Along Way Home เพื่อนเดินทางสุดขอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/425884

Along Way Home เพื่อนเดินทางสุดขอบโลก

โดย…รอนแรม ภาพ Along way Home

สองสาวนักเดินทางเจ้าของรายการสองข้างทาง (Along way Home) ขิม-มนิสร์พรรษ์ ไชยะเดชะ และ หลิว-อ้อมใจ ศรีชู คู่เพื่อนซี้ที่ออกเดินทางตามฝัน ครั้งแรกพวกเธอเดินทางจากดูไบกลับเมืองไทยโดยไม่ใช้เครื่องบิน ส่วนครั้งนี้มีความฝันครั้งใหม่บนเส้นทางจากเปรูสู่เมืองอูซัวยาเพื่อไปแตะสุดขอบโลก

เพื่อนเดินทาง

สถานภาพเพื่อนจำแนกได้หลายประเภท เมื่อหลิวและขิมชอบเดินทาง ก็คงอยู่ในประเภทไหนไม่ได้ถ้าไม่ใช่ “เพื่อนเดินทาง” เธอทั้งสองพบกันครั้งแรกเพราะมีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน เวลานั้นพวกเธอทำงานเป็นแอร์โฮสเตสเหมือนกัน อยู่สายการบินเดียวกัน และอยากลาออกจากงานเหมือนกัน เมื่อทุกอย่างลงตัวพวกเธอจึงยื่นใบลาออกและบอกลาเครื่องบิน ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านด้วยวิธีนั่งรถลงเรือต่อรถไฟจากดูไบกลับกรุงเทพฯ

 

“ขิมเป็นคนหน้าตาสวยแต่ลุย” หลิว กล่าว “เคยไปทริปเนปาลด้วยกันครั้งแรกแล้วรู้สึกคลิก เลยชวนกันเดินทางกลับบ้านจากดูไบโดยไม่ใช้เครื่องบินอยากเห็นโลกอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องเร่งรีบ” ถ้านั่งเครื่องบินจากดูไบ-กรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 5.5ชั่วโมง แต่ทริปนั้นพวกเธอใช้เวลา 4 เดือนเศษ

รายการสองข้างทางออกอากาศครั้งแรกปี 2554 ทางช่องไทยพีบีเอส ทำให้ชื่อหลิวและขิมถูกพูดถึงในโลกออนไลน์และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่จำนวนมาก กระทั่งเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซีซั่น 2 กลับมาพร้อมจุดหมายใหม่สู่เมืองอูซัวยา ประเทศอาร์เจนตินา ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสุดขอบโลก โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่ป่าอะเมซอน เมืองมาเนาส์ ประเทศบราซิล

 

“มากสุดเราได้ไปแค่อะเมซอนใกล้ๆ เมือง เพราะซื้อแพ็กเกจทัวร์เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เลยไม่ได้เห็นอะนาคอนดา แต่ก็ยังได้เดินป่าอะเมซอนที่คล้ายกับป่าภาคใต้บ้านเรา แต่ต่างกันตรงที่ทุกอย่างมีมากกว่า เช่น ต้นไม้ใหญ่กว่า ความชื้นสูงกว่าแมลงเยอะกว่า ซึ่งโดยรวมแล้วช่างเหมือนประเทศไทย” หลิว กล่าว

จากนั้นได้เดินทางข้ามประเทศจากมะเนาสู่เปรูด้วยเรือโดยสาร “เป็นประสบการณ์ที่ประหลาดมาก” เธอเล่าต่อ “จากที่อ่านข้อมูลมา ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเป็นสัปดาห์ที่แสนน่าเบื่อที่สุดในโลก ซึ่งก็เบื่อมาก (ลากเสียงยาว) จริงๆ มันเป็นความซ้ำซากจำเจในพื้นที่จำกัดทุกวันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่ เขียนไดอารี่จนไม่มีอะไรจะเขียนแล้วก็ยังไม่ถึงเปรูสักที”

เมื่อพาร่างกายอันแสนบอบช้ำถึงฝั่งเปรู พวกเธอให้เวลากับมาชูปิกชูมากที่สุดโดยได้ไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่หมู่บ้านชาวอินคา (คนพื้นเมือง) ซึ่งงานอาสาสมัครถือเป็นความตั้งใจแรกของทั้งคู่
ด้วยเหตุผลต้องการประหยัดงบประมาณและอยากหาประสบการณ์ให้มากที่สุด

สำหรับเส้นทางมาชูปิกชูเป็นประสบการณ์ครั้งที่ 2 จากครั้งแรกที่รู้สึกว้าวกับความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ครั้งนี้พวกเธอกลับเข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอินคามากขึ้น

 

“พวกเรามีความเข้าใจในมาชูปิกชู” หลิว กล่าว “เราว้าวกับประวัติศาสตร์ของชาวอินคา รู้ว่าพระแม่ธรณีอยู่ในความเชื่อของชาวอินคามาตลอด เขานับถือธรรมชาติมาก ก่อนจะปลูกอะไรก็ต้องไหว้พระแม่ธรณี ก่อนดื่มเหล้าก็ต้องเทให้พระแม่ธรณีก่อนมาชูปิกชูก็เป็นสิ่งสะท้อนวิถีชีวิตทั้งหมดของชาวอินคา พวกเขาสามารถสร้างเมืองใหญ่โตบนไหล่เขาซึ่งสามารถคงอยู่มายาวนานเป็น 500 ปีได้ นั่นเพราะเขาสร้างเมืองที่โอนอ่อนต่อธรรมชาติ เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจธรรมชาติของธรรมชาตินั่นเอง”

เมื่อได้ซึมซับวิถีแห่งธรรมชาติจนชุ่มใจก็เดินทางต่อไปผ่านโบลิเวีย ชิลี อาร์เจนตินา กระทั่งช่วงสุดท้ายก่อนถึงเมืองอูซัวยา พวกเธอใช้วิธีโบกรถจนไปถึงสุดขอบโลก “ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นขอบโลก ไม่รู้สึกอะไรเลย” หลิวกล่าว “เราเห็นสุดขอบโลกอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ไม่ได้ตื่นเต้นกับความเป็นสุดขอบโลก แต่เราดีใจที่ได้ไปถึง ถึงโดยวิธีการโบกรถมากกว่า”

ส่วนขิมในขณะที่ยืนมองมหาสมุทรที่ปราศจากแผ่นดินอีกต่อไป เธอกลับไม่ได้รู้สึกอะไรมากเช่นกัน“ดีใจที่มาถึงอย่างปลอดภัย สมบัติอยู่ครบถ้วน แต่ที่คิดอยู่ในขณะนั้นคือ นั่นเป็นการสิ้นสุดทริป แล้วเมื่อกลับประเทศไทยล่ะจะกลับไปทำอะไร” นั่นเป็นการปิดฉากทริปอันแสนยาวนานที่ใช้เวลากว่า 6 เดือน

ชีวิตหลังประสบการณ์

ตอนนี้หลิวเลือกเส้นทางชีวิตอยู่ในสวนมะพร้าว จ.ชุมพร ใช้ชีวิตแบบพอเพียงและยั่งยืนอย่างที่เห็นมาในหมู่บ้านชาวอินคา เธอพยายามปลูกทุกอย่างกินเอง ซื้อให้น้อย ปลูกให้มาก ซึ่งเป็นเป้าหมายในชีวิต“สิ่งที่เราได้พบได้เห็นมาตลอดทริปมันทำให้เราโตขึ้นอีกแล้ว เราได้เรียนรู้ในวิถีชีวิตที่เราชอบ ทำให้เรากรองว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไรมันทำให้เราชัดเจนกับความตั้งใจของเรา” หลิว กล่าว

 

เช่นเดียวกับขิมที่อยากใช้ชีวิตเกษตรกรรมที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ “สมัยที่ทำงานเป็นแอร์ฯ เรารู้สึกว่าเงินคือทุกอย่างของชีวิต ถ้าเราไม่มีเงินแล้วจะทำอะไรได้ เพราะพื้นฐานครอบครัวก็เป็นคนเมืองที่ทำงานหาเงิน ซึ่งไม่รู้ว่าต้องหาเท่าไหร่ถึงจะพอ” เธอพรั่งพรู “แต่การเดินทางทำให้เราเห็นว่าจริงๆ แล้วชีวิตยังมีอีกหลายแบบที่ไม่จำเป็นต้องนำเงินมากำหนดชีวิต พอได้เห็นมากขึ้นมันก็หล่อหลอมให้เรามองโลกอีกแบบหนึ่ง เห็นว่าชีวิตเราก็มีทางเลือก” หลังจากสิ้นสุดการทำรายการสองข้างทางซีซั่น 2 เธอตั้งใจจะไปเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมและฝันอยากมีชีวิตที่พอเพียง

โลกของเธอ

ถ้ามีโลกของตัวเอง หนึ่ง อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร หลิว ตอบว่า อยากให้โลกใบนั้นมีผู้คนที่ยอมรับในดอกไม้หลายๆ สี ให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง แต่เคารพกันและกัน ส่วนขิมเธออยากให้เป็นโลกที่คนพึ่งพาธรรมชาติ เคารพคน เคารพสัตว์ เคารพต้นไม้ใบหญ้า เพราะตอนนี้เราอยู่กันแบบเบียดเบียนธรรมชาติมากเกินไป อย่างไรก็ตามพวกเธอตอบเหมือนกันอยู่อย่างคือ “อยากเห็นโลกมีความสุขโดยที่ยังมีธรรมชาติ”

 

อาหารสเปนสไตล์โมเดิร์นที่ ‘อิสเลโร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 16:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/425804

อาหารสเปนสไตล์โมเดิร์นที่ ‘อิสเลโร’

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ พาไปร้านใหม่แกะกล่องที่เราปักหมุดในครั้งนี้มีชื่อว่า “อิสเลโร” (Islero) ซึ่งในภาษาสเปนคือชื่อของ “วัวกระทิง” ที่สามารถโค่นมาทาดอร์ชื่อดังในปี 1947 ลงได้ (ปกติวัวกระทิงจะถูกมาทาดอร์โค่นซะมากกว่า) แหม แค่ฟังจากชื่อก็ดูน่าสนใจแล้ว

ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นเรียบหรู มีดีไซน์ โดยใช้โครงเหล็กและวัสดุประเภทถาดไม้หลากเฉดสีมาประดับตามส่วนต่างๆ ของร้าน โต๊ะและเก้าอี้ส่วนใหญ่ทำจากไม้และหนัง มู้ดแอนด์โทนโดยรวมเน้นสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่าง สีน้ำตาล สีส้ม และสีดำ ตัวร้านแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนที่เป็น ไดนิ่ง แอเรีย สำหรับรับประทานอาหาร และโซนทาปาส บาร์ สำหรับดื่มที่เรียกว่า “คาบา บาย อิสเลโร” (Cava by Islero) ซึ่งตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ใช้โต๊ะและเก้าอี้ไม้ทรงสูง เน้นโทนสีอบอุ่นในธีมเดียวกันไว้รองรับลูกค้า

 

เมนูของร้านเป็นอาหารสเปนสไตล์โมเดิร์น (ที่เน้นรสชาติแบบดั้งเดิม) ซึ่งสร้างสรรค์โดยสองเชฟผู้มากประสบการณ์ และมีดีกรีมิชลินสตาร์เลือกสรรวัตถุดิบหลักจากต้นกำเนิดในสเปน เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติอาหาร นอกจากเมนูหลักหรือเมนคอร์สที่หลากหลายแล้ว ยังมีเมนูประเภททาปาสในรูปแบบต่างๆ ด้วย

ขอเริ่มจากเมนูทาปาสก่อนเลย Spanish Pure Iberico on Bread with Tomato Catalan Style ใช้แฮมส่วนขาของหมูวางบนขนมปัง ราดด้วยซอสมะเขือเทศสไตล์สเปน ได้รสชาติอร่อยแปลกใหม่ ต่อด้วย Homemade Canned Shellfish (Three Selections) ทาปาส 3 สไตล์ที่เสิร์ฟมาในถ้วย ตั้งแต่หอยหลอดในน้ำซิตรัส หอยแมลงภู่ในน้ำซีฟู้ดสต๊อกโรยด้วยปาปริก้า และกุ้งในน้ำมันมะกอกผสมกระเทียมและพริก ทาปาสอีกเมนู Bomba from Barcelona โครเกต์ข้าวก้อนกลมๆ ทอด ราดด้วยซอสมะเขือเทศและกระเทียมแบบสเปน กินแล้วได้รสชาติถูกปาก

มาที่เมนคอร์สกันบ้าง Grilled Octopus Tentacles Served with Beans & Traditional Castillian Stew ปลาหมึกสเปนย่าง เสิร์ฟมาในน้ำสต๊อกหมูสีขาวข้นคล้ายน้ำราดหน้า Seabass Fillet Cooked in Sea Salt Bed with Vegetable ปลากะพงขาวอบ ราดด้วยน้ำมันมะกอก เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งสไลซ์ มะเขือเทศ หอมเจียว พูดได้คำเดียวว่าสุดยอด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูที่น่าลอง ราคาอาหารเริ่มที่ 180-1,000 บาท+++

สำหรับไวน์เซลลาร์ของที่นี่ บรรจุไว้ด้วยไวน์จากสเปนมากมาย ทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง และสปาร์กลิ้งไวน์ จึงแน่ใจได้ว่าจะจับคู่ส่งเสริมรสชาติของอาหารได้แน่นอน

 

อิ่มคาวแล้วอย่าลืมละเลียดความหวาน Fresh Cheese Pudding with Fresh Mango พุดดิ้งราดด้วยคาราเมลฮันนี่ท็อปปิ้งด้วยมะม่วงสุก Tocinillo de Cielo ขนมก้อนสี่เหลี่ยมทำจากแป้งและไข่แดง ตัดรสชาติให้เปรี้ยวนิดๆ ด้วยหยดเจลลี่ทำจากบลูเบอร์รี่และเชอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมวิปครีมนุ่มเบา ปิดท้ายด้วย “Torrijas” ขนมปังทอดที่ซึมซับรสชาติของนมไว้อย่างชุ่มฉ่ำ กรอบนอก นุ่มใน โรยด้วยผงอบเชยหอมๆ กินคู่กับไอศกรีมเสาวรส เป็นการปิดท้ายดินเนอร์มื้อพิเศษนี้ได้อย่างน่าประทับใจ

ใครจะนั่งชิลๆ คุยกันไป ฟังเพลงเบาๆ คลอเคล้าไปด้วยก็ได้ความสุนทรีย์ไม่น้อย

 

ร้านอิสเลโร ชั้น G อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ (ติดกับโรงแรมพลาซ่า แอทธินี) เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. โทร. 02-168-8100 เฟซบุ๊ก : islerobangkok

 

@โบน พัทยา ไนต์คลับสไตล์โมเดิร์นแห่งใหม่ ย่านพัทยาเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2559 เวลา 18:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/424757

@โบน พัทยา ไนต์คลับสไตล์โมเดิร์นแห่งใหม่ ย่านพัทยาเหนือ

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ขยับออกไปไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ค่ำนี้ล่ะจะบอกให้ว่าจะพามากระชากวิญญาณกันอีกครั้ง ที่โบน (Bone The Beat At Its Best) ไนต์คลับสไตล์โมเดิร์นแห่งใหม่ ย่านพัทยาเหนือ ที่จะมาช่วยหลอมละลายหัวใจสิงห์เฒ่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Bone แปลได้ความหมายว่า กระดูกชิ้นโต ที่จะมาถ่ายทอดความสนุกสุดเหวี่ยงด้วยระบบแสงสีที่ทันสมัย กับระบบไฟ Madrix Beam Light เลเซอร์พลังสูง ผนวกกันอย่างลงตัวกับระบบเสียง L-Acoustics K-Series คุณภาพเสียงระดับเอเชีย ซึ่งเป็นระบบเสียงแบบเดียวกับของเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland และ Ultra Music Festival พร้อมจุดประกายความสุขอีกระดับด้วย จอ LED และโคมไฟ 4D LED ขนาดใหญ่ยักษ์ที่สุดในเมืองไทย ประดุจดั่งยานอวกาศ

โบนยังเต็มความสุขไม่รู้จบด้วยดนตรีสด รวมถึงมินิคอนเสิร์ตที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนมาเอาใจอยู่เป็นประจำ และเตรียมตัวพบกับดีเจชื่อดังจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเหล่าดีเจหนุ่มหล่อ 7 หนุ่ม 7 สไตล์ จากบ้านเราจะตบเท้ากันมาขยับแผ่นสร้างความมันส์ในทุกๆ วัน

 

นอกจากจะโชว์ลีลากันแบบสุดเหวี่ยงกลางฟลอร์ขนาดใหญ่ หายใจได้คล่องด้วยเพดานสูงโปร่งแล้ว ด้านข้างยังจัดเป็นมุมวีไอพีที่มีโซฟาให้นั่งเอนกาย โยกย้ายยามหมดแรงได้อย่างไม่ขาดจังหวะ พิเศษไปกว่านั้น ถ้าอยากแนบชิดกันแบบใกล้ๆ โซนวีไอพีด้านซ้าย-ขวา รวมถึงไฟเลเซอร์กลางฟลอร์ ยังขยับเขยื้อนบีบมาแนบชิดกันให้ใกล้ขึ้นตามใจต้องการ

ทางด้านดริงก์ลิสต์เอาใจบรรดานักดื่มแบบเต็มพิกัด ทั้งวิสกี้ ไวน์ เบียร์ รวมถึงค็อกเทล

ค่ำคืนย้อนวัยเราเริ่มต้นด้วยค็อกเทล White Russian วอดก้า คาห์ลัว ท็อปด้วยนม หรือจะเป็น Around The World รัม ดาร์ก รัม วิสกี้ มินต์ ผสมกันจนลงตัว ถ้ายังไม่สะใจเรียกหา Blue Hawaii ที่มีพระเอกอย่างเตกีลา บลู คูราเซา ทริปเปิ้ลเซค น้ำมะนาว และน้ำตาล ชวนให้คิดถึงทะเลได้ไม่ยาก

 

เมนูที่นี่เน้นเป็นสแน็กให้กินแกล้มเครื่องดื่มพอให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น อย่างไก่ห่อสาหร่าย ถั่วแระญี่ปุ่น ไส้กรอกแฟรงก์เฟิร์ต ที่เหลือก็อยู่ที่ใจและลีลาอันพลิ้วไหวว่าใครจะโชว์ลีลาได้เด่นชัดกว่ากันแล้วล่ะครับ

การได้หวนกลับเป็นสิงห์หนุ่มอีกครั้ง ก็ทำให้สัมผัสได้ว่าเวลาแห่งความสุขที่เราจะได้สัมผัสนั้นยังมีอีกยาวไกลจริงๆ ครับ

โบน ตั้งอยู่บนถนนเพ็ชรตระกูล พัทยาเหนือ ประเดิมความสนุก เวลา 21.00-04.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 038-195-688, 038-195-699, 09-4714-7777 เฟซบุ๊ก bonepattaya

 

ดื่มชิลรับลมเย็น รูฟท็อป บาร์ ณ เมอเวนพิค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2559 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/423499

ดื่มชิลรับลมเย็น รูฟท็อป บาร์ ณ เมอเวนพิค

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ผมมีรูฟท็อปบาร์ ณ โรงแรมเมอเวนพิค กรุงเทพฯ ซอยสุขุมวิท 15 มานำเสนอสำหรับค่ำคืนวันศุกร์แบบนี้ครับ หลังจากไปมาแล้ว บอกเลยว่าประทับใจมาก ประทับใจอย่างไร ข้อแรก ด้วยความที่โรงแรมแห่งนี้ไม่สูงมาก เมื่อขึ้นไปยังบาร์แห่งนี้ (กดลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้น 8) จะพบว่าเหมือนอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่เป็นตึกคอนกรีตมากมายเต็มไปหมด ทำให้วิวทิวทัศน์ดูสวยไปอีกแบบ

สำหรับทิศทางลมพัดผ่านก็เป็นอีกข้อที่ทำให้เวลาเรานั่งชิลนั้นสุดแสนเย็นสบาย เหมือนปลดปล่อยตัวเองให้ลอยล่องไปกับสายลม ยังไม่นับว่า ที่นี่เงียบสงบ เปิดเพลงคลอเบาๆ แสงไฟเหลืองอ่อน ทำให้ดูสบายตาสบายใจ และเมื่อหยิบกล้องมาถ่ายรูป ก็ได้มุมที่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่แถวๆ นิวยอร์กยังไงอย่างงั้น ปิดท้ายด้วยเหตุผลดีๆ ข้อสุดท้าย คือที่นั่งของบาร์นี้กว้างขวางแสนสบาย เป็นเบาะสีขาวขนาดใหญ่ จะนั่งหรือเอนกายนอน ก็ทำได้สบายมาก (อย่าเผลอหลับไปล่ะครับ)

 

บาร์แห่งนี้มีอยู่สองฝั่ง ฝั่งแรกติดกับสวนและสระว่ายน้ำ ส่วนฝั่งที่สองติดกับทางเชื่อมไปยังอีกตึกหนึ่งของโรงแรม (ผมชอบฝั่งนี้มากที่สุด) โดยทุกวันพุธ ด้านโปรดของผมจะมีการฉายภาพยนตร์ในเวลา 20.00 น. อาศัยผนังตึกสีขาวเป็นจอภาพยนตร์เสียเลย เอาเป็นว่า หากคุณอยากมานั่งชิลนั่งดื่ม ณ ที่แห่งนี้ มาได้เลยตั้งแต่เวลา 18.00 น. เรื่อยไปจนถึงเวลา 24.00 น.

ในส่วนของเครื่องดื่ม ที่นี่มีเสิร์ฟอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะค็อกเทล ผมขอนำเสนอ ต้มยำค็อกเทล ที่มีวอดก้าเป็นตัวนำ (ผสมกับวอดก้าดองพริก) คลุกเคล้าด้วยสมุนไพรไทย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกขี้หนู ดื่มแล้วรับรองว่าจินตนาการว่ากำลังซดน้ำต้มยำอยู่แน่นอน เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เสิร์ฟร้อนๆ เท่านั้นเอง

 

ต่อด้วย ไหมไทย ที่มีรัมเป็นตัวนำ และมีทั้งความเปรี้ยวความหวานของส่วนผสมอื่นๆ เข้ากันอย่างลงตัว สับปะรดมาร์ตินี่ นุ่มลิ้นลื่นคอ ตบท้ายด้วย อเพโรล สปริตซ์ เครื่องดื่มที่คนอิตาเลียนนิยมในช่วงซัมเมอร์ เข้ากับช่วงเวลานี้ในบ้านเราพอดิบพอดี

ใครลืมกินข้าวเย็น แอบหิวกันมาไม่ต้องหิ้วท้องรอไปตบข้าวต้ม ขอแนะนำเมนูหมูราดด้วยซอสเห็ด กับเครื่องเคียงที่เป็นมันฝรั่งแผ่นที่มีวิธีการทำสุดพิเศษ รับประทานคู่กัน หวานนุ่มลิ้นกำลังดี ต่อด้วย สลัดปู ที่ใช้เนื้อปูส่วนก้ามมาปรุงเป็นจานเด็ด อร่อยเหาะอย่าบอกใคร

 

ตบท้ายด้วยเมนูไทยๆ นั่นคือ ไทยทาปาส ที่มีทั้งไก่สะเต๊ะ เนื้อสะเต๊ะ ปูจ๋า และเปาะเปี๊ยะ กินเป็นคำๆ แกล้มเครื่องดื่ม ลงตัวดีมาก

รูฟท็อปบาร์ ณ โรงแรมเมอเวนพิค กรุงเทพฯ อยู่ถนนสุขุมวิท ซอย 15 บริการทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น. โทร.02-119-3119

 

ทรงเสน่ห์ ชวนหลงใหล รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/422306

ทรงเสน่ห์ ชวนหลงใหล รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์

โดย…คีตะ

ประกาศตัวเป็น “อาร์ทิซาน ไวน์บาร์” แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก และ “รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์” ก็เพิ่งจะเปิดเผยโฉม ณ ศูนย์การค้าเกษรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไวน์บาร์แห่งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของศูนย์การค้าเกษรและรีเดล ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในหมู่ไวน์เลิฟเวอร์ เพราะว่านี่คือแบรนด์แก้วไวน์ชั้นนำจากยุโรป ซึ่งมีความเป็นมานานถึง 260 ปี และได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์-ศิลป์ในการผลิตแก้วไวน์ที่สวยงาม ประณีต  ช่วยขับรสชาติ และอโรมาของไวน์แต่ละชนิด

 

คำว่า อาร์ทิซาน ซึ่งหมายถึง ช่างฝีมือ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น ศิลปะ ถูกนำมาจำกัดความไวน์บาร์แห่งนี้ เหตุเพราะ รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์ ได้รวมไวน์ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ด้วยวิธีการชีวภาพแบบดั้งเดิม โดยไม่มุ่งเน้นความเป็นอุตสาหกรรมจำนวนกว่า 200 เลเบิลจากทั่วโลก รวมถึงเมนูไวน์แบบแก้วกว่า 40 เลเบิล ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกและกดจากเครื่องอัตโนมัติ (Wine Dispenser) ที่ช่วยรักษาคุณภาพและรสชาติของไวน์ไว้ได้ยาวนาน สามารถเลือกได้หลายขนาด ทั้งแบบทดลองหรือครึ่งแก้ว หรือเต็มแก้ว โดยไวน์ลิสต์จะเปลี่ยนทุก 2-3 เดือน ทั้งยังมีซอมเมอลิเย่ร์ (Sommelier) ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์อยู่ประจำร้านเพื่อให้คำแนะนำกับลูกค้า ไม่ได้มีแค่ไวน์ ทางร้านยังมีเครื่องดื่มผสมตามสูตรพิเศษของรีเดลให้เลือก

 

ในส่วนของอาหารนั้น เป็น “อินโนเวชั่นเมนู” ในสไตล์โมเดิร์นเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีมากกว่า 30 เมนู หลายเมนูเกิดขึ้นมาเพื่อจับคู่กับไวน์ อาหารอร่อยด้วยวัตถุดิบชั้นดีจากผู้ผลิตชั้นนำ ไม่ว่าจะชีส แฮม ไส้กรอก เบคอน ปลาเทราต์สายรุ้ง เนื้อแบล็กแองกัส ฯลฯ โดยการสร้างสรรค์เมนูปรุงและดูแลโดยเชฟชาวอิตาเลียน

 

เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์ ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงความงดงามในสไตล์โมเดิร์นผสมคลาสสิกตกแต่งด้วยโทนสีแดง ขาว น้ำตาล และเหลืองทอง รายรอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มเป็นธรรมชาติ รวมทั้งเครื่องแก้วของรีเดลและภาพผลงานศิลปะแอบสแทรกต์ ภายในแบ่งเป็นห้องส่วนตัวสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว พื้นที่ตรงนี้ยังจะเป็นสถานที่สำหรับกิจกรรมไวน์ทอล์กและคลาสไวน์ต่างๆ ในอนาคต นอกจากนั้นยังมีเทอร์เรซเอาต์ดอร์ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการฉลองเทศกาล เช่น เคาต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เพราะสามารถมองเห็นพลุ หรือเหตุการณ์เบื้องล่างบนสี่แยกราชประสงค์และถนนราชดำริได้อย่างชัดเจน ในส่วนของเซลลาร์ก็มีสินค้าที่เลือกสรรไว้ให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านได้อีกด้วย

 

รีเดล ไวน์ บาร์ & เซลลาร์ ตั้งอยู่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเกษร เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00–24.00 น. สำรองที่นั่ง โทร. 02-656-1133

ถึงแม้จะเป็นไวน์บาร์น้องใหม่ของกรุงเทพฯ แต่ที่นี่มีเรื่องเล่าเรื่องราวมากมายยาวนาน ซึ่งล้วนมีเสน่ห์ชวนหลงใหล และชวนชักให้เข้าไปสัมผัส

 

บอน โสเหล่ ร้านชื่อเท่ เมนูโดนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/421035

บอน โสเหล่ ร้านชื่อเท่ เมนูโดนใจ

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เย็นย่ำของวันศุกร์แบบนี้ หาร้านอาหารเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ สักร้าน แล้วชวนเพื่อนๆ ไปแฮงเอาต์กันดีกว่า ได้ยินมาว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ เพดานสูงโปร่ง แถมมีชื่อแปลกและเท่ ว่า “บอน โสเหล่” (Bon Sole) ที่ในภาษาอีสาน แปลว่า โรงเตี๊ยม อยู่ที่โครงการตลาดหัวมุม ถนนเกษตร-นวมินทร์ ฟังดูแล้วน่าสนใจดี เห็นทีคงต้องไปเยือนซะหน่อยแล้ว

ร้านบอน โสเหล่ แห่งนี้ เดิมทีเจ้าของร้านและหุ้นส่วนต้องการเปิดเป็นร้านไวน์ ไว้นัดพบปะสังสรรค์กันยามเย็น แต่ไปๆ มาๆ ได้ปรับให้กลายเป็นร้านอาหาร ซึ่งเป็นสถานที่แฮงเอาต์สำหรับคนในย่านเกษตร-นวมินทร์ และผู้ที่กำลังมองหาร้านเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ พร้อมกับเมนูอาหารที่มีความพิเศษจริงๆ

 

เมื่อก้าวเข้ามาภายในร้านจะพบการตกแต่งในสไตล์ลอฟต์อย่างที่บอกไป นอกจากเพดานสูงแล้ว ผนังร้านยังใช้ปูนเปลือย ใช้โครงสร้างและตะแกรงเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก รวมทั้งใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำจากเหล็กและไม้ ตัวร้านเน้นโทนสีดำ เทา และสีน้ำตาลของไม้เป็นหลัก พื้นที่กว้างขวางมีทั้งโซนอินดอร์และเอาต์ดอร์ด้านนอกซึ่งยกพื้นและมีบันไดเดินขึ้นไปที่ชั้น 2 ของร้าน ใครชอบฟีลลิ่งไหนก็เลือกนั่งได้ตามใจ

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน ศิลปินในแวดวงต่างๆ และคนทั่วไป เรียกว่าเป็นสถานที่แฮงเอาต์ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวหมาดๆ พร้อมกับตลาดหัวมุมซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืนที่มีเสื้อผ้า เครื่องประดับ และของกินของใช้ให้คนแถบนี้ได้มีสถานที่รื่นรมย์แห่งใหม่กัน

เมนูของร้านมีทั้งอาหารไทยและฝรั่ง แต่ความพิเศษอยู่ที่คอนเซ็ปต์ของอาหารจะเป็นแนว “อาร์ต ฟู้ด” ซึ่งสร้างสรรค์ โดย “เชฟอังเคิลณัฐ” ซึ่งหน้าตาของเมนูจะได้รับการครีเอทและตกแต่งให้สวยงาม ดูแตกต่างจากที่เราคุ้นเคย แถมเมนูที่นี่ยังเปลี่ยนไปแทบทุกเดือน และมีเมนูพิเศษออกมาเรื่อยๆ เพราะเชฟจะคอยสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองตลอดเวลา

 

เริ่มจากเมนูแรก “ข้าวผัดแมว” (ข้าวผัดปลาทู) ฟังชื่อแล้วดูน่ารัก รสชาติยิ่งน่าเลิฟ เพราะได้ความอร่อยกลมกล่อมจากน้ำพริกกะปิที่นำมาคลุกเคล้าผัดลงในข้าวพร้อมกับเนื้อปลาทู กินคู่กับผักสดแล้วเข้ากัน…ตามด้วย ”ท้องปลาแซลมอนทอด” ใช้เนื้อส่วนท้องของแซลมอนหมักกับน้ำปลา ดูแล้วเหมือนรสชาติจะธรรมดา แต่บอกเลยว่าลองกินแล้วจะติดใจ…

“สปาเกตตีเส้นดำผัดฉ่า” จานนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสแซ่บและซีฟู้ด เพราะใส่ทั้งกุ้ง หอย และปลาหมึกมาเต็มจาน…ปิดท้ายด้วย “ไก่อบเม็กซิกัน” เนื้อไก่หมักโยเกิร์ตจนเนื้อนุ่ม คลุกเคล้าด้วยผงกะหรี่ พริกปาปริก้า และมะนาว แล้วนำไปอบ รสชาติอร่อยกลมกล่อม ได้กลิ่นเครื่องเทศเบาๆ กำลังดี

นอกจากนี้ ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เย็นตาโฟผัดแห้ง อกเป็ดทอดเนยจิ้มแจ่ว และอื่นๆ ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 200-800 บาท

 

มาถึงเครื่องดื่มกันบ้าง เมื่อมาที่นี่คนรักการดื่มไวน์และเบียร์ไม่ผิดหวัง เพราะสามารถสั่งไวน์หรือเบียร์มาเคียงคู่กับเมนูอาหารทั้งไทยและฝรั่งก็สามารถเข้ากันได้หมด เริ่มจากเครื่องดื่มแก้วแรกที่รูปลักษณ์สวยแปลกตา “สาเกเจลลี่” ดีกรีเบาๆ เหมาะกับสาวๆ ตามด้วยเบียร์สดอีกสักแก้ว แล้วนั่งดื่มชิลๆ คลอเคล้าเสียงเพลงเพราะๆ จากวงไลฟ์แบนด์ (ทุกวันพุธ-ศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 21.30-23.30 น.) ไปด้วย พูดได้เลยว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล…เชียร์สๆๆๆๆ

ร้านบอน โสเหล่ อยู่ที่ตลาดหัวมุมถนนเกษตร-นวมินทร์ (ตรงข้าม เดอะ วอล์ค) ตัดเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่ 18.00-24.00 น. โทร. 09-5926-0666

 

เมื่อเวลาหยุดเดินที่ พิพิธภัณฑ์สุขสะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/424945

เมื่อเวลาหยุดเดินที่ พิพิธภัณฑ์สุขสะสม

โดย…สมแขก ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

เมื่อเทคโนโลยีจู่โจมชีวิตของคนเราถึงขีดสุด ทุกอย่างรอบตัวดูวุ่นวายและรวดเร็วจนน่าใจหาย หลายคนจึงรู้สึกโหยหาเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา และอาจมองหาสถานที่ซึ่งจะทำให้ระลึกถึงความหลัง อาจจะย้อนไปยังครั้งวัยเยาว์หรือนานกว่านั้น ถ้าหากยังนึกไม่ออกว่าจะไปไหน ลองเตร็ดเตร่ไปแถวถนนพุทธมณฑลสาย 2 ระหว่างซอย 19 และ 21 มีพิพิธภัณฑ์น้องใหม่ชื่อ “พิพิธภัณฑ์สุขสะสม” จะพาเราย้อนและหยุดเวลาของเราไว้จนลืมความเป็นไปภายนอกเลย

พิพิธภัณฑ์สุขสะสม เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่เปิดในปี 2558 ก่อตั้งโดย ชัยโรจน์ เจริญทวีสิทธิ์ (เฮียเม้ง) และธีรวัฒน์ เจริญทวีสิทธิ์ บุตรชาย ข้าวของที่นำมาจัดแสดงล้วนเป็นของสะสมส่วนตัวที่สะสมนานกว่า 30 ปี ของผู้เป็นพ่อ ซึ่งทั้งสองมีความตั้งใจจะสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนและผู้สนใจประวัติศาสตร์ ซึ่งจัดดิสเพลย์ไว้ได้น่าสนใจ ตั้งแต่ทางเข้าที่จำลองบรรยากาศภายในไว้อย่างน่ารัก มีทั้งของเล่น ของสะสม และของตกแต่งบ้าน ตลอดจนจำลองวิถีชีวิตของชาวไทยในสมัยโบราณในสภาพสมบูรณ์เกือบ 100% รวมแล้วกว่า 250 ประเภท เช่น ของเล่นสังกะสี เครื่องเสียงโบราณ โทรศัพท์โบราณ เงินพดด้วง แบบเรียน ชุดเครื่องเขียน เป็นต้น

 

ทันทีที่ได้รับบัตรผ่านและเดินตามลูกศรที่มีทั้งสีส้มและสีน้ำเงิน ก็เริ่มหยุดเวลาได้เท่าที่เราต้องการ ใช้เวลาซึมซับความรู้และความเพลิดเพลินในอดีตได้ภายในอาคาร 2 ชั้นแห่งนี้ สุขสะสมแบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็น 5 โซน ที่จัดแสดงไว้อย่างเป็นหมวดหมู่เรียบร้อยดีทีเดียว

โซนแรก คือ วิวัฒนาการของเล่น จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของของเล่นโบราณ วิวัฒนาการของของเล่นทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน ได้เห็นหน้าตาของเล่นที่ทำจากเซลลูลอยด์จนกระทั่งเป็นพลาสติก โดยมีของเล่นรูปร่างและหน้าตาแปลกๆ จัดแสดงอยู่มากกว่า 3,000 ชิ้น พร้อมวิดีโอที่บอกเล่าเรื่องราวของเล่นตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม ยังคงอยู่ที่ชั้น 1 แต่เดินเรื่อยมาโซนที่ 2 ซึ่งจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีต จัดแสดงของใช้ใกล้ตัวที่หายากมากกว่า 50 ประเภท ทั้งกระปุกออมสินสำหรับหยอดพดด้วง ตัวอย่างเงินพดด้วงที่ใช้ค้าขายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกของไทย เตารีดโบราณสมัยรัชกาลที่ 2 โทรศัพท์แมกนีโตในสมัยรัชกาลที่ 5 และเครื่องเล่นกระบอกเสียงก่อนจะมาเป็นแผ่นเสียง

 

ขึ้นบันไดตามลูกศรมายังชั้นลอยจะพบโซนที่ 3 ซึ่งหนอนหนังสือจะต้องตื่นตากับบรรดาสิ่งพิมพ์โบราณที่จัดแสดงไว้อย่างดี แค่โซนนี้โซนเดียวก็ทำเอาเราเพลินจนลืมหิว สื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้เห็นสะท้อนค่านิยม วัฒนธรรม และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยผ่านภาพและตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นแบบเรียนสมัยต่างๆ ใบขออนุญาตมีภรรยา การออกลอตเตอรี่เสือป่าล้านบาท (ลอตเตอรี่ใบแรกของสยาม) ใบปิดโฆษณา หนังสือพิมพ์ และจดหมายราชการที่สะท้อนการใช้ภาษาไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม และเรื่องราวการผลิตกล่องไม้ขีดไฟ

เมื่ออิ่มเอมกับอักขระอักษรในโซนที่ 3 แล้ว ก็ขึ้นบันไดต่ออีกเล็กน้อยไปที่ชั้น 2 ซึ่งเป็นส่วนที่จัดแสดงโซนที่ 4 ก็จะตระการตากับเหล่าของจิ๋วที่จำลองข้าวของเครื่องใช้ เป็นวิวัฒนาการของตลาดในเมืองไทยจากหาบเร่แผงลอย พัฒนาไปเป็นร้านรวงแบบต่างๆ รวมทั้งจำลองอาชีพโบราณที่บางส่วนไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน เช่น หาบเร่ขายกระเพาะปลา การเขียนอักษรจีน รวมถึงการจำลองรถรางที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยานพาหนะหลักในพระนคร ขณะเดียวกันก็แทรกความรู้การสร้างรถรางสมัยรัชกาลที่ 5 ไว้ด้วย แม้ว่าเรากำลังดูของจิ๋วอยู่ แต่ก็ให้บรรยากาศประหนึ่งว่าอยู่ในตลาดที่รุ่งเรืองในอดีต เพียงแต่ย่อส่วนเอาไว้เท่านั้น

 

ส่วนสุดท้ายคือโซนที่ 5 เป็นบรรยากาศตลาดเก่าย้อนยุคเมื่อราว 50-70 ปีที่แล้ว มีทั้งร้านทองเก่าแก่ในเยาวราช ร้านจำหน่ายแผ่นเสียง จำลองห้องเรียน ร้านเครื่องเขียน และโรงภาพยนตร์ในอดีต ฯลฯ โซนนี้เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูป เพราะคุณสามารถแต่งตัววินเทจมาถ่ายรูปกับบรรยากาศนี้ได้เลย นอกจากจะอิ่มเอมใจแล้วก็ได้ภาพสวยๆ กลับบ้านไปด้วย

พิพิธภัณฑ์สุขสะสมตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 2 ระหว่างซอย 19 และ 21 เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.30-18.00 น. ซื้อบัตรเข้าชมสำหรับคนไทย 100 บาท เด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี 50 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท ด้านหน้ามีร้านอาหารและเครื่องดื่มไว้สำหรับคนที่ละเลียดอดีตจนท้องหิว หรือเด็กๆ ที่อยากรู้จักของเล่นโบราณก็สามารถซื้อหาได้ สอบถามเส้นทาง โทร. 08-6899 -9208 เฟซบุ๊ก : Facebook.com/พิพิธภัณฑ์สุขสะสม Suksasom museum

 

 

 

 

 

 

กาลครั้งหนึ่ง ณ เวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/424832

กาลครั้งหนึ่ง ณ เวลา

โดย…นิทรา ราตรี

เราจะทราบได้อย่างไรว่านั่นคือเวลาพิเศษ ถ้าไม่ได้อยู่ที่ ณ เวลา โรงแรมใหม่ล่าสุดใน จ.ราชบุรี ด้วยคอนเซ็ปต์อิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยภาคกลาง สรรค์สร้างบรรยากาศบ้านๆ ผสมความโมเดิร์น
ที่สามารถสร้างช่วงเวลาธรรมดาอันแสนพิเศษ เหมือนกับตัวตนราชบุรีที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ให้ค้นหา

โรงแรมออกแบบเป็นอาคารแนวราบและเรียบง่ายเพื่อให้เกียรติต้นไม้ ประกอบด้วยห้องพัก 46 ห้อง แบ่งเป็น ห้องสุพีเรียร์ อยู่บนอาคารเห็นวิวสระว่ายน้ำและสนามหญ้าด้านล่าง สุพีเรียร์ วิธ บัลโคนี หรือห้องสุพีเรียร์ที่มีระเบียงลักษณะเหมือนประเภทแรกทุกประการ แต่เพิ่มเติมตรงระเบียงใหญ่ มีเก้าอี้หวายให้นอนเอนหลังรับลม และห้องสวีทขนาดใหญ่ที่สุดด้วย มีมุมนั่งเล่นที่สามารถเสริมเป็นเตียงพิเศษได้ พร้อมระเบียงชมวิวเมืองราชบุรี ทั้งนี้ทุกประเภทต่างมีรายละเอียดที่แสดงถึงความเป็นไทย เช่น ลายฝาผนังที่ประยุกต์มาจากผนังเรือนไทย เลือกใช้กระจาดข้าวเปลือกแทนแจกันดอกไม้ รวมถึงการคุมโทนสีห้องเป็นสีน้ำตาลเพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่นของบ้านไม้

 

นอกจากนี้ ณ เวลา ยังตอบสนองกลุ่มประชุมสัมมนาด้วยอาคารประชุมขนาด 1,200 คน แบ่งย่อยได้ 7 ห้องเล็ก และสนามหญ้าสำหรับจัดงานกลางแจ้งอีก 200 โต๊ะ ส่วนร้านอาหารมีให้บริการที่ศาลาทอข้าว เน้นอาหารไทยอย่างน้ำพริกลงเรือ เป็นเมนูขึ้นชื่อ โดยได้จำลองโรงทอผ้าโบราณแต่นำมาออกแบบให้เป็นสมัยใหม่ แบ่งเป็นโซนในร่มและชานด้านนอก ซึ่งหลังฤดูฝนจะเห็นแปลงข้าวสาธิตเป็นสีเขียวยิ่งสร้างคุณค่าให้มื้ออาหารและได้สัมผัสบรรยากาศแบบไทยชนบท

มากไปกว่านั้น เรายังออกไปหาช่วงเวลาพิเศษได้ตามสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบทั้งวัดมหาธาตุ วัดขนอนหนังใหญ่ โรงงานเซรามิก เถ้า ฮง ไถ่ (โอ่งมังกร) ศูนย์วัฒนธรรมบ้านคูบัว (โรงทอผ้า) และในจังหวัดใกล้เคียงที่ตลาดน้ำอัมพวาและตลาดน่้ำดำเนินสะดวก

สำหรับใครที่กำลังคิดว่าชีวิตกำลังเร่งรีบจนตามตัวเองไม่ทัน นั่นเป็นสัญญาณให้คุณมองหาที่หยุดพักและรู้จักมีความสุขกับเวลา แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วขณะ ทว่าจะเป็นนิรันดร์ ณ เสี้ยวหนึ่งของเวลา

 

Price: ซุพีเรีย 1,500 บ. ซุพีเรียมีระเบียง 1,800 บ. สวีท 3,500 บ.

Place: บนถนนบายพาส ติด ถ. เพชรเกษม ต. ดอนตะโก จ.ราชบุรี โทร. 032-206-599 เฟสบุ๊ก www.facebook.com//NavelaHotel

Promotion: โปรโมชั่นฉลองเปิดใหม่ ซุพีเรีย 990 บ. ซุพีเรียมีระเบียง 1,300 บ. สวีท 2,500 บ. (สำหรับวันอาทิตย์ถึงพฤหัสบดี)

 

ยินดี ปรีดา เหลืองปรีดียาธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/424831

ยินดี ปรีดา เหลืองปรีดียาธร

โดย…กาญจน์ อายุ

ฤดูกาลผันเปลี่ยนเวียนผ่าน ดงเหลืองปรีดียาธรได้เวลาเบ่งบานริมสองข้างทางถนนสามชุก-หนองหญ้าไซ-ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี อันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ชาวสุพรรณฯ ทราบกันดีว่า ทุกเดือน มี.ค.ต้นไม้ใหญ่ริมทางหลวงหมายเลข 3502 จะกลายเป็นสีเหลืองสด ด้วยต้นเหลืองปรีดียาธรกำลังออกดอกสะพรั่งตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. กระทั่งดอกสุดท้ายจะร่วงหล่นเมื่อย่างเข้าเดือน เม.ย. …แสนสั้น

สามชุกอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 2 ชม. ขับเลยไปทางด่านช้างอีก 20 กม. จะถึงถนนสายดอกไม้ หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โปรโมทเมื่อปีที่ผ่านมา ภาพถูกเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ทำให้คนกรุงเทพฯ แห่ไปถ่ายภาพจนกลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย แต่น่าเสียดายที่ปีนี้ดอกไม้ไม่หนาแน่นเท่าปีที่แล้ว เป็นเพราะสภาพอากาศแปรปรวนทำให้บางต้นสลัดดอกทิ้งก่อนจะบาน

ใต้ต้นเหลืองปรีดียาธร

 

แต่ใช่ว่าจะไม่มีความงาม ไม่ว่าอย่างไรเหลืองปรีดียาธรก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทั้งความสวยสดของสีสันและความอลังการยาวเกือบ 2 กม. เวลาที่เหมาะสมแก่การถ่ายภาพ ถ้ากล่าวตามจริงต้องบอกว่าเลือกไม่ถูกว่าเวลาไหน เพราะดอกไม้สวย ต่อให้ถ่ายอย่างไร ใช้กล้องอะไร หรือเวลาใดก็สวย แต่ถ้าจะตอบแบบช่างภาพ พวกเขามองว่าช่วงเย็นจะสวยกว่าเพราะแสงพระอาทิตย์จะคล้อยต่ำลงมาสาดต้นพอดี ทำให้ดอกสีเหลืองที่เห็นจัดจ้านในช่วงกลางวันกลายเป็นละมุนและเย็นตา ทั้งยังเปลี่ยนความรู้สึกของฤดูร้อนให้เป็นฤดูอบอุ่นในทันที

นอกจากนี้ ยังต้องกล่าวถึงเรื่องการระมัดระวังตัวเอง เพราะถนนเส้นนี้รถวิ่งเร็ว มีรถบรรทุกแล่นเกือบตลอดเวลา เมื่อจอดรถไว้ไหล่ทางยิ่งทำให้เหลือพื้นที่เดินน้อย หรือบางคนอยากได้ภาพมุมกว้างก็เสี่ยงไปยืนกลางถนน เห็นแล้วเป็นห่วงความปลอดภัยกลัวว่าจะได้ภาพอื่นแทนดอกไม้

ทั้งต้นมีแต่สีเหลือง

 

ทั้งนี้ จากที่กล่าวไปทุกอย่าง เพียงต้องการจะบอกว่า “ให้รีบไป” เพราะเหลืองปรีดียาธรจะอยู่ให้ชื่นชมอีกเพียงแค่ 1 อาทิตย์ ไม่รอสงกรานต์ ไม่รอวันหยุดยาว ไม่รอใครทั้งนั้น และถ้าเมฆฝนจากกรุงเทพฯ ลอยไปถึงสุพรรณฯ เมื่อไร เชื่อได้เลยว่ารุ่งขึ้นต่อมาทั้งต้นจะเหลือแต่ใบ

เมื่อมาชมดอกไม้แล้ว สุพรรณบุรียังมีอะไรอีก? เราจะข้ามคำตอบยอดนิยมอย่างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง-มังกรสวรรค์ หรือบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติไป เพื่อตอบคำตอบที่เอ็กโซติกอย่าง หมู่บ้านอนุรักษ์แย้ ภายในหมู่บ้านสุวรรณตะไล อ.สามชุก

ปั่นจักรยานชมธรรมชาติ

 

พี่ม่อน-นพมาศ ปานสุวรรณ เจ้าของบ้าน เล่าว่า แต่ก่อนละแวกบ้านไม่มีแย้ แต่ด้วยคุณพ่อเป็นคนรักสัตว์จึงจับแย้จากที่อื่นมาเลี้ยง ผลปรากฏว่าแย้คู่นั้นออกลูกออกหลานและเริ่มขยายบริเวณไปบ้านข้างๆ จนทำให้ทุกวันนี้บ้านพี่ม่อนเป็นศูนย์กลาง ประกอบกับบ้านใกล้เรือนเคียงอีกกว่า 20 หลัง ที่เลี้ยงแย้เป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งทุกหลังให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ โดยการไม่กิน ไม่ทำร้าย และปล่อยให้มันอยู่ตามธรรมชาติ อีกทั้งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อปี 2554 ให้ผู้สนใจเข้ามาดูวิถีแย้ฟรี

“แย้เป็นสัตว์น่ารัก” พี่ม่อนกล่าว นั่นอาจเป็นเพราะสีสัน ลักษณะลำตัวอ้วนป้อม หรือนิสัยเชื่องคนก็เป็นได้ เธอเล่าถึงพฤติกรรมของพวกมันให้ฟังว่า แย้อาศัยอยู่ใต้พื้นดินที่มีลักษณะเป็นดินปนทรายลึกลงไป 1 ฟุต และสร้างเป็นโครงข่ายใต้พื้นดิน พอเข้ารูนี้สามารถออกรูนู้นได้โดยฉับไว ทุกเช้าถึงสายช่วงที่แดดยังไม่แรงจัด แย้จะเปิดรูออกมาหาอาหาร ปกติมันจะกินแมลงศัตรูพืช แต่แย้ที่บ้านนี้กินหนอนนก (กิโลกรัมละ 500 บาท) และรังผึ้งเพิ่มสารอาหาร “ถ้าไม่เลี้ยงให้อิ่ม ตัวใหญ่จะไปกินลูกของตัวอื่น” เธอกล่าว พี่ม่อนให้วันละ 3 มื้อ เช้า กลางวัน และเย็น จากนั้นเมื่ออากาศภายนอกร้อนมากเข้า พวกมันจะกลับเข้ารูแล้วใช้เท้าผลักดินทรายขึ้นมาปิดเพื่อเก็บตัวเองไว้ในความเย็นใต้ดิน

นักท่องเที่ยวเก็บภาพดอกไม้ริมทางหลวง

 

นอกจากนี้ ทุกปีช่วงเดือน มิ.ย.-พ.ย. แย้จะจำศีลในรูเพื่อหนีฝน จากนั้นเดือนถัดมาจะเริ่มผสมพันธุ์ทันทีแล้วจะเห็นแย้น้อยออกมาเดินเพ่นพ่านช่วงเดือน ก.พ. ตามข้อมูลระบุว่า แย้มี 8 ชนิด เช่น แย้อีสาน แย้ใต้ แย้ธรรมดา แย้จีน แย้กะเทย (แย้เวียดนาม) ซึ่งแย้ที่สุพรรณฯ เป็นแย้อีสาน ซึ่งปกติแล้วคนอีสานนิยมจับกินเป็นอาหาร พอคนอีสานเห็นแย้ที่นี่จึงค่อนข้างแปลกใจกับขนาด เพราะแย้อีสานจริงๆ มีโอกาสโตยาก มักถูกจับกินเสียก่อนโต

เวลาชมแย้ที่ดีที่สุด คือ ช่วงก่อนเที่ยงวัน นั่นเป็นช่วงที่แย้ออกจากรูและยังท้องว่าง นักท่องเที่ยวสามารถบริจาคเงินซื้อหนอนนกให้อาหารแย้จากมือก็ได้ จะนอนเซลฟี่กับแย้ก็ได้ หรือจะอุ้มแย้ก็ได้ (พี่ม่อนบอกว่ายังไม่เคยมีประวัติแย้กัดใครเลยตั้งแต่เปิดบ้านมา) นอกจากนี้บทบาทของหมู่บ้านอนุรักษ์ยังมีความสำคัญ เพราะปัจจุบันแย้อยู่ในฐานะใกล้สูญพันธุ์จากถิ่นธรรมชาติ ถึงแม้ว่าแย้สุพรรณฯ จะไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นแต่ก็เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์แย้ไทยได้มากทีเดียว

มือนักท่องเที่ยวถ่ายภาพทิวแถวต้นไม้

 

ถ้าใครได้ไปดูพวกมัน เชื่อว่าจะค่อยๆ ลดอคติที่มีต่อสัตว์ประเภทกิ้งก่าหรือตุ๊กแกไป เรื่องนี้พิสูจน์มาแล้วกับตัว เพราะจากที่คอยดูห่างๆ ก็ค่อยๆ เขยิบเข้าไป ใกล้ขึ้นๆ จนถึงปากรู และแปลกใจตัวเองที่เริ่มเห็นมันน่ารัก สีสันที่ดูน่าขนลุกกลับมองเป็นลายสวยงาม ขนาดของมันกลับเป็นความตุ้ยนุ้ยที่น่าขัน กลายเป็นว่ามองมันได้เรื่อยๆ แม้มันจะเลิกสนใจตั้งแต่หนอนนกในกระปุกหมดไปตั้งนานแล้วก็ตาม

มาสุพรรณฯ คราวนี้อยู่ๆ ก็ตกหลุมรักแย้ แน่นอนว่าตกหลุมรักเหลืองปรีดียาธร และเริ่มตกหลุมรักสุพรรณบุรีที่อยู่ในฐานะเมืองผ่านเสมอมา ทำให้คิดถึงประโยค “ไม่เห็นค่าสิ่งใกล้ตัว” ซึ่งไม่อยากให้มันเกิดขึ้น จึงขอย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นโค้งสุดท้ายของเหลืองปรีดียาธร สำหรับคนเมืองกรุงต้องใช้คำว่า “สุพรรณฯ ใกล้แค่นี้” อย่าได้เสียโอกาสสุดท้ายเพื่อหวังปีหน้า อย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วกับคนปีก่อนที่ได้เห็นสิ่งสวยงามกว่าคนปีนี้

ให้อาหารแย้

 

แย้เชื่องเหมือนสัตว์เลี้ยง

 

รูแย้

 

กองทัพแย้

 

ดอกตูมรอบาน

 

ท่องเที่ยววิถีไทย… ตอน ด่านซ้าย ดินแดนแห่งสัจจะ และไมตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 18:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/423926

ท่องเที่ยววิถีไทย... ตอน ด่านซ้าย ดินแดนแห่งสัจจะ และไมตรี

โดย…PostTV

ด่านซ้าย อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเลย ที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุศรีสองรัก ที่เชื่อกันว่าหากใครได้มากราบไว้พระธาตุแห่งนี้ แล้วจะพบกับความสมหวังในความรัก  และถ้าใครชอบประเพณีท้องถิ่น พลาดไม่ได้กับการเยือน พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ซึ่งน่าสนใจอย่าง ติดตามชมได้เลยครับ

ชมคลิป https://youtu.be/ZDofQIiVOFQ