พระธรรมจาริก : ผู้จุดเทียนบนดอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/612846

  • วันที่ 26 ม.ค. 2563 เวลา 09:13 น.

พระธรรมจาริก : ผู้จุดเทียนบนดอย

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

สมัยเป็นนักบวชเคยได้ยินคำว่า “พระธรรมจาริก”  เพราะมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงไปเป็นพระธรรมจาริกอยู่บนดอย การเป็นพระธรรมจาริกอยู่บนดอยนั่น เพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า “ลำบากมาก เพราะดอยที่อยู่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรทัศน์ อยู่รูปเดียว หน้าหนาวก็หนาวจัด หน้าที่ของท่านคือ บิณฑบาตโปรดชาวเขา วันพระนำชาวบ้านทำวัตรสวดมนต์ สอนชาวบ้านให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด ถิ่นอาศัย”

โครงการพระธรรมจาริก เป็นโครงการริ่เริ่มโดย นายประสิทธิ ดิศวัฒน์ หัวหน้ากองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ในยุคนั้น ในคราวที่ท่านอุปสมบทในวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แล้วไปปรึกษากับ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ซึ่งสมเด็จ ฯเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรท่านเห็นด้วย จึงเกิดโครงการนี้ขึ้นมา

โครงการพระธรรมจาริกก่อกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2508 ก่อนยุคคอมมิวนิสต์เบ่งบาน และเป็นยุคที่ชาวเขาในบ้านเรานิยมปลูกฝิ่นพื่อเลี้ยงครอบครัว และทั้งไม่รู้จัก ใครคือประมุขของชาติ

โครงการพระธรรมจาริก ศูนย์กลางการบริหารภูมิภาคอยู่ที่วัดศรีโสดา จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนกลางบริหารหลักอยู่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม มีพระเทพกิตติเวที เป็นประธานพระธรรมจาริก

การดำเนินการของพระธรรมจาริกยุคแรก ๆ เป็นที่หวาดระแวงของชาวเขา เพราะคิดว่า “พระเป็นสาย” ให้กับทางราชการ การเป็นอยู่ก็อยู่ด้วยความยากลำบาก มีกระต๊อบหลังเล็ก ๆ และชาวเขาส่วนใหญ่ “นับถือผี” ยังไม่นับถือพุทธศาสนา ซ้ำบางพื้นที่มี “นักบวชต่างศาสนา” ไปเผยแผ่ศาสนาก่อนหน้านี้แล้ว พระธรรมจาริกหากวิเคราะห์ในแง่ของมิติทางการเมืองคือ “ผู้สร้างความมั่นคง” ให้ชาติไทยอย่างแท้จริง

การดำเนินงานของพระธรรมจาริกตลอด 55 ปี จึงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทย มิใช่แค่ชาวพุทธบ้านเราเท่านั่น แต่หากหมายถึง ต่อประเทศชาติด้วย พระธรรมจาริก มิได้รับเงินเดือน มิได้รับเบี้ยเลี้ยงยังชีพ มีแต่บาตรใบเดียว เดินขึ้นดอยท่ามกลาง “ความเสี่ยง” มากมายที่คอยอยู่เบื้องหน้า

พระธรรมจาริก จึงสมกับเป็นนักสังคมสงเคราะห์ เป็นนักจิตอาสา สมกับเป็นสาวกผู้สืบทอดพระราชปณิธานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสสอนไว้ว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย ฯปฯ เทเสถ ภิกฺขเว ธมฺมํ”  แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจึงเที่ยวจาริกไป จงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกเถิด..”

การดำเนินงานของพระธรรมจาริก น่าจะเป็นโครงการแรก ๆของคณะสงฆ์ไทยที่ทำงานเกี่ยวกับ “สาธารณสงเคราะห์” เช่น สอนศีลธรรมในโรงเรียนบนพื้นที่สูง, โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำยุวพุทธธรรมจาริก,โครงการสอบธรรมศึกษาสนามหลวง โครงการ ปลูกต้นกล้าในนาบุญ บวชภาคฤดูร้อนชาวเขา หรือแม้กระทั้ง โครงการ ธรรมะห่มดอย  ดังนี้เป็นต้น

แต่ที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมของโครงการนี้คือ “การเปิดโอกาส” เรื่องการพัฒนามนุษย์ คือ บวชชาวเขาแล้วส่งเรียนหนังสือจนปริญญาตรี,การให้ทุนเด็กและเยาวชนชาวเขาเรียนจบแล้วกลับไปพัฒนาบ้านเกิด

การดำเนินงานตลอด 55 ปีมานี้ โครงการพระธรรมจาริก จึงเป็นโครงการที่มีประโยชน์มหาศาลทั้งในแง่ของความมั่นคงของชาติ และในการดึงคนมาเป็นพุทธมามกะ และรวมทั้งสอนอบรมให้ชาวเขามีความ “กตัญญูต่อแผ่นดินเกิดและถิ่นอาศัย” โดยผ่านการดำเนินงานของพระธรรมจาริก

ปัจจุบันรู้แต่เพียงว่า โครงการพระธรรมจาริก มีหน่วยงานภาครัฐอย่างกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และมีมูลนิธิแผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี คอยสนับสนุน ส่วนมหาเถรสมาคมยังไม่เห็นเข้าไปสนับสนุนเต็มรูปแบบ

และเพิ่งเห็นข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณะสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม ไปเป็นประธานปฐมนิเทศพระธรรมจาริกประจำปี 2563 ณ วัดศรีโสดา จ.เชียงใหม่

จึงต้องหยิบหนังสือที่ไม่ทราบว่าใครให้มา แต่อยู่ในตู้นานแล้วออกมาอ่าน ชื่อหนังสือว่า “พระธรรมจาริก : อัตลักษณ์ 6 กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง” พิมพ์ออกมาโดยสำนักงานพระธรรมจาริกส่วนกลาง วัดเบญจมบพิตร

เป็นการรวบรวมอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง มี กะเหรี่ยง,ม้ง,ลีซู,เมี่ยน,อาข่าและลาหู่ เป็นหนังสือที่เก็บรายละเอียดวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งแต่เกิดจนตายของแต่ละชาติพันธุ์ เช่นกะเหรี่ยง กล่าวถึงตำนานกะเหรี่ยงกับช้าง,พิธีกรรมพืชผักกับศพ,ประเพณีปีใหม่ ดังนี้เป็นต้น

หรืออัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ลีซู ความหมายของคำว่าลีซู คืออะไร ประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับหมอผี  วิถีชีวิตเกี่ยวกับการแต่งงาน ในหนังสือเล่มนี้จะเล่าไว้ละเอียดมากทั้ง 6 ชาติพันธุ์

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนดอยในถิ่นทุรกันดาร ประเภทอยู่ยาก กินยาก ของพระธรรมจาริก ผู้ถวายตนเพื่อพระพุทธศาสนา ผู้อุทิศตนต่อพระรัตนตรัย ผู้เขียนเชื่อว่า ชาวพุทธในสังคมไทยไม่ค่อยรู้จัก บางคนไม่เคยได้ยินได้ทราบมาก่อนด้วยซ้ำไปว่า “พระสงฆ์ยอมลำบากแบบนี้”

ดีไม่ดีแม้กระทั้งพระสงฆ์เราเอง บางรูปก็อาจจะไม่รู้ว่าในภาคเหนือคณะสงฆ์ทำงาน “บนดอย บนเขา” กันแบบนี้ ซึ่งต้องคอยดูต่อว่า..มหาเถรสมาคมจะเห็นคุณค่ารับไว้ในความอุปถัมภ์เชิดชูยกย่องตบรางวัลแก่..พระธรรมจาริกอย่างไรบ้าง

สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานพิธีประกาศเกียรติคุณ”พระอาจารย์มั่น” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/612259

  • วันที่ 20 ม.ค. 2563 เวลา 20:27 น.

สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานพิธีประกาศเกียรติคุณ"พระอาจารย์มั่น"

สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานพิธีประกาศเกียรติคุณ”พระอาจารย์มั่น” ซึ่งยูเนสโก ยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ประจำพุทธศักราช 2563-2564

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปวัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน ทรงเป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก มีมติรับรองยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ประจำพุทธศักราช 2563-2564 เนื่องในวาระ 150 ปีชาตกาล 20 มกราคม 2563

ทั้งนี้้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช เสด็จไปทรงเปิดพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และถวายสักการะอัฐิธาตุ ณ กุฎีซึ่งเคยเป็นที่พำนักของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตที่วัดปทุมวนาราม

อย่างไรก็ตาม ยูเนสโกได้ประกาศเกียรติคุณ ดังต่อไปนี้ “พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระมหาเถระในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอุดมบัณฑิต ณ ปัจจุบันสมัย เป็นปูชนียาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของคณะสงฆ์ไทย เป็นพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่แห่งวงศ์กรรมฐาน เพียบพร้อมด้วยปรีชาญาณแห่งไตรสิกขา บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร สง่างามด้วยเนกขัมมปฏิบัติเป็นเนติแบบแผนอันโสภณของหมู่สงฆ์

ดำรงสมณคุณอดุลยกิตติประวัติ มั่นคงในอจลพรหมจริยาภิรัตมิหวั่นไหวต่อโลกามิส อุทิศสรรพกำลังเพื่อสั่งสอนการปฏิบัติสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา กระทั่งขยายอาณาแพร่หลายไปสู่มหาชนทั่วโลกในปัจจุบัน มิจำกัดแต่ภายในประเทศ หากแผ่เผยขอบเขตแห่งคุณานุคุณ ไปค้ำจุนความสงบร่มเย็นถึงไพรัชทวีป มีอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ตลอดทั่วไปในภูมิภาคเอเชีย เป็นอาทิ แม้หมู่ผู้มิได้เป็นสมาชิกแห่งพุทธบริษัท

ครั้นได้น้อมนำคำสอนของท่านไปปฏิบัติตาม ก็บังเกิดความสงบพบวิธีทุเลาความเร่าร้อนในตัวตน คือสาเหตุซึ่งอำนวยผลเป็นหนทางใหม่ในชีวิต ผลิตสันติรสคือความสงบเยือกเย็นใจ เป็นที่ประจักษ์แจ้งอยู่ทั่วไปในหมู่ผู้ใฝ่ธรรม ฉะนี้แม้ที่สุดย่อมนำมาซึ่งสันติภาพแก่โลกได้อย่างยั่งยืน

ปฏิปทาและอนุศาสนีแห่งความสงบ เรียบง่าย สันโดษ ไม่เบียดเบียน มุ่งประโยชน์แห่งการดำรงชีวิตอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ไม่เน้นสิ่งปลูกสร้างและถาวรวัตถุซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่น้อมจิตไปในทางขวนขวายทะเยอทะยานอยากได้ความสุขภายนอก อันจำต้องพึ่งพาวัตถุธรรม หากเน้นย้ำการรักษาจิตใจตนเอง ดูใจตนเอง ไม่เพ่งโทษโกรธขึ้งถึงความบกพร่องของผู้อื่น ชี้แนะวิธีบำบัดทุกข์ด้วยการลดละความโลภ ความโกรธ และความหลงออกจากใจตน

ดำเนินอุบายโกศลให้มหาชนเข้าถึงความสงบด้วยการเจริญสมาธิ เป็นบาทฐานแห่งสติชอบอันประกอบด้วยปัญญา ครองจริยาอยู่ในระเบียบวินัย ส่งผลให้มนุษยชาติทุเลาการวิวาทบาดหมาง มุ่งบำเพ็ญเพียรเพื่อหนทางทุเลาความเร่าร้อนแห่งกิเลส เป็นเหตุให้ผู้คนหันมาสนใจศึกษาแนวทางที่ท่านได้ดำเนินนำ ศาสนธรรมอันท่านได้จุดประกายแห่งปัญญาไว้ แผ่ขยายความสว่างไสวออกไปสู่สังคมโลกได้จนปรากฏผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังเป็นคุรุฐานียบุคคลผู้ประเสริฐของพระเถรานุเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระ เป็นต้นสายแห่งพระอาราม อาราม และสำนัก จำนวนเรือนพัน ซึ่งมีฉันทจริตติดตามต่อประทีปทางปัญญา มุ่งมั่นดำเนินกรณียกิจนานา เพื่อความวัฒนาสถาพรแห่งพระพุทธธรรม ให้กำจรไปสู่บรรดามหาชนทั่วไป ไม่จำกัดเพศ วัย เผ่าพันธุ์ วรรณะ ศาสนา และความเชื่อ เอื้อเฟื้อให้บังเกิดสันติภาพเอิบอาบดวงจิตของปัจเจกบุคคล ขยายผลไปสู่สันติภาพในโลกได้ตราบเท่าทุกวันนี้

โอวาทานุสาสนี วิถีจริยาสัมมาปฏิบัติ และกัลยาณประวัติอันงามพิสุทธิ์ ยังคงเสถียรสถิตประดิษฐานสมรรถภาพอันประเสริฐ เป็นบ่อเกิดแห่งความผาสุกสันติคุณแห่งมวลมนุษยชาติ ด้วยเหตุดั่งนี้ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ จึงประกาศเกียรติคุณ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้มีผลงานดีเด่นระดับโลก สาขาสันติภาพ เนื่องในอภิลักขิตสมัย 150 ปีชาตกาล

ขอกิตติประวัติอัจฉริยคุณแห่ง พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต จงดำรงอยู่คู่พระบวรพุทธศาสนา เป็นดวงประทีปทางปัญญาของชาวโลกสืบไป ตราบนิจนิรันดร”

ภาพ สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

หลวงพ่อทวด พิมพ์กรรมการกลักไม้ขีด เนื้อว่าน พ.ศ.2497 และจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/612127

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 12:11 น.

หลวงพ่อทวด พิมพ์กรรมการกลักไม้ขีด เนื้อว่าน พ.ศ.2497 และจุดพิจารณา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระเครื่อง หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ พิมพ์ที่หาชมได้ยากที่สุด ในทรรศนะของผู้เขียน น่าจะเป็นพิมพ์กรรมการสี่เหลี่ยม หรือพิมพ์กลักไม้ขีด เนื้อว่าน พ.ศ.2497

วันนี้มีโอกาสได้ชมของจริง สัมผัสแรกที่เห็นผ่านตา เห็นความเก่าเป็นปิติครับ ขนลุกเลยตอนหยิบมาส่องดูความเก่า ความแห้งตามธรรมชาติของเนื้อว่าน ก็คิดถึงความโชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นครับ ขอขอบคุณ คุณพรชัย ที่ทำให้มีโอกาสได้เห็นพระองค์จริงครับ

มีเรื่องเล่ากันมาว่าเนื่องจากเป็นการสร้างแจกในกลุ่มกรรมการ จำนวนการสร้างแค่หลักสิบ ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นตัวจริง เสียงจริงมาก่อน เห็นแต่ในรูปครับ วันนี้ต้องบรรยายให้เห็นภาพความเก่ากัน

อย่างที่ทุกคนทราบมา หลวงพ่อทวด พิมพ์กลักไม้ขีดนี้นั้น ไม่มีผู้ใดทราบอย่างชัดเจนว่า จำนวนการสร้างมีกี่องค์ กาลเวลาผ่านมากว่า 60 ปี จะเหลือองค์ที่สภาพสมบูรณ์นำมาให้ชมพระสักกี่องค์

และข้อสำคัญพระเนื้อว่านของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้เป็นการสร้างจากว่านสด 108 อย่างผสมดินดำกากยายักษ์ ส่วนผสมของมวลสารผสมขึ้นในขณะที่ยังไม่แห้งและนำมากดพิมพ์พระในแม่พิมพ์เรียกว่ากดพิมพ์สด เพื่อเกิดความคมชัดทุกส่วนก็ต้องใช้กำลังกด เมื่อใช้กำลังกด ก็จะทำให้ยางน้ำว่านไหลออกมาข้างนอก มาเคลือบที่ผิวองค์พระชั้นนอก จะเห็นเหมือนกล้วยฉาบ มันฉาบที่มีน้ำตาลเคลือบผิว นานเข้าย่อมเมื่อมวลสารแห้งสนิท ย่อมมีการหดตัว มีการแตกราน มีความเหี่ยวของผิวตามธรรมชาติ และผิวเปิดจากการใช้งาน การเก็บรักษาให้สภาพสวยสมบูรณ์ ย่อมลำบาก

ถ้าท่านใดเคยได้เห็นองค์จริงของพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน 2497 พอเห็นเนื้อพระหลวงพ่อทวดพิมพ์กลักไม้ขีดองค์นี้ มีเนื้อว่านฟูเหมือนเนื้อพระ 2497 พิมพ์มาตรฐานเป๊ะ มีคราบน้ำว่านคลุม มีรอยรานของเนื้อว่านแบบธรรมชาติ มีไขว่านปรากฏออกมาจากองค์พระ ลักษณะการหดตัว รอยเหี่ยวของเนื้อว่าน ความเก่าของคราบน้ำว่านที่คลุมองค์พระ ถือได้ว่าองค์ประกอบของมวลสารสมบูรณ์ทีเดียว เป็นเสน่ห์ของพระองค์นี้เลยครับ

องค์พระพิมพ์กลักไม้ขีดนี้ ขนาดค่อนข้างใหญ่ ความกว้าง 2.8 ซ.ม. ความสูง 4.5 ซ.ม.ความหนา 1 ซ.ม. ด้านหลังรูปสถูปเจดีย์ พิมพ์สวยคม มีมิติความลึก เห็นองค์หลวงพ่อทวดประทับอยู่ในซุ้มอย่างสวยงาม

เริ่มจากด้านหน้า ไล่ส่องจากด้านบนขอบพระลงมา เห็นถึงความแห้งหดตัว การยุบตัวของว่าน ความเก่าของแผ่นทองที่ติดไว้แนวกรอบซุ้มด้านบนและสังฆาฏิขององค์พระ และบริเวณใต้องค์พระในกรอบซุ้มด้านล่างที่ติดไว้ มีความเก่าตามกาลเวลา แม้กระทั่งรายละเอียดอย่างเม็ดตาทั้งสองข้างที่องค์หลวงพ่อก็ยังปรากฎชัดเจน

ด้านเนื้อหามวลสารเมื่อส่องจะพบเห็นเม็ดแดง เม็ดขาว ไขว่านสีขาวและคราบน้ำว่านสีออกน้ำตาลที่ปกคลุมพระทั่วทั้งองค์ เฉกเช่นเดียวกับพระเนื้อว่านปี พ.ศ.2497 และ สีสันและวรรณะออกสีเทาอมดำ และมีน้ำหนักหน่วงมือ

จุดพิจารณาด้านหน้าองค์พระ (เนื่องจากภาพถ่ายเป็นหน้าตรง ในมุมมองเป็นมิติอาจจะเห็นไม่ชัดนัก แต่ส่องจากองค์จริง เห็นเป็นมิติอย่างชัดเจน) มีคราบน้ำว่านสีน้ำตาลแห้งเก่าปกคลุมทั่วทั้งองค์ ผนังด้านในมีมิติลึกวัดลงไปเกือบครึ่งเซ็นติเมตร องค์หลวงพ่อทวดประทับอยู่ภายในซุ้ม ร่องรอยการหดตัว รอยเหี่ยวจากความเก่าของพระเนื้อว่านสดผสมดินกากยายักษ์เป็นไปอย่างธรรมชาติ รอยรานของมวลสารว่านผสมดินเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ

มีพระพัตร์กลมใหญ่ นูน เด่นและลึก สวยงามเหมือนพิมพ์กรรมการของปี 2497 มีเม็ดตาคมชัดทั้งสองข้าง สังฆาฏิหนา เด่นชัด ทองที่ติดเก่า แห้งเก่าเป็นธรรมชาติ บ่งบอกถึงความเก่าได้เป็นอย่างดี บริเวณจุดที่ผิวเปิดจะเห็นถึงเนื้อในที่บ่งบอกถึงความเก่าและแห้งของว่านกากยายักษ์

จุดพิจารณาด้านหลัง รอยรานของว่านผสมดินเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ มีคราบน้ำว่านแห้งเก่าปกคลุมทั่วทั้งองค์ ผิวเปิดเห็นเม็ดว่านและไขว่าน องค์สถูป ลึกอย่างมีมิติ ทองที่ติดเก่า แห้งเก่าเป็นธรรมชาติ บ่งบอกถึงความเก่าได้เป็นอย่างดี

จุดพิจารณาด้านข้าง และขอบข้างบน,ล่าง รอยรานของว่านผสมดินเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ มีคราบน้ำว่านแห้งเก่าปกคลุมทั่วทั้งองค์ ผิวเปิดเห็นเม็ดว่านและไขว่าน ร่องรอยการหดตัว รอยเหี่ยวจากความเก่าเป็นธรรมชาติ ลองขยายดูครับ จะเห็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติและความเก่าของพระเนื้อว่านรุ่นแรก ของหลวงพ่อทวด 2497 ครบถ้วน

ด้านพุทธคุณของพระเครื่องหลวงพ่อทวดที่ทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่า ครบเครื่องในเรื่องแคล้วคลาด ภัยอันตรายต่างๆ ล้วนรอดพ้นหมด นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภควา บทสวดบูชาของหลวงพ่อทวดนั้นสามารถสื่อถึงท่านได้ ขอเพียงท่องสวดและอธิษฐานถึงท่าน และมีศรัทธาต่อท่าน จะเห็นผลในทุกเรื่องทุกประการครับ

เรื่องเล่าพระธรรมทูตอาสาชายแดนใต้ “บนเส้นทางแห่งองค์พุทธะ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/612120

  • วันที่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 10:59 น.

เรื่องเล่าพระธรรมทูตอาสาชายแดนใต้ “บนเส้นทางแห่งองค์พุทธะ”

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2563 ที่จะถึงนี้ เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ พระครูประโชติรัตนานุรักษ์  อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี ประธานเครือข่ายพระธรรมทูตอาสาจังหวัดนราธิวาสมรณภาพจากการกราดยิงถล่มวัดรัตนานุภาพ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีพระสงฆ์มรณภาพ 2 รูป และบาดเจ็บอีก 2 รูป ช่วงแรก ๆ เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและชาวพุทธเป็นอันมาก “เพราะการฆ่าแบบนี้” ถือว่าสะเทือนใจชาวพุทธทั่วประเทศ และพระภิกษุสงฆ์แบบท่านเจ้าคณะอำเภอ “ชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือมุสลิม” ที่ไหนมีทุกข์ พระคุณเจ้าก็รับอาสาไป “ดับทุกข์” ที่นั่น ไม่เลือกว่าศาสนาใดขอให้เป็น “มนุษย์เพียงพอ”

ถ้ากล่าวถึงชายแดนใต้  หลายคนก็จะนึกถึงสถานการณ์ความไม่สงบและเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน แต่พวกเราส่วนกลางไม่สามารถที่จะรับรู้เรื่องราวจากชายแดนใต้ได้มากนัก นอกจากนาน ๆ จะมีข่าวมาสักครั้ง เคยมีคนในพื้นที่บอกว่า “จริง ๆ เหตุการณ์มีมากกว่านั้น แต่ออกข่าวบ้างบางครั้ง และมีความจริงแค่บางส่วน”

องค์การฮิวแมนไรตส์วอตซ์ รายงานว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย มีพระภิกษุมรณภาพรวม 23 รูป และบาดเจ็บมากกว่า 20 รูป แนวโน้มจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้และไม่อาจจะคาดการณ์ได้

สำหรับ ชุมชนชาวพุทธแน่นอนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะถูกมองว่า “เป็นพวกเดียวกับส่วนกลาง” หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากพื้นที่ แม้กระทั้งพระภิกษุบางรูปหาก “ใจไม่แกร่ง” จริงก็ไม่พ้นเรื่อง “กลัวความตาย”

ผู้เขียนเคยคุยกับพระสงฆ์ระดับเจ้าคณะเภอรูปหนึ่งใน “พื้นที่สีแดง” ท่านเล่าว่า ประชาชนกับประชาชนหรือประชาชนกับพระภิกษุแม้จะต่างศาสนา ในพื้นที่ไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ รู้จักกันและเป็นเครือญาติกัน อย่างท่านแม้จะเป็น “พระสงฆ์” แต่ต้นกระกูลท่านก็มาจาก “เชื้อสายมุสลิม”

ปัญหาที่เกิดขึ้นท่านเชื่อว่า มีการสร้างสถานการณ์ โดยมี “งบประมาณ” เป็นตัวกำหนด ภาคใต้ยิ่งมีปัญหาความไม่สงบมาก “งบประมาณ” ยิ่งลงไปมาก ง[ประมาณยิ่งลงมาก สถานการณ์ยิ่งไม่สงบมาก

ปัญหาชายแดนภาคใต้กระทบกับ “พระสงฆ์มาก” แต่ไม่มีหน่วยงานใดเลยทั้งจาก มหาเถรสมาคม หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลงไปเยียวยาหรือลงไปเหลียวแล

“โครงการต่าง ๆ ของมหาเถรสมาคม ไม่ว่าจะเป็นโครงการสาธารณสงเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหมู่บ้านศีล 5 หรือแม้กระทั้งโครงการวัดประชารัฐ สร้างสุข  ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นประธาน หรือคณะสงฆ์ไปจัดงานในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้างเลย..”

อันนี้ไม่นับเรื่องการพิจารณา “ความดีความชอบ” ของพระสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ พระสงฆ์ที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ หน่วยงานละดับองค์กรทำงานแบบ “จิตอาสา” ที่ปรากฎชัดว่า ติดตามสถานการณ์ภาคใต้และสะท้อนปัญหาในพื้นที่ออกสังคมเนื่อง ๆ ที่ชาวพุทธส่วนกลางพอรับรู้ข่าวสารของพระสงฆ์ชายแดนใต้บ้าง คือ “ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” องค์กรนี้จับเรื่องภาคใต้และลงไปเยียวยาในบางโอกาสตามสถานการณ์

แต่องค์กรที่ลงไปคลุกคลีถึงชุมชนและทำงานอยู่กับชุมชน ร่วมพัฒนาชุมชนแบบ “เข้าถึง เข้าใจและพัฒนา” ตามวิธีการแห่งศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์รัชกาลที่ 9 ผู้เขียนเห็นมีองค์กรเดียวคือ

เครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาด้วยการสนับสนุนของ “อดีตพระราชกิจจาภรณ์” หรือเจ้าคุณเทอด วัดสระเกศ ฯ ปัจจุบันกำลังถูกวิบากกรรมต้อง “นุ่งขาวหุ่มขาว” อยู่ และองค์กรนี้เมื่อขาดผู้สนับสนุนผู้นำทางหลัก การขับเคลื่อนก็ “ริบหรี่”

เมื่อปี พ.ศ.2553 มีการตั้งกลุ่มพระสงฆ์ขึ้นมา กลุ่มหนึ่งชื่อว่า กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม  พระสงฆ์กลุ่มนี้ได้รับมอบหมายจาก สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดอบรมพระสงฆ์ ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนดภาคใต้ ได้แก่ สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ผลจากการอบรมทำให้เกิด “เครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5  จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อประสานแรงใจ ร่วมมือกันรักษาพระพุทธศาสนา สร้างขวัญกำลังใจให้ชาวพุทธในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของการเดินทางไปในพื้นที่จริง สัมผัสความรู้สึก และความเป็นอยู่จริงๆ ของพระและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี ประธานเครือข่ายพระธรรมทูตอาสาจังหวัดนราธิวาส ที่ถูกยิงมรณภาพไปในวันที่ 18 มกราคมนี้จะครบรอบ 1 ปี ที่ท่านมรณภาพก็อยู่ในเครือข่ายธรรมทูตอาสานี้

ผู้เขียนมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ลมหายใจชายแดนใต้ : บนเส้นทางแห่งศรัทธา” เขียนโดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโน ผู้ประสานงานเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5  จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในหนังสือเล่มนี้ พระคุณเจ้าท่านเล่าจากชีวิตจริงแต่ละวันว่า ไปเจออะไรมาบ้าง ไปสัมผัสกับบรรยากาศแบบไหน บันทึกเอาไว้เกือบครบถ้วน หากภาษาทางทีวีเขาเรียกว่าแบบ “เรียลลิตี้”  คือ เล่าจากของจริง ประสบการณ์จริงในพื้นที่

บันทึกหนังเล่มนี้เป็นเหมือนจารึกประวัติศาสตร์ฉากหนึ่ง ของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นบันทึก “ลมหายใจที่ยังโรยรินและอ่อนล้าเต็มที”  ของชาวพุทธชายแดนใต้  ไม่รู้ว่าจะเป็นเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจ หรือจะเป็นฮึดสุดท้ายก่อนลุกหยัดยืนยง

และในบางช่วงบางตอนไม่ใช่บันทึกความเจ็บปวดของคนที่ประสบเหตุร้ายเท่านั้น แต่มันคือเรื่องราวความอบอุ่นและเกื้อกูลกันของ “พระสงฆ์ชาวพุทธและผู้ใฝ่สันติ” เป็นเหมือนน้ำเย็นที่ฉโลมใจของผู้ประสบภัย และดูเหมือนประสบการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้พระมหาอภิชาติ ได้เรียนรู้และซึมซับบรรยากาศที่สะเทือนความรู้สึก กระตุ้นจิตสำนึกบางอย่างภายในตนบนเส้นทางแห่งศรัทธา

ทั้งเรื่องราวบางอย่างในเล่ม ยังให้แง่คิดดี ๆ สำหรับชีวิต ชวนให้คิดและสะกิดใจให้ระลึกถึงตนเอง และคุณค่าของชีวิตได้เป็นอย่างดี สะท้อนความงดงามทางจิตใจของชาวพุทธในพื้นที่ เรียกได้ว่า “อ่านเรื่องของเขา เอามาสอนใจเราเอง”

วันที่ 18 มกราคมนี้ขอน้อมรำลึกวันครบรอบ 1 ปีการจากไปของพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ ด้วยความอาลัยยิ่ง“อย่าให้ชีวิตพระครูประโชติรัตนารักษ์ เป็นเพียงโพธิ์ใบสุดท้ายที่ร่วงหล่นลงเปื่อยเน่าไปอย่างไร้คุณค่า แต่จงเป็นโพธิ์ใบสุดท้ายที่ร่วงหล่นลง เพื่อให้โพธิ์ใบอื่นแตกยอดกลับขึ้นมาเขียวครื้มเป็นร่มเงาให้ชาวพุทธและชาวโลกได้พึ่งพาอาศัยให้คลายทุกข์โศก”

ทั้งรำลึกถึง อดีตพระราชกิจจาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด ผู้ปลุกประกายสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5  จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความเสียสละล้วน ๆ ขอให้พระคุณเจ้าพ้นวิบากกรรมกลับมาหุ่มครองผ้าเหลืองได้เหมือนเดิม เพื่อทำหน้าที่ของพระสงฆ์ที่ว่า การทำให้คนพ้นทุกข์นั่นแหละคือ “กิจของสงฆ์

สิ้น “หลวงพ่อแบน ธนากโร” เสาหลักพระกรรมฐานแห่งภาคอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611880

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 12:30 น.

สิ้น "หลวงพ่อแบน ธนากโร" เสาหลักพระกรรมฐานแห่งภาคอีสาน

“หลวงพ่อแบน ธนากโร” แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ละสังขารแล้ว สิริอายุ91 ปี 72 พรรษา

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.63 พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร หรือ หลวงพ่อแบน ธนากโร เจ้าอาวาส วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ได้ละสังขาร สิริอายุ 91 ปี 72 พรรษา กำหนดการ ถวายเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงปู่แบน ธนากโร ในวันอาทิตย์ที่19 มกราคม 2563 เวลาประมาณ13.00น. ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร

 

ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อแบน ธนากโร

“พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร” หรือ “หลวงพ่อแบน ธนากโร” แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร มีนามเดิมว่า สุวรรณ กองจินดา เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พุทธศักราช 2471 ณ บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนทำไร่

หลังเข้าศึกษาในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน จนจบประถมศึกษาปีที่4 ก็ได้มาช่วยบิดามารดาทำสวนทำไร่

ต่อมาเมื่ออายุ 21 ปี หลวงพ่อแบน ได้เข้าไปศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ ที่วัดทรายงาม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จากนั้นจึงได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ที่ วัดเกาะตะเคียน ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

หลังเข้าสู่อุปสมบทแล้ว ท่านจึงมาอยู่ปฏิบติธรรมกับ หลวงปู่กงมา และ ติดตามหลวงปู่กงมา มาอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร จนกระทั่งหลวงปู่กงมาได้มรณภาพลง ครั้นทำการถวายเพลิงศพของหลวงปู่กงมาแล้ว หลวงพ่อแบน จึงทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดดอยธรรมเจดีย์ มาจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อแบนเป็น หนึ่งในเสาหลักพระกรรมฐานในเขตภาคอีสาน ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รักษาข้อวัตรปฏิบัติอย่างเด็ดเดี่ยว รวมทั้งอบรมพระภิกษุสามเณร ญาติโยมที่มาขออยู่ปฏิบัติธรรม ให้มีศีลธรรมประจำใจ

ในครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อม พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯแปรพระราชฐานมาพักอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เพื่อออกเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคอีสานนั้น ทั้งสองพระองค์ และพระบรมวงศ์ จะเสด็จขึ้นไปกราบนมัสการหลวงพ่อแบน ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และเยี่ยมเยียนประชาชนในแถบนั้นทุกครั้ง

หลวงพ่อแบน ได้เมตตาสงเคราะห์คนหมู่มาก ทั้งพระและฆราวาสจำนวนมาก ได้เมตตาสร้างตึกร่มฟ้า ให้แก่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสร้างตึกร่มฉัตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งอาคารทั้งสองหลังนี้ เป็นอาหารห้องพิเศษ มีอุปกรณ์ทันสมัยครบครันสมบูรณ์แบบ

ในปี พ.ศ. 2548 หลวงพ่อแบนได้สร้าง “โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร” ที่อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา

หลวงพ่อแบน ยังได้เมตตาสร้างวัดเพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเจริญรอยตามพระบูรพาจารย์หลายแห่งอาทิ วัดป่าภูผาผึ้ง ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร, วัดป่าค้อน้อย บ้านค้อน้อย ตำบลค้อใหญ่ อำเภอกุดบาก จังหวัดมุกดาหาร, วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา ตำบลพญาเย็น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

ธรรมะคำสอนของหลวงพ่อแบน ธนากโร

บุญคืออะไร

บุญ คือ การทำใจของเราให้สบาย ให้มีความสุข ให้สงบ ให้ใส ให้เย็น ให้สว่าง บุญ คือ การทำใจของเราให้สมบูรณ์ขึ้นมาด้วยศีลธรรม สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่โลก แก่สังคมโลก อันนั้นเรียกว่าบุญได้ทั้งนั้น เพราะบุญ คือสิ่งที่สร้างสรรค์ การทำสิ่งที่สร้างสรรค์นั้นจึงเป็นการทำบุญ

สำเร็จเป็นการบุญ

เรื่องการบริจาคทาน บุญที่จะเกิดขึ้นมากน้อย ขึ้นอยู่กับจิตใจของบุคคลผู้ทำ ไม่ต้องสมมติว่ากองกฐิน ไม่ต้องสมมุติว่ากองผ้าป่า ก็สำเร็จเป็นการบุญ

บุญกุศลมหาศาล

การทานมุ่งในการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ 1 คือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งของตอบแทน ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งให้หน้าตาใหญ่โตอะไร ทานเพื่อเป็นการบูชา สิ่งที่เรานำไปบริจาคนั้น เป็นของที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง คือได้มาด้วยความบริสุทธิ์ 1 แล้วก็บุคคลที่รับไทยทานของเราก็เป็นบุคคลที่มีความบริสุทธิ์ 1 ถ้าหากว่าความบริสุทธิ์สามส่วนนี้มารวมกัน ไม่ต้องเรียกว่าผ้าป่า ไม่ต้องเรียกว่ากฐิน เป็นบุญกุศลมหาศาลทั้งนั้น

ธรรมโอสถ

คนที่จะเห็นคุณค่าของข้าวปลาอาหาร คนนั้นต้องรับประทาอาหารอิ่ม คนที่จะเห็นคุณค่าของยา โรคของเจ้าของต้องหายไป ตามปรกติเราๆ เป็นโรคด้วยกันทุกคน โรครัก โรคชัง โรคอะไรต่ออะไร เป็นโรคทั้งนั้น ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมแก้โรค

ได้ประโยชน์ทั้งนั้น

ศีลธรรมของพระพุทธเจ้า เอาไปประพฤติปฏิบัติ ได้รับประโยชน์ทั้งนั้น เหมือนกับยา จะสีวรรณะใด ฝรั่งดำ ฝรั่งขาว เขมร ไทย จะสีใดๆ ก็ช่าง ยาเป็นประโยชน์เวลาป่วยไข้ได้ทั้งนั้นไม่เลือกสีสัน ไม่เลือกวรรณะ

ข้อมูลจาก www.sakoldham.com

หลวงจีนกล่อมเสือ เมื่อพระป่าใช้ธรรมะเอาชนะใจสัตว์ร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611476

  • วันที่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 19:00 น.

หลวงจีนกล่อมเสือ เมื่อพระป่าใช้ธรรมะเอาชนะใจสัตว์ร้าย

ไต้ซือกว่างชิน เป็นพระเถระรูปสำคัญของจีนแผ่นดินใหญ่-ไต้หวัน ท่านมีคำสอนที่ลึกซึ้งแต่เข้าถึงได้ง่าย ยามละสังขารแล้วมีปฏิหาริย์เกิดขึ้นเป็นที่โจษจัน นี่เป็นเรื่องเล่าจากชีวิตจริงของท่าน

เมื่อท่านอายุ 5 หรือ 6 ขวบ ท่านจะไปวัดกับแม่เพื่อไปไหว้พระ มีไต้ซือท่านหนึ่งกล่าวว่าการมาวัดเป็นการ “ปลูกฝังมูลรากที่ดีแก่เจ้า” ตอนอายุ 25 หรือ 26 ปี ท่านจึงไปที่วัดเฉิงเทียน หลังจากนั้นท่านเล่าว่า

“หลังจากที่พ่อแม่ของอาตมาจากไป อาตมาจึงไปที่หนานยางและกินมังสวิรัติ ช่วงเวลานี้ทำให้อาตมารู้สึกลึกๆ ว่าไม่มีความหวังในโลก ชีวิตไม่มีความหมาย พ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ถ้าอาตมายังทำไร่ทำนาเหมือนพวกท่าน ก็จะแก่ชราและในที่สุดก็จะตายเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ดังนั้นอาตมาต้องการขอหยุดการเกิดตาย

อายุสาม 36 ปีกลับมาจากหนานยางและไปที่วัดเฉิงเทียนเพื่อบวชเป็นพระอย่างเป็นทางการ หลี่รุ่ยฟางเป็นผู้ปลงผม ในเวลานั้นผู้คนให้ความสนใจกับการทำนาทำไร่ อาตมาไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้ศัพท์แสงอะไร เริ่มจากดูแลสวนผัก ทำงานในโรงครัว มีการศึกษาแค่ระดับขั้นพื้นฐาน อาสาทำงานที่ผู้คนไม่ต้องการทำ ในช่วงเวลานั้นอาตมาก็สวดภาวนาพุทธานุสสติและนั่งสมาธิ

หลังจากบวชแล้ว อาตมากลับไปที่วัดเฉิงเทียนเป็นเวลา 3 ปี ฝึกฝนกังฟู และเตรียมตัวปฏิบัติธรรมที่ภูเขา เมื่ออาตมาจะขึ้นไปอยู่บนภูเขา อาตมานำชุดจีวรไป 2 – 3 ชิ้น เข็มเย็บผ้า ข้าว 10 หรือ 20 กิโลกรัม ไม้ขีดไฟ และพบถ้ำหินในชิงหยวนซาน มีถ้ำหนึ่งถ้ำปากเข้าถ้ำสองแห่ง อาตมาเลือกอยู่ในช่องถ้ำหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้เงียบมากมีก้อนหินใหญ่อยู่ ยามนั่งสมาธิบนก้อนหินอาตมารู้สึกสบายมาก

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ทันใดนั้นเสือตัวหนึ่งก็มาถึงที่ถ้ำ อาตมาตกใจ จึงภาวนา “อมิตาภพุทธ” เสือเกิดความกลัวอาตมา ครั้นแล้วอาตมาจึงวิ่งออกไปทันที แต่หลังจากผ่านไประยะหนึ่งก็เข้ามาอีกครั้ง แล้วบอกกับเสือว่า “ท่านขุนพลภูเขา ท่านช่วยเกื้อหนุนอาตมาให้ปฏิบัติธรรมในถ้ำได้หรือไม่ หรือท่านอยากจะกินอาตมาเล่า?”

อาตมาเห็นว่าเสือนั้นไม่ทำอันตราย ดังนั้นอาตมาจึงสอนธรรมะให้ นี่เรียกว่า “ใจสัมผัสใจ” อาตมาไม่ได้เป็นอันตรายต่อเสือ เสือก็ไม่ได้มุ่งร้ายต่ออาตมา

ในวันรุ่งขึ้นเสือก็พาลูกเสือตัวเล็กๆ หลายตัวมาเล่นรอบๆ ถ้ำกระโดดโลดเต้นไปมา มันดูมีความสุขมาก พื้นที่ตรงนี้ดีมาก เป็นดินแดนที่ไม่มีการกินเนื้อสัตว์ นกและลิงไม่ร้องเสียงดัง เป็นโลกที่ไร้เสียงรบกวน สงบเงียบยิ่งนัก”

ในเวลาต่อมาผู้คนจึงเรียกท่านว่า พระอาจารย์กล่อมเสือ

เรียบเรียงโดยกรกิจ ดิษฐาน

ภาพประกอบ ชื่อภาพ “บูรพาจารย์ลับดับที่สอง” วาดโดยสือเค่อ จิตรกรจีนยุคห้าราชวงศ์ อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว 

หลวงพ่อทวด รุ่นสาม พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ปี 2504 และจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611448

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 09:56 น.

หลวงพ่อทวด รุ่นสาม พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ปี 2504 และจุดพิจารณา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ในหลายปีที่ผ่านมาพระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เป็นที่นิยมของนักสะสมทั่วประเทศ รวมถึงต่างชาติ เหตุผลเพราะมีประสบการณ์จากการใช้บูชา โดยเฉพาะเรื่องแคล้วคลาด เมตามหานิยม และเมื่อติดขัดในเรื่องไหนอธิษฐานขอท่านเป็นไม่ผิดหวัง อันเป็นจุดสำคัญยิ่ง

วันนี้มาชมสุดยอดเหรียญพระนิรันตราย เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น 3 พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ซึ่งสร้างในปี พ.ศ.2504 เหรียญรุ่น 3 พิมพ์นี้ถือได้ว่าเป็นพิมพ์ที่นิยมที่สุดของเหรียญรุ่น 3 ครับ

และในเหรียญหลวงพ่อทวดเสมารุ่น 3 ที่จัดสร้างในปี พ.ศ.2504 นี่เองที่มีจำนวนการสร้างเยอะมาก มีปริมาณเพียงพอที่จะหมุนเวียนในตลาด ทำให้การเช่าหาเปลี่ยนมือคึกคักมาตลอด อีกทั้งจำนวนแม่พิมพ์ของรุ่นสามนี้มีจำนวนมาก การสร้างในแต่ละแม่พิมพ์ มีความเชื่อมโยงกันเพราะถ้าแม่พิมพ์ตัวด้านหน้าและด้านหลังเสียก็มีการแกะใหม่เสริมเข้ามาทำให้เกิดพิมพ์ใหม่ขึ้น จึงทำให้เกิดพิมพ์ย่อยแตกออกมาหลายสิบพิมพ์

มาดูจุดพิจารณาด้านหน้าของเหรียญ รุ่น 3 พิมพ์สองจุดประคดข้างเดียว ปี 2504 ครับ

1.หูเหรียญฝั่งขวาองค์พระมีร่องเล็กๆ

2.ไข่ปลาฝั่งขวาองค์พระมี 6 เม็ด เม็ดล่างสุดมีตำหนิ

3.ไข่ปลาฝั่งซ้ายองค์พระมี 7 เม็ด และจะชัดกว่าฝั่งขวาองค์พระ

4.เส้นหน้าผากคมชัด

5.จมูกจะคดเอียงเล็กน้อย

6.ชายจีวรทั้ง 5 เส้นคมชัด

7.เส้นแตกเหนือหัวยันต์ ฝั่งซ้ายองค์พระไปชนเส้นซุ้ม

8.ประคดข้างเดียว (ที่มาของชื่อพิมพ์)

9.อักษรตัว “ ท “ และตัว “ ว “ อยู่ติดกัน

10.จุดบนและจุดล่างอันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์สองจุด

จุดพิจารณาด้านหลัง

1.หูเหรียญจะมีขอบปลิ้น

2.ขอบเหรียญจะมีรอยปลิ้น

3.เนื้อปลิ้นเป็นร่องที่ขอบเหรียญฝั่งขวาองค์พระ

4.เส้นเกศาคมชัด

5.ปลายยันต์จะมีติ่งแหลมจากการแกะเกิน

6.ดวงตาคมชัด

7.เส้นขอบตาคมชัด

8.ตัว “ พ “ ลักษณะบี้แบน ไม่คมชัด

9.สระอู ไม่คมชัด

10.รอยปลิ้นที่ขอบเหรียญ

ด้านข้างก็จะเห็นรอยตัดซึ่งคมชัดของตัวตัด

ที่มาของพิมพ์ 2 จุดรัดประคดข้างเดียวนั้น คือ ตรงรัดประคดที่คาดเอวหลวงพ่อทวด มีข้างเดียว คือ ข้างซ้ายขององค์พระหลวงพ่อทวด เข้าใจว่าเกิดมาจากความผิดพลาดของช่างผู้แกะแม่พิมพ์ ทำให้กลายเป็นของแปลกและนิยมขึ้นมา ส่วน 2 จุด คือจุดไข่ปลาในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดใต้หูเหรียญด้านหน้า เหนือศีรษะหลวงพ่อทวด และที่ด้านล่างในกรอบสี่เหลี่ยมลายกนก ใต้คำว่า “ทวด”

ในการพิจารณาเหรียญปั๊มนั้นเมื่อส่องกล้องต้องสังเกตเส้นเสี้ยนที่สาดกระจายที่พื้นเหรียญ ต้องเข้าใจว่าเครื่องจักรที่ใช้ในการปั๊มในยุคก่อนนั้น มีกำลังม้าไม่เท่ากับเครื่องจักรในยุคปัจจุบัน เมื่อปั๊มเหรียญก็จะปั๊มเต็มกำลังของเครื่องตามธรรมชาติเพื่อให้ตัดเหรียญให้ขาด

และที่สำคัญต้องให้เกิดความคมชัดของตัวอักขระต่างๆ รวมถึงอักษรทั้งหน้าและหลัง รวมถึงถ่ายทอดความสวยงาม ความคมขององค์พระ ทั้งเส้นผม เม็ดตา สังฆาฏิ จีวรของหลวงพ่อทวดและพระอาจารย์ทิม ให้เสมือนจริงมากที่สุดที่ถ่ายทอดแกะลงในแม่พิมพ์  ริ้วรอยต่างๆจากแม่พิมพ์ที่แกะโดยเจตนา และไม่เจตนาก็จะปรากฏให้เห็นจากการปั๊มมาเป็นตำหนิสำคัญในการพิจารณานั่นเอง

ปัจจุบัน เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ทุกรุ่นที่ทันยุคพระอาจารย์ทิม ล้วนแต่ได้รับความนิยมจากนักสะสมพระเครื่องของประเทศ เพราะประวัติการสร้างชัดเจนและคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการพระเครื่องสามารถสืบค้นกระบวนการสร้าง และยังมีคนที่ทันการสร้างพระเครื่องในยุคนั้น ถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ ทำให้เป็นที่แพร่หลายอย่างมาก อีกทั้งจำนวนของพระเครื่องหลวงพ่อทวดที่ออกมาสู่วงการนักสะสม ก็มีปริมาณมากพอที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนในตลาดพระเครื่องนั่นเอง

คณะสงฆ์กับบทบาท “การนำพุทธศาสนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/611445

  • วันที่ 12 ม.ค. 2563 เวลา 09:32 น.

คณะสงฆ์กับบทบาท “การนำพุทธศาสนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนไปร่วมฟังคำบรรยายของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในคราวไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยหรือ มจร ท่านฝากให้ มจร เป็นการบ้านหลายเรื่อง เช่น มหาจุฬา ฯ ต้องหันกลับมาสู่ความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองในขณะเดียวกันต้องเป็น “ทั้งคันเร่งและเบรค” โดยให้เน้นการพัฒนาเป้าหมายเพื่อยกระดับทุนทางสังคมและทุนมนุษย์

เนื่องจากทุนสังคมกายภาพและทุนทางสิ่งแวดล้อมสถาบันอื่นทำอยู่แล้ว หาก มหาจุฬา ทำได้แบบนี้ความเป็นตักศิลา ดังสมเด็จพระสังฆราชฝากรัฐมนตรีเอาไว้ก็บังเกิด (คำว่าตักศิลา เป็นชื่อเมืองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบเป็นมหาวิทยาลัยและเป็นศูนย์กลางของศิลปวิชาการในอดีตของอินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล มีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ แก่ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในแถบดินแดนชมพูทวีป บุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายท่านที่สำเร็จการศึกษาจากที่แห่งนี้ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ องคุลีมาล ปัจจุบันนี้ตักศิลาอยู่ในเขตประเทศปากีสถาน และองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก)

หลังจากผู้เขียนไปฟังมาแล้ว กลับถึงบ้านคำว่าทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ เป็นคำคุ้น ๆ ว่าเป็นเป้าหมายที่สหประชาชาติ หรือนานาชาติได้มีมติร่วมกันว่าจะพัฒนาร่วมกันและให้บรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ. 2573 ลองไปหยิบหนังสือ “ศาสนากับเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน” บรรยายโดย พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม รก.เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านสรุปไว้ว่า

“ หลักคิดสำคัญในเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติก็คือว่า การพัฒนาไม่ควรตั้งเป้าหมายไว้ที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาทางเศรฐกิจจนเจริญเติบโตมากกลับกลายเป็นผลร้าย เพราะมันไปสู่การทำลายสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้ผลของการพัฒนาไม่ยั่งยืน”

ที่ประชุมนานาชาติจึงสรุปเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเอาไว้ 5 ข้อ คือ

1.ประชาชน หมายถึงการพัฒนาที่เกี่ยวกับคน คือ มุ่งถึงการพัฒนาด้านสังคม

2. ความมั่งคั่ง หมายถึง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

3. โลกของเรา หมายถึง การพัฒนาที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

4. สันติภาพ หมายถึง สันติภาพที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาทุกด้าน ถ้าไม่มีสันติภาพ การพัฒนาทุกด้านก็เป็นไปไม่ได้ การพัฒนาทุกด้านต้องนำไปสู่สันติภาพจึงจะมีความยั่งยืน

5. หุ้นส่วน หมายถึงการเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน

ตรงข้อที่ 5 นี่แหละคำว่า “ทุกฝ่าย” หมายความร่วมถึงคณะสงฆ์ด้วย ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อสู่ความยั่งยืนตามเป้าหมายประสงค์นี้

เป้าหมายสูงสุดตามวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ตอนนี้คือ การก้าวไปสู่ “มหาวิทยาลัยระดับโลก” เป้าหมายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหาก “มหาจุฬาฯ ไม่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไม่มุ่งสร้างบัณฑิตเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และรวมทั้ง ไม่สร้างเครือข่ายทั้งในประเทศและนานาชาติ”

ความจริงมหาจุฬา ฯ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีบุคลากรมีความรู้ความสามารถมากมายที่สามารถมอบงานแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งเครื่อข่ายครูสอนศีลธรรมที่มีนับหมื่นรูป,พระนิสิตประจำวิทยาเขตต่าง ๆ และรวมทั้งพระนิสิตที่จะต้องปฎิบัติงานปีสุดท้าย เพียงแต่พระนิสิต เครือข่ายเหล่านี้อาจ “ไม่ถนัด” ในการไกล่เกลี่ย อาจไม่ถนัดในการทำงานมวลชน หรือแม้กระทั้งไม่มีความรู้เรื่อง การแก้ปัญหาความขัดแย้ง และที่สำคัญสไตร์พระสงฆ์คือ “พูดหรือสื่อสารฝ่ายเดียว” อาจไม่อดทนเพียงพอต่อ “ความรับฟัง” ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ที่จะต้องคิดและทำหลักสูตรอบรม เพิ่มพูนความรู้ความสามารถของคณะสงฆ์ให้หันหวนกลับคืนมาสู่ “จุดเด่นและบทบาทเดิมของคณะสงฆ์” คือ เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในสังคมหมู่บ้าน

พูดก็พูดเถอะ แม้แต่โครงการศีล 5 กับโครงกา รวัดประชารัฐสร้างสุข ที่ริเริ่มโดยมหาเถรสมาคม ที่ทุ่มงบ ทุ่มจำนวนคนมหาศาลลงไปตามหมู่บ้าน ตามวัดต่าง ๆ เป้าหมายหลักของโครงการหมู่บ้านศีล 5 คือสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชุมชนหมู่บ้าน แต่ ไป ๆ มา ๆ จัดแต่กิจกรรม จัดแต่งานอีเว้น จัดแต่งานสัมมนา มอบป้าย ชาวบ้านระดับฐานรากไม่เคยเห็นเข้ามาร่วมเลย ผู้เขียนยังมองไม่ออกว่าชาวพุทธได้อะไรจากสิ่งเหล่านี้ ที่พูดแบบนี้ เพราะไปสอบถามชาวบ้านมาแล้วหลายชุมชนหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านตอบไม่ได้ว่า “ตนเองได้อะไร”

ผู้เขียนคิดว่า หากคณะสงฆ์จะนำหลักการทางพระพุทธศาสนาเพื่อไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืนจริง ๆ คงต้องคิดใหม่..ทำใหม่ อย่ามีความสุขอยู่กับการที่เห็นมีคนต้อนรับแล้วได้พูดต่อหน้าคนจำนวนมาก อย่าสนุกอยู่กับคำพูดเยินยอปอปั้น ดีไม่ดีบางโครงการบางกิจกรรม พระคุณเจ้าอาจตกเป็นเครื่องมือให้ราชการบางคน

อาจตกเป็นเครื่องมือให้บริษัทจัดอีเว้น ผลาญงบประมาณแผ่นดินหรือเงินบริจาคเปล่า ๆ คณะสงฆ์ต้องดึงสติกลับมาสู่ “จุดแข็งของตัวเอง มาร่วมกันแก้ปัญหาหาทางออกความขัดแย้งในสังคมไทย ในหมู่มนุษยชาติ” นี่ต่างหาก คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและสหประชาชาติ

“พระพุทธศาสดาประชานาถ”พระพุทธรูปเนื้อทศโลหะองค์แรกของไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610851

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 14:50 น.

"พระพุทธศาสดาประชานาถ"พระพุทธรูปเนื้อทศโลหะองค์แรกของไทย

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เบิกหล้าฟ้าปีใหม่นี้ มาชมพระพุทธรูปสำคัญที่ทางกองทัพอากาศจัดสร้างกันครับ พระพุทธศาสดาประชานาถ องค์พระประธานหน้าตัก 20.20 นิ้ว เป็นเนื้อทศโลหะ (นวโลหะแท้ +ไททาเนียม) ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปเนื้อทศโลหะองค์แรกของไทย เป็นพระพุทธรูปแห่งพุทธศตวรรษที่ 26 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี การทิวงคต พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ(ทอ.)

กล่าวถึงแบบแล้วถือได้ว่าพระพุทธศาสดาประชานาถนี้งดงามมากครับ พระพักตร์เต็มอิ่มยิ้มแย้ม เครื่องทรงที่ออกมาลงตัว สวยงาม หากนำไปตั้งบูชาในโต๊ะหมู่ย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่ง ยิ่งมวลสารและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนวนแผ่นเงินทองมาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ระดับประเทศทั้งสิ้น

ปกติหลักโบราณที่นิยมนำโลหะมาใช้หล่อจะเป็นเนื้อนวโลหะ (โลหะ 9 ชนิด) ที่นำมาใช้ในการหล่อพระบูชา หรือ พระกริ่งและพระเครื่องต่างๆนั้นประกอบไปด้วย ทองคำ เงิน ทองแดง สังกะสี ดีบุก ตะกั่ว จ้าวน้ำเงิน พลวง ซิลิคอน เมื่อทางกองทัพอากาศได้นำ ไททาเนียมมาหลอมรวมเข้าอีก 1 อย่างก็กลายเป็น ทศโลหะ( โลหะ 10 ชนิด )

ไททาเนียม ซึ่งเป็นโลหะที่ใช้แพร่หลายด้านโครงสร้างอากาศยาน มีความแข็งแรง ทนทาน จุดหลอมเหลวสูง และมีน้ำหนักเบา การผสมสัดส่วนโลหะทั้ง 10 ชนิด ดำเนินการโดยมีช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรให้คำแนะนำ จนได้เป็น ทศโลหะ สุดยอดโลหะในยุคปัจจุบันครับ

ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธศาสดาประชานาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปบูชาที่กองทัพอากาศจัดสร้าง ในโอกาสครบรอบ 100 ปี การทิวงคต จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ (13 มิถุนายน 2563) “พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ” มีเกร็ดเรื่องเล่าที่น่าสนใจบางประการคือ

ผู้บัญชาการทหารอากาศดำริให้จัดสร้างในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 (ยังไม่มีแบบพระพุทธรูป) ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมีเวลาเพียง 70 วัน ในการจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถ 2,020 องค์ และองค์ประธาน รวมถึงเหรียญที่ระลึก 100 ปี พระบิดากองทัพอากาศ อีก 40,000 เหรียญ

หลังจากนั้นเพียง 4 วัน คือวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 กองทัพอากาศได้รับแบบพระพุทธรูป เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร แห่งปัญญา ที่รวมศิลปะถึง 4 ยุค คือ เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้กองทัพอากาศ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก เจ้าประคุณ สมเด็จพระอริยะวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานชื่อ “พระพุทธศาสดาประชานาถ” แปลว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระศาสดา ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน รวมถึงประทานพระบรมสารีริกธาตุ ให้ไปประกอบการจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถ

การจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถนี้ สมเด็จพระสังฆราช ฯ และพระราชาคณะ ซึ่งครบทั้ง 9 รูปได้ประทานแผ่นทอง เงิน นาก และรวมถึงแผ่นทอง เงิน นาก จากพระอริยสงฆ์ทั่วประเทศอีกกว่า 200 รูป เพื่อนำมาหลอมรวมกัน

เลขปี 2020 ได้ถูกนำมาเป็นตัวเลขสำคัญในการจัดสร้างพระพุทธศาสดาประชานาถ โดยองค์พระประธานจัดสร้างขนาดหน้าตัก 20.20 นิ้ว และจัดสร้างองค์พระบูชา ขนาดหน้าตัก 10 นิ้ว จำนวน 2,020 องค์ และวันที่ 2 ก.พ.2020 (02 02 2020) จึงได้ถูกกำหนดให้วันพิเศษนี้ เป็นวันประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก

พระพุทธศาสดาประชานาถ องค์พระประธาน จะนำไปประดิษฐาน ณ จุดสูงสุดของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมบูชาความศักดิ์สิทธิ์ ณ จุดสูงสุด เพื่อเป็นสะพานบุญให้กับผู้ที่นำไปบูชาประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงสุดต่อไป

หากสนใจสามารถสั่งจองบูชาพระพุทธศาสดาประชานาถ ซึ่งขณะนี้เข้าใจว่าเหลือเพียงบางแบบเท่านั้นครับลองติดต่อตามรายละเอียดที่นำมาลงให้ครับ ส่วนช่องทางไลน์ก็  Line ID:065675371

รำลึกถึง “สมเด็จเกี่ยว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610821

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 09:19 น.

รำลึกถึง “สมเด็จเกี่ยว”

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

ผู้เขียนได้รับหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและความคิดของ สมเด็จเกี่ยวหรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และอดีต ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลังได้อ่านหนังสือเล่มนี้บางส่วนแล้ว รู้สึกคิดถึงท่านยังบอกไม่ถูก ยิ่งหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดสระเกศในช่วงเวลาหลายปีมานี้ ยิ่งทำให้นึกถึงสมเด็จเกี่ยวมากยิ่งขึ้น บอกตรง ๆ คือ สงสารสมเด็จเกี่ยว

สมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิม เกี่ยว โชคชัย ฉายา อุปเสโณ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2471 และมรณภาพเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ณ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หากพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม ที่จะถึงนี้พระองค์ก็จะมีอายุ 92 ปี คณะศิษยานุศิษย์คงฉลองจัดงานให้สมพระเกียรติแน่ ๆ เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพสักการะจากชาวพุทธทุกหมู่เหล่า

ผู้เขียนเคยกราบสมเด็จเกี่ยวไม่กี่ครั้ง เพราะในห้วงเวลาที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่เรายังเป็นพระผู้น้อยทำนองว่าเข้าไม่ถึงประมาณนั้น แต่สมเด็จเกี่ยวเป็นสหายธรรมกับพระอุปัชฌาย์ของผู้เขียนคือ พระมงคลสิทธิคุณ หรือหลวงพ่อลำใย ปิยวณฺโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี มีช่วงหนึ่งที่หลวงพ่อลำใยสร้างวัดพักคนชรา สมเด็จเกี่ยวก็ไปเยี่ยมและให้กำลังใจ หลวงพ่อลำใยเล่าให้ฟังว่า

“สมเด็จเกี่ยวเป็นสหายธรรมของหลวงพ่อ เจอที่ไหนมักจะเรียกชื่อและให้ไปนั่งใกล้ ๆ ทุกครั้ง ยิ่งงานปลูกเสกวัตถุมงคลหากพระองค์เสร็จมาเป็นประธาน เมื่อเจอหลวงพ่อนั่งปลูกเสกอยู่ก็จะเดินตรงมาจับมือและทักทายเป็นประจำ เนื่องจากสมเด็จเกี่ยวเป็นพระที่มีเมตตาตาสูงเป็นพระปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ”

ในหนังสือ “ชีวิตและความคิด” สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโน) พระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำพระพุทธศาสนาโลก มีความว่า

สมเด็จเกี่ยว เคยเรียนพระกรรมฐานเบื้องต้นในห้วงเวลาที่เป็นสามเณรตอนอายุ 12 ขวบด้วยจากหลวงพ่อพริ้ง ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์ชื่อดังของเกาะสมุยในยุคนั่น ต่อมาเมื่อมาอยู่จำพรรษาวัดสระเกศก็ได้เรียนพระกรรมฐานจาก สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญชำนาญการในพระกรรมฐานด้านกสิณ..

หากไม่นับ พระพิมลธรรม (อาจ อาสภรเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่มีวิสัยทัศน์นำพระภิกษุออกไปเรียนต่างประเทศและเชื่อมสัมพันธ์กับองค์กรต่างศาสนาแล้ว สมเด็จเกี่ยวคือ “เบอร์หนึ่ง” ของคณะสงฆ์ไทยที่มีวิสัยทัศน์ต่อยอดจากพระพิมลธรรมทำไว้ ด้วยกันริ่เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ริเริ่มสร้างวัดไทยในต่างประเทศ รวมทั้งริเริ่มให้มีการ “อบรมพระธรรมทูต” เพื่อไปประจำ ณ วัดไทยในต่างประเทศ อันนี้ไม่นับรวมการริเริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ในอีกหลายประเทศ

ในด้านการศึกษาแน่นอน สมเด็จเกี่ยว คือผู้วางรากฐานสำคัญให้ มหาจุฬา ฯ กลายเป็นเบอร์หนึ่งในมหาวิทยาลัยสงฆ์โลกอยู่ในทุกวันนี้ ดังคำของท่านตอนหนึ่งว่า

“มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนี้ ต้องทำให้เป็นหลักเข้าไว้ ต้องเป็นหลักในการให้การศึกษาแก่พระเณร หาไม่แล้วพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ก็จะไม่ต่างอะไรกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็เห็นกันอยู่แล้ว”

แม้แต่ภัยคนต่างศาสนาพระองค์ก็เตือนเอาไว้ เช่นความตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ท่านกล่าวไว้ว่า

“ตอนนี้ พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยยังอยู่ จึงทำให้พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ยังเปลี่ยนแปลงช้ากว่าสิ่งอื่น แต่ต่อไปจะเปลี่ยนแปลงเร็ว ต่อไปสังคมจะหมุนเร็ว พระศาสนาก็จะเปลี่ยนแปลงเร็วตามไปด้วย จะไม่ใช่อย่างทุกวันนี้แล้ว ให้จำคำหลวงพ่อไว้ ไม่เกิน พ.ศ. 2594 บ้านเมืองจะไม่ใช่อย่างนี้แล้ว พระเณรต้องมีการศึกษา จึงจะนำพาพระพุทธศาสนาให้อยู่รอดได้..

มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งต้องเป็นหลักให้พระเณรได้ไปศึกษาเล่าเรียน อย่างปี 2518 ประเทศเพื่อนบ้านล้มระบบพระมหากษัริย์หมด ล้มระบบศาสนาหมด เมื่อไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่มีสถาบันพระพุทธศาสนา จึงขอให้พระศาสนาได้ตั้งมั่นอยู่ในประเทศไทยคู่กับสถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัริย์.. ”

ผู้เขียนคัดเอาบางตอนบางส่วนในหนังสือชิวิตและความคิด ของสมเด็จเกี่ยว หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มาเล่าสู่กันฟัง เมื่อรำลึกถึงพระองค์เนื่องในคล้ายวันเกิดของพระองค์วันที่ 11 ที่จะถึงนี้ สมเด็จเกี่ยวคือผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อคณะสงฆ์ไทยและพระพุทธศาสนาและพร้อมกันนี้ลงชีวิตและความคิดของท่านเอาไว้ เพื่อเตือนสติชาวพุทธให้เห็นภัยของพระพุทธศาสนาที่เกิดจากทุกทิศทุกทาง รักกันเอาไว้ สามัคคีกันเอาไว้ ร่วมมือกันเอาไว้คำว่า แมลงวันย่อมไม่ตอมพวกเดียวกันเอง ยังใช้ได้เสมอ