ร้านผักหวาน อร่อย และดีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457561

ร้านผักหวาน อร่อย และดีต่อสุขภาพ

โดย…ชายโย

ร้านผักหวาน หน้าวัดสุวรรณดารารามราชวรมหาวิหาร ถนนอู่ทองจ.พระนครศรีอยุธยา นั้น เป็นร้านอาหารขึ้นชื่อประจำจังหวัด ที่ทุกคนถ้าได้แวะเวียนมาไหว้พระที่วัดนี้จะต้องฝากท้องกันเป็นประจำ ร้านนี้เด่นด้วยก๋วยเตี๋ยวผักหวานรสชาติอร่อยกลมกล่อมไม่ต้องปรุงก็อร่อย ซึ่งผักหวานเป็นผักสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ช่วยในการขับถ่าย มีวิตามินซีสูง จะลวกจิ้มรับประทานกับน้ำพริกก็อร่อย

ร้านผักหวาน เปิดตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 09-6818-6877 มีคนดังมากมายแวะเวียนเข้ามา คนเยอะแต่อาหารมาเร็ว แนะนำให้สั่งเมนูออร์เดิร์ฟ เห็ดภูฐานทอดจิ้มซอสพริก รับประทานรอเมนูหลักอย่างก๋วยเตี๋ยวไปพลางๆ รสชาติเค็ม มัน กรอบนอกนิดๆ นุ่มหอมในด้วยเนื้อเห็ด

ไม่นานนักก๋วยเตี๋ยวผักหวานก็มาวางส่งกลิ่นหอมถึงโต๊ะ เส้นเหนียวนุ่ม ลวกสุกพอเหมาะ ผักหวานกรอบ หอม มัน น้ำก๋วยเตี๋ยวหวานกลมกล่อม แนะนำสั่ง 2 ชามจะอิ่มกำลังดี

จบเมนูผักหวาน เมนูที่ขึ้นชื่ออีกอย่างคือ ผัดไทยวุ้นเส้นผักหวานกุ้งสด เป็นผัดไทยที่มีรสชาติกลมกล่อมลงตัวไม่ต้องปรุงเพิ่ม มีผักหวานให้ความกรอบและกุ้งสดตัวใหญ่คุ้มราคา หรือจะลอง ยำผักหวาน รสชาติยำเผ็ดหวานเปรี้ยวนัวๆ กัดเคี้ยวกรุบกรอบ ให้อารมณ์ของการรับประทานยำผักที่แสนจะมีความสุข แถมเครื่องยำทั้งกุ้งและปลาหมึกก็มาแบบจัดเต็มอร่อยจนต้องโทรบอกญาติพี่น้องให้มารับประทานถึงที่นี่เลยทีเดียว

 

เมนูฝรั่งเศส โดยเชฟมิชลินสตาร์ ณ คาเฟ่ แคลร์ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457560

เมนูฝรั่งเศส โดยเชฟมิชลินสตาร์ ณ คาเฟ่ แคลร์ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ

โดย…คาเอรุ

เก็บตกจากกาล่าดินเนอร์สุดหรู กับ เชฟเฌรารด์ ซัลเล เชฟมิชลินสตาร์ จากประเทศฝรั่งเศส ณ คาเฟ่ แคลร์โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน กับชุดอาหาร 5 คอร์สสุดหรู รังสรรค์อย่างประณีตโดยเชฟเฌรารด์ซัลเล เชฟมิชลินสตาร์ ผู้โด่งดังแห่งกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และร่วมงานปรุงอาหารในงานสำคัญต่างๆ มากมาย

ในค่ำคืนสุดพิเศษ เชฟเฌรารด์ ปรุงอาหารสุดพิถีพิถันในแบบตะวันตก ซึ่งเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านเกิด อบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบบูติก

Soupe Bouillabaisse aux Raviolis

 

เริ่มที่คอร์สออร์เดิร์ฟ (Hors d’Oeuvres) ที่เชฟปรุง Gambas a la Mangue (Prawns with Mango Sauce) กุ้งราดซอสมะม่วง กุ้งเนื้อหวานๆ ตัดกับรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ของซอสมะม่วง พร้อมเนื้อมะม่วงสุกได้อย่างลงตัว เป็นการเริ่มต้นแบบสดชื่นๆ

ตามด้วยจานซุป Soupe Bouillabaisse aux Raviolis (Bouillabaisse Soup with Raviolis) ซุปบุยยาเบส ซุปทะเลเมนูคลาสสิกของฝรั่งเศส ที่ต้องอาศัยรสมือการปรุงที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนาน จานนี้มาพร้อมเนื้อปลาทะเลสุดหรูในน้ำซุปทะเลรสชาติเข้มข้น

Magret de Canard Roti, Sauce Cerise et Aubergines Cuisinees

ต่อด้วยคอร์ส Entree — Magret de Canard Roti, Sauce Cerise et Aubergines Cuisinees (Roasted Duck Breast with Cherry Sauce and Cooked Eggplants) อกเป็ดราดซอสเชอร์รี่-กรอบนอกนุ่มใน เป็นจานที่มีมิติทั้งเทกซ์เจอร์ที่แน่นนุ่มตัดกับหนังกรอบๆ ของเป็ดอบ ที่รสชาติเข้ากันได้ดีกับซอสเชอร์รี่เปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมกับผักย่างที่มีกลิ่นสโมกจางๆ เข้ากันกับกลิ่นสโมกที่เนื้อเป็ดด้วย

ปิดท้ายจานคาวด้วย Boueuf Bouguignon a la Parisienne (Parisian Beef Bourguignon) สตูเนื้อสไตล์บูร์กอญ แต่ปรุงในแบบปารีเซียง เชฟแฮงก์ ซาเวลเบิร์ก แห่งร้านซาเลเบิร์ก เจ้าของมิชลินสตาร์ 1 ดาวจากเนเธอร์แลนด์ ที่ร่วมมื้อดินเนอร์ด้วย บอกว่า จานนี้แสดงความเป็นฝรั่งเศสระดับสูง เป็นจานที่หารับประทานได้ยากในร้านอาหารยุโรปทั่วๆ ไป นอกจากจะอาศัยเวลาในการปรุงแล้ว ยังต้องมีความพิถีพิถันอย่างสูงในการสร้างสรรค์จานนี้ออกมาให้อร่อยลงตัว

Saumon Roti aux Legumes

สำหรับคนไม่รับประทานเนื้อ มีทางเลือกเป็น Saumon Roti aux Legumes (Roasted Salmon with Vegetables) แซลมอนอบเสิร์ฟพร้อมผักเคียง ปิดท้ายจริงๆ กับของหวาน Ananas Caramelise a la Vanille par Gerard Salle (Caramelised Pineapple with Vanilla by Gerard Salle) สับปะรดคาราเมลกับน้ำเชื่อมวานิลลา สไตล์เชฟเฌรารด์ ซัลเล เป็นการปิดท้ายค่ำคืนแบบไม่หวานจัด แถมสุขภาพดีด้วยชิ้นผลไม้อีกด้วย

แถมท้ายจริงๆ ด้วยขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อย Financier ฟินองซิเยร์ พร้อมเสิร์ฟกับชา/กาแฟ เป็นอันครบถ้วนกระบวนค่ำคืนอันแสนประทับใจ

Ananas Caramelise a la Vanille par Gerard Salle

 

สำหรับใครที่ได้พลาดค่ำคืนสุดอลังการ ก็ไม่ถือว่าได้พลาดมากอะไร เพราะค่ำคืนดังกล่าว คือการแนะนำเมนูใหม่บางส่วน ที่เชฟเฌรารด์ ซัลเล ได้มาออกแบบสร้างสรรค์ให้กับคาเฟ่ แคลร์ ซึ่งทุกท่านสามารถมาลองลิ้มชิมรสได้ตลอดเวลา ที่ห้องอาหาร คาเฟ่ แคลร์ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ จะลองตามเมนู 5 คอร์สนี้ หรือเลือกลิ้มลองอะลาคาร์ตเมนูก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

คาเฟ่ แคลร์ ต้อนรับด้วยบรรยากาศของห้องอาหารที่โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ของสวนสวย เขียว โปร่งโล่งสบาย ร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ที่ดึงดูดใจให้ผู้ที่ชอบสรรหาแหล่งที่กิน ต้องแวะมาลิ้มลอง ตกแต่งแนว
คลาสสิกทันสมัย เรียบง่าย ให้บริการอาหารฝรั่งเศส เน้นสะดวก รวดเร็ว

เชฟเฌรารด์ ซัลเล

 

เชฟใหญ่ ณัฐกิจ กัลยาณมิตร ได้สรรหาวัตถุดิบชั้นเยี่ยม นำเสนอแต่ละเมนูด้วยความประณีตพิถีพิถัน โดยผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชายามบ่าย คาเฟ่ แคลร์ น่าเสนอ “อาฟเตอร์นูนที” ที่เลือกสรรชาชั้นดี แบรนด์ ทีดับเบิลยู จี (TWG) เสิร์ฟพร้อมขนมหวานหลากสไตล์ เพิ่มความอร่อยให้มื้ออาหารด้วยไวน์ชั้นเยี่ยมหรือค็อกเทลสูตรต่างๆ

สำรองที่นั่ง โทร. 02-125-9000 หรือ lalita.p@oriental-residence.com

 

ขนมหวักโบราณ ของดังเมืองตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457559

ขนมหวักโบราณ ของดังเมืองตรัง

โดย…เมธี เมืองแก้ว

ตลาดเทศบาลนครตรัง นับเป็นตลาดแห่งหนึ่งที่มีบรรยากาศการซื้อขายสินค้าคึกคักตั้งแต่เช้ามืด เนื่องจากเป็นตลาดเก่าแก่ที่สุดของจังหวัด และมีความใหญ่โตอยู่ในระดับต้นๆ ในภาคใต้ โดยพ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มมาทยอยวางแผงขายของกันนับตั้งแต่ตอนตี 2 และจะมีผู้คนเดินทางมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดวัน

สินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขายที่ตลาดแห่งนี้มีครบถ้วนทุกชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง หรือของกินของใช้ โดยเฉพาะด้านหลังตลาดสดจะขายขนมพื้นบ้านสูตรจีนโบราณนานาชนิด สำหรับซื้อนำไป
รับประทานคู่กับน้ำชา กาแฟ โดยขายในราคาย่อมเยาตั้งแต่ชิ้นละ 3-5 บาท

 

ขณะที่บริเวณหลังตลาดเทศบาลนครตรัง ทางฝั่งทิศเหนือ จะมีขนมพื้นบ้านโบราณคู่เมืองตรังอยู่ชนิดหนึ่งที่นำมาวางขายทุกวัน นั้นก็คือ “ขนมหวัก” ผู้คนที่นี่จะนิยมซื้อไปกินคู่กับกาแฟ หรือนำไปกินเป็นอาหารว่าง

คุณป้าลักขณา เจียรนันท์ วัย 56 ปี เจ้าของขนมอร่อยชนิดนี้ บอกว่า ครอบครัวสามีได้สืบทอดทำขนมหวัก มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษชาวจีนโพ้นทะเลอพยพมาอยู่เมืองตรัง ก่อนจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว กระทั่งเมื่อเข้ามาเป็นลูกสะใภ้ได้เริ่มหัดทำขนมโบราณดังกล่าว ก่อนที่จะยึดเป็นอาชีพมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งปรากฏว่าขนมหวักยังคงเป็นที่นิยมของชาวตรังมาอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนผสมของ “ขนมหวัก” จะประกอบไปด้วย หมูเนื้อแดงบด แป้งถั่วเหลือง ถั่วงอก กุยช่าย พริกไทย และเครื่องปรุงรส ซึ่งขั้นตอนการทำก็ไม่ยาก หลังจากขายขนมเสร็จในแต่ละวัน ก็จะไปเริ่มต้นทำหมูเนื้อแดงบด ก่อนหมักให้เข้ากับเครื่องปรุง เมื่อได้รสชาติที่อร่อยแล้ว ก็นำไปเก็บไว้ในตู้เย็นจนถึงรุ่งเช้า จากนั้นเมื่อถึงเวลาตี 2 จะนำมาจัดเตรียมแป้งถั่วเหลืองแล้วนำไปทอดในน้ำมันขาย

คุณป้าลักขณา บอกต่อว่า จะเริ่มขายขนมตั้งแต่ประมาณตี 4 ของทุกวัน เพียงลูกละ 5 บาท ไปจนถึงเวลาประมาณ 09.30 น. ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าท้องถิ่นที่นิยมกินขนมโบราณ ปัจจุบันขนมหวักหากินยากมากเพราะไม่ค่อยมีคนทำขาย หากอยากรับประทานมีที่ จ.ตรัง แห่งเดียว คือที่ตลาดเทศบาลนครตรัง ตลาด อ.กันตัง และ อ.ห้วยยอด

 

มื้อเด็ดเห็ดสด ซุบเห็ดสไตล์บ้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457552

มื้อเด็ดเห็ดสด ซุบเห็ดสไตล์บ้านนา

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หน้าฝนแบบนี้ซุ้มเห็ดเพาะที่บ้านของสไตลิสต์ประจำ Cookool ออกน้อยลงกว่าเดิมจากความชื้นในโรงเพาะเห็ดมือสมัครเล่นที่โดนหน้าฝนเล่นงานไว้ รอฝนซาอีกสักนิดเมื่ออากาศแห้งขึ้นเห็ดจะทยอยแตกแย่งกันออกจากถุงเพาะ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เราหยุดยั้งสูตรเด็ดจากเห็ดสดในตอนนี้ของเรา

สำหรับสูตรในฉบับนี้ได้ไอเดียมาจาก “ซุบเห็ด” แบบอีสานในวันที่ฝนพรำแบบนี้ ติดเตาที่ถ่านชื้นๆ ค่อยๆ รมควันหอม กระเทียม พริก ให้ระอุจนแตกเป๊าะๆ ส่วนผสมไม่ได้มากมายอะไร มีอยู่ในบ้านแล้วทั้งนั้น เพียงแค่หาเห็ดที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดนางฟ้าภูฏานแบบที่ผู้เขียนได้รับเห็ดสดๆ มาจากบ้านของน้อง หรือจะเป็นเห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง หรือจะเป็นเห็ดฟางก็อร่อย

ความอร่อยจะมากขึ้นอีกโขหากได้ใช้เตาถ่านแบบต้นตำรับพื้นบ้าน แต่ถ้าอยู่ตามบ้านแนวราบหรือคอนโดมิเนียมแนวสูงก็มิได้เป็นปัญหา เพราะสามารถคั่วพริก หอม และกระเทียมให้พอจามจนหายคัดจมูกในกระทะที่มีอยู่แล้วในครัวได้ไม่ยาก ขออย่างเดียวต้องมี “ครก” ติดครัวไว้โขลกส่วนผสมทุกอย่างให้แหลก อยากเผ็ดมากก็เพิ่มพริกให้สะใจแล้วโขลกให้ละเอียด แต่ถ้าลิ้นไม่รับรสเผ็ดแนะนำให้โขลกทุกอย่างให้ละเอียดจึงบุบพริกให้พอแตกจะได้ไม่เผ็ดจนเกินไป

 

ซุบเห็ดสูตรนี้ปรุงรสด้วยส่วนผสมมาตรฐานอย่างน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว ยังสามารถปรับเป็นอาหารคลีน หรือแม้แต่เป็นอาหารมังสวิรัติได้ไม่ยาก เพียงตัดน้ำปลาออกแล้วใช้เป็นซีอิ๊วหรือเกลือป่นแทน โดยอาศัยสัดส่วนปรุงไปปรับไปตามรสชาติที่ชอบ

หรือถ้าเป็นสูตรที่บ้านของผู้เขียนเอง ซึ่งชอบเนื้อๆ หนังๆ ต้องปิ้งปลาทูตัวเล็กๆ แล้วแกะเนื้อลงไปโขลกกับพริก หอม กระเทียม โขลกแบบขยันๆ จะได้เนื้อปลาทูที่ฟู หรือจะปรับเป็นปลาทูน่ากระป๋องเพื่อให้ง่ายขึ้น

ซุบเห็ดแบบนี้ต้องเสิร์ฟกับผักต้มและผักลวกนานาชนิดๆ หรือจะทำให้กลายเป็นอาหารจานเดียวประเภทสลัดได้ แค่ปรับเปลี่ยนผักจากผักพื้นบ้านให้เป็นผักสลัดรับประทานคู่กันเป็นมื้อเบาแคลอรีน้อยได้เลย

ซุบเห็ดสไตล์บ้านนา

ส่วนผสม

เห็ดชนิดที่ชอบ 1 ขีด

หอมแดงปอกเปลือก 6 หัว

กระเทียมไทยปอกเปลือก 10 กลีบ

พริกกะเหรี่ยง 3-5 เม็ด

น้ำมันพืช 1 ช้อนชา

น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ส่วน 2 ช้อนชา

ผักชีซอย 1 ต้น

ต้นหอมซอย 1 ต้น

ถ้าชอบเนื้อสัตว์แนะนำให้แกะเนื้อปลาทูย่างลงไปด้วย 1 ตัว

วิธีทำ

คั่วหรือย่างหอมแดง กระเทียมไทยและพริกกะเหรี่ยงจนสุกนุ่มเกรียมได้บ้างเล็กน้อยเพื่อให้หอมหวนมากขึ้นในกระทะหรือเตาย่างใบเดิมย่างหรือคั่วเห็ดกับน้ำมันเล็กน้อยจนเห็ดพอสลด สับเห็ดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโขลกส่วนผสมพริกหอม กระเทียมให้แหลกพร้อมกับเห็ดปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลและน้ำมะนาว โรยต้นหอมผักชีที่ซอยไว้

 

ปรัชญาสีเขียว กับความเป็นมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464503

ปรัชญาสีเขียว กับความเป็นมนุษย์

โดย…จตุรภัทร หาญจริง ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สีเขียว มีความหมาย และมีพลังต่อชีวิตเราทุกคนมากน้อยแค่ไหน?

คำถามนี้อาจเป็นคำถามง่ายๆ พื้นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสี หรือเกี่ยวข้องกับการใช้สี ต้องขี้เกียจตอบเป็นแน่ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องสี อย่างน้อยๆ ก็พอรู้ว่าสีเขียวมันดีต่อร่างกายและจิตใจเรามากมายทีเดียว หากจะชี้ชัดลงไปมากกว่านั้น ผู้ผลิตสียี่ห้อหนึ่งได้นิยามความหมายของสีเขียว และพูดถึงพลังของสีเขียวไว้ในเว็บไซต์ของตนเองไว้ว่า สีเขียว หมายถึง การเริ่มต้น ความสดชื่น ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นอมตะ การเจริญงอกงาม การเติบโต การรักษาเยียวยา ความเห็นอกเห็นใจ ความสมดุลทางกายและใจ รวมทั้งความสัมพันธ์
ที่ดี

ในส่วนของพลังของสีเขียว ผู้ผลิตสียี่ห้อนี้ก็ได้พูดไว้ในเว็บไซต์เดียวกันว่า สีเขียวช่วยกระตุ้นให้เรารู้สึกสดชื่น ลดความเหน็ดเหนื่อย คลายความตึงเครียด ความตื่นตระหนก และความวิตกกังวลลงไป อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์สากลของคำว่า “ผ่าน” หรือ “ไปได้” ด้วยนั่นเอง สีเขียวยังสามารถช่วยเราผ่อนคลายสายตาและระบบประสาท ช่วยในเรื่องของการมองเห็นและมีสมาธิ นอกจากนั้นยังมีพลังช่วยให้จิตใจภายในสงบ ช่วยพัฒนาอารมณ์และพฤติกรรม หากจำเพาะลงไปอีกนิด สีเขียวอ่อนนั้นจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นได้นั่นเอง

ว่าแต่เราจะน้อมนำให้ความหมายและพลังของสีเขียวมาช่วยทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นและเป็นสุขได้อย่างไร มันมีวิธีการน้อมนำมาสู่ชีวิตเราได้ตั้งมากมาย ตั้งแต่การเลือกใช้ของใช้ส่วนตัวที่เป็นสีเขียว ทาสีห้องหรือสีบ้านเป็นสีเขียว ขับรถสีเขียว ตั้งชื่อตัวเองว่าเขียว ใส่เสื้อผ้าสีเขียว ฯลฯ แต่หากจะพูดถึงสีเขียว ที่เป็นสีที่มาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ ยอดหญ้า หรือท้องทุ่งนา ว่ากันว่าเมื่อสิ่งเหล่านี้รวมตัวกันจนกลายเป็นพื้นที่สีเขียว ที่ไม่ว่าจะเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ หรือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มันคือแหล่งพลังงานชั้นดีที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตเราทบเท่าทวีคูณ โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวในเขตชุมชนเมือง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ผมไปอ่านเจอบทความหนึ่งจากเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งพูดถึงประโยชน์ของพื้นที่สีเขียวในเขตชุมชนเมืองได้อย่างน่าสนใจ ว่ามันช่วยลดความแข็งกระด้างของสิ่งปลูกสร้าง ลดความตึงเครียดทางจิตใจ ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศ ช่วยดูดสารมลพิษต่างๆ ช่วยดูดฝุ่นละอองในอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของเมือง ช่วยลดการสะท้อนของแสงไฟจากรถราที่วิ่งสวนกันไปมาในยามค่ำคืน และอีกมากมายคุณประโยชน์

ถ้าถามความชอบส่วนบุคคล สำหรับผม ผมชอบสีเขียวที่มาจากท้องทุ่งนา อาจเป็นเพราะบ้านที่ต่างจังหวัดของผมอยู่ติดกับทุ่งนา แถมบ้านที่อยู่ในปัจจุบันก็อยู่ติดกับท้องทุ่งนาด้วยเช่นเดียวกัน เวลาที่ฤดูทำนามาถึง การเติบโตของต้นข้าวในนา ที่มาพร้อมกับฤดูฝน มันทำให้เวลาเรามองออกไปนอกหน้าต่าง สีเขียวชอุ่มของท้องทุ่งนา มันเพิ่มพลังกายพลังใจให้กับเราได้อย่างมากมายเหลือเกิน ยิ่งมีต้นไม้อยู่รอบๆ แถมมองไปไกลๆ ก็เห็นภูเขาสีเขียวนอนเรียงรายสวยงาม ตัดกับท้องฟ้าสีคราม มันยิ่งตอกย้ำให้เรารู้สึกว่า ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปรัชญาของสีเขียวที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากใบไม้ ยอดหญ้า หรือท้องทุ่งนานั้น มันย่อมมีวันแห้งโรย เหี่ยวเฉา สีหม่น ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เสพเอาความหมายและพลังจากมันมาน้อมนำไว้กับตัว ยามเมื่อมันเปลี่ยนสี เหี่ยวเฉา หรือโรยรา เราจะดำรงชีวิตของเราให้มีคุณค่า มีความหมาย มีพลัง มีสภาวะจิตใจที่มั่นคง แข็งแรง สดชื่น สดใส ได้อย่างไรให้ยาวนานที่สุด

ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกนี้ อะไรจะเป็นของสำคัญหรือไม่สำคัญ อยู่ที่การสมมติของมนุษย์” หากพิจารณาคำกล่าวนี้ให้ดี เราจะค้นพบว่า ความหมายและพลังจากสีเขียว ที่เราได้รับจากธรรมชาติและน้อมนำมันมาไว้ในชีวิต จนทำให้มันมีความสำคัญต่อชีวิตเรานั้น แท้ที่จริงแล้ว มันคือสิ่งสมมติ ไม่ว่าจะเป็นการสมมติว่าสีเขียวหมายถึง การเริ่มต้น ความสดชื่น ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นอมตะ การเจริญงอกงาม การเติบโต การรักษาเยียวยา ความเห็นอกเห็นใจ ความสมดุลทางกายและใจ ความสัมพันธ์ที่ดี หรืออีกมากมายสารพัดประโยชน์ ที่เราต่างก็สมมติว่ามันมีพลังต่อชีวิตเรามากมายเหลือเกิน

เมื่อเราได้เรียนรู้ว่า ความหมายและพลังของสีเขียวคือสิ่งสมมติ อีกทั้งการดำรงอยู่ของมันก็ไม่อาจคงอยู่อย่างนั้นได้ตลอดกาล เพราะไม่ช้าไม่นาน มันก็จะเปลี่ยนสี เหี่ยวเฉา หรือโรยรา เราก็จะไม่เป็นทุกข์ เราจะดำรงตนอยู่ได้ สีเขียวของใบไม้ ยอดหญ้า หรือท้องทุ่งนานั้น เปลี่ยนสี ก็คือเปลี่ยนสี เหี่ยวเฉา ก็คือเหี่ยวเฉา โรยรา ก็คือโรยรา มันคือ อิทัปปัจจยตา (อิ-ทับ-ปัด-จะ-ยะ-ตา) ที่ท่านพุทธทาสสรุปเป็นภาษาไทยไว้ว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นเอง”

ขอทิ้งท้ายไว้สักนิดว่า ถึงท้องทุ่งนาจะเปลี่ยนสี อย่างน้อยๆ การเปลี่ยนสีนั้นก็เป็นสีที่นำมาสู่การเติบโตของชีวิต เป็นสีทองที่เรามักเรียกขานกันว่า ทุ่งรวงทอง (ซึ่งมันก็เป็นสิ่งสมมติ และเป็นเช่นนั้นเองอยู่ดี) อย่างไรก็ตาม หากท้องทุ่งนาที่มอบสีเขียวให้มีความหมายและมีพลังกับเรา แถมยังเปลี่ยนเป็นสีทองที่นำพาเราไปสู่การเติบโตและดำรงชีวิตให้คงอยู่ได้ในแต่ละวัน ไฉนเลยผลผลิตของมันกลับกลายเป็นสินค้าราคาถูก?

หากนี่เป็นคำถามที่ต้องมีคำตอบ มันก็ควรเป็นคำตอบที่ได้มอบความหมาย มอบพลัง และมอบการเติบโตที่ดีงามแก่เราทุกคนด้วย โดยเฉพาะกระดูกสันหลังของชาติ ที่เราเรียกขานกันแบบบ้านๆ ว่า “ชาวนา”

 

บัลลังก์สมาร์ทโฟนสั่นคลอน ซัมซุง-แอปเปิ้ลสะดุดขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453664

บัลลังก์สมาร์ทโฟนสั่นคลอน ซัมซุง-แอปเปิ้ลสะดุดขา

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ระหว่างที่สมาร์ทโฟนใหม่ของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตจากเกาหลีใต้กำลังย่ำแย่ แม้จะมีความคาดหวังจะกดดันคู่แข่งอย่างแอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตจากสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ด้านแอปเปิ้ลเองที่เพิ่งเปิดตัวไอโฟน 7 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของแอปเปิ้ล ก็ไม่สามารถเปิดตัวได้อลังการตามที่ตลาดคาดหวังจะได้เห็น

ในขณะที่สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ทั้งสองเจ้ากำลังย่ำแย่นี้เอง กลายเป็นโอกาสใหญ่ของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเจ้าอื่น เช่น แอลจี ผู้ผลิตอีกเจ้าจากเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ วี 20 ในการเอาชนะเจ้าตลาดระดับโลก ท่ามกลางผู้ผลิตจากจีนที่เริ่มผงาดขึ้นมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากทั้งแอปเปิ้ลและซัมซุง

เจ้าตลาดสะดุดขาตัวเอง

นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2011 เป็นต้นมา ซัมซุงและแอปเปิ้ลก็ครองอันดับ 1 และอันดับ 2 พื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมาโดยตลอด จากข้อมูลที่รวบรวมโดยสเตติสตาชาร์ต เว็บไซต์อินโฟกราฟฟิก ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2016 ที่ผ่านมา ซัมซุงเคยครองส่วนแบ่งการตลาด 22.4% และเคยครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30% มาแล้วก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของซัมซุงกลับประสบปัญหา โดยผู้ผลิตยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ต้องประกาศระงับการขายสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ โน้ต 7 ที่เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา  เนื่องจากพบปัญหาแบตเตอรี่ระเบิดและติดไฟในระหว่างการชาร์จ โดยนิตยสารไทม์รายงานว่า หนึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นในรถยนต์ของผู้ใช้รายหนึ่งในรัฐฟลอริดาจนทำให้รถยนต์ติดไฟตามไปด้วย

ซัมซุงต้องเรียกคืนโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวเป็นจำนวน 2.5 ล้านเครื่องใน 10 ประเทศ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ต้นทุนในการกู้คืนโทรศัพท์ดังกล่าวจะสูงอยู่ที่ราว 1,420-1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9-6.1 หมื่นล้านบาท) ขณะที่หลายชาติ เช่น สหรัฐและออสเตรเลีย ได้ออกเตือนไม่ให้ใช้หรือชาร์จโทรศัพท์มือถือรุ่นดังกล่าวระหว่างเดินทางผ่านเครื่องบิน

 

ไอโฟน 7 ยากเจาะตลาดจีน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับซัมซุง ทำให้นักวิเคราะห์และผู้จับตาตลาดต่างมองว่า แอปเปิ้ลจะสามารถฉวยโอกาสชิงส่วนแบ่งการตลาดคืนมาได้จากคู่แข่งอันดับ 1 อย่างซัมซุง โดยจากข้อมูลของสเตติสตา ส่วนแบ่งการตลาดของแอปเปิ้ลในไตรมาส 2 อยู่ที่ 11.8% คิดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากซัมซุง และเคยครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 20% มาแล้วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2012

ที่ผ่านมา แอปเปิ้ลพยายามจับตลาดระดับบนด้วยราคาสมาร์ทโฟนที่สูงกว่า 400 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นบาท) ขึ้นไปจนถึงมากกว่า 600 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นบาท) อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟน เอสอี ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนขนาดเล็กที่ราคาถูกกว่ารุ่นอื่นๆ เพื่อจับผู้ใช้ในตลาดเกิดใหม่ หลังไตรมาสแรกที่ผ่านมา แอปเปิ้ลเผชิญกับรายรับหดเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่า แอปเปิ้ลกำลังต่อรองราคาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ให้ลดราคาชิ้นส่วนไอโฟนสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นต่อไป โดย อาร์เทอร์ เหลียว นักวิเคราะห์จากฟูบอน ไฟแนนเชียล ระบุว่า ความต้องการสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัว ทำให้แอปเปิ้ลต้องลดรายจ่าย และคาดว่าผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตไอโฟน 7 ทั้งหมดจะได้รับแรงกดดันด้านราคา ยกเว้นผู้ผลิตเลนส์กล้องถ่ายรูป

นอกจากนี้ การเปิดตัวไอโฟน 7 เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีกล้องที่ดีขึ้น การทำงานของระบบที่รวดเร็วขึ้น แบตเตอรี่ที่อยู่ได้ยาวนานขึ้น รวมถึงดีไซน์ให้สามารถกันน้ำได้ พร้อมทั้งถอดรูเสียบหูฟังออกไป ได้รับเสียงตอบรับไม่ดีนัก โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า สมาร์ทโฟนดังกล่าวยากจะเจาะตลาดจีนได้

“สีใหม่และป้องกันน้ำไม่ใช่ฟังก์ชั่นที่ใหญ่ขนาดนั้น พวกเราลดความคาดหวังสำหรับไอโฟน เพราะแอปเปิ้ลไม่สมารถให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้บริโภค โดยแอปเปิ้ลไม่สามารถเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ในสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนโลกได้” จินตี้ นักวิเคราะห์จากไอดีซี บริษัทวิจัยตลาด กล่าว

ยอดขายของแอปเปิ้ลในจีน รวมฮ่องกงและไต้หวัน ปรับลง 33% ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา และมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนร่วงมาอยู่ที่อันดับ 5 โดยไอโฟน 6 เอส หน่วยความจำ 16 กิกะไบต์ ราคาเริ่มต้น 5,288 หยวน (ราว 2.6 หมื่นบาท) นั้นเรียกได้ว่าแพงเมื่อเทียบกับหัวเว่ย พี 9 ที่ราคา 3,688 หยวน (ราว 1.8 หมื่นบาท) ด้วยหน่วยความจำ 64 กิกะไบต์ พร้อมฟังก์ชั่นปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ รวมถึงกล้อง 2 เลนส์ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นใหม่ในไอโฟน 7

แอลจียังยากจะตามทัน

ในวันเดียวกับที่แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟน 7 ด้าน แอลจี อีเลกทรอนิคส์ผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ เปิดตัว วี 20 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ พร้อมด้วยระบบปฏิบัติการนูแก็ต ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่นล่าสุด 7.0 โดยหวังว่าจะฟื้นฟูธุรกิจสมาร์ทโฟนที่เสียส่วนแบ่งตลาดไปมาก หลังยอดขายรุ่นก่อนหน้าที่ออกเมื่อต้นปีต่ำกว่าคาด เนื่องจากแข่งขันสู้ซัมซุงและแอปเปิ้ลไม่ได้

สมาร์ทโฟนดังกล่าวมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้พร้อมกับการ์ดความจำไมโครเอสดี ซึ่งทำให้ วี 20 ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อสมาร์ทโฟนที่ต้องการแบตเตอรี่เปลี่ยนได้ อย่างไรก็ตาม อาวี กรีนการ์ท นักวิจัยจากเคอร์เรนท์ อนาไลซิส เปิดเผยว่า แอลจีไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่และชื่อแบรนด์พร้อมกันด้วย

“ผมไม่คิดว่า วี 20 จะเปรี้ยงไปทั่วโลก” กรีนการ์ท กล่าว

 

อร่อยเพื่อสุขภาพ ครัวไฮโดร ซิกเนเจอร์ นครนายก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 16:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/454965

อร่อยเพื่อสุขภาพ ครัวไฮโดร ซิกเนเจอร์ นครนายก

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

วันนี้มาเยือนเมืองนครนายกเลยมีโอกาสแวะไปลิ้มลองความอร่อยที่ครัวไฮโดร ฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ ร้านแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นบน และลอยอยู่กลางน้ำ เพื่อให้ลูกค้าได้นั่งรับประทานอาหารกลางบึงน้ำท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม

ครัวไฮโดร บริหารงานโดย ยุทธศักดิ์ นามสุจริต เจ้าของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ที่ปลูกผักในน้ำแบบไฮโดร แล้วนำผักปลอดสารพิษเหล่านี้มาปรุงอาหารอร่อยให้กับลูกค้าได้รับประทานผักสดๆ ซึ่งมีหลากหลายชนิด เช่น ผักบุ้ง คะน้าฮ่องเต้ กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก ผักสลัด ผักโขม ผักกาดขาว ฯลฯ

 

มาร้านนี้แล้วต้องลองชิม คือ เมี่ยงหมูหย็องสูตรเจ้าตำรับ ทำเหมือนเมี่ยงคำ ใส่เครื่องเทศหลายชนิด มีทั้งหมูหย็อง ขิง หอมแดง และมะนาวที่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า แล้วปรุงรสเพิ่ม ใส่น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ คลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมแล้วถูกปาก เพราะเคี้ยวหมูหย็องได้รสชาติเครื่องทุกอย่างเข้ากันดี กินแกล้มกับใบคะน้าอ่อน เคี้ยวกรุบกรอบเพลินปาก

ตามด้วยเมนู ทอดมันปลากราย ทอดมันรสชาติไม่เหมือนใคร เพราะนำเนื้อปลาที่รับมาจากร้านเจ้าประจำ เป็นเนื้อปลากราย นำมาปรุงรสแล้วนวด จนได้เนื้อที่เหนียวนุ่มได้ที่ แล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ จะได้เป็นทอดมัน พองฟู ไม่อมน้ำมัน จิ้มน้ำจิ้ม 3 รส มันช่างอร่อยล้ำเกินบรรยายซะจริงๆ

 

ผัดฉ่าลูกชิ้นปลากรายร้านนี้เนื้อหนึบหนับ เนื้อปลาเน้นๆ เพราะที่ร้านทำลูกชิ้นปลากรายเองอร่อยไม่ผิดหวังเลยสำหรับเมนูนี้ ส่วนปลาหมึกยัดไส้ทอดกระเทียม อีกเมนูที่ต้องสั่งรับประทานเพราะอร่อยถูกปากไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ นำปลาหมึกสดมายัดไส้หมูสับปรุงรสแล้วเอาไปทอดจนสุกเหลืองหอม โรยด้วยกระเทียมทอดที่เหลืองกรอบ จะกินเล่นๆ หรือกินกับข้าวก็อร่อยทั้งคู่

ผู้ชื่นชอบรับประทานแกงส้มไหลบัวกุ้งสดทางร้านก็มีให้บริการ ซึ่งก็เป็นเมนูสุดฮิตอีกอย่างที่ลูกค้าต้องสั่งมาลิ้มลองแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน เนื่องจากทางร้านได้นำน้ำพริกแกงส้มต้มเคี่ยวกับน้ำซุปจนเดือดพล่าน ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำตาลปึกเล็กน้อย ใส่ไหลบัวที่หั่นเป็นท่อนๆ พอดีคำ และกุ้งสดเสิร์ฟใส่ชามน้ำแกงรสจัดจ้าน และกุ้งสดเนื้อหวาน ตักราดกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยจนลืมอิ่ม

 

เช่นเดียวกับ ผัดฉ่าปลาคังผัด เมนูเด็ดที่ให้คุณค่าทางอาหารมาก รวมทั้งเมนูปลาอินทรีทอดน้ำปลาใช้ปลาอินทรีสดๆ ทอดจนสุก ราดด้วยน้ำปลาปรุงรสหอมอร่อยกลมกล่อม รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวต้ม ครบรสทั้ง เปรี้ยว หวาน เผ็ด เค็ม บอกเลยว่าเมนูนี้จี๊ดโดนใจแน่นอน

หากยังไม่สะใจทางครัวไฮโดรยังมีอาหารมากกว่า 100 เมนูที่พร้อมเสิร์ฟตามลูกค้าต้องการ สำหรับครัวไฮโดรตั้งอยู่ที่ ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-23.00 น. สอบถามเส้นทางได้ที่ โทร. 08-1846-1641, 08-1864-2995

 

อีทไทย คาเฟ่ อร่อยง่ายๆ เช้า สาย บ่าย เย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 16:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/454961

อีทไทย คาเฟ่ อร่อยง่ายๆ เช้า สาย บ่าย เย็น

โดย…คาเอรุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็น ทุกคนสามารถมาอิ่มอร่อยกับเมนูโปรดอันแสนคุ้นเคยได้ ณ อีทไทย คาเฟ่ (Eatthai Cafe) ร้านอาหารที่ให้อารมณ์ย้อนยุคหากร่วมสมัย อันเป็นส่วนหนึ่งในการปรับโฉมใหม่ของอีทไทย (Eathai) ศูนย์รวมอาหารไทยในชั้น LG ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

เมนูของ อีทไทย คาเฟ่ สร้างสรรค์และปรุงโดยเชฟอาหารไทยผู้มีประสบการณ์จากโรงแรม 5 ดาวมากว่า 30 ปี โดยเน้นเมนูไทยดั้งเดิม โดยเฉพาะเมนูสไตล์ชาววัง ด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรอย่างดี เริ่มกันตั้งแต่เมนูอาหารเช้า ไข่กระทะ ที่มีไข่ 2 ฟอง อบเกือบสุก แต่งหน้าด้วยหมูสับ หมูยอ กุนเชียงตามสูตร เสิร์ฟมาในกระทะใบเล็ก พร้อมขนมปังกรอบนอกนุ่มใน แนมกับเนยและแยมผลไม้ ใครติดใจความอร่อยของขนมปังที่ทางร้านทำเองใหม่ทุกวัน อาจจะสั่งขนมปังสังขยามากินด้วยก็เข้าที

 

สำหรับคนที่ต้องการเน้นความหนักท้อง สั่งกับข้าวมารับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวไรซ์เบอร์ร่ีจะดีกว่า อย่าพลาด เมนูมัสมั่นเนื้อร่องซี่โครง เนื้อนุ่มแทบละลายในปาก นวลเนียนด้วยน้ำแกงสุดเข้มข้น ตัดรสด้วยปลาวงทอดที่เสิร์ฟมาด้วยกัน

แกงเขียวหวานกระดูกหมูอ่อน เมนูดูง่ายๆ แต่อร่อยล้ำ ติดใจตรง (พริกขี้หนูสวน) ลูกโดด ต้องตามตำรับแกงเขียวหวานชาววัง จานนี้เสิร์ฟมาพร้อมปลาวงทอดอีกเช่นกัน ให้เคี้ยวเบรกรสน้ำแกงกันเพลินๆ

 

สาวๆ สายยำ ลองรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ของยำไข่เป็ดไล่ทุ่ง ที่ต่างจากยำไข่ดาวทั่วไปซึ่งมักจะทอดไข่ดาวสุกๆ แต่อาศัยเทคนิคไข่ดาวน้ำ ที่เมื่อหั่นแล้วได้เป็นไข่ลาวา รสชาติมันๆ เค็มๆ ผสานกับความเปรี้ยวหวานของน้ำยำอย่างลงตัว

ขาสแน็กต้องลอง ปีกไก่ยัดไส้ ที่เลาะกระดูกออกหมดแล้ว นำเนื้อกุ้งปรุงรสตีจนเป็นเนื้อเดียวยัดเข้าไปในปีกไก่ แล้วนำไปทอด อารมณ์เหมือนกินทอดมันกุ้งกับปีกไก่ทอดในคำเดียวกัน หยิบเพลินๆ แป๊บเดียวหมด

 

ด้านเมนูของหวานเน้นเสิร์ฟขนมไทยโบราณ มีทั้งข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง ฯลฯ ให้เลือกรับประทาน

ขณะที่เมนูเครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลาย ถ้าจะดื่มให้เข้ากับบรรยากาศการตกแต่งร้าน ก็ต้องลองเมนูกาแฟโบราณที่ชงกันสดๆ แบบใช้ถุงชง อย่างเมนูโกยกล้อ คือกาแฟโบราณกับนมข้นหวาน เสิร์ฟพร้อมน้ำชาร้อนๆ ไว้ล้างปาก

 

อุทัยทิพย์โซดาส้ม เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์สุดครีเอทีฟ ที่พลิกแพลงเมนูเครื่องดื่มโบราณ อย่างน้ำเหยาะด้วยหยดอุทัยทิพย์ ทว่าเปลี่ยนน้ำเปล่าเป็นโซดา ที่ทั้งซ่าและสดชื่น เติมรสชาติอีกนิด ด้วยไซรัปรสส้ม นอกจากนี้ยังมีทั้งเครื่องดื่มม็อกเทลและค็อกเทลอีกมาก จากมิกโซโลจิสต์ที่พร้อมชงสดๆ เสิร์ฟให้ทุกท่าน

การตกแต่งร้านอีทไทย คาเฟ่ ได้แรงบันดาลใจจากร้านกาแฟโบราณ จุดเด่นที่สุด คือ กาน้ำชาใบใหญ่สีทองที่ตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์ บริเวณเคาน์เตอร์ยังคงสไตล์ความเป็นไทยแต่ก็แฝงความทันสมัย ตกแต่งด้วยแก้ว กระป๋องนม และปิ่นโตย้อนยุค โคมไฟโบราณสีทองเหลืองเป็นอีกหนึ่งเซ็นเตอร์พีซที่ดึงดูดสายตา เฟอร์นิเจอร์เน้นใช้ไม้และสีเขียวเข้ม อารมณ์ประตูโบราณๆ เช่นเดียวกับป้ายชื่อร้านที่ออกแบบอย่างเก๋ๆ ด้วยประตูเหล็กแบบบ้านห้องแถวสมัยก่อน

 

ทุกเมนู ไม่ว่าจะอาหารเช้า อาหารจานเดียว หรืออาหารกินเล่น สามารถสั่งรับประทานกันได้ตลอดวันที่ อีทไทย คาเฟ่ ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี (ลงบันไดเลื่อนด้านร้านราล์ฟ ลอเรน แล้วเดินวกมาบริเวณใต้บันได) เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร.02-119-7777

 

รู้จัก ‘แกงกะหรี่ผัก’ เมนูหลักประจำแคมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 16:02 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/454955

รู้จัก 'แกงกะหรี่ผัก' เมนูหลักประจำแคมป์

โดย…กองทรัพย์ ชาตินาเสียว

วิวัฒนาการของอาหารญี่ปุ่นถูกพัฒนามานานหลายศตวรรษ การเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเมืองในประเทศทำให้หน้าตาและรสชาติของอาหารค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว คนทั่วโลกรู้จักอาหารญี่ปุ่นจากการคัดสรรคุณภาพของวัตถุดิบและการจัดวางในรูปแบบที่เรียบง่าย และดึงดูดด้วยสีสันของวัตถุดิบที่หมุนเวียนตามตามฤดูกาล อาหารที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็เห็นจะไม่พ้นซูชิ ซาชิมิ หรือราเมน แต่อาหารที่เป็นเมนูประจำแต่ละบ้านที่คนญี่ปุ่นกินในชีวิตประจำวันจริงๆ อย่าง “แกงกะหรี่” ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร

หากพูดถึงแกงกะหรี่ญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่จะนึกถึงร้านที่มนุษย์เงินเดือนชาวญี่ปุ่นเดินเข้าไปกินระหว่างพักกลางวัน เพราะเป็นอาหารที่กินง่าย แต่ทว่าวิธีการทำให้อร่อยจนเป็นที่เอ่ยถึงในวงกว้างนั้นทำได้ยาก เพราะโดยปกติแล้วแกงกะหรี่ที่ญี่ปุ่นเป็นเมนูอาหารที่คุณแม่ญี่ปุ่นทุกบ้านจะทำให้ลูกรับประทาน ซอสของแกงกะหรี่แต่ละบ้านจึงไม่เหมือนกัน เพราะคุณแม่จะใส่วัตถุดิบพิเศษ เป็นความลับของแต่ละบ้านที่ลูกๆ ของพวกเธอชอบเข้าไป บางคนใส่กาแฟ ใส่ช็อกโกแลต เข้าไปในตัวซอส นี่จึงเป็นความตื่นเต้นที่เด็กๆ ญี่ปุ่นจะได้รับเมื่อพวกเขากลับบ้านและได้กินอาหารที่ชอบ

แต่ความสนุกแกงกะหรี่ไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะที่บ้าน เพราะความลับของเมนูนี้จะถูกเปิดเผยที่“แคมป์” ทาคาชิ ซาโต้ ผู้ก่อตั้งร้านแคมป์ (Camp)ร้านแกงกะหรี่พรีเมียมจาก “โตเกียว” ที่โด่งดังขนาดคนญี่ปุ่นต้องต่อแถวเพื่อให้ได้เข้าไปกิน ย้อนถึงบรรยากาศการแคมปิ้งของชาวญี่ปุ่นว่า ประเทศญี่ปุ่นจะมี 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

ฤดูร้อนที่แสนร้อนและฤดูหนาวที่ขาวโพลนด้วยหิมะเป็นอุปสรรคต่อการตั้งแคมป์ของเด็กๆ ดังนั้น สองฤดูที่อากาศเย็นสบายเหมาะกับการล้อมวงกินแกงกะหรี่ร้อนๆ มากที่สุดก็คือ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง สำหรับเด็กๆ สำหรับเด็กญี่ปุ่นแล้ว การได้เริ่มออกไปนอนนอกบ้านเริ่มตอน ป.5 โรงเรียนแต่ละแห่งจะพาไปซัมเมอร์แคมป์ดังนั้นแกงกะหรี่จะกลายเป็นอาหารประจำแคมป์ของเด็กๆ เพราะฉะนั้นหากพูดถึงแคมป์ อาหารที่คนจะนึกถึงก็คือแกงกะหรี่

“ไม่ไกลจากตัวเมืองโตเกียวนัก ถัดออกไปมีป่า ครอบครัวต่างๆ มักจะใช้วันหยุดออกไปแคมป์เชิงเขา พวกเขาจะขนอุปกรณ์ทำอาหาร สำหรับปาร์ตี้เอาต์ดอร์ไปด้วย แต่ที่ทำให้พวกเราสนุกมากก็คือ การได้ออกไปหาวัตถุดิบเอง สำหรับแกงกะหรี่ เราก็ไปหาชาวสวนที่ปลูกผักแถวนั้น ดังนั้น วัตถุดิบของแกงกะหรี่จึงเป็นของสด เป็นผักที่หวานกรอบ บรรยากาศรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ได้กินอาหารที่เราเลือกทุกอย่างเอง เป็นบรรยากาศที่สนุก ผมจึงเลือกบรรยากาศเหล่านี้มาไว้ในแกงกะหรี่ของผม” ซาโต้ ย้อนบรรยากาศ

 

เมื่อถามถึงสิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่ของแคมป์กลายเป็นที่กล่าวถึง หากได้ลองพิสูจน์จะรู้ว่านอกจากเคล็ดลับของซอสที่ใส่มิโสะลงไปในซอส แต่แคมป์ทำให้ภาพลักษณ์ของแกงกะหรี่เปลี่ยนไป เน้นเรื่องความเฮลท์ตี้ ทำให้สาวๆ หลงใหลแกงกะหรี่อีกครั้ง เพราะ 70% ที่เดินเข้าร้านแคมป์เป็นสาวๆ ญี่ปุ่น “สิบปีก่อนหน้านี้ ยังไม่มีเมนูผักอยู่ในร้าน แต่ไม่มีผักมิกซ์กันหลายอย่างแบบนี้ แต่มีลูกค้าคนหนึ่งที่ดูเหนื่อยมากไม่สดใส ผมเห็นว่าคาเนโกะต้องการความสดชื่น เลยทำเมนูพิเศษ โดยเอาผักที่มีอยู่ในร้านมาทำเป็นแกงกะหรี่ให้เขาสดชื่นขึ้น และคาเนโกะแนะนำให้เป็นเมนูอาหารประจำร้านและกลายเป็นเมนูยอดฮิตต่อมา

ถ้าสังเกตคนที่กินแกงกะหรี่ญี่ปุ่นทั่วไปที่เราเห็นและรู้จัก จะมีแค่ข้าวและแกงกะหรี่ คนญี่ปุ่นที่กินก็ไม่รู้ กินไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าซอสทำมาจากอะไรบ้าง ซอสส่วนใหญ่ทำมาจากโรงงาน อุ่นและราด ซึ่งน้ำมันและผงชูรสเยอะ กินแล้วไม่ดีต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นร้านแกงกะหรี่ที่ญี่ปุ่น 80% เป็นผู้ชายที่เข้าไปกิน แต่ที่นี่ทำสดใหม่ทุกจาน เพราะเรารู้ว่าผู้หญิงใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ใส่ใจสุขภาพมากกว่า จึงทำแกงกะหรี่ผักออกมา ทำสดๆ เอกลักษณ์ของแคมป์คือแกงกะหรี่ผักที่เฮลทตี้ และพรีเมียม ทำให้บรรยากาศของวัยเด็กที่ได้กินแกงกะหรี่ผักของแต่ละคนกลับมาอีกครั้ง”

วัฒนธรรมการกินของคนไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศการกินอาหารของคนญี่ปุ่นสนุกขึ้นเช่นกัน ซาโต้ บอกว่า เขามีเมนูที่เข้ากับการกินแบบแชร์จานของคนไทย สร้างสรรค์ แกงกะหรี่หม้อไฟนาเบะ คนญี่ปุ่นล้วนรักการนั่งล้อมวงกินเมนูหม้อไฟร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท แกงกะหรี่หม้อไฟสไตล์แคมป์ จึงถูกปรุงขึ้นด้วยน้ำซุปสูตรพิเศษหอมกลิ่นแกงกะหรี่อ่อนๆ ใน “Dutch Oven” หม้อแบบ Outdoor และสามารถเลือก Topping เพื่อครีเอทหม้อไฟสไตล์ตัวเอง เช่น กุ้ง แซลมอน และเวลารับประทานตอนท้าย แนะนำให้เติมข้าวลงไปในน้ำซุปที่เหลืออยู่ทำเป็น Zozui Rice “ข้าวต้มทรงเครื่อง” หรือจะเติมเส้นอุด้งลงไป เป็น “อุด้งแกงกะหรี่” แบบที่คนญี่ปุ่นชอบทำก็อร่อยไม่แพ้กัน

ด้าน “แกงกะหรี่บาร์บีคิว” เนื้อด้านในนุ่มละลายในปาก มีความมันความหอม เลือกเนื้อก้อนใหญ่วางไว้ในจานร้อน แล้วราดซอสที่ตัวซอสจะแตกต่างจากซอสที่รสอ่อน เพราะต้องการชูรสชาติของตัวเนื้อซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในจาน ส่วนแกงกะหรี่ผักซึ่งแคมป์ประเทศไทยเลือกวัตถุดิบเป็นผักจากโครงการหลวงที่สด กรอบ สะอาด และพรีเมียม ปรุงให้ออกมาเข้มข้นในซอสที่เข้มข้นกว่า เมื่อกินกับข้าวญี่ปุ่นยิ่งเข้ากัน หรือแกงกะหรี่โตเกียว เมนูที่คิดค้นขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสาขากรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูแกงกะหรี่คีม่า (ไก่สับ) ที่มีรสชาติเข้มข้นลึกล้ำและมีรสแฝงเป็นโชยุและสาเกญี่ปุ่น

สำหรับคนรักแกงกะหรี่แล้ว หากอยากลิ้มลองรสชาติและสัมผัสบรรยากาศการแคมป์ปิ้งของครอบครัวญี่ปุ่น สามารถไปชิมได้แล้วที่ “แคมป์” (CAMP) ชั้น 4 โซนฟู้ดแพสเสจ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดให้บริการทุกวันเวลา 10.00–22.00 น. โทร. 02-610-9612, Facebook.com/campcurry

 

โอกุ โอกุ อาหารญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 15:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/454953

โอกุ โอกุ อาหารญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์น

โดย…ซิตี้กาย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

โอกุ โอกุ (Ogu Ogu) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอร่อยมาจากภายใน นั่นหมายความว่าอาหารของที่นี่ นอกจากล่อตาแล้ว ยังติดใจเมื่อได้ลิ้มลองอีกต่างหาก

 

ร้านตกแต่งผสมผสานเอาวัฒนธรรมการกินอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มีความทันสมัย สะท้อนออกมาในรูปแบบการตกแต่งร้านที่เน้นความเรียบง่าย แบบตะวันออกพบกับตะวันตกด้วยการโชว์ผนังเนื้อไม้ตัดกับพื้นปูนเปลือยและไฟประดับได้อย่างลงตัว

โอกุ โอกุ เน้นเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์นในสไตล์ Fish & Oysters Bar เริ่มต้นด้วยสลัด Ogu Salmon Salad แซลมอนกริลกำลังดีกรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน พร้อมผักสลัด อย่าง เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก เรียกความสดชื่นได้ไม่น้อย

 

ต่อด้วย Kaki Sashimi หอยนางรมสดตัวโต ราดด้วยซอสญี่ปุ่น และหัวไชเท้า อร่อยลงตัว นี่ก็น่าสน With Garlic Butter กุ้งอบเนยกระเทียม ท็อปด้วยไข่กุ้ง เนื้อกุ้งออกนุ่มหอมกระเทียมอ่อนๆ หรือจะเป็น Salt & Pepper Wagyu Steak เนื้อออสเตรเลียย่างเกลือ เสิร์ฟพร้อมชาเขียวเกรซี่ เพิ่มรสชาติด้วยวาซาบิและเลมอน

โอกุ โอกุ ชั้น G อาคารพาร์คเวนเจอร์ ถนนวิทยุ (บีทีเอสเพลินจิต) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-22.30 น. โทร.02-108-2255