J-Cruises 20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517831

J-Cruises 20

หลังเรือออกจากท่า Kochi ได้ไม่นาน ผมก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหญ่เพื่อไปกินข้าวมื้อหรูที่ห้อง Sabatini’s  ห้องอาหารระดับซิกเนเจอร์ของเรือ Princess ทุกลำ เรืออเมริกันแต่โดดเด่นด้วยอาหารอิตาเลียน โดยเฉพาะเมนูพาสต้าที่ทำเส้นกันสดๆ บนเรือ รังสรรค์โดยเชฟ Angelo Auriana เชฟอาหารอิตาเลี่ยนแถวหน้าของอเมริกาผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหาร The Factory Kitchen และ Offcine Brera ในเมืองลอสแองเจลิส มีดีกรีระดับนี้การันตีถ้าไม่กินน่าเสียดายแย่ พอถึงเวลานัดหมาย 6 โมงตรง ผมไม่กล้าสายกลัวที่จะหลุดเพราะห้องนี้จุได้ไม่เยอะ กะด้วยสายตาน่าจะมีราวๆ 40 ที่นั่ง ผมเลือกโต๊ะกลมกลางห้องที่ดูหรูหราที่สุดให้สมกับมื้อพิเศษในค่ำคืนนี้ Mr.Sabino ผู้จัดการห้องอาหารมาต้อนรับและพาไปส่งยังที่นั่งด้วยตัวเอง หลังจากทักทายกันประหนึ่งสนิทกันมานานแล้วก็หยิบเมนูมาให้เลือก ดูไปดูมาสุดท้ายเราใช้แนวทางเดิมคือส่งมอบความไว้วางใจให้คุณ Sabino เลือกเมนูที่น่ากินมาให้

ระหว่างรออาหารจานหลักขอเตร็ดเตร่ไปดูครัวเสียหน่อย เขาจัดห้องครัวแบบเปิดสำหรับปรุงอาหารง่ายๆ อย่างซุป สลัด พาสต้าให้เห็นเป็นการเรียกน้ำย่อยกลายๆ ผมนี่ดูเพลินเลย พอกลับมานั่งที่โต๊ะคุณ Sabino เอาน้ำมันมะกอกแบบ Extra-virgin พร้อมน้ำส้ม Balsamic มารินใส่จาน กินคู่กับขนมปังกรอบแท่งยาว กรุบกริบๆ ไปได้สักพัก อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกก็มาเสิร์ฟ เป็นพาร์มาแฮมสไลด์บางวางมาบนขนมปังกรอบคล้ายแคร็กเกอร์ พร้อมเครื่องเคียงมะกอกเขียวและดำแยกถ้วยมา เนื้อแฮมจากขาหลังของหมูดำนี่อร่อยมาก ยิ่งกินกับขนมปังกรอบยิ่งกลมกล่อม อาจจะขัดกับความคุ้นชินของหลายท่านที่ชอบทานพาร์มาแฮมกับเมล่อน กินสลับกับมะกอกดองตัดรสเค็มได้เป็นอย่างดี จานต่อมาเป็นชีสสดทำมือก้อนเท่ากำปั้นเด็กวางมาบนมะเขือเทศคาปาโช เห็นตอนแรกตกใจมากทำไมชีสมันใหญ่ขนาดนี้ดูท่าจะไม่รอด ลองฝานชีสดูปรากฏว่านุ่มมากเพราะเนื้อครีมยังไม่เกาะตัวกันดี มันเป็นอย่างนี้นี่เองที่ในเมนูเขียนไว้ว่า hand-formed cow’s milk cheese with creamy lava center กินคู่กับมะเขือเทศฝานบางชุ่มด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำมันมะกอกกับเกลือและพริกไทย สุดท้ายหมดเกลี้ยงทั้งจานครับ ตามติดมาด้วย Calamari Fritti หมึกชุบแป้งทอดเสิร์ฟมาในภาชนะรูปกรวยดูเก๋ไก๋กว่าใส่จาน เนื้อหมึกกรอบหยุ่นที่ผิวนอกบวกความนุ่มหนึบของเนื้อในอร่อยได้โดยไม่ต้องจิ้ม แต่ก็มีครีมซอสรสกระเทียมและเลม่อนจัดเคียงไว้ให้ในกรณีต้องการเพิ่มรสชาติ เบรกคอร์สแรกด้วยซุปใสรสกลมกล่อมทำจากถั่วและหอยแมลงภู่เพื่อเตรียมรับรสชาติถัดไป ที่ว่ามาทั้งสี่จานเป็นแค่เมนูเริ่มต้นเท่านั้น แอบรำพึงรำพันกับตัวเองว่า จะยืนระยะถึงของหวานได้มั้ยหนอ

จานถัดมาพาสต้าที่ถือว่าเป็น Signature ของเรือ Princess เลยก็ว่าได้ มี 3 เมนูให้เลือก ตอนไปส่องที่ครัวเห็นผู้ช่วยเชฟปรุงอาหารทะเลในซอสมะเขือแล้วอยากกินมากเลยจิ้มตัวนี้ไป Spaghetti allo Scoglio ปกติผมไม่ค่อยชอบพาสต้าคลุกซอสมะเขือเทศ แต่จานนี้บอกเลยว่าโดนมากๆ ซอสมาแบบขลุกขลิกอัตคัดนิดๆ แต่ซีฟู้ดนี่นำเส้นมาเลยทั้งกุ้งและสารพัดหอย บอกแบบไม่อายเลยว่า อร่อยจนอยากเลียจาน อยากสั่งซ้ำอีกที่แต่ต้องเก็บท้องไว้ให้อาหารจานหลัก ในราคาที่จ่ายเพิ่มประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถสั่งเมนคอร์สได้หนึ่งอย่างจาก 6 เมนู แต่ถ้าอยากลองมากกว่าหนึ่งก็ต้องเพิ่มอีก 10 ดอลลาร์/เมนู ไล่ๆ แล้วอยากกินหมดเลย สุดท้ายก็มาจบที่เนื้อจนได้ สเต๊กเนื้อขนาด 10 ออนซ์ กำลังดีราดด้วยซอสปรุงรสทำจากกระเทียมและน้ำมันมะกอกเพิ่มรสชาติให้จัดจ้านขึ้น เป็นอีกเมนูที่ตอกย้ำว่าถ้าเป็นเรื่องเนื้อเรือ Princess ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

อันที่จริงควรจะจบที่จานเนื้อ แต่พอดีว่าคืนนี้ที่ห้องอาหารหลักทั้ง 5 ห้อง มีเมนูพิเศษคือล็อบสเตอร์ คุณซาบีโน่ไม่อยากให้เราเสียโอกาสเลยไปสอยมาเพิ่มให้เรา กลายเป็นเมน 2 จาน ก่อนจัดการจานนี้ขอลุกไปเดินเขย่าจัดพื้นที่ในกระเพาะแป๊บ หลังจากปลดตะขอกางเกงเรียบร้อยก็ได้เวลาละเลียด บอกตรงๆ ว่าไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ ด้วยปรามาสว่ามันคือเมนูที่บริการทุกคน จึงต้องออกแบบการปรุงสำหรับคนหลักพันที่ไม่สามารถใส่รายละเอียดได้มากเท่ากับทำทีละจาน แต่เพราะไม่คาดหวังจึงสมหวัง เนื้อล็อบสเตอร์ดีเกินคาด มั่นใจว่าไม่ใช่ล็อบสเตอร์สดแต่รสสัมผัสใกล้เคียงกับความสดมาก ยังคงรักษาแรงดีดสะท้อนเวลาเคี้ยวไว้ได้เยอะอยู่ ไม่นุ่มเละเหมือนร้านอาหารหรือโรงแรมบางแห่ง จานนี้ต้องขอชมเชฟใหญ่ที่หาวิธีบริหารจัดการรสชาติและความสดไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ถ้าไม่ได้กินคงเสียดายแน่และถึงแม้อิ่มจะแย่ แต่เมื่อเห็นเมนูของหวานก็อดไม่ได้ต้องลองชิม ลังเลเลือกไม่ได้ระหว่างช็อกโกแลตกับเค้กมะนาวจนคุณซาบีโน่บอกยูไม่ต้องเลือกเดี๋ยวไอยกมาให้ทั้ง สองอย่าง ว่าแล้วก็หันไปสั่งบริกรให้จัดมา ผมว่านี่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของการมาล่องเรือสำราญ คือไม่มีการหวงเรื่องกิน มีความสามารถแค่ไหนสั่งได้เต็มที่ และพนักงานก็ไม่มีทีท่าอิดออด มีแต่เชียร์ให้กินโน่นนี่นั่นไม่หยุดหย่อน คุ้มค่ามากๆ ครับ

หลังจากร่ำลาคุณซาบิโน่ที่มาจับมือแล้วจับมือเล่าพร้อมย้ำให้ผมจำชื่อเขาให้ได้ ก็ต้องไปหากิจกรรมทำเสียหน่อย กลับห้องตอนนี้มีสิทธิเป็นกรดไหลย้อน เปิด Patter ดู หนังกลางแปลงคืนนี้ฉายเรื่อง The Lego Batman Movie ดูจะไม่เหมาะนัก มีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Rock n’Roll Dance Party ที่โถงอเนกประสงค์ชั้น 5 ไปฟังเพลงยุค 50-60 เสียหน่อยดีกว่า นักท่องเที่ยวอยู่กันไม่น้อยและมีคนร่วมเต้นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ได้ยินเพลง Jive แล้วขาแข้งมันพลอยขยับโดยไม่รู้ตัว แน่ะ! มีคนเต้นนำให้ด้วย คุณป้าที่ยืนด้านข้างรวมทั้งเด็กๆ ที่อยู่ด้านหน้าต่างพากันขยับ จะมัวรออะไรก็เต้นสิครับ ไม่ต้องอายใครเพราะมีแต่คนต่างชาติ การเต้นเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่น้อย ได้ทั้งความสนุกและความสุข ไม่ใช่เพราะชอบเต้นแต่เป็นเพราะได้สลายความเป็นชนชาติเหลือแต่ความบันเทิงที่ไม่ได้ปิดกั้นว่าเราและเขาเป็นใคร อาหารค่ำทำให้อิ่มรสสัมผัสแต่การเต้นในคืนนี้ทำให้อิ่มใจ อยู่เมืองไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำแบบนี้ เป็นค่ำคืนที่ดีจริงๆ ครับ

 

ร้านต้องห้าม (พลาด) ห่านพะโล้ท่าดินแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517509

ร้านต้องห้าม (พลาด) ห่านพะโล้ท่าดินแดง

ร้านอาหารห่านพะโล้ท่าดินแดง ท้าให้นักกินนักดื่มทั้งหลายลองทายกันดูว่า ร้านอาหารแห่งนี้เปิดดำเนินกิจการมากี่ปีแล้ว คำตอบก็คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 ขอให้ไปกดเครื่องคิดเลขกันดูด้วยตัวเอง อะไรหนอที่ทำให้ห่านพะโล้ท่าดินแดงอยู่ยงคงกระพัน ชื่อเสียงเรียงนามและความอร่อยอยู่คู่นักกิน (ห่าน) มาเกือบ 100 ปี อยากรู้ต้องตามไปชิมเสียแล้ว

สุรศักดิ์ ใช่วิวัฒน์ ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าว่า อากง “เจียบหงี แซ่ฉั่ว” ผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีนนั่นเองที่เป็นเจ้าของสูตร อากงขึ้นเรือที่ท่าดินแดง ปักหลักตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เมื่อแรกขึ้นฝั่งก็ทำงานเป็นกรรมกรแบกหามทั่วไป แต่นั่นก็เป็นตอนก่อนที่อากงจะเห็นห่านตัวแรกในเมืองไทย

 

“อากงมาจากซัวเถา สูตรห่านพะโล้ของเรามาจากที่นั่น โดยเป็นสูตรเก่าแก่ของตระกูลมาแต่ดั้งเดิม ต่อมาได้ปรับให้คุ้นกับลิ้นและความชอบของคนไทย ซึ่งก็ทำได้สำเร็จเพราะคนไทยบอกกันปากต่อปาก จากหาบเร่ขายห่านพะโล้ จนเก็บหอมรอมริบซื้อห้องแถวได้” สุรศักดิ์เล่า

ไม่คิดว่าเมืองไทยจะมีสัตว์ชนิดนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอากงจึงดีใจเมื่อได้เห็นห่านตัวแรก ก็เพราะห่านตัวนั้น ที่จุดประกายให้อากงคิดได้ว่า จะทำมาหากินอะไร ได้ตั้งตัวตั้งหลัก ยึดเป็นสัมมาอาชีพขายห่านพะโล้ ก่อร่างสร้างตัวมาจนรุ่นลูกรุ่นหลาน  

จากซัวเถาถึงท่าดินแดง จากรุ่นอากงก็ตกมาถึงรุ่นพ่อ และจากรุ่นพ่อก็ตกมาถึงรุ่นลูกของพ่อ ขยายสาขาออกไปรวม 4 สาขา สาขาตลาดท่าดินแดง (ย้ายมาจากแห่งแรกที่ท่าดินแดง) สาขาพัฒนาการ สาขาลาดพร้าว 35/1 และสาขาบรรทัดทอง

 

 

นอกจากนี้ ยังเปิดบูธที่เซ็นทรัลชิดลม รวมทั้งเตรียมทยอยเปิดบูธอีกหลายแห่ง ได้แก่ ต้นเดือน ต.ค. ที่คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กลางเดือน พ.ย. ที่สยามพารากอน และเร็วๆ นี้ที่ปอยเปต สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา

สิ่งที่ทำให้ห่านพะโล้ท่าดินแดง ดำรงชื่อเสียงความอร่อยมาจนถึงทุกวันนี้ คือความอร่อย และการรักษาคุณภาพ สุรศักดิ์เล่าว่า พ่อของเขาเคยให้หลักการทำร้านอาหารว่า “ถ้าไม่ดี ไม่ต้องทำ” นั่นหมายถึงพันธกิจในฐานะของผู้สืบสาน ถ้าทำไม่ดีหรือไม่ทำจนสุดความสามารถ ก็ไม่ทำเสียดีกว่า

“เราคัดห่านที่มีคุณภาพ คุณภาพต้องดีนี่คืออันดับแรก เรารับซื้อห่านจาก 2 แหล่งเท่านั้น คือที่อยุธยาและที่นครปฐม ห่านจะต้องมีอายุ 4-4 เดือนครึ่ง น้ำหนัก 4 กิโลกรัมครึ่งหรือไม่เกิน 5 กิโลกรัม สูตรพะโล้เก่าแก่ของตระกูล ทำอย่างพิถีพิถัน”

 

 

มิน่าเล่า ห่านพะโล้ท่าดินแดงจึงอร่อยมากแค่กินคำแรกก็รู้ได้ถึงความตั้งใจของผู้ทำอาหาร ส่งต่อความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น ห่านพะโล้ที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร คงต้องลองมากินให้รู้ด้วยตัวเอง ไม่เพียงห่านพะโล้รสเลิศ ที่นี่ยังมีตับห่านผัดพริกไทยดำ เป็ดย่างหนังกรอบ ที่ทำแบบเป็ดปักกิ่ง หนังกรอบมาก กินแล้วต้องร้องว้าวก็แล้วกัน

อย่าลืมสั่งมากินด้วยคือกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา ต้มจืดมะระซี่โครงหมู ต้มจืดหัวไชเท้าซี่โครงหมู และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ ซดร้อนๆ กินกับห่านพะโล้รสละมุนถือว่าสุดยอดที่สุด ข้าวหอมมะลิเป็นออร์แกนิกที่คิดและทำเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค

“จะสั่งกลับบ้านก็วางใจได้ เพราะที่นี่ไม่ใช้โฟม แต่ใช้แพ็กเกจจิ้งที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ สุขภาพของลูกค้าเป็นเรื่องที่เรายึดถือที่สุด”

อยากกินห่านพะโล้ท่าดินแดง เชิญได้ที่สาขาใกล้บ้าน หรือโทร.สั่งที่ 02-938-3990-1 สั่งผ่านไลน์แมนก็ไม่ผิดกติกา เข้าไปดูเมนูอร่อยที่ http://www.hanpalo.com &O5532;

 

ร้านกาแฟ อินดี้ มีเอกลักษณ์ที่รสชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517669

ร้านกาแฟ อินดี้ มีเอกลักษณ์ที่รสชาติ

โดย ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุน ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 ภายในตึกเอ็มไพร์ สาทร เป็นสำนักงานให้เช่าของบริษัทจำนวนมาก มีร้านเชนกาแฟแบรนด์ใหญ่ระดับโลกและเจ้าใหญ่ของไทยหลายรายเปิดให้คอกาแฟเข้ามาใช้บริการ แต่ที่ชั้น M2 มีร้านกาแฟชื่อ “Coffee is indy cafe” ที่เปิดมา 3 ปี มีเวลาเปิดบริการตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น.

 เจ้าของร้านคือ ปราง-กุลนัณน์ ลิมปปิโรจนฤทธิ์ วัย 35 ปี ผู้รักการดื่มกาแฟและรักการทำขนมมาเปิดร้านไม่ใหญ่โต แต่มีขาดื่มประจำที่เข้ามาเป็นลูกค้าประจำทุกวัน มียอดขายเฉลี่ยถึงหลักหลายร้อยแก้วต่อวัน ด้วยพนักงานทั้งหมดเพียง 4 คน

เอกลักษณ์สำคัญของร้านคือ การทำแบบ “โฮมเมด” ทุกอย่าง ตั้งแต่การคัดเมล็ดกาแฟจาก 3 แหล่ง มาคั่วผสมเอง เพื่อตอบโจทย์สูตรกาแฟที่คิดเอง โดยเฉพาะการชงกาแฟของร้านทั้งแบบเย็น หรือร้อนให้อร่อยตามคาแรกเตอร์ที่วางไว้ ทำให้รสชาติกาแฟของร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทุกเมนูเครื่องดื่มและของหวาน

 เช่นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์คือ คอฟฟี่โซดา ซึ่งใช้โซดาชงกับกาแฟที่มีสูตรที่คิดขึ้นมาเอง อีกเมนูของหวานคือไอศกรีมราดด้วยช็อตกาแฟ

ก่อนที่จะมาเปิดร้านนี้มีงานพิเศษอยู่แล้วและยังทำอยู่ถึงปัจจุบันคือ การเป็นที่ปรึกษาให้ผู้ที่ต้องการเปิดร้านกาแฟ

 นอกจากขนมหรือเบเกอรี่ ทุกอย่างในร้านยังทำเองทั้งหมด เริ่มจากเค้กกล้วยหอมที่ราคาเริ่มต้นเพียงชิ้นละ 25 บาท ที่ขายหมดทุกวัน อีกทั้งมีเมนูอื่นๆ เช่น วาฟเฟิล บราวนี่ ขนมอื่นๆ รวมถึงชุดเซตของหวานระดับราคา 150 บาท สามารถกินคู่กับกาแฟและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่ทางร้านคิดสูตรเอง

“แม้ร้านนี้จะเป็นอินดีเพนเดนต์ คาเฟ่ แต่ไม่ได้ทิ้งเรื่องมาตรฐาน เพราะอีกงานที่ทำอยู่ด้วยคือการให้คำปรึกษาฝึกอบรมให้กับธุรกิจกาแฟด้วย ดังนั้น ทุกช็อตกาแฟมีความสำคัญ ถ้าไม่ได้มาตรฐานต้องทิ้งทันที”

 หลังจากร้านกาแฟแห่งแรกนี้ประสบความสำเร็จ ก็เริ่มวางแผนที่จะเปิดร้านกาแฟแห่งที่ 2 ยังคงเน้นในทำเลย่านออฟฟิศสำนักงาน เพราะเป็นสถานที่ที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่แพร่หลายกว่าทำเลอื่น

 

94 Coffee ครบเครื่องในรูปแบบคาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516231

94 Coffee ครบเครื่องในรูปแบบคาเฟ่

ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ

หลายคนคงคุ้นเคยกับรสชาติกาแฟของร้าน ‘94°Coffee’ ที่มีให้เลือกสรรและเปิดเอาใจลูกค้ามาเป็นเวลานาน แต่ครั้งนี้ได้ขยับขยายไลน์เมนูเพิ่มมากขึ้นโดยมีการเสิร์ฟเมนูเบเกอรี่ อาหาร พร้อมสร้างวัฒนธรรมการกินกาแฟแบบใหม่ โดยเริ่มที่สาขาโกลเด้น เพลซ ถ.ประดิษฐ์มนูธรรมเป็นที่แรก กับสไตล์การตกแต่งร้านที่ฉีกออกจากรูปแบบเดิมๆ เป็นห้องนั่งเล่นเรียบหรู สไตล์อิตาเลียนภายใต้คอนเซ็ปต์ Simply-Luxury Living Room เน้นโทนสีแดงตามโลโก้สัญลักษณ์เป็นหลัก

 

 

เปิดไลน์เมนูใหม่ทั้งทีขอเริ่มต้นกับอาหารที่ได้เชิญ เชฟตูน-ธัชพล ชุมดวง เชฟหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับภาพลักษณ์ของร้านและเชี่ยวชาญในเรื่องอาหาร มาออกแบบและปรุงเมนูต่างๆ ให้เริ่มที่ Egg Benedict With Smoked Salmon (310 บาท) ขนมปัง Sourdough English Muffin ทำเองกรอบนุ่ม เสิร์ฟกับ Poached Egg กินกับแซลมอนรมควัน ร็อกเกตสลัด เพิ่มรสชาติด้วยซอสสูตรเฉพาะของร้าน Spicy Salted Egg Carbonara (225 บาท) เส้นเฟตตูชินี เคล้ากับซอสคาร์โบนาร่ามีความมันของไข่แดงเค็มปั่นทำเป็นซอสในสไตล์ฟิวชั่น โรยด้วยพาร์เมซานชีส Pulled Pork Waffle (200 บาท) วาฟเฟิลสูตรต้นตำรับเสิร์ฟกับหมูอบซอสบาร์บีคิว เพิ่มความจัดจ้านด้วยซอสไทย-เกาหลี

 

 

เพิ่มความสดชื่นด้วยเครื่องดื่ม Rose Raspberry Snowberg และ Lemon Honey Snowberg (150 บาท) หรือจะสั่งเป็นชุด Grand Set (495 บาท) จิบน้ำชายามบ่ายกับขนม 5 อย่าง จะเลือกเป็นเครื่องดื่ม 2 แก้วหรือเป็นชาก็ได้

ตบท้ายด้วยขนมหวาน Strawberry Croissant Pudding (195 บาท) ครัวซองต์พุดดิ้งผสมซอสสตรอเบอร์รี่ ในรสชาติเปรี้ยวอมหวานกินคู่กับไอศกรีมวานิลลา Flourless Chocolate Cake (210 บาท) เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งได้รสสัมผัสช็อกโกแลตเต็มๆ กินคู่กับไอศกรีมวานิลลา &O5532;

ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น. โทร. 02-934-4076

ราคาต่อหัว 200-500 บาท

 

เติมอาหารสมองที่ Brainwake Cafe

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516230

เติมอาหารสมองที่ Brainwake Cafe

ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ

สมองตื่นเพราะได้ดื่มกาแฟดีๆ อาหารดีๆ กับที่ดีๆ นี่คือคอนเซ็ปต์ของร้าน ‘Brainwake Cafe’ ร้านกาแฟแนวคิดใหม่ที่เป็นมากกว่าคาเฟ่ธรรมดา ไม่ใช่เพียงมาดื่มกาแฟกินของว่าง แต่สามารถแวะเวียนมาเติมพลังยามเช้าแบบอเมริกันโฮมเมดได้ทั้งวันอีกด้วย ในบรรยากาศตกแต่งสไตล์ลอฟท์ เน้นโทนสีดำเป็นหลัก มาพร้อมของตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋ เข้ากันอย่างลงตัว

 

 

เริ่มต้นเมนูอาหารแบบ All Day Breakfast อย่าง Salmon Eggs Benedict (180 บาท) Poached Egg หรือไข่ดาวน้ำวางบนมัฟฟินและแซลมอน ราดด้วยซอส Hollandaise เสิร์ฟพร้อมกับสลัดและหน่อไม้ฝรั่ง E-sarn Pan Fried Eggs (55 บาท) ไข่กระทะร้อนๆ จัดเต็มมาด้วยหมูสับ กุนเชียง หมูยอ เสิร์ฟกับขนมปังบาแกตต์ หรือจะสั่งเมนู ก๋วยเตี๋ยวเรือ (65 บาท) ก็มีทั้งน้ำและแห้ง มีเส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ บะหมี่ วุ้นเส้น ให้เลือก มีทั้งหมูและเนื้อ รสชาติเข้มข้นแบบไม่ต้องปรุง

 

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษที่ได้ผู้มีชื่อเสียงมาครีเอทเมนูให้กับร้านอีกด้วย อย่าง Khampa Salad จากคำผกา โดยใช้เต้าหู้ย่างทำเป็นสเต๊ก พร้อมด้วยถั่วแขก มะกอก คลุกกับโชยุและบัลซามิก Avocado on Baguette (80 บาท) บาแกตต์อโวคาโด้ราดด้วยน้ำผึ้งและถั่วนานาชนิด ลูกเกด มะม่วงหิมพานต์

 

 

ตบท้ายด้วยเบเกอรี่ญี่ปุ่น ที่ร้านได้สูตรส่งตรงจากแดนปลาดิบมาเสิร์ฟให้ได้กินกันร้อนๆ

แวะมาเติมพลังกันได้ทั้งวันทั้งเครื่องดื่มและอาหาร ที่ร้าน ‘Brainwake Cafe’ ตั้งอยู่ในโครงการ @27/1 ซ.สุขุมวิท 33 ร้านเปิดเวลา 07.00-19.00 น. โทร. 02-005-0026 &O5532;

 

โพจังมาจา โคเรียฟู้ดสุดฟิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 09:21 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516884

โพจังมาจา โคเรียฟู้ดสุดฟิน

เอาใจคนรักเส้นด้วยหลากเมนูจากร้าน ‘Pojangmacha (โพจังมาจา)’ ร้านอาหารเกาหลีรสชาติสุดฟิน ที่ใครได้ลิ้มลองเป็นติดใจ อาหารสไตล์สตรีทฟู้ด กินง่ายรวดเร็ว ด้วยวัตถุดิบสดใหม่และมีคุณภาพ ปรุงรสสูตรพิเศษอย่างพิถีพิถันโดยเชฟผู้มีประสบการณ์ในการทำอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีมากกว่า 30 ปี

 

 

เมนูจานเด็ดที่นำมาเสิร์ฟ บะหมี่รัมยุนเกาหลีหมูชุบเกล็ดขนมปังทอด (180 บาท) บะหมี่รัมดุนนำเข้าจากเกาหลีเส้นเหนียวนุ่ม ราดด้วยน้ำซุปสูตรพิเศษ ส่วนผสมของซอสกิมจิเคี่ยวจนกลมกล่อม โปะด้วยหมูสันนอกชุบแป้ง เกล็ดขนมปัง ทอดกรอบนอกนุ่มใน ออนท็อปด้วยกิมจิและไข่ เพิ่มความเผ็ดได้สามระดับแล้วแต่ความชอบ ต่อด้วย บะหมี่พ่นไฟซีฟู้ด (300 บาท) บะหมี่แห้งคลุกเคล้าพริกสูตรเด็ดรสชาติเฉพาะตัว อัดแน่นด้วยเครื่องซีฟู้ด กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์

 

 

ถ้าชอบเส้นแบบสไตล์ญี่ปุ่นต้องลอง ยากิโซบะกะเพราทะเล (300 บาท) เส้นยากิโซบะลวกจนหอมนุ่ม ผัดกับซอสกะเพรารสจัดจ้านแบบไทยๆ หรือจะเป็นแบบออริจินัล ยากิโซบะกุ้งทอดซอสมาโย (180 บาท) กุ้งเทมปุระเนื้อหวานสด ราดด้วยมายองเนสยิ่งเข้ากัน กินคู่ไชเท้าดองตัดเลี่ยน โมเดิร์นยากิ (180 บาท) ผสมผสานทาโกะยากิและพิซซ่าญี่ปุ่นเข้าด้วยกันจนเป็นเมนูนี้ โรยด้วยหมึกแห้งราดซอสทาโกะเยอะๆ ยิ่งฟิน

ลิ้มลองหลากหลายเมนูเส้นจาก ‘Pojangmacha’ ที่ฟู้ดลอฟท์ชั้น 7 เซ็นทรัลชิดลม ตลอดเดือน ก.ย.นี้ โทร. 02-793-7070

ราคาต่อหัว 180-300 บาท

 

ริโครสชาติใหม่ ของอาหารสเปน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516221

ริโครสชาติใหม่ ของอาหารสเปน

ใครที่ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลิ้มลองอาหารสเปน หรือยังติดภาพว่าอาหารสเปนมีแต่ทาปาส ขอให้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ เพราะอาหารสเปนในแบบที่ริโค (Rico) ภูมิใจเสนอคือ รสชาติของอาหารสเปนแนวใหม่ที่จะชวนทุกคนย้อนวันวานไปดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติสเปน

ไม่เพียงมีชายแดนติดกับหลายประเทศ ทั้งโมร็อกโกและฝรั่งเศส แต่ยังเคยถูกปกครองโดยแขกมัวร์ ทำให้อาหารของสเปนได้รับอิทธิพลมาจากหลายเชื้อชาติ ขณะเดียวกันยังมีวัฒนธรรมการกินอาหารของสเปนที่ค่อนข้างคล้ายบ้านเรา คือนิยมสั่งอาหารมาแชร์กันในครอบครัว หมู่เพื่อน ไม่ใช่การกินอาหารจานเดียวหรือเสิร์ฟมาเป็นคอร์ส

 

 

นอกจากคอนเซ็ปต์อาหารจะน่าสนใจ บรรยากาศภายในร้านริโคยังออกแบบให้ชวนนั่งในสไตล์อบอุ่น ให้อารมณ์เหมือนกลับมากินข้าวที่บ้าน หรือมาปาร์ตี้บ้านเพื่อน เพิ่มความสดใสในร้านด้วยโทนสีเหลือง สลับกับน้ำเงิน ดำและเทา ใช้ความเรียบแฝงความดิบของปูนเปลือย มาผสานกับกระเบื้องที่มีลวดลายสะดุดตา เพิ่มลูกเล่นชวนมองในร้านด้วยการเลือกใช้โคมไฟที่ดูแปลกตาและอุปกรณ์จานชามหลากสี

เมนูซิกเนเจอร์ของริโคที่มาแล้วท้าให้ลองคือ Charred Octopus, Fennel, Fingerling Potato, Chickpeas, Piquillo Pepper พระเอกของจานนี้ คือหนวดปลาหมึกยักษ์ชิ้นโตที่นำไปปรุงแบบซู-วีด (Sous-Vide) นานถึง 6 ชั่วโมง เพื่อให้หนวดปลาหมึกเนื้อนุ่ม แต่ยังคงเทกซ์เจอร์หนึบๆ ไว้ได้อย่างครบถ้วน จากนั้นนำไปย่างอีกเล็กน้อยพอให้ได้ที่ ราดด้วยซอสที่ปรุงรสด้วยพริกของสเปนพอให้ได้รสเผ็ดนิดๆ เสิร์ฟพร้อมเฟนเนล มันฝรั่ง และถั่วลูกไก่

ตามติดมาด้วย Tuna Tartare, Crushed Peas, Mint, Lemon เมนูนี้ยอดนิยมที่น่าจะถูกปากใครหลายๆ คน ทีเด็ดอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบที่มาผสมผสานกันอย่างลงตัว เริ่มจากทูน่าหั่นชิ้นลูกเต๋าสไตล์ทาทาร์ คลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว ขิง และถั่วลันเตา กินเพลินๆ แต่หมดจานไม่รู้ตัว

สำหรับใครที่เป็นบีฟเลิฟเวอร์ พลาดไม่ได้กับ Braised Beef Short Rib, Tempranillo Wine, Mashed Potato อีกหนึ่งเมนูที่ร้านภูมิใจนำเสนอ ความน่าสนใจคือ นอกจากจะเลือกซี่โครงส่วนที่มีมันแทรกอยู่มาใช้เป็นพระเอกของจาน ยังเลาะซี่โครงออก ก่อนจะนำไปตุ๋นกับไวน์แดงของสเปนนานถึง 24 ชั่วโมงจนได้ที่ อารมณ์คล้ายๆ เนื้อตุ๋นของฝรั่งเศส แต่เปลี่ยนมาใช้ไวน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของสเปน เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งบด เบบี้แครอต และบร็อกโคลี่ย่าง  

 

 

จบจากของคาว มาล้างปากด้วยเมนูของหวานที่ใครเห็นต้องอดใจไม่ไหว เมนูที่ว่านี้คือ Churros, Donuts Chocolate Sauce ทีเด็ดของชูโรสที่นี่คือ นอกจากจะได้ความรู้สึกของเนื้อแป้งที่กรอบนอกนุ่มใน แต่ยังได้เทกซ์เจอร์ของฟักทองที่เชฟเลือกใส่เป็นกิมมิกในตัวแป้งก่อนจะนำมาทอด เสิร์ฟพร้อมช็อกโกแลต ดิปปิ้ง ที่มีความเข้มแบบที่คนชอบดาร์กช็อกโกแลตได้ฟินแน่นอน

นอกจากเมนูของคาวหวานจะมีมากมายให้ลิ้มลองแล้ว หลากหลายเมนูเครื่องดื่มของที่นี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่แนะนำคือ Granizado เป็นการรวมตัวของมะนาว เลมอน และส้ม มาปั่นรวมกัน ได้รสชาติเปรี้ยวถึงใจ ตัดหวานด้วยน้ำผึ้ง ใครที่อยากเรียกความสดชื่นแนะนำให้ซดสักแก้ว

แต่ถ้าเป็นสาวเฮลตี้ ขอให้ลอง Frutas  Aqua Fresca เมนูมะม่วงปั่นกับเสาวรส โยเกิร์ต และน้ำผึ้ง ให้รสเปรี้ยวหวานกำลังดี แต่ถ้ายังดีต่อสุขภาพไม่พอ แนะนำ Almond Milk นำนมอัลมอนด์ไปปั่นกับเมล็ดอัลมอนด์คั่วผสมกับชินนามอนให้พอมีเทกซ์เจอร์ หวานน้อยแต่กลมกล่อม

ประสบการณ์อาหารสเปนที่น่าค้นหานี้ พร้อมแล้วให้มาสัมผัสที่ริโค ร้านตั้งอยู่ชั้น 6 โซนโอเพ่นเฮาส์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น. พิเศษ ศุกร์ เสาร์ ขยายเวลาความอร่อยถึงเที่ยงคืน โทร. 02-119-7777 

 

อาร์โรซ สเปนต้นตำรับใจกลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516217

อาร์โรซ สเปนต้นตำรับใจกลางกรุง
ร้านอาหารสเปนแห่งใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า อาร์โรซ (Arroz) นี้ตั้งอยู่ในตัวบ้านสไตล์คลาสสิกใจกลางเมืองในย่านสุขุมวิท แค่ดูจากบรรยากาศภายนอกก็ให้ความรู้สึกว่าอยากมาดินเนอร์ พร้อมกับนั่งแฮงเอาต์พูดคุยสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือคนรู้ใจไปเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ ก็น่าจะได้อารมณ์ชิลๆ อยู่ไม่น้อย

เมื่อก้าวเข้ามาภายในร้านซึ่งรีโนเวตมาจากบ้านเก่าสไตล์วินเทจสุดคลาสสิก จะพบกับการตกแต่งด้วยมู้ดแอนด์โทนที่ดูอบอุ่น แต่มีสีสัน อันเป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมการอยู่การกินดั้งเดิมของชาวสเปน ไม่ว่าจะเป็นผนังร้านสีสด กระจกหลากสี รวมทั้งการตกแต่งผนังด้วยจานกระเบื้องเซรามิก เฟอร์นิเจอร์ไม้ และสิ่งของต่างๆ ที่ล้วนมีกลิ่นอายความเป็นสเปนแฝงอยู่ บรรยากาศโดยรวมจึงให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายๆ เหมือนมากินมื้อเย็นที่บ้านเพื่อนเลยก็ว่าได้

คอนเซ็ปต์เมนูอาหารของที่ร้าน วิคเตอร์ เบอร์กอส หัวหน้าเชฟประจำร้านบอกว่า จะเน้นเมนู อาหารสเปนแบบดั้งเดิมที่มาพร้อมรสชาติถูกปาก มีตั้งแต่ โคลด์คัตส์ (Cold Cuts) แบบออริจินัลซึ่งทำจากเนื้อวัวและเนื้อหมูที่ส่งตรงมาจากสเปน แล้วยังมี มะกอก และชีสหลากหลายชนิด รวมทั้ง ปาเอญ่า (Paelias) หรือข้าวผัดสเปนซึ่งปรุงจากวัตถุดิบหลากหลาย อาทิ ปาเอญ่าหมึกดำกับหอยตลับและซีฟู้ด และปาเอญ่าเห็ดและทรัฟเฟิลชีส เป็นต้น ส่วนใครที่อยากสั่งเมนูทาปาสต่างๆ ทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายเช่นกัน

เมนูแนะนำ เริ่มจาก โคลด์คัตส์หมู ซึ่งประกอบด้วย โลโม ไอเบริโค-เนื้อสันในหมูรมควัน โชริโซ่-เนื้อหมูรมควันใส่พริกปาปริก้าเพื่อเพิ่มความเผ็ดเล็กน้อย และอื่นๆ กินคู่กับขนมปังกรอบก็ยิ่งอร่อย สำหรับใครที่ชอบโคลด์คัตส์เนื้อวัวก็สามารถสั่งได้เช่นกัน

มาที่เมนูทาปาสบ้าง เริ่มจาก Garlic Prawn จานนี้นำกุ้งกับกระเทียมและพริกมาผัดรวมกันในน้ำมันมะกอก จนกุ้งสุกและมีกลิ่นหอม ตามด้วย Padron Pepper พริกเขียวสเปนทอดในน้ำมันร้อนๆ ตักใส่จานแล้วโรยด้วยเกลือ อีกจานคือ Boquerones White Anchovies ปลาแอนโชวีที่เสิร์ฟมาในน้ำมันมะกอกและกระเทียม ทาปาสทั้ง 3 เมนูนี้กินคู่กับขนมปังร้อนๆ ได้ความอร่อยและเรียกน้ำย่อยได้อย่างดี

มาดูเมนูหลักบ้าง เริ่มด้วย Sauteed Mushroom Running Egg เห็ดรวมผัดด้วยน้ำมันมะกอก เหยาะด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล ตามด้วยไข่ลวกและแฮม แล้วโรยด้วยต้นหอมซอย จานนี้ได้รสชาติแปลกใหม่และอร่อยดี

Grilled Iberico Pluma เนื้อหมูหั่นสไลซ์ ย่างจนสุกหอม เสิร์ฟพร้อมข้าวบาร์เลย์หุงสุก คลุกเคล้าด้วยครีมซอสรสชาติละมุน โรยด้วยเห็ดอบแห้งและผักโรย เพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติให้เข้ากัน

 

 มาที่ Mushroom & Truffle Creamy Rice ข้าวรีซอตโต้ปรุงด้วยน้ำสต๊อกไก่ ใส่เห็ดและมายองเนสลงไป โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสไลซ์บางๆ เสิร์ฟแบบร้อนๆ หอมหวนชวนชิมมากๆ

ปิดท้ายที่ Paelias Black Ink หรือปาเอญ่าซีฟู้ดหมึกดำ ข้าวสเปนหุงด้วยหมึกดำ ใส่มายองเนสผสมกระเทียมลงไปจนข้าวสุกหอม แล้วท็อปปิ้งด้วยปลาหมึก หอยตลับ และล็อบสเตอร์ เวลากินให้บีบเลมอนลงไปบนซีฟู้ด ราดด้วยซอสที่เสิร์ฟมานิดหน่อยและกินพร้อมข้าว บอกเลยว่าอร่อยฟินเว่อร์ (ราคาอาหาร 220-1,800 บาท)

บรรยากาศเป็นใจขนาดนี้ จะขาดเครื่องดื่มไปได้อย่างไร มาดู ซิกเนเจอร์ ค็อกเทล ของร้านกันเลย Sangria หรือไวน์พันช์ มีส่วนผสมของไวน์แดง น้ำส้ม น้ำมะนาว และผลไม้ เช่น แอปเปิ้ลเขียว แอปเปิ้ลแดง และส้มซันคิสต์ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

อีกแก้วคือ Brazilian Caipirinha มีส่วนผสมของ รัม น้ำตาลทราย น้ำมะนาว และมะนาวสด ส่วนใครที่เป็นคอไวน์ที่ร้านก็มีไวน์ให้เลือกหลากหลายเช่นกัน

อาร์โรซ อยู่ในซอยสุขุมวิท 53 (ประมาณ 400 เมตรจากปากซอย) เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เปิด 17.30-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 11.30-14.30 น. โทร. 02-258-7696 FB : arrozbkk &O5532;

 

J-Cruises 19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516555

J-Cruises 19

เรือออกจากท่าฮิโรชิมะเวลาบ่าย 4 โมงครึ่งตรงเป๊ะ ผมขึ้นไปรอบนชั้น 15 ที่มีลานกว้างเหนือห้องควบคุมหรือสะพานเดินเรือที่เคยเข้าไปชม วิวบนชั้นนี้มองเห็นได้กว้างไกล โดยเฉพาะเวลาเรือเข้าออกจากท่าจะเห็นได้ชัดกว่าตำแหน่งอื่น เพราะเป็นพื้นที่ที่ยื่นออกนอกกราบเรือและไม่มีอะไรมาขวางกั้นทัศนียภาพ หลังจากชมวิวจนหนำใจแล้วก็ขึ้นไปสำรวจ The Santuary บนชั้น 16 ซึ่งเป็นพื้นที่จำเพาะและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับการเข้าใช้ เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความหรูหราขึ้นมาอีกระดับ ผมเลยถือโอกาสขอเป็นคนหรูหราสักพัก ลองนั่งลองนอนดูมันถึงได้ความรู้สึกนั้นจริงๆ เสร็จแล้วก็กลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปกินข้าวเย็น

นี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำใจ เพราะบางวันเปลี่ยน 2-3 ชุด ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์และสถานที่ ชุดเดียวทั้งวันอาจไม่เหมาะ ดังนั้นควรเตรียมเสื้อผ้ารองเท้าเผื่อในหลายๆ สถานการณ์ด้วย ค่ำนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมากินเมนูมาตรฐานที่ห้อง Savoy กันบ้าง ความหลากหลายยังคงเยอะเหมือนเช่นเคย ซุปสลัดออร์เดิร์ฟจานหลักประจำวันรวม 13 อย่าง ไม่รวมเมนูประจำเรือที่มีบริการทุกวันอีก 6 อย่าง กินกันได้แบบไม่ต้องเกรงใจ วันนี้ไม่เจอเจ้าหน้าที่ชาวไทยเลยสั่งเองดูบ้างมีกราแตงหอยนางรม ซุปเกี๊ยวน้ำใสแบบอิตาเลียนเนื้อปลาลิ้นหมาชุบแป้งทอด และขาดไม่ได้คือสเต๊กเนื้อนิวยอร์กคัทที่กินได้ไม่เบื่อ เพราะเนื้อบนเรือเขาดีจริงๆ

ปิดท้ายด้วยของหวานทาร์ตไข่กับกาแฟร้อน กินเสร็จก็รีบขึ้นไปจับจองที่นอนดูหนัง คืนนี้มีภาพยนตร์ระดับออสการ์ Lalaland เลยไม่อยากพลาด วันนี้ผมเตรียมตัวมาดี หยิบผ้าเช็ดตัวริมสระที่ม้วนแล้วมาทำเป็นหมอน อีกผืนมารองนอน อีก 2 ผืน ห่มตัวกันลมและคลุมหัวกันน้ำค้าง อยู่ยาวจนจบเรื่องสบายๆ กลับห้องอาบน้ำนอนก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง

เช้าวันที่ 5 เรือเทียบท่า Kochi จังหวัดใหญ่สุดบนเกาะชิโกกุที่นักท่องเที่ยวไทยยังไม่ค่อยคุ้นหู จังหวัดโคจิ เป็นบ้านเกิดของคุณเรียวมะ ซากาโมโตะ ซามูไรหัวก้าวหน้าผู้สร้างแรงกระเพื่อมจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของญี่ปุ่นจากยุคซามูไรที่มีการปิดประเทศยาวนานกว่า 250 ปี ไปสู่การถวายคืนพระราชอำนาจกลับไปยังสมเด็จจักรพรรดิ์และเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิอันเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของญี่ปุ่นหลังยุคโชกุน ใครชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงนี้ต้องแวะมาเยี่ยมบ้านเกิดคุณเรียวมะเหมือนที่คนญี่ปุ่นเขามากัน หลังการออกอากาศของ Ryomaden ละครอิงประวัติศาสตร์ตอน 6 โมงเย็นวันอาทิตย์ทางช่อง NHK ก็เกิดกระแสคลั่งไคล้เรียวมะขึ้น

สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเรียวมะทั้งหมดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปโดยพลัน ภาพจริงของเรียวมะในชุดซามูไรเหน็บปืนสวมบู๊ตแพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างกับดาราดัง จังหวัดโคจิและสถานที่ต่างๆ ที่เรียวมะเคยไปสร้างวีรกรรมไว้มีคนญี่ปุ่นแวะไปเยี่ยมเยือนกันมากขึ้น (ละครเรียวมะเดนได้ถูกนำมาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในชื่อ เรียวมะ จอมคนพลิกแผ่นดิน) แต่น่าเสียดายที่รายการทัวร์ของเรือมีแต่สถานที่พื้นๆ ซึ่งเคยไปมาหมดแล้วเลยไม่ได้ร่วมคณะทัวร์ ผมตั้งใจว่าจะเข้าเมืองไปหาอะไรกินที่ตลาด Hirome ตลาดที่มี
ชีวิตชีวาที่สุดของเมืองโคจิ เป็นตลาดที่ขายทั้งของสด ของแห้งและของปรุงสำเร็จ แถมมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกินอยู่กลางตลาดด้วย

 

ที่สำคัญ คือ เปิดกันยันเช้ามาเมื่อไหร่ก็หาของกินได้ตลอด ถูกใจคนไทยเป็นยิ่งนัก ของอร่อยที่เมื่อมาแล้วต้องหากินให้ได้ คือ Katsuo Tataki ปลาคัทสึโอะเผาให้สุกด้านนอกแต่ข้างในยังสดอยู่ ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของจังหวัดที่มีมาแต่ดั้งเดิม (ในละครเรียวมะก็มีพูดถึงเมนูนี้ไว้ด้วยเช่นกัน) แต่ฟ้าไม่เป็นใจฝนตกตั้งแต่เช้าจนสายต้องยกเลิกแผนทั้งหมดแล้วใช้เวลาที่เหลืออยู่บนเรือแทน กลับห้องไปหยิบหนังสือว่าจะมานั่งอ่านแถวระเบียงเรือ ปรากฏว่าระเบียงฝั่งหันออกทะเลมีป้ายห้ามเข้า เนื่องจากมีการทดสอบนำเรือชูชีพลงน้ำเลยไปยืนสังเกตการณ์ดู

สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลว่า ทุกทริปของการล่องเรือจะต้องมีการนำเรือชูชีพลงน้ำทดสอบเครื่องยนต์และความพร้อมของระบบเสมอ เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการฉุกเฉินเหมือนกับที่เราไปร่วมซ้อมในวันแรก แต่สำหรับลูกเรือจะใช้เวลาในวันที่เทียบท่านานๆ ฝึกซ้อมการฝีกอพยพทั้งในเรือและบนผิวน้ำ วันนี้เป็นการนำเรือชูชีพที่ติดตั้งอยู่ฝั่งหันออกทะเลลงน้ำ ผมเลียบๆ เคียงๆ ถามว่าจะมีฝึกซ้อมแบบนี้อีกมั้ย จะได้ทำเรื่องขอสังเกตการณ์เป็นกรณีพิเศษ จึงทราบว่าพรุ่งนี้จะมีอีกครั้ง ฝึกซ้อมทั้งพนักงานและเรือชูชีพอีกฝั่งหนึ่งของเรือ จึงรีบไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพราะพรุ่งนี้จะได้ไม่พลาด พอเที่ยงก็ขึ้นไปกินบุฟเฟ่ต์ ใจจริงอยากกินห้องอื่นที่เป็นคอร์สมากกว่า แต่เนื่องจากเป็นวันเทียบท่า ทางเรือคาดว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่จะลงไปเที่ยว จึงเปิดบริการห้องอาหารไม่มากนัก เที่ยงเปิดแค่ห้องบุฟเฟ่ต์ที่เดียวไม่มีตัวเลือกก็ต้องกิน แต่ข้อดีของการเปิดแค่ห้องเดียว คือ อาหารจะเยอะและคุณภาพดีกว่ามื้อค่ำที่มีทางเลือกหลากหลาย ผมกินพอประทังชีพเพราะอยากเก็บท้องไว้มื้อค่ำมากกว่า คืนนี้จองห้องอาหารอิตาเลียนไว้ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นห้องอาหารขึ้นชื่ออีกห้องของเรือในเครือ Princess ที่มาล่องเรือเมื่อไหร่ก็ไม่ควรพลาด

บ่ายสามโมงครึ่งเรือออกจากท่าโคจิ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมตัดสินใจไม่ลงไปจากเรือเพราะมีเวลาบนฝั่งค่อนข้างจำกัด การจะเลือกซื้อทริปของเรือสำราญนั้น เส้นทางและการเที่ยวบนฝั่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจ อย่างเส้นทางของเรือ Princess ในรอบนี้เมื่อเทียบกับเรือ Costa ในรอบที่แล้ว ผมชอบเส้นทางของ Costa มากกว่า เพราะแต่ละเมืองที่เรือ Costa แวะล้วนแล้วแต่น่าสนใจ ไปเองไม่ได้ง่ายๆ และมีทัวร์จัดไปไม่ค่อยมาก ดังนั้นเวลาท่านตัดสินใจซื้อจึงควรพิจารณาเส้นทางและเวลาในการแวะของแต่ละท่าด้วย มีหลายเส้นทางที่เน้นแต่กิจกรรมบนเรือ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเที่ยวบนฝั่ง อย่างเช่นเรือของค่าย Royal Caribbean ที่เห็นมาวิ่งอยู่ในแถบบ้านเราโดยไม่ได้เน้นเส้นทาง

หากแต่เน้นกิจกรรมบนเรือเป็นหลัก เหมาะกับวัยรุ่นหรือผู้โดยสารที่ชอบความสนุก โดยไม่เน้นที่เที่ยวและอาหารการกินบนเรือ ชอบแบบไหนต้องเลือกกันให้ดี และควรปรึกษากับบริษัทที่มีความรู้และความชำนาญ จะได้ตอบคำถามของท่านได้อย่างกระจ่างชัด

 

เสน่ห์ ‘มันม่วง’ พ่วงด้วยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516213

เสน่ห์ 'มันม่วง' พ่วงด้วยสุขภาพดี

จะว่าไปแล้วมนุษย์เรารู้จักนำมันเทศมารับประทานกันก่อนที่จะรู้จักมันฝรั่งเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งมันเทศนั้นมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณเขตร้อนของทวีปอเมริกา แต่มันเทศที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า มีวิวัฒนาการมาจากพืชป่าชนิดใด อย่างไรก็ดีมนุษย์ก็รู้จักปลูกมันเทศมานานนับพันปีแล้ว

ด้วยความคุ้นชินบวกกับรสชาติแสนคุ้นลิ้นจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่า “มันเทศ” ทุกวันนี้เขาพัฒนาสายพันธุ์จนหลากหลาย และที่สำคัญยังนำมาปรับเปลี่ยนเป็นเมนูคาวหวานที่ทันสมัย แถมยังดีต่อสุขภาพและให้รสชาติที่แสนประทับใจ

ในสมัยโบราณนั้นมันเทศเป็นอาหารหลักของมนุษย์สองเขต คือ พวกอินเดียนในอเมริกากลางและบริเวณเทือกเขาแอนดีสประเทศเปรู พวกอินเดียนทั้งสองแหล่งนี้ปลูกข้าวโพดเพื่อใช้เป็นอาหารหลัก และในขณะเดียวกันก็ปลูกมันเทศรวมอยู่ด้วย

อีกเขตหนึ่ง คือ ชนเผ่าโพลินีเชียนที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือของเกาะนิวซีแลนด์ เชื่อกันว่ามันเทศที่ชาวโพลินีเชียนปลูกกันในสมัยก่อนนั้นนำมาจากทวีปอเมริกาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากชาวยุโรปค้นพบทวีปอเมริกา จากนั้นนักสำรวจชาวสเปนก็ได้นำมันเทศไปสู่ประเทศสเปน แล้วก็แพร่ต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป

บางตำราก็ว่ามันเทศนั้นเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ ค้นพบโดย โคลัมบัส ที่เกาะไฮติ เมื่อประมาณ 500 ปีเศษ และจากประวัติศาสตร์มีข้อมูลเพิ่มว่าคนอังกฤษกินมันเทศตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีตำนานเล่าขานกันว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กินมันเทศอบพายทุกวัน

หันมาดูทางด้านเอเชียของเรากันบ้าง ว่ากันว่าต้นมันเทศนั้นถูกนำมายังอินเดีย ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น ก่อน โดยนักสำรวจชาวสเปนและโปรตุเกส

สำหรับประเทศไทยไม่มีหลักฐานบันทึกว่าได้มีการนำมันเทศเข้ามาปลูกในสมัยใด แต่เข้าใจกันว่ามีผู้นำมันเทศมาแพร่หลายในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จากเรือสำเภาที่ค้าขายกับประเทศจีน และน่าจะเป็นพวกชาวจีนนี่ล่ะที่ได้นำติดมือมาแล้วก็เพาะพันธุ์พืชไปบริโภคไป ซึ่งในปัจจุบันมันเทศปลูกกันทั่วไปในประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่แหล่งปลูกเป็นจังหวัดในทางภาคกลาง อย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นครปฐม 

อย่างที่บอกกันไว้ข้างต้นว่าทุกวันนี้มันเทศได้พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมากมาย และที่หลายคนรู้จักกันดีถึงขั้นหลงใหลในรสชาตินั่นคือ “มันม่วง” หรือมันเทศสีม่วงที่เริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นมันม่วงของไทย หรือแม้กระทั่งมันม่วงญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมนำมาทำขนม อาหารหลากเมนู

มาถึงวันนี้เรายังได้รู้จักมันม่วงของดีจากเกาหลีที่กำลังมาแรงไม่แพ้มันม่วงของญี่ปุ่น ซึ่งที่เกาหลีเขาเรียกกันว่า โกกูม่า (Goguma) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะด้วยสีของมันม่วงเกาหลีและญี่ปุ่นนั้นจะมีสีที่ใกล้เคียงกันคือจะมีสีม่วงฉ่ำตลอดทั้งหัว แม้จะผ่าแล้วทิ้งไว้นานๆ สีม่วงก็ยังไม่เปลี่ยน

นอกจากนี้ยังให้รสชาติที่หวานฉ่ำในตัว ที่สำคัญยังอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย เพราะมันม่วงมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) อยู่สูง ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรค ยับยั้งอีโคไลในระบบอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย 

หญิง-สุจิตรา พรหมเดเวช คือสาวคนหนึ่งที่ติดใจในรสชาติของมันม่วงเกาหลี และเคยเดินทางไปลิ้มลองบิงซูและเมนูของหวานที่ทำมาจากมันม่วงถึงที่ ถึงวันนี้เธอพกพาแฟรนไชส์ร้านคาเฟ่ โบรา (Cafe Bora) มาเปิดถึงเมืองไทยที่บริเวณชั้น 4 สยาม พารากอน ในชื่อนามเดียวกัน ซึ่งได้เสียงตอบรับจากคนรักสุขภาพกันล้นหลามทีเดียว

“หญิงมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่เกาหลี แล้วได้ไปลิ้มลองรสชาติของเมนูหวานจากมันม่วงที่ร้านนั้นพอดี แล้วรู้สึกติดใจในรสชาติ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำมาเปิดร้านเพื่อให้คนไทยได้ลิ้มลองรสชาติของมันม่วงกันบ้าง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้คนในบ้านเราอย่างดีเลยค่ะ”

และนั่นเท่ากับว่าเธอเองนั้นเป็นลูกค้ารายแรกที่ทางเกาหลีขายแฟรนไชส์มาให้ ซึ่งเมนูทางร้านจะต้องสั่งมันม่วงของเกาหลีเข้ามาทำเมนูของหวานคราวล่ะหลายตัน และในช่วงแรกๆ ที่เปิดร้านเจ้าของแฟรนไชส์จะเข้ามาควบคุมการทำทุกเมนูกันอย่างละเอียดเลยทีเดียว

จะว่าไปแล้วร้านนี้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญโดยแท้ โดยเริ่มต้นจากเจ้าของแบรนด์ชาวเกาหลีเคยไปเที่ยวที่โอกินาวาประเทศญี่ปุ่น แล้วได้ไปลิ้มลองเมนูหวานที่ทำจากมันม่วงของที่นั่นและเกิดติดใจในรสชาติ ครั้นพอถึงประเทศเกาหลีบ้านเกิดก็เกิดไอเดียต่อยอดทางธุรกิจ จากธุรกิจที่ทำคือการส่งมันออกอยู่แล้ว จึงหันมาเปิดร้านขายมันม่วงที่นำมาแปลงเป็นเมนูของหวาน และเครื่องดื่ม ต่อยอดทางธุรกิจกันเสียเลย 

“หญิงเคยไปดูวิธีการปลูกมันม่วงของเขาซึ่งทางเกาหลีเขาจะปลูกกันแถบชานเมือง เขาจะพรมน้ำให้ฉ่ำตลอดเวลา ประกอบกับอากาศที่เย็นสบาย ซึ่งจะส่งผลให้สีมันของเขาเวลาผ่าออกจะมีสีม่วงเข้มไม่มีสีอื่นมาเจือปน ยิ่งต้มนานๆ แทนที่สีจะจืด แต่กลายเป็นสีม่วงก็ยิ่งชัดเจน และจะให้กลิ่นที่หอมกว่ามันเทศทั่วไป เลยทำให้แต่และเมนูนั้นมีความอร่อยที่โดดเด่น แม้ไม่ต้องปรุงแต่งรสชาติเพิ่มแต่อย่างใดค่ะ”

วันนี้เราขอเริ่มต้นสุขภาพดีกับเมนูบิงซูมันม่วง น้ำแข็งปั่นละเอียดเหมือนเกล็ดหิมะ ใส่นมแต่ละชั้น ท็อปด้วยเนื้อมันม่วงบดตกแต่งด้วยคอร์นเฟล็กส์และดอกมัม ซึ่งสัญลักษณ์ของทางร้าน แล้วเสิร์ฟกับมันม่วงเคลือบพีนัทพร้อมกับเนื้อมันม่วงบดให้เติมอย่างจุใจ

ต่อด้วยไอศกรีมมันม่วง ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟรสมันม่วงที่ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดยิบ ตกแต่งด้วยดอกมัม ให้รสชาติของมันม่วงไปเต็มๆ หรือจะเป็นทิรามิสุมันม่วง เนื้อเค้กนุ่มฟู ซ้อนด้วยครีมสด แล้วโรยผงมันม่วงตบท้าย รสชาติหวานกำลังดีและยังให้กลิ่นมันม่วง

ตบท้ายด้วย มันม่วงลาเต้ ที่มีให้เลือกทั้งแบบร้อนและแบบเย็น เริ่มจากใช้นมลาเต้นุ่มๆ ผสมมันม่วง มีกลิ่นหอมหวาน ยิ่งดื่มยิ่งติดใจ

คาเฟ่ โบรา ชั้น 4 สยามพารากอน เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00- 22.00 น. โทร.06-1546-4746 &O5532;