กับดักสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565288

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 15:32 น.

กับดักสังคมไทย

เรื่อง ขรัว 76+1

ติดตามข่าวเมืองไทยตามสื่อต่างๆ ทุกวันนี้ จะพบว่าอยู่ในกรอบ 5 อย่าง 1.ฆ่าคนตาย หรือทำร้ายให้บาดเจ็บ 2.ค้าและเสพยาเสติด 3.ข่มขืน 4.ฉ้อโกง คอร์รัปชั่น ชิงทรัพย์ 5.ลุ่มหลง หรือติดในกามราคะ

ทำไมหนอสังคมไทยจึงติดกับดักเรื่องเลวร้ายทั้ง 5 กลุ่มนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่พระพุทธศาสนาพร่ำสอนและอบรมเรื่องประโยชน์การรักษาศีล 5 มาตลอด ขณะที่ผู้นำคณะสงฆ์ ได้แก่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ตอกย้ำ โดยประกาศส่งเสริม หมู่บ้านรักษาศีล 5 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ก่อนที่คณะทหารจะยึดอำนาจการปกครองไม่กี่เดือน

มาถึงวันนี้ ผ่านไปแล้ว 4 ปี โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ก้าวหน้าเป็นโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โครงการรณรงค์หมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่ตั้งใจว่า จะหยุดเมื่อครบ 4 ปี ก็หยุดไม่ได้เสียแล้ว เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้บรรจุให้เป็นโครงการต่อเนื่องของสำนักงานพุทธฯ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2580) และได้บรรจุลงในแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้วย

แต่สถานการณ์ทางสังคมไทยทั้งในเมืองและภูมิภาค ยังเต็มไปด้วยข่าวที่ล่วงละเมิดศีล 5 ถึงกระนั้นคณะสงฆ์ก็ตอบรับโครงการยุทธศาสตร์ 20 ปีโดยไม่ย่อท้อ จึงเห็น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานอำนวยการโครงการฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว

คณะกรรมการคณะใหญ่ ประกอบด้วย พระพรหมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ พระเทพศาสนาภิบาล รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เป็นรองประธานกรรมการคงต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

อนึ่ง ในการประชุมสันติภาพโลก ที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2561 พระราชวรเมธี (ประสิทธิ์) รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ไปพูดในนามพระพรหมบัณฑิต ได้พูดถึงความสำคัญของศีล 5 ให้ที่ประชุมฟัง ว่าถ้าทุกคนรักษาศีล 5 ในชีวิตประจำวัน โลกก็จะสงบสุขเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งขยายความว่าในเมืองไทยพระสงฆ์ 3 แสนรูป จากวัดและอาราม 4.1 หมื่นวัด กำลังขับเคลื่อนเรื่องการรักษาศีล 5 ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

ท่านที่ได้ฟังสุนทรพจน์ก็ชื่นชมว่า ช่วยให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของศีล 5 ที่จะช่วยให้โลกสงบร่มเย็น

แต่เมื่อหันมามองบรรดาเหตุต่างๆ ที่เกิดในเมืองไทย พบแต่ข่าวที่สวนทางกับการดำเนินงานของคณะสงฆ์เป็นส่วนมาก จึงคิดว่าพระคุณเจ้าจะไม่หมดกำลังใจไปก่อน เพราะ19 ปีของโครงการที่เหลืออาจช่วยให้สังคมไทยหลุดพ้นจากกับดักอันเลวร้ายนี้ก็ได้

สุขเกษม วัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565286

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 15:26 น.

สุขเกษม วัยเกษียณ

เรื่อง พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

คำว่า “เกษียณ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีความหมายว่า “สิ้นไป” ซึ่งใช้เกี่ยวกับการกำหนดอายุ เช่น เกษียณอายุราชการ ก็จะหมายถึงการสิ้นกำหนดเวลารับราชการ หรือการทำงาน โดยส่วนใหญ่แล้วประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มักถือกำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ต้องเกษียณอายุพ้นจากสภาพการทำงาน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการตรากตรำทำมาหาเลี้ยงชีพตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต

การเกษียณอายุการทำงาน มีความหมายหลายประการ คือ 1.ได้ทำงานมามาก จะได้ผ่อนพักตระหนักรู้ 2.สร้างสรรค์งานมาหลายประการ จะได้มีเวลาชื่นชมผลงาน 3.ได้ใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์ เป็นชีวิตที่มีคุณค่า 4.ได้เสียสละความรู้ความสามารถให้อนุชนได้สานต่อ 5.ได้เป็นแบบอย่างแก่เพื่อนร่วมอาชีพ

การเกษียณอายุในการทำงาน นับได้ว่าย่อมมีอิสระ คือ พ้นจากภาระความรับผิดชอบ มีอิสระในการตัดสินในการทำอะไรที่ใจอยากจะทำ เมื่อครั้งมีตำแหน่งหน้าที่จะคิดทำอะไรก็ไม่สามารถทำได้ตามที่คิด ด้วยภาระตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่ต่อจากนี้ไปจะได้เลือกทำตามที่ชอบใจ คือตามที่มีฉันทะ ยังให้ชีวิตมีพลังเข้มแข็ง บางท่านเมื่อถึงวัยเกษียณอายุราชการ หากวางใจไม่ถูกที่ จิตใจรู้สึกเหงา ว้าเหว่ ใจคอก็ไม่สบาย แต่หากวางใจไว้ถูกที่ จะสามารถใช้โอกาสนี้เจริญอายุมากขึ้น หมายความว่า จะมีพลังสืบต่อที่จะทำให้อายุยืนยาว ด้วยการเจริญอิทธิบาท 4

ใจเรารักปรารถนาจะทำอะไร สิ่งนี้จะทำให้อายุยืนยาว ภาษาพระท่านว่า “ มีฉันทะดี ” จะเกิดพลังใจขึ้นมา คนเราเมื่อใจห่อเหี่ยวใจแห้ง ไม่อยากทำอะไร แต่หากมีฉันทะ แม้พลังกายไม่มาก แต่พลังใจจะเต็มเปี่ยม ความอยากที่เป็นฉันทะ จะทำให้เรามีพลังใจที่เป็นฉันทะ ดังพระพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “หิยฺโยติ หิยฺยติ โปโส ปเรติ ปริหายติ อนาคตํ เนตมตฺถีติ ญตฺวา อุปฺปนฺนจฺฉนฺกํ โก ปนุเทยฺย ธีโร. แปลความว่า มัวรำพึงหลัง ก็มีแต่ความหดหาย มัวหวังหน้า ก็มีแต่จะละลาย อันใดยังมาไม่ถึง อันนั้นก็ยังไม่มี รู้อย่างนี้แล้ว เมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น คนฉลาดที่ไหนจะปล่อยให้หายไปเปล่า

การปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เริ่ม จนถึงตำแหน่งสูงสุด ด้วยความขยันขันแข็งมีสติปัญญาฉลาดสามารถ ทำงานด้วยความถูกต้องชอบธรรม บริหารงาน บริหารชีวิต ด้วยดีตลอดมา เป็นกำลังหลักสำคัญช่วยเหลือเกื้อกูล ด้วยกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา จนทำให้งานนั้นๆ ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดี นับว่าเป็นอนุสาวรีย์ชีวิตที่ไม่ต้องรอใครมาสร้างให้ เพราะท่านได้สร้างมาตลอดชีวิตการทำงาน

หนึ่งคำถามที่ถามขึ้นท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่ปี อย่าง “จะสูงวัยอย่างมีค่า ชราอย่างมีคุณ ให้มีประโยชน์ได้อย่างไร ?” เพราะเมื่อเลี่ยงตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความเสื่อมของร่างกายไม่ได้ ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราเข้าสู่วัยชราอย่างภาคภูมิใจ แน่นอนว่าชีวิตก็จะยืนยาว

คำตอบหนึ่งที่น่าจะเป็นกุญแจการเกษียณได้ คือ สูตรสุขเกษมวัยเกษียณ คือ อัตถะ 3 ประการ

เมื่อพูดแล้วว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ความจริงที่เป็นประโยชน์ ใช้แก้ทุกข์ได้ นำไปสู่จุดหมาย ก็ควรจะพูดถึงประโยชน์และจุดหมายด้วย ลักษณะทั่วไปของพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง ก็คือเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต หรือหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดหมาย

ทีนี้ จุดหมายในทางพระพุทธศาสนาเราก็เรียนกันมาว่ามี 3 ประการ เรียกว่า อัตถะ นี้ ถ้าจะแบ่งตามระดับก็คงจะได้เป็น 3 อย่าง คือ 1.ทิฏฐธัมมิกัตถะ เรียกกันว่า ประโยชน์ปัจจุบัน 2.สัมปรายิกัตถะ แปลกันว่า ประโยชน์เบื้องหน้า 3.ปรมัตถ์ หรือปรมัตถะ คือ ประโยชน์อย่างสูงสุด

ทิฏฐธัมมิกัตถะ ก็คือ ประโยชน์ปัจจุบัน หรือประโยชน์อย่างที่เห็นๆ ได้ในปัจจุบัน ก็คือมีความสุขทั่วๆ ไป เช่น กินอิ่ม นอนหลับ มีที่อยู่อาศัยสบาย มีฐานะ มีลาภ มีชีวิตคู่ครอง ความมีมิตรไมตรี

สัมปรายิกัตถะ ก็คือ ประโยชน์ที่เลยออกไปหรือต่อออกไป สัมปรายะ แปลว่า เลยออกไป ก็หมายถึง เบื้องหน้า เลยออกไปไกลๆ ก็คือ ภพหน้า ชาติหน้า จะไปเกิดที่ดีๆ ไม่ไปเกิดที่ชั่วๆ ปฏิบัติธรรมสั่งสมบุญกุศล

ส่วนปรมัตถะ ก็คือ ประโยชน์สูงสุด ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ เรื่องนิพพาน หรือความมีใจเป็นอิสระ ความมีจิตหลุดพ้น มีจิตใจปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบานอยู่ได้ตลอดเวลา เพราะปราศจากกิเลส ดังที่พระท่านเทศน์ว่า “น เว อนตฺถกุสเลน อตฺถจริยา สุขาวหา. หมายความว่า คนฉลาดไม่ถูกเรื่อง ถึงจะพยายามทำประโยชน์ ก็ไม่สัมฤทธิผลให้เกิดสุข”

สาธุ ให้บริหารใจครบทั้ง 3 ประโยชน์นะโยม

ศีล 5 กับสังคมไทย ไม่ไกลเกินเอื้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565285

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 15:15 น.

ศีล 5 กับสังคมไทย ไม่ไกลเกินเอื้อม

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว , ภาพ Fb วัดเรืองยศสุทธาราม

ได้เห็นการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ของคณะสงฆ์ โดยการนำของ พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ประธานขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 แล้ว ได้แต่นึกแต่หวังว่า สักวันหนึ่งภายใน 20 ปีนี้ คนไทยจะหันมาใส่ใจรักษาศีล 5 เพื่อสังคมสงบสุข ร่มเย็น ผู้คนในชาติสามัคคี รักใคร่ปรองดอง มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

ทำไมภายใน 20 ปี เนื่องจากโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ถูกบรรจุเข้าในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลแล้วนั่นเอง ดังนั้น ยังไงๆ โครงการนี้คณะสงฆ์ โดยการสนับสนุนจากรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าขับเคลื่อนไปอีก 20 ปี ด้วยความเข้มแข็งและกล้าหาญ เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่โครงการนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2557 โดยความดำริชอบของเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในขณะนั้น ที่ต้องการจะเสริมสร้างและสมานฉันท์คนในชาติให้เกิดความสงบ สันติสุข มีความสามัคคีกลมเกลียว สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยให้ชาวพุทธได้น้อมนำหลักศีล 5 มาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ซึ่งโครงการนี้คณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมได้แต่งตั้ง พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา นั่งเป็นประธานขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 จากนั้นเป็นต้นมาเราก็ได้เห็นการขับเคลื่อนโครงการฯ อย่างเข้มข้นมาตลอด โดย พระพรหมเสนาบดี ประธานขับเคลื่อนฯ พร้อมคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตามมติของมหาเถรสมาคมครบทุกจังหวัด จนกระทั่งวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็มาถึงการตรวจเยี่ยมโครงการในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ

พระเทพศาสนาภิบาล และ พระพรหมเสนาบดี

เริ่มต้นที่วัดเรืองยศสุทธาราม แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม พระพรหมเสนาบดี พร้อมคณะกรรมการฯ ได้มาเดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการและมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่พระเถระ บุคคล องค์กร และสถานศึกษาต้นแบบในการส่งเสริมการศึกษาตามหลักพุทธธรรม และหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบ จำนวน 155 ราย

ในโอกาสนำคณะกรรมการฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานครั้งนี้ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส มี ณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการ พศ. ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการ พศ. สุวัฒน์ ตันเสถียร ผู้อำนวยการเขตบางคอแหลม ผู้แทนผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ผู้แทนอธิบดีกรมการศาสนา พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี ผกก.สน.วัดพระยาไกร และผู้มีเกียรติจำนวนมากร่วมในพิธี

สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พระพรหมเสนาบดี ได้ฝากไปยังทุกภาคปกครองสงฆ์ที่วันนี้คณะกรรมการฯ มาครบทุกหน ให้คำนึงถึงหลัก 3 ประการในการปฏิบัติงาน ประการแรก พระสงฆ์ต้องปฏิบัติตนเป็นที่เลื่อมใสและสร้างศรัทธาแก่ประชาชนโดยให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงห่วงใยอยู่เสมอ ประการที่ 2 ขอให้ทำตามปณิธานของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ประธานโครงการฯ ซึ่งท่านตั้งความประสงค์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชน

“ขอให้คณะกรรมการฯ ไปแนะแนวให้คำแนะนำให้เป็นไปตามหลักที่กล่าวมา อย่าไปใช้อำนาจรบกวน แต่ต้องไปสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์และส่วนราชการ โดยมุ่งหวังประโยชน์สุขแก่ประชาชนตามปฐมบรมพุทโธวาท อัตถะ หิตะ สุขะ หัวใจสังคมสงเคราะห์ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ จึงฝากไว้กับคณะสงฆ์เพราะเราจะต้องทำงานกันอีก 19 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป” พระพรหมเสนาบดี กล่าว

ภาคบ่าย คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ได้เดินทางวัดบางนานอก ซึ่งที่นี่เน้นโรงเรียนรักษาศีล 5 โชว์สวดโอ้เอ้วิหารราย พร้อมทั้งการแสดงละครเวที ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ น่าชื่นชม โดยพระราชรัตนโสภณ เจ้าคณะเขตบางนา เจ้าอาวาสวัดบางนานอก ทำงานทุ่มเทเอาใจใส่กับงานศีล 5 ได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง จากนั้นไปชุมชนเชื้อสายมอญ ต่อด้วยชุมชนบ้านสวนธนบุรีรมย์ เขตทุ่งครุ เป็นชุมชนเข้มแข็งที่รักษาวิถีชาวพุทธไว้ได้อย่างดี โดยเฉพาะการมาทำวัตรสวดมนต์แปลที่ศาลากลางหมู่บ้าน ไม่ต้องมีพระก็สวดกันได้สบาย น่าปลื้มใจยิ่งนัก

ถ้าได้เห็นการขับเคลื่อนโครงการฯ อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องทุกปี เชื่อว่าเราคงจะได้เห็นสังคมไทยอุดมด้วยคนรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีมากมายอย่างแน่นอน

ลมหายใจแห่งสติ สู่ลมหายใจแห่งสันติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565283

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 14:59 น.

ลมหายใจแห่งสติ สู่ลมหายใจแห่งสันติ

เรื่อง สมาน สุดโต

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จัดประชุมสัมมนาวิชาการ เนื่องในวันสันติภาพสากล พร้อมเชิญวิทยากรซึ่งเป็นนักสันติภาพระดับนานาชาติ มาร่วมบรรยาย ภายใต้หัวข้อ ลมหายใจแห่งสติ สู่ลมหายใจแห่งสันติ พร้อมกันนี้ ยังมีการมอบโล่รางวัลให้กับโค้ชเอก ที่สอนน้องๆ ทีมหมูป่า อะคาเดมี่ ทำสมาธิในขณะที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ศ.ดร.พระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ วันสันติภาพสากล ภายใต้หัวข้อเรื่อง ลมหายใจแห่งสติ รู้ลมหายใจแห่งสันติ เนื่องในวันสันติภาพสากล วันที่ 21 ก.ย. พร้อมบรรยายพิเศษโดยระบุว่า ศีล 5 เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสติที่จะเป็นพื้นฐานในการสร้างสันติภาพโลก โดยมี รศ.ดร.พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรสาขาวิชาสันติศึกษา เป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน

โดยวันนี้ได้มีการมอบรางวัล ลมหายใจแห่งสันติภาพ ให้กับ เอกพล จันทะวงษ์ หรือโค้ชเอก ผู้ฝึกสอนฟุตบอล ทีมหมูป่า อะคาเดมี่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่เอกพลได้นำน้องๆ ทีมหมูป่าทั้ง 12 ชีวิต เจริญสมาธิในขณะที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ก่อนที่จะถูกช่วยเหลือออกมาจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย

พระราชปริยัติกวีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่เอกพล จันทะวงษ์ หรือโค้ชเอก

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษ ของนักสันติภาพ บุคคลสำคัญระดับนานาชาติ ประกอบด้วย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน/ดร.ริคาร์โด ดัน/ดร.กันกา มาลิก ดาราบอลลีวู้ดที่รับบทเป็นพระพุทธเจ้าในหนังเรื่อง ศรีสิทธัตถะ โคตมะ สร้างที่ประเทศศรีลังกา และเอกพล จันทะวงษ์ หรือโค้ชเอก

พระราชปริยัติกวีมอบหนังสือที่ระลึกแก่ดาราบอลลีวู้ดที่รับบทเป็นพระพุทธเจ้า

เอกพล ได้บอกเล่าเรื่องราวของการใช้สมาธิและสติในขณะที่ติดอยู่ในถ้ำ โดยระบุว่า เมื่อวัยเด็กได้มีโอกาสบวชเป็นสามเณร และพระอาจารย์ได้สอนเรื่องการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ได้มีโอกาสติดตามพระอาจารย์ไปในสถานที่ต่างๆ โดยพระอาจารย์จะแนะนำและมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมภายในวัด และสอนให้อยู่กับตนเอง ให้ใช้สมาธิคิดตรึกตรองในสิ่งที่ทำ โดยสิ่งที่ได้รับการสั่งสอนจากพระอาจารย์ในสมัยที่เคยบวชเป็นสามเณรนั้น ก็ได้นำมาใช้เมื่อครั้งที่ประสบภัยติดอยู่ในถ้ำ โดยจะคอยสอนน้องๆ และคอยปลอบใจให้น้องๆ ให้มีสมาธิ ไม่ให้ตื่นตระหนก ไม่ให้เกิดความกังวล เมื่อคุมสถานการณ์ได้แล้ว น้องๆ ทุกคนก็มีสติและหาวิธีที่จะออกไปจากถ้ำ กระทั่งมีคนเข้ามาช่วย ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ตนเองและน้องๆ ทั้ง 12 คน จะไม่ลืมน้ำใจของคนทั้งโลกที่มาช่วยชีวิตพระราชปริยัติกวีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่เอกพล จันทะวงษ์ หรือโค้ชเอก

พ.ส.ล.ประชุมกรรมการอำนวยการ

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2561 องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ประชุมคณะกรรมการอำนวยการครั้งที่ 714 (4/2561) โดยมี พัลลภ ไทยอารี รองประธานและเลขาธิการ พ.ส.ล. เป็นประธานในที่ประชุม โดยพิจารณาเรื่องการจัดประชุมวิชาการพุทธศาสนานานาชาติ (Buddhist Path to Sustainable Development Goals หรือ พุทธมรรคสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน) วันที่ 4-5 ธ.ค. 2561 ที่หอประชุมพุทธมณฑล ในการนี้ พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ดร.พระอนิลมาน ศากยะ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลก (มพล.) (World Buddhist University) ได้นำเสนอแผนงานในการจัดประชุมทางวิชาการครั้งนี้ ว่าจะเชิญนักวิชาการระดับ World Class มาถกเรื่อง SDG ให้ตกผลึก เพื่อจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเพื่อใช้ในการอ้างอิง และเสนอต่อองค์การสหประชาชาติและนานาประเทศ เพื่อให้เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งการพัฒนาของโลกต่อไป

พัลลภ ไทยอารี รองประธานและเลขาธิการประชุม บอร์ดพ.ส.ล. โดยมีพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ร่วมประชุม เมื่อวันที่ 20 ก.ย.นี้ ที่ห้องประชุม พ.ส.ล.

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งสนับสนุนงบประมาณให้กับ มพล.ขอให้โครงการนี้เป็นโครงการด้านวิชาการของคณะสงฆ์ไทย สำหรับกิจการต่างประเทศ

มพล.เป็นองค์กรทางวิชาการ ตั้งมาแล้วครบ 20 ปี เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 ในวาระที่มีชันษา 84 ปี (7 รอบ)

‘พระอรหันต์…อยู่หนใด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565281

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 14:35 น.

‘พระอรหันต์...อยู่หนใด’

เรื่อง ราช รามัญ

แฟนนานุแฟน…ของโพสต์ทูเดย์ถามมาว่า พระอรหันต์แท้ๆ เขาดูอย่างไร เพราะตลอดอายุกว่า 60 ปีของผู้ที่ถามมานั้น พอเชื่อว่าพระรูปไหนเป็นพระอรหันต์ไม่นาน สุดท้ายก็มีเรื่องมีราว ไม่เรื่องเงินก็เรื่องชู้สาว ไม่ก็เรื่องการเมือง

อีกทั้งอยากรู้ว่า วิธีดูพระอรหันต์แท้ๆ เขาดูกันอย่างไร สังเกตจากอะไร ผมก็บอกไปตามสติปัญญาที่พอมีว่า ดูแน่ๆ ดูตอนใกล้ๆ จะมรณภาพจะเห็นชัด ถามว่าเห็นอะไร เห็นว่ามีอาการอย่างไร อย่าไปดูตอนที่อยู่เลย เพราะอรหันต์แต่งตั้งมันก็สามารถทำให้เหมือนและดูเนียนได้

พระอรหันต์แท้ๆ ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องอยู่ป่าหรืออยู่เขาเสมอไป อยู่ในเมืองก็เป็นได้ เหมือนทองคำอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำ ผู้ที่เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นอรหันต์จะไม่บอกใครว่า ตนเองเป็นหรือไม่ เพราะไม่มีความรู้สึกในด้านมานะ ตัวตนแล้วนั่นเอง

คำว่า “มานะ” คำนี้หมายถึงหนึ่งในสังโยชน์ ที่มีความหมายว่า ถือตัวถือตน ว่าดีกว่าเขา เหนือกว่าเขา เสมอเขาหรือว่าด้อยกว่าเขา สังโยชน์ข้อนี้จะเริ่มหมดและเบาบางตอนเป็นอนาคามี แต่พอเป็นอรหันต์แล้วเกลี้ยงไม่เหลือ แล้วจะเอาอะไรมาบอกว่าตนเป็นพระอรหันต์

อรหันต์เก๊ มักบอกทั้งคำพูดหรือคำใบ้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (ว่าเป็นอรหันต์) มีคนเชื่อก็ขาดจากความเป็นพระ (ปาราชิก) ทั้งๆ สูบบุหรี่อยู่ ติดหมากพลู ชอบดูกีฬาจากทีวี นิยมในเสียงเพลง แต่ทว่าเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เคยเห็นนักเทศน์พูดฉอดๆ เทศน์ไปด่าการเมืองไป เทศน์ไปด่าคนอื่นที่ขัดใจตนไป แล้วบอกว่าเป็นพระอรหันต์ อันนี้ยิ่งกว่าตาลยอดด้วน ผมจึงเน้นย้ำว่า ใช่หรือไม่ใช่ให้ดูตอนใกล้ตาย แต่ไม่ใช่ไปดูกระดูกว่าเป็นแก้วเป็นธาตุหรือไม่นะ เพราะเดี๋ยวเผลอๆ ลูกศิษย์ใส่สารหรือฉีดสารอะไรลงไปตอนเผามีปฏิกิริยาผ่าเอาเป็นแก้วตั้งตัวตอนเผาแล้วจะยุ่ง

เหตุที่บอกว่า ให้ดูตอนใกล้มรณภาพ ด้วยเหตุผลที่ว่า…มนุษย์เราเมื่อยามแก่ชราลงมักจะมีสติและสัมปชัญญะน้อยลงทุกทีๆ หลงๆ ลืมๆ ก็มี แต่ผู้ที่เข้าถึงความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์แล้วนั้น สติสัมปชัญญะแน่นปึก

ทุกอย่างที่พึงกระทำนั้นเป็นเพียงแค่กริยาเท่านั้น เขาจึงบอกว่า ลอยบุญลอยบาปแล้วนั่นเอง

ทีนี้คนเราเมื่อใกล้จะลาลับ…ถ้ายิ่งป่วยด้วยจะมีเวทนาเกิดขึ้นอย่างหนัก ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเหลือน้อยเต็มที ทีนี้เองอาการร้องครวญครางจะปรากฏ ถ้ายังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ แต่ถ้าเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมด้วยการเป็นพระอรหันต์แล้วจะนิ่งสนิท ไม่มีอาการโวยวาย หรือแสดงสีหน้าใดๆ จะรู้สึกตัวตลอดเวลาจนกระทั่งสิ้นไป แต่ประเภทที่ว่าใส่สายยางนอนนิ่งแล้วอวัยวะค่อยๆ หยุดทำงาน แล้วจะมาบอกว่ามีสติไม่ได้ เพราะนั่นเป็นการเลี้ยงเอาไว้ด้วยเครื่อง เพื่อให้อวัยวะทำงานเท่านั้น

“เราไม่หอบสังขารหนีความตาย” เป็นคำของหลวงพ่อพุทธทาส

ใครได้อ่านบันทึกแล้วคงจะเห็นอะไรบางอย่าง…ผู้บันทึก คือ พระที่อยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อพุทธทาส

ท่านบอกว่า…หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวก่อนมรณภาพ

“ทอง เราคงไม่พ้นวันนี้” (ทอง-ชื่อพระที่ปรนนิบัติใกล้ชิด)

“ทอง มันเริ่มชาที่ขาแล้ว”

“ทอง เอากุญแจตู้ไป มันมาถึงเอวแล้ว”

“ทอง มาถึงอกแล้ว”

“ทอง ลิ้นเราเริ่มแข็งแล้ว”

แล้วจากนั้น ท่านก็ค่อยๆ หมดไป…มีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา ตอนที่หลวงพ่อพุทธทาสมีชีวิตอยู่ ท่านพูดเสมอว่า การฝึกให้มีสติสัมปชัญญะนั้น ฝึกเพื่อให้เอามาใช้ในวันสุดท้ายของชีวิต ท่านสอนคนอื่นอย่างไร ตัวของท่านก็ทำเช่นนั้นตลอดมา

ตลอดระยะเวลาของท่านที่พร่ำสอนชาวพุทธ ไม่เคยมีเรื่องไสยศาสตร์มาเจือปน ไม่เคยมีเรื่องรูปเคารพ หรือพิธีกรรมอะไร เข้ามาสอดแทรกแม้แต่พรมน้ำมนต์ กระทั่งชาวบ้านในยุคแรกๆ ต่างเรียกท่านว่า “พระบ้า” เพราะอยู่เพียงลำพังรูปเดียว เพราะไม่สนใจใคร

ทำให้ผมคิดถึงคำสอนของพระทิเบตระดับรินโปเชรูปหนึ่งที่กล่าวว่า

“คนบ้ากับคนที่จิตผุดผ่องใสเกินปุถุชนคล้ายกัน แต่ต่างกันที่คุณธรรม”

พระขพุงผีคือผีของใคร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565264

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 12:12 น.

พระขพุงผีคือผีของใคร?

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ถึงมีคำคำหนึ่งที่น่าสนใจ คือคำว่า “พระขพุงผี” ท่านบรรยายไว้ว่า “เทพดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าผีทุกผีในเมืองนี้” สรุปคือเป็นเทพารักษ์สิงในภูเขา ซึ่งเป็นภูเขาที่ “เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัย” ไม่ได้แปลว่า ทิศเหนือ ทิศหัวนอนนั้นหมายถึง ทิศใต้ สมัยก่อนตีความจารึกไม่ถูก มองทางทิศเหนือของสุโขทัย จะเจอแต่ทุ่งไม่มีภู แต่ถ้ามองลงใต้ จะพบทิวเขาหลวง

แต่ผมเห็นบางแห่งยังคิดว่า “พระขพุงผี” เป็นชื่อเฉพาะ บ้างก็แปลออกทะเลไปเลย ที่จริงคำนี้เป็นภาษาเขมร คำว่า ขพุง หรือขพง (ខ្ពង់) หมายถึงสันเขา ผีตนนี้ (ซึ่งหมายถึงเทวดาหรือวิญญาณบรรพบุรุษในคติไทยโบราณ) จะต้องสถิตอยู่ที่สันเขาหลวงเป็นแน่ ในศิลาจารึกเตือนว่า เจ้าผู้ครองสุโขทัยจงไหว้ดีพลีถูก ถ้าไหว้ไม่ถูกใจผีเขาหลวงจะไม่คุ้มหัว

ในศิลาจารึกหลักที่ 1 มีข้อความเต็มๆ ดังนี้ “เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้มีกุฎี พิหาร ปู่ครู มีสรีดภงส์ มีป่าพร้าว มีป่าลาง มีป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุงผี เทพดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าผีทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขไทนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอันนั้นบ่คุ้มเกรงเมืองนี้หาย”

ไม่เฉพาะแต่หลักที่ 1 เท่านั้นที่เอ่ยถึงพระขพุงผี ศิลาจารึกหลักอื่นๆ ด้วย เช่น หลักที่ 45 ในความหมายถึงเทพารักษ์ หรือผีบรรพชน

เมื่อแยกคำออกมาจะเข้าใจความหมายชัดเจน คำว่า “พระขพุง” หมายถึง พระที่อยู่บนสัน หรือยอดภูเขา ส่วน ผี หมายถึง เทวดา รวมแล้วคือพระเทพารักษ์ ณ สันเขา

ลัทธิไหว้เทพารักษ์ภูเขาไม่ใช่ศาสนาพุทธหรือศาสนาไสย น่าจะเป็นศาสนาไหว้บรรพชนคนสุวรรณภูมิมาแต่เดิม ต่อมาพบเทวรูปที่พบในถ้ำพระแม่ย่า ของทิวเขาหลวง แทนที่คิดว่ารูปเป็นพระขพุงผี กลับอุปโลกน์เป็นนางเสือง พระราชชนนีของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งก็ยังพอกล้อมแกล้มกันได้ เพราะวิญญาณนางเสือง ก็ถือเป็นผีบรรพชนไทย

แต่ผมยังไม่เจอคำว่า พระขพุง (ព្រះខ្ពង) ในภาษาเขมร มีแต่จารึกภาษาไทยที่ทำโดยพระเถระสมัยอยุธยาที่เดินทางไปเมืองพระนคร เพื่อไปซ่อม “พระกพง” ที่พนมคอแลน (เขาลิ้นจี่ ซึ่งลิ้นคนไทยเรียกว่าพนมกุเลน) กับซ่อมพระที่พนมบาแขง

เวลาพูดถถึงพนมคอแลน คนทั่วไปจะนึกถึงศิวลึงค์เป็นร้อยๆ ดุ้นในน้ำตก เป็นศาสนสถานของศาสนาไสย แต่ที่นั่นยังมีพระไสยาสน์สลักจากหินองค์ใหญ่ เรียกว่า พระองค์ธม (หลวงพ่อโต) พระองค์นี้สลักที่สันเขาหิน ชะรอยจะเป็นพระกพุง (พระขพุง) แน่ๆ ดังที่บอกว่า ขพุงหมายถึงสันเขา

ส่วนที่พนมบาแขง คนไต่ขึ้นไปเห็นแต่ปราสาท ไม่เห็นพระพุทธรูป ทว่าแต่เดิมมีพระองค์โตซึ่งหายไปแล้วกับพระไสยาสน์อีกองค์มีร่องรอยอยู่ ที่นี่ไม่ได้เรียกว่าพระขพุง แต่จะว่าไปแล้วอยู่บนสันเขาเหมือนกัน

พระเถระสมัยอยุธยา (พระราชมุนี) ท่านมาจาก “ศรีอยุธยา” มาซ่อมพระที่เขาพระราชทรัพย์ (เมืองอุดงค์) ที่พนมบาแขง พนมคอแลน และที่เชตพล (นครวัด) น่าจะบ่งบอกว่า คนอยุธยามาแสวงบุญที่นครวัดกัน เชื่อกันว่าเป็นวัดเชตวันวิหาร ความเชื่อนี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 16 เรียกนครวัดว่า วัดเชตวัน หรือ 祇園精舎 (แปลว่า วิหารสวนเจ้าเชต) ไปด้วย

ที่น่าสนใจ คือ นอกจากที่พนมคอแลนกับพนมบาแขงจะมีพระพุทธรูปแล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาท พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มเชื่อว่าเป็นรอยพระบาทจริง ทุกวันนี้ยังมีคณะของไทยไปกราบไหว้กัน ให้น่าคิดว่า พระราชมุนีแห่งอยุธยาอาจจะไปไหว้พระพุทธบาทที่พนมทั้งสอง แล้วเห็นพระพุทธรูปที่นั่นคอหักแขนหัก ท่านจึงต่อแล้วทารักปิดทองให้งามดังเก่า หากจุดประสงค์จริงๆ คือไปแสวงบุญรอยพระพุทธบาท และไหว้พระเชตวัน

เขมรกับไทยผูกพันกันมาก่อน ข้ามไปไหว้พระเป็นเรื่องปกติ พอฝรั่งเข้ามาก็จัดการสร้างวาทกรรม “เขมรยิ่งใหญ่ ไทยขี้ข้า” (หรือ Vice Versa) จนทะเลาะกันไม่เลิก

ภาพ: พระกพง ที่พนมกุเลน ถ่ายโดย Jean-Pierre Dalbera จาก Wikimedia Commons

ศาสนาแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/564595

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 16:30 น.

ศาสนาแห่งความสุข

ขรัว76+1

10 ก.ย. 2561 เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) จากสถิติทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายปีละประมาณ 8 แสนคน เฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 40 วินาที มากกว่าตายจากสงคราม เกือบร้อยละ 80 อยู่ในประเทศรายได้ต่ำ-ปานกลาง องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าจะลดอัตราการเสียชีวิตลงร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2563

ในประเทศไทย แต่ละปีมีผู้พยายามทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายประมาณ 5.3 หมื่นคน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ในปี 2559 มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,131 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน เป็นชายมากกว่าผู้หญิง 4 เท่าตัว อายุต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 100 ปี ส่วนใหญ่เป็นโสด

ต้นเหตุฆ่าตัวตายที่พบบ่อยที่สุด มาจาก 5 เรื่อง คือ ความสัมพันธ์บุคคล สุรา ยาเสพติด สังคม และเศรษฐกิจ

ส่วน กรมสุขภาพจิต แนะนำให้คนรอบตัวช่วยสังเกตและช่วยเหลือคนใกล้ชิดคิดฆ่าตัวตาย โดยสังเกตจากสัญญาณเตือนก่อนฆ่าตัวตาย ประกอบด้วย 1.ประสบปัญหาชีวิตบางอย่าง 2.ใช้สุราหรือยาเสพติด 3.มีประวัติคนในครอบครัวฆ่าตัวตาย 4.แยกตัว ไม่พูดกับใคร 5.นอนไม่หลับ 6.หน้าตาเศร้าหมอง พูดจาด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล 7.ชอบพูดว่าอยากตาย 8.มีอารมณ์แปรปรวน 9.เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน 10.มีการวางแผนการฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้า

คนที่มีปัญหา หาทางออกไม่ได้ ให้โทรสายด่วน 1323 บริการ 24 ชั่วโมงของกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ผมก็โทรไปที่เบอร์ดังกล่าว ผู้ที่รับสายเป็นสตรีบอกว่าให้พูดกับผู้เชี่ยวชาญ คอย 5 นาทีก็ไม่ได้คุย โดยปลายสายแจ้งว่ามีผู้โทรและคอยสายเพื่อขอคำปรึกษาจำนวนมาก จึงแนะนำให้เข้า Facebook สายด่วนสุขภาพจิต เพราะมีข้อมูลให้อ่านเยอะเลย เอาเป็นว่ากรมสุขภาพจิตช่วยได้ แต่ต้องอดทนเพราะคนโทรปรึกษาแยะ แปลว่าคนป่วยมากจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เมืองไทยเมืองพุทธ น่าจะมีคำสอนไม่ให้ฆ่าตัวตาย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ย.ผมฟัง ราช รามัญ คอลัมนิสต์ ปราชญ์แห่งธรรม นสพ.โพสต์ทูเดย์ พูดเรื่อง โค้ชวิถีพุทธ ที่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ราช พูดว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความสุข แต่การจะรู้หรือเข้าถึงความสุขได้ต้องรู้จักอริยสัจ 4 ก่อน คือ 1.ทุกข์ คืออะไร 2.สมุทัย สาเหตุแห่งความทุกข์ 3.นิโรธ การดับทุกข์ทำอย่างไร และ 4.มรรค ประกอบด้วยมรรค 8 แนวทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ เมื่อทุกข์ดับ หมดทุกข์ ก็พบความสุข เรียกว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง. พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เราชินกับคำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ จนลืมถามว่า ทำไมความตายเป็นทุกข์ ผมอ่านข้อเขียน พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ได้คำตอบที่เตือนสติคนที่จะฆ่าตัวตายได้ดีว่า ความตายเป็นทุกข์ เพราะความตายทำลายความสุขทั้งสิ้นในชีวิต (พุทธศาสตร์ภาค 2 หน้า 28)

เพราะฉะนั้น อย่าฆ่าตัวตาย เพราะนอกจากเป็นบาปกรรมแล้ว ยังทำลายความสุข ทั้งหมดด้วย มรณัมปิ ทุกขัง. ความตายเป็นทุกข์ เพราะดับความสุขทั้งหมด นะครับ

ทุนเล่าเรียนหลวง เน้นสาขาพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/564425

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 09:30 น.

ทุนเล่าเรียนหลวง เน้นสาขาพุทธศาสนา

โดย วรธาร ทัดแก้ว woratant@posttoday.com

วันที่ 14 ก.ย. 2561 ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและคณะทำงานโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย นำโดย สด แดงเอียด ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการรับทุนและคณะทำงานของโครงการ พร้อมคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเข้าพบ พระราชปริยัติกวี (ศ.ดร.) อธิการบดี มจร และหารือการดำเนินกิจกรรมทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยในส่วนของมหาวิทยาลัย

ในการนี้มีพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (รศ.ดร.) ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และเลขานุการอธิการบดี มจร พระมหาราชัน จิตฺตปาโล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต และพระมหาประยูร โชติวโร ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต ร่วมให้การต้อนรับปฏิสันถาร

สด แดงเอียด ได้กล่าวนมัสการแนะนำคณะและรายงานวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมชม มจร มีสาระสำคัญโดยสรุปว่า สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยขึ้น เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และกองบาลีสนามหลวง เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 เป็นต้นมา

ในปีการศึกษา 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เน้นสาขาพระพุทธศาสนา เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรได้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย โดยมี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการโครงการฯ รับสนองพระราโชบายมาดำเนินการในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของพระสงฆ์ไทย และได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานที่เห็นสมควร พิจารณาวินิจฉัยประเด็นสำคัญตามที่คณะกรรมการขอความเห็นชอบ ดำเนินการเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับโครงการฯ

การนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวนี้ เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรได้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาชั้นสูงจากสถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศ และเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปตามพระราโชบายโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

พระราชปริยัติกวี กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยของมหาวิทยาลัยว่า ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาโดยลำดับ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยกำหนดเป็นประกาศมหาวิทยาลัยทั้งในเรื่องคุณสมบัติผู้รับทุนฯ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก เงื่อนไขหลังการรับทุนที่ผู้รับทุนต้องทำสัญญากับมหาวิทยาลัย ต้องเข้ารับการปฐมนิเทศ เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาตามแนวพระราชดำริเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ การเสนอบทความเพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการติดตามประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มหาวิทยาลัยกำหนด

“มีกองกิจการนิสิต สำนักงานอธิการบดี เป็นฝ่ายเลขานุการประสานงานดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการทุนเล่าเรียนหลวงและนโยบายของมหาวิทยาลัย ขณะที่จำนวนทุนที่ มจร ได้รับพระราชทานถวายทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยตั้งแต่ปีการศึกษา 2547-2559 ทั้งสิ้น 2,880 ทุน และในปีการศึกษา 2561 นี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้ว”

ด้าน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (รศ.ดร.) กล่าวว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการรับทุนฯ ได้ถามไถ่เรื่องพัฒนาการของผู้ที่ได้รับทุนตั้งปี 2556 เป็นต้นมา และอยากให้ มจร ติดตามผลว่าแต่ละรูปได้รับทุนแล้วมีพัฒนาการอย่างไร เช่น ไปเป็นพระธรรมทูต หรือสอนธรรมะที่ไหน ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เกิดความยั่งยืน เรื่องที่ 2 การให้ทุนเล่าเรียนหลวงในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ จะเน้นไปที่สาขาพระพุทธศาสนาเป็นหลัก และสาขาพระพุทธศาสนากับที่มีการบูรณาการ เพื่อต้องการให้มีการศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ปฏิบัติอย่างถึงแก่น และพาคนให้ถึงธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งแนวทางการให้ทุนจะเป็นไปในลักษณะนี้ และจะติดตามตั้งแต่ปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอกต่อเนื่องชัดเจน ไม่ใช่ให้ตรีแล้วหายไปเลย

สำหรับเรื่องที่ 3 ในอนาคตจะให้ความสำคัญกับนานาชาติ โดยจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติขอทุนเล่าเรียนหลวงเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งหลายคนคงเห็นแล้วว่า ทำไมฝรั่งถึงเข้าถึงพระพุทธศาสนาแบบทิเบตอย่างแพร่หลาย เพราะองค์ดาไล ลามะ ทรงให้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของโลก อย่าง ออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ ฮาร์วาร์ด ทำให้พระพุทธศาสนาแบบทิเบตกระจายขยายตัวไว หันมาทางพระพุทธศาสนาเถรวาทคนเหล่านี้พอได้เรียนพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทก็จะได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังชาวโลก” พระมหาหรรษา กล่าว

ทั้งนี้ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เป็นองค์การหรือสาธารณกุศลลำดับที่ 565 ของประกาศกระทรวงการคลัง ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ทำเนียบองคมนตรี ถนนสราญรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 เบอร์โทรติดต่อ 02-220-7400 และทางไลน์ @wgo1143m

ค่ายคุณธรรม สร้างเยาวชนต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/563629

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 09:32 น.

ค่ายคุณธรรม สร้างเยาวชนต้นแบบ

โดย วรธาร

เมื่อวาน (8 ก.ย.) มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมโครงการค่ายคุณธรรมจริยธรรม สร้างเยาวชนต้นแบบ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ณ ศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคม วัดสุทธิวราราม ซึ่งวัดและโรงเรียนวัดสุทธิวรารามร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 ก.ย. 2561

วัดสุทธิวราราม โดยการนำของพระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร, ดร., ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม พระนักคิด นักพัฒนา นักบริหารและนักการศึกษา ขณะที่โรงเรียนโดยการนำของ ดร.อารีย์ วีระเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โดยมีงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม โรงเรียนวัดสุทธิวราราม นำโดย ณัฐพล อำนวย หัวหน้างานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม รับผิดชอบ

ขณะที่พระวิทยากรอบรม พระมหาพร้อมพงศ์ ปภสฺสรจิตโต ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคม วัดสุทธิวราราม นำทีมพระวิทยากรวัดสุทธิวราราม และทีมวิทยากรธรรมะอารมณ์ดี นำโดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (วีรพล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

ความจริงโครงการนี้ได้จัดไปแล้ว 3 รุ่น รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 4 นักเรียนที่เข้าค่ายเป็นนักเรียน ม.4 และ ม.1 จำนวน 1,000 คน โดยประมาณ รุ่นแรก ม.4 เข้าค่ายวันที่ 17-19 ส.ค. 2561 รุ่นที่ 2 ม.4 วันที่ 24-26 ส.ค. รุ่นที่ 3 ม.1 วันที่ 31 ส.ค.-2 ก.ย. และรุ่นที่ 4 ม.1 วันที่ 7-9 ก.ย. 2561

“สถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวาย ขาดความสามัคคีในสังคม การแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ ซึ่งเยาวชนเปรียบเป็นต้นกล้าของอนาคตที่ดี หากได้รับการแนะนำแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้ท่านเจ้าคุณพระสุธีรัตนบัณฑิตกับผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิฯ จึงเห็นตรงกันให้มีโครงการนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ มาช่วยจรรโลงจิตใจเยาวชนให้เกิดความเข้มแข็งมีคุณธรรมจริยธรรมประพฤติตนเป็นคนดี เป็นเยาวชนต้นแบบในสังคม” หัวหน้างานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เล่าที่มาโครงการ

จุดเด่นของโครงการอยู่ที่การได้ทีมวิทยากรมืออาชีพ และรูปแบบกิจกรรมดีๆ สนุกสนานและได้สาระโดยที่เด็กๆ ไม่รู้สึกเบื่อและทุกคนมีส่วนร่วม เริ่มต้นวันแรกด้วยทีมธรรมะอารมณ์ดีที่มาสร้างความสุข และฮาแบบมีสาระ เรียกว่าเป็นการเปิดใจน้องๆ ให้พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 6 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 หลักธรรมนำทาง พระวิทยากรจะปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ เช่น ความกตัญญกตเวทีให้แก่เด็กๆ ฐานที่ 2 จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน เน้นให้น้องๆ ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีคุณค่าและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ฐานที่ 3 การคัดแยกขยะและลดโลกร้อน สอนให้รู้จักการคัดแยกขยะ ฐานที่ 4 พุทธศิลป์ ให้เด็กศึกษาภาพจิตรกรรมภายในวัด ฐานที่ 5 พุทธศาสน์ ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น

“ฐานที่ 6 ฮีโร่ของฉัน เป็นฐานที่เด็กๆ ชอบมาก มีการแบ่งเป็นกลุ่ม ทุกคนจะช่วยกันคิดเรื่องราวของฮีโร่ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง จากคำที่เรากำหนดให้ทั้งหมด 10 คำ นำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ซึ่งในเรื่องนั้นต้องมีฮีโร่ ความยากจะอยู่ที่คำทั้ง 10 คำ ที่ต้องโยงมาผูกเป็นเรื่องให้ได้” อาจารย์ณัฐพล กล่าว

ขณะที่กิจกรรมช่วงบ่ายวันที่ 8 ก.ย. เน้นให้เด็กๆ ได้รู้จักการคิดและแก้ไขปัญหาสังคม โดยมีการแบ่งกลุ่ม 24 กลุ่ม เริ่มจากพระอาจารย์จะอธิบายถึงปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยมีอะไรบ้าง เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นภาพ เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น จากนั้นให้แต่ละกลุ่มจับสลากใครจะได้หัวข้ออะไร แต่จะเป็นหัวข้อที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ปัญหาการขาดโรงเรียน การมาเรียนสาย เป็นต้น

“พอได้หัวข้อปัญหาแล้วก็มาวิเคราะห์ปัญหาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร เสร็จแล้วก็ต้องมาพรีเซนต์ให้เพื่อนๆ ฟัง นี่เป็นกิจกรรมที่เราต้องการให้เด็กๆ ได้รู้จักการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เวลาเจอปัญหาเขาจะได้รู้จักคิดและหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง”

ภาคกลางคืน มีกิจกรรมจุดเทียนแห่งปัญญา ส่วนใหญ่พระอาจารย์จะนำการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางสอนเด็กๆ โดยช่วงจุดเทียนพระอาจารย์จะจุดเทียนส่งให้ครู แล้วครูก็จุดเทียนส่งต่อให้กับนักเรียน ทุกคนจะอธิษฐานว่าตัวเองจะเป็นเยาวชนต้นแบบอย่างไร จะทำอะไรเพื่อสังคม เสร็จดับเทียนพร้อมกัน เป็นเสร็จสิ้นกิจกรรม ส่วนวันที่ 9 ก.ย.มีการประเมินผล และมอบประกาศนียบัตรก่อนปล่อยให้นักเรียนกลับบ้าน

ทศพล สาวิสิทธิ์ ชั้น ม.1/10 เล่าความรู้สึกว่า ตอนแรกไม่อยากมา แต่พอได้ทำกิจกรรมรู้สึกชอบและเริ่มรู้ว่าทำไมโรงเรียนถึงต้องการให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม เพราะว่าต้องการปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดีในสังคมและมีความรู้คู่คุณธรรม “ผมชอบกิจกรรมฐานที่ 6 ฮีโร่ของฉัน สนุกมาก ทุกคนมีส่วนร่วม ได้กันคิด”

ขณะที่ กิรติ ฉัตรนพคุณ ชั้น ม.4/3 กล่าวว่า “ผมเข้าค่ายโครงการนี้รุ่นแรกตั้งแต่วันที่ 17-19 ส.ค. วันนี้มาในฐานะพี่เลี้ยงคอยดูแลน้องๆ ม.1 โดยผมสมัครมาเป็นจิตอาสาพร้อมกับเพื่อน ม.4 อีกหลายคน ถ้าย้อนไปตอนเข้าค่ายผมได้ความรู้และธรรมะดีๆ จากพระอาจารย์เยอะมาก และได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน”

ด้านอาจารย์ณัฐพล บอกว่า โครงการนี้ได้สร้างความประทับใจให้ผู้ปกครองมากมาย มีพ่อแม่ของนักเรียนคนหนึ่งได้มาขอทางโรงเรียนอนุญาตให้ลูกชายเข้าค่ายกับรุ่นที่ 4 อีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าจากการที่ลูกเข้าค่ายในรุ่นที่ 2 ลูกชายมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนิสัยและคำพูดคำจา

การเรียนการสอนพุทธศาสนา ถึงเวลาต้องปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/562865

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:25 น.

การเรียนการสอนพุทธศาสนา ถึงเวลาต้องปฏิรูป

โดย วรธาร ทัดแก้ว woratant@posttoday.com

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะดำเนินการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน โดยมีเจตนารมณ์ต้องการปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดี มีความรู้คู่คุณธรรม อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ในสังคมอย่างมีความสุข

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมการ มีกรรมการจำนวน 12 คน และสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย แนวทางการจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสมกับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

ผลจากประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 ได้มีมติให้ สพฐ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อนำข้อมูลที่ได้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2561 ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

เมื่อวานและวันนี้ (2 ก.ย.) ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ สำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงาน สพฐ. ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็น “การจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนในสังคมไทยยุคปัจจุบัน” โดยมีพระสงฆ์ ครู ผู้แทนเยาวชน นักเรียน เข้าร่วมประชุมรับฟังจำนวนมาก

พระครูปลัดกวีวัฒน์ (ธีรวิทย์) กรรมการบริหารและเลขานุการฯ สำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม กล่าวว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเห็นตรงกันว่าเวลาเกิดปัญหาหลายมิติขึ้นในสังคมไทยก็มักจะเรียกหาเครื่องมือแก้ปัญหา ซึ่งก็เห็นว่าหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาสามารถนำมาแก้ปัญหาสังคมไทยได้ แต่กระบวนการที่จะนำหลักธรรมหรือเครื่องมือแก้ปัญหาไปให้ผู้เรียนส่วนใหญ่อยู่ในชั้นเรียน

“พออยู่ในชั้นเรียนก็ถูกมัดด้วยผลตัวชี้วัดการเรียนรู้ ผูกมัดด้วยหลักสูตร บางครั้งต้องการนำธรรมะให้เด็กไปประยุกต์ใช้ แต่ก็ย้อนแย้งกับตัวชี้วัดที่จะต้องสอนให้เด็กเอาไปสอบ เพราะฉะนั้นบางครั้งหลักธรรมต่างๆ นักเรียนก็ได้แค่ระดับการท่องจำเพื่อสอบ ไม่ได้รู้ลึก การสอนที่จะให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันต้องหาวิธีที่เหมาะสมกว่านี้ เพราะสัปดาห์หนึ่งนักเรียนเจอวิชาพระพุทธศาสนาแค่ประมาณ 50 นาที ไม่เต็มด้วยใน 168 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นการสอนพระพุทธศาสนาที่ได้ผลต้องมีความรู้และทักษะ และการที่จะใช้ทักษะได้ต้องมีการบูรณาการไปสู่กิจกรรมและการเรียนทั้งระบบใหญ่อย่างที่มีการพูดคุยกันวันนี้”

พระครูปลัดกวีวัฒน์ มองว่า การเรียนการสอนพระพุทธศาสนาที่ผ่านมาได้ผลสัมฤทธิ์ในระดับหนึ่ง คือในระดับการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตร แต่ประเด็นปัญหาใหญ่อยู่ที่การนำไปประยุกต์ใช้ เพราะฉะนั้นจึงอยู่ที่ว่าจะหวังให้ผู้เรียนแค่รู้หลักธรรม หรือหวังให้เขารู้แล้วนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันจริงๆ ถ้าหวังให้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันจริงก็ต้องปฏิรูปรูปแบบการเรียนการสอน ตัวชี้วัด ระบบสัมฤทธิ์ต่างๆ ในการจัดการเรียนรู้ใหม่ให้ดีกว่าเดิม

“อาตมามองว่ามันสอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเน้นให้เด็กเกิดกระบวนการคิดในหลายๆ ทักษะ พระพุทธศาสนาก็จำเป็นที่จะต้องเน้นเอากระบวนการคิดมาจัดลงไปในกระบวนการเรียนรู้ แต่ปัญหาคือวิชาอื่นๆ เช่น วิชาพลศึกษา เรามีครูพละ วิชาวิทยาศาสตร์ เรามีครูวิทยาศาสตร์ มีครูภาษาไทย ครูคณิตฯ เป็นต้น แต่พอพูดถึงวิชาพระพุทธศาสนาเรายังไม่มีผู้ชำนาญการด้านนี้ที่จะรองรับโรงเรียน 4-5 หมื่นโรงทั่วประประเทศ ทุกวันนี้ยังต้องใช้พระสงฆ์สอนศีลธรรมอยู่ตามโรงเรียน 2 หมื่นกว่ารูป แต่ต้องเข้าใจว่าท่านเหล่านี้ไม่ได้ถูกเทรนมาเพื่อการเป็นครูโดยเฉพาะ เวลาสอนก็จะเอาความรู้มหาเปรียญนักธรรมบาลีบ้างมาใช้ แต่ทักษะและกระบวนการจัดการเรียนรู้ตรงนี้ท่านยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ

อาตมาอยากเสนอรัฐบาลให้มีนโยบายในการพัฒนาทักษะต่างๆ ให้แก่พระสอนที่สอนหนังสืออยู่ตามโรงเรียนต่างๆ เช่น ทักษะด้านการสอน ด้านจิตวิทยาการศึกษา กระบวนการจัดการเรียนรู้ หรือวิชาชีพครูต่างๆ ลงไปให้กับพระสอนศีลธรรม เพราะตัวคอนเทนต์หรือเนื้อหาหลักสูตรพระพุทธศาสนาท่านมีอยู่แล้ว จึงอยากฝากให้ภาครัฐส่งเสริมและจับมือทำงานตรงนี้ด้วยกัน” พระครูปลัดกวีวัฒน์ กล่าว

ทุกวันนี้ คณะสงฆ์โดยมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ส่งเสริมการเรียนการสอนพระพุทธศาสนามานาน ด้วยการส่งพระสอนศีลธรรมที่มีอยู่ประมาณ 2.4 หมื่นรูป ไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการเรียนการสอนในปัจจุบัน