อายุวัฒนมงคล 93 ปี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/562071

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:04 น.

อายุวัฒนมงคล 93 ปี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

โดย สมาน สุดโต

พ่อมิ่ง แม่สำเภา สุดประเสริฐ ชาวบ้าน ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2468 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู แล้วตั้งชื่อบุตรชายว่า ช่วง เมื่อเติบใหญ่ถึงเกณฑ์ จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดสังฆราชา จบประถมปีที่ 4 ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสังฆราชา เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2482 ขณะอายุ 14 ปี แต่เป็นผู้ใฝ่ใจในการเรียน จึงมาเรียนบาลีที่วัดปากน้ำ สอบ ป.ธ.3 ได้ขณะเป็นสามเณร เมื่อสอบได้ชั้น ป.ธ.7 หลวงพ่อสด เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หวังจะให้เป็นทายาทปกครองวัดปากน้ำต่อไป และต้องการให้เรียนสูงๆ จึงนำมาฝากกับเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร หรือสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 14 พร้อมทั้งพยากรณ์ว่า ต่อไปจะได้เป็นสมเด็จฯ

ทายาทของหลวงพ่อสดรูปนั้น คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จ ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รูปปัจจุบันนี่เอง วันที่ 26 ส.ค. 2561 เจริญอายุวัฒนมงคล 93 ปี พรรษาที่ 73 ท่านนับเป็นหนึ่งในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะ รัตตัญญู ทรงคุณธรรม แตกฉานในพระไตรปิฎก เป็นเสาหลักแห่งคณะสงฆ์ไทย เคยดำรงตำแหน่งสูงสุด คือ ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) อีกทั้งเป็นผู้ที่สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ตามที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ คาดหวัง แล้วยังมีชื่อขจรขจายอยู่ในกลุ่มพระมหาเปรียญเก่ง 5 รูปที่ น.อ.แย้ม ประพัฒน์ทอง (ป.ธ.9 ศิษย์เก่าวัดภคินีนาถ) ปรมาจารย์ภาษาบาลี จัดไว้ในชุดเบญจภาคี ได้แก่ “เกี่ยว นิยม พลอย ช้อย ช่วง”

1.“เกี่ยว” คือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ (ป.ธ.9 พ.ศ. 2497)

2.“นิยม” คือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม (ป.ธ.9 พ.ศ. 2498)

3.“พลอย” คือ พระเดชพระคุณพระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดเทพธิดา (ป.ธ.9 พ.ศ. 2496)

4.“ช้อย” คือ พระเดชพระคุณพระเทพวิสุทธิโมลี วัดมหาธาตุ ราชบุรี (ป.ธ.9 พ.ศ. 2500)

5.“ช่วง” คือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ (ป.ธ.9 พ.ศ. 2497)

ในฐานะทายาทจึงได้กลับมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เมื่อปี 2499 และได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เมื่อปี 2508 สร้างสำนักเรียนวัดปากน้ำให้มีชื่อเสียงว่าเป็นสำนักเรียนที่สอบเปรียญธรรม 9 ประโยค ได้มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นสนามสอบบาลีชั้นประโยค ป.ธ.5 ในภูมิภาค

นอกจากนี้ ในส่วนตัวของเจ้าประคุณสมเด็จนั้น มีความแตกฉานทางภาษาบาลีเป็นอย่างยิ่ง สามารถสนทนาภาษาบาลีได้อย่างยอดเยี่ยมรูปหนึ่งในวงการสงฆ์ไทย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่กองบาลีสนามหลวง เมื่อปี 2539 ถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญยิ่งของการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โดยไม่ต้องกล่าวถึงตำแหน่งทางการปกครอง การเผยแผ่ และการศึกษา ว่าท่านได้รับความไว้วางใจสูงขนาดไหน กล่าวกันว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง) มีบารมีดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งด้วยกัน นอกจากดำรงฐานะสูงส่งในสังฆมณฑลแล้ว ยังมีความเมตตาต่อชนทุกชั้น จึงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งของบรรดาชาวพุทธ สมกับที่ประชาชนชาวพุทธยกให้ว่า “ชีวิตนี้มีแต่ให้” ไม่ต้องดูอื่นไกล ไปแค่พุทธมณฑล จ.นครปฐม จะเห็นถาวรวัตถุที่เจ้าประคุณมอบปัจจัยให้สร้างเพื่อพระพุทธศาสนาจำนวนมาก เฉพาะที่เด่นๆ ได้แก่ พระไตรปิฎกจารึกในแผ่นหินอ่อน พร้อมทั้งเจดีย์ วิหาร เพื่อธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท นอกจากนั้น ได้แก่ หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นที่ประชุมกรรมการ มส.ทุกวันนี้

สำหรับในต่างจังหวัดที่ผู้เขียนพบเห็น ได้แก่ เสนาสนะและถาวรวัตถุในวัดท่าตอน จ.เชียงใหม่ และสร้างวัดพุทธานุภาพ จ.น่าน วัดธรรมานุภาพ จ.แพร่ และวัดสังฆานุภาพ จ.กำแพงเพชร

อย่างไรก็ดี มิใช่สร้างแต่นอกวัด ในวัดของตนเองก็สร้างเป็นแลนด์มาร์ค ได้แเก่ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล และพระพุทธรูปใหญ่ปางสมาธิ สูง 69 เมตร หน้าตัก 40 เมตร หล่อด้วยทองแดงบริสุทธิ์ 99.99 แต่ละชิ้นงานมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

ผลงานในต่างประเทศที่ผู้เขียนพบเห็น ได้แก่ ศาลาปฏิบัติธรรม ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองธกา (Dhaka) ประเทศบังกลาเทศ ถาวรวัตถุหลายแห่งในประเทศศรีลังกา

ทั้งนี้ ไม่นับในประเทศญี่ปุ่น ที่วัดปากน้ำและคณะสงฆ์ในญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลานาน โดยมีชาวญี่ปุ่นมาขออุปสมบทและอยู่จำพรรษาที่วัดปากน้ำหลายรูป มีอยู่รูปหนึ่งชื่อ พระซาซากิ บวชอยู่จนสามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้ (จากหนังสือที่ระลึกสมโภชสุพรรณบัฏ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เดือน พ.ค. 2539)

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงด้านศาสนสัมพันธ์นั้น ท่านได้รับการยอมรับจากนานาประเทศที่เป็นชาวพุทธแม้จะต่างนิกายกันก็ตาม เพราะวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล นำไปสู่ความร่วมมือในการฟื้นฟูและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขยายไปทั่วโลก

เนื่องด้วยคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์ของชาวพุทธนานาชาติเช่นนี้ จึงได้รับเกียรติจากทุกนิกายว่าเป็นเสมือนหนึ่งพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งของเขา บางประเทศได้ถวายสมณศักดิ์เกียรติคุณอย่างสูง อาทิ

พ.ศ. 2520 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศบังกลาเทศ ที่พระศาสนธชมหาปัญญาสาระ

พ.ศ. 2524 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา ฝ่ายอมรปุรนิกาย ที่ พระชินวรศาสนโสภณเตปิฏกวิสารทคณปาโมกขาจริยะ

พ.ศ. 2525 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา สยามวงศ์ ฝ่ายอัสสคิริยะ ที่ พระศาสนโชติกสัทธัมมวิรทวิมลกิตติสิริ และได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกาสยามวงศ์ ฝ่ายมัลลวัตตะ ที่ พระธรรมกิตติสิริเตปิฏกวิสารโท

พ.ศ. 2526 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา ฝ่ายรามัญวงศ์ ที่ พระติปิฏกบัณฑิตธัมมกิตติสสิริยติสังฆปติ

พ.ศ. 2526 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา สยามวงศ์ ฝ่ายโกฏเฏ ที่ พระอุบาลีวังสาลังการะอุปัชฌายธรรมธีรราชมหามุนีเถระ

พ.ศ. 2558 รัฐบาลเมียนมา ถวาย “อัคคมหาบัณฑิต” ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

พ.ศ. 2560 สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาตั้ง เป็นประธานอำนวยการโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หรือหมู่บ้านรักษาศีล 5

ส่วนสมณศักดิ์นั้น เริ่มจากเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศรีวิสุทธิโมลี วันที่ 5 ธ.ค. 2499 จนกระทั่งคำพยากรณ์ว่าจะได้เป็นสมเด็จเป็นจริง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2538 ในราชทินนามว่า “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไพศาลหิตานุหิตวิธาน ปฏิภาณสุธรรมภาณีศรีสังฆโสภณ วิมลศีลาจารนิวิฐ ตรีปิฏกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี อรัญวาสี” สอดคล้องกับปฏิปทาในความเป็นพระเถระผู้มีคุณแก่แผ่นดิน

พระพุทธเมตตา วัดสุวรรณภูมิฯ สงบเย็น โดดเด่น สง่างาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/562070

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 08:59 น.

พระพุทธเมตตา วัดสุวรรณภูมิฯ สงบเย็น โดดเด่น สง่างาม

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

ในที่สุดพระพุทธเมตตา (จำลอง) ขนาดเท่าองค์จริงกับพระพุทธเมตตาที่ประดิษฐานอยู่ในพระมหาเจดีย์พุทธยา ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ได้มีโครงการสร้างขึ้นเมื่อปี 2559 ก็ได้สร้างเสร็จและอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ซึ่งจำลองจากมหาเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดียเป็นที่เรียบร้อย

พิธีอัญเชิญพระพุทธเมตตาขึ้นประดิษฐานบนมหาเจดีย์ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี มีการจัดงาน 2 วัน คือ วันที่ 24 และ 25 ส.ค. 2561 มีการจัดงานอย่างงดงามและสมเกียรติ โดยมีประชาชนและพระสงฆ์เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ในการนี้ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล และพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล อีกหลายรูปเดินทางมาร่วมงานด้วย

วันที่ 24 ส.ค.ขบวนแห่พระพุทธเมตตา ออกจากอาคาร คิง เพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์ มาตามเส้นทางถนนสายศรีวารีน้อย เข้าสู่ซอยจระเข้น้อย 8 วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี โดยมี พระเมธีวรญาณ (สายเพชร วชิรเมธี ป.ธ.9) รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุรรณภูมิพุทธชยันตี นั่งเจริญจิตตภาวนาบนขบวนรถอัญเชิญพระพุทธเมตตา โดยมีขบวนแห่ของเจ้าหน้าที่ พนักงานคิง เพาเวอร์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีแห่คับคั่ง

ขณะวันที่ 25 ส.ค.เป็นพิธีอัญเชิญพระพุทธเมตตาขึ้นประดิษฐานบนชั้นแรกของพระมหาเจดีย์ที่การก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ 100% ในเวลาอันใกล้นี้ ก็ดำเนินการผ่านไปด้วยความเรียบร้อยท่ามกลางรอยยิ้ม ความปีติของผู้ที่มาร่วมงาน ทั้งพระสงฆ์และประชาชน

การสร้างพระพุทธเมตตา (จำลอง) เท่าองค์จริง หน้าตัก 60 นิ้วนี้ เจ้าภาพใหญ่ คือ วิชัย และเอมอรศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมพระพุทธเมตตาจึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่อาคาร คิงเพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์ ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นการถาวรที่มหาเจดีย์ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

“พระพุทธเมตตาองค์นี้ คุณโยมวิชัย คุณโยมเอมอร ศรีวัฒนประภา เป็นเจ้าภาพสร้าง การอัญเชิญไปประดิษฐานชั่วคราวที่ คิง เพาเวอร์ (วันที่ 8-24 ส.ค.) ก่อน ก็เพื่อต้องการให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้สร้าง และชาวคิง เพาเวอร์ ตลอดจนประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้นได้กราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต” พระครูปริยัติโพธิวิเทศ(ดร.พระมหาคมสรณ์) โฆษกพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล และเจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร กล่าว

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ กล่าวว่า พระพุทธเมตตา (จำลอง) เท่าองค์จริงนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี 2559 โดยช่างอินเดียตระกูลฐากูร เจ้าของร้านสกัดหินและแกะสลักพระพุทธรูป เทวรูป และบุคคลต่างๆ ในเมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ในการนี้ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมตทูตสายอินเดีย-เนปาล ได้เดินทางไปเลือกหินและตรวจงานด้วยตัวเอง

“หลวงพ่อเจ้าคุณฯ ต้องเดินทางไปเลือกหินถึง 4 ครั้ง กว่าจะได้หินตามที่ต้องการ เพราะหินบางก้อนแม้ขนาดจะได้ แต่สีไม่ได้ คือ สีไม่ดำสนิท บางก้อนลวดลายเยอะก็ไม่ได้อีก ต้องไปครั้งที่ 4 จึงได้หินอ่อนสีดำก้อนนี้ เรียกว่าหาหลายเดือนกว่าจะได้ พอได้มาก็ให้ช่างเมืองพาราณสีแกะสลัก โดยมีช่างแกะสลักจากไทยไปช่วยกำกับอีกชั้นหนึ่ง แล้วช่วงที่ช่างทำท่านหลวงพ่อเจ้าคุณฯ ก็ไปตรวจงานเป็นระยะ อาตมาก็มีโอกาสได้ติดตามไปด้วย”

โฆษกพระธรรมทูต กล่าวว่า ระยะเวลาการแกะสลักพระพุทธเมตตาใช้เวลา 1 ปีเศษ ก็แล้วเสร็จ โดยได้มีการอัญเชิญกลับสู่ประเทศไทยในวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา และประดิษฐานเป็นการชั่วคราวที่อาคารคิง เพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์ จนถึงวันที่ 24 ส.ค.ก็อัญเชิญมายังวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี และประดิษฐานในมหาเจดีย์พุทธคยาจำลองในวันที่ 25 ส.ค.

สำหรับประวัติพระพุทธเมตตา คนไทยและชาวพุทธโดยเฉพาะผู้ที่เคยเดินทางไปแสวงบุญประเทศอินเดีย และผู้ที่ไปบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา ย่อมรู้จักดี เพราะพุทธคยา คือ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระมหาเจดีย์สูงอยู่ทางตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ และตรงกลางระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับพระมหาเจดีย์เป็นที่ตั้งของวัชรอาสน์ (บัลลังก์เพชร) ที่พระเจ้าอโศกสร้างขึ้น

ภายในพระมหาเจดีย์พุทธคยาเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตา พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาแต่ธรณีวัดจากพระเพลาซ้ายถึงขวากว้าง 155 ซม. สูงจากพระเพลาถึงพระเกตุ ประมาณ 160 ซม. ที่ฐานด้านหลังมีรูปสิงโต 2 ตัวซ้ายขวา ถัดจากสิงโตเข้ามาเป็นรูปช้าง 2 ช้างซ้ายและขวา ตรงกลางเป็นรูปพระแม่ธรณีในท่าคุกเข่า

พระพุทธเมตตาแกะสลักจากหินสีดำเนื้อละเอียด ศิลปะสมัยราชวงศ์ปาละ มีความงดงามยิ่ง ประดิษฐาน ณ ห้องบูชาชั้นล่างสุดของพระมหาเจดีย์พุทธคยา ทางประตูด้านทิศตะวันออก มีอายุกว่า 1,500 กว่าปี ไล่เลี่ยกับยุคสมัยหลวงพ่อองค์ดำ เมืองนาลันทา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพุทธเคารพบูชาอย่างมาก

เหตุที่เรียก “พระพุทธเมตตา” เพราะมีพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ความเมตตากรุณา องค์พระเหลืองอร่ามสุกใสงดงาม ถ้าก้าวลงบันไดด้านหน้าพระมหาเจดีย์พุทธคยาข้างหน้าจะมองเห็นพระพุทธรูปนี้ประดิษฐานอยู่ในอิริยาบถนั่งสงบแต่โดดเด่นสง่างามอยู่ภายในพระเจดีย์ชั้นล่าง เข้าไปใกล้ๆ ยังใจให้เกิดปีติอย่างยิ่ง พระพักตร์เปี่ยมด้วยเมตตาเสมือนรอรับผู้มาเยือนจากทิศน้อยใหญ่

ทำไมพระไทยได้รับเกียรติ ชักธงชาติอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/561280

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

ทำไมพระไทยได้รับเกียรติ ชักธงชาติอินเดีย

โดย วรธาร ทัดแก้ว

วันที่ 15 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันประกาศเอกราชของอินเดีย หรืออินดิเพนเดนซ์ เดย์ (India’s Independence Day) โดยได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2490 (ค.ศ. 1947) ทุกปีที่วันสำคัญนี้มาถึงก็จะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะธงชาติสามสี (สีแสด สีขาว สีเขียว) สัญลักษณ์แห่งเอกราชจะถูกชักขึ้นเสาทั่วประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน

ตามหลังคาบ้านเรือนและอาคารสำคัญๆ ก็จะมีการประดับธงชาติเช่นกัน พร้อมกันนั้นเหล่าประชาชนก็จะเดินทางไปยังสถานที่ราชการต่างๆ ที่อยู่ใกล้ เพื่อร่วมพิธีร้องเพลงชาติและเคารพธงชาติอินเดีย ขณะที่นายกรัฐมนตรีของอินเดียก็จะกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและแผนพัฒนาประเทศในอนาคตและเชิญธงชาติขึ้นที่ลานดินหน้าอดีตพระราชวังป้อมแดง หรือ Red Fort ที่กรุงนิวเดลี

สิ่งที่น่าสนใจในวันประกาศเอกราชของอินเดียที่อยากพูดถึง คือ มีพระธรรมทูตไทยในอินเดีย ได้รับเกียรติพิเศษจากทางหน่วยงานราชการต่างๆ ของอินเดีย โดยเฉพาะโรงเรียนและสถาบันการศึกษาได้นิมนต์ไปเป็นประธานชักธงชาติ ซึ่งเกียรติพิเศษนี้ยังไม่ปรากฏมีพระสงฆ์จากชาติอื่นที่อยู่ในอินเดียได้รับ แต่พระสงฆ์ไทยได้รับเกียรตินี้ทุกปีและต่อเนื่องมาหลายปี

อย่างวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา พระสงฆ์ไทยในนามพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ จำนวน 49 รูป นำโดย พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้รับเกียรติไปเป็นประธานในพิธีชักธงชาติอินเดียและกล่าวสุนทรพจน์ เพื่อร่วมฉลองเอกราชของสาธารณรัฐอินเดีย ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา จำนวน 31 แห่ง

ว่ากันว่า พระสงฆ์บางรูปต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำเชิญของทางโรงเรียนและสถาบันการศึกษามากถึง 4-5 แห่ง บางโรงเรียนอยู่ในชนบทห่างไกลและเดินทางลำบาก แต่ก็ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำนิมนต์ (คำเชิญ) ซึ่งถือว่าพระสงฆ์เหล่านี้ถือว่าได้เป็นตัวแทนคนไทยเสริมสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความคุ้นเคยระหว่างพระสงฆ์ไทยและพระพุทธศาสนากับประชาชนชาวอินเดีย

นอกจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ก็ยังมีวัดอื่นๆ อีกหลายวัดที่ได้รับเกียรติพิเศษดังกล่าว เช่น วัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ที่มี พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ดร.พระมหาคมสรณ์) เป็นเจ้าอาวาส

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ โฆษกพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เล่าว่า การที่หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ ของอินเดียนิมนต์พระสงฆ์ไทยไปเป็นประธานชักธงชาติอินเดียและกล่าวสุนทรพจน์นั้น มาจากการที่คนอินเดีย “ยอมรับและนับถือในพระสงฆ์ไทย” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะได้รับเกียรตินี้

“อินเดียกว่าที่จะได้รับเอกราชจากอังกฤษซึ่งปกครองเขามายาวนานนั้น เขาต้องต่อสู้และใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้อิสรภาพ บางครั้งต้องแลกด้วยเลือดและชีวิต เพราะฉะนั้นเลือดรักชาติของชาวอินเดียจึงเข้มข้นมาก ชาตินิยมสูงและเขาจะไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เพราะเขามีบทเรียนมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเขาไม่ยอมรับใครแล้วยากมากที่ใครจะได้รับเกียรติให้ไปจับธงชาติอันเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกราชอันยิ่งใหญ่ของเขา

ทว่าคนอินเดียยอมรับนับถือในพระสงฆ์ไทยมาก เขาเห็นว่าพระสงฆ์ไทยมิใช่แค่ไปสร้างวัด แต่ได้สร้างคุณูปการและคุณประโยชน์แก่ประเทศของเขามากมาย เช่น สร้างคลินิก สถานพยาบาลรักษาทั้งคนไทยและคนอินเดีย เปิดโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สอนหนังสือเด็กอินเดีย แจกทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียน จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของเขา เป็นต้น

ที่สำคัญพระสงฆ์ไทยได้นำพระพุทธศาสนากลับสู่อินเดียถิ่นมาตุภูมิคืนให้กับคนอินเดีย ในอดีตพระพุทธศาสนาได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศอินเดียมหาศาล อาตมาขอย้ำว่ากว่าที่คนอินเดียจะยอมรับพระสงฆ์ไทยนั้นไม่ง่าย เราต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ในการสร้างสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เขาเห็น เพราะตอนแรกๆ ที่เราสร้างวัดก็มีเสียงต่อต้านเหมือนกัน แต่เราก็ผ่านจุดตรงนั้นมาแล้ว” โฆษกพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล กล่าวทิ้งท้าย

ภริยาบิ๊กตำรวจอินเดีย มาทำบุญวัดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/560591

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:09 น.

ภริยาบิ๊กตำรวจอินเดีย มาทำบุญวัดไทย 

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในสาธารณรัฐอินเดีย พระธรรมโพธิวงศ์(วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดียและเนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา มักจะพูดกับพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาลเสมอว่า พระธรรมทูตไทยไม่มีแนวคิดหรือนโยบายเปลี่ยนคนอินเดียไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรให้หันมานับถือศาสนาพุทธเพราะทุกศาสนาสอนให้ศาสนิกของตนเป็นคนดีอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่พระธรรมทูตต้องทำคือการอยู่อย่างรู้และเข้าใจศาสนาทุกศาสนา ขณะเดียวกันก็ต้องนำเสนอให้ศาสนิกอื่นได้รู้ว่าศาสนาพุทธสอนอะไรและมีหลักปฏิบัติอย่างไร รวมทั้งการทำการสงเคราะห์ช่วยเหลือคนอินเดียที่สามารถทำได้ตามสมควร

สิ่งที่น่าสนใจกับนโยบายนี้ปรากฏว่าศาสนาพุทธเป็นที่รู้จักของคนอินเดียแพร่หลาย มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างศาสนิก เช่น มาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่วัดไทย มีจิตเกื้อกูลต่อกัน ทุกวันนี้ถ้าพระไทยออกไปบิณฑบาตคนอินเดียก็จะใส่บาตรโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองต่างศาสนา แต่ทำเพราะมีจิตคิดจะให้อันเป็นวิสัยของคนอินเดีย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2561 ได้มีภริยานายตำรวจใหญ่ระดับผู้บังคับการของเมืองโครักขปูร์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลในจังหวัดต่างๆ อีก 14 จังหวัด ได้เดินทางมาทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ 49 รูป และเลี้ยงอาหารแม่ชีที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา โดยมีคนติดตามประมาณ 15 คน ภริยาของนายตำรวจท่านนี้ชื่อปูนัมเชอร์ปา (Poonam Sherpa) ขณะที่สามีที่เป็นผู้การชื่อ สีดาวา เชอร์ปา (Shri Dawa Sherpa)

“อาตมาทราบว่าผู้การท่านนี้ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก เคยมาวัดหลายครั้ง มาไหว้พระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาเจดีย์โดยมีพระรูปอื่นเห็นแล้วมาเล่าให้ฟัง ตอนแรกอาตมาไม่รู้ว่าท่านเป็นตำรวจและเป็นถึงตำรวจผู้ใหญ่ มารู้ทีหลังจากพระในวัด ส่วนภริยาท่านอาตมาเคยเห็นมาใส่บาตรพระอยู่หน้าวัดตอนอาตมาออกไปบิณฑบาต แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร มารู้ก็ตอนที่มาทำบุญที่วัดเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมานี่เอง

ผู้การท่านนี้เคยนิมนต์พระจากวัดไปสวดมนต์ในโอกาสเปิดสำนักงานใหม่ที่เมืองโครักขปูร์ 2 ครั้ง อาตมาเคยไปครั้งหนึ่ง สำหรับการที่ภริยาท่านมาทำบุญที่วัดอาตมาเชื่อเลยว่าเป็นผู้มีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาไม่ต่างจากสามี แต่เหนืออื่นใดก็คงเป็นความต้องการของผู้การด้วยที่อยากทำบุญ โดยเฉพาะกับพระไทยที่คนอินเดียมองว่าเป็นพระปฏิบัติดีน่าเลื่อมใส” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เล่าถึงการมาทำบุญของภริยานายตำรวจใหญ่ของเมืองโครักขปูร์ สาธารณรัฐอินเดีย

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ เล่าถึงความตั้งใจในการทำบุญของภริยานายตำรวจผู้นี้ให้ฟังต่อว่า เป็นผู้หญิงฮินดูที่มีศรัทธาและความอุตสาหะยิ่งใหญ่มาก เวลาที่มาใส่บาตรพระวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์จะต้องเดินทางจากเมืองโครักขปูร์มากุสินาราซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และการมาทำบุญในวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมาก็ได้ตระเตรียมอาหารอย่างดีทั้งหมด 5 อย่าง หนึ่งในนั้นมีข้าวมธุปายาสที่ปรุงพิเศษด้วย

“รูปแบบและขั้นตอนการทำบุญยึดตามหลักศาสนพิธีของเราหมด เริ่มจากจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ ใส่บาตร กล่าวคำถวาย เชื่อไหมว่าเวลาที่โยมท่านนี้ใส่บาตรหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสตลอด  โยมบอกว่าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเพราะเคยอ่านหนังสือธรรมะจะมีคำสอนหนึ่งว่า เวลาทำบุญจิตใจต้องผ่องใสร่าเริง มีความสุขจึงจะได้บุญ แสดงว่าเป็นคนที่ศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาอยู่เหมือนกัน” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าว

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าวอีกว่าหลังเสร็จสิ้นการทำบุญก่อนที่ภริยานายตำรวจจะเดินทางกลับยังได้บอกอีกว่าจะมาทำบุญแบบนี้อีกที่วัด ส่วนกิจกรรมวันแม่วันที่ 12 ส.ค. 2561 ทางวัดจะมีพิธีถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พิธีเจริญจิตตภาวนาและเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล นอกจากนี้ยังมีพิธีเปิดบริการรักษาพยาบาลฟรีแก่คนอินเดียท้องถิ่นเป็นเวลา 3 วัน และแจกวัว 13 ตัวด้วย

การทำวัตร คือ ธรรมเนียมพระอริยเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559837

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:21 น.

การทำวัตร คือ ธรรมเนียมพระอริยเจ้า

โดย สมาน สุดโต

วันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. 2561 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือน 88 หลังพระสงฆ์อธิษฐานพรรษา 1 วัน สมหมาย สุภาษิต รองผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เชิญชวนให้ร่วมไปกับบรรดาอาจารย์และผู้บริหาร มจร ที่เดินทางไปทำวัตร หรือทำสามีจิกรรมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานคร หลายวัด ได้แก่ 1.วัดปากน้ำภาษีเจริญ 2.วัดพิชยญาติการาม 3.วัดชนะสงคราม 4.วัดสามพระยา 5.วัดสระเกศ 6.วัดไตรมิตรวิยาราม ทั้งนี้คณะสงฆ์ถือเป็นพุทธประเพณีที่ผู้น้อยต้องไปถวายความเคารพผู้ใหญ่ หลังอธิษฐานพรรษาหนังสือคำวัดของพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) อธิบายคำว่า ทำวัตร ว่า การที่ภิกษุสามเณรนำธูปเทียนแพไปสักการะพระเถระผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในโอกาสต่างๆ เช่น เพื่อขอลาไปอยู่ที่อื่น เพื่อขอขมาในเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อรายงานตัว การทำวัตรผู้ใหญ่แบบนี้ถือเป็นธรรมเนียมของพระสงฆ์ ซึ่งคำว่า สามีจิกรรม ก็มีความหมายคล้ายคลึงกัน

พุทธทาสภิกขุ ให้ความหมายและอธิบายล้ำลึกลงไปว่า การทำสามีจิกรรม เพื่อให้เกิดระเบียบในการปกครอง ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของพระอริยเจ้า รวมทั้งอธิบายเรื่องนี้มีความหมาย 3 ประการ

ประการที่ 1 ที่ว่า อุกาสะ วันทามิ ภันเต นั้นคือ คำแสดงความเคารพ

ประการที่ 2 ที่ว่า สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต นั้น คือ คำขอขมาโทษ และอดโทษ

ประการที่ 3 ที่ว่า มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง ฯลฯ นั้น คือ คำขอแลกเปลี่ยนส่วนบุญเพราะฉะนั้น จึงหมายความว่า ในการทำวัตรครั้งนี้เรามาแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน มาขอขมาโทษ อดโทษให้กันและกัน มาแสดงความเป็นกันเอง คือ ต่างก็ขอแลกเปลี่ยนส่วนบุญซึ่งกันและกัน

ท่านพุทธทาส อธิบายเรื่องนี้ในหนังสือ ภาษาคน ภาษาธรรม ว่า การอยู่ชนิดที่เสมอกันนั้น เป็นความทุกข์ข้อที่ 1 ที่ว่า อุกาสะ วันทามิ ภันเต คือ เรื่องการแสดงความเคารพนี้ ขอให้ภิกษุสามเณร โดยเฉพาะผู้ที่บวชใหม่นี้ตระหนักและสำเหนียกไว้ในใจให้มาก ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “การอยู่ชนิดที่เสมอกันนั้น เป็นความทุกข์” การอยู่ชนิดที่ไม่ยอมให้ใครเป็นหัวหน้า ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีผู้น้อย ที่เรียกว่า สัมมานะสังวาโส อยู่เสมอกันหมด ไม่ให้มีสูงมีต่ำ ไม่มีลูกศิษย์ ไม่มีอาจารย์นั้น พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า เป็นความทุกข์ เป็นเรื่องทุกข์ เป็นทางมาแห่งความทุกข์ยากลำบาก วิบัติฉิบหายมาสู่กันทุกฝ่าย(จากหนังสือภาษาคน ภาษาธรรม หน้า 325)

ส่วนบรรยากาศที่คณะผู้บริหาร มจร ไปทำวัตรพระเถระตามวัดดังกล่าว เท่ากับเป็นการเปิดตัว หรือรายงานตัวของพระราชปริยัติกวี (ศ.ดร.สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9 Ph.D.) ในฐานะที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร รูปใหม่ (มติสภา มจร วันที่ 24 ก.ค. 2561) แทนพระพรหมบัณฑิต (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D.)

เมื่อทำสามีจิกรรม สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติการาม พระราชปริยัติกวี ได้กราบเรียนด้วยวาจาว่า ขอนิมนต์สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เป็นรองอธิการบดี มจร อีกสมัยหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้รับการปฏิเสธแต่อย่างใด

มจร จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ สปป.ลาว

จากสถานการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย แตกในแขวงอัตตะบือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างน้อย 7 แห่งในพื้นที่ท้ายเขื่อน คณะสงฆ์ไทยโดยสมเด็จพระสังฆราชให้ไวยาวัจกรนำส่งกัปปิยภัณฑ์เท่าราคา 1 ล้านบาท และมีพระบัญชาให้คณะสงฆ์หนตะวันออก รวบรวมกัปปิยภัณฑ์พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคช่วยเหลือด่วน

ด้าน มจร ซึ่งมีนิสิตสงฆ์ สปป.ลาว เข้ามาศึกษาจำนวนมากก็ได้ระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือเช่นเดียวกัน โดย พระพรหมบัณฑิต รักษาการอธิการบดี มจร ได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สปป.ลาว ขึ้น และมอบหมายให้ พระโสภณวชิราภรณ์ รักษาการรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ เป็นประธานกรรมการ ดำเนินการช่วยเหลือทั้งเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค โดยจัดส่งไปยังเมืองสนามไซ แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 2-5 ส.ค. 2561

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2561 สอนไซ สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรี เล็ด ไซยยะพอน เจ้าแขวงอัตตะปือ อุ่นหล้า ไซยยะสิด รองเจ้าแขวงอัตตะปือ เป็นผู้แทนในการรับมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่ มจร จัดไป

มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครการนี้ ได้แก่ ประชาชนชาติพันธุ์กวยหรือส่วย ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ภายในเมืองสนามไซ จำนวน 8 หมู่บ้าน ผู้แทนพระสงฆ์จำนวน 13 วัด และชาวบ้านจากบ้านมิตรสัมพันธ์ จำนวน 21 ครัวเรือน และที่ศูนย์ผู้ประสบภัยในเมืองสนามไซ 3 ศูนย์ แต่ละศูนย์มีจำนวน 1,500 คน นอกจากนั้นผู้ประสบภัยบางส่วนที่อาศัยอยู่กับญาติๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ประมาณ 2,000 คน รวมมีผู้ประสบภัยราว 6,000 กว่าคน

การผลัดใบ ที่ มจร

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ธมฺมธโช ป.ธ.9 M.A.) เขียนอนุทินประจำวัน (555 พระอนุจร ติดตามไปต่างแดน) ได้น่าประทับใจ และเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ มจร มหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำแห่งนี้ จึงนำมาถ่ายทอดเพื่อท่านผู้อ่าน ดังนี้

ในสำนักงานอธิการบดี มจร วังน้อย เมื่อเกิดการผลัดใบขึ้น มีการแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีและรอการโปรดเกล้าฯ อธิการบดีรูปใหม่ ในวันสุดท้ายของการขนสิ่งของ เช่น หนังสือต่างๆ เข้าห้องสมุด ข้าพเจ้าไปเลือกดูหนังสือที่ถูกใจได้มา 2-3 เล่ม หลังจากที่ผ่านการคัดเลือกของผู้อื่นมาหลายวันแล้ว เล่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยมีแล้ว แต่หลังจากน้ำท่วม ไม่แน่ใจว่าจะหาได้อีกหรือเปล่า คือ “ภาพชีวิต” ของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9, ดร., ศ.) ตีพิมพ์ในปี 2558 ในวาระครบรอบ 60 ปี (เกิดปีมะแม 17 ก.ย. 2498)

ข้าพเจ้าคัดเลือก “ภาพชีวิต” ของข้าพเจ้าที่อยู่ในเล่มดังกล่าว ในฐานะผู้ร่วมเดินทางเป็นพระอนุจรติดตามไปต่างประเทศรูปหนึ่ง

ชีวิตในต่างแดนที่ร่วมชีวิตกัน ทำให้ใจหาย เมื่อทราบว่า อธิการบดีที่กลายเป็นอดีตอธิการบดีไปตัดสินใจวางมือหลังจากดำรงตำแหน่งอธิการบดี 5 สมัย เป็นเวลา 20 ปี (2540-2561)

แทรกภาพชีวิตที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันระยะสั้น 5-6 เดือน ที่ International Students House, University of Delhi, Mall Road ซึ่งภาพถ่ายยังมีพระมหาปัญญา ครุฑวงษ์ (พระราชวิสุทธิเมธี) และพระมหาสมพงษ์ พระมหาอินศร ดวงคิด (พระมงคลธีรคุณ) เป็นต้น

ในการทำงานร่วมกัน นอกจากที่มหาวิทยาลัยจากท่าพระจันทร์ยันถึงวังน้อย ในฐานะที่อธิการบดีเป็นประธานจัดทำหลักสูตร และข้าพเจ้าเป็นกรรมการจัดหนังสือเรียนพระพุทธศาสนา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 เป็นต้น

งานต่างประเทศ ที่เป็นกาลานุกรมเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า เช่น

– งานฉลอง 250 ปี สยามนิกาย ณ เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา (14 พ.ค. 2546) และต่อมามีการฉลอง 260 (2556)

– ร่วมกับคณะสภาผู้นำศาสนาโลก ที่เมืองเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล (13 ธ.ค. 2546) โดยที่ก่อนหน้านั้นเดินทางไปร่วมประชุมที่เมืองเซวิลญา ประเทศสเปน

– ประชุมที่สิงคโปร์ ปี…(น่าจะ พ.ศ. 2547?)

– การลงนามในความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มจร กับมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนากรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (21 เม.ย. 2547)

– ประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 1 (25 พ.ค. 2547) และประชุมนานาชาติเรื่องเถรวาทและมหายาน ณ ศูนย์การประชุมเอ็สแคป (16-20 ก.ค. 2547) นับจากครั้งที่ 1 จนถึงการประชุมวันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 13 เดินทางไประชุมที่เวียดนาม 2 ครั้ง (2008, 2013 (8-10 พ.ค. 2557) และที่ศรีลังกา (2017)

– ไปร่วมประชุมที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก (1 มิ.ย. 2547)

– ไปช่วยอุทกภัยที่ประเทศเมียนมา พายุนาร์กีสถล่มเมื่อเดือน ก.ย. 2551

– ประชุมสภาผู้นำศาสนาโลก ครั้งที่ 3 ณ เมืองอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน (1-2 ก.ค. 2552)

– ประชุม พสล.ครั้งที่ 27 ณ วัดฝ่าเหมิน มณฑลส่านซี (17-18 ต.ค.2557) ซึ่งเป็นครั้งนี้ที่ได้ไปชมสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ด้วยกัน

– เดินทางไปประเทศอียิปต์ (9-12 มี.ค. 2551)

– ร่วมเดินทางไปเยือนประเทศภูฏาน (21-24 มี.ค. 2558)

—เป็นต้น—

เป็นบทสรุป เมื่ออยู่เขาก็รัก เมื่อจากเขาก็อาลัย

รัฐมนตรีอินเดียเดินทางมาอุปสมบทที่เมืองไทย

ศรีราชกุมาร บาโดเล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แห่งแคว้นมหาราษฎร์ อินเดีย เดินทางมาอุปสมบทที่เมืองไทย ณ วัดธาตุทอง กทม. วันที่ 30 ก.ค.-5 ส.ค. 2561 ฉายา “พุทฺธพโล”

แคว้นมหาราษฎร์ มี 36 เมือง เมืองหลวงคือ มุมไบ มีเมืองสำคัญ อาทิ ปูเน่, ออรังกาบัด โดยเฉพาะเมืองนาคปูร์ ที่ ดร.อัมเบดการ์ นำชาวฮินดูกว่า 5 แสนคน ทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2499 มีถ้ำที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนากว่า 1,000 ถ้ำ ทั่วแคว้นCr. Lakana Chanram

ความยิ่งใหญ่ ของวัดสามพระยาที่หลายคนไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559835

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:09 น.

ความยิ่งใหญ่ ของวัดสามพระยาที่หลายคนไม่รู้

โดย วรธาร ทัดแก้ว

มีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่ง เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี วัดสามพระยา แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ จะมีพิธีปฐมนิเทศเปิดเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ส่วนกลาง วัดสามพระยา ชั้นประโยค ป.ธ.7, 8, 9 ซึ่งก็จะมีภิกษุสามเณรที่เรียนชั้นดังกล่าวจากวัดต่างๆ เดินทางมาร่วมพิธี ณ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา

หลังจากปฐมนิเทศก็เป็นอันเข้าสู่โหมดของการเรียนต่อไป โดยอาทิตย์หนึ่งจะเรียนอยู่ 5 วัน หยุดวันพระและวันอาทิตย์ เวลาเรียน 16.00 น. ไปจนถึง 18.00 น. แต่ปีนี้วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2561 จึงต้องเลื่อนปฐมนิเทศไปวันจันทร์ที่ 13 ส.ค. 2561

ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ดำรงตำแหน่ง “แม่กองบาลีสนามหลวง” (ระหว่าง พ.ศ. 2503-2531) โดยท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ วัดสามพระยา ขึ้นมาให้เป็นของคณะสงฆ์สำหรับให้ภิกษุสามเณรได้มาเรียนรวมกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เปิดสอนเฉพาะประโยค ป.ธ.8 และ 9 ต่อมาได้เปิดสอน ป.ธ.7 ด้วย

การที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ดำริให้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ขึ้นที่วัดสามพระยานั้น เนื่องจากท่านเห็นว่าสำนักเรียนบาลีที่เปิดสอน ป.ธ.8-9 ในยุคนั้นมีน้อยมาก ประกอบกับครูอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการสอนก็หายาก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการตั้งโรงเรียนดังกล่าว และผลของการตั้งโรงเรียนนี้ ปรากฏว่ามีภิกษุสามเณรวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เรียนประโยค ป.ธ.7, 8, 9 เดินทางมาเรียนที่วัดสามพระยาจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นวัดสามพระยาจึงถือเป็นวัดที่สร้างมหาเปรียญระดับเปรียญเอก (7-8-9) มากมายมหาศาล โดยเฉพาะผู้ที่จบประโยค ป.ธ.9 ตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ดำรงตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวงถึงปัจจุบัน ที่มีจำนวนถึง 1,600 กว่ารูป ไม่ว่าตอนนี้จะอยู่ในสมณเพศหรือลาสิกขาไปแล้วน้อยนักที่จะไม่เคยเรียนที่วัดสามพระยา ลองถามผู้ที่จบประโยค 9 ดูได้ว่าเรียนที่ไหน

นี่คือความยิ่งใหญ่ของวัดสามพระยากับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาแผนกบาลีของคณะสงฆ์ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าไม่มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ส่วนกลาง ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นที่วัดสามพระยาก็เป็นได้

หากย้อนความเป็นมาของสำนักเรียนวัดสามพระยากว่าจะมาถึงภารกิจมากมายในปัจจุบัน เช่น การเปิดสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ชั้นประโยค 1-2-ป.ธ.9 เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ส่วนกลาง ประโยค ป.ธ.7-8-9 เป็นสถานที่สอบบาลีสนามหลวง ชั้นประโยค ป.ธ.7-8-9 ทั่วประเทศ เป็นสถานที่สอบบาลีสนามหลวง ชั้นประโยค ป.ธ.5 ในเขตกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ตรวจข้อสอบบาลีสนามหลวง เป็นสถานที่สอบธรรมสนามหลวง ในเขตกรุงเทพฯ และสถานที่ตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวงทั่วประเทศ

เดิมที วัดสามพระยา มิได้เน้นการศึกษาด้านปริยัติมากนัก แต่เน้นวิปัสสนาเป็นหลัก ต่อมาสมัย พระเทพเมธี (ครุฑ ป.ธ.4) พ.ศ. 2436-2480 เป็นเจ้าอาวาส จึงตั้งโรงเรียนนักธรรมและบาลีขึ้น มีภิกษุสามเณรสอบได้ทั้งนักธรรมและบาลีมากขึ้น และในสมัยนั้นได้มีการเรียนการสอนภาษาไทยขึ้นมา ซึ่งได้สร้างโรงเรียนขึ้นหลังหนึ่ง ทำการเปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมกลาง มีนักเรียนประมาณ 200 คนเศษ

ยุคสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร)

ต่อมาระหว่าง พ.ศ. 2481-2539 สมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นเจ้าอาวาส การศึกษาพระปริยัติธรรมโดยเฉพาะแผนกบาลีได้เจริญรุ่งเรืองมาก มีการเรียนการสอนตั้งแต่บาลีประโยค ป.ธ.3-9 โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นทั้งเจ้าสำนักเรียน และเป็นครูสอนบาลีประโยค ป.ธ.4 ของสำนักเรียนและเป็นครูสอนบาลีประโยค ป.ธ.9 โรงเรียนพระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ส่วนกลางวัดสามพระยา ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ตั้งขึ้นมาให้เป็นของคณะสงฆ์สำหรับให้ภิกษุสามเณรได้มาเรียนรวมกันทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เปิดสอนประโยค ป.ธ.8-9 ต่อมาได้เปิดสอน ป.ธ.7 ด้วย

ในปี 2489-2503 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เปิดสำนักอบรมครูวัดสามพระยา (ส.อ.ส.) เพื่อให้ภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งในด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ และด้านสาธารณูปการ ซึ่งสำนักอบรมครูวัดสามพระยานี้เป็นที่สนใจของภิกษุสามเณรทั่วทุกแห่ง โดยจะพากันมาอบรมเป็นประจำปีละจำนวนมากจนไม่มีสถานที่จะอบรมเพียงพอจนต้องสร้างสถานที่ชั่วคราวมุงจากขึ้นใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอจนรัฐบาลในยุคนั้นเห็นความสำคัญจึงได้สร้างศาลาอบรมสงฆ์ และตึกพักสงฆ์แบบถาวรขึ้นถวายไว้ในวัดสามพระยา

การอบรมได้ดำเนินมาเป็นลำดับจนกระทั่งถึงการอบรมครั้งสำคัญ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นครั้ง “ประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย” นั่นคือ เมื่อปีฉลอง 25 พุทธศตวรรษ พระสงฆ์ทั่วสารทิศทั้งภายในและภายนอกประเทศมาเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมากที่สุดถึง 2,500 รูป เป็นครั้งสำคัญที่สุด การจัดสถานที่ออกเป็นหน่วยย่อยๆ เพื่อให้เพียงพอและรวดเร็วแก่ระยะเวลาการอบรมได้ดำเนินมาเป็นลำดับ นับได้ว่าสำนักอบรมครูวัดสามพระยาแห่งนี้ได้ก่อคุณประโยชน์อย่างไพศาลแก่การคณะสงฆ์ไทยเป็นอย่างยิ่ง

ภิกษุที่เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้และประสบการณ์ต่างๆ จากพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่เกือบทุกระดับที่มาถวายความรู้และจากหน่วยงานต่างๆ ที่มาถวายความรู้ให้แต่ละครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความอนุเคราะห์จากผู้อำนวยการสถานที่สำคัญๆ ให้เข้าชมสถานที่นั้นๆ อย่างทั่วถึง เช่น พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งอนันตสมาคม ทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น ตามปกติจะไม่มีโอกาสได้เข้าชมง่ายๆ นับว่าท่านที่เข้ารับการอบรมจะไดรับประสบการณ์โดยตรง

ในปี 2495 สำนักอบรมครูวัดสามพระยาได้ตั้งโรงเรียนขึ้นโรงเรียนหนึ่งชื่อว่า “สภาการศึกษาแห่ง ส.อ.ส.” วัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมภิกษุสามเณรที่สอบเปรียญธรรมได้และมีความรู้ทางพระพุทธศาสนาพอสมควร ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาสามัญมีภาษาอังกฤษเป็นหลัก เมื่อสำเร็จจากสำนักนี้แล้วจะถูกส่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหรือในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายที่ ส.อ.ส. ต้องเลิกไปด้วยเหตุผลบางประการ

นอกจากนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ยังดำริตั้งโรงเรียนพระสังฆาธิการขึ้น โดยได้เสนอต่อคณะกรรมการมหาเถรสมาคม และคณะกรรมการมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งขึ้นที่วัดสามพระยาเป็นแห่งแรก โดยชื่อว่า “โรงเรียนพระสังฆาธิการ” วัตถุประสงค์เพื่อจะให้พระสังฆาธิการทั่วประเทศได้เสริมสร้างและศึกษาหาความรู้และเทคนิค หรือกลไกในการปกครองที่ใหม่ให้เจริญก้าวหน้าเพื่อดำรงพระพุทธศาสนาให้วิวัฒนาการยิ่งๆ ขึ้นไป อีกประการหนึ่ง เพื่อให้การปกครองของคณะสงฆ์มีส่วนสัมพันธ์กับการปกครองของราชอาณาจักรได้เป็นอย่างยิ่ง

โรงเรียนนี้ได้เปิดเรียนรุ่นแรกที่วัดสามพระยาก่อน จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของคณะสงฆ์ไทยที่ได้มีการริเริ่มขึ้นในครั้งนั้น ต่อมาภายหลังจากสิ้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แล้ว ด้วยความสำนึกในพระคุณของท่านผู้เป็นต้นแบบคณะสงฆ์ก็ยังใช้สถานที่ภายในวัดสามพระยาเป็นสถานที่ประชุมและอบรมพระสังฆาธิการอยู่เสมอมาจนถึงปัจจุบัน เช่น งานอบรมพระอุปัชฌาย์ทั่วประเทศ งานประชุมพระสังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

พ.ศ. 2505 กรมการศาสนา โดยมติมหาเถรสมาคมให้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดสามพระยา ให้ชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนครูสอนพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์” วัตถุประสงค์เพื่อให้ภิกษุสามเณรที่สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยคขึ้นไป เข้าศึกษาวิชาสามัญและวิชาครู เมื่อสำเร็จแล้วจะได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมในสถาบันต่างๆ ของคณะสงฆ์ หรืออาจจะช่วยสอนตามโรงเรียนต่างๆ ตามสถานที่ทางราชการ

ยุคสมเด็จพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม)

พ.ศ. 2539-2561 สมัยพระราชปริยัติบดี (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9, Ph.D.) สมณศักดิ์สุดท้ายก่อนที่จะถูกดำเนินคดีเงินทอนวัด คือ พระพรหมดิลก เป็นเจ้าอาวาส ก็ได้เจริญรอยตาม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ในการส่งเสริมสนับสนุนภิกษุสามเณรให้ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีมาตลอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2539-2541 ได้ดำเนินการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์หมู่กุฎีสงฆ์วัดสามพระยา และรับภิกษุสามเณรจำนวนมากเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี

ในปี 2541 ได้ทำการเปิดสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยแผนกบาลีเปิดสอนตั้งแต่บาลีไวยากรณ์ถึงบาลีประโยค ป.ธ.9 และแค่เปิดเรียนปีแรกในยุคของพระพรหมดิลก ก็มีผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในปี 2542 ก็คือ สามเณรอิทธิยาวุธ เสาวลักษณ์คุปต์ และถ้านับตั้งแต่ปี 2542-2561 มีผู้สอบได้ ป.ธ.9 ทั้งหมดรวม 44 รูป ถือได้ว่า พระพรหมดิลก เป็นพระนักปั้นมหาเปรียญ 9 ประโยครูปหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

ปัจจุบัน วัดสามพระยา มี พระเทพวิสุทธิดิลก (ละเอียด กิตฺติสุขุโม ป.ธ.9) เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

สงฆ์ไทยร่วมด้วย ช่วย สปป.ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559088

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:18 น.

สงฆ์ไทยร่วมด้วย ช่วย สปป.ลาว

โดย สมาน สุดโต

1) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาคณะสงฆ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเขื่อนแตกใน สปป.ลาวจากการที่ “เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย” ใน สปป.ลาว แตกเมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีบัญชาให้คณะสงฆ์ไทยช่วยเหลือประชาชนชาวลาวด่วน ในการนี้ไวยาวัจกร วัดราชบพิธฯ ก็นำปัจจัยเท่าราคาหนึ่งล้านบาท ช่วยก่อนแล้ว

ขณะที่ พระพรหมวชิรญาณ ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม ร่วมกับคณะสงฆ์หนตะวันออก และคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ขอเชิญร่วมปันน้ำใจช่วยเยียวยาส่งน้ำใจไป สปป.ลาว โดยขอนิมนต์คณะสงฆ์ และเจริญพรเชิญสาธุชน ร่วมถวายเครื่องสมณบริโภค และเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยร่วมปันน้ำใจ อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า ผ้าห่ม ยารักษาโรค หรือร่วมสมทบปัจจัย ติดต่อร่วมปันน้ำใจได้ที่ โทร.08-4455-5855, 08-1144-4669

ขณะที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เชิญร่วมบริจาคปัจจัยและสิ่งของในการดำรงชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย ออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สปป.ลาว บัญชีเลขที่ 633-2-54982-0”

กองทัพอากาศ จัดเครื่องบิน C-130 นำสิ่งของพระราชทานไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน สปป.ลาว วันที่ 25 ก.ค. 2561 ตามที่ได้เกิดอุทกภัยขนาดใหญ่ในแขวงอัตตะปือและจำปาสัก ทางตอนใต้ของ สปป.ลาว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ชาวกองทัพอากาศ ได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 หรือ C-130 นำสิ่งของพระราชทาน ประกอบด้วย น้ำดื่มพระราชทาน จำนวน 1 หมื่นขวด ผ้าเช็ดตัวพระราชทาน 2,000 ผืน เครื่องกรองน้ำพระราชทาน จำนวน 49 เครื่อง อาหารและยาพระราชทานอีกจำนวนหนึ่ง ไปช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังได้ลำเลียงถุงยังชีพในนามรัฐบาลไทย จำนวน 5,000 ชุด ไปในเที่ยวบินดังกล่าวด้วย

เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติปากเซแล้ว สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ จะเป็นผู้มารับของและประสานการส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่อไป

ส่วน พระราชธรรมเมธี และชาววัดโค้งสนามเป้า บริจาคสิ่งของมีผ้าไตรจีวร 30 ไตร ของแห้ง 5 กระสอบ เทียน ไฟแช็ก ไฟฉาย พร้อมปัจจัย 48,343 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ผู้ประสบภัย

สุภชัย วีระภุชงค์ แห่งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ส่งทั้งยารักษาโรคและเงิน 1 แสนบาท ให้ผู้แทนบริษัท ไทยนครพัฒนา ใน สปป.ลาว ไปช่วยอย่างเร่งด่วน ผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำ สปป.ลาว ทันทีที่มีการยืนยันข่าวอุทกภัย

สรุปว่า ทุกภาคส่วนของไทย ไม่ว่ารัฐบาล พระสงฆ์ และประชาชน ร่วมด้วยช่วยกันให้ สปป.ลาว พ้นจากอุทกภัยครั้งนี้ อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นความรู้สึกและภาพที่ประทับใจยิ่งนัก

2) ถวายในหลวง

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหยุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา วันที่ 28 ก.ค. 2561 เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ณ วัดพิชยญาติการาม

3) “เราทำความดี ด้วยหัวใจ”

วันที่ 24 ก.ค. 2561 พระเทพคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร รองเจ้าคณะภาค 14 กล่าวสัมโมทนียกถา แก่ พ.ต.อ.สุรินทร์ ชาวศรีทอง ผู้กำกับการ กองกำกับการอารักขา 2 พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ กก.อารักขา 2 ในโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 ก.ค. 2561 ณ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

4) บรรพชาถวายในหลวง

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 13.30 น. พระธรรมมังคลาจารย์ (วิ.) เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีบรรพชาสามเณรถวายเป็นพระราชกุศล จำนวน 239 รูป เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา โดยมี พระราชภาวนาพิธาน (วิ.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นผู้ดำเนินงาน และมี สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

พระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร รูปที่ 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559087

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:11 น.

พระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร รูปที่ 6

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ Fb ผ้าขี้ริ้ว ผ้าขี้ริ้ว

ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เมื่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร ได้มีมติแต่งตั้ง พระราชปริยัติกวี ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร คนใหม่

ต่อจาก พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมา 5 สมัย เพราะเจ้าคุณสมจินต์มีคุณสมบัติถึงพร้อมทุกอย่าง ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเป็นนักวิชาการและนักบริหารที่ได้รับการยอมรับและความมีโดดเด่นกว่าใครๆ ในเวลานี้

ความเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอธิการบดีครั้งนี้ สืบเนื่องจาก พระพรหมบัณฑิต ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร มาครบวาระ 4 ปีของสมัยที่ 5 ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า ไม่ต้องการรับการสรรหาตำแหน่งอธิการบดีอีกต่อไป เนื่องจากเห็นว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลานาน 20 ปีแล้ว จึงอยากเห็น มจร เกิดการเปลี่ยนแปลง และคิดว่าโอกาสนี้เหมาะสมที่สุดที่จะวางมือให้ผู้อื่นที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารงานต่อ

จากมติของสภามหาวิทยาลัย มจร เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2561 ทำให้ พระราชปริยัติกวี (สมจินต์) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอธิการบดี มจร รูปที่ 6 โดย 5 รูปที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร ผ่านมา ประกอบด้วย

รูปแรก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้นชุตินฺธโร) วัดสามพระยา (พ.ศ. 2490-2491)รูปที่ 2 สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณณกมหาเถร) วัดจักรวรรดิราชาวาส (พ.ศ. 2491-2496) รูปที่ 3 พระธรรมวรนายก (สมบูรณ์ จนฺทโก)วัดอุดมธานี จ.นครนายก (พ.ศ. 2496-2529)พระราชรัตนโมลี ดร. (นคร เขมปาลี) วัดมหาธาตุ (พ.ศ. 2529-2540) รูปที่ 5 พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส (พ.ศ. 2540-2561)

บวชเรียนนักธรรม-บาลีและวิชาทางโลก

พระครูปริยัติกิตติธำรง, ผศ.ดร. คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มจร ได้เขียนเล่าประวัติพระราชปริยัติกวี (เมื่อครั้งเป็นพระศรีคัมภีรญาณ) ในหนังสือ 33 ปี คณะสังคมศาสตร์ มจร อ่านผลงานพระศรีคัมภีรญาณ ผ่านผลงานนิพนธ์ร่วมสมัย ศรีคัมภีรญาณวิชาการ โดยตั้งชื่อเรื่องว่า “อัตชีวประวัติ พระศรีคัมภีรญาณ, ศ.ดร. ที่ข้าพเจ้ารู้จัก” ไว้ค่อนข้างละเอียด เลยขอสรุปคร่าวๆ ดังนี้

พระราชปริยัติกวี นามเดิมว่า “สมยง” นามสกุล “วันจันทร์” ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “สมจินต์” ในปัจจุบัน เกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2503 ณ บ้านกวางงอย ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

พอจบ ป.4 (ขณะอายุ 12 ปี) ก็ได้บวชเรียนและสอบได้นักธรรมตรีที่วัดบ้านเกิด จากนั้นปี 2517 ได้ย้ายมาอยู่วัดเสาไห้ ต.เสาไห้ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี สอบได้นักธรรมโทและเอก ตามลำดับ ต่อมาปี 2519 ได้ย้ายไปอยู่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี เพื่อเรียนบาลีและสามารถสอบได้ประโยค 1-2 ในปีนั้น

ปี 2520 ได้ย้ายมาอยู่วัดเพลงวิปัสสนา เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ชั่วคราว ก่อนย้ายไปอยู่วัดทองพุ่มพวง ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี และสอบได้ประโยค ป.ธ.3 จากนั้นปี 2521 ได้ย้ายมาอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถึงปัจจุบัน สอบ ป.ธ.4-8 ไม่เคยตก ส่วน ป.ธ.9 ปีแรกสอบไม่ผ่าน แต่ปีที่สอง (พ.ศ. 2528) ก็สอบได้เลย แสดงให้ว่าเป็นผู้ที่เรียนเก่งและมีความขยันตั้งใจอย่างมาก

ในปี 2525 หลังจากที่สอบได้ ป.ธ.7 ก็ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดปากน้ำ โดยมีพระธรรมธีรราชมหามุนี ปัจจุบันคือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากสอบได้ ป.ธ.9 ในปี 2528 ก็เริ่มหันมาเรียนวิชาการทางโลก ปี 2531 จบปริญญาตรี ศึกษาศาสตรบัณฑิต (มัธยมศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปี 2534 จบปริญญาโท สาขาพระพุทธศาสนา มจร จากนั้นเดินทางไปศึกษาปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย (Ph.D. (Pali & Buddhist Studies) BHU, India) และสำเร็จการศึกษาในปี 2537

ชีวิตการทำงาน

ปี 2537 ได้เข้ามาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำกองวิชาการ มจร จากนั้นชีวิตการทำงานก็เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ โดยเป็นรักษาการผู้อำนวยการกองวิชาการ ต่อมาขึ้นเป็นผู้อำนวยการ เป็นรักษาการรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย รักษาการคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยต่อมาปี 2541 เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย (วาระที่ 1) ปี 2545 เป็นวาระที่ 2

จากนั้นปี 2549 เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และนั่งในตำแหน่งนี้อีก 2 วาระ ในปี 2553 และ 2557 โดยในปี 2557 นั้นนั่งรักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (รูปแรก) เป็นกรรมการและเลขานุการสภาวิชาการ มจร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการประจำวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ มจร และปี 2558-ปัจจุบัน ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ล่าสุดปี 2561 ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร รูปที่ 6

สมณศักดิ์และตำแหน่งวิชาการ

ปี 2551 ได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญที่ พระศรีคัมภีรญาณ ต่อมาปี 2559 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชปริยัติกวี ขณะที่ตำแหน่งทางวิชาการ ปี 2542 เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สังกัดคณะพุทธศาสตร์ มจร ปี 2548 เป็นรองศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สังกัดคณะพุทธศาสตร์ มจร และปี 2559 เป็นศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สังกัดคณะพุทธศาสตร์ มจร

ผลงานทางวิชาการ

มีทั้งผลงานแปลและแต่งหนังสือทางวิชาการ อาทิ พัฒนาการแห่งพุทธจริยศาสตร์ พัฒนาการแห่งความคิดแบบอินเดียโบราณ กรรมและการเกิดใหม่ พุทธทัศนะเบื้องต้น ปรัชญาแห่งนาคารชุน พระพุทธศาสนามหายาน คัมภีร์วิมุตติมรรค ลังกาวตารสูตร บูรณาการพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างพลังบริหาร

ผลงานการเรียบเรียง เช่น คู่มือปฐมสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย คู่มือการเรียนการสอน วิชาแปลไทยเป็นมคธ ป.ธ.5 ประมวลการสอนธรรม โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน พระพุทธศาสนาในจีน ทิเบต เวียดนาม ญี่ปุ่น กฎแห่งความรัก (ปรัชญาความรักในพระพุทธศาสนา)

บทความทางวิชาการ อาทิ บทวิเคราะห์วัชรยาน ตอนที่ 1-5 (บทความทางวิชาการ) นาคารชุนกับปัญหาว่าด้วยกาล ภาวะและอภาวะ แนะนำพระวินัยปิฎก ปรัชญามาธยมิกะ สืบค้นตรรกวิทยาในพระไตรปิฎกและวรรณกรรมพระพุทธศาสนา วิพากษ์ทางสายกลางของอริสโตเติลกับมัชฌิมาปฏิปทาในพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นต้น

งานวิจัย เช่น การศึกษาวิเคราะห์หลักจริยศาสตร์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา พจนานุกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บูรณาการพุทธธรรมเพื่อเพิ่มพลังบริหาร

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/558418

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

โดยสมาน สุดโต

เรื่องราวประวัติศาสตร์ในวัดสามปลื้ม หรือ วัดจักรวรรดิราชาวาส เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร มีให้ติดตามหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเขตพุทธาวาส มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ด้วยว่าเป็นวัดที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่รัชกาลที่ 3 ทรงเรียกว่าพี่บดินทร์ เป็นผู้ปฏิสังขรณ์ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงที่เขตพุทธาวาสมีอนุสาวรีย์ เจ้าพระยาบดินทรเดชาประดิษฐานอยู่อนุสาวรีย์นั้นเป็นรูปหล่อ นั่งในท่าวางอำนาจ เรียกว่า ราชลีลาสนะ (Rajalila asana) ประดิษฐานในศาลาทรงงาม ข้างมณฑปพระพุทธบาท ท่านเจ้ามา ติดกับสระจระเข้ ที่มีอยู่ 2 ตัวในปัจจุบัน

หนังสือประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก และแม่ทัพใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเปิดอนุสาวรีย์และชื่อค่าย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ของ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 2 อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2527 เล่าความเป็นมาของการสร้างรูปหล่อนี้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรุงเทพฯ เมื่อองค์หริรักษ์ (นักองค์ด้วง) พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ทราบว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ถึงอสัญกรรมแล้ว องค์หริรักษ์ระลึกถึงบุญคุณที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา ได้เคยช่วยเหลือปราบปรามหมู่ปัจจามิตร ทั้งช่วยจัดราชการเมืองเขมรให้ราบคาบเรียบร้อยตลอดมา จึงสั่งสร้างเก๋งขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่ใกล้วัดโพธารามในเมืองอุดงมีชัย (เมืองหลวงเก่าเขมร) แล้วให้พระภิกษุชาวเขมรช่างปั้นฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น ปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ด้วยปูนเพชร และกอปรการกุศล มีสดับปกรณ์เป็นต้นปีละครั้ง ที่เก๋งนี้ ชาวเขมรเรียกว่า “รูปองค์บดินทร์” ตลอดมาจนบัดนี้รูปนี้สร้างขึ้นในราวปีจอ พ.ศ. 2392

ส่วนรูปหล่อที่วัดจักรวรรดิราชาวาส นั้น พระพุฒาจารย์ (มา) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส เมื่อยังเป็นพระมงคลเทพมุนี ได้ให้คนไปวาดเขียนถ่ายอย่างรูปปั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองเขมร มาให้นายเล็กช่างหล่อจัดการหล่อขึ้น

ขณะที่ปั้นหุ่นรูปได้อาศัยช่างเขียน และท่านทองภรรยาเจ้าพระยายมราช (แก้ว) ซึ่งมีอายุทันได้เห็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา ช่วยกันติชมแก้ไขจนเห็นว่าเหมือนเจ้าพระยาบดินทรเดชาแล้ว จึงได้จัดการหล่อขึ้น ประจวบกับพระพุฒาจารย์มีอายุครบ 5 รอบ (60 ปี) จึงได้รวมทำพิธีฉลองอายุในคราวเดียวกัน รูปนี้หล่อขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2441 กับ พ.ศ. 2447

ในด้านศาสนานั้น นอกจากปฏิสังขรณ์วัดสามปลื้ม ปัจจุบันคือ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ปฏิสังขรณ์วัดพรหมสุรินทร์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่ว่าวัดปรินายก (กรุงเทพมหานคร) ปฏิสังขรณ์วัดช่างทอง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านผู้หญิงฟักผู้เป็นมารดาได้สร้างไว้ อยู่ที่เกาะเรียน จ.พระนคร ศรีอยุธยา ปฏิสังขรณ์วัดวรนายกรังสรรค์ (เขาดิน) จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างวัดตึก ปัจจุบันคือ วัดเทพลีลา พระอารามหลวง ย่านรามคำแหง ยกที่บ้านถวายเป็นวัด สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญเสนาสนะพร้อม มีชื่อว่าวัดชัยชนะสงคราม แต่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าวัดตึก (สี่แยกวัดตึก กรุงเทพมหานคร)จนทุกวันนี้

ปีที่กลับจากเขมรมานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา มีอายุย่าง 71 ปี แต่ก็ยังเข้มแข็งสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ต่อมาจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392 ก็ถึงแก่อสัญกรรมที่บ้านริมคลองโอ่งอ่าง (บริเวณเชิงสะพานหันกับบ้านดอกไม้) ด้วยอหิวาตกโรค ซึ่งระบาดชุกชุมในปีนั้นรุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2393 จึงได้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศ

ในเขตพุทธาวาส ยังมีพระวิหารที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แต่ถึงรัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ส่งคืนกลับไปยังหลวงพระบาง เมื่อ พ.ศ. 2409 วิหารนั้นปัจจุบันจึงเป็นที่ประดิษฐานพระนาก

นอกจากนั้นก็มีพระอุโบสถ และวิหารถัดออกไปด้านหลังจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธฉาย อันพระพุทธฉายนี้ มีผู้ท่องเที่ยววัดโพสต์ข้อความในพันทิปดอตคอม (หลายปีมาแล้ว) ว่า

ต่อเนื่องจากพระวิหารเจดีย์เป็นภูเขาพระฉาย เป็นเขาจำลองขนาดย่อม ลักษณะเดียวกับเขามอ ใช้ตุ่มไหเป็นแกนโบกปูนทับ เป็นที่สักการะพระฉาย ที่ผนัง ลักษณะพระฉายทำเป็นเงาพระพุทธรูปยืนสีดำเว้าเข้าไป

(โดย) เขียนองค์พระพุทธรูปลงบนกระจกที่เคยเป็นกระจกเงาบานใหญ่สำหรับใช้ในการแต่งกายของเจ้าพระยายมราช

ผู้ที่โพสต์ในพันทิปดอตคอม บ่นว่า สถานที่ที่กล่าวมานั้น ขาดการดูแล กลายเป็นที่เก็บของ ดูรกรุงรัง ไม่น่าดู ผม(ผู้ที่โพสต์) พยายามเก็บภาพส่วนที่ดูไม่รกนักมาให้ดูกัน จึงดูพระฉายยังมีสีสมบูรณ์

เมื่อผู้เขียนเข้าไปต้นเดือน ก.ค. นี้ บางส่วนของพระฉายถูกปิดทอง จนเสียศิลปะ ความงาม ส่วนความสกปรกยังเหมือนเดิม

สรุปง่ายๆ ว่าขาดการดูแล และการทำความสะอาด ถ้าเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่บูรณะวัดให้งดงามมาเห็น จะรู้สึกอย่างไรหนอ เชื่อว่าเจ้าอาวาส พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา) คงให้คำตอบได้

วัดทองบน วัดเล็กๆ แต่อบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/558367

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:10 น.

วัดทองบน วัดเล็กๆ แต่อบอุ่น

โดย วรธาร ทัดแก้ว

อยากเขียนถึง “วัดทองบน” ตั้งแต่ช่วงวิสาขบูชาที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ได้เขียนเลย วันนี้คิดว่าได้โอกาสแล้ว เหตุผลที่อยากเขียนถึงวัดเล็กๆ แห่งนี้ เพราะมีโอกาสได้ไปทำบุญตักบาตรที่วัดในวันวิสาขบูชา วันที่ 29 พ.ค. และตอนค่ำก็ไปเวียนเทียน รู้สึกประทับใจหลายๆ อย่างและชอบบรรยากาศการทำบุญที่วัดทั้งภาคเช้าและภาคค่ำ

วันนี้เลยขอย้อนความประทับใจในการทำบุญที่วัดทองบนในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา เพราะบรรยากาศแบบนี้กำลังจะมาถึงอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. 2561 นั่นคือ วันอาสาฬหบูชา ที่เชื่อว่า วัดทองบน ถนนพระราม 3 วัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา ใกล้สี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ จะมีชาวพุทธเดินทางมาทำบุญเนืองแน่นเช่นเดิม

ภาคเช้าวันนั้นมีพิธีตักบาตรที่ศาลาอเนกประสงค์ของวัด ศาลาขนาดใหญ่ 2 ชั้น แต่จัดทำบุญที่ชั้นล่าง พื้นที่กว้างขวาง โอ่โถง ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีขาว บรรยากาศเย็นสบาย มีเก้าอี้รองรับผู้มาทำบุญราวๆ 300 ตัวด้านหน้าเป็นโซฟาสำหรับใครก็ได้ที่อยากนั่งนุ่มๆ สบายๆ หรือใครชอบนั่งกับพื้นก็ตามอัธยาศัยไม่มีใครว่า

สำหรับชั้น 2 ใช้เป็นที่เรียนนักธรรมและบาลีของพระเณร และใช้เป็นที่พักทำวัตรสวดมนต์ของอุบาสกอุบาสิกาที่มารักษาศีลอุโบสถในวันพระช่วงเข้าพรรษาและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตลอดวันสำคัญอื่นๆ ที่วัดจัดกิจกรรม เช่น จัดปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศลในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น

คำนวณผู้มาทำบุญด้วยสายตาราวๆ 400 คน อยู่จนจบพิธีราวๆ 300 คน เรียกว่า เก้าอี้ทุกตัวที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ไม่มีที่ว่าง ทุกคนพอเข้ามาในศาลาก็เปลี่ยนถ่ายสำรับอาหารใส่ภาชนะที่วัดจัดเตรียมไว้ ส่วนข้าวก็ใส่บาตร ธูปเทียนที่เตรียมมาก็นำไปบูชาพระ เสร็จแล้วนั่งฟังพระสวดถวายพรพระ ถวายภัตตาหาร ฟังเทศน์ รับพร กลับบ้าน

บรรยากาศการทำบุญต้องบอกว่าชวนให้นึกถึงวัดในชนบทหรือวัดต่างจังหวัด ที่พอถึงวันพระและวันสำคัญทางศาสนาชาวบ้านก็จะจูงมือลูกฉุดมือหลานเตรียมอาหารหวานคาว ดอกไม้ธูปเทียนลงไปวัด ทำบุญตักบาตร สมาทานศีล ฟังเทศน์กัน เสร็จแล้วกลับบ้าน พอตอนเย็นก็นำดอกไม้ธูปเทียนมาเวียนเทียนที่วัดอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่ประทับใจ คือ วัดทองบน เวลามีงานวัดกลับเนืองแน่นด้วยชาวพุทธ ทั้งที่วัดไม่ได้ตั้งอยู่ในชุมชน หน้าวัดติดถนนพระราม 3 ฝั่งตรงข้ามถนนพระราม 3 เยื้องไปอีกหน่อยก็เป็นวัดดอกไม้ ส่วนด้านข้างวัดเป็นคอนโดมิเนียมสูงระฟ้า อีกฝั่งเป็นบริษัทเอกชน นอกจากนี้วัดก็ไม่ได้โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งที่จะเป็นจุดดึงคนเข้าวัดเหมือนอย่างวัดปริวาสราชสงครามที่อยู่ไม่ไกลกันแต่เป็นวัดเกจิดังในอดีตและเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็เป็นพระสายเกจิด้วย แต่เวลามีงานบุญวันสำคัญทางศาสนาผู้คนมาจากทั่วสารทิศพื้นที่วัดที่กว้างขวางก็ดูแคบลง

พระมหาอาทิตย์ อมโร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นมหาเปรียญ 7 ประโยค จบปริญญาตรี พุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บอกว่า คนมาทำบุญและร่วมกิจกรรมที่วัดทองบนส่วนใหญ่มาจากย่านถนนสาธุประดิษฐ์ ถนนพระราม 3 แถวบางคอแหลม บางโคล่ และยานนาวา

“ความที่วัดมีความเงียบสงบ สะอาด อากาศเย็นสบาย ร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาอากาศดีมาก ลมเย็น แถมมีต้นไม้ตั้งเรียงรายให้ร่มเงาหลายต้น ตอนเย็นๆ ผู้คนมักจะขับรถพาลูกหลานมานั่งกินลมชมวิวสองฝั่งเจ้าพระยาและให้อาหารปลาตรงเขื่อนของวัด ซึ่งเขื่อนนี้สร้างขึ้นในสมัยพระครูสุทธิธรรมรักษ์ (รส อุ่มเพชร) เจ้าอาวาสรูปก่อนเนื่องจากสมัยก่อนวัดทองบนถูกน้ำท่วมตลอดเลยท่านจึงสร้างเขื่อนป้องกัน”

ความประทับใจอย่างหนึ่ง คือ วัดทองบนมีการเลี้ยงอาหาร น้ำดื่มประชาชนที่เดินทางมาทำบุญและร่วมกิจกรรมที่วัดทุกวันสำคัญทางศาสนา เรียกได้ว่าใครมาวัดทองบนนอกจากมาทำบุญแล้วยังอิ่มท้องด้วย

“การทำอาหารเลี้ยง เริ่มต้นมาจากหลวงพ่อพระครูสิทธิธรรมรักษ์ ท่านจะให้เงินแม่ครัวไปซื้อขนมจีนมาเลี้ยงญาติโยมในช่วงออกพรรษาทอดกฐิน ทำทุกปี ตอนหลังญาติโยมที่มาทำบุญเห็นหลวงพ่อให้เงินแม่ครัวไปทำอาหารเลี้ยงคนเลยขอทำบุญด้วย จากนั้นมาพอถึงวันสำคัญที่วัดจัดกิจกรรมต่างๆ ญาติโยมก็จะมาแจ้งความประสงค์บริจาคเงินเพื่อทำอาหารเลี้ยงคนตามศรัทธาโดยที่วัดไม่ได้บอกบุญแต่อย่างใด”

อีกความประทับใจคือ ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา วัดทองบนจะเต็มไปด้วยจิตอาสาที่มาช่วยงานวัดมากมาย เช่น ช่วยขายดอกไม้ ธูปเทียน อำนวยความสะดวกให้กับคนที่มาทำบุญ หลังจากเวียนเทียนเสร็จแล้วก็ช่วยเก็บดอกไม้ธูปเทียน ทำความสะอาดสถานที่ เก็บของร่วมกับพระเณรเป็นภาพที่เห็นแล้วประทับใจ

จะสังเกตเห็นว่าจิตอาสาส่วนใหญ่เป็นชาวพม่ามากกว่าคนไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะย่านสาธุประดิษฐ์นั้นมากไปด้วยชาวพม่า และคุณลักษณะที่เด่นชัดของชาวพม่าอย่างหนึ่งที่คนไทยต่างรู้จักดีคือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเขาก็ใส่ใจในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกสาธุชน วัดนี้แม้จะชื่อทองบนแต่ก็ไม่ได้เป็นวัดที่มีเงินเหมือนวัดอื่นๆ แต่ที่วัดพัฒนามาขนาดนี้เพราะบารมีของเจ้าอาวาสรูปก่อน (รูปที่ 7) คือ พระครูสิทธิธรรมรักษ์ (รส อุ่มเพชร) ด้วยเหตุนี้ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้เห็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของท่านที่มีต่อวัด จึงได้สร้างศาลาอุ่มเพชรลักษณะคล้ายมณฑปเพื่อเป็นอนุสรณ์และบูชาคุณ โดยข้างในจะประดิษฐานรูปหล่อของท่านเพื่อให้สาธุชนได้กราบไหว้