พระชัยวัฒน์ ทองทิพย์ เจ้าคุณศรี (สนธ์) วัดสุทัศน์ พ.ศ.2495 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/620663

วันที่ 12 เม.ย. 2563 เวลา 19:30 น.

พระชัยวัฒน์ ทองทิพย์ เจ้าคุณศรี (สนธ์) วัดสุทัศน์ พ.ศ.2495

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

***********************************

ในยามที่โรคระบาดมาเยือนนักสะสมพระเครื่องต่างก็หาพระเครื่องและเครื่องรางต่างๆ ที่คิดว่าคุณวิเศษสามารถป้องกันและรักษาโรคระบาดได้มาบูชาติดตัวกัน วันนี้มาชมพระชัยวัฒน์หรือพระชัย รุ่นทองทิพย์ สร้างโดยเจ้าคุณศรี (สนธ์) วัดสุทัศน์ฯ ถือว่าเป็นพระชัยวัฒน์รุ่นสุดท้ายของท่านครับ

สำหรับ การพิจารณาด้านเนื้อหาองค์พระเมื่อส่องดูก็จะเห็น ผิวทองประกายแห้งตามองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีคราบเบ้าแห้งเก่าตามซอกปรากฏชัดเจนที่ฐานบัวด้านหน้าและซอกแขน รวมถึงบริเวณสังฆาฏิ ด้านหลังก็ปรากฏคราบเบ้าบริเวณฐานและซอกแขนด้านหลัง รอยตะไบแต่งเก่าที่ใต้ฐาน สิ่งเหล่านี้เป็นจุดพิจารณาได้เป็นอย่างดี หลังจากพิจารณาแล้วว่าพิมพ์ถูกต้อง

“ บันทึกจากหนังสือมรดกล้ำค่ากล่าวว่า มูลเหตุที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงสร้าง พระกริ่งและพระชัยวัฒน์นั้นมีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ ทรงเล่าว่า เมื่อพระองค์ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ ครั้งนั้นสมเด็จพระวันรัต (แดง) อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่นเสด็จมาเยี่ยม เมื่อรับสั่งถามถึงอาการของโรคเป็นที่เข้าพระทัยแล้ว รับสั่งว่า

เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯ เสด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินหายเป็นปกติพระองค์ จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จไปนำพระกริ่งที่วัดบวรนิเวศ แต่สมเด็จฯทูลว่า พระกริ่งที่กุฏิมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า จึงรับสั่งให้นำมา แล้วอาราธนาพระกริ่งแช่ น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์แล้ว โรคอหิวาต์ก็บรรเทาหายเป็นปกติ ส่วนจะเป็นพระกริ่งสมัยไหนพระองค์ท่านรับสั่งว่าจำไม่ได้ “

หลังจากที่ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้ทอดพระเนตรเห็นคุณวิเศษน่าอัศจรรย์ของพระกริ่งในขณะนั้นแล้ว จึงเกิดความสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราที่จะสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์เรื่อยมา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง จนเจนจบ เมื่อจะมีการสร้างพระกริ่งขึ้นครั้งใด พระองค์จะถูกขอร้องให้เป็นผู้ชี้แจงการสร้าง และการหล่อ และวิชาต่างๆล้วนถ่ายทอดมาสู่ศิษย์เอกของท่าน คือ ท่านเจ้าคุณศรี( สนธ์ )นั่นเองครับ

การสร้างพระชัยทองทิพย์นั้นเริ่มจาก ท่านเจ้าคุณศรี( สนธ์ ) ท่านได้เททองหล่อพระประธานในพระอุโบสถวัดศรีจอมทอง (วัดตีนโนน) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 และถวายพระนามว่า พระพุทธศรีมงคลนิมิต

หลังจากหล่อพระประธานเสร็จ ยังมีเศษโลหะมวลสารชนวนเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ท่านจึงได้จัดการหล่อพระพุทธรูปขึ้นอีกองค์หนึ่งขนาดเล็กลงกว่าองค์พระประธาน เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495 ถวายพระนามว่า หลวงพ่อทองทิพย์ พร้อมกับได้หล่อพระกริ่งทองทิพย์และพระชัยวัฒน์ทองทิพย์ขึ้นมาในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นการหล่อครั้งสุดท้ายของท่าน เพราะท่านมรณภาพในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2495

ในคราวนั้นท่านได้จัดสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ขึ้นมา 3 แบบคือ

1.พระกริ่งทองทิพย์ เนื้อกลับ จำนวน 27 องค์ ซึ่งหล่อขึ้นเป็นการส่วนตัว บรรจุกริ่งในตัว 2 รู เนื้อไม่กลับดำสนิท ขึ้นเขียวขี้ม้า แต่งโดยอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ปาดก้น เป็นแอ่งเล็กน้อย

2.พระกริ่งทองทิพย์ รุ่นบ้านสร้าง ท่านได้จัดสร้างให้พระครูปลัดเปลื่อง เพื่อหาทุนสร้างโบสถ์วัดบ้านสร้าง อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระกริ่งรุ่นนี้จะใช้เนื้อที่เหลือจากการสร้างพระพุทธศรีมงคลนิมิตร เป็นหลัก เนื้อจะออกเหลืองอมเขียวเล็กน้อยไม่กลับดำ ส่วนใหญ่องค์ที่ไม่แต่งก้นจะเรียบ จำนวนการสร้าง 358 องค์ บรรจุกริ่ง 2 รู พระครูปลัดเปลื่อง ถวายท่านเจ้าคุณศรีฯ ประมาณ 50 องค์ พระกริ่งรุ่นนี้ มักจะเรียกกันว่า พระกริ่งทองทิพย์,พระกริ่งทองทิพย์วัดบ้านสร้าง,พระกริ่งทองทิพย์ปลัดเปลื่องบ้าง

3. พระกริ่งทองทิพย์ รุ่นอาจารย์ฮั้ว ท่านสร้างให้อาจารย์ฮั้ว จำนวน 200 องค์ เทตันแล้วนำมาเจาะก้นเท่าแท่งดินสอ บรรจุกริ่ง เนื้อออกเหลืองอมขาว เพราะใส่ก้อนเงินพดด้วงมาก เพื่อนำไปสร้างโบสถ์ วัดแถวมีนบุรี แต่เจ้าอาวาสที่วัดนั้นไม่ยอมรับ อาจารย์ฮั้วจึงนำกลับ ภายหลังอาจารย์ฮั้วสิ้นบุญแล้ว อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ได้ 40 องค์ มาจากช่างวิทวัส พัฒนางกูร และนำมาเจาะก้น บรรจุพระผง 108 และเกศาของสมเด็จพระสังฆราช แพฯ ที่ก้น

และพระชัยวัฒน์หรือพระชัยทองทิพย์ จำนวน 3,000 องค์ โดยใช้แม่พิมพ์ตัวเดียวกับพระชัยวัฒน์ปี พ.ศ. 2483 ของสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ข้อที่แตกต่างกันคือ พระชัยวัฒน์รุ่นทองทิพย์จะตื้นเบลอกว่า พระชัยวัฒน์รุ่นปี 83 และเนื้อพระจะเป็นเนื้อเดียวกับพระกริ่งทองทิพย์รุ่นบ้านสร้าง คือเหลืองอมเขียวไม่กลับดำ เพราะใช้เนื้อที่เหลือจากการสร้างพระพุทธศรีมงคลนิมิตร เป็นหลัก

ท่านเจ้าคุณศรี(สนธ์) ท่านเก่งในการคำนวณฤกษ์ยามตามหลักโหราศาสตร์ การเททองหล่อพระเครื่องจะเทตามห้วงเวลาของฤกษ์ที่ได้เท่านั้น ทำให้พระกริ่งและพระชัยที่ท่านสร้างมีพุทธคุณสูง สามารถแช่น้ำทำน้ำพระพุทธมนต์มาดื่มรักษาโรคได้ เหมือนสมเด็จพระสังฆราช(แพ)ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่าน

เรื่องราวของการสร้างพระกริ่งแต่โบราณนั้น อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ได้กล่าวในหนังสือ “กำเนิดพระกริ่ง” ตอนหนึ่งว่า “ อันที่จริงพระกริ่งก็คือ พระปฏิมาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นที่นิยมนับถือของปวงพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายานยิ่งนัก ปรากฏพระประวัติอยู่ ในพระสูตรสันสกฤตสูตรหนึ่ง คือ พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาราชามูลประณิธานสูตร ”

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศากยมุนีพุทธเสด็จประทับ ณ กรุงเวสาลี สุขโฆสวิหาร พร้อมด้วยพระมหาสาวก 4,000 องค์ พระโพธิสัตว์ 36,000 องค์ และพระราชาธิบดี เสนาอำมาตย์ ตลอดจนปวงเทพโดยสมัยนั้นและพระมัญชุศรีผู้ธรรมราชาบุตร อาศัยพระพุทธภินิหารลุกขึ้นจากที่ประทับทำจีวรเฉลียงบ่าข้างหนึ่ง ลงคุกพระชาณุกับแผ่นดิน ณ เบื้องพระพักตร์ของพระสมเด็จพระโลกนาถเจ้า ประคองอัญชลีกราบทูลว่า

“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าขอพระองค์โปรดประทานพระธรรมเทศนา พระพุทธนามและมหามูลปณิธานและคุณวิเศษอันโอฬารแห่ง ปวงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อยังผู้สดับพระธรรมกถานี้ ให้ได้รับหัตถประโยชน์บรรลุถุงสุขภูมิ ”

ความสุขในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดที่ยากจนปราศจากอาภรณ์นุ่งห่ม อันความหนาวร้อนและเหลือบยุงเบียดเบือน ทั้งกลางวันและกลางคืน หากได้สดับนามแห่งเราและหมั่นรำลึกถึงเราไซร้ เราจักได้สิ่งที่ปรารถนาและจักบริบูรณ์ด้วยธนสารสมบัติสรรพอาภรณ์เครื่องประดับและเครื่องบำรุงความสุขต่างๆ

พระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้า ได้ตรัสต่อไปว่า พรไภษัชยคุรุ มีพระโพธิสัตว์ผู้ใหญ่ 12 องค์ คือพระสุริยไวโรจนะและพระจันทรไวโรจนะ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยของพระไภษัชยคุรุพระพุทะเจ้าเบื้องปลายแห่งประสูติ ทรงแสดงอานิสงส์ของการบูชาพระไภษัชยคุรุว่า “ผู้ใดก็ดีได้บูชาพระองค์ด้วยความเคารพเลื่อมใสแล้ว ก็เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา ไม่ฝันร้าย ศาสตราวุธทำอันตรายมิได้ยาพิษทำอันตรายมิได้ ฯลฯ” ในเวลาตรัสพระคาถา พระบรมศาสดาทรงพระทัยเข้าสมาธิ ชื่อ “สรวลสัตวทุกขภินทนาสมาธิ” ปรากฏรัศมีไพไรจน์ขึ้นเหนือพระเกตุมาลา แล้วจึงตรัสพระคาถามหาธารณี

พระไภษัชยคุรุ เมื่อยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ตั้งปณิธาน 12 ประการ ที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ที่เกิดจากโรคทางกายและใจ ทั้งให้มีชีวิตยืนยาว บางครั้งพระนามของพระองค์ได้รับการกล่าวถึงคือ พระหมอยา

ดังนั้น การบูชาพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ ก็เพื่อผลทางพุทธคุณที่บูชาแล้วสามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาดต่างๆ และแคล้วคลาดจากสิ่งอัปมงคล มีโชคให้ลาภนั่นเอง

เจาะตู้เซฟคณะสงฆ์ “เงินกองทุนวัดช่วยวัด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/620662

วันที่ 12 เม.ย. 2563 เวลา 19:15 น.

เจาะตู้เซฟคณะสงฆ์ “เงินกองทุนวัดช่วยวัด”

โดย อุทัย มณี

***********

ในวงการคณะสงฆ์ ในขณะที่พระสังฆาธิการทุกระดับชั้นเหน็ดเหนื่อยในการประสานงานกับทุกฝ่ายทุกภาคส่วนกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการตั้งโรงทานสนองพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช

ฉับพลันเมื่อกลางสัปดาห์จู่ ๆ มี ข่าวว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะตัดนิตยภัตพระสงฆ์ 2 เดือน เพื่อเข้ากองทุน “วัดช่วยวัด” ท่ามกลางความงงงวยของพระสังฆาธิการทั่วประเทศ เพราะทุกปีพระสังฆาธิการทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ที่ไม่มีสมณสมศักดิ์ที่เราเรียกกันว่า “พระอธิการ” ได้รับนิตภัตรเดือนละ 1,800 บาท จนถึงสมณศักดิ์สูงสุดคือ “สมเด็จพระสังฆราช” ซึ่งได้นิตยภัตเดือนละ 34,200 บาท ถูกโอนบริจาคเข้ากองทุนวัดช่วยวัดตามระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยกองทุน “วัดช่วยวัด” พ.ศ.2562 อยู่แล้ว

แม้ตอนหลังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะออกมาแก้ข่าวเรื่องตัดนิตยภัตพระสงฆ์ว่า ไม่จริง

การเกิดระบาดเชื้อไวรัสโควิดคราวนี้ พระสังฆาธิการจำนวนมากเรียกร้องให้มหาเถรสมาคมใช้กองทุนวัดช่วยวัดมาช่วยวัดที่ประสบภัย เพราะวัดจำนวนมาก พระบิณฑบาตไม่ได้ กิจนิมนต์งดทุกอย่าง กิจกรรมภายในวัดงดทุกประเภท

หลังเกิดกระแสจะตัดนิตยภัตพระสงฆ์ ถูกคณะสงฆ์วิพากษ์วิจารณ์ถึง “ความโปร่งใส ความชัดเจนและท่านใดคุมเงินกองทุนซึ่งคาดว่ามีจำนวนนับร้อยล้านบาทก้อนนี้อยู่”

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกหนังสือเวียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ให้สำรวจวัดที่ได้รับความเดือดร้อนและขาดแคลนภัตตาหาร ของจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวันของพระสงฆ์ พร้อมกับขอความช่วยเหลือจากเจ้าคณะจังหวัดหรือเจ้าคณะภาค ทดรองจ่ายให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นไปก่อนในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท หลังจากนั้นให้เบิกจ่ายกองทุน “วัดช่วยวัด” ต่อไป

หากย้อนกลับไปดู “กองทุนวัดช่วยวัด” ก่อน พ.ศ.2545 ตั้งแต่ยังไม่มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่มหาเถรสมาคมทำงานร่วมกับ “กรมการศาสนา”

มีการปรับเปลี่ยนผู้ดูมีอำนาจในการเบิกจ่ายเรื่อยมา ล่าสุด ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 เลขาธิการมหาเถรสมาคม เสนอว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานที่ประชุม ทรงปรารภว่า การช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรที่ประสบภัยธรรมชาติและอุบัติภัย ไม่ทันต่อเหตุการณ์ เพราะไม่สามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุน “วัดช่วยวัด” ได้ เนื่องจากผู้มีอำนาจในการเบิกจ่ายเงินกองทุนเดิม คือ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช และ พระพรหมเวที ได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์ เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ แล้ว จึงขอ “เปลี่ยนลายมือชื่อผู้มีอำนาจในการเบิกจ่ายเงิน” จาก สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็น พระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดปากน้ำ และจาก พระพรหมเวที เป็น พระพรหมมุนี (ปัจจุบันคือ สมเด็จมหาวีรวงศ์) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 22/2562 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งประธานกรรมการ และรองประธานกรรมการกองทุน “วัดช่วยวัด” ตามระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยกองทุน “วัดช่วยวัด” พ.ศ.2562 คือ พระวิสุทธิวงศาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานกรรมการ และ พระพรหมมุนี (ปัจจุบันคือ สมเด็จมหาวีรวงศ์) กรรมการมหาเถรสมาคม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร เป็น รองประธานกรรมการ

เพราะฉะนั้น พระสังฆาธิการจำนวนมาก ไม่รู้ว่ากองทุนวัดช่วยวัดมีเงินอยู่จำนวนเท่าไร ใครกุมบัญชีหรือใครมีอำนาจในการสั่งเบิกจ่ายให้ใช้กองทุนนี้ ตอนนี้คงทราบแล้วว่า รูปใดคือประธาน รูปใดคือคนมีอำนาจในการเบิกจ่าย..กองทุนวัดช่วยวัด

ส่วนประธานสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดยานนาวา ที่ได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคม ให้มีหน้าที่ช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรหรือวัด ที่ประสบภัยธรรมชาติและอุบัติภัย หากไม่มีเงินก็ไปขอจาก “กองทุนวัดช่วยวัด” นี้ได้ แต่ท่านจะให้หรือไม่ให้นั่นอีกเรื่อง ซึ่งความจริงในมหาเถรสมาคมต้องออกมติมาว่า รูปใดทำงานด้านสาธารณสงเคราะห์เงินก้อนนี้จะต้องไปอยู่กับรูปนั้น ไม่งั้นการทำงานการช่วยเหลือก็ล้าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ดังพระดำริสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงปรารถเอาไว้

คนทำงานไม่ได้จับเงิน คนมีเงิน ไม่ได้ทำงาน งานก็เลยไม่เดิน พระสังฆาธิการที่สละเงินนิตยภัตทุกปี ก็ไม่รู้ว่าเงินจำนวนร้อยกว่าล้านบาทอยู่กับใคร ที่ไหน ใช้จ่ายอะไรบ้าง ดีนะเงินฟรี..ไม่งั้นอาจมีแรงกระเพื่อมมากกว่านี้

พระสงฆ์แนะสงกรานต์ปีนี้เป็นโอกาสดีจะได้ดูแลพระในบ้านให้ปลอดโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/620656

วันที่ 12 เม.ย. 2563 เวลา 18:29 น.

พระสงฆ์แนะสงกรานต์ปีนี้เป็นโอกาสดีจะได้ดูแลพระในบ้านให้ปลอดโควิด

พระสงฆ์แนะชาวพุทธสืบสานประเพณีสงกรานต์ทำบุญแบบง่ายกับพระในบ้าน แค่อยู่บ้าน-เว้นระยะห่างไม่แพร่เชื้อก็ถือว่าทำบุญใหญ่แล้ว ขณะที่สสส.หนุนบทบาทสงฆ์ตั้งโรงทานจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพรับมือการระบาดโควิด-19

พระราชสิทธิเวที เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร และรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขยายวงกว้าง เทศกาลประเพณีสงกรานต์ปีนี้นี้ ชาวพุทธควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดคือ ไม่ออกจากบ้าน ตระหนักถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม แสดงถึงความรับผิดชอบต่อตัวเองและส่วนรวม ถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ จะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ ในฐานะพระสงฆ์นักพัฒนาการสาธารณะสงเคราะห์กับพื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะ สสส.ขอแนะนำวิธีการทำบุญง่าย ๆ ที่บ้าน คือ สรงน้ำพระพุทธรูป และจัดข้าวบูชาพระพุทธ หรือที่เรียกว่า ถวายข้าวพระพุทธ เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยข้าวและอาหาร รวมถึงจัดเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ ธูป เทียน แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ใช้วิธีการกราบไหว้และขอพร โดยมีการเว้นระยะห่างระหว่างกัน 1-2 เมตร เพราะการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบไม่จำเป็นต้องอยู่ที่วัด ขอเพียงแค่ใจบริสุทธิ์

“จังหวัดพิจิตรเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยโควิด-19 จากมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่เข้มข้น สำหรับวัดท่าหลวง งดการจัดงานสงกรานต์ งดเว้นการสรงน้ำพระ งดเว้นการแสดงพระธรรมเทศนา แต่วัดไม่ได้ปิดหรือห้ามประชาชนเข้าพื้นที่ เปิดโรงทานหลวงปู่บุญมีที่วัดท่าหลวง ตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. และภาคีเครือข่ายสาธารณสงเคราะห์ ออกประกาศขอความร่วมมือพระภิกษุ สารเณร และพุทธศาสนิกชนที่มาบำเพ็ญกุศลภายในวัด และกราบนมัสการหลวงพ่อเพชร ศูนย์รวมใจชาวพิจิตร แจกหน้ากากอนามัยที่ผลิตขึ้นเองในชุมชน ตรวจวัดอุณหภูมิ จัดที่นั่งเว้นระยะห่างระหว่างกัน 1-2 เมตร ใส่หน้ากากอนามัย ทำความสะอาดบริเวณวัด พ่นยาฆ่าเชื้อไวรัส พร้อมมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันแด่พระสงฆ์ 3,000 รูป และถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพสู่ชุมชนในพื้นที่ใกล้วัดเพื่อรับมือโรคระบาด” พระราชสิทธิเวที กล่าว

พระศรีสมโพธิ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” และหัวหน้าโครงการการสร้างเสริมเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า เครือข่ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ได้รณรงค์ให้ประชาชน ลดปัจจัยเสี่ยงอย่างเหล้า บุหรี่ ลง สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพราะการติดเหล้า บุหรี่ จะทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อติดเชื้อโควิด ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา สอนให้เราปรับตัว ซึ่งก็เป็นไปตามสถานการณ์ของการมีโรคระบาด สงกรานต์ปีนี้ อยากขอให้ความร่วมมือ ทั้งพระ ทั้งพุทธศาสนิกชน สามารถทำบุญได้ด้วยการอยู่บ้าน สรงน้ำพระพุทธรูปในบ้าน รดน้ำพ่อแม่ในบ้าน ก็ได้บุญเหมือนกัน ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ดูแลพระในบ้านให้ดี สิ่งที่จะเป็นบุญกุศลกับตัวเองที่สุดคือ การทำใจให้สงบ รักษาใจอยู่บ้านไม่ทำความเดือดร้อนให้กับตัวเองและสังคม หากติดเชื้อก็เป็นทุกข์ เป็นบาปแก่ตนเองและผู้อื่นได้ จะเข้าตำราที่โบราณกล่าวว่า ทำบาปแลกบุญ จะขาดทุนร่ำไป

ด้าน ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า องค์กรศาสนาคือแนวร่วมสำคัญเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 ดังตัวอย่างที่ได้เห็นความเมตตาของคณะสงฆ์ ที่ทั้งให้คำแนะนำ และช่วยเหลือประชาชน ซึ่ง สสส. พร้อมหนุนเสริมการทำงานของคณะพระสงฆ์ โดย 1 ในนั้นคือโครงการพระสงฆ์นักพัฒนาการสาธารณสงเคราะห์กับพื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะ ยกระดับพระสงฆ์ สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมด้วยบทบาทงานสาธารณสงเคราะห์ พร้อมทั้งขับเคลื่อนโยบายธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ

พระสงฆ์พะเยานำของบริจาคช่วยวัดในเมียนมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/620118

วันที่ 07 เม.ย. 2563 เวลา 14:15 น.

พระสงฆ์พะเยานำของบริจาคช่วยวัดในเมียนมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19

พะเยา-พระเทพญาณเวทีพร้อมคณะสงฆ์นำของบริจาคพร้อมปัจจัยช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรวัดครูบาแสงหล้าฝั่งท่าขี้เหล็กของเมียนมาเพื่อบรรเทาทุกข์จากโควิด-19

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.พระเทพญาณเวที เจ้าอาวาสวัดศรีอุโมงค์คำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 พร้อมด้วยพระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา และคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา ร่วมบริจาคปัจจัย น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง ให้กับพระภิกษุ สามเณร วัดพระธาตุสายเมือง และวัดในเขตท่าขี้เหล็ก เมืองพงษ์ ประเทศเมียนมา ที่ได้รับความลำบากจากผลกระทบโรคโควิด-19

พระครูสุกิตยากร รองเจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา ผู้ประสานงานการช่วยเหลือเปิดเผยว่า ได้รับการประสานงานจากเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายว่า ทางพระรัตนรังสี (ครูบาแสงหล้า ธมมฺสิริ) วัดพระธาตุสายเมือง เจ้าคณะจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาได้บอกบุญและขอรับบริจาคอาหารแห้ง ปลากระป๋อง น้ำดื่ม เพื่อถวายพระภิกษุ สามเณร วัดพระธาตุสายเมืองกว่า 150 รูป และวัดในเขตจังหวัดท่าขี้เหล็กอีกจำนวนมาก ที่ได้รับความลำบากจากผลกระทบจากโควิด -19

ทั้งนี้ ทางคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา โดยพระเทพญาณเวทีที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 พร้อมด้วยพระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา ได้ร่วมบริจาคปัจจัย จำนวน 20,000 บาท และอาหารแห้งต่าง ๆ อาทิ ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำดื่ม จำนวนมาก สิ่งของทั้งหมดได้นำส่งมอบถึงวัดพระธาตุสายเมืองเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ด้วยความสัมพันธ์ของพระครูบาแสงหล้า วัดพระธาตุสายเมือง กับหลวงปู่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 ที่มรณภาพไป ต่างมีความสัมพันธ์และเคารพนับถือกันเป็นอันดีเสมอมา ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงส่งต่อมายังศาสนทายาททุกรุ่นในปัจจุบันด้วย

โรงทานสังฆราชยามวิกฤติ “พระเมตตา สังฆบิดรชาวไทย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/619914

วันที่ 05 เม.ย. 2563 เวลา 12:03 น.

โรงทานสังฆราชยามวิกฤติ “พระเมตตา สังฆบิดรชาวไทย”

โดย…อุทัย มณี (เปรียญ)

******************

ผมฟังคลิปการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้เดือดร้อนจากภัยไวรัสโควิด-19 ท่ามกลาง “ข้าวยาก หมากแพง” ที่อาจารย์นายประดับ โพธิกาญจนวัตร และคณะสงฆ์ทำงานร่วมกับสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว รู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันใจอย่างยิ่ง ที่สังฆบิดรของไทยคือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ของประชาชนชาวไทยมีพระดำริว่า วัดในฐานะเป็นศูนย์กลางของชุมชนคู่กับสังคมไทยมานับแต่โบราณตราบจนปัจจุบัน วัดไม่เพียงแต่เป็นที่พำนักของพระภิกษุสามเณร แต่ยังเป็นสถานสาธารณสงเคราะห์ของชุมชนด้วย จึงสมควรที่จะให้วัดที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะอนุเคราะห์ประชาชนผู้ประสบความยากลำบาก ดำเนินภารกิจตามบทบาทหน้าที่ที่ดำรงอยู่นับแต่อดีตกาล

พระองค์จึงมีพระบัญชาโปรดให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ประสานงานกับวัดทั่วราชอาณาจักรซึ่งมีศักยภาพเพียงพอ จัดตั้งโรงทาน ช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบากในสถานการณ์โรคระบาด ทั้งนี้ มิใช่การบังคับ แต่เป็นการกำหนดแนวทางประสานความร่วมมือ โดยให้คำนึงถึงความความพร้อมของแต่ละวัด

ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในชุมชนนั้นๆ เป็นสำคัญ อีกทั้งให้ประสานภารกิจร่วมกับหน่วยงานและบุคลาการทางการแพทย์และการสาธารณสุขซึ่งมีประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงทาน และการแจกจ่าย ให้เป็นไปตามหลักสุขอนามัย โดยต้องไม่มีการจัดพิธีการ พิธีกรรม กิจกรรม หรือการบริหารจัดการใดๆ ที่ต้องให้บุคคลจำนวนมากมารวมตัวกัน กับทั้งให้ปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการ และคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด

หลังจากพระบัญชาออกมาผมว่า “เหมือนฟ้าประทานฝนมายามหน้าแล้งที่อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้” ประชาชนคนชั้นกลางแบบเรา ๆ ท่าน ๆ พอจะมีเงินประทังชีวิตอยู่บ้าง “อาจไม่มีความรู้สึก” แต่ประชาชนในต่างจังหวัด ในชุมชนรอบวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีกำลังทรัพย์น้อย ต่างก็ปลาบปลื้มใจในพระเมตตาสมเด็จพระสังฆราช

ผมอยู่ในเพื่อนไลน์กลุ่มของผู้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นคำสั่งการ เห็นภาพการทำงานที่ลงพื้นที่ตามวัดต่าง ๆ แล้วต้องขอชื่นชมว่า “รัฐมนตรีเทวัญและผู้บริหารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ” ทำดี

ส่วนคณะสงฆ์วัดที่มีกำลังทรัพย์หลายวัด ต่างก็ขานรับพระบัญชานี้อย่างกว้างขวาง ทางให้ดีผมว่า อาจต้องกำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัด เช่น ตำบลหนึ่ง จะทำกี่วัด การคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาในวัด รวมทั้งมาตรฐานอาหารการกิน หากสถานการณ์บานปลายมากกว่านี้ คงต้องทำงานกับหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่อยงาน ที่จะให้วัดเป็นศูนย์กลางตั้งโรงทานช่วยเหลือประชาชน

ผมเห็น พระสงฆ์หลายรูป นอกจากจะทำในวัดแล้ว ยังออกจากวัดไปเดินแจกจ่ายอาหารให้กับคนสูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียงด้วย พวกท่านเหล่านี้ ชาตินี้คงไม่ได้ไปนิพพาน แต่ทุกท่านล้วนตั้งอยู่ในข่ายแห่ง “พระโพธิสัตว์” มีสิทธิเป็น “พระพุทธเจ้าในอนาคต” ตามคติความเชื่อของฝ่ายมหายานแน่แท้

โรงทานพระดำริสังฆราช ถือว่า เป็น นิมิตหมายที่ดีในการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่กำลังเผชิญอยู่กับโรคโควิด-19 และโรงทานสังฆราชนี้ ความจริงคณะสงฆ์ควรทำอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป และอาจจะต้องใช้งบกลาง เช่น เงินกองทุนวัดช่วยวัด เงินศาสนสมบัติกลาง หรือแม้กระทั่งเงินนิตยภัตรของพระสังฆาธิการ ตัดออกมาช่วย

อย่าบอกว่า นำออกมาใช้ไม่ได้ กฎทุกกฎมันแก้ได้หมด ยามวิกฤติแบบนี้กฎทุกกฎมันแหกได้หมด และควรพิจารณาความดี ความชอบให้กับวัด ให้กับพระสังฆาธิการที่ให้ความร่วมมือในคราวนี้ด้วย ฝากเป็นการบ้านถวาย สมเด็จพระมหาวีวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ด้วยครับ

เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น 2 พิมพ์ไข่ปลาใหญ่ บล็อกไม้มลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/619910

วันที่ 05 เม.ย. 2563 เวลา 11:29 น.

เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น 2 พิมพ์ไข่ปลาใหญ่ บล็อกไม้มลาย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ประเทศไทยประกาศเคอร์ฟิวผ่านไปหลายวัน เพื่อควบคุมการย้ายของบุคคลป้องกันการระบาดของโรคโควิท-19 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการร่วมมือจากทุกคน เพื่อผ่านพ้นเรื่องโรคระบาดนี้ไปด้วยกัน

ใครจะไปคาดคิดว่า จากเหตุการณ์โรคระบาดนี้ สิ่งที่พบเห็นได้ชัดเจนคือ ความเท่าเทียมกัน ไม่ว่ายากดีมีจน ล้วนแต่มีโอกาสติดเชื้อทั้งสิ้น เห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์การระบาดในต่างประเทศทางยุโรปที่มีคนเสียชีวิตมากมาย เมื่อตายไปก็ไม่สามารถนำอะไรไปได้ทั้งนั้น แล้วเราทุกคนมัวแสวงหาอะไรกันในชีวิต?

กลับมาเรื่องพระเครื่องของเรากันครับ วันนี้ได้มีโอกาสส่องเหรียญ หลวงพ่อทวด รุ่น 2 สร้างในปี พ.ศ.2502 เป็นบล็อกพิเศษ คือบล็อกไม้มลาย เนื้อทองแดง เข้าใจว่าเป็นการแกะบล็อกผิด จากสระไอไม้ม้วน เป็นสระไอไม้มลาย ซึ่งผลของการแกะบล็อกผิด กลับกลายเป็นดี ทำให้เหรียญหายากและราคาค่านิยมก็แพงกว่าเหรียญบล็อกอื่น

เหรียญที่มาส่องในวันนี้เป็นเหรียญที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว สภาพค่อนข้างสกปรกจากสนิมเขียวที่เกิดจากการใช้งานและมาเกาะในเหรียญ แต่เมื่อส่องไล่ตามจุดตำหนิสำคัญของเหรียญรุ่นนี้ ก็ยังปรากฏให้เห็นแม้นจะมีคราบไคลต่างๆบดบังอยู่

หลักของการพิจารณาเหรียญโดยทั่วไปก็เหมือนๆกัน คือเมื่อเป็นเหรียญปั๊มต้องปรากฏความเป็นธรรมชาติของการปั๊ม พื้นเหรียญจะต้องเรียบตึง ปรากฏรอยขนแมว เส้นสายเป็นธรรมชาติ มีรอยสาดของประกายโลหะจากการปั๊ม และเมื่อรมดำ ผิวรมดำก็ต้องเก่าเป็นธรรมชาติและมีความแห้งสนิท ไม่ใช่รมดำใหม่ เป็นต้น

มาดูจุดพิจารณาของเหรียญด้านหน้าคือ

-หูเหรียญจะล้นเข้ามาในขอบ

-เม็ดไข่ปลาตามขอบจะนูนเด่นชัด

-ใต้ยันต์มีเม็ดกลมเล็ก 1 เม็ด

-มีเม็ดจุดที่ปลายดวงตาด้านขวา

-ดวงตาฝั่งซ้ายเป็นเม็ดชัดเจน

-มีเส้นแตกข้างหัวยันต์วิ่งลงไปแนวหูซ้าย

-ใต้ยันต์มีเส้นวิ่งลงไปที่ไหล่ขวา

-เส้นสายริ้วจีวร พริ้วเป็นธรรมชาติ

-สระไอ เป็น ไม้มลาย

-ปลายสระไอ จบกับปลายหางตัว “ ช “

-ข้างใต้ก่อนปลายไม้มลายมีเส้นขนแมววิ่งมาจบกับตัวสระ “ อา “

ส่วนจุดพิจารณาด้านหลัง

-ขอบเหรียญต้องมีเนื้อปลิ้นจากการปั๊ม

-ใต้ยันต์มีเส้นซ้อน

-ใต้ยันต์มีเส้นขนแมว 2 เส้น เส้นนึงสั้น เส้นนึงยาวขนานกัน วิ่งลงมาที่ศีรษะ

-ดวงตาขวาเป็นวงติดขอบตาล่าง

-ข้างหูขวามีเส้นขนแมววิ่งยาวมาจรดไหล่ขวา

-ใบหูขวาใหญ่กว่าใบหูซ้าย

-ใต้ตัว “ พ “มีเส้นแตกลงมา

-สระ “ อู “ เป็น 2 เส้นล้ำเข้าไปในขอบเหรียญ

-มีส้นซ้อนด้านหลังวงเล็บปิด

ในปีพ.ศ. 2502 นั้น เหรียญรุ่น 2 ที่จัดสร้าง มี 2 แบบคือ เหรียญรูปไข่ และเหรียญเสมา ในยุคแรกๆของเหรียญรูปไข่ แบ่งเป็นพิมพ์ไข่ปลาใหญ่และไข่ปลาเล็กเท่านั้น โดยพิมพ์ไข่ปลาใหญ่ มี 4 บล็อกคือ

1.พิมพ์สระไอไม้มลาย (หายากสุดและแพงที่สุด)

2.พิมพ์หน้าแก่

3.พิมพ์บล็อกสายฝน

4.พิมพ์หน้าหนุ่ม

ส่วนพิมพ์ไข่ปลาเล็ก ยังแบ่งเป็นพิมพ์ย่อยอีก 3 พิมพ์ และในเหรียญเสมาก็แบ่งย่อยเป็นอีก 2 พิมพ์เช่นกัน

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่น 2 พิมพ์ไข่ปลาใหญ่ ในยุคแรก เป็นเหรียญที่มีค่านิยมรองจากเหรียญเสมา รุ่นแรก ปี 2500 เท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีค่านิยมก็เป็นรองเหรียญรุ่นหลังๆบางพิมพ์ อาจเป็นเพราะปริมาณเหรียญที่แลกเปลี่ยนในตลาดพระเครื่องมีจำนวนน้อยกว่านั่นเอง

อย่างไรก็ตามเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น 2 พิมพ์ไข่ปลาใหญ่ บล็อกไม้มลาย ก็ถือได้ว่าเป็นเหรียญที่นิยมและหายากอย่างยิ่งสำหรับนักสะสมสายหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ใครมีต่างก็หวงแหนเพราะในด้านประสบการณ์จากการบูชาพระเครื่องหลวงพ่อทวดนั้น ปัจจุบันมีชื่อเสียงไปทั่วโลกแล้ว ทุกคนที่บูชารู้ว่าสามารถอธิษฐานขอพรจากหลวงพ่อทวดได้ทุกเรื่องที่ไม่ผิดศีลธรรม และที่โดดเด่นที่สุดคือเรื่องแคล้วคลาดนั่นเอง

“สมเด็จพระมหาธีราจารย์”ขอคนไทยอย่ากลัวโควิด-19จนขาดสติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/619497

วันที่ 01 เม.ย. 2563 เวลา 13:24 น.

"สมเด็จพระมหาธีราจารย์"ขอคนไทยอย่ากลัวโควิด-19จนขาดสติ

สมเด็จพระมหาธีราจารย์แนะใช้หลัก “ทาน-ศีล-ภาวนา” สู้โควิด-19 ย้ำอย่ากลัวจนขาดสติ หยุดสร้างความชิงชังสังคมต้องการกำลังใจ ขอคนไทยทุกคนเป็นผู้กล้าหาญ ละความเห็นแก่ตัวสามัคคี ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยและหลายประเทศทั่วโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤติ จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 หลักธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติ คือ ทาน ศีล ภาวนา ถือเป็นหลักป้องกันด้วยความรู้รักสามัคคี 1.ทาน คือ การให้วัตถุสิ่งของ ความรู้ สติ ปัญญา เช่น การประกอบอาชีพอาจต้องปรับเปลี่ยนอย่างกะทันหัน หากช่วยเหลือกันได้ก็ร่วมกัน 2.ศีล คือการการประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ขอให้ร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยทั้งตนเองและผู้อื่น และ3.ภาวนา คือ พัฒนาจิตใจด้วยสติปัญญาใช้เหตุผลอย่างรอบด้าน ดูแลสุขภาพ และป้องกันตนเอง จงมีสติเพราะจะช่วยให้ไม่ตระหนก แต่เกิดความตระหนักในการดำเนินชีวิตกับภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ขอเพียงน้อมนำคำสอนของศาสนานั้นๆ มาปรับใช้ ศาสนิกชนทุกศาสนาย่อมได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน

“ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด จงเผชิญหน้ากับความกลัวด้วยสติ ใช้ปัญญาบำบัดความทุกข์ เพราะเราต้องอยู่ด้วยกันในบ้านเมืองของเรา เราจะไม่ทิ้งกัน ขอคนไทยทุกคนจงเป็นผู้กล้าหาญ ละความเห็นแก่ตัว หันหน้าสามัคคีปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรสาธารณสุขและภาครัฐ ยามนี้สังคมต้องการความเห็นที่เป็นประโยชน์ ต้องการกำลังใจ หยุดการสร้างความร้าวฉานชิงชัง จงประพฤติตนเป็นบัณฑิต รู้รักษากายใจให้พ้นจากโรคภัย ความทุกข์ยากที่เราเผชิญอยู่ ย่อมผ่านพ้นได้ในไม่ช้า”เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กล่าว

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร กล่าวว่า ในภาวะระบาดของไวรัสโควิด-19 สสส.ได้ส่งเสริมให้พื้นที่วัดดำเนินการป้องกันไวรัสโควิด-19 ตามมติมหาเถรสมาคมที่ 158/2563 และตามประกาศป้องกันสำหรับสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจัดทำชุดความรู้ที่เหมาะสมสำหรับพระสงฆ์ เพื่อให้ความรู้และป้องกัน ภายใต้โครงการสงฆ์ไทยไกลโรค สสส.สนับสนุนให้พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญ ในการเป็นผู้นำสังคมด้านสุขภาวะ ผลักดันให้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดการดูแลสุขภาพ รวมถึงจัดสภาพแวดล้อมของวัดให้เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพด้วย

พระสมเด็จเกศบัวตูม พระครูมูล วัดสุทัศน์ฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/619428

วันที่ 31 มี.ค. 2563 เวลา 21:08 น.

พระสมเด็จเกศบัวตูม พระครูมูล วัดสุทัศน์ฯ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ห้วงแห่งการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังเพาะตัวเต็มที่ ต้องขอให้ท่านผู้อ่าน อยู่บ้าน ลดเชื้อ ลดการติดต่อ จะไม่มีโรคติดต่อกันครับ โรคนี้สำหรับคนที่แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวมาก่อนมีโอกาสหาย แต่จะลำบากสำหรับคนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ฉะนั้นแล้ว เรางดการติดต่อกับผู้อื่นชั่วคราวเพื่อความปราศจากโรคภัยที่จะมาเยือนคนในครอบครัวกันครับ

วันนี้ได้มีโอกาสชมพระเครื่องของแฟนทางบ้านคือของคุณ Sareen Rojanametin ส่งมาเพื่อแบ่งปันให้กับทุกท่านชม เป็นพระที่ราคาไม่แพง แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ถือว่าเป็นของดีเยี่ยม ราคาย่อมเยาว์ แถมหายากพอสมควรครับ มาชมพระสมเด็จเกศบัวตูม พระครูมูล วัดสุทัศน์ กันครับ ขอขอบคุณ คุณ Sareen Rojanametin อีกครั้งครับ

การพิจารณาพระสมเด็จพระครูมูล เนื้อหามวลสารพระสมเด็จพระครูมูลซึ่งประกอบด้วยมวลสารสมเด็จวัดระฆังเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่ามวลสารวัดระฆังจะมีเนื้อหาที่เนื้อจัดจ้านชัดเจน

จุดพิจารณาของพระสมเด็นพิมพ์เกศบัวตูมนั้น

-พระพักตร์กลมใหญ่

-เส้นใต้ฐานชั้นที่ 1 และเส้นใต้ฐานชั้นที่ 2 คมชัด

-มวลสารชิ้นส่วนพระสมเด็จวัดระฆังมีอยู่บนองค์พระกระจายไปทั่วชัดเจน

-ความแห้งเก่าขององค์พระปรากฏทั้งด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง

สำหรับผู้เขียนแล้ว พระสมเด็จ พระครูมูล วัดสุทัศน์นั้น สามารถใช้แทนพระสมเด็จวัดระฆังฯได้อย่างสบายครับ มวลสารแตกของวัดระฆังฯเยอะ เนื้อหาจัดจ้านแบบนี้ เห็นแล้วสบายใจ

พระครูมูล แห่งวัดสุทัศน์ เป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาของวัดสุทัศน์ เท่านั้น มีเรื่องเล่ากันว่า ท่านมีความสนใจในการสร้างพระเครื่องเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีส่วนร่วมในการปลุกเสกพระกริ่ง วัดสุทัศน์ตามวาระต่างๆ ที่ท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์)เป็นแม่งานในพิธีจัดสร้าง

หลังจากนั้น ระหว่างที่พระครูมูลท่านพยายามรวบรวมมวลสารที่แตกหักชำรุดของพระสมเด็จวัดระฆังฯอยู่ ลูกศิษย์ลูกหาเมื่อทราบว่า พระครูมูลกำลังรวบรวมชิ้นส่วนชำรุดของพระสมเด็จวัดระฆัง เพื่อนำมาสร้างพระ จึงนำเอาชิ้นส่วนชำรุดของพระสมเด็จวัดระฆังฯมาถวายท่าน

ยิ่งสมัยนั้น คตินิยมของคนไม่นิยมเอาพระที่หักชำรุดไว้ในบ้าน เกรงว่าจะเป็นลางร้าย ให้นำเอาพระที่แตกหักไปไว้ที่วัด กลายเป็นอานิสงส์ให้คนนำชิ้นส่วนพระสมเด็จวัดระฆังที่แตกหักชำรุดมามอบให้ท่านมากขึ้น เมื่อท่านรวบรวมชิ้นส่วนแตกหักของพระสมเด็จวัดระฆังได้เพียงพอต่อความต้องการแล้ว ท่านจึงเอาชิ้นส่วนแตกหักพระสมเด็จวัดระฆังฯเหล่านั้น มาป่นให้ละเอียดและผสมกับปูนขาวเป็นเนื้อหาหลัก แล้วสร้างเป็นพระสมเด็จขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2485 เป็นพิมพ์เกศบัวตูม

ด้านจำนวนการสร้างนั้น ไม่มีบันทึกถึงจำนวนที่สร้างอย่างชัดเจน พระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมที่ท่านสร้างนั้น ท่านได้เข้าร่วมพิธีปลุกเสกในวาาระเดียวกับ พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ที่ทางวัดสุทัศน์จัดสร้างขึ้นในห้วงนั้น

ด้านพุทธคุณของพระสมเด็จของพระครูมูลนั้น ในสมัยนั้นคนที่ได้รับแจกพระสมเด็จจากท่านต่างมีประสบการณ์ทางด้านแคล้วคลาดกันมาก เพราะอยู่ในห้วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็นที่นิยมกล่าวขวัญถึงพุทธคุณที่ครบเครื่องทุกทางเหมือนสมเด็จวัดระฆังฯ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ปรากฏในสนามพระเครื่องคือ พระสมเด็จของพระครูมูล ด้วยความที่มีเนื้อหามวลสารจัดจ้านใกล้เคียงเนื้อพระสมเด็จวัดระฆังมาก มักมีการนำพระของท่านมาแกะเปลี่ยนพิมพ์ขายเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง กระทั่งชิ้นส่วนแตกหักของพระสมเด็จของท่านก็นำไปแกะเป็นพระคะแนนแล้วหลอกว่า เป็นชิ้นส่วนสมเด็จวัดระฆังฯเช่นกัน คนที่ตาไม่ถึง โดนกันระนาว

วัดระฆังฯร่วมมือพช.สภาสตรีฯตั้งโรงทานทำอาหารถวายพระช่วยบุคลากรทางการแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/619353

วันที่ 31 มี.ค. 2563 เวลา 13:27 น.

วัดระฆังฯร่วมมือพช.สภาสตรีฯตั้งโรงทานทำอาหารถวายพระช่วยบุคลากรทางการแพทย์

วัดระฆังโฆสิตารามจับมือพช.สภาสตรีฯตั้งโรงทานทำอาหารถวายพระ บุคลากรทางการแพทย์และแจกจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตามพระบัญชาสมด็จพระสังฆราช “จา พนม”มาร่วมโครงการ

พระธรรมธีรราชมหามุนี เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้จัดตั้งโรงทานคณะสงฆ์วัดระฆังโฆสิตาราม ตามดำริสมเด็จพระสังฆราช โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำโดยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และหลายหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดโรงทานทำอาหารถวายพระและส่งให้บุคคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนช่วยเหลือคนตกงาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ถึง 15 เม.ย. 2563 โดยในวันแรกจา พนม ดาราดังระดับโลกร่วมทำครัวและนำอาหารไปมอบให้ตามโรงพยาบาลด้วย

ทั้งนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ประสานงานกับวัดทั่วประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอ จัดตั้งโรงทานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบากจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้คำนึงถึงความพร้อมของแต่ละวัด และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในชุมชน

นอกจากนั้น ให้ประสานงานร่วมกับหน่วยงาน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ที่ดำเนินการจัดตั้งโรงทานและการแจกจ่าย ให้เป็นไปตามหลักสุขอนามัย โดยไม่มีการจัดพิธีการ พิธีกรรม กิจกรรม หรือการบริหารจัดการใดๆ ที่มีบุคคลจำนวนมากมารวมตัวกัน รวมทั้งให้ปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการ และคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัดนั้น

“สมเด็จพระสังฆราช” ทรงเป็นประธานสวดมนต์เพื่อเป็นขวัญ-กำลังใจแก่ประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/618779

วันที่ 25 มี.ค. 2563 เวลา 20:31 น.

"สมเด็จพระสังฆราช" ทรงเป็นประธานสวดมนต์เพื่อเป็นขวัญ-กำลังใจแก่ประเทศ

“สมเด็จพระสังฆราช” ทรงเป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล เป็นขวัญ และกำลังใจแก่ประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 63 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดราชบพิธ ทรงเป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล เป็นขวัญ และกำลังใจแก่ประเทศชาติและประชาชน ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

การนี้ คณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรได้เจริญพระพุทธมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน