สีจิ้นผิงโทษ ‘ประชาธิปไตยแบบตะวันตก’ เป็นต้นเหตุสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685803

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 12:30 น.

สีจิ้นผิงโทษ 'ประชาธิปไตยแบบตะวันตก' เป็นต้นเหตุสงคราม

ผู้นำจีนเผยว่าชาติตะวันตกบางประเทศใช้ประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างก้าวก่ายประเทศอื่น

South China Morning Post รายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เผยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า การส่งเสริมประชาธิปไตยของตะวันตกทำให้เกิดสงคราม ความโกลาหล และการพลัดถิ่นของผู้คนทั่วโลก

คำแถลงการณ์ของสีจิ้นผิงที่เพิ่งเผยแพร่ต่อสาธารณชนในสัปดาห์นี้ระบุว่า ผู้นำจีนกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ประเทศตะวันตกบางประเทศ “บังคับส่งเสริมแนวคิดและระบบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของตะวันตก … โดยใช้ประโยชน์จากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่น

สีจิ้นผิงไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดๆ แต่ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้จีนมักจะกล่าววิจารณ์สหรัฐตรงๆ เกี่ยวกับสงครามในยูเครนและความท้าทายจากกลุ่มตอลีบันที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน รวมทั้งสงครามกลางเมืองในซีเรียและประเด็นด้านความมั่นคงในอิรัก

นิตยสาร Qiushi ของจีนเผยแพร่คำกล่าวทั้งหมดของสีจิ้นผิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าสีจิ้นผิงเผยกับคณะกรรมการกรมการเมืองอีก 24 คนว่า ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีไว้ประดับตกแต่ง

สีจิ้นผิงเผยอีกว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ประเทศตะวันตกบางประเทศต้องเผชิญกับการบางพรรคแบ่งพวกทางการเมือง รัฐบาลละเมิดความไว้วางใจ ความวุ่นวายในสังคม และโรคระบาดที่อยู่เหนือการควบคุม

“การแบ่งขั้วทางการเมือง ช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน และการเป็นปรปักษ์กันทางชาติพันธุ์ได้ทวีความรุนแรงขึ้น การเหยียดเชื้อชาติ ประชานิยม และความหวาดกลัวชาวต่างชาติพบเห็นได้ทั่วไป และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมีความโดดเด่นมากขึ้น”

สีจิ้นผิงยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กรมการเมือง “มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกิจการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ” และเพิ่มอิทธิพลของจีนต่อสถาบันสิทธิมนุษยชนพหุภาคีดังกล่าว

คำกล่าวของสิ้นผิงชวนให้นึกถึงสุนทรพจน์เมื่อปี 2014 ที่เขาบอกเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีกว่า 100 คนให้ “สู้กลับอย่างเด็ดเดี่ยว” เมื่อใดก็ตามที่ต้องเผชิญหน้ากับตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน

“มันน่าพอใจตราบใดที่เรายังทำได้มาตรฐานของจีน และเราไม่จำเป็นต้องดูมาตรฐานของตะวันตก หรือใส่ใจว่าพวกเขาจะตัดสินเราอย่างไร” สีจิ้นผิงกล่าวในขณะนั้น “เมื่อต้องเผชิญกับการชี้นิ้วกล่าวโทษจากประเทศตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนของจีน เราต้องสู้กลับอย่างเด็ดเดี่ยว”

REUTERS/Mark Schiefelbei/Pool

ศรีลังกาอาการหนัก ประชาชนแห่ทำพาสปอร์ตหนีวิกฤตเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685793

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 10:52 น.

ศรีลังกาอาการหนัก ประชาชนแห่ทำพาสปอร์ตหนีวิกฤตเศรษฐกิจ

ศรีลังกาเจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักสุดในรอบ 70 ปีเหลือน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เพียง 5 วันเท่านั้น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ชาวศรีลังกาแห่ทำพาสปอร์ต หวังไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างประเทศ หลังประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี จนขาดแคลนทั้งอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง และยารักษาโรค

ชาวบ้านที่เดินทางไปยังทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการย้ายถิ่นฐานมีทั้งแรงงาน เจ้าของร้าน เกษตรกร ข้าราชการ และแม่บ้าน โดยบางคนต้องไปตั้งแคมป์ค้างคืนกันที่หน้าสำนักงาน เนื่องจากคิวยาวมาก

ข้อมูลของรัฐบาลศรีลังกาพบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้เจ้าหน้าที่ออกพาสปอร์ตแล้ว 288,645 เล่มเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 91,331 เล่ม

เอช.พี. จันดราลัล เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการย้ายถิ่นฐานเผยว่า เจ้าหน้าที่ในสำนักงาน 160 คนต้องทำงานกันอย่างหนักจนเหนื่อยล้า เนื่องจากมีการขยายเวลาการทำงานและเพิ่มจำนวนการออกพาสปอร์ตขึ้นเป็น 3 เท่า โดยแต่ละวันมีผู้คนมียื่นคำขอกว่า 3,000 คน

ส่วนระบบคำขอออกพาสปอร์ตออนไลน์ติดขัดมาหลายเดือนแล้ว ทำให้ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถนัดหมายล่วงหน้า

“การจัดการกับประชาชนเป็นเรื่องยากมาก เพราะพวกเขาหงุดหงิดและไม่เข้าใจว่าระบบไม่พร้อมรองรับความต้องการมากขนาดนี้ พวกเขาเลยไม่พอใจและโทษพวกเรา แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้” จันดราลัลเผย

ทั้งนี้ ศรีลังกาซึ่งมีประชากรราว 22 ล้านคนกำลังขาดแคลนอาหาร แก๊สหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง และยารักษาโรค หลังจากการบริหารจัดการเศรษฐกิจผิดพลาดและการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอ

ค่าเงินที่ลดลง เงินเฟ้อสูงกว่า 33% และความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อผลักให้ชาวศรีลังกาพากันหาทางออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ การเร่งรีบทำพาสปอร์ตของชาวศรีลังกาหลายคนยังถูกกระตุ้นโดยคำเตือนของนายกรัฐมนตรี รานิล วิกรมสิงเห ที่ว่าจะเกิดวิกฤตอ้านอาหารในศรีลังกาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ด้าน กาญจนา วิเจเสเขรา รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเผยว่า ศรีลังกาจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงพอใช้อีกเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น เนื่องจากศรีลังกาไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค้างจ่าย 725 ล้านเหรียญสหรัฐและไม่สามารถเปิด Letter of Credit เพื่อซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม

REUTERS/Dinuka Liyanawatte

คลิประบำเปลื้องผ้าโผล่กลางถ่ายทอดสดพิจารณาคดีผู้นำเปรู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685743

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

คลิประบำเปลื้องผ้าโผล่กลางถ่ายทอดสดพิจารณาคดีผู้นำเปรู

คลิปนักเต้นระบำเปลื้องผ้าหลุดระหว่างถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีผู้นำเปรู

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ระหว่างการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีคอร์รัปชันของ ประธานาธิบดี เปโดร กัสติลโญ ของเปรู จู่ๆ ก็มีคลิปนักเต้นระบำเปลื้องผ้า ริการ์โก มิลอส ชาวบราซิลปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

ซามูเอล โรฮาส พนักงานอัยการเผยว่า “พวกเขาโชว์ภาพที่อนาจารมากๆ”

คลิปวาบหวิวปรากฏขึ้นในขณะที่โรฮาสกำลังกล่าวสรุปเหตุผลที่ควรสอบสวนผู้นำเปรู

การพิจารณาคดีถูกถ่ายทอดสู่สาธารณะโดยช่องทีวีของศาล โดยภายหลังคลิปของนักเต้นระบำเปลื้องผ้าถูกแชร์อย่างกว้างขวางในทวิตเตอร์

ผู้พิพากษาศาลฎีกากำลังพิจารณาคำร้องขอยกเลิกการสอบสวนว่าประธานาธิบดีเปรูเป็นแกนนำในการคอร์รัปชันร่วมกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร ฮวน ซิลวา ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี

คลิปวาบหวิวของมิลอสปรากฏผ่านบัญชีผู้ใช้ของ เบนจี เอสปิโนซา หนึ่งในทีมทนายความของกัสติลโญ ส่งผลให้ต้องหยุดการพิจารณาชั่วคราว

เอสปิโนซาปฏิเสธความรับผิดชอบต่อคลิปวิดีโอดังกล่าวและบอกว่าเขาคือเหยื่อของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

เอสปิโนซาเผยกับ Reuters ทางโทรศัพท์ว่า “คลิปวิดีโอซึ่งมาจากบัญชีของผมปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งผมปฏิเสธ” โดยเขาได้ยื่นฟ้องต่อศาลในกรณีนี้แล้ว และอ้างว่าเหตุการณ์ผิดคิวครั้งนี้ “แสดงให้เห็นว่าระบบเสมือนจริงของศาลถูกโจมตีได้ง่าย”

JUSTICIA TV/Handout via REUTERS TV

บิล เกตส์ วิจารณ์คริปโตเป็น ‘ทฤษฎีคนโง่กว่า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685737

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 15:00 น.

บิล เกตส์ วิจารณ์คริปโตเป็น 'ทฤษฎีคนโง่กว่า'

บิล เกตส์ วิจารณ์คริปโต-NFTs คือทฤษฎีคนโง่กว่า (Greater fool theory)

บิล เกตส์ นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก เจ้าของทรัพย์สิน 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แสดงจุดยืนชัดเจนมาตลอดว่าเขาไม่ใช่แฟนตัวยงของคริปโตเคอร์เรนซี และ NFTs

CNN รายงานว่าเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา บิล เกตส์กล่าวในที่ประชุม TechCrunch และจุดยืนของเขาก็ยังคงชัดเจน

“แนวโน้มสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านั้นอิงตามทฤษฎีคนโง่กว่าแบบ 100%” บิล เกตส์กล่าว โดยอ้างถึงแนวคิดที่ว่านักลงทุนสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ไร้ค่า ทำให้มันมีมูลค่าสูงลิบเมื่อนักลงทุนยินดีที่จะจ่ายในราคาแพง

ทั้งนี้ ทฤษฎีคนโง่กว่า หรือ Greater fool theory หมายถึงการที่มีคนยอมซื้อสินทรัพย์ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน ซึ่งจะถูกเรียกว่า Fool และมีคนที่ยอมซื้อมันต่อในราคาที่แพงขึ้นอีก เพื่อหวังผลกำไรที่มากขึ้นในอนาคต ก็จะถูกเรียกว่า Greater fool หรือคนโง่กว่านั่นเอง

เหมือนกับกระแส “คลั่งทิวลิป” (Tulip mania) เมื่อเกือบ 400 ปีก่อนที่ทำให้เกิดฟองสบู่แตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก

“ผมชอบการลงทุนแบบเก่ามากกว่า ผมเคยชินกับฟาร์มที่มีผลผลิต หรือบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์” เกตส์เน้นย้ำจุดยืนของเขาที่ก่อนหน้านี้เคยเผยว่าเขาชอบลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่า มูลค่าที่ขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่มูลค่าของคริปโตเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นคิดขึ้นมาว่าต้องจ่ายเท่าไร มันจึงไม่เหมือนกับการลงทุนอื่นๆ

ความคิดเห็นของเกตส์มีขึ้นในขณะที่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Bitcoin คริปโตอันดับหนึ่งซึ่งขณะนี้มีราคาอยู่ที่ 21,912 เหรียญสหรัฐ หลังทำออลไทม์ไฮที่ 69,000 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว

ขณะที่ Coinbase บริษัทซึ่งให้บริการแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลประกาศว่ากำลังเลิกจ้างพนักงาน 18% เนื่องจากตลาดอยู่ในช่วงขาลง

ก่อนหน้านี้เกตส์เคยกล่าวกับ Bloomberg เกี่ยวกับการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีโดยอ้างถึงมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลกว่า “ถ้าคุณมีเงินน้อยกว่าอีลอน มัสก์ คุณก็ควรระวัง”

นอกจากนี้ เกตส์ยังเสียดสีว่า “ภาพลิงดิจิทัลคงจะช่วยปรับปรุงโลกนี้ได้อย่างมาก” เกตส์กล่าวโดยอ้างถึง คอลเลกชั่น Bored Ape Yacht Club ซึ่งเป็น NFTs ที่ได้รับความนิยมอย่างมากและมีการซื้อขายกันในราคาสูง

ทั้งนี้ NFTs หรือ Non-fungible tokens เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ใช้บล็อกเชนเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี ทว่า ต่างกันตรงที่แต่ละโทเคนจะมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนได้ โดยอาจมาในรูปแบบของภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟิก เพลง คลิปวิดีโอ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ ในรูปแบบดิจิทัล

โดยส่วนใหญ่สร้างขึ้นบนเครือข่าย Ethereum ซึ่งหลายชิ้นมีราคาสูงอย่างมาก อาทิ Everydays: The First 5000 Days ซึ่งทำยอดขายสูงถึง 69.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และทวีตแรกของแจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอทวิตเตอร์ขายไปได้ในราคาสูงถึง 2.9 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ข้อความสั้นๆ นักวิจารณ์จึงมองว่า NFTs เป็นเพียงวัตถุเก็งกำไรและไม่มีมูลค่าที่แท้จริง

Christie’s is proud to offer “Everydays – The First 5000 Days” by @beeple as the first purely digital work of art ever offered by a major auction house. Bidding will be open from Feb 25-Mar 11.Learn more here https://t.co/srx95HCE0o | NFT issued in partnership w/ @makersplaceco pic.twitter.com/zymq2DSjy7— Christie’s (@ChristiesInc) February 16, 2021

just setting up my twttr— jack (@jack) March 21, 2006

Photo by REUTERS/Joshua Roberts

สีจิ้นผิงบอกปูตินว่าจีนพร้อมช่วยแก้วิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685733

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 14:10 น.

สีจิ้นผิงบอกปูตินว่าจีนพร้อมช่วยแก้วิกฤตยูเครน

ผู้นำจีนประกาศปักกิ่งยึดจุดยืนอิสระกรณียูเครนและพร้อมช่วยปูตินแก้วิกฤต

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานโดยอ้างสำนักข่าวกลางของจีนว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน แสดงความพร้อมที่จะช่วยแก้ไขวิกฤตในยูเครน

“ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องแสดงท่าทีด้วยความรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาวิกฤตในยูเครนอย่างถูกต้อง” สีจิ้นผิงกล่าว “จีนพร้อมจะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไป”

สีจิ้นผิงอธิบายว่า จีนยึดจุดยืนอิสระในกรณียูเครนโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงและความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ “เรามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการรักษาสันติภาพในระดับโลก ในทำนองเดียวกัน เรามีส่วนช่วยในการรักษาระเบียบเศรษฐกิจในโลกให้มีเสถียรภาพ”

Photo by Alexei Druzhinin / SPUTNIK / AFP

รัสเซียและสหรัฐอยู่ในจุดที่’เผชิญหน้าอย่างร้อนแรงมาก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685728

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 13:35 น.

รัสเซียและสหรัฐอยู่ในจุดที่'เผชิญหน้าอย่างร้อนแรงมาก'

รัสเซียและสหรัฐฯ อยู่ใน ‘จุดเผชิญหน้าที่ร้อนแรงมาก’ สำนักข่าว RIA อ้างคำกล่าวของโฆษกเครมลิน

สำนักข่าว RIA กล่าวโดยอ้างโฆษกของรัฐบาลรัสเซีย ดมิทรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) กล่าวว่ามอสโกและวอชิงตันอยู่ใน “จุดเผชิญหน้าที่ร้อนแรงมาก” 

เปสคอฟกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่ารัสเซียและสหรัฐอเมริกาต้องหารือเกี่ยวกับการขยายสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ หรือ START

ทั้งนี้ START I (สนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์) เป็นสนธิสัญญาทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตว่าด้วยการลดและจำกัดอาวุธยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์ สนธิสัญญาลงนามเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2537 สนธิสัญญาห้ามผู้ลงนามในการใช้หัวรบนิวเคลียร์มากกว่า 6,000 หัวและขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) และเครื่องทิ้งระเบิดรวม 1,600 ลูก

สนธิสัญญาหมดอายุเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2553 สนธิสัญญา New START แทนที่ START I ได้ลงนามในกรุงปรากโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยารัก โอบามา และประธานาธิบดีของรัสเซีย คือ ดมิทรี เมดเวเดฟ ภายหลังการให้สัตยาบันโดยวุฒิสภาสหรัฐและสหพันธรัฐรัสเซีย สนธิสัญญามีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2554 ขยายการลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของอเมริกา โซเวียต หรือรัสเซียจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สนธิสัญญาเรียกร้องให้ลดจำนวนเครื่องยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ลงครึ่งหนึ่ง ระบอบการตรวจสอบและการตรวจสอบใหม่จะถูกจัดตั้งขึ้นแทนที่กลไก SORT (สนธิสัญญามอสโก สนธิสัญญาลดอาวุธเชิงกลยุทธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2546 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เมื่อถูกแทนที่โดยสนธิสัญญา New START)

แต่สนธิสัญญา New START ไม่ได้จำกัดจำนวนของหัวรบนิวเคลียร์ที่ไม่ได้ใช้งานในการปฏิบัติงานที่สามารถสะสมได้ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก 

Photo – Library of Congress/Handout via Reuters

ยานฉางเอ๋อ 5 ของจีนยืนยันพบน้ำบนดวงจันทร์จริงๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685724

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 12:32 น.

ยานฉางเอ๋อ 5 ของจีนยืนยันพบน้ำบนดวงจันทร์จริงๆ

ตัวอย่างหินดวงจันทร์ที่ยานฉางเอ๋อ 5 ของจีนเก็บกลับโลกเป็นหลักฐานสำคัญว่ามีน้ำบนดวงจันทร์

สำนักข่าว IFLScience รายงานว่า ยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ 5 ของจีนยืนยันพบน้ำบนดวงจันทร์โดยเป็นน้ำที่มาจากชั้นในของดวงจันทร์เอง

ก่อนหน้านี้เราพบหลักฐานว่ามีน้ำอยู่บนดวงจันทร์โดยอยู่ในน้ำแข็งที่อยู่ลึกลงไปในแอ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในความมืด แต่ตอนนี้ยานฉางเอ๋อ 5 ของจีนได้แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่น้ำมีอยู่จริงเท่านั้น แต่ยังพบแหล่งกำเนิดของน้ำว่าส่วนใหญ่มาจากภายในดวงจันทร์ด้วย

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Naturee Communications เป็นหลักฐานทางห้องปฏิบัติการแรกที่ดำเนินการบนโลกและบนดวงจันทร์ว่ามีน้ำอยู่บนดวงจันทร์ตามธรรมชาติ

ตัวอย่างที่ส่งกลับมายังโลกเมื่อช่วงปลายปี 2020 เผยให้เห็นการมีอยู่ของกลุ่มไฮดรอกซิล (อะตอมของออกซิเจนและไฮโดรเจนที่เกาะติดกัน) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่พบบ่อยที่สุดจากปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับน้ำ

ทีมวิจัยไม่พบละอองของน้ำภายในหินตัวอย่าง แต่พบสารเคมีที่เทียบเท่ากับการเกิดควันจากเปลวไฟ ยานฉางเอ๋อ 5 อยู่ในมหาสุทรพายุ หรือแอ่งกว้างใหญ่บนดวงจันทร์ที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิด แต่ปริมาณของไฮดรอกซิลในพื้นหินบะซอลต์ขนาดใหญ่นี้มีเพียง 30 ส่วนในล้าน

หลี่ชุนไหล จากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ของสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์ (NAOC) หนึ่งในผู้เขียนผลการวิจัยระบุในแถลงการณ์ว่า “เป็นครั้งแรกในโลกที่ผลการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของตัวอย่างดวงจันทร์และข้อมูลสเปกตรัมจากการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ในแหล่งกำเนิดถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อตรวจสอบการมีอยู่ รูปแบบ และปริมาณของ ‘น้ำ’ ในตัวอย่างดวงจันทร์”

“ผลลัพธ์ตอบคำถามเกี่ยวกับลักษณะการกระจายและแหล่งที่มาของน้ำในพื้นที่ลงจอดของฉางเอ๋อ 5 ได้อย่างแม่นยำ และให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงสำหรับการตีความและการประมาณค่าสัญญาณน้ำในข้อมูลการสำรวจระยะไกล”

ทีมวิจัยย้ำว่า สภาพระหว่างการเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์โดยตรงที่ดำเนินการโดยฉางเอ๋อ 5 บนดวงจันทร์นั้นแห้งมาก อุณหภูมิผิวดินสูงกว่า 90 องศาเซลเซียส เนื่องจากเป็นช่วงเกือบเที่ยงของดวงจันทร์ในพื้นที่ที่สำรวจ

นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับช่วงที่มีลงสุริยะต่ำ กระแสอนุภาคจากดวงอาทิตย์สามารถสร้างไฮดรอกซิลบนดวงจันทร์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการพิสูจน์จากทั้งฉางเอ๋อ 5 และการเก็บตัวอย่างของนักบินอวกาศของนาซาในภารกิจอะพอลโล ทว่าภารกิจของจีนสามารถระบุได้ว่าน้ำในหินเหล่านี้มาจากภายในดวงจันทร์

หลี่เผยว่า “ไฮดรอกซิลส่วนเกินนี้เป็นของดั้งเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นการปรากฏตัวของน้ำภายในที่มีต้นกำเนิดจากดวงจันทร์ในตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ของฉางเอ๋อ 5 และน้ำนั้นมีบทบาทสำคัญในการก่อตัวและการตกผลึกของแม็กมาหินบะซอลต์จากภูเขาไฟบนดวงจันทร์”

การสำรวจแหล่งน้ำบนดวงจันทร์และแหล่งที่มาทำให้ทีมวิจัยได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อตัวและวิวัฒนาการของดวงจันทร์ รวมถึงระบบสุริยะ

AFP / China National Space Administration (CNSA) via CNS

จีนตรวจพบสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวจริงหรือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685721

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 12:00 น.

จีนตรวจพบสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวจริงหรือ

จีนพบสัญญาณปริศนาจากนอกโลก ผู้เชี่ยวชาญแย้งอาจเป็นเพียงสัญญาณวิทยุรบกวน

SPACE รายงานว่าสืบเนื่องจากรายงานฉบับหนึ่งที่เผยแพร่โดย Science and Technology Daily ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐบาลจีน ทำให้บนโลกออนไลน์ขณะนี้เต็มไปด้วยข่าวลือว่าจีนอาจได้รับสัญญาณบางอย่างจากมนุษย์ต่างดาว

จาง นักวิทยาศาสตร์หัวหน้าทีมค้นหาอารยธรรมนอกโลกที่ร่วมก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยครูแห่งปักกิ่ง, หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติ และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวว่าจีนพบสัญญาณที่น่าสนใจ 2 ชุดในปี 2020 ขณะกำลังกลั่นกรองข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทัศน์ Sky Eye กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่ในกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณจากอารยธรรมต่างดาว

นอกจากนี้ยังเผยว่าพบสัญญาณที่น่าสงสัยอีกสัญญาณในปี 2022 จากข้อมูลการสังเกตของเป้าหมายดาวเคราะห์นอกระบบ อย่างไรก็ตาม จางเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่สัญญาณดังกล่าวอาจเป็นผลจากสัญญาณรบกวนทางวิทยุ

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวถูกลบออกจากเว็บไซต์ของ Science and Technology Daily แล้ว แต่ถูกพูดถึงอย่างมากบน Weibo โซเชียลมีเดียของจีน ขณะที่สื่ออื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศหยิบยกขึ้นมารายงาน

SPACE ได้พูดคุยกับแดน เวอร์ธิเมอร์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ SETI (search for extraterrestrial intelligence) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งทำงานร่วมกับทีมวิจัย SETI ของมหาวิทยาลัยครูแห่งปักกิ่ง

เวอร์ธิเมอร์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าสัญญาณดังกล่าวมาจากอารยธรรมมนุษย์ต่างดาว โดยชี้ว่าเป็นเพียงสัญญาณวิทยุรบกวน ซึ่งเรียกกันว่า RFI (radio frequency interference) อาจมาจากโทรศัพท์มือถือ เครื่องส่งสัญญาณโทรทัศน์ เรดาร์ ดาวเทียม ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ใกล้กับหอดูดาวที่ผลิตสัญญาณวิทยุ

“สัญญาณทั้งหมดที่ตรวจพบโดยนักวิจัยของ SETI จนถึงตอนนี้สร้างขึ้นโดยอารยธรรมมนุษย์เอง ไม่ใช่อารยธรรมอื่น” เวอร์ธิเมอร์กล่าว พร้อมเสริมว่าการสำรวจ SETI ในปัจจุบันมีความยากขึ้นเนื่องจากมีคลื่นสัญญาณรบกวนจากการสร้างเครื่องส่งสัญญาณและดาวเทียมที่มากขึ้น และในอนาคตอาจต้องมีการติดตั้งกล้องโทรทัศน์บนดวงจันทร์เพื่อปกป้องคลื่นสัญญาณรบกวน

Photo by AFP PHOTO / STR / China OUT

Bitcoin ยังร่วงต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญเตือนยังไม่หยุดแค่นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685691

วันที่ 15 มิ.ย. 2565 เวลา 17:03 น.

Bitcoin ยังร่วงต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญเตือนยังไม่หยุดแค่นี้

ตลาดคริปโตดิ่งต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญเตือนยังร่วงได้มากกว่านี้

วันที่ 15 มิ.ย. Reuters รายงานว่าราคา Bitcoin ยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ที่ 20,169 เหรียญสหรัฐ สู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2020 ท่ามกลางการเทขายจากนักลงทุน ขณะที่ Celsius แพลตฟอร์มรับฝากและกู้ยืมคริปโตเคอร์เรนซีประกาศระงับบริการถอนและโอนคริปโตเป็นการชั่วคราว

รายงานระบุว่า Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกร่วงลงไปประมาณ 70% นับตั้งแต่ทำออลไทม์ไฮที่ 69,000 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

ในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.75% หลังอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี

ประกอบกับภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 เดือน และการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีน

ขณะที่ธนาคารโลกเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยหลายประเทศมีแนวโน้มที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลอดจนเตือนถึงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อพุ่ง (Stagflation) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1970

ตามรายงานของ Digital Asset Manager CoinShares ระบุว่ากองทุนคริปโตมีการไหลออก 102 ล้านเหรียญสหรัฐในสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อนโยบายของธนาคารกลางที่เข้มงวดขึ้น

ขณะที่ CoinMarketCap รายงานว่ามูลค่าของคริปโตทั่วโลกลดลงเหลือต่ำกว่า 900,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากจุดสูงสุดที่ 2.97 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเดือนพ.ย.

“ระลอกคลื่นในตลาดยังไม่หยุดแค่นี้ โชคไม่ดีนักที่เกมยังไม่จบ” Scottie Siu ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ Axion Global Asset Management ในฮ่องกงเตือน

ขณะที่ Scott Minerd ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Guggenheim กล่าวกับ CNBC โดยมองว่า Bitcoin อาจร่วงลงเหลือ 8,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ด้านสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ซึ่งมีแนวโน้มเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับ Bitcoin ก็ร่วงลงเช่นกัน โดยEthereum คริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่เป็นอันดับสองร่วงลงกว่า 14% อยู่ที่ 1,030 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือน

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ดอลลาร์พุ่งสูงสุดในรอบสองทศวรรษ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685716

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 10:25 น.

ดอลลาร์พุ่งสูงสุดในรอบสองทศวรรษ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75%

เงินดอลลาร์พุ่งระดับสูงสุดในรอบ 20 ปีในวันพฤหัสบดีหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

สำนักข่าวรอยเตอร์ – ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นราคาพื้นฐาน 0.75อีกหลายครั้งเพราะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้นใหม่เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของสหรัฐเพิ่มขึ้น แต่ก็อ่อนค่าลงหลังจากการแถลงข่าวของประธานเจอโรม พาวเวลล์

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ซึ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษที่ 105.79 เมื่อวันพุธ ซื้อขายที่ 104.84 ในเอเชีย

“การเพิ่มขึ้น 75 จุดพื้นฐานของวันนี้ ถือว่ามากผิดปกติ” พาวเวลล์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

“ผมไม่คาดหวังว่าการเคลื่อนไหวขนาดนี้จะเป็นเรื่องปกติ” เขากล่าวแม้ว่าจะเพิ่มว่าในเดือนหน้าอาจมีการปรับขึ้น 50 จุด หรือ 75 จุด

สมาชิกเฟดยังปรับเพิ่มประมาณการขึ้นอย่างมากสำหรับจุดสูงสุดของอัตราเงินกองทุน โดยค่ามัธยฐานอยู่ที่ประมาณ 3.8% ในปี 2566 ซึ่งสูงกว่าระดับสูงสุด 2.8% ที่พวกเขาเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์จาก ANZ Bank ระบุในหมายเหตุว่า “เมื่อเทียบกับการกำหนดราคาในตลาดของกองทุนเฟดที่ประมาณ 3.75% ภายในสิ้นปีนี้ ความคิดเห็นของ (ของพาวเวลล์) ทำให้ตลาดสงบลงและส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์”

“ความผันผวนที่คลี่คลายบางส่วนมีแนวโน้มว่าจะคลี่คลายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากการคาดการณ์นโยบายของสหรัฐฯ กลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง แต่เฟดยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก… กลุ่มที่มีความต้องการการลงทุนที่มีความเสี่ยงถอนหายใจด้วยความโล่งอก – มาดูกันว่ามันจะยืนยาวหรือไม่”

ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อยแล้วในเช้าวันพฤหัสบดี เนื่องจากน้ำเสียงของเฟดตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความพยายามของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นสองเท่าให้ใกล้ศูนย์

เยนล่าสุดซื้อขายที่ 134.39 ต่อดอลลาร์หลังจากพบระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปีที่ 135.60 ในวันพุธ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นจะประชุมกันในวันศุกร์นี้

Photo – REUTERS/Florence Lo/Illustration