หน้าที่ของเราทุกคนล้วนมีผลกระทบต่อสังคม และโลก จึงควรเติมให้เต็มด้วยฉันทะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/616255

วันที่ 29 ก.พ. 2563 เวลา 08:08 น.

หน้าที่ของเราทุกคนล้วนมีผลกระทบต่อสังคม และโลก จึงควรเติมให้เต็มด้วยฉันทะ

โดย..พระมหา ดร.พรพล วรพโล ป.ธ.๙ เจ้าอาวาสวัดเขื่อนท่าทุ่งนาประชาสรรค์ ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ตามปกติแล้วมนุษย์เราทุกคน ล้วนมีงานประจำที่ต้องทำ อย่างน้อย ๑ อย่าง หรือมากกว่านั้น ถือเป็นหน้าที่และบทบาทในอีกมิติหนึ่งสำหรับชีวิต หน้าที่หรือบทบาทดังกล่าวมี ๒ อย่าง อย่างแรก หน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง มอบหมาย เช่น เป็นเจ้าอาวาส เป็นนายก เป็นทหาร เป็นตำรวจ เป็นต้น เรียกว่า “หน้าที่โดยสมมติ” ส่วนอย่างที่สอง หน้าที่มิได้รับการแต่งตั้ง แต่เป็นเองตามธรรมชาติ เช่น เป็นมารดาบิดา เป็นบุตรธิดา เป็นพลเมือง เป็นต้น เรียกว่า “หน้าที่โดยธรรมชาติ”

ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ในมิติแบบใด ย่อมมีความหมายพิเศษและคุณค่าอยู่ในตนเสมอ จึงต้องบรรจงรังสรรค์ออกมาด้วยความรัก ความเมตตาและ ความอดทน ผสมผสานไปอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน และมีใครคนหนึ่งใดคนหนึ่งได้เคยกล่าวไว้ว่า “ความรัก” สำคัญกว่าหน้าที่ หรือ “หน้าที่” สำคัญยิ่งกว่า ขณะที่ใครบางคนมักกล่าวว่า “ความรัก” และ “หน้าที่” เป็นดังเงาของกันและกัน ดังนั้น จึงไม่ควรแยกออกจากกัน

บทบาทหรือหน้าที่ซึ่งเราทุกคนได้รับมานั้น ล้วนมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง สังคมและต่อโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงควรเติมเต็ม คำว่า “ความรัก (ฉันทะ)” ความมีเมตตาต่อกัน และความอดทน ใส่ลงไปให้เต็มที่จนมากล้นเป็นตรีทวีคูณ

แต่โปรดอย่าลืมว่า บนรันเวย์ชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยบทบาทหน้าที่ซึ่งตนได้รับมานี้ มิได้มีเราอยู่แค่เพียงลำพัง ทว่ายังมีบิดา มารดา ภรรยา และบุตรธิดาดังแก้วตาดวงใจอยู่บนรันเวย์ด้วย ดังนั้น ก่อนจะบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าตามความฝันที่วาดไว้ เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง โปรดตรวจสอบสมาชิกบนรันเวย์ชีวิตให้มีความปลอดภัยเสียก่อนเพราะทุกชีวิต คือ ลมหายใจ และเป็นทุกสิ่ง ย่อมมีความหมายต่อเราเสมอ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลนำรายได้ช่วยทุนศึกษาเด็กยากไร้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/616228

วันที่ 28 ก.พ. 2563 เวลา 16:54 น.

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลนำรายได้ช่วยทุนศึกษาเด็กยากไร้

พิธีพุทธาภิเษก เหรียญพระพุทธโสธร หลังปีสิบสองนักษัตร และพญาครุฑ รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” นำรายได้ช่วยทุนการศึกษาเด็กยากไร้

ที่พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค12 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เหรียญพระพุทธโสธร หลังปีสิบสองนักษัตร และพญาครุฑ รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” และมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานฝ่ายรณรงค์หาทุนการศึกษา ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ซึ่งมี พระเถราจารย์ ได้แก่ พระธรรมมังคลาจารย์ วิ(หลวงปูประยงค์) เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร พระราชสิทธิวราจารย์ (หลวงพ่ออุดม) เจ้าอาวาสวัดประสิทธิเวช จังหวัดนครนายก พระมงคลวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชินวราราม วรวิหาร จังหวัดปทุมธานี พระอาจารย์ สมชาย พทุรสโร เจ้าอาวาสวัดโพรงอากาศ จังหวัดฉะเชิงเทรา และ พระอาจารย์ สมพร จังหวัดนครปฐม นั่งอธิษฐานจิต ในพิธีฯ ดังกล่าวด้วย

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานฝ่ายรณรงค์หาทุนการศึกษา ของมูลธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดเผยว่า พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร ได้เมตตา และมีพระคุณแก่มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และต่อเด็กยากไร้ ทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง ที่อนุญาตให้ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นองค์ประธานมูลนี้ฯ จัดทำเหรียญหลวงพ่อโสธร เป็นครั้งที่ 2 กับทั้งยังกรุณาให้วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นที่ให้เช่าบูชาเหรียญหลวงพ่อโสธร รุ่น”ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” อีกด้วย เพื่อนำรายได้มอบเป็นเงินสมทบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ตามโครงการของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมกล้าฯ เพื่อเยาวชน โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษาฝ่ายรณรงค์หาทุนการศึกษา เป็นประธานโครงการจัดสร้างเหรียญฯ เนื่องจากมีผู้ศรัทธาที่จะได้เป็นเจ้าของเหรียญ “หลวงพ่อโสธร” จำนวนมาก กับทั้งประสงค์จะมีส่วนร่วมให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนผู้ขาดแคลนทั่วประเทศ การนี้มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน จึงได้จัดทำเหรียญพระพุทธโสธร ด้านหลังปีสิบสองนักษัตรและพญาครุฑ ที่สร้างและเหลือจากที่มีผู้สั่งจองอีกเล็กน้อย จำนวนจำกัด 4 ชนิด ซึ่งผ่านพิธีพุทธาภิเษก แล้ว ดังนี้

1. เนื้อเงิน เหรียญละ 2,500 บาท

2. เนื้อเงินลงยา เหรียญละ 3,000 บาท

3. เนื้อทองแดงชุบทอง เหรียญละ 300 บาท

และ 4. เนื้อทองแดงชุบทองลงยา เหรียญละ 500 บาท

ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ท่านที่เคารพนับถือหลวงพ่อโสธร และต้องการร่วมทำบุญให้ทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศกับมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ได้ที่ วัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 สอบถามรายละเอียดได้ที่

1. มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ตึกมหิดล ถนนราชวิถี กมท. 10400 โทร.09-5060-0155 หรือทางโทรสาร 02-354-7391-4 โดยโอนเงินจอง บัญชีมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา 0111 สำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี 111-418084-5

2. พระราชทานภาวนาภิธาน (เจ้าคุณเก๋น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร โทร.08-7146-3944 และพระครูสิทธิวรารักษ์ (พระครูรุ่ง) โทร.08-1933-7714 วัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

3. นิตยสารลานโพธิ์ 966/10, 912/2 ซอยพระรามหกที่ 21 ถนนพระรามหก แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร.0-2613-7140-1 (ทางไปรษณีย์ ธนาณัติสั่งจ่ายไปรษณีย์อุรุพงษ์ 10405 เพิ่มค่าส่ง 100 บาท กรณีเกินกว่า 5 เหรียญ กรุณาโทรสอบถามค่าส่งอีกครั้ง)

4. พระครูต้น คณะ 8 วัดระฆังโฆสิตาราม โทร 09-5990-9910

5. ร้านทองไดมอนด์ ฟอร์ยู สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก (ชั้น 1) โทร 09-7993-0466

6. ห้างทองเยาวราช ทองดี สาขาบิ๊กซีลาดยาว นครสวรรค์ (ชั้น 1) โทร 056-200518, 09-3130-2087

7. ห้างทองเยาวราช ทองดี สาขา CS พาร์คสิงห์บุรี (ชั้น 1) โทร 036-573445, 08-6372-3505

8. ห้างทองเยาวราช ทองดี ตลาดศรีนคร นครสวรรค์ โทร 056-200498, 06-3147-1995

9. ห้างทองเยาวราช ทองดี สาขาโลตัสตะพานหิน จ.พิจิตร (ชั้น 1) โทร 056-619785, 06-2269-9214

10. ห้างทองเยาวราช ทองดี สาขาบิ๊กซีเพชรบูรณ์ (ชั้น 1) โทร 056-022859, 06-2269-9412

และ 11. สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด กระทรวงมหาดไทย ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก่อตั้งเมื่อปี 2525 ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นประธานก่อตั้ง ตามคำกราบทูลเชิญของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก โดยคณะกรรมการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มอบให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทุกอำเภอ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ทุนการศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่อง ทุกระดับการศึกษาจนจบการศึกษาแต่ละระดับ เพื่อให้เยาวชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศชาติ เจริญเติบโตเป็นพลเมืองดี มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ให้ทุนการศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ยากไร้ ด้อยโอกาสทั่วประเทศไปแล้ว 37 ปี รวมทั้งสิ้นกว่า 29,000 ทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่า 231 ล้านบาท

หลวงพ่อทวด หลังหนังสือพิมพ์เล็ก “วอจุด หน้าหนู หูกลาง ตัวตัดมีติ่ง” กะไหล่ทอง พ.ศ.2505 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/615587

วันที่ 23 ก.พ. 2563 เวลา 09:08 น.

หลวงพ่อทวด หลังหนังสือพิมพ์เล็ก “วอจุด หน้าหนู หูกลาง ตัวตัดมีติ่ง” กะไหล่ทอง พ.ศ.2505

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้แฟนทางบ้านแบ่งปันพระเครื่องของรักของหวงมาให้ชมครับ เป็นพระเครื่องหลวงพ่อทวด หลังหนังสือพิมพ์เล็ก “วอจุด หน้าหนู หูกลาง ตัวตัดมีติ่ง” กะไหล่ทอง พ.ศ.2505 องค์นี้สภาพสวยมาก ผิวพรรณเดิมๆ ครบถ้วน เป็นอีกพิมพ์หนึ่งในตระกูล พระหลวงพ่อทวดหลังหนังสือ จะหาชมองค์จริงสภาพเช่นนี้ได้ยาก ความนิยมรองจาก พิมพ์เล็กตัว “ ท ” เลยครับ

ขอบคุณคุณสมคิด ปรัตถจริยา ที่แบ่งปันมาให้ศึกษาหาความรู้กันครับ คุณสมคิด ฉายานาม สมิหรา 11 ในแวดวงพระเครื่อง นอกจากรับราชการแล้ว นอกเวลาก็เสาะหาพระเครื่องพระสวยๆ มาเข้ารังส่วนตัว โดยเฉพาะสายหลวงพ่อทวดจะแม่นเป็นพิเศษครับ

สำหรับจุดพิจารณา พระหลวงพ่อทวด หลังหนังสือพิมพ์เล็ก “วอจุด หน้าหนู หูกลาง ตัวตัดมีติ่ง” กะไหล่ทองซึ่งเป็นพระที่สร้างแจกกรรมการ โดยภาพรวมเบื้องต้น พระต้องมีความคม เป็นแท่งเพราะเป็นพระปั๊มตัด เส้นเสี้ยนในองค์พระต้องคม กะไหล่ต้องแห้งเก่า บางองค์ด้านรอบศีรษะองค์พระจะมีรอยเหมือนเล็บจิก ตัวตัดด้านข้างต้องคมชัด มาดูจุดพิจารณาด้านหน้ากันครับ

-ด้านบนเหนือศีรษะองค์พระจะมีลักษณะโค้งมน

-เส้นหน้าผากเส้นล่างกับเส้นกลางจะมีเส้นเชื่อมต่อกัน(พิมพ์กรรมการและพิมพ์ วอจุด หน้าหนูนิยม)

-จมูกเป็นสันใหญ่ คมชัด เป็นเหลี่ยม

-หูองค์พระจะคมชัด

-เส้นแตกที่เกิดจากการปั๊มดูเป็นธรรมชาติรอบองค์พระ(สำหรับองค์นี้)

-ปลายนิ้วชี้ต้องแหลมคม

-มีเนื้อเกินที่หัวเข่าซ้ายองค์พระ

จุดพิจารณาด้านหลัง

-ขอบด้านบนองค์พระ จะมีลักษณะโค้งมน มีเนื้อเกินปลิ้นออกมาเนื่องจากการปั๊ม

-ตัว ว จุด ตัว “ ว “จะเป็นจุดกลม ลักษณะคล้ายปากครีมคีบจุดกลมไว้ อันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์

-ตัวสระอา ของคำว่าช้าง ต้องไม่บี้ ตัว “ ง ” ต้องไม่แบน ตำหนิบี้แบนเซียนใหญ่โดนกันถ้วนหน้า

-เนื้อปลิ้นจากการปั๊ม

มาดูตัวตัดด้านข้างทั้งสองฝั่งจะเห็นความคม เสมอกันของใบมีด และมีติ่งที่ด้านล่าง

การสร้างพระพิมพ์หลังเตารีดปั๊มหลังหนังสือในปีพ.ศ.2505 นั้น มี 2 พิมพ์คือพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก มูลเหตุการสร้างเป็นเพราะพระชุดหลังเตารีดชนิดหล่อตัดช่อแบบโบราณนั้น มีความยุ่งยากในการทำ และทำได้จำนวนจำกัด

ในขณะที่ความศรัทธาของประชาชนในภาคใต้ที่มีต่อหลวงพ่อทวด ได้แผ่ขยายกว้างไกลถึงภูมิภาคอื่นๆ คณะกรรมการวัดจึงมีแนวคิดที่จะสร้าง พระพิมพ์หลังเตารีดเช่นกันแต่เป็นพระปั๊มหลังหนังสือ ซึ่งทำได้ง่ายกว่า ต้นทุนถูกกว่า และทำได้จำนวนมากและสามารถทำเพิ่มได้ง่ายในสมัยนั้น

เนื้อหาพระพิมพ์หลังเตารีดที่สร้างเป็นพระเนื้อทองเหลืองรมดำเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเนื้ออื่น เช่น เนื้อนวโลหะ เนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองเหลืองผิวไฟ ก็มีสร้างแต่พบเห็นน้อยมาก

ตามบันทึกของวัดช้างให้ระบุว่า พระพิมพ์หลังเตารีดปั๊มหลังหนังสือได้จัดสร้างที่ กรุงเทพฯและจัดส่งไปทางรถไฟ เพื่อนำเข้าพิธีปลุกเสกที่วัดช้างให้ โดยมีพระอาจารย์ทิมเป็นประธานในพิธี

พระพิมพ์หลังเตารีดปั๊มหลังหนังสือ พิมพ์เล็ก มี 4 พิมพ์หลัก คือ พิมพ์เล็ก มีตัว ท, พิมพ์เล็ก ว จุด, พิมพ์เล็กวงเดือน และ พิมพ์เล็กธรรมดา นอกจากนี้ยังแบ่งเป็นพิมพ์ย่อยอีกหลายพิมพ์ ตามลักษณะโครงหน้าของ และตัวหนังสือที่แตกต่างกันในแต่ละพิมพ์

การสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ในปี พ.ศ.2505 มีหลายรูปแบบ เช่น พระบูชา รูปหล่อลอยองค์เลขใต้ฐาน(เป็นที่ระลึกในโอกาสสร้างพระวิหารวัดพุทธาธิวาสที่อำเภอเบตง) พระหลังเตารีด หล่อตัดช่อแบบโบราณ เป็นต้น

พระเครื่องทุกแบบทุกรุ่นที่พระอาจารย์ทิมปลุกเสก ล้วนเป็นที่นิยมของนักสะสมและประชาชนโดยทั่วไป และของเลียนแบบมีมาก แถมทำได้ดีมาก จึงมีความจำเป็นที่ต้องศึกษาเรียนรู้ทั้งจากแม่พิมพ์ ตำหนิแม่พิมพ์ที่เป็นธรรมชาติ

ด้านพุทธคุณเป็นที่ยอมรับกันว่า พระเครื่องหลวงพ่อทวดเป็นพระนิรันตราย ผู้ที่บูชาจะมีโชคลาภและปลอดภัย แคล้วคลาดในทุกกรณีครับ

ส่องวีถีชีวิต..พระธรรมทูตไทยในต่างแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/614957

วันที่ 16 ก.พ. 2563 เวลา 09:55 น.

ส่องวีถีชีวิต..พระธรรมทูตไทยในต่างแดน

โดย… อุทัย มณี  (เปรียญ)

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนไปร่วมการประชุมคณะกรรมการอบรมพระธรรมทูต ของวิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อันมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ในฐานะ ประธานผู้กำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นประธาน มีพระธรรมปัญญาบดี นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระเทพพุทธิวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา มาร่วมพูดคุย ผู้บริหารมหาจุฬาฯ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นก็เป็นบรรดาเจ้าอาวาสในประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป รวมทั้งในเอเชียหลายประเทศมาร่วมประชุม

เริ่มต้น พระโสภณวชิราภรณ์ ในฐานะรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นแม่งานการอบรมครั้งนี้ เล่าว่า “ การอบรมพระธรรมทูตเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา ต่อมาในปี 2538 มหาเถรสมาคมได้อนุมัติให้ดำเนินการอบรมพระธรรมทูตเป็นมีหลักสูตรระดับวุฒิบัตร โดยในคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายมอบหมายให้กับมหาจุฬา ฯ เป็นแม่งานในการดำเนินการอบรม

ซึ่งต่อมามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจึงได้ร่วมกับ สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พระธรรมทูตสายอินเดีย -เนปาล องค์กรพระธรรมไทยในโอเชียเนีย และองค์กรพระธรรมทูตในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งการอบรมพระธรรมทูตได้อบรมไปแล้ว 25 ครั้ง มีพระธรรมทูตกระจายอยู่ทุกทั่วมุมโลกจำนวน 2,007 รูป

สำหรับปีนี้การอบอบรมตั้งเป้าไว้รับ 90 รูป แต่ปัจจุบันมีพระภิกษุมาสมัครเกินแล้ว ซึ่งสุดท้ายก็คงต้องสอบคัดเลือก..โดยจะเปิดอบรมในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 26 พฤษภาคม 2563..”

นอกจากนั้นพระคุณเจ้าก็สะท้อนปัญหาการอบรมเพื่อให้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้รับทราบ รวมทั้งคณะผู้บริหารมหาจุฬา

ผู้เขียนเคยไปเห็นพระธรรมทูตในวัดไทยต่างแดนและมีพระภิกษุที่รู้จักหลายรูปที่เป็นพระธรรมทูต การใช้ชีวิตพระธรรมทูตในต่างแดนค่อนข้างลำบาก ช่วงที่ผู้เขียนไปเป็นฤดูหนาว พระท่านต้องอยู่แต่ในกุฎิ ออกจากวัดไม่ได้ เพราะหิมะตก อาหารการฉันหากไม่มีโยมมาถวายก็ต้องทำเอง การซ่อมแซมวัดเบื้องต้นก็ต้องทำเอง คือ ต้องทำทุกอย่าง หากจิตไม่แข็ง ไม่สามารถอยู่ในต่างประเทศไทย ยิ่งบางประเทศที่มีคนไทยน้อย การสื่อสารลำบาก ต้องขับรถไปซื้ออาหารฉันเอง บิณฑบาตก็บิณเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญในบริเวณวัดเท่านั้น

บทบาทพระธรรมทูต นอกจากเผยแผ่ศาสนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่พระธรรมทูตทำ คือ การอบรมสั่งสอนให้คนไทยและลูกหลานที่อยู่ต่างแดน ต้องรักษาความเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของไทยเอาไว้ทั้งภาษาพูด ทั้งศิลปวัฒนธรรมประเพณีของไทย บางวัดพระธรรมทูตต้องสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ ต่างชาติตามโรงเรียนต่าง ๆ ด้วย อันนี้ไม่นับวันสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่ทางวัดจัดขึ้น และรวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

การไปร่วมประชุมในคราวนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พระธรรมทูตไทย 2 รูป  รูปแรกเป็นพระธรรมทูตรุ่นที่ 13 เดิมอยู่วัดเทวราชการกุญชร กรุงเทพมหานคร ชื่อ พระมหาวินัย วินยธโร ปัจจุบันจำพรรษาอยู่วัดเทวราชเวนิช ประเทศอิตาลี ซึ่งพระคุณเจ้าอยู่ประเทศนี้มาแล้ว 9 ปี

“ประเทศอิตาลีมีวัดไทยอยู่ 5 วัด สำหรับวัดเทวราชเวนิชมีอาตมาอยู่รูปเดียว เนื่องจากพระขอวีซ่าเพื่อไปจำพรรษาอยู่ในประเทศอิตาลีลำบากมาก แม้รัฐบาลอิตาลีรับรองให้พระพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาเดียวที่เผยแผ่ในอิตาลีได้ ก็ตาม..”

ประชาชนอิตาลีเป็นคนเคร่งศาสนา หากจะว่าไปแล้วประเทศอิตาลีเป็นประเทศแห่งเมืองศาสนา คนอิตาลีเขามาวัดเพื่อมานั่งสมาธิ ปฎิบัติธรรม เขาศึกษาธรรมะของพระพุทธศาสนา

“อาตมาค่อนข้างมีปัญหาด้านการสื่อสารกับคนอิตาลี เพราะคนอิตาลีสื่อสารด้วยภาษาถิ่น ไม่เน้นภาษาอังกฤษ สำหรับคนไทยในอิตาลีมีน้อย และวัดจะจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ วัดก็จะเป็นศูนย์รวมของประชาชนคนไทยที่อิตาลี ซึ่งส่วนใหญ่มีครอบครัวกับคนอิตาลี แต่ก็มีบ้างที่มาทำงานมีครอบครัวอยู่ที่นี่..”

ส่วนอีกรูปหนึ่ง พระมหาอาวิชญ์ อาวิชชญฺญู เดิมอยู่วัดมหาธาตุรวราชรังสฤษฎิ์ ปัจจุบันอยู่วัดพุทธวิหาร เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ท่านเล่าว่า ท่านจบปริญญาโทมาจากประเทศญี่ปุ่น แล้วจึงเข้ามาบวช เมื่อบวชแล้วก็ไปอยู่ประเทศอังกฤษ 2 ปี แล้วจึงเดินทางไปจำพรรษาวัดพุทธวิหาร เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

“วัดที่อาตมาอยู่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2525 แล้ว ปัจจุบันมีพระอยู่ 11 รูป สำหรับอาตมาตอยู่เนเธอร์แลนด์มาแล้ว 10 ปี การใช้ชีวิตพระที่นี้ พระต้องทำได้ทำอย่างทั้งนำวัตรสวดมนต์ ทั้งรับสังฆทาน สอนหนังสือตามโรงเรียน ต้องเป็นช่างก่อสร้างได้พอสมควร พิมพ์หนังสือทำเอกสารได้ หรือแม้กระทั้งสอนกรรมฐานก็ต้องได้..”

สำหรับประเทศเนเธอร์แลนด์มีวัดไทยอยู่ 4 วัด ของคณะสงฆ์ธรรมยุต 1 วัด มหานิกาย 3 วัด คนไทยในประเทศนี้ค่อนข้างเยอะพอสมควร ตามสถิติประมาณ 15,000 คน

“พระธรรมทูตแบบอาตมาไม่มีเงินเดือน เรามาที่นี้เพื่อมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา มาดูแลญาติโยมให้มีขวัญและกำลังใจการใช้ชีวิตที่นี้ ในขณะเดียวกันวัดต้องเป็นศูนย์กลางในการที่จะเชิญชวนคนไทยมาร่วมทำบุญในเทศกาลสำคัญ ๆ วัดต้องเป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรมเด็กและเยาวชนคนไทยที่นี่ต้องรู้จักศิลปะวัฒนธรรมไทย ต้องรู้จักพระพุทธศาสนา ต้องรู้ถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ เช่นพระมหากษัตริย์เป็นต้น..

บางคนบางท่านนึกว่าการเป็นพระอยู่ต่างแดนจะสบาย อยู่ดีกินดี ความจริงไม่ใช่ เวลาอยู่วัดแขกฝรั่งมาต้องคุย ต้องนำปฎิบัติ อย่างตัวอาตมานี้ ต้องทำเอกสารรายการประจำปีส่งให้กับสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศด้วย..”

บทบาทพระธรรมทูตในต่างแดนหากจะว่าไปแล้วพระคุณเจ้าไปทำหน้าที่ใน 2 บทบาทด้วยกันคือหนึ่ง ในฐานะสาวกของพระพุทธเจ้าต้องเดินทางจากบ้านเกิดถิ่นกำเนิดไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศที่ตนเองไปจำพรรษาอยู่ อีกฐานะหนึ่งในฐานะพลเมืองไทย คือ เดินทางไปทำหน้าที่ในการสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนชาวไทยที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ  ทั้งทำหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนรักษาอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมของไทยมิให้สูญหายไป

และทั้งหมดทั้งมวล..พระธรรมทูต ท่านทำด้วยจิตอาสา มิได้มีเงินเดือน มิได้มีรางวัลอะไรเป็นเครื่องล่อใจ ทำเพราะจิตสำนึกในความเป็นลูกพุทธะล้วน ๆ

หลวงปู่ชู วัดนาคปรก พิมพ์หลวงพ่อโต เนื้อดินเผา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/614953

วันที่ 16 ก.พ. 2563 เวลา 09:22 น.

หลวงปู่ชู วัดนาคปรก พิมพ์หลวงพ่อโต เนื้อดินเผา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระเครื่องอีกองค์ที่กล่าวได้ว่าเป็นของดี ราคาน่าบูชา น่าสะสม คือพระพิมพ์หลวงพ่อโต เนื้อดินเผาของ หลวงปู่ชู วัดนาคปรก ครับ

พระพิมพ์หลวงพ่อโต เนื้อดินไม่มีจารยันต์องค์นี้สร้างโดย หลวงปู่ชู วัดนาคปรกนั้นมีพุทธลักษณะที่งดงาม เนื้อดินเผานวลละเอียด มีคราบกรุ ปรากฏความเก่าออกมาชัดเจน ดูง่ายครับ

หลวงปู่ชู วัดนาคปรก ท่านสร้างพระพิมพ์หลวงพ่อโต เนื้อดินเผามีทั้งแบบไม่จารยันต์ด้านหลัง และแบบจารยันต์ ถ้าแบบจารยันต์ จะเป็นการจารเปียก ตัวยันต์จะจมลึก ( การจารเปียก คือการจารยันต์ลงบนองค์พระหลังจากกดพิมพ์เสร็จหมาดๆ แล้วนำไปตากแห้งก่อนจะนำไปเผา ) ยันต์ที่จารมีทั้งยันต์ อุ และ ยันต์เฑาะต์ ที่พบเห็นส่วนมากจะเป็นตัวจารยันต์ อุ

มีบันทึกว่า พระพิมพ์หลวงพ่อโต เนื้อดินเผานี้แตกกรุเมื่อปีพ.ศ.2516 จากการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัด ทางวัดต้องการขยายถนนเพื่อรองรับญาติโยมที่อาศัยผ่านทาง และเพื่อความสะในการมาทำบุญที่วัด ทางวัดจึงทำการรื้อถอนเรือสำเภาปูนโบราณ ซึ่งได้สร้างขึ้นในสมัยของหลวงปู่ชู คงชูนาม อดีตเจ้าอาวาสวัดนาคปรก รวมถึง การรื้อถอนสถูปเจดีย์เก่าที่อยู่ข้างเรือสำเภาปูนด้วย

จากการรื้อถอนครั้งนั้น ทางวัดได้พบ

1.พระพิมพ์หลวงพ่อโตเนื้อทองเหลืองอีกจำนวนหนึ่ง

2.พระพิมพ์หลวงพ่อโตเนื้อดินเผาหลายสิบไห

3.พระพิมพ์กลีบบัว เนื้อดินเผา,เนื้อว่าน,เนื้อชานหมาก,เนื้อชินตะกั่ว

4.พระพิมพ์แหวกม่านเนื้อดินเผา,เนื้อดินดิบผสมว่าน

5.พระพิมพระสังกัจจายน์เนื้อดินเผา

6.พระหลวงพ่อโตเนื้อชินตะกั่วพิมพ์สามเหลี่ยม(พิมพ์ทรงนางพญา)

พระกรุที่ทางวัดพบในเรือสำเภาปูนโบราณ ทั้งหมดถูกบรรจุไว้ในไหโบราณ จึงทำให้พระพิมพ์หลวงพ่อโต เนื้อดินที่พบในครั้งนั้นอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยพระเครื่องทั้งหมดนี้สันนิษฐานว่าโดยท่านเริ่มจัดสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2460 กระทั่งถึงปี พ.ศ.2472 จึงได้นำมาบรรจุไว้ในไหโบราณ

จากนั้นทางวัดนาคปรก จึงได้เปิดให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในองค์หลวงพ่อโตและท่านหลวงปู่ชู วัดนาคปรก เช่าบูชาโดยกำหนดราคาให้เช่าบูชาดังนี้

1.พระหลวงพ่อโตเนื้อทองเหลืองทั้งที่พบในเรือสำเภาปูนโบราณ และพระแผง นำมาเลื่อยออกเป็นองค์ๆ และให้เช่าบูชาองค์ละ 1,000 บาท

2.พระหลวงพ่อโตเนื้อชินตะกั่วพิมพ์สามเหลี่ยม(พิมพ์ทรงนางพญา)องค์ละ 1,000 บาท

3.พระพิมพ์กลับบัวเนื้อดินเผาให้เช่าบูชาองค์ละ 200 บาท เนื้อว่าน,เนื้อชานหมาก,เนื้อชินตะกั่วซึ่งมีจำนวนน้อยให้เช่าบูชาองค์ละ 500 บาท

4.พระพิมพ์แหวกม่านเนื้อดินเผาให้เช่าบูชาองค์ละ 200 บาท เนื้อดินดิบผสมว่านให้เช่าบูชาองค์ละ 500 บาท

5.พระหลวงพ่อโตเนื้อดินเผาให้เช่าบูชาองค์ละ 50 บาท

พระทุกพิมพ์ที่ให้เช่าบูชานั้นได้หมดจากวัดนาคปรกในระยะเวลาต่อมา คงเหลือแต่พระหลวงพ่อโตเนื้อดินเผาซึ่งมีจำนวนมากกว่า ซึ่งก็ได้หมดไปจากวัดเช่นกันอีกหลายปีต่อมา

หลวงปู่ชู วัดนาคปรกเป็นสุดยอดพระเกจิองค์หนึ่งของฝั่งธนบุรี เล่ากันว่าถึงแม้ท่านจะอ่อนพรรษากว่าหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง แต่ท่านก็เป็นกัลยาณมิตรกับหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง กระทั่งหลวงปู่เอี่ยมก็ยกย่องท่านว่าเป็นผู้มีฌานสมาธิที่แข็งแกร่งมาก เก่งทั้งทางวิชาอาคมและวิชาแพทย์แผนโบราณ

ด้านพุทธคุณพระเครื่องของหลวงปู่ชู วัดนาคปรกนั้น ลือชื่อทั้งด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด ให้โชคให้ลาภแก่ผู้ที่ศรัทธาและบูชามาตลอด เป็นที่กล่าวขวัญถึงการหยั่งรู้ของท่านในการช่วยเหลือคนยากจนจนกระทั่งมีคนกล่าวว่าท่านให้หวยและหลอกลวงประชาชน(ในสมัยนั้น)

ทำให้ท่านถูกสอบอธิกรณ์ว่าให้หวยหลอกลวงชาวบ้าน ท่านได้แก้อธิกรณ์โดยคณะสงฆ์ผู้สอบสวนได้เขียนอักษรบนแผ่นกระดาษแล้วปิดผนึกไว้อย่างหนาแน่น พร้อมกับสอบถามท่านว่า ในแผ่นกระดาษนั้นมีข้อความว่าอะไร เมื่อท่านสามารถตอบได้อย่างถูกต้องต่อหน้าคณะสงฆ์ที่มาสอบ และเปิดดูคำตอบในแผ่นกระดาษว่าถูกต้องตรงกัน ทำให้ท่านพ้นข้ออธิกรณ์ว่าหลอกลวงชาวบ้าน ทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่โด่งดังมากขึ้น

อีกทั้งยังมีเรื่องเล่าว่า ถ้ามีคนตลาดพลูไปขอของดีจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านจะบอกให้มาเอาจากหลวงปู่ชู ในทางกลับกัน ถ้ามีคนบางขุนเทียนมาขอของดีจากหลวงปู่ชู ท่านจะแนะนำให้ไปขอจากหลวงปู่เอี่ยม เรื่องราวนี้เป็นที่กล่าวขานกันมาถึงปัจจุบันในความเข้มขลังของแต่ละองค์

พระสมเด็จพิมพ์แปดชั้นแขนกลม หลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/614258

วันที่ 09 ก.พ. 2563 เวลา 08:39 น.

พระสมเด็จพิมพ์แปดชั้นแขนกลม หลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มีโอกาสได้ส่องพระสมเด็จของหลวงปู่ภู พิมพ์ 8 ชั้นแขนกลม องค์ที่ได้ส่องนี้ ถือได้ว่าเป็นพระที่ไม่ผ่านการใช้มาเลย ขาวสะอาด พื้นผิวแห้ง พื้นผิวมีการยุบตัวเป็นธรรมชาติ มีธรรมชาติความเก่าของเนื้อผงแก่ปูนซึ่งเป็นส่วนผสมหลักขององค์พระ

ด้วยความที่ท่านเป็นศิษย์เอกของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) พระเครื่องของหลวงปู่ภูท่าน เนื้อหามวลสารส่วนใหญ่จะคล้ายกับพระเครื่องของสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เพราะสร้างจากผงพุทธคุณ ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงมหาราช ผงปถมัง ผสมด้วยกระดาษฟาง ปูนขาว กล้วยทั้งเปลือก น้ำมันตังอิ๊ว เช่นกัน

หลวงปู่ภู ท่านได้นำมวลสารผงวิเศษทั้งห้าของสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) มาเป็นส่วนผสมในการสร้างด้วย เนื่องจากสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ท่านได้มอบให้ ขณะที่มาพักอยู่ที่วัดอินทร์กับหลวงปู่ภู ในคราวที่สร้างพระสมเด็จบางขุนพรหม นอกจากนี้แล้วในส่วนผสมมวลสารจะมีมวลสารจุดน้ำเงินปรากฏอยู่ ซึ่งเซียนพระส่วนใหญ่ใช้เป็นจุดพิจารณาในการเช่าหาด้วย

มาดูจุดพิจารณาด้านหน้าของพระสมเด็จหลวงปู่ภู พิมพ์ 8 ชั้น แขนกลม

1.ซุ้มครอบแก้วด้านบนขอบจะสูงชัน เห็นพื้นด้านในลึกชัดเจน

2.มวลสารจุดน้ำเงิน

3.พระเกศเล็กยาวแหลม วิ่งชนยอดซุ้มครอบแก้ว

4.พื้นผิวแห้งธรรมชาติ

5.เส้นพระศอ เป็นเส้นคู่บาง วิ่งชนพระอังสา

6.มีเม็ดมวลสารผงวิเศษ

7.เส้นพระกรด้านขวาองค์พระจะโค้งน้อยกว่าเส้นพระกรด้านซ้าย

8.เส้นลำพระองค์สองเส้นจะจรดพระกรเล็กน้อย

9.ปลายฐานทุกฐานทั้งสองฝั่งจะเรียวแหลม

10.ฐานชั้นที่ 4 และฐานชั้น 5 ที่จะชิดกันมาก

11.ปลายฐานชั้นที่ 5 ฝั่งซ้ายองค์พระจะสั้นกว่าปลายฐานชั้นที่ 4

12.ฐานชั้นที่ 6 และฐานชั้น ที่ 7จะห่างกันมากกว่าฐานชั้นอื่นๆทั้งหมด

13.ฐานชั้นที่ 7 และฐานชั้นที่ 8 จะหนากว่าชั้นอื่น ๆทั้งหมดและจะขนานกัน

ส่วนด้านหลังจะเป็นหลังเรียบ เมื่อส่องดูก็จะเห็นมวลสารจุดน้ำเงินกระจัดกระจายอยู่ในเนื้อองค์พระ และด้านข้าง เมื่อพลิกดู การตัดขอบทำให้ดูเหมือนขอบองค์พระเป็น 2 ชั้น

พระเนื้อผงของหลวงปู่ภูนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ เช่น พิมพ์แซยิดแขนกลม พิมพ์แซยิดแขนหักศอก พิมพ์แปดชั้นแขนหักศอก พิมพ์แปดชั้นแขนกลม พิมพ์เจ็ดชั้น พิมพ์ลีลา พิมพ์ปิดตา พิมพ์พระสังกัจจายน์ พิมพ์ไสยาสน์ และพิมพ์ห้าเหลี่ยม เป็นต้น

ส่วนเครื่องรางมีตะกรุดไม้ครูอันลือชื่อ, ผ้ายันต์ ซึ่งท่านจะแจกให้เฉพาะศิษย์ใกล้ชิด ส่วนเหรียญโลหะก็จะมีเหรียญแซยิดฉลองอายุ 100 ปี ที่สร้างเป็นรูปเหมือนของท่าน และเหรียญเสมาใหญ่ พระศรีอริยเมตไตรย (หลวงพ่อโต) วัดอินทร์

บรรดาพระเครื่องและเครื่องรางที่ท่านสร้างขึ้นล้วนมีคุณวิเศษมากมาย พุทธคุณเรียกว่าครบเครื่องปรากฏต่อมีผู้ที่บูชาติดตัว แคล้วตลาดจากอุบัติเหตุ เมตตามหานิยม เป็นที่ยอมรับของวงการนักสะสมพระเครื่อง

มีเรื่องเล่าจากศิษย์ของท่านต่อๆกันมาว่า ท่านสร้างพระเครื่องตอนมาอยู่วัดอินทรวิหาร โดยจัดสร้างหลังจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ และหลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพแล้ว เนื่องจากมีความสำนึกในจิตใจว่าจะไม่ทำอะไรแข่งกับครูบาอาจารย์

การสร้างพระเครื่องของท่านก็เพื่อหาทุนปฏิสังขรณ์หลวงพ่อโต วัดอินทร์ ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างไว้ได้เพียงครึ่งองค์ และท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านก็มามรณภาพลงเสียก่อน

หลวงปู่ภู เกิดที่หมู่บ้านวังหิน อ.เมือง จ.ตาก ตรงกับปีขาล พ.ศ.2373  และท่านได้มรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 6 พ.ค. 2476 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา เวลา 01.15 น. สิริอายุได้ 104 พรรษา 83

เปิดใจ : เจ้าคุณประสารกับความตั้งใจ 3 เรื่อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/614260

วันที่ 09 ก.พ. 2563 เวลา 07:34 น.

เปิดใจ : เจ้าคุณประสารกับความตั้งใจ 3 เรื่อง

โดย อุทัย มณี ( เปรียญ )

หลังจากพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร ปรากฎชื่อเป็นอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ สภาผู้แทนราษฎร สังคมไทยก็ฮือฮาและเฝ้าคอยติดตาม พร้อมตั้งคำถามว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม พระคุณเจ้าจะไปทำอะไรบ้าง ทั้งมีคนเชียร์และคัดค้าน มีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ

ความจริงพระภิกษุเข้าไปนั่งเป็นอนุกรรมาธิการในรัฐสภา มิใช่เรื่องใหม่ ทุกยุคทุกสมัยก็มีแบบนี้เว้น ยุคเผด็จการ ที่ไม่ต้องการให้สังคมเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย คณะสงฆ์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หากสภาผู้แทนออกกฎหมายมาแล้ว อาจส่งผลกระทบได้ สภาผู้แทนราษฎรจึงนิยมให้พระสงฆ์เข้าไปส่วนร่วมเสนอแนะร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น

ผู้เขียนติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าคุณประสารแบบเงียบ ๆ ความเคลื่อนไหวของเจ้าคุณประสารได้รับความสนใจจากสื่อและชาวพุทธมาก เหตุผลเพราะ ในวงการคณะสงฆ์มิมีใครกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่เราเรียกว่าวิธีคิด เชิงรุก ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา เพื่อปกป้องสังฆมณฑลได้อย่างเจ้าคุณประสาร มิมีพระสงฆ์รูปใดกล้าที่ออกมารับแรงปะทะได้แบบนี้  “แต่พวกเราชาวพุทธกลับปล่อยให้บางศาสนาแผ่กระจายศาสนสถานรุกคืบเงียบ ๆ ทั่วประเทศไทย ค่อย ๆ กลืนภาษีและวิถีชีวิตชาวพุทธแบบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย โดยมีชนชั้นปกครองบางคนและกฎหมายแบบเจ้าคุณประสารทำอยู่นี่แหละ เป็นเกราะป้องกัน”

จำได้ว่าตอนที่เจ้าคุณประสารเข้าไปเป็นอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ สภาผู้แทนราษฎร ท่านพูดเอาไว้ว่าจะตั้งใจทำ 3 เรื่อง คือ 1.พ.ร.บ.คุ้มครองพุทธศาสนา 2.ธนาคารพุทธศาสนาและ 3.พ.ร.บ.แม่ชี

แค่ด่านแรก เรื่องพ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนานี้ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ความจริงการขับเคลื่อนเรื่อง พ.ร.บ.ส่งเสริมพระพุทธศาสนานี้ มิใช่เรื่องใหม่สำหรับเจ้าคุณประสาร สมัยทักษิณ สมัยอภิสิทธิ์ หรือแม้กระทั้งสมัยยิ่งลักษณ์ ก็เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องมาตลอดและต่อเนื่อง

กระทั้งธนาคารพระพุทธศาสนา เจ้าคุณประสารก็เคยร่วมกับ กลุ่มชาวพุทธ และนักการเมือง เพื่อผลักดัน แต่สุดท้ายก็ “แท้ง” ทุกครั้ง เพราะวิธีคิดของชนชั้นปกครองหรือแม้กระทั้งนายทุน มิยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร “ยามศึกเราร่วมรบ ยามได้อำนาจเราขอความสามัคคีของคนในชาติ”

“ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ทำเพื่อคณะสงฆ์ พระศาสนาและส่วนรวม ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ไม่มีการเมือง ไม่มีวัดใดวัดหนึ่งร่วมมือ และพร้อมจะรับฟังพระผู้ใหญ่และเคารพมติมหาเถรสมาคม

อย่าจับแพะชนแกะ อย่ามุ่งทำลาย  ให้มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

อาตมาเป็นเพียงพระสงฆ์ธรรมดา ๆ รูปหนึ่งในสังฆมณฑลที่มีความห่วงใยอนาคตของพระพุทธศาสนาบนผืนแผ่นดินไทย ช่วยกันพยุงรักษาพระศาสนาจะดีกว่าอย่ารังเกียจมีอคติแล้วมุ่งร้ายต่อกันเลย

ส่วนตัวอาตมานั้นอาตมาทราบดีมาตลอดว่ามีทั้งคนให้ดอกไม้และก้อนอิฐ แต่อยากให้ใช้สติมองเจตนาเป็นตัวตั้งอย่าใช้อารมณ์เอาความสะใจเข้าว่าโดยละเลยโยนิโสมนสิการตามหลักพระพุทธศาสนา…”

เป็นคำปรารภของเจ้าคุณประสาร คำพูดแรกที่เจอหน้ากับผู้เขียนในบ่ายวันหนึ่ง ที่ผู้เขียนขอนัดเปิดใจว่า ข้อสงสัยของสังคมไทยว่า จริงไหมเจ้าคุณประสารไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย เจ้าคุณประสารเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดธรรมกายจริงหรือไม่ อยากเห็นชาวพุทธบ้านเรามองการเคลื่อนไหวในครั้งนี้อย่างไรบ้าง ผู้เขียนยิงคำถามแรกที่อยากรู้มานานว่า

จริงหรือไม่ เจ้าคุณฝักใฝ่การเมือง

อย่างที่บอกว่า อาตมามีใจบริสุทธิ์ ทำทุกอย่าง เพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา เพื่อคณะสงฆ์ส่วนรวม ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ   อาตมาเชื่อดังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์หรือสมเด็จเกี่ยวท่านว่าเอาไว้ว่า การรักษาสังฆมณฑล คือการรักษาสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ วันหนึ่งประเทศไทย หากไม่มีพระพุทธศาสนา ที่คอยคุ้มครองทางจิตใจของประชาชนให้ยึดมั่นภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์แล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร

การเสนอ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น หน้าที่ที่จะต้องเสนอนั้นเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรายละเอียดของพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่ารูปร่างหน้าตาควรจะออกมาอย่างไรนั้น อันนี้ละควรจะเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์และชาวพุทธที่จะต้องช่วยกันอย่างจริงจัง ไม่เพิกเฉย พระสงฆ์จึงสมควรยิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในส่วนของขั้นตอนนี้ องค์กรใหน หน่วยงานใดที่จะต้องเป็นผู้ปฎิบัติตาม พ.ร.บ.นั้นๆคนในองค์กรและหน่วยงานนั้น ๆควรมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ ใครก็ไม่รู้มาตัดกางเกงให้อีกคนหนึ่งใส่ มันจะเข้ากันได้ใหม มันจะเหมาะจะสมใหม จะใช้ได้หรือไม่ อาตมาจึงเข้ามาในส่วนของขั้นตอนตรงนี้ ไม่ใช่ส่วนทางการเมือง

ในอดีตพระสงฆ์เรามีบทบาทต่อสังคมไทยมากทั้งเรื่อง เป็นศูนย์กลางในการแก้ความขัดแย้งในชุมชนหมู่บ้าน ทั้งเรื่องเป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐกับชุมชน ส.ส.กับชุมชน หรือแม้ทั้งเรื่องการศึกษา มีเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์เป็นศูนย์กลางทั้งนั้น บทบาทนี้จะเห็นว่าในอดีตคณะสงฆ์เราก็ล้วนเกี่ยวข้องกับการเมือง เกี่ยวกับภาครัฐ

หากศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการเมืองคณะสงฆ์เมืองไทย ตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา พระสงฆ์เราล้วนเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและมีส่วนร่วมในการสร้างชาติมาทั้งนั้น

“อาตมาไม่ยุ่งกับการเมืองอะไรเลย ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีนี้จะเห็นว่า อาตมาพยายามนิ่งมาตลอด วันหนึ่งเมื่อมีโอกาส รัฐบาลเขาให้เข้าไปมีส่วนร่วมเสนอแนะอะไรต่ออะไรได้ เพื่อกิจการพระศาสนา เพื่อคณะสงฆ์ เป็นช่องทางที่ถูกกฎหมายและถูกต้อง อาตมาอยากก็ทำเพื่อคณะสงฆ์..”

การเสนอร่าง พ.ร.บ.คราวนี้ทำไมจึงมีแต่พรรคเพื่อไทย

อาตมาเคยชี้แจงไปแล้วว่า ผู้นำในการเสนอพระราชบัญญัติ ครั้งนี้ คือท่านนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ภูมิหลังท่านเป็นมหาเป็นนักบวช และเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับพระสงฆ์สามเณรในทุกระดับรวมทั้งในมหาจุฬาฯด้วยท่านจึงเข้าใจและปรารถนาดีต่อคณะสงฆ์  ส่วนคำถามต่อไปว่า ทำไมมีแต่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยลงชื่อสนับสนุนในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

เหตุเพราะท่าน นิยม เวชกามา ท่านเป็น ส.ส.สังกัดพรรคการเมืองพรรคนี้ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดเมื่อจะเสนอพระราชบัญญัติใดๆในสภาจะต้องแสวงหาพรรคพวกในพรรคตัวเองเป็นหลัก เมื่อพบกันในที่ประชุมพรรคบ้าง นั่งในห้องเดียวกันบ้างก็ขอแรงช่วยเซ็นเสนอเพื่อให้ครบตามจำนวนชื่อที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งก็ถือว่าเป็นธรรมชาติแบบนี้ด้วยกันทุกพรรค ทุกคน จึงไม่มีอะไรแปลกเป็นพิเศษอะไรในการเสนอกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร

ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย

อาตมาเคยยืนยันกับสื่อและสังคมหลายครั้งแล้วว่า ในชีวิตนี้ไม่เคยเข้าไปที่วัดดังกล่าว ไม่เคยเป็นมือปืนรับจ้าง ไม่เคยรับงานใครมาทำ ยืนยันชัดเจน ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นมุ่งทำงานเพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ส่วนบางท่านที่มาเป็นคณะอนุกรรมาธิการร่วมกันนั้น ถูกจับตาว่าเคยเกี่ยวข้องกับวัดดังกล่าว อาตมาได้ยืนยันต่อคณะอนุกรรมาธิการว่า ไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยติดต่อกัน เคยพบครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง การเป็นอนุกรรมาธิการของท่าน อาตมาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการจับแพะชนแกะ เป็นการขัดแย้งขัดขากัน ซึ่งไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย

“ อาตมาขอร้องเพียงว่า อย่ากล่าวโจมตี ให้ร้าย มุ่งทำลายเพราะมีอคติเข้าครอบงำ บ้านเมืองของเราต้องการความสามัคคี เพื่อเดินหน้าประเทศไปสู่การกินดีอยู่ดีของคนทั้งประเทศ ท่านทั้งหลายตั้งสติและให้ความเป็นธรรมกับสิ่งที่อาตมาทำ อาตมามิได้ทำเพื่อตัวเอง สิ่งที่อาตมาทำ ๆ เพื่อส่วนรวม มีประโยชน์ต่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา และประเทศชาติโดยรวม อย่ามุ่งทำลายล้างคนที่เราไม่ชอบโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมใดๆ ทั้งสิ้น พอได้แล้วโยม”

ความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผู้เสนอให้เหตุผลว่า “โดยที่ศาสนาพุทธเป็นสถาบันหลักในสามสถาบันของราชอาณาจักรไทย คือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน ซึ่งพุทธบริษัทสี่ โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ได้ใช้หลักธรรมในการสร้างศีลธรรมปัญญาและความเข้มแข็งของคนในชาติ อันเป็นหลักในการค้ำจุนมาตลอด สมควรที่รัฐและพุทธศาสนิกชนได้ร่วมมือร่วมใจกันในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงดำรงอยู่สืบไป รวมทั้งต้องสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

ปัจจุบันร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีคาดว่าคงส่งให้มหาเถรสมาคมร่วมพิจารณา ส่วนจะออกทางไหน เป็นไปในทิศทางใด พวกเราชาวพุทธ คงต้องยอมรับ ไม่เว้นแม้กระทั้งเจ้าคุณประสาร

ต่อจากนี้ไปอีก 2 เรื่องที่สังคมจะต้องจับตามองคือ เรื่อง ธนาคารพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำหรับชาวพุทธมาเนิ่นนานว่า ต้องการมีธนาคารพุทธศาสนา และอีกเรื่องคือเรื่อง พ.ร.บ. แม่ชี ปัจจุบันแม่ชี เป็นกลุ่มคนที่น่าสงสารเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ เท่าที่ทราบ กระทรวงมหาดไทยจัดกลุ่มแม่ชีว่า เป็น นักบวช แต่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจัดว่า มิใช่นักบวช สิทธิต่าง ๆ จึงไม่มีอะไรเลย  คงต้องติดตามว่าการรุกคืบของพระเมธีธรรมาจารย์ในรัฐสภา ที่เป็นไปตามกฎหมายจะประสบความสำเร็จหรือไม่..กำลังใจจากชาวพุทธเป็นสิ่งสำคัญ

พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ หรือ พระกริ่ง 7 รอบ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ.2499 และจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/613554

วันที่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 10:14 น.

พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ หรือ พระกริ่ง 7 รอบ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ.2499 และจุดพิจารณา

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มีโอกาสได้ชมสุดยอดพระกริ่ง เป็นพระกริ่งที่ถือได้ว่าเป็นมงคลสูงสุดสำหรับวงการพระเครื่อง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในแผ่นดิน คือ เป็นพระกริ่งที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเททองด้วยพระองค์เอง แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ซึ่งทรงพระประชวร ไม่สามารถทรงประกอบพิธีหลวงและพิธีเททองได้ นั่นคือ พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ หรือ พระกริ่ง 7 รอบ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งสร้างในปีพ.ศ.2499

พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ หรือ พระกริ่ง 7 รอบ องค์นี้เป็นพิมพ์แต่งเก่ามาแต่เดิม เนื้อทองเหลืองแก่ทองคำ จะเห็นประกายทองคำซึ่งผสมอยู่ทั่วทั้งองค์ การแต่งกริ่งองค์นี้แต่งได้งดงามครับ ผิวแห้งเก่าอมเขียว ทำให้ดูง่าย มีคราบน้ำตาลหรือสนิมทองเหลืองปรากฏอยู่กระจายทั่วทั้งองค์ ยิ่งเป็นจุดที่พิจารณาง่ายอีกจุดหนึ่ง นอกจากนี้ ร่องรอยจากในแม่พิมพ์ก็ยังปรากฏให้เห็น เช่น ร่องหลุมที่ข้อเท้าขวาองค์พระ หรือ จุดกลมด้านหลังองค์พระเป็นต้น

จุดพิจารณาด้านหน้าของพระกริ่ง 7 รอบ

พระเกศจะเป็นรูปปลี

พระเนตรข้างซ้ายองค์พระจะเป็นหลุมลึกกว่าข้างขวา ถึงแม้องค์นี้จะเป็นพระแต่งมาก็ยังมีเค้าโครงเดิม

เส้นใต้คอคม ลึก และชัดจากการแต่ง

ผิวองค์พระจะเหลืองอมเขียว แห้งเก่า จะเห็นประกายทองจากการหล่อที่ส่วนผสมแก่ทองคำ

เห็นนิ้วที่ฝ่าเท้าข้างขวา ของปลอมมักจะถอดไม่ติด

มีร่องหลุมเป็นตำหนิในพิมพ์

ปลายนิ้วเท้าซ้ายจะเรียวงามติดกับฝ่ามือขวาองค์พระ

ผิวองค์พระจะเหลืองอมเขียว แห้งเก่า มีคราบสนิมทองเหลืองออกสีน้ำตาลเป็นหย่อมๆ

จุดพิจารณาด้านหลัง

ผิวองค์พระจะเหลืองอมเขียว แห้งเก่า จะเห็นประกายทองจากการหล่อที่ส่วนผสมแก่ทองคำปรากฏอยู่ทั่วทั้งองค์

จุดกลมทางด้านซ้ายมือเราจะใหญ่กว่าจุดกลมทางด้านขวามือเรา และจุดกลมทางด้านขวามือจะเยื้องต่ำลงมา เป็นตำหนิในพิมพ์ เลข ๗ ไทยต้องคมและจมลึก

เนื้อองค์พระเป็นโลหะผสม มี 2 กระแส คือ เนื้อออกแดง และเนื้อออกเหลือง จำนวนการสร้าง 500 องค์ สำหรับเนื้อออกแดงจะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นวาระที่พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเททองด้วยพระองค์เอง ส่วนเนื้อเหลืองสร้างจากทองชนวนที่เหลือจากการเททองในวาระแรก นำกลับไปที่โรงงานและเททองกลับมา

มีบันทึกจากหนังสือ “ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร” ไว้ว่า โลหะที่ใช้หล่อ พระกริ่ง 7 รอบ ล้วนเป็นโลหะที่เป็นมงคลทั้งสิ้น อาทิ เศษชิ้นส่วนพระพุทธรูปโบราณที่ชำรุด ทองเหลืองเนื้อแดง ขันลงหิน เงินบริสุทธิ์ และทองคำบริสุทธิ์ นำมาหลอมรีดเป็นแผ่นแล้วลงอักขระพระยันต์ที่เรียกว่า แผ่นทองคำเปลว เพื่อเป็นทองชนวน

ในการสร้างหล่อพระกริ่งครั้งนี้จะต้องประกอบพิธีตามแบบแผนที่สืบทอดกันมาโดยอิงจากพิธีหลวง ตามแบบของการสร้างวัตถุมงคลของวัดบวรนิเวศวิหาร ที่ต้องนำชนวนโลหะที่จะใช้เททองหล่อเป็นองค์พระ มาทำพิธี สวดภาณวาร และ สวดพุทธาภิเษก เพื่อให้ชนวนโลหะมีความศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่จะนำชนวนโลหะ ไปหลอมเป็นองค์พระ

พระกริ่ง 7 รอบ หรือ จัดสร้างในมหามงคลโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 7 รอบ ของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จฯ ออกทรงพระผนวช เมื่อ พ.ศ.2499

ในการหล่อ พระกริ่ง 7 รอบ นี้ เป็นกรรมวิธีหล่อพระแบบโบราณ ดำเนินการสร้างโดย ช่างมนตรี พัฒนางกูร แห่งบ้านช่างหล่อ มีพุทธศิลปะแบบสุโขทัย องค์พระพุทธปฏิมาแสดงปางมารวิชัย ประทับนั่งเหนืออาสนะฐานบัวเล็บช้าง ด้านหลังองค์พระมีบัว 2 คู่ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ด้านล่างของบัวคู่หลังนั้น จะปรากฏเลขไทย “๗” เป็นตัวจมอยู่อย่างชัดเจน องค์พระส่วนใหญ่จะไม่มีการแต่งและตอกโค้ด และเป็นการเทหล่อแบบ “เทตัน” แล้วนำมาเจาะใต้ฐาน (ก้น)ขนาดเท่ารูแท่งดินสอ บรรจุเม็ดกริ่ง แล้วอุดด้วยโลหะ แต่งตะไบ แล้วขัดเรียบจนไม่เห็นรอยตะไบ

พระกริ่ง 7 รอบ เป็นวัตถุมงคลที่กล่าวได้ว่ามีคุณวิเศษถึง 5 ประการ คือ

1. เป็นพระกริ่งรุ่นเดียวที่เททองโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

2. เป็นพระกริ่งที่สร้างโดยสมเด็จพระสังฆราชรูปที่ 13

3. สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นพระราชอุปัชฌายาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

4. เป็นพระกริ่งที่สร้างร่วมกันระหว่างประมุขแห่งศาสนจักรและประมุขแห่งอาณาจักร

5. เป็นพระกริ่งที่จำลองรูปพระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปสำคัญประจำวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นพระกริ่งที่ออกแบบสวยงามเสมือนจริงที่สุดองค์หนึ่ง

ด้วยคุณวิเศษดังกล่าวนี้ ทำให้พระกริ่ง 7 รอบรุ่นนี้เป็นที่เสาะหาของนักสะสมพระและมีของปลอมระดับเซียนออกมามากมายครับ

เตือนภัย !! พระโบกรถ ไม่จำเป็นอย่าจอด เป็นกลลวง ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/613534

วันที่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 08:07 น.

เตือนภัย !!  พระโบกรถ ไม่จำเป็นอย่าจอด เป็นกลลวง !

โดย อุทัย มณี  (เปรียญ)

ผู้เขียนเห็นโพสต์เตือนว่า “เตือนภัย พระโบกรถ ไม่จำเป็นอย่าจอด เป็นกลลวง !”

ในฐานะนักบวชเก่า อาศัยผ้าเหลือง อาศัยข้าวชาวบ้านเลี้ยงชีพมานับสิบปี โพสต์นี้แล้ว  “ทะลุถึงหัวใจ” เจ็บแสบทุกครั้ง สงสารพระดี ๆ ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบได้รับผลกระทบไปด้วย เรื่องนี้ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะผู้เขียนเคยประสบกับตัวเมืองหลายปีมาแล้ว ณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ตอนท้าย ๆ จะเล่าให้ฟัง

ข่าวคราวแบบนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จะว่าไปข่าวปลอมก็ไม่เชิง ข่าวจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ สำหรับข่าวพระโบกรถ แล้วขอปัจจัย แต่ที่แน่ ๆ คณะสงฆ์เราก็ไม่เคยแก้ปัญหาอะไรเลย อย่างล่าสุด หนุ่มรายหนึ่ง โพสต์ลงเฟสบุ๊ก ระบุว่า

ผมเดินทางจากกทม.ไปอุดรธานี ได้เจอพระสองรูปยืนโบกรถข้างทาง เลยน้ำพองจะเข้าอุดรฯ ก็เลยจอดรับ ก่อนขึ้นก็ถามว่าท่านจะไปไหน ??  ท่านก็บอกว่าจะไปโนนสะอาด ก่อนถึงกุมภวาปี พอถึงก็จอดให้ลง และพระก็ให้พร พอจะขึ้นรถไปต่อ ท่านก็ขอปัจจัยจะไปซื้ออุปกรณ์เดินธุดงค์ในป่า ก็เลยถวายไป 500 จนต่อมา คนที่ทำงานกลับอุดรเหมือนกัน เจอพระโบกรถเหมือนกัน และก็ขอปัจจัยเหมือนกันเป๊ะ

นอกจากหนุ่มรายนี้แล้ว ยังมีสาวรายหนึ่ง เล่าเหตุการณ์คล้ายๆกันว่า ขับรถไปรับสามีที่บ้านหนองเม็ก อ.หนองหาน อุดรธานี ขณะที่ขับผ่านบ้านหนองเม็กพบว่ามีพระสงฆ์ 1 รูป ยืนข้างถนนโบกรถยนต์ แต่ไม่มีใครจอด สามีจึงรับมาแล้วกลับเส้นทางเดิม โดยครั้งนี้ก็ยังเจออีก ตนนึกขึ้นได้ว่า เป็นพระที่เจอเมื่อปีที่แล้ว ตนจึงจอดรับและพระก็บอกให้ไปส่ง ซึ่งตนได้ไปส่งแต่ไม่ถึงที่หมาย เพราะไปคนละเส้นทางกัน จึงจอดให้พระรูปดังกล่างลงข้างทางเพื่อให้ไปต่อรถ

จากนั้นพระก็ขอเงินค่ารถโดยสาร ตนเลยให้ไป 200 บาท แต่พระบอกไม่พอต้อง 300 บาท ถึงจะพอค่าเดินทาง ด้วยความตกใจตนจึงให้ไป 300 บาท จากนั้นเมื่อขับรถผ่านถนนเส้นนี้ก็จะพบพระมายืนโบกรถอยู่หลายครั้ง และคิดว่าไม่น่าใช่พฤติกรรมของพระสงฆ์ตามปกติจึงได้โพสต์เตือนประชาชน

ส่วนอีกราย ก็เจอเหมือนกัน แต่เป็นคนละพื้นที่ โดยเล่าว่า เตือนภัยครับ เจอมากับตัวเองนะครับ ผมเดินทางไปเที่ยวอ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ขาไปขับรถไปใกล้ถึงเขตอ.ไทรโยค (ช่วงที่สองข้างถนนแทบไม่มีบ้านคนหรือร้านค้าอะไรเลย) ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ได้เห็นพระ 3 รูป (ไม่รู้พระจริงหรือปลอม) โบกรถแล้วทำมือ ทำท่ายกแก้วกินน้ำ เพื่อทำให้เราเข้าใจว่าท่านหิวน้ำ

พอดีในรถมีแต่น้ำที่เปิดกินแล้ว ผมเลยขับเลยไปประมาณ 1 กม. เจอร้านค้าเล็กๆ เลยแวะซื้อน้ำเปล่า 6 ขวด สปอนเซอร์ อีก 3 ขวด และวนรถกลับมา ตั้งใจเอาน้ำมาถวาย พอถวายน้ำเสร็จ พระก็ให้พร และชวนคุยถามนั่นนี่แล้วก็บอกว่ากำลังจะไปจ.ชัยนาท ไหน ๆโยมก็มีจิตใจเมตตาแล้วก็อยากจะให้โยมช่วยบริจาคปัจจัยเพื่อเป็นค่ารถ

ในใจก่อนหน้านี้ ก็กะว่าจะถวายปัจจัยให้อยู่แล้ว เพราะคิดว่าท่านคงไม่มีเงิน เพราะเดินผ่านร้านค้ามาแล้ว ถ้าท่านมีเงินคงซื้อน้ำกินเอง ก็เลยหยิบเงินถวายไป 100 บาท แล้วก็กลับรถมุ่งหน้าต่อ พอขับมาได้ซักประมาณไม่ถึง 5 กม. ขับมาเจอพระอีก 2 รูป ทำท่าเดิม พอดีแวะเติมน้ำมันมา ได้น้ำฟรีมาขวดนึง ผมก็เลยให้น้องลงเอาน้ำไปให้แล้วผมก็ถ่ายรูปไว้

สรุปว่าพูดเหมือนกันเลย คือขอเงินค่ารถ พอได้ยินปุ๊บเราก็รู้ทันทีเลยว่า ไม่ใช่แล้ว พระปลอมแน่ ๆ แต่น้องดันมือไว หยิบเงินให้ไปอีก 40 บาท ห้ามไม่ทัน แถมพระทำหน้าเหมือนไม่พอใจกับเงินแค่ 40 แล้วก็ขับรถออกมา เริ่มคุยกันในรถว่า พระปลอมแน่ ๆ แต่ก็คิดซะว่าทำทานไป ระหว่างทาง ก็เจออีก ทำท่าเดียวกัน คือยกมือทำท่ากินน้ำ เราก็เลยมั่นใจทันทีเลยว่าเจอมิจฉาชีพหลอกแน่นอน

เลยอยากจะฝากเตือนเพื่อน ๆที่ไปเที่ยวตามต่างจังหวัด ถ้าเจอ พระโบกรถทำท่าขอน้ำดื่ม ไม่ต้องจอดนะครับ ขับไปเลยไม่ต้องสงสาร หรือถ้าทำใจที่จะขับเลยไปไม่ได้จริงๆ เพราะบางทีก็อาจจะเป็นพระจริง ๆ ก็ได้ เราก็แค่จอดถวายน้ำ แต่ถ้ามีการเอ่ยปากขอเงินเมื่อไหร่ ให้รู้ตัวได้เลย ว่าพระปลอมแน่นอน…

ผู้เขียนก็เคยเจอแบบนี้ เห็นพระธุดงค์ประมาณ 10 รูป เดินอยู่ริมถนนเลยวัดเสือหลวงตามหาบัวไปนิด เจอรถผ่านแล้วทำท่ายกแก้วดื่มน้ำ ท่ามกลางแดดกำลังร้อนจัด ส่วนใหญ่รถไม่จอด

แต่เรานักบวชเก่า คิดว่าการทำบุญกับพระปฎิบัติธรรม สุปฎิปันโน บุญคงถึงพร้อมเพราะเจอ “นาบุญ” ขนานแท้ จอดรถ แถวนั้นไม่มีร้านค้า ถวายเงินไป 100 บาท เพื่อให้ท่านไปซื้อข้างหน้า เมื่อรูปอื่น ๆ รู้ว่าเราถวายเงิน ก็เดินมารุมขอกันด้วย แม้เราจะอ้างว่า 100 บาทพอแล้ว ท่านอ้างว่าจะไปสังขละบุรี เป็นศิษย์สายหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน  สุดท้ายเตือนท่านไปว่า “ผมก็เป็นมหานะครับ พระคุณเจ้าทำแบบนี้ไม่ดี เพราะมันจะทำให้ภาพพจน์พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์เสียหาย..”

ฤดูกาลออกพรรษาแบบนี้พระสงฆ์ท่านชอบออกป่า ออกธุองค์ พวกเราในฐานะพุทธบริษัทมีหน้าที่ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนา หากเจอพระแบบนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จริงหรือปลอม แต่ส่วนใหญ่ชาวพุทธที่เจอประสบการณ์แบบนี้ฟันธงไปแล้ว พระปลอม เพราะหากเป็นพระธุดงค์จริง ๆ ก่อนออกจากที่พักพระคุณเจ้าคงเตรียมการเอาไว้พร้อมแล้ว หากเจอพระปลอมจริง ๆ คงต้องไปแจ้งตำรวจ แจ้งพระสงฆ์ในพื้นที่ แต่อย่างว่าบางคนกำลังขับรถกลับบ้าน เดินทางไปกับครอบครัวเพื่อไปท่องเทียว ทำให้เสียเวลา บางคนคิดว่าผ่าน ๆไป ได้แต่ตักเตือนกันแบบสื่อออนไลน์แบบนี้

องค์กรพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) ที่เกิดขึ้นมาใหม่ ผู้เขียนเชื่อว่า ส่วนหนึ่งสังคมคาดหวังต้องการให้..ขจัดพระปลอมออกจากพระจริง ต้องตักเตือนพระจริงแต่มีพฤติกรรมที่เป็นโลกวัชชะให้เป็นสุปฎิปันโน ไม่อย่างนั่นชาวบ้านไม่รู้จะไปพึ่งใคร เดียวจะมีคำถามขึ้นมาอีกว่า พระวินยาธิการ มีไว้ทำไม !!

พระสมเด็จจิตรลดาหรือ พระกำลังแผ่นดิน และจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/612897

  • วันที่ 26 ม.ค. 2563 เวลา 20:07 น.

พระสมเด็จจิตรลดาหรือ พระกำลังแผ่นดิน และจุดพิจารณา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

“ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา แล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิอธิษฐานขอให้ความดีงามที่มีอยู่ในตัว จงดำรงอยู่ต่อไป และขอให้ยังความเป็นสิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งให้ประสบแต่ความสุขความเจริญในทางที่ดีงาม”

การปิดทองด้านหลังองค์พระ เป็นปริศนาธรรมบางอย่างที่ทรงมีพระราชดำริในการปลูกฝังนิสัยให้ผู้รับพระราชทาน นำไปคิดเป็นทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียง ตามคติโบราณที่ว่า “ปิดทองหลังพระ” เป็นพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ตรัสแก่ผู้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา

วันนี้ได้นำพระสมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดิน พิมพ์ใหญ่ ปี 2509 และ ปี 2510 มาให้ชม ภาพรวมของพระเครื่องสมเด็จจิตรลดานั้น เมื่อพบเห็นเป็นพระเครื่องที่พุทธพิมพ์มีความสวยงาม สวยคม เรียบง่ายครับ

โดยสมเด็จจิตรลดา ปี 2509 ได้รับความเอื้อเฟื้อจากนายทหารท่านหนึ่ง(ไม่ประสงค์ออกนาม)ซึ่งรับพระราชทานมาในปี 2509 และได้บูชาขึ้นคอตลอดมา เมื่อสัมผัสกับเหงื่อ ทำให้สีองค์พระเข้มขึ้นอาจจะด้วยมวลสารที่พระองค์ท่านจัดสร้างมีส่วนผสมที่แตกต่างกัน แต่ความสวยงาม เข้มขลัง เต็มร้อย

ส่วนสมเด็จจิตรลดา ปี 2510 ได้รับความเอื้อเฟื้อจากข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ในพระราชสำนักท่านหนึ่ง ได้เอื้อเฟื้อมา โดยได้รับพระราชทานมาในปี 2510 และตั้งแต่ได้รับพระราชทานมา ไม่ได้นำมาบูชาขึ้นคอ เก็บเอาไว้ตลอดมา จะเห็นมวลสารที่ผสมชัดเจน สวยงามคมชัด ทั้งสององค์นี้มีใบกำกับมาพร้อม แต่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนามครับ

มาดูจุดพิจารณาของสมเด็จจิตรลดาด้านหน้า

พระพักตร์จะเป็นผลมะตูมได้สัดส่วน

พื้นผิวจะเป็นเหมือนผิวส้มแต่เรียบตึง

ไหล่ทางด้านซ้ายของพระจะยกสูงกว่าไหล่ทางด้านขวา

เนื้อหาหนึกนุ่ม

เม็ดบัวจะมีขนาดไม่เท่ากัน บางเม็ดจะฝ่อ

ด้านข้างจะเห็นรอยเจียนส่วนล่าง ทำให้มองเห็นเหมือนเป็นเนื้อ 2 ชั้น

ส่วนพื้นผิวด้านหลังนั้นจะเห็นรอยพรุนฟองอากาศกระจายไปทั่ว

เมื่อนำมาบูชาขึ้นคอและสัมผัสเหงื่อ เนื้อองค์พระจะยิ่งหนึกนุ่ม มองแล้วสบายตา ด้านพุทธคุณล้นเหลือ ด้วยบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ครูบาอาจารย์ที่สำเร็จทางด้านวิปัสสนา กรรมฐานแนะนำให้บูชาขึ้นคอได้เลย เพราะเป็นพระเปลี่ยนดวง ใครที่ดวงตกจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น,ทุกอย่างจากร้ายจะกลายเป็นดี

สมเด็จจิตรลดา จัดสร้างจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อาทิ เส้นพระเจ้า (เกศาของพระองค์) ดอกไม้ พวงมาลัยแห้งหน้าเครื่องถวายองค์พระแก้วมรกต ,ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตร, สีที่ขูดจากเรือใบพระที่นั่ง,ดิน ตะไคร่น้ำ ผงธูป จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ

เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มี 2 ขนาดพิมพ์ คือพิมพ์ใหญ่ กว้าง 2.2 เซนติเมตร สูง 3.2 เซนติเมตรหนา 0.5- 1.0 เซนติเมตร ,พิมพ์เล็กสำหรับบุตรหลานข้าราชบริพารขนาดกว้าง 1.4 เซนติเมตร สูง 2.1 เซนติเมตร หนา 0.5 เซนติเมตร

พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เป็นพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวที่รวมไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกว่า พระกำลังแผ่นดิน อันมาจากความหมายของพระนามในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ “ ภูมิ ”แปลว่าแผ่นดิน “ พล “แปลว่า กำลัง ซึ่งรวมกันแล้วก็คือ พระกำลังแผ่นดินนั่นเอง

พระองค์ท่านพระราชทานแก่ ข้าราชการ,ทหาร,ตำรวจ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 – พ.ศ.2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 3,000 องค์ พระองค์พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง และเท่าที่สอบถามผู้ที่ได้รับพระราชทานมาจะไม่มีกล่องกำมะหยี่มา

ใบกำกับพระสมเด็จจิตรลดา สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ไปรับเอกสารกำกับในภายหลัง เป็นเอกสารกว้าง 12.7 เซนติเมตร ยาว 15.8 เซนติเมตร มีภาพพระพิมพ์ส่วนพระองค์ประกอบ พร้อมตราจักรี (จักรและตรี) ระบุลำดับที่ ชื่อผู้รับ พระราชทาน วันที่ เดือน พ.ศ. ที่ได้รับพระราชทาน

ด้านสีพระสมเด็จจิตรลดา ที่สร้างนั้น เป็นพระเนื้อออกสีน้ำตาลแก่ ,น้ำตาลแก่ออกสีดำ และน้ำตาลอมเหลือง ความหนาบาง และความคมลึกชัดขององค์พระในแต่ละปีไม่เท่ากัน เนื้อถึงจะสีเข้ม แต่จะใส หนึกนุ่ม ของปลอมจะขาดสิ่งเหล่านี้ และของปลอมมักจะมีตำนานเรื่องเล่าพร้อมกล่องกำมะหยี่ประกอบมาด้วย