำหรับทำซูชิ ส่วนเอ็นกาหวะจะอยู่ตอนท้ายสุดของวิดีโอ แล้วจะถึงบางอ้อว่าเนื้อแสนอร่อย ละลายในปากนี้ อยู่ตรงส่วนไหนของตัวปลากันแน่

เอ็นกาหวะ มีความหมายว่า ครีบที่ค้นพบด้วยความบังเอิญ (Fluke Fin) ซึ่งคงมีความเป็นมาเป็นไปตามนั้นจริงๆ เชฟซูชิบางคนเรียกเอ็นกาหวะว่าเป็นเนื้อแสนล้ำค่า (Caviar of Meat) สามารถนำมาทำเป็นเมนูซูชิแสนอร่อยได้ง่ายๆ ด้วยรสชาติที่อร่อยล้ำในตัวของมันเอง

โดยส่วนตัวแล้ว เอ็นกาหวะ มีความกรุบกรอบ เป็นเนื้อส่วนที่มีอะไรให้เคี้ยว และรสสัมผัสนั้นสุดแสนจะแตกต่างจากเนื้อปลาฮาลิบัติ ซึ่งไขมันน้อยถึงแทบไม่มีเลย แต่ไขมันปลาได้มารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณ เอ็นกาหวะ นี่เอง (แน่นอนว่าอุดมไปด้วยโอเมก้า 3)

ว่ากันว่า หากตักเอ็นกาหวะเข้าปากแล้วเคี้ยวไปเรื่อยๆ จะได้รสชาติที่หลากหลาย และจะอร่อยขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อยากจะหยุดรับประทานกันเลยทีเดียวล่ะ

นอกจากรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว เอ็นกาหวะ ยังมีรูปร่างอันแตกต่างไม่มีใครเหมือน มองไกลๆ นึกว่าเนื้อปลาหมึกขาวจั๊วะ เมื่อวางอยู่บนข้าวซูชิจะมีร่องลายเป็นซี่ๆ จากเอกลักษณ์ความเป็นครีบในของปลา เอ็นกาหวะเหมาะกับการนำไปปิ้งย่าง แต่ทางที่ดีใช้วิธีทอร์ช (Torch) หรือเอาไฟมาลนให้พอหอมๆ ก็อร่อยล้ำเกินจะบรรยาย

ในญี่ปุ่น เอ็นกาหวะ นิยมนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิ เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่นและซุปมิโสะ เช่นเดียวกับการนำมาเป็นหน้าของข้าวปั้นซูชิ เสิร์ฟมาพร้อมข้าวปั้นหน้าอื่นๆ เพื่อเสริมรสชาติกันและกันและเพื่อความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวปั้นหน้าแซลมอน, กุ้งหวาน, ทูน่า, วางุหรือปลาหมึก ก็ตาม

เอ็นกาหวะ ยังนิยมนำมาทำเป็นเมนู นิกิริ หรือข้าวม้วนสาหร่าย โดยอาจจะเพิ่มเติมเอาวัตถุดิบอื่นๆ มิกซ์ แอนด์ แมตช์ เข้าไป เช่น อูนิ แต่จะว่าไป แค่ เอ็นกาหวะ อย่างเดียวก็รสชาติเอาอยู่แล้ว

สำหรับที่บ้านเรา เห็น เอ็นกาหวะ ซูชิ เสิร์ฟอยู่ที่ห้องอาหารญี่ปุ่น ทาคูมิ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ ห้องอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม หนึ่งเดียวในใจกลางธุรกิจย่านรัชดาภิเษก ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่ในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย เรียบหรู ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ภาพลักษณ์ใหม่ที่ไฉไลและเมนูใหม่ที่ยอดเยี่ยม – Great New Look and Great New Menu”

ใครอยากกิน เอ็นกาหวะ ซูชิ สามารถมารับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ตามสั่ง (A La Carte Buffet) ที่มีให้เลือกอิ่มได้แบบไม่อั้น อยากรับประทานเมนูญี่ปุ่นอะไร ก็เลือกอร่อยกันอย่างเต็มที่ ทั้งซูชิและซาชิมิ ที่จะมีเชฟพร้อมให้บริการทำข้าวปั้นสารพัด ส่วนปลาดิบก็สั่งตรงมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาซาบะ ปลาไท้ ปลากะพงเนื้อนุ่ม ปลาหมึกยักษ์ ปูอัด ไข่กุ้ง และแน่นอน เอ็นกาหวะ พระเอกของงานด้วย หรือไม่อยากกินเยอะๆ จะสั่งน้อยๆ แบบ อะลาคาร์ต ก็ได้ไม่ว่ากัน

ห้องอาหารญี่ปุ่นทาคูมิ เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. A La Carte Buffet ท่านละ 790 บาท++ และมื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. ท่านละ 890 บาท++ รายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง โทร. 02-694-2222 ต่อ 1560 สำหรับเมนูเอ็นกาหวะ ซูชิ ให้บริการเฉพาะบุฟเฟ่ต์ตามสั่งสำหรับมื้อค่ำเท่านั้น

ลอง เอ็นกาหวะ สักคำ รับรองว่าจะประทับใจไม่รู้ลืม &O5532;