ปิดเทอมใหญ่ ไปไหนกันดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/423779

ปิดเทอมใหญ่ ไปไหนกันดี?

ภาพ…ตุลย์ จตุรภัทร ประกฤษณ์ จันทะวงษ์ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เวลาไหนที่เด็กๆ รอคอยมากที่สุด?

แน่นอนว่าร้อยทั้งร้อยก็ต้องตอบว่าเป็นช่วงเวลาของการปิดเทอมใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโต ก็อยากให้ถึงช่วงเวลานี้เร็วๆ ในฐานะพ่อแม่หรือผู้ปกครอง คงต้องทำการบ้านหนัก ว่าเมื่อถึงคราวที่ปิดเทอมใหญ่ได้มาเยือน เราจะพาลูกๆ หลานๆ ของเราไปเที่ยวหรือไปเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตกันที่ไหนดี

งานนี้…โพสต์ทูเดย์…จัดให้

บุกโลกไดโนเสาร์ที่ Dinosaur Planet

เริ่มต้นที่ Dinosaur Planet สวนสนุกแห่งใหม่ใจกลางกรุง ตั้งอยู่ในหนึ่งในโครงการของ ดิ เอ็มดิสทริค (อยู่ติดกับสวนเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีพร้อมพงษ์ ทางออก 6) ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ในฐานะที่ผมได้ไปเที่ยวเล่นมาแล้ว บอกเลยว่าที่นี่เป็นได้มากกว่าความบันเทิงอย่างแท้จริง

ที่นี่เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ถามว่าบัตรผ่านประตูแพงไหม ก็อยู่ในระดับที่พอรับได้ โดยราคาบัตรของผู้ใหญ่อยู่ที่ 600 บาท สำหรับเด็กที่มีความสูงอยู่ที่ 90-140 เซนติเมตร ราคาอยู่ที่ 400 บาท ส่วนเด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร เข้าสวนสนุกได้ฟรี (เย้)

เมื่อเข้าไปในสวนสนุกแล้ว สิ่งแรกที่เด็กๆ จะได้สัมผัส คือการได้เห็นไดโนเสาร์ยักษ์สองตัว ยืนคอยต้อนรับเราอยู่เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ที่สามารถเคลื่อนหัวเคลื่อนหางได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยฉากหลังเป็นชิงช้ายักษ์และภูเขาไฟ เด็กๆ เห็นแล้วต้องร้องว้าวเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งอย่างแน่นอน

 

ที่แรกต้องเช็กอินต้องนี่เลย โซน Dinosaur District ที่ที่จะทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกของไดโนเสาร์ ผ่านเทคโนโลยีมัลติมีเดียน่าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งยังได้สัมผัสกับการหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งต้องมาเองถึงจะรู้ว่าคืออะไร จากนั้นเด็กๆ จะได้ไปดูห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทดลองเกี่ยวกับการฟักไข่ไดโนเสาร์ ได้ไปชมโครงกระดูกไดโนเสาร์มากมายหลายสายพันธุ์ บอกเลยว่าแหล่งความรู้ก็อยู่ในโซนนี้นี่แหละ

ยังไม่หมดแค่นี้ โซนที่จะทำให้เด็กๆ ต้องร้องว้าว ว้าว ว้าว มันคือโซน Stars of Dino ที่ที่รวมไดโนเสาร์มากมายหลายสายพันธุ์อยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรในบรรยากาศ 3 ยุค (Triassic, Jurassic และ Cretaceous) บอกเลยว่าไดโนเสาร์ของที่นี่จำลองเหมือนจริงมาก เคลื่อนไหวได้ อ้าปากได้ สายหัวสายหางได้ มีเสียงคำรามได้อีกด้วย เด็กๆ สามารถสัมผัสเนื้อตัวของไดโนเสาร์ได้ ถ่ายรูปเล่นได้ เพลิดเพลินในโซนนี้ได้ไม่รู้เบื่อจริงๆ

 

ที่เหลือนอกจากนี้ก็มีความบันเทิงแตกต่างกันไป อยากพาเด็กๆ ขึ้น Dino Eye ซึ่งเป็นคริสตัล แคปซูล ลอยฟ้าบนชิงช้ายักษ์ความสูง 50 เมตร เพื่อชื่นชมบรรยากาศรอบๆ เมือง ก็เสียเงินคนละ 200 บาท (บอกเลยว่า ถึงจะเสียเงิน แต่ไม่ได้แค่ขึ้นชิงช้ายักษ์ เด็กๆ ยังจะได้หลุดไปในอยู่โลกใต้น้ำกับโลกน้ำแข็งอีกด้วย) หรือจะพาเด็กๆ ที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป เข้าร่วมปฏิบัติการเสี่ยงตาย เผชิญหน้ากับเจ้าไดโนเสาร์แร็ปเตอร์ในโซน Raptor X-Treme ก็มันไปอีกแบบ (เด็กๆ ผู้ชายต้องชอบโซนนี้ เพราะมันสนุก ตื่นเต้น เร้าใจมาก)

โซนที่เด็กเล็กต้องชอบ ต้องเป็น Dino Farm ที่ที่จะทำให้เด็กเล็กกลายเป็นนักสำรวจขุดหาซากไดโนเสาร์ แถมยังจะได้ขึ้นบนหลังของไดโนเสาร์เดินเที่ยวเล่นรอบๆ ฟาร์มอีกด้วย (ก็สนุกไปอีกแบบ) หากใครอยากให้ลูกหลานได้ขึ้นบนหลังไดโนเสาร์ก็เสียเงินคนละ 100 บาทเท่านั้น นอกนั้นก็มีโซนขายของที่ระลึกและมีโซนอาหารเครื่องดื่มไว้บริการอีกด้วย เอาเป็นว่า โดยรวมของสวนสนุกแห่งนี้ตื่นตาตื่นใจไม่เบา พาเด็กๆ มาเที่ยวเล่นได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ สำหรับผู้ใหญ่บอกเลยว่ามันเป็นโลกของเด็กที่ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ รู้สึกย้อนวัยได้ดีอีกด้วยนะ อยากมาก็ต้องมา

ร้อนนี้เล่นน้ำที่ Pororo Aquapark

ร้อนๆ อย่างนี้ สวนน้ำลอยฟ้าถือเป็นหนึ่งในลิสต์ที่ต้องห้ามพลาด

ผมมีโอกาสได้ไป Pororo Aquapark สวนน้ำลอยฟ้า ที่ตั้งอยู่ชั้น 6 เซ็นทรัล บางนา โดยเป็นสวนน้ำที่ตกแต่งด้วยธีมจากการ์ตูนซีรี่ส์อันดับ 1 จากเกาหลีที่เด็กๆ รู้จักกันดีนั่นคือ โพโรโระ เพนกวินป่วน ก๊วนขั้วโลก ซึ่งเมื่อเราพาเด็กๆ เข้าไปในสวนน้ำแห่งนี้ ด้วยสีสันลูกกวาดที่ละลานตาเต็มไปหมด ทำให้เด็กๆ รู้สึกเหมือนได้หลุดไปอยู่ในโลกแห่งสีสัน (ผู้ใหญ่อย่างผมก็รู้สึกอย่างนั้น) และโลกแห่งตัวการ์ตูนที่เด็กๆ ชื่นชอบ

 

ที่นี่มีตัวการ์ตูนจากในเรื่องโพโรโระตั้งอยู่มากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโพโรโระ เพนกวินตัวจิ๋ว ที่อยากเป็นนักบินคร็องก์ ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ชอบเลียนแบบโพบี้ หมีขั้วโลกใจดี เอ็ดดี้ ลูกหมานักประดิษฐ์ ลูปี้ บีเวอร์ชอบทำอาหาร แพตตี้ เพนกวินชอบเล่นกีฬา เฮนรี่ ฮัมมิ่งเบิร์ดผู้รักการร้องเพลงทอง ทอง มังกรนักมายากล โรดี้ หุ่นยนต์ผู้ช่วย และโปโป เพื่อนต่างดาว

เมื่อมาสวนน้ำก็ต้องเล่นน้ำ บอกเลยว่าที่นี่มีสวนน้ำหลากรูปแบบให้เด็กๆ ได้เลือกเล่นกัน ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต (และผู้ใหญ่หัวใจเด็กอย่างเราๆ) เด็กเล็กก็ไปเล่นที่สระน้ำปลาวาฬ ที่มีปลาวาฬยักษ์ตั้งอยู่ หรือจะเล่นที่สระน้ำวน ที่ที่ให้เด็กๆ ลอยตัวบนห่วงยางไหลไปแบบชิลๆ ยาวๆ นานๆ ถึง 400 เมตร หรือเด็กโต รวมทั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะไปเล่นสระน้ำลึก 160 เมตรก็ได้ หรือจะไปปีนป่ายเชือกบนสระน้ำสุดมันก็สนุกอย่าบอกใคร หรือจะไปผ่อนคลายที่สระน้ำจากุชชี่ก็ทำได้หมด

 

ไฮไลต์สำคัญของสวนน้ำแห่งนี้ อยู่ที่ 4 สไลเดอร์ที่เมื่อขึ้นไปบนยอดตึกของสไลเดอร์ จะเห็นวิวย่านบางนาแบบพาราโนมา ว่ากันว่าสไลเดอร์แห่งนี้อิมพอร์ตมาจากแคนาดา คดเคี้ยวด้วยความยาว 158 เมตร มีทั้งเล่นสไลเดอร์ด้วยห่วงยาง และโรยตัวเราไหลลื่นไปกับสไลเดอร์นั่นเอง (ผู้เล่นต้องทำตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด เชื่อฟังเจ้าหน้าที่และจะมีเจ้าหน้าที่คอยรับอยู่ด้านล่าง) เอาเป็นว่าสไลเดอร์แห่งนี้สนุกและมันอย่าบอกใคร

ที่นี่เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30-19.00 น. (วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-19.00 น.) บัตรผ่านประตูผู้ใหญ่ 400 บาท ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป และเด็กที่มีความสูง 90-120 เซนติเมตร) 280 บาท เด็กสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร เข้าฟรี (เย้) มีบริการรับส่งที่รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีอุดมสุขฟรีอีกด้วยนะ (เย้ เย้ เย้) อ้อ เมื่อเข้ามาในสวนน้ำ ทุกคนต้องติดสายรัดข้อมือเพื่อเติมเงินในการเช่าอุปกรณ์ เช่าชุด หรือซื้ออาหารเครื่องดื่ม ทำให้เราไม่ต้องพกเงิน เงินเปียก หรือหล่นหายอีกด้วย

ท้องฟ้าจำลอง (อีกครั้ง) แบบดิจิทัล 4K

52 ปีแล้ว ที่อาคารท้องฟ้าจำลอง ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ (อยู่ใกล้รถไฟฟ้าสถานีบีทีเอส) ได้เปิดทำการแสดงความมหัศจรรย์ของท้องฟ้า ดาราศาสตร์ และระบบสุริยจักรวาล ให้แก่เด็กๆ มาหลายยุคหลายสมัย โดยใช้เครื่องฉายดาวระบบกลไกมอเตอร์และเลนส์ รุ่นมาร์ค โฟร์

มาวันนี้ เด็กๆ ในยุคสมัยนี้ (รวมทั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆ ด้วย) จะได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้งกับการปรับปรุงอุปกรณ์การฉายดาวให้มีความทันสมัยขึ้น โดยได้นำระบบดิจิทัลที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ร่วมกันกับเครื่องฉายดาว โดยเครื่องฉายดาวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนของการฉายภาพใช้เครื่องฉายภาพ คริสตี้ ที่ออกแบบให้มีความสว่างสูง อายุการใช้งานยาวนาน เหมาะกับใช้งานในโรงละคร และท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่ และเลนส์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ฉายภาพได้กว้างกว่าโปรเจกเตอร์ทั่วไป

 

ในส่วนของการควบคุม มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีการพัฒนามาถึงรุ่นที่ 5 ชื่อว่า Digistar5 ซึ่งมีความสามารถในการฉายทั้งดวงดาวและภาพยนตร์ได้ โดยมีความคมชัดสูงถึง 4K นอกจากนี้การตกแต่งภายในในห้องฉายดาวยังเพิ่มแสงไฟที่ขอบโดมสามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 12 สีอีกด้วย (มีการปรับปรุงที่นั่งใหม่ นั่งสบาย เอนกายได้เต็มที่ และลดจำนวนที่นั่งลงเพื่อความไม่แออัดอีกด้วย)

หลังจากที่ผมได้ไปเป็นหนึ่งในผู้เข้าชม บอกเลยว่า ท้องฟ้าจำลอง ณ วันนี้ น่าไปดูไปชมเป็นที่สุด เพราะนอกจากเราจะได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของท้องฟ้า ดาราศาสตร์ และระบบสุริยะจักรวาล เหมือนเช่นเคย เรายังได้ตื่นตาตื่นใจไปกับดาวดวงต่างๆ ที่เครื่องฉายดาวได้นำเสนอแบบที่คนดูต้องร้องวู้กันอยู่เป็นระยะๆ (โดยเฉพาะเด็กๆ) และที่สำคัญที่สุด เรายังจะได้ชมภาพยนตร์ในระบบดิจิทัล (พากย์ไทย) เรื่อง Violent Universe จักรวาลอันเกรี้ยวกราดอีกด้วย (ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของรังสีอันตราย ความตายของดวงดาว หลุมดำที่น่ากลัว และการเอาตัวรอดจากอุกกาบาต)

 

ท้องฟ้าจำลองเปิดบริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ หยุดทุกวันจันทร์และนักขัตฤกษ์ โดยมีรอบการแสดง 4 รอบต่อวัน วันอังคารถึงศุกร์มีรอบเวลา 10.00 น. (รอบจองหมู่คณะ) เวลา 11.00 น. 13.00 น. (รอบจองหมู่คณะ) และเวลา 14.00 น. ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ มีรอบเวลา 11.00 น. 13.00 น. 14.00 น. และ 15.00 น. ในส่วนของราคาบัตรเข้าชมเด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 30 บาท ไม่แพงอย่างที่คิด

สวนสัตว์ดุสิตวันนี้ที่ไม่เหมือนวันนั้น

อีกหนึ่งสถานที่ที่เด็กๆ หลายยุคหลายหลายสมัยต้องไม่พลาดนั่นคือ สวนสัตว์ดุสิต หรือที่เรียกกันว่า เขาดินวนา ซึ่งเปิดดำเนินการมายาวนานกว่า 78 ปี นับได้ว่าสวนสัตว์แห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน และในวันนี้ เราต้องไป ณ สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง เพราะบอกเลยได้เลยว่า ภาพเดิมๆ ของสวนสัตว์ดุสิตที่คุณเคยเห็น เคยผ่านตา ถูกลบล้างให้เป็นภาพใหม่ ที่สดใส ไฉไล เก๋ไก๋ สะอาด จัดโซนและจัดวางอย่างเป็นระเบียบ รวมทั้งน่าเที่ยวชมเป็นวันๆ ได้ไม่รู้เบื่อ

 

ที่นี่มีประตูทางเข้าอยู่ 4 ทาง ทั้งจากถนนพระราม 5 ถนนราชวิถี และถนนอู่ทองใน (มีสองประตู) เมื่อเข้ามาแล้วสามารถเที่ยวชมได้ในโซนต่างๆ ทั้งในส่วนของพิพิธภัณฑ์สัตว์ ส่วนจัดแสดงไก่ฟ้าและนกยูง ส่วนจัดแสดงสัตว์หากินกลางคืน ส่วนจัดแสดงลิงชนิดต่างๆ ส่วนจัดแสดงเสือขาว ส่วนจัดแสดงสัตว์เลื้อยคลาน ส่วนจัดแสดงเก้งเผือก ส่วนจัดแสดงนกเพนกวิน ส่วนจัดแสดงโคอาลา ส่วนจัดแสดงนกน้ำ ฯลฯ

นอกจากนี้ เกาะกลางน้ำ ยังเป็นเกาะนก ที่เราสามารถเข้าไปชมนกหลากชนิดได้อย่างเพลิดเพลินใจ และบริเวณรอบๆ กำแพงระหว่างถนนพระราม 5 ไปยังถนนราชวิถียังมีสิงสาราสัตว์นานาชนิด ทั้งหมี ยีราฟ งู เสือ ฯลฯ ให้เราได้ลัดเลาะชมอีกด้วย

 

ในส่วนของการแสดงต้องห้ามพลาดสองการแสดงที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญนั่นก็คือ การแสดงแมวน้ำ Seal Show ที่คนดูในแต่ละรอบแน่นเนือง เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ก็มันน่ารักอะ โดยเปิดการแสดงรอบแรกในเวลา 10.30 น. และ Acrobatic Kenya Show การแสดงกายกรรมจากประเทศเคนยา ที่เปิดการแสดงรอบแรกตั้งแต่เวลา 11.30 น. นั่นเอง

ที่นี่เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. บัตรผ่านประตู คนไทย ผู้ใหญ่ 100 ปวส.-มหาวิทยาลัย 50 บาท เด็กเล็ก-ปวส. 20 บาท ครู ทหาร และตำรวจ (ในเครื่องแบบ) 50 บาท ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) คนพิการ พระภิกษุ และสามเณร ชมฟรี ในส่วนของต่างชาติ ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 70 บาทเท่านั้น

 

เดินย้อนยุค เจริญกรุง-ทรงวาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/423711

เดินย้อนยุค เจริญกรุง-ทรงวาด

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ธนิสร หลักชัย

การเดินทางแบบก้าวต่อก้าวทำให้เห็นสองข้างทางชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครที่ทุกคนต่างเร่งรีบจนลืมมองบางอย่างเหมือนที่เกิดขึ้นกับ ธนิสร หลักชัย ช่างภาพและนักเขียนฟรีแลนซ์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในเว็บไซต์ www.artoftraveler.com และเฟซบุ๊ก ART of Traveler เขาได้แนะนำเส้นทางเดินบุกกรุงแบบย้อนอดีตจาก เจริญกรุงถึงถนนทรงวาด ถนนสองสายที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความงดงามที่หลงลืม

ก้าวแรกเริ่มต้นในซอยเจริญกรุง 43 ณ พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก บ้านไม้สองชั้นที่ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ บอกเล่าความเป็นอยู่ของชาวบางกอกช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แบ่งเป็น 3 อาคาร อาคารหลังแรกเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว หลังที่ 2 เป็นคลินิกของคุณหมอฟรานซิส คริสเตียน และหลังที่ 3 ชั้นล่างแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในอดีต ส่วนชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเขตบางรัก เปิดให้เข้าชมฟรี วันพุธ-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์-อังคาร) เวลา 08.00-16.00 น.

 

จากนั้นในซอยเจริญกรุง 32 (ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก) เป็นซอยที่มีงานสตรีทอาร์ตในโครงการบุกรุกมากที่สุด ซึ่งคนที่ชอบถ่ายภาพน่าจะใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเก็บภาพจนจุใจ จากนั้นเดินตรงไปเรื่อยๆ เข้าสู่ย่านตลาดน้อย เดินไปในซอยกรมเจ้าท่าจะพบกับ วัดกาลหว่าร์ โบสถ์คาทอลิกสถาปัตยกรรมกอทิกที่ได้ชื่อว่าอยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ที่ซอยวานิช 2  ภายในโบสถ์มีรูปปั้นสำคัญ 2 รูป คือ รูปแม่พระลูกประคำใช้แห่ในวันฉลองวัด และรูปพระศพของพระเยซูเจ้าใช้แห่ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ทุกปี

จากนั้นออกจากโบสถ์เลี้ยวไปทางซ้าย เดินเพียงไม่กี่ก้าวจะถึงร้านอาหารชื่อดัง ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นกรมเจ้าท่า แวะรับประทานอาหารกลางวันกับเมนูหลากหลายทั้งบะหมี่เป็ดตุ๋น หมี่ผัดผักกระเฉด และเนื้อเป็ดตุ๋นเนื้อนุ่มที่สร้างชื่อเสียงให้ร้าน จากนั้นในตรอกเดียวกันเป็นเส้นทางเดินย้อนอดีตที่น่าสนใจ ประกอบด้วย ตรอกศาลเจ้าโรงเกือกที่ชาวตลาดน้อยนิยมสักการะ เดินชมสตรีทอาร์ตตามกำแพง (มีขึ้นก่อนโครงการบุกรุก) และเรือนแถวเก่าที่ยังคงใช้งาน

 

“เดินเลาะเข้าไปในชุมชนจะมีมุมถ่ายรูปเยอะมาก” ธนิสร กล่าว “ย่านนั้นเป็นร้านขายอะไหล่เก่าหรือที่เรียกว่าเซียงกง น่าจะถูกใจคนที่ชอบถ่ายรูปแนวสตรีทโฟโต้และแนวฮิปสเตอร์มากเป็นพิเศษ” เขายังกล่าวด้วยว่า ย่านตลาดน้อยมีความหมายทางวัฒนธรรมมากทั้งชุมชนชาวจีน ญวน แขก และไทย ทำให้สถาปัตยกรรม บ้านเรือน อาชีพค้าขาย อาหารการกิน มีเสน่ห์ที่แตกต่างกัน

จากตลาดน้อยสามารถเดินทะลุไปที่ ถนนทรงวาด ถนนที่มีประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สองข้างทางยังคงรักษาตึกแถวยุคแรกของพระนคร โดยฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นตึกแถวสามชั้น มีหน้าบันโค้งประดับลายปูนปั้น ตรงข้ามกันเป็นตึกสองชั้นประดับปูนปั้นรูปเถา นอกจากนี้ยังจะได้เห็นวิถีชีวิตเรียบง่ายที่พลอยทำให้การก้าวเดินช้าลงจนเกือบหยุดนิ่ง

 

การเดินของเขาสิ้นสุดบนถนนสายนี้ แต่ปลายทางของแต่ละกันอาจไม่เหมือนกัน เพราะจากถนนทรงวาดสามารถเดินเชื่อมไปยังสำเพ็ง พาหุรัด และเยาวราช ใครที่อยากกินอาหารสตรีทฟู้ดมื้อดึกก็ไปจบที่ไชน่าทาวน์ หรือใครอยากซื้อเสื้อผ้าก็จบที่ตลาดสำเพ็ง

ร่วมการเดินในวันนั้นเขาเริ่มต้นแปดโมงเช้าและจบที่เวลาสี่โมงเย็น ซึ่งดูแย้งกับระยะทางที่ยาวไม่ถึง 10 กม. “เพราะการเดินไม่จำเป็นต้องรีบ ยิ่งเราช้า ก็ยิ่งเห็นสิ่งรอบตัวมากและชัดขึ้น” เขากล่าว นั่นเป็นเพราะจุดมุ่งหมายของการเดินทางไม่ใช่แค่ย่างก้าว แต่คือประสบการณ์ได้พินิจบ้านเรือนที่เดินผ่าน แวะสวัสดีคุณป้าที่นั่งอยู่หน้าประตู และหยุดดูสิ่งต่างๆ ที่เคยมองข้ามไป

 

 

 

วีรันดา รีสอร์ท พัทยา ชีวิตริมทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/423580

วีรันดา รีสอร์ท พัทยา ชีวิตริมทะเล

โดย…นิทรา ราตรี

เพียงได้ยินชื่อ เอ็ม แกลเลอรี่ บาย โซฟิเทลก็มั่นใจได้ว่าไม่ธรรมดา โดยเฉพาะการดีไซน์ที่มักสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยไอเดียสุดเหวี่ยง อย่างล่าสุด วีรันดา รีสอร์ท พัทยา (Veranda Resort Pattaya) ที่สามารถนำความเป็นท้องถิ่นมาตีความใหม่ให้เป็นงานศิลปะและองค์ประกอบต่างๆ ของโรงแรม

วีรันดา พัทยา ได้รับการออกแบบภายใต้ธีม “ชีวิตริมทะเล” ทำให้แต่ละส่วนของโรงแรมมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตและทะเลไม่มากก็น้อย อย่างห้องพักมีทั้งหมด 145 ห้อง เริ่มต้นที่ซีสเคป (Seascape) ขนาด 38 ตร.ม. ออกแบบเรียบง่ายแต่ยังไม่ลืมเส้นสายและสีสันของท้องทะเล ซีบรีซ (Sea Breeze) ขนาด 45 ตร.ม. สดชื่นกับสีฟ้าคราม และหายใจได้เต็มปอดกับความโปร่งกว้างของห้องพัก โอเชียนฟรอนท์ (Ocean Front) อยู่ประชิดชายหาด เก๋ตรงที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นได้บนเตียงนอน แฟมิลี่พูลสวีท (Family Pool Suite) ห้องพักสำหรับครอบครัวมีเตียงสองชั้นสำหรับเด็ก 2 คน ห้องนั่งเล่นแยกต่างหากพร้อมโต๊ะรับประทานอาหาร และสระแช่ตัวบนระเบียงที่เห็นวิวทะเลพัทยาได้สุดสายตา สุดท้าย สกายพูลวิลล่า (Sky Pool Villa) ห้องพักที่วิวดีที่สุด มีสระว่ายน้ำ และพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ทั้งในและรอบวิลล่า

ส่วนห้องอาหารมี 2 แห่ง ที่เดอะ ไดน์นิ่งรูม (The Dining Room) บริการอาหารไทยและนานาชาติในบรรยากาศแบบอัลเฟรสโก้บนเทอร์เรซและห้องปรับอากาศ และไอ ซี สกาย(I Sea Sky) ห้องอาหารและบาร์บนดาดฟ้า เหมาะสำหรับนั่งชิลจิบค็อกเทลดื่มด่ำความสวยงามของท้องฟ้าและท้องทะเล ซึ่งถ้าเป็นช่วงกลางวันสามารถเรียกความสดชื่นได้ที่บาร์ริมสระว่ายน้ำ (Pool Bar) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชาวเลที่เคยมีอยู่หนาแน่นในแถบนี้

 

นอกจากนี้โรงแรมยังให้บริการสปาที่วีรันดา สปา สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ คิดส์คลับ ฟิตเนส และยังตอบรับกลุ่มประชุมสัมมนาด้วยห้องประชุม 2 ห้อง รองรับได้สูงสุด 220 คนพร้อมเครื่องมือทันสมัยและคนช่วยจัดการ

ทั้งนี้ ในเมืองพัทยามีครอบครัว เอ็ม แกลเลอรี่ อีกแห่งที่โฮเทล บาราคูด้า พัทยา เอ็ม แกลเลอรี่ บาย โซฟิเทล อันเป็นการตอกย้ำความก้าวหน้าของแบรนด์ และสะท้อนกระแสนิยมในเมืองพัทยาที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมไม่เปลี่ยนแปลง

 

Price: ห้องพักเริ่มต้นที่ 6,920 บ. (ห้องซีสเคป)

Place: นาจอมเทียน ซ. 4 พัทยา จ.ชลบุรี โทร. 038-111-899 เว็บไซต์ www.verandapattaya.com

Promotion: ฉลองสมาชิกใหม่ของครอบครัวเอ็ม แกลเลอรี่ ห้องซีสเคปราคาเริ่มต้น 4,610 บ. ตั้งแต่วันนี้ – 30 เม.ย. 59

 

ชีวิตสุโข ณ สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/423579

ชีวิตสุโข ณ สุโขทัย

โดย…กาญจน์ อายุ

เสียงกัปตันรายงานสภาพอากาศเช่นปกติ วันนี้อากาศดี อีก 30 นาทีจะถึงท่าอากาศยานสุโขทัย แต่ที่ทำให้สะดุด “ขณะนี้อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิที่สุโขทัยได้รับรายงานว่าอยู่ที่37 องศาฯ”

สุโขทัยอากาศร้อนจัดและแล้งจัดเหมือนจังหวัดอื่น ยืนยันได้ทันทีหลังประตูเครื่องเปิดลมร้อนของฤดูแล้งปะทะหน้าผสมกลิ่นคอกควายข้างรันเวย์ นั่นคือคำต้อนรับอันแสนอบอุ่นของสนามบินสุโขทัย

ด้วยสนามบินแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นสนามบินเอกชนของบริษัท การบินกรุงเทพ (บางกอกแอร์เวย์ส) มีสวนสัตว์ มีโครงการเกษตรอินทรีย์ และมีพิพิธภัณฑ์ขนาดมหึมา เปิดเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้

ลองปลูกข้าวในแปลงสาธิต

 

เก็บไข่ ปลูกข้าว ดำนา

ถ้าลงเครื่องบินไฟลต์เช้าจะถึงสนามบินสุโขทัยประมาณ 8 โมง เป็นเวลาเหมาะเจาะที่จะเที่ยวในโครงการเกษตรอินทรีย์ก่อนเข้าเมือง โดยทางโครงการมีโปรแกรมให้เที่ยวแบบฮาล์ฟเดย์ราคาคนละ 900 บาท รวมอาหารกลางวัน

เริ่มที่ทุกคนต้องแปลงกายเป็นชาวนา เปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้เป็นชุดหม้อห้อม หรือม่อฮ่อมใส่หมวกงอบ รองเท้าบู้ต แล้วขึ้นรถราง (แต่ไม่มีราง) ไปยังสถานีแรกที่เล้าเป็ด เจ้าหน้าที่เล่าว่า เป็ดที่เลี้ยงเป็นเป็ดพันธุ์ตัวเมีย ให้ความหมายตรงตัวว่า เป็ดทุกตัวคือตัวเมียไม่ต้องผสมพันธุ์ (เจ้าหน้าที่ใช้คำว่า ทับกัน) แต่สามารถออกไข่ทุกวัน และไข่ที่ได้จะไม่ฟักเป็นตัว ซึ่งถ้าไม่บอกก็คงไม่ทราบว่าเป็ดเหล่านี้พิเศษ เพราะภายนอกมันคือเป็ด แต่ภายในกลับเป็นในสิ่งที่มนุษย์อยากให้เป็น

หลังจากมองพิจารณาอยู่สักพักก็รำลึกได้ว่าต้องเก็บไข่ใส่ชะลอม เก็บไปก็เกรงใจเจ้าของไข่ไป เพราะเป็ดตัวเมียทั้งหลายยังยืนจ้องอยู่ข้างๆ จากนั้นขึ้นรถรางไปต่อที่สถานีโรงสีข้าว โดยระหว่างทางเจ้าหน้าที่ได้ร้อยเรื่องราวถึงนาข้าวสองข้างทาง

ถ่ายภาพมะระขี้นกที่สถานีผัก

 

ย้อนกลับไปสมัยอดีต ชาวสุโขทัยมีแม่น้ำยมเป็นสายเลือดใหญ่ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำอุดมสมบูรณ์ ผิดกับปัจจุบันที่ไม่เป็นทั้งอู่ข้าวและอู่น้ำสืบเนื่องจากภัยแล้งที่ทุกจังหวัดเจอ ทั้งยังรณรงค์ให้ปลูกใบยาสูบเพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย เพื่อหาอาชีพให้ชาวนาที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ สำหรับโครงการเกษตรอินทรีย์ มีการทำบ่อกักเก็บน้ำของตัวเอง ปลูกข้าวแดง ข้าวดำ ข้าวขาวเก็บเกี่ยวเอง ส่งเข้าโรงสี และบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ขายที่โครงการ

ขั้นตอนที่น่าทึ่งคงจะเป็นการคัดข้าวด้วยมือ คัดเมล็ดต่อเมล็ดเพื่อแยกเกรดข้าวเหมือนคนจันท์คัดอัญมณี คุณป้าที่กำลังตวัดมือเป็นระวิงเล่าว่า จริงๆ แล้วขั้นตอนนี้มีเครื่องจักรทำได้ แต่การคัดด้วยมือคนจะดีที่สุด เพราะจะได้มองข้าวทุกเมล็ด คัดด้วยความคิดที่ชำนาญ และยังเป็นการสร้างงานให้ชาวบ้าน อีกด้านหนึ่งในสายตาของผู้บริโภค เมื่อเห็นกระบวนการที่ละเอียดยิบขนาดนี้ พลันคิดไปถึงข้าวกลางวันที่คงอร่อยกว่าเดิมและคงกินเรียบไม่ให้เหลือข้าวสักเม็ด

หลังจากสถานีข้าว นั่งรถรางไปต่อที่สถานีผัก ในพื้นที่ 4,000 ไร่ มีสวนเกษตรแบบผสมผสานหลายชนิด ทั้งกล้วย แก้วมังกร มะยงชิด มะม่วง รวมถึงผักสวนครัว นักท่องเที่ยวจะได้ไปดูที่แปลงผักสาธิตเพื่อเรียนรู้การทำเกษตรแบบอินทรีย์ ไปเก็บผักที่มีหนอนไช และไปชิมผักสดๆ แข่งกับนก เพราะนั่นคือตัวบ่งชี้ว่าไม่มีสารพิษ

คัดแยกคุณภาพข้าวไรซ์เบอร์รี่ด้วยมือ

 

เมื่ออิ่ม เอ้ย… เมื่อได้รับความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์เสร็จ รถรางจะนำไปส่งที่คอกควาย ควายทุกตัวถูกไถ่ชีวิตมา ทุกตัวเป็นควายเผือก และทุกตัวปลอดภัยที่นี่ พวกมันถือว่าเป็นเจ้าถิ่นก่อนสัตว์ประเภทอื่น ทั้งม้าลาย ยีราฟ สิงโต อัลปาก้า ลิง นก จิ้งจอก ที่ตามมาในภายหลัง ตอนนี้สนามบินสุโขทัยกลายเป็นสวนสัตว์ดุสิตของจังหวัด ทุกวันจะมีเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา รวมถึงคนทั่วไปสามารถเข้ามาชมสวนสัตว์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

จากนั้นรถรางจะนำไปส่งที่จุดสุดท้ายที่แปลงนาสาธิต เวลานี้ชุดหม้อห้อม งอบ และรองเท้าบู๊ตจะถูกใช้งานอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ (ชาวนามืออาชีพ) จะแจกต้นข้าวอ่อนคนละกำ พร้อมบอกกติกาว่าให้แต่ละคนปลูกเป็นสามแถว ปักเป็นแนวตอนลึก ให้ห่างกันต้นละ 2 นิ้ว วิธีปลูกก็แสนง่ายเพียงใช้หัวแม่โป้งดันรากลงไปในดินพยายามให้ต้นตั้งตรงก็เป็นอันเสร็จ

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยาก คือ อุณหภูมิที่ร้อนจัด เพราะแม้ว่าตั้งแต่ข้อเท้าลงไปจะอยู่ในดินเหนียวแต่ความเย็นระดับนั้นไม่ได้ช่วยอะไร ลักษณะท่าทางที่ต้องก้มๆ เงยๆ ตลอดเวลาซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนที่เป็นความดันได้ง่ายนัก และจำนวนข้าว เพราะการปักลงไป 100 ครั้ง กินพื้นที่เพียงน้อยนิดกว่าจะครบ 1 ไร่ 10 ไร่ หรือ 100 ไร่ คงต้องใช้การปลูกนับครั้งไม่ถ้วน

ไข่เป็ดสดจากเล้า

 

และก็เป็นอย่างที่คิด อาหารกลางวันริมทุ่งนาในวันนั้นอร่อยที่สุดในชีวิต และเป็นการกินข้าวอย่างรู้คุณค่ามากที่สุดในชีวิตเช่นกัน

ปั่นสองล้อท่องเมืองเก่า

การมาเยือนราชธานีเก่าของประเทศไทยต้องปั่นจักรยานชม “โบราณสถาน” ไม่จำเป็นต้องหิ้วจักรยานมา ร้านเช่าจักรยานมีให้บริการอยู่หน้าทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ค่าเช่าคันละ 30 บาท ถ้าต้องการไกด์บรรยายต้องติดต่อกับอุทยานล่วงหน้า (โทร.055-697-310)

ไกด์เล่าให้ฟังว่า ราชธานีแห่งนี้อายุราว 700 ปีทว่ายังเหลือสถาปัตยกรรมที่สร้างจากศิลาแลง อิฐ และปูน เอกลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย คือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มีให้เห็นเกือบทุกวัดในบริเวณดังกล่าว

นั่งพักหลังปั่นจักรยานรอบอุทยาน

 

การปั่นจักรยานชมโบราณสถานถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะภายในอุทยานมีถนนอย่างดีและค่อนข้างร่มรื่นใต้ต้นไม้ใหญ่ และสามารถเก็บได้หลายจุด ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมีพระราชวังและวัด 26 แห่ง จุดสำคัญ ได้แก่ วัดมหาธาตุ วัดศรีสวาย วัดชนะสงคราม วัดช้างล้อมและปิดท้ายที่พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ไกด์ยังกล่าวด้วยว่า เหตุที่สถาปัตยกรรมต่างๆ ยังค่อนข้างสมบูรณ์ เป็นเพราะสมัยสุโขทัยไม่ค่อยมีศึกสงคราม บ้านเมืองอยู่ดีมีสุข ผู้คนจึงสร้างวัดถวายมากมาย จนกระทั่งมีการย้ายราชธานีและเปลี่ยนเป็นรัชสมัยกรุงศรีอยุธยา ความสำคัญของเมืองสุโขทัยก็ลดลง ทว่าได้รับความสำคัญอีกครั้งในฐานะเมืองอนุรักษ์ โดยในปี 2534 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร โดยองค์การยูเนสโก

นอกจากนี้ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดงานสงกรานต์ภายใต้เแนวคิด “สงกรานต์สุโขทัย เที่ยวได้ครึ่งเดือน” ใน 8 พื้นที่ ระหว่างวันที่ 7-19 เม.ย. 2559 ได้แก่ วัดหาดเสี้ยว อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ทะเลหลวง วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร วัดศรีชุม อนุสาวรีย์เจ้าหมื่นด้ง ริมเขื่อนริมแม่น้ำยมและอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งในอุทยานจะจัดงานย้อนอดีตมหาสงกรานต์กรุงสุโขทัย ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. 2559 มีการแข่งขันก่อเจดีย์ทราย ขบวนแห่ล้อเกวียนโบราณ การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การละเล่นพื้นเมือง และร้านจำหน่ายอาหารโบราณ นอกจากนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ อุทยานจะเปิดไฟในโบราณสถานตั้งแต่เวลา 19.00-21.00 น.ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เห็นภาพสุโขทัยสมัยรุ่งเรืองมากที่สุดในกาลปัจจุบัน

อัลปาก้าในสนามบินสุโขทัย

 

ต้นมะม่วงโบราณที่วัดศรีสวาย

 

วัดศรีสวาย

 

หลบตามเงาเสา

 

วัดมหาธาตุ ขนาดใหญ่ที่สุด ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

 

รำลึกรักชาติ บนพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/422506

รำลึกรักชาติ บนพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ

โดย…โยธิน อยู่จงดี

ผมกำลังมองดูแบบจำลองการรบวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 หรือปี 2436 ในรัชกาลที่ 5 ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ จ.สมุทรปราการ การรบที่เคยได้แต่จินตนาการตามตำรา แต่นึกไม่ออกว่าทำไมป้อมพระจุล หรือป้อมปืนเสือหมอบ รวมถึงเรือรบหลวงทั้ง 5 ลำถึงไม่สามารถยับยั้งการรุกล้ำอธิปไตยชาติไทยได้เลย

ครานั้นฝรั่งเศสส่งเรือรบมาเพียง 2 ลำ คือ เรือแองคองสตังต์ เรือปืนโคเมต์ และเรือนำร่องเยเบเซอีก 1 ลำ มาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในขณะที่เรือรบหลวงฝ่ายไทยมีเรือหาญหักศัตรู เรือนฤเบนทร์บุตรี เรือปืนมกุฎราชกุมาร เรือทูลกระหม่อม และหมู่เรือราชนาวีไทย ร่วมกันต่อต้านก็ไม่สามารถทานความแข็งแกร่งของเรือรบฝรั่งเศสที่มีเพียง 3 ลำได้

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเราเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้กับฝรั่งเศสเพื่อแลกกับการคงเอกราชสืบถึงปัจจุบัน สะท้อนใจกลับมาให้เราคิดต่อว่าแล้วไทยเราจะต้องเสียไปอีกสักเท่าไหร่ เราถึงจะกลับมารักและสามัคคีกันเหมือนเดิม

แผงท้ายเรือหลวง พาลีรั้งทวีป ในรัชกาลที่ 5

 

พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์อาจจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับใครหลายคน ซึ่งเราก็ไม่ว่ากันหรอกครับเพราะแต่ก่อนผมเองก็รู้สึกเบื่อไม่น้อยไปกว่าคนอื่นเหมือนกัน แต่สำหรับพิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งนี้แล้ว ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของกองทัพเรือที่ทรงคุณค่าควรแก่การเยี่ยมชม ความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์เริ่มต้นเมื่อถึงคราวต้องปลดประจำการยุทโธปกรณ์ ในปี 2485 จึงได้มีคำสั่งให้มีการรวบรวมวัตถุที่สำคัญต่างเตรียมสำหรับการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ จนกระทั่งสามารถเปิดให้เข้าชมในปี 2498 ในอาคารราชนาวิกสภา ต่อมาย้ายไปจัดแสดงที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า (บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา) เมื่อปี 2500 และสุดท้ายในปี 2515 จึงได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นอย่างเป็นทางการริมถนนสุขุมวิท ตรงข้ามโรงเรียนนายเรือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ถึงปัจจุบัน

ตัวพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น 2 อาคาร คืออาคารจัดแสดงเครื่องใช้ของ พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภารเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ภายในจัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ อาทิ ถ้วยชา อาวุธประจำองค์ เครื่องทรงชุดทหารเรือ อุปกรณ์บนเรือหลวงพระร่วง ที่เคยทรงบัญชาการ แนะนำว่าเราควรเดินมาที่อาคารแรกเพื่อลงชื่อในสมุดเยี่ยมชม และกราบพระรูปของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ก่อนเป็นอันดับแรก

หลังจากนั้นค่อยเดินมาที่ตัวอาคาร 2 ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นล่างเป็นใต้ถุนอาคารเปิดโล่ง จัดแสดงวัตถุขนาดใหญ่ที่เคลื่อนย้ายลำบาก อาทิ ไฟประภาคารแห่งแรกของประเทศไทย ที่เคยประจำอยู่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า (ปากแม่น้ำเจ้าพระยา) ปืนเที่ยง ใช้ยิงบอกเวลาสมัยรัชกาลที่ 5 ตอร์ปิโด ขนาดต่างๆ ที่ใช้ในเรือรบผิวน้ำ และเรือสุวรรณเหรา เป็นเรือพระที่นั่งศรีที่ใช้เป็นเรือพระประเทียบในกระบวนเรือพระราชพิธี ทำโดยช่างในสมัยรัชกาลที่ 5

ตัวอย่างทุ่นลอยในสมัยสงครามโลก

 

เฉพาะชั้นล่างถ้าได้อ่านประวัติศาสตร์ก็น่าสนใจแล้วครับ โดยเฉพาะเรือสุวรรณเหราทั้งสองลำ ซึ่งกรมศิลปากรได้มอบให้พิพิธภัณฑ์ทหารเรือดูแลต่อ เรือนี้เป็นเรือสำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้เสด็จลำลอง หรือใช้เป็นเรือพระประเทียบในกระบวนเรือพระราชพระราชพิธีสำหรับเจ้านายฝ่ายในมีเก๋ง (ห้องโดยสาร) ปิดมิดชิด มีหน้าต่างบานเกร็ด ปิด-เปิด ก็เพื่อความสะดวกในการเสด็จประทับแรมยังพื้นที่ห่างไกล และป้องกันการมองจากภายนอก

อีกชิ้นคือไฟประภาคารขนาดใหญ่ชิ้นแรกของประเทศไทยตั้งอยู่ที่นี่ นำเข้ามาจากประเทศอังกฤษเมื่อครั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการ ได้สร้างประภาคารขึ้นที่ปากน้ำเจ้าพระยา กองทัพเรือเรียกว่า “ประภาคารสันดอนปากน้ำเจ้าพระยา” มีอายุใช้งาน 55 ปี จึงเลิกใช้และนำมาเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาต่อไป

ขั้นมาชั้นที่ 2 จัดแสดงเรือรบชนิดต่างๆ ที่ใช้ในกองทัพเรือ เรือที่ใช้ในขบวนพยุหยาตราชลมารคเรือรบในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในรูปแบบโมเดลจำลองขนาดใหญ่ให้เห็นถึงส่วนประกอบเรือต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีมากหากมาเป็นหมู่คณะและมีเจ้าหน้าที่ทหารเรือเป็นคนบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรือแบบต่างๆ และส่วนประกอบของเรือที่น่าสนใจ

ส่วนประกอบเครื่องยนต์เรือ

 

นอกจากนี้ ยังมีจัดแสดงหัวเรือแบบต่างๆ ไว้ซึ่งแต่ละชิ้นอายุไม่น่าต่ำกว่า 100 ปีทั้งนั้น เพราะในสมัยโบราณเมื่อเรือลำใดทำการได้ชัยชนะต่อเรือลำอื่น ก็มักจะตัดเอาหัวเรือตรงทางหัวสุดข้างบนของเรือนั้นมาติดไว้ที่หัวเรือของตน

รูปที่ติดหัวเรือรบมักใช้รูปที่ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ตามนิยายและรูปในทางศาสนา เพื่อแสดงเป็นเครื่องหมายให้เห็นหรือให้ทหารประจำเรือระลึกถึงความเก่งกล้าตามเรื่องในนิยายนั้น แต่ในสมัยปัจจุบันรูปที่ติดตรงส่วนหัวเรือสุดตอนบนนี้บางนาวีก็มี บางนาวีก็ไม่มี ในจักรพรรดินาวีญี่ปุ่นมีเป็นรูปดอกไม้คิขุ ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ของพระเจ้าจักรพรรดิ ในราชนาวีไทยใช้รูปครุฑ ซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดิน บางนาวีก็ใช้ตราอาร์ม ส่วนสถานที่ติดตั้ง บางนาวีก็เปลี่ยนที่ต่างกันไปบ้าง แต่คงอยู่ใกล้กับทางหัวเรืออยู่นั่นเอง สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อนั้นแปรเปลี่ยนไปตามนิยมสังคมโลกท่ีเปลี่ยนแปลงไป

แบบจำลอง กระบวนพยุหยาตราชลมารค

 

สุดท้ายคือชั้นที่ 3 เป็นการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับยุทธนาวีต่างๆ ซึ่งเป็นวีรกรรมการรบของกองทัพเรือ อาทิ ยุทธนาวีเกาะช้าง วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 การรบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ยุทธนาวีดอนน้อย เป็นการรบระหว่างไทยและกองทัพคอมมิวนิสต์ในลาว ในเขต จ.หนองคาย (แม่น้ำโขง) จากการพยายามสกัดการรุกล้ำเข้ามาของคอมมิวนิสต์ในดินแดนไทยผ่านทางเกาะดอนน้อยที่อยู่กลางลำน้ำโขง และยุทธการบ้านชำราก จ.ตราด การรบที่ทหารไทยพยายามผลักดันให้ทหารเวียดนามที่ล้ำแดนเข้ามาถอยร่นกลับไป แม้จะมีสมรภูมิไม่มากเหมือนเหล่าทัพอื่นๆ แต่ก็เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันประเทศทางทะเล ซึ่งมีผลชี้วัดการครอบครองดินแดนบนแผ่นดินอยู่ไม่น้อย

แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็คือการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านอาวุธยุทโธปกรณ์และแบบจำลองที่ชี้ให้เห็นชัดว่าไทยเราแม้จะด้อยกว่าชาติอื่น แต่ใจสู้นั้นไม่แพ้ใคร และเมื่อไม่สามารถชนะได้ด้วยกำลังก็เอาชนะด้วยสติปัญญา เช่น ความปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงหาทางออกแก่ประเทศไทยด้วยวิธีที่ดีที่สุดในขณะนั้น ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่เคยคิดดูถูกบรรพชนอยากให้มาที่นิทรรศการแห่งนี้ แล้วจะรู้ว่าพวกท่านล้วนทำดีที่สุดแล้วเพื่อปกป้องบ้านเมืองของเรา

แท่นบังคับควบคุมเรือหลวงพระร่วมของกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

 

อาวุธกองทัพเรือสมัยสงครามโลก

 

ขวานปล่อยเรือของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

ราชรถทรงชั่วคราว ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

ที่ซ่อนสุข เดอะ ฮิดเด้น ระนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/422387

ที่ซ่อนสุข เดอะ ฮิดเด้น ระนอง

โดย…นิทรา ราตรี ภาพ…ภัทรชัย, กาญจนา

เมื่อนักเดินทางหัวครีเอทีฟลงมือทำรีสอร์ท เกิดเป็น เดอะ ฮิดเด้น ระนอง (The Hidden Resort & Restaurant) จากการออกแบบของสองพี่น้อง น้ำหวาน-น้ำฝน เปี่ยมจินดา นักเดินทางตัวจริงที่ทราบดีว่าสิ่งสำคัญของรีสอร์ทไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือ “ความรู้สึก” ที่ติดหัวใจกลับไป

เดอะ ฮิดเด้น เป็นรีสอร์ทขนาดเล็กเพียง8 หลัง แบ่งเป็น 2 แบบ คือ เดอะ ฮิดเด้น วิลล่าขนาด 38 ตร.ม. ตั้งเรียงกันในสวน โดยมีสะพานไม้เป็นทางเชื่อม การออกแบบเรียบง่าย มีประตูเป็นกระจกบานใหญ่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา และอีกประเภท เดอะ การ์เด้น พาวิลเลียน ขนาด 45 ตร.ม. เป็นบ้านพักขนาดใหญ่มีเพียง 2 หลัง พิเศษตรงที่อยู่บนเนินสูงทำให้เห็นวิวได้กว้างกว่า ส่วนภายในให้ความรู้สึกสบายด้วยผนังกระจกเปิดโล่ง และให้ความรู้สึกเปิดเผยกับห้องน้ำไร้ประตูที่เชื่อมตรงกับห้องนอน

 

น้ำหวาน เล่าว่า แต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนผลไม้ เมื่อได้ปลูกต้นไม้เพิ่มเข้าไปจึงกลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เธอเรียกว่า “สวนหลังบ้าน” อันเป็นที่ซ่อนของวิลล่า สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ร้านอาหาร และพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้เธอยังเน้นการให้บริการแบบ Personal Touch ใส่ใจผู้เข้าพักเหมือนเพื่อนเก่าที่มาเยี่ยมเยือน เพื่อสร้างความอุ่นใจและความทรงจำอันอบอุ่น

“ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ชาร์จพลัง” น้ำหวาน กล่าว “พอกลับบ้านไปแล้วเขาจะคิดถึงเรา เพราะความผูกพันที่เราสร้างไว้ที่นี่” เธอยังกล่าวด้วยว่าระนองเป็นจุดหมายปลายทางของคนที่ต้องการเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง ดังนั้นแขกทุกคนจะได้รับความเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็ยังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

 

เดอะ ฮิดเด้น จึงเป็นเสมือนที่ซ่อนสุข บ่มเพาะความสุขให้เติบโต และยังปล่อยพลังให้หัวใจพองโตจนไม่อยากกลับไปสู่โลกแห่งความจริง

Price: เดอะ ฮิดเด้น วิลลา 2,650 บ. เดอะ การ์เด้น พาวิลเลี่ยน 3,250 บ.

Place: อยู่บน ถ. เพชรเกษม เข้าซอยคลองหลุมถ่าน 700 ม. ห่างจากบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน 5 นาที จ.ระนอง โทร. 077-821-900 เว็บไซต์ www.thehidden-ranong.com

Promotion: –

 

ลำปาง เริ่มต้นด้วยบริบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/422386

ลำปาง เริ่มต้นด้วยบริบูรณ์

โดย…กาญจน์ อายุ

บริบูรณ์ไม่ใช่ตอนจบ เพราะจุดเริ่มต้นอยู่ ณ บ้านบริบูรณ์

หนังสือกาดกองต้า ย่านเก่าเล่าเรื่องเมืองลำปาง โดย กิติศักดิ์ เฮงษฎีกุล (เจ้าของอาคารฟองหลี) กล่าวถึง บ้านบริบูรณ์ ไว้ว่า เก่าคร่ำ แต่งามงด

บ้านเก่ากลับมามีชีวิต

 

“เลี้ยวขวาขึ้นไปจนเกือบจะสุดหลิ่งจันหมัน (บ้านไม้หัวมุมถนน) ขวามือคือบ้านบริบูรณ์ที่ทรุดโทรมปิดร้าง ทว่าก็ยังคงเค้าความงดงามในอดีตอยู่มาก เรือนไม้ฉลุลวดลายในทุกรายละเอียดเป็นเรือนขนมปังขิงหลังคาทรงปั้นหยาเพียงหลังเดียวในย่านตลาดจีน”

ผู้เขียนบันทึกไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ทว่าปัจจุบันมีบางอย่างเปลี่ยนไป จากบ้านทรุดโทรมปิดร้างกลายเป็น หอศิลป์การแสดง ต้อนรับผู้คน จากเค้าความงดงามในอดีตกลายเป็นความเก่าเฉิดฉายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามรายละเอียดของเรือนขนมปังขิงยังคงอยู่ เพียงถูกบูรณะให้แข็งแรงและสวยใหม่ประหนึ่งอดีตเมื่อ 88 ปีที่แล้ว

กาดมั่ว

 

ณรงค์ ปัทมะเสวี ประธานมูลนิธิปัทมะเสวีและเจ้าของบ้านบริบูรณ์คนปัจจุบัน เล่าว่า ความน่ากลัวของบ้านร้างที่มีประวัติมายาวนาน ทำให้ไม่มีใครกล้าเดินผ่านหน้าบ้าน พ่อค้าแม่ขายก็เว้นพื้นที่ไว้ไม่กล้าวางขาย แต่ในสายตาของเขากลับมองเห็นความสำคัญของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่อธิบายความเป็น “กาดกองต้า” ได้ดี ณรงค์จึงตามหาเจ้าของบ้าน สืบได้ว่ามีเจ้าของ 21 คน ใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าจะซื้อได้ จากนั้นก็เริ่มการอนุรักษ์บ้านทั้งหลังโดยรักษาโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมด ปัจจุบันเปิดเป็นหอศิลป์การแสดงให้ศิลปินใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงาน รวมถึงการแสดงต่างๆ

“เราพยายามสร้างความภูมิใจให้บ้านเกิดโดยการอนุรักษ์รากฐานของลำปาง จากนั้นก็ให้การศึกษาโดยการเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะ การแสดง วัฒนธรรม จากศิลปินในท้องถิ่น” ณรงค์ กล่าว

ถนนคนเดินกาดกองต้า

 

ความเป็นมาของบ้านบริบูรณ์บอกเล่าผ่านภาพวาดขนาด 4 เมตร ที่ติดอยู่บนผนังชั้นล่าง ตรงกลางภาพเป็นบ้านบริบูรณ์ล้อมรอบด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวตะวันตก จีน ขมุ (ลาว) ไทย แขก และเมียนมา แต่มีคนสำคัญ 3 ท่าน คนแรกคือ หม่องยี เจ้าของบ้านบริบูรณ์ หรือนายใหญ่ บริบูรณ์ เขาเป็นพ่อเลี้ยงค้าไม้ ทำงานเป็นเฮดแมนให้หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ รวมถึงเป็นผู้จัดการแบงก์สยามกัมมาจลคนแรกของลำปาง และเป็นกัมปะโดทำงานให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หม่องยีจึงเป็นพ่อเลี้ยงชาวเมียนมาที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และเป็นที่ยอมรับในสังคมลำปางสมัยนั้น (พ.ศ. 2411-2498)

หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ คนสำคัญในยุคการค้าไม้รุ่งเรือง เขาเป็นผู้จัดการบริษัท บริติช บอร์เนียว ที่ได้รับสัมปทานป่าไม้จากรัฐบาลไทยราวปี 2432 ซึ่งช่วงที่ลำปางรุ่งเรืองที่สุดน่าจะเป็นปี 2461 เมื่อรางรถไฟมาถึงลำปาง ทำให้จังหวัดเป็นชุมทางรถไฟที่เชื่อมการคมนาคมจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ และกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค

ต้นตำรับโคมศรีล้านนา แห่งเดียวในไทย

 

สุดท้ายคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเป็นผู้จัดการคนแรกของแบงก์สยามกัมมาจล สาขาลำปาง เหตุที่มีธนาคารมาเปิดสาขา นอกจากเหตุผลด้านความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแล้ว การค้าขายในจังหวัดยังไม่ใช้เงินไทย แต่ใช้สกุลต่างชาติตามพ่อค้าที่เข้ามาค้าขาย และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยังได้สมญานามว่า เขยลำปาง เพราะใช้ชีวิตในลำปางนานถึง 8 ปี จนภรรยาคลอดลูกในดินแดนลำปางหลายคน

บ้านบริบูรณ์ยังมีคุณค่ายิ่งทางสถาปัตยกรรม ด้วยเป็นเรือนขนมปังขิงหลังคาปั้นหยาหลังเดียวในกาดกองต้า ลักษณะเป็นเรือนครึ่งปูนครึ่งไม้ มีไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาและลายประดิษฐ์ ด้านบนไม่มีระเบียง แต่เป็นหน้าต่างแบบบานเกล็ดไม้ตามอิทธิพลตะวันตก และจุดพิเศษคือ ลายฉลุช่องลมที่ตัวเรือนชั้นสองเพื่อระบายอากาศแตกต่างจากเรือนขนมปังขิงทั่วไป นอกจากนี้หากใครได้เข้าไปในตัวบ้านช่วงกลางวันจะสัมผัสถึงความเย็น อุณหภูมิต่ำกว่าด้านนอกประมาณ 5 องศาเซลเซียส เป็นผลมาจากการทำผนังหนา เพดานสูง และมีช่องระบายอากาศอย่างที่กล่าวไป

เรียนฉลุลายโคม

 

ก่อนหน้าที่จะเปิดบ้านบริบูรณ์ ทางมูลนิธิปัทมะเสวีเคยบูรณะบ้านหลังหนึ่งริมถนนตลาดเก่ามาก่อนแล้ว ตอนนี้คือหอศิลป์ลำปาง เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม วาดเส้น ภาพถ่าย กราฟฟิกดีไซน์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ การแสดง ดนตรี คหกรรม หนังสือ และสื่อมัลติมีเดีย ซึ่งทุกวันจะมีนักเรียนมาเรียนการทำโคมศรีล้านนาจาก ป้าบัว-ทิวาพร ปินตาสี ทายาทผู้คิดค้นโคมศรีล้านนาที่มีวิธีการทำเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย

โคมศรีล้านนาเป็นลักษณะ 8 เหลี่ยม (ตัวแทนมรรค 8) มีความซับซ้อน 3 ชั้น (ตัวแทนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) ทุกขั้นตอนทำจากมือทั้งหมด ตั้งแต่การขึ้นโครงไม้ไผ่ ฉลุลาย และประกอบชิ้นส่วน ซึ่งไม่เหมือนกับโคมที่อื่น จึงพูดได้ว่ามีที่เดียวในไทยและในโลก

คุณยายทัดดอกไม้

 

“นี่คือแสงสว่างที่คลาสสิก โคมศรีล้านนาไม่เหมือนโคมที่ไหน วันนี้ป้ากำลังสานภูมิปัญญาของพ่อโดยถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นใหม่ ให้เด็กๆ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นติดตัว สร้างคุณค่าให้ จ.ลำปาง และสร้างรายได้ให้คนทำ” ป้าบัวยังกล่าวด้วยว่า มีคนออร์เดอร์ให้ทำตลอดปี โดยโคมหนึ่งมีราคาประมาณ 1,500 บาท และปัจจุบันคนลำปางยังนำโคมศรีล้านนาไปถวายวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล

ริมสองฝั่งถนนตลาดเก่ามีบ้านเก่าให้ชมอีกหลายหลัง ถ้าไล่เรียงจากหัวถนนไปสู่สะพานรัษฎาภิเศก เริ่มที่อาคารฟองหลี ที่ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นอาคารที่มีศิลปะลายฉลุแบบขนมปังขิงที่ประณีตที่สุด บ้านคมสัน เป็นบ้านหลังใหญ่สีเหลืองทำจากปูนหลังแรกในย่าน อาคารเยียนซีไท้ลีกี อดีตห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาดจีน บ้านทนายความอนันต์ พันธุ์พัฒน์ ตรงหน้าจั่วมีการประดับไม้เสากลึงที่เรียกว่าสะระไน ที่เป็นลักษณะพิเศษของเรือนมะนิลา อาคารหม่องโง่ยซิ่น เรือนขนมปังขิงหลังคาทรงมะนิลาที่มีลายฉลุไม้สวยที่สุด และอาคารกาญจนวงศ์ ที่มีความอ่อนหวานด้วยลายปูนปั้นฝีมือช่างมัณฑะเลย์และลายฉลุอันอ่อนช้อย

ตลาดเช้าเก๊าจาว อายุกว่า 100 ปี

 

วันเสาร์-อาทิตย์ ช่วง 4 โมงเย็น ถนนตลาดเก่าจะปิดเป็นถนนคนเดินเรียกว่า กาดกองต้า ขายอาหารพื้นเมือง เสื้อผ้าชาวเหนือ งานแฮนด์เมด ผักผลไม้ สินค้ามือสอง หรือทุกอย่างที่คิดออก แต่ถ้ามีความตั้งใจที่จะชมสถาปัตยกรรมไม่ควรเดินวันที่มีตลาด เพราะร้านค้าและแผงลอยจะปิดบังความสวยงามแทบสิ้น ส่วนตลาดแบบท้องถิ่นต้องไปที่ตลาดเช้า 100 ปีรัตน์ หรือตลาดเก๊าจาว ริมทางรถไฟใกล้กับสะพานดำ ชาวบ้านเรียกว่า กาดมั่ว เพราะขายของหลายชนิดมั่วกันไปทั้งอาหารสด พืชผัก โจ๊ก กาแฟ หมูปิ้ง ผึ้งปิ้ง ดอกไม้ เสื้อผ้า และถ้าไปช่วงนี้จะได้ไข่มดแดงเม็ดเป้งติดมือ สิ่งน่าสนใจไม่แพ้อาหารคือ เรือนแถวไม้ประตูบานเฟี้ยมที่ในอดีตใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าจากรถไฟ และโครงสร้างตลาดยังทำจากไม้ขอนใหญ่ ซึ่งฉากที่คลาสสิกที่สุดคงเป็นจังหวะที่รถไฟวิ่งผ่านแล้วได้กลิ่นน้ำมันดีเซลลอยประกบกลิ่นหมูปิ้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากาลเวลาทำให้ลำปางเปลี่ยนไป “แต่ไม่ทั้งหมด” ตามสโลแกนของโครงการเมืองต้องห้าม…พลาด ที่นิยามลำปางว่าเป็นเมืองที่ไม่หมุนตามกาลเวลา นั่นเพราะบรรดาเจ้าของบ้านช่วยกันคืนชีวาให้สิ่งปลูกสร้างกลับมามีชีวิต ซึ่งน่าดีใจที่หลังอื่นๆ มีแนวโน้มจะอนุรักษ์มากขึ้น เพื่อหวังว่าบ้านเมืองจะกลับมารุ่งเรืองดังที่เคยเป็นในอดีตกาล

ณรงค์ ปัทมะเสวี ประธานมูลนิธิปัทมะเสวี

 

ทางลอดใต้รางรถไฟ

 

ฤดูไข่มดแดง

 

พักกายใต้ชายคาศิลป์ อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/421118

พักกายใต้ชายคาศิลป์ อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล

โดย…คีตะ

โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ทุกวันนี้ “ศิลปะ” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของเราอย่างยากจะแยกออก ยิ่งเมื่อได้มาอยู่ ณ โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ แห่งนี้ ชีวิตของเราก็เหมือนดำดิ่งเข้าในโลกของศิลปะ ทำให้วันพักผ่อนมีมิติลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ เป็นบูติกโฮเต็ลแห่งใหม่ในย่านสุดฮิปของเชียงใหม่อย่างนิมมานเหมินทร์ ซึ่งแตกต่างและโดดเด่นเพราะมีศิลปะเป็นหัวใจ เมื่อแรกพบผู้มาเยือนสะดุดตากับตัวอาคารซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากขาตั้งกรอบผ้าใบสำหรับวาดรูป ก่อนจะก้าวย่างเข้าไปเพื่อสัมผัสกรุ่นกลิ่นอายศิลปะซึ่งแต่งแต้มทั่วพื้นที่

ห้องพักในแต่ละชั้นของอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล สะท้อนอิทธิพลศิลปะหลากยุคหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะนู้ด ป๊อปอาร์ต แอบสแทรกต์ เซอร์เรียลลิสต์ ลานนาโรแมนติก ฯลฯ

 

พิเศษคือ ในแต่ละชั้นมี Artist SIGNATURE Room ซึ่งเป็นห้องพักที่ศิลปินผู้มีชื่อเสียงในแวดวงศิลปะไทยมาออกแบบ อาจารย์จรูญ บุญสวน ศิลปินอาวุโสผู้โดดเด่นในแนวทางอิมเพรสชันนิสม์ กับห้องพักที่แนบอิงธรรมชาติผ่านภาพวาดฝีมืออาจารย์ซึ่งแขวนอยู่บนผนัง หลายคนไม่อาจจะละสายตาจากประตูห้องน้ำแสนสวย ส่วนห้องของ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี นั้นสะท้อนตัวตนของเขาออกมาในการตกแต่งซึ่งมีเสน่ห์ เท่ และอบอุ่น นักคิดนักสร้างสรรค์และแฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้า จิตต์สิงห์ สมบุญ ทำห้องสีขาวสุดชิกโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตรีทอาร์ตและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาของท้องถนน

ชลิต กลิ่นสี หรือชลิต นาคพะวัน ศิลปินและนักแสดงที่รู้จักกันดี สร้างสรรค์บรรยากาศแห่งความรักให้อยู่รายล้อมตัวเรา ขวัญใจเด็กอัลเทอร์ฯ ธนชัย อุชชิน หรือป๊อด โมเดิร์นด็อก ซึ่งนอกจากจะเก่งเรื่องร้องเพลงแล้ว ยังมีความสามารถทางด้านศิลปะ เขามอบห้องเรียบง่าย แต่มากด้วยความสะดวกสบายและงดงาม ภายในแต่งด้วยสีขาวดำและแดง พร้อมมีภาพจิตรกรรมซึ่งป๊อดสร้างสรรค์แขวนไว้อย่างโดดเด่นเหนือหัวเตียง ส่วนห้องของ ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ ปอม ชาน นักวาดภาพประกอบที่โด่งดังในระดับอินเตอร์ เธอปรุงแต่งห้องให้มีบรรยากาศแสนผ่อนคลายราวกับว่าทุกวันเป็นวันอาทิตย์

ชั้นล่างใกล้กับแผนกต้อนรับยังแบ่งพื้นที่เป็นแกลเลอรี่แสดงผลงานหมุนเวียนสำหรับอาร์ตเลิฟเวอร์ได้เสพศิลป์ ในแต่ละห้องพักมีแคนวาสไว้ให้แขกได้ปลดปล่อยความเป็นอาร์ติสต์ในตัวออกมา นอกจากมีดีที่ศิลปะแล้ว อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่โฮเทล ก็ไม่ขาดตกบกพร่องในสิ่งอำนวยความสะดวกที่โรงแรมควรมี ไม่ว่าจะห้องอาหารจริตซึ่งบำรุงบำเรอลูกค้าด้วยอาหารไทยฟิวชั่นและอาหารนานาชาติ พร้อมเมนูพิเศษเป็นอาหารสูตรไม่ลับของเหล่าศิลปิน และที่สระว่ายน้ำกลางแจ้งบนชั้นสูงสุดของโรงแรมทำให้การว่ายน้ำพร้อมสบตาท้องฟ้าและภูเขาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ในวันพักผ่อนที่นี่ ถามว่าดีไหม ตอบว่าดี และถ้าถามว่าอาร์ตไหม? บอกได้เลยว่า … อาร์ตมาก

 

Price : ราคาตั้งแต่ 2,600-7,700 บาท++

Place : โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 3 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร. 053-894-888 www.artmaigalleryhotel.com

Promotion : จองห้องพักล่วงหน้า 14 วันขึ้นไป รับส่วนลด 15%จองห้องพักอย่างน้อย 2 คืน รับส่วนลด 10%ภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้

 

บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/421117

บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

โดย…กาญจน์ อายุ

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเรื่องเกาะพระทอง หนึ่งมุมมองใน จ.พังงา ที่แม้ว่าจะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่ภาพที่ออกมาก็แปลกตาจากภาพแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเขาหลักและเกาะตาชัยที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นพังงายังมีธรรมชาติอีกอย่างที่ให้อารมณ์คนละอย่างกับทุ่งสะวันนา ด้วยความเขียวชอุ่มของป่าโกงกางและความชุ่มฉ่ำของลำคลอง ทำให้ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวพังงาออกแคมเปญ “ท่องเที่ยวสไตล์กรีน” ในช่วงนี้ที่เพิ่งเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ โดยชู บ้านท่าดินแดง เป็นชุมชนแนะนำ เพราะเหมาะแก่การไปเที่ยว ทั้งคนในชุมชนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน มีสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงความดึงดูดใจที่ชวนให้เซอร์ไพรส์

คิดถึงพังงาภาพทะเลมักจะลอยมา ทว่าเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ต้องมนตร์ไม่แพ้กันคือ ป่าชายเลน ตามแนวชายฝั่ง อ.ท้ายเหมือง มีป่าชายเลนสมบูรณ์โดยเฉพาะสองฝั่งคลองดินแดงที่ขึ้นหนาแน่นเกือบมองไม่เห็นผิวน้ำ ซึ่งบ้านท่าดินแดง หมู่ 4 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง ตั้งอยู่บริเวณนั้น ชาวบ้านจะล่องเรือเล็กเลาะเข้าไปดักปูและหาปลาเป็นวิถี แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าดินแดง ให้บริการเรือคายักและฝีพายพาไปชมธรรมชาติ

ต่อแถวคายักชมธรรมชาติ

 

จุดลงเรืออยู่ในเหมืองทำแร่ดีบุกเก่าซึ่งเคยรุ่งเรืองมากในอดีต บังโหรน ผู้นำกลุ่มเล่าว่า แต่ก่อนบริเวณหมู่บ้านเรียกว่าเหมืองแร่หมื่นล้าน มีหลักฐานความเฟื่องฟูของยุคด้วยรางแร่คอนกรีตคู่ยาว 40 เมตร แต่ทุกวันนี้เหมืองร้างแร่ไปกว่า 50 ปีและถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ เมื่อยุคตื่นเหมืองหมดลง ชาวท่าดินแดงก็เปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมจำพวกผักผลไม้ เช่น แตงโม มะระ มะเขือ จนกระทั่งปี 2546 เหมือนเปลี่ยนยุคอีกครั้งเมื่อคลื่นยักษ์สึนามิกวาดล้างทุกอย่างไป ยุคใหม่ของชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อแก้ไขปัญหาดินที่กลายเป็นดินทรายแทบทั้งหมด

ทุกวันนี้ในชุมชนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ประมาณ 100 โรงเรือน ทั้งผักกาดขาว คะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด และก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักบ้านท่าดินแดง โดยสมาชิกจะขายโดยตรงกับลูกค้าทั้งโรงแรมที่เขาหลักและภูเก็ต รวมถึงโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ขายกิโลกรัมละประมาณ 50 บาท สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ทั้งนี้อาชีพประมงก็ยังเป็นอาชีพพื้นฐานของทุกครัวเรือน

นักท่องเที่ยวเก็บภาพระหว่างทาง

 

กล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีการท่องเที่ยว ชาวบ้านก็มีรายได้เลี้ยงชีพเป็นปกติ การท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงรายได้เสริม สมาชิกกลุ่มจะเป็นฝีพายให้ทุกลำพร้อมนักท่องเที่ยวลำละ 2 คน คัดท้ายพาลัดเลาะเข้าไปในคลองดินแดง ผ่านแนวป่าโกงกางรกทึบ ส่วนบนของต้นโกงกางเป็นยอดสีเขียวสดสลับเข้มตัดกับสีฟ้าล้วนไร้เมฆ ส่วนล่างเป็นรากอากาศโค้งงอไม่มีทิศทางสีเทาน้ำตาล และระหว่างทางจะได้ยินก็แค่เสียงปูก้ามดาบดีดก้าม เต๊าะ เต๊าะ เป็นจังหวะบัลลาดเหมือนความเชื่องช้าของคายัก

เส้นทางเลาะป่าชายเลนไม่มีแผนที่ชัดเจน หมายความว่าไม่มีแผนที่ให้กางดูแต่ฝีพายจะพาไปตามแผนที่ที่แม่นยำในหัวโดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง คือ รอบเล็กใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าลัดเลาะไปตามคลอง ชมป่าโกงกางไปตลอดทาง และรอบใหญ่ใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลานอนกลางวันบนชายหาด) โดยจะออกจากเส้นลำคลองไปเลียบทะเลใหญ่ จุดหมายอยู่ที่ เขาหน้ายักษ์ หน้าผาที่มีตำนานอิงประวัติศาสตร์จริงเล่าต่อกันมาว่าแต่เดิมหน้าผาที่หันหน้าออกไปทางหมู่เกาะสิมิลันมีหน้าผารูปร่างเหมือนใบหน้ายักษ์อารมณ์โกรธเกรี้ยว จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เรือรบของทหารญี่ปุ่นแล่นผ่านบริเวณนั้นและล่มหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุหลายลำ ทหารญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นอาถรรพ์ของหน้ายักษ์ จึงใช้ปืนใหญ่ยิงส่วนหนึ่งของหน้าผาจมลงทะเลบริเวณนั้น กลายเป็นยักษ์บิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้

กำแพงโกงกาง

 

ฝีพายลัดไปเรื่อย เลาะไปรอบและไปจบที่เรือใหญ่ เพราะขากลับต้องแฉลบออกทะเลทำให้ต้องใช้เรือประมงรับไม้ต่อจากเรือคายัก ตอนที่อยู่บนเรือขากลับมีเวลาคุยกับบังโหรนอย่างเป็นทางการ บังแนะนำว่าอยากให้มาเที่ยวตั้งแต่เดือน พ.ย.-พ.ค. ก่อนฤดูฝน แต่ถามว่ามีฝนแล้วจะเที่ยวได้ไหมบังตอบเที่ยวได้แต่ไม่สนุก เพราะผืนน้ำกลางป่าชายเลนไม่มีกระแสคลื่นก็จริง แต่การอยู่บนเรือที่ไม่มีหลังคา ไม่มีที่ให้หลบฝนและอยู่ในภาวะตัวเปียกเป็นชั่วโมงคงไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไรนัก

นอกจากนี้ บังยังเล่าว่า ผืนป่าโกงกางที่เห็นหนาแน่นอย่างวันนี้เพิ่งกลับมาสมบูรณ์ได้ไม่กี่ปี เพราะก่อนหน้านั้นมีนายทุนได้สัมปทานตัดไม้โกงกางไปทำฟืน ตัดไปเกือบหมดป่า ตรงกันข้ามกับวันนี้ที่ผืนป่าถูกอนุรักษ์ไว้โดยชาวบ้านท่าดินแดง ซึ่งนอกจากจะมีธรรมชาติให้มองสบายตา มันยังเป็นกำแพงโกงกางช่วยตัดกำลังคลื่นและช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำด้วยการเป็นแหล่งอนุบาลปูและปลาตามธรรมชาติ

แปลงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

 

ถ้ากล่าวถึงกิจกรรมพายเรือชมธรรมชาติในพังงายังมี ลิตเติ้ลอะเมซอน ที่คลองสังเหน่อ.ตะกั่วป่า สองข้างทางทึบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีพี่ใหญ่เป็นต้นไทรย้อยอายุร่วมร้อยปีทิ้งรากอากาศระโยงระยางสร้างบรรยากาศน่าขนลุกเหมือนป่าดึกดำบรรพ์ และทุกครั้งที่ไปการันตีได้ว่าจะเจองู (มากกว่าหนึ่งตัว) ออกมาทักทาย อันเป็นเอกลักษณ์ของคลองสังเหน่ตามสมญานามลิตเติ้ลอะเมซอน ที่นั่นชาวบ้านมีการรวมเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเหน่เช่นกัน แต่แทบไม่ต้องประชาสัมพันธ์แล้ว เพราะมันถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในโปรแกรมทัวร์เรียบร้อย

เรือใหญ่แล่นเทียบท่าเรือพร้อมขบวนคายักที่ผูกพ่วงท้ายมา นักท่องเที่ยวกำลังถอดเสื้อชูชีพไปตากแดด ฝีพายก็กำลังลากคายักขึ้นฝั่งและไล่น้ำออกจากเรือ เราในฐานะของผู้มาเยือนกำลังพนมมือลา แต่บังโหรนกลับเซอร์ไพรส์พวกเราด้วยคำว่า “อาหารกลางวันพร้อมแล้ว”

บังทำหน้าที่นักเซอร์ไพรส์ได้สมบูรณ์แบบปลาทอด ไข่เจียว แกงปลา และผักสลัดล้นชามจัดเตรียมอย่างดี จะมีหรือที่พวกเราจะปฏิเสธคำเชิญชวนที่น่ารักเช่นนี้ และเชื่อไหมว่าสิ่งที่จะอยู่ในความทรงจำ ณ ตอนนี้ไม่ใช่ความเอร็ดอร่อยหรือความสวยงามในตอนนั้น แต่คือความน่ารักของชาวบ้านที่ทำให้จดจำบ้านท่าดินแดงได้ไม่มีวันลืม

ป่าโกงกางสะท้อนผืนน้ำ

 

การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ให้ผลผลิตงาม

 

ท่าเทียบเรือบ้านท่าดินแดง

 

‘ซากุระ’ สัญลักษณ์ฤดูใบไม้ผลิญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/425040

‘ซากุระ’ สัญลักษณ์ฤดูใบไม้ผลิญี่ปุ่น

โดย…วรจรรย์ แสงเงิน

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ เข้าเดือน เม.ย.แล้วที่ไทยก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ห้างร้านต่างๆ ก็เริ่มเอาเสื้อลายดอก ปืนฉีดน้ำ อุปกรณ์ทำบุญต่างๆ ออกมาวางจำหน่าย เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูร้อนแบบไทยๆ แต่ที่ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแบบเต็มตัวเลยล่ะ ซึ่งถ้าพูดถึงดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ทุกคนก็คงทราบกันดี ว่าคือ “ซากุระ”

“ซากุระ” นั้น ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติญี่ปุ่น มีหลายสายพันธุ์ ทั้งสีขาวและสีชมพูอ่อนเข้มแตกต่างกันไป แต่ความเหมือนกันของซากุระ คือ จะมีเวลาในการบานเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นต่อปี ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงยกย่องความงามของซากุระมาก เพราะเป็นความงามที่ไม่ยั่งยืน ถือว่าเป็นการสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้กับคนเราได้อีกด้วย

โดยซากุระจะเริ่มบานจากทางภาคใต้ของญี่ปุ่นก่อนค่ะ เริ่มจากเกาะคิวชู ในช่วงปลายเดือน มี.ค.แล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นมา คันไซ คันโต โทโฮคุ แล้วไปจบที่ฮอกไกโดในช่วงเดือน พ.ค. ในการชมซากุระนั้น มีคำเรียกว่า “ฮานามิ” ชื่ออาจจะพ้องเสียงกับข้าวเกรียบกุ้งที่ชาวไทยรู้จักกันดีนะคะ (555) ฮานะ แปลว่า ดอกไม้ และ มี แปลว่า ดู นั่นเอง ซึ่งตามประสาชาวญี่ปุ่นแล้ว ทำอะไรต้องมีมารยาทและกฎเกณฑ์เพื่อความเป็นระเบียบของการอยู่ร่วมกันค่ะ ดังนั้นในฉบับนี้เราขอเสนอ “คำแนะนำในการชมซากุระของที่ญี่ปุ่น”

– แต่งกายให้อบอุ่น

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตอนกลางวันถึงอากาศจะอบอุ่น แต่เมื่อเริ่มเข้าช่วงเย็น อุณหภูมิก็จะลดลง จนถึงเหลือ 10 กว่าองศาในบางพื้นที่ ดังนั้นถ้าจะนั่งชมซากุระยามค่ำคืนที่ติดไฟสวยงาม ก็ให้เตรียมเสื้อตัวนอกอุ่นๆ ไปใส่ด้วยนะคะ

– ควรเดินทางด้วยรถสาธารณะ

ส่วนใหญ่สถานที่ดูซากุระจะเป็นสวนสาธารณะ หรือไม่ก็ริมแม่น้ำ ที่มีต้นซากุระรวมอยู่เยอะๆ ดังนั้นที่จอดรถอาจจะไม่เพียงพอ ต้องมานั่งรอรถติด รอที่จอดรถว่าง จะพานทำให้หงุดหงิดด้วย ถ้าจำเป็นต้องขับรถไปจริงๆ ควรไปถึงเร็วมากๆ และควรสำรวจจุดจอดรถไว้ก่อน การจอดริมถนนนั้นโดนตำรวจญี่ปุ่นจัดการแน่นอนค่ะ ดังนั้นไปด้วยรถสาธารณะสะดวกที่สุดค่ะ

– ไม่จองที่นั่งกว้างเกินไป

ชาวญี่ปุ่นจะไปจองที่ดูซากุระแต่หัววัน โดยนำผ้าพลาสติกหรือเสื่อไปปูจองที่แล้วให้คนนั่งเฝ้าไว้ ถ้าเป็นนักศึกษาหรือพนักงานบริษัท คนที่เป็นวัยรุ่นก็มักจะถูกใช้ให้ทำหน้าที่นี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันให้แก่คนอื่น ก็ควรจองที่แต่พอดี ไม่เผื่อมากเกินไปจนน่าเกลียด

– ไม่วางแผ่นรองนั่งทับรากต้นซากุระ

เวลาวางแผ่นพลาสติกหรือเสื่อ ควรวางให้ห่างจากรากต้นซากุระออกมา ถ้าวางทับลงไปเลยอาจทำให้ต้นไม้บาดเจ็บได้

– ไม่หักกิ่งซากุระ

ซากุระมีไว้เพื่อชื่นชมด้วยตา ดังนั้นอย่าไปหักกิ่ง หรือเด็ดมาดูใกล้ๆ เลย ปล่อยให้เขาสวยตามธรรมชาติดีกว่า

– ไม่ควรจุดไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต

สถานที่ชมซากุระบางที่มีกฎห้ามจุดไฟ ถ้าจำเป็นก็ลองดูป้ายหรือถามเจ้าหน้าที่ก่อนนะคะ

– ไม่ดื่มจนเมามากเกินไป และไม่คะยั้นคะยอให้คนอื่นดื่มเหล้า

ถ้าเมามากเกินไป ก็จะเป็นภาระของเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกัน ต้องมาคอยดูแล และเพื่อความสนุกของทุกคน ไม่ควรคะยั้นคะยอให้เพื่อนที่ไม่ดื่มเหล้า ดื่มด้วย เพราะเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัว เช่น ขับรถมา หรือแพ้แอลกอฮอล์ก็ได้

– ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น

การดูซากุระ จัดในที่สาธารณะมีผู้คนมารวมตัวกันมากมาย การดื่มจนเมามายไม่ได้สติ หรือเฮฮาด้วยความคะนองแล้วส่งเสียงรบกวนผู้อ่านนั้นเป็นสิ่งไม่สมควร และอาจก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้ด้วย

– เก็บแยกขยะให้เรียบร้อย

ตามสถานที่ดูซากุระ มักจะมีถังแยกขยะวางเอาไว้ ให้เก็บขยะในส่วนของตัวเอง แยกทิ้งให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่

นี่ก็เป็นคำแนะนำคร่าวๆ สำหรับการไปชมซากุระที่ญี่ปุ่นค่ะ ช่วงหลายปีมานี้ชาวไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก ก็อยากให้ศึกษาขนบธรรมเนียม และมารยาททางสังคมของเจ้าบ้านเขาไว้ก่อน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ชมความงามของซากุระญี่ปุ่นแล้ว จะได้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้นด้วยไงล่ะคะ สำหรับคนที่มีโอกาสเดินทางไปชมซากุระในฤดูใบไม้ผลินี้ก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ สนุกสนานตลอดการเดินทางนะคะ ส่วนคนที่ไม่ได้ไปก็มาพบกับการอัพเดทเรื่องรวมญี่ปุ่นๆ ในครั้งหน้านะคะ หรือจะไปทักทายกันในโซเชียลกันก่อนก็ได้ สวัสดีค่ะ

เกี่ยวกับผู้เขียน

วรจรรย์ แสงเงิน (เหมียว/เรโกะ) บรรณาธิการนิตยสาร S Cawaii! Thailand Edition ล่าม+นักแปลภาษาญี่ปุ่น มีผลงานพ็อกเกตบุ๊กมาแล้ว 2 เล่ม ตอนนี้เขียนคอลัมน์ภาษาญี่ปุ่นลงใน DACO Japan และเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ต่างๆ รายการ Kimochiii ทางช่อง iHereTV YouTube รายการ Beauty Versus สวยสั่งได้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 11.45-12.00 น. ทางช่อง 7 เป็นวิทยากรเรื่องเกี่ยวกับการ เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรื่องแฟชั่นความสวยงาม ล่าสุดยังมีรายการ Kimochiii in Japan, Beauty Versus สวยสั่งได้ และ Wezaa Cool Japan เก่งยกครัว ทัวร์ยกบ้าน ฯลฯ ติดตาม Facebook : Reiko.ws/Instagram & Twitter : @reiko_ws