กลาโหมสหรัฐชี้ จีนมีท่าที ‘คุกคามและก้าวร้าว’ มากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685438

วันที่ 12 มิ.ย. 2565 เวลา 13:11 น.

กลาโหมสหรัฐชี้ จีนมีท่าที 'คุกคามและก้าวร้าว' มากขึ้น

สหรัฐฯ จะทำหน้าที่จัดการความตึงเครียดกับจีนและป้องกันความขัดแย้ง แม้ว่าปักกิ่งจะก้าวร้าวมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงบริเวณใกล้ไต้หวัน ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์

รอยเตอร์ – ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตึงเครียดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 2 แห่งเผชิญหน้ากันในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ไต้หวันและสิทธิมนุษยชนของจีน ไปจนถึงกิจกรรมทางทหารในทะเลจีนใต้

ในการประชุมระหว่างออสตินและเว่ยเฟิ่งเหอ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของจีนเมื่อวันศุกร์ ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำว่าพวกเขาต้องการจัดการความสัมพันธ์ของพวกเขาให้ดีขึ้น แม้ว่าจะไม่มีสัญญาณของการพัฒนาใดๆ ในการแก้ไขความแตกต่าง

ออสติน กล่าวในงานเสวนา Shangri-La Dialogue ซึ่งเป็นงานชุมนุมด้านความมั่นคงระดับแนวหน้าของเอเชีย ว่าสหรัฐฯ จะยังคงยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตร รวมทั้งไต้หวัน

“นั่นสำคัญอย่างยิ่งเมื่อ PRC (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ใช้วิธีการที่บีบบังคับและก้าวร้าวมากขึ้นในการอ้างสิทธิ์ในดินแดนของตน” เขากล่าว

จีนอ้างว่าไต้หวันเป็นของตน และให้คำมั่นว่าจะยึดครองโดยการใช้กำลังหากจำเป็น

ออสตินกล่าวว่ามีจำนวนการเผชิญหน้าในลัษณะที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมืออาชีพระหว่างเครื่องบินจีนกับเรือของประเทศอื่น ๆ เพิ่มขึ้นในระดับที่ “น่าตกใจ” 

เครื่องบินรบของจีนได้สกัดกั้นเครื่องบินสอดแนมของกองทัพออสเตรเลียในเขตทะเลจีนใต้เมื่อเดือนพฤษภาคม และกองทัพของแคนาดากล่าวหาว่าเครื่องบินรบของจีนล่วงละเมิดเครื่องบินลาดตระเวนของตน ขณะที่พวกเขาเฝ้าติดตามการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรของเกาหลีเหนือ

ไต้หวันร้องเรียนมานานหลายปีแล้วที่ปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเข้าไปในเขตระบุการป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งไม่ใช่น่านฟ้าอาณาเขต แต่เป็นพื้นที่กว้างๆ ที่พวกเขาเฝ้าติดตามภัยคุกคาม ออสตินกล่าวว่าการบุกรุกเหล่านี้เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวขอบคุณสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ให้การสนับสนุนและประณามการเรียกร้องอธิปไตยที่ “ไร้สาระ” ของจีน

“ไต้หวันไม่เคยอยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐบาลจีน และประชาชนของไต้หวันจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามของการใช้กำลังจากรัฐบาลจีน” โจแอน โอว โฆษกกระทรวงกล่าว

ออสตินกล่าวว่านโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่เพียงฝ่ายเดียว

“นโยบายของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นความจริงสำหรับ PRC (สาธารณรัฐประชาชนจีน)” ออสตินกล่าว

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่า “เราจะทำหน้าที่ของเราในการจัดการความตึงเครียดเหล่านี้อย่างรับผิดชอบ เพื่อป้องกันความขัดแย้ง และแสวงหาสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง”

ไบเดน กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปพัวพันทางการทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลจะชี้แจงว่านโยบายของสหรัฐฯ ในประเด็นนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

วอชิงตันมีนโยบายที่คลุมเครือทางยุทธศาสตร์มาอย่างยาวนานว่าจะปกป้องไต้หวันในด้านการทหารหรือไม่

การประชุมของออสตินกับเว่ยมุ่งเน้นไปที่ไต้หวันเป็นส่วนใหญ่

“การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาระดับนานาชาติอีกด้วย” ออสตินกล่าว

ไม่มีนาโต้เอเชีย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่เน้นที่ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ออสตินกล่าวว่าสหรัฐฯ จะคงสถานะของตนไว้ในเอเชีย แต่วอชิงตันเข้าใจถึงความจำเป็นในการป้องกันความขัดแย้ง

“เราไม่แสวงหาการเผชิญหน้าหรือความขัดแย้ง และเราไม่แสวงหาสงครามเย็นครั้งใหม่ นาโตแห่งเอเชีย หรือภูมิภาคที่แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ไม่เป็นมิตร” เขากล่าว

ออสตินยังกล่าวถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซียซึ่งได้รับความสำคัญในวอชิงตันและชาติตะวันตกอื่น ๆ ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

“การรุกรานยูเครนของรัสเซียคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้กดขี่เหยียบย่ำกฎที่ปกป้องพวกเราทุกคน” ออสตินกล่าว “มันเป็นภาพตัวอย่างของโลกแห่งความโกลาหลและความวุ่นวายที่อาจไม่มีใครอยากอยู่”

เมื่อต้นปีนี้ วอชิงตันกล่าวว่าจีนพร้อมที่จะช่วยเหลือรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน

แต่ตั้งแต่นั้นมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้กล่าวในขณะที่พวกเขายังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการสนับสนุนรัสเซียโดยทั่วไปที่มีมาอย่างยาวนานของจีน การสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจที่พวกเขากังวลยังไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ในตอนนี้

จีนไม่ได้ประณามการโจมตีของรัสเซียและไม่เรียกว่าเป็นการบุกรุก แต่ได้เรียกร้องให้มีการเจรจาหาทางออก ปักกิ่งและมอสโกใกล้ชิดกันมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่กว้างขวางซึ่งมุ่งเป้าไปที่การต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ และกล่าวว่าพวกเขาจะ “ไม่มีพื้นที่ ‘ต้องห้าม’ ของความร่วมมือ”

Source – Reuters “China becoming more ‘coercive and aggressive’ – U.S. defence chief” By Idrees Ali

Photo – REUTERS/Caroline Chia

แบบนี้ก็มีในโลก จีนเตรียมสร้าง ‘ธนาคารพันธุกรรม’ เซรามิกโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685451

วันที่ 12 มิ.ย. 2565 เวลา 16:34 น.

แบบนี้ก็มีในโลก จีนเตรียมสร้าง ‘ธนาคารพันธุกรรม’ เซรามิกโบราณ

จีนเตรียมจัดตั้ง “ธนาคารพันธุกรรม” ของเซรามิกโบราณในมณฑลเจียงซีทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากเศษเซรามิกที่เก็บสะสมมานานราว 40 ปี จำนวนเกือบ 20 ล้านชิ้น

เมื่อวันเสาร์ (11 มิ.ย.) เวิงเยี่ยนจวิน ประธานสถาบันเตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้น ณ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกด้วยฐานะ “เมืองหลวงเครื่องเคลือบ” ระบุว่าเศษเซรามิกโบราณเพียงชิ้นเดียวสามารถมอบข้อมูล “พันธุกรรม” นับร้อย ซึ่งมอบรายละเอียดเกี่ยวกับรูปร่าง การเคลือบเงา เม็ดสี ฯลฯ

เวิงเผยว่าธนาคารพันธุกรรมของเซรามิกโบราณนี้ยังมีแนวโน้มช่วยฟื้นฟูกระบวนการเผาและสูตรวัตถุดิบทำเซรามิกโบราณอีกด้วย

คณะนักวิจัยจะใช้เครื่องวิเคราะห์ความวาวแสงด้วยรังสีเอ็กซ์และอุปกรณ์อันทันสมัยอื่นๆ มาสร้างตัวอย่าง “พันธุกรรม” ในรูปแบบกายภาพและดิจิทัล โดยมีกำหนดจัดทำตัวอย่างพันธุกรรมเซรามิกโบราณชุดแรกเกือบ 1 หมื่นชิ้น ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีครึ่ง

“หลังจากสร้างธนาคารพันธุกรรมเสร็จแล้ว เราอาจจะแบ่งปันข้อมูลกับสถาบันวิชาการทั้งในและนอกประเทศ เพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยอารยธรรมเซรามิกทั่วโลก และสร้างแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมเซรามิกในระดับนานาชาติ” เวิงกล่าว

อนึ่ง ธนาคารพันธุกรรมของเซรามิกโบราณจะร่วมสร้างโดยสถาบันเตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหัว พิพิธภัณฑ์พระราชวัง และสถาบันเซรามิกเซี่ยงไฮ้ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิยาศาสตร์จีน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เผยโฉมรูปปั้น ‘นักกายกรรม’ นอนหงาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685429

วันที่ 12 มิ.ย. 2565 เวลา 11:22 น.

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เผยโฉมรูปปั้น ‘นักกายกรรม’ นอนหงาย

แปลกตาหาชมได้ยาก พิพิธภัณฑ์สุสานจิ๋นซีฯ เผยโฉมรูปปั้น ‘นักกายกรรม’ นอนหงาย

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันเสาร์ (11 มิ.ย.) พิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง ณ นครซีอัน มณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เปิดตัวรูปปั้นท่านอนอันแตกต่างจากรูปปั้นทหารดินเผาที่ขุดพบก่อนหน้านี้ ซึ่งมักอยู่ในท่านั่งหรือท่ายืน

ข้อมูลจากพิธีการของมณฑลฯ เนื่องในวันมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของจีนประจำปี 2022 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ (11 มิ.ย.) ณ พิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่าโบราณวัตถุดังกล่าวถูกตั้งชื่อชั่วคราวว่า “รูปปั้นนอนหงาย” (supine figure)

คณะนักโบราณคดีค้นพบรูปปั้นนี้ที่หลุมนักกายกรรมหรือหลุม 9901 ของพิพิธภัณฑ์ฯ โดยรูปปั้นในหลุมดังกล่าวอาจสื่อบทบาทของนักกายกรรมที่ทำการแสดงในพระราชวัง แตกต่างจากรูปปั้นทหารและข้าราชการดินเผาในหลุมอื่นๆ

รูปปั้นใหม่นี้ถูกบูรณะซ่อมแซมภายใต้โครงการฟื้นฟู ระยะ 9 เดือน ซึ่งดำเนินการปะติดปะต่อเศษซากหลายสิบชิ้นและชิ้นส่วนแขนขาอันไม่สมบูรณ์ จนกระทั่งรูปปั้นมีความยาว 154 เซนติเมตร และน้ำหนัก 101 กิโลกรัม

ทีมนักบูรณะระบุว่ามีลายนิ้วมือบนท้องและคราบน้ำมันเคลือบเงาบนแขนของรูปปั้นใหม่นี้ ซึ่งถือเป็นร่องรอยการทำงานฝีมือสำหรับการศึกษาทางโบราณคดีเพิ่มเติม

อนึ่ง กองทัพทหารดินเผาถูกสร้างโดยจักรพรรดิฉินสื่อหวงหรือจิ๋นซีฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นครั้งแรก

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

รมว.กลาโหมจีนชี้ คลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ ‘สำหรับการป้องกันตัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685424

วันที่ 12 มิ.ย. 2565 เวลา 10:18 น.

รมว.กลาโหมจีนชี้ คลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ 'สำหรับการป้องกันตัว'

จีนมี “ความก้าวหน้าที่น่าประทับใจ” ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ชนิดใหม่ แต่จะใช้เพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น และไม่เคยใช้ก่อน เว่ยเฟิ่งเหอ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของจีนกล่าวกับคณะผู้แทนในการเสวนา Shangri-La Dialogue เมื่อวันอาทิตย์

รอยเตอร์ – ในการตอบคำถามเกี่ยวกับรายงานเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับการก่อสร้างไซโลขีปนาวุธนิวเคลียร์ใหม่กว่า 100 แห่งทางตะวันออกของจีน เขากล่าวว่าจีน “ได้ดำเนินตามแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์เพื่อการปกป้องประเทศของเรามาโดยตลอด”

เขาเสริมว่าอาวุธนิวเคลียร์ที่จัดแสดงในขบวนพาเหรดทางทหารปี 2019 ที่ปักกิ่ง ซึ่งรวมถึงเครื่องยิงขีปนาวุธข้ามทวีป DF-41 ที่ปรับปรุงแล้วของจีน ได้ดำเนินการและนำไปใช้งานแล้ว

“จีนได้พัฒนาขีดความสามารถมาเป็นเวลากว่าห้าทศวรรษแล้ว เป็นเรื่องที่ยุติธรรมที่จะบอกว่ามีความก้าวหน้าที่น่าประทับใจ” เขากล่าว “นโยบายของจีน…มีความสอดคล้อง เราใช้เพื่อป้องกันตัวเอง เราจะไม่ใช่คนแรกๆ ที่ใช้ (อาวุธ) นิวเคลียร์”

เขากล่าวว่าเป้าหมายสูงสุดของคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนคือการป้องกันสงครามนิวเคลียร์

“เราพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์เพื่อปกป้องการทำงานหนักของชาวจีน และปกป้องประชาชนของเราจากหายนะของสงครามนิวเคลียร์” เขากล่าว

เมื่อปีที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวถึงการสะสมของนิวเคลียร์ของจีนว่าน่ากังวล และกล่าวว่า ดูเหมือนว่าปักกิ่งกำลังเบี่ยงเบนจากยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์หลายทศวรรษที่มีพื้นฐานมาจากการป้องปรามเพียงเล็กน้อย สหรัฐเรียกร้องให้จีนมีส่วนร่วมกับสหรัฐ “ในมาตรการเชิงปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงของการทำให้การแข่งขันทางอาวุธที่ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ”

REUTERS/Thomas Peter/File Photo

จีนจะ ‘ไม่ลังเลที่จะเริ่มสงคราม’ ถ้าไต้หวันประกาศอิสรภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685381

วันที่ 11 มิ.ย. 2565 เวลา 11:40 น.

จีนจะ ‘ไม่ลังเลที่จะเริ่มสงคราม’ ถ้าไต้หวันประกาศอิสรภาพ

จีนประกาศกร้าวจะทำทุกวิถีทางไม่ยอมให้ใครมาแยกไต้หวันต้องเป็นจีนเดียว

สำนักข่าว AFP รายงานว่า เว่ยเฟิ่งเหอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีนเตือน ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐว่า จีนจะ “ไม่ลังเลที่จะเริ่มสงคราม” หากไต้หวันประกาศอิสรภาพ

คำเตือนนี้มีขึ้นระหว่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศหารือนอกรอบระหว่างการประชุมด้านความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่ประเทศสิงคโปร์

เว่ยเตือนออสตินว่า “หากใครกล้าแยกไต้หวันออกจากจีน กองทัพจีนก็ไม่ลังเลที่จะเริ่มทำสงครามไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม” และยังประกาศว่าจีนจะ “ทำลายแผนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวันให้แหลกละเอียด และจะแน่วแน่ในการรวมมาตุภูมิให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

เว่ยยังย้ำว่า “ไต้หวันคือไต้หวันของจีน…การใช้ไต้หวันเพื่อควบคุมจีนจะไม่มีวันชนะ”

ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ออสติน “ตอกย้ำถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบ (ไต้หวัน) คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะโดยฝ่ายเดียว และเรียกร้องให้ (จีน) งดเว้นการกระทำที่สั่นคลอนต่อไต้หวันเพิ่มเติม”

ด้านนายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น กล่าวเตือนในที่ประชุม Shangri-La Dialogue เนื่องจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวันว่า “วันนี้เป็นยูเครน พรุ่งนี้อาจจะเป็นเอเชียตะวันออก” โลกต้อง “เตรียมพร้อมสำหรับการเกิดขึ้นของคนที่เหยียบย่ำสันติภาพและความมั่นคงของประเทศอื่น ๆ ด้วยกำลังหรือภัยคุกคามโดยไม่เคารพกฎ”

คิชิดะไม่ได้เอ่ยถึงจีนในคำเตือนดังกล่าว แต่เรียกร้องหลายครั้งให้ธำรงไว้ซึ่งระเบียบโลกที่ยึดมั่นในกฎกติกา

REUTERS/Caroline Chia

วิจัยชี้แค่มองโลกในแง่ดีก็อายุยืนไป 90 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685392

วันที่ 11 มิ.ย. 2565 เวลา 15:03 น.

วิจัยชี้แค่มองโลกในแง่ดีก็อายุยืนไป 90 ปี

พฤติกรรมการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวข้องกับการมีอายุยืน

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร American Geriatrics Society ระบุว่า คนที่มองโลกในแง่ดี ซึ่งหมายถึงผู้ที่มี “ความคาดหวังโดยทั่วไปเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต” มีโอกาสสูงที่จะอายุยืนถึง 90 ปีขึ้นไป

การวิจัยที่รวบรวมจากการศึกษาผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ 159,255 คนซึ่งมีภูมิหลังที่หลากหลายตลอด 26 ปีพบว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มองโลกในแง่ดีมีอายุยืนยาวกว่าผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้มองโลกในแง่ดี 5.4% หรือมีอายุยืนขึ้นอีกราว 4 ปี

การวิจัยนี้ต่อยอดจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและมหาวิทยาลัยบอสตันเมื่อปี 2019 ซึ่งพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายและผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดีมีอายุยืนขึ้น 11-15%

การวิจัยของปี 2019 ได้ข้อสรุปว่า คนที่มองโลกในแง่ดีเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงที่จะมีอายุถึง 85 ปี หรือมากกว่านั้น แต่ยอมรับว่าผู้เข้าร่วมการวิจัย “ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวและมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่าประชากรทั่วไป”

การวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ก็ยังให้ผลเหมือนกับการวิจัยของปี 2019 แม้ว่าจะพิจารณาสถานะทางสังคม ภาวะสุขภาพ ความเครียด การสูบบุหรี่ การเข้าสังคม อาหารที่ไม่ดีและแอลกอฮอล์ร่วมด้วย

ฮายามิ โคงะ นักวิจัยหลังปริญญาเอกของ Harvard T.H. Chan School of Public Health ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยเผยว่า “แม้ว่าการมองโลกในแง่ดีอาจถูกออกแบบโดยปัจจัยทางโครงสร้างของสังคม แต่การวิจัยของเราบ่งชี้ว่าประโยชน์ของการมองโลกในแง่ดีต่อการมีอายุยืนเกิดขึ้นในทุกกลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์”

ด้านผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การมองโลกในแง่ดีไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเพิกเฉยกับสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด แต่เมื่อมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น คนที่มองโลกในแง่ดีจะไม่ค่อยโทษตัวเองและมักจะมองว่าอุปสรรคนั้นเกิดขึ้นชั่วคราวหรือกระทั่งมองในแง่บวก

คนมองโลกในแง่ดียังเชื่อว่าพวกเขาควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ และสามารถสร้างโอกาสให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้การวิจัยยังพบว่า การมองโลกในแง่ดียังช่วยให้สุขภาพดีขึ้น การวิจัยก่อนหน้านี้พบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการมองโลกในแง่ดีกับการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและพฤติกรรมการออกกำลังกาย ตลอดจนสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น การทำงานของปอดที่ดีขึ้น และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่ลดลง และอื่นๆ

REUTERS/Kevin Lamarque

ยูเครนใช้อาวุธยุคโซเวียตจนหมดแล้ว จากนี้ต้องพึ่งตะวันตกอย่างเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685376

วันที่ 11 มิ.ย. 2565 เวลา 10:46 น.

ยูเครนใช้อาวุธยุคโซเวียตจนหมดแล้ว จากนี้ต้องพึ่งตะวันตกอย่างเดียว

สงครามที่ยืดเยื้อกว่า 3 เดือนทำให้อาวุธยุคโซเวียตของยูเครนหมดคลังแสงแล้ว

สำนักข่าว AFP รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐว่า ยูเครนใช้อาวุธในยุคโซเวียตและที่ออกแบบโดยรัสเซียจนหมดคลังแสงแล้ว จากนี้ต้องพึ่งพาอาวุธจากพันธมิตรตะวันตกเพียงอย่างเดียวในการทำสงครามกับรัสเซีย

ด้วยความที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในสหภาพโซเวียตมาก่อน อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพยูเครนจึงถูกผลิตขึ้นตามมาตรฐานของโซเวียตและรัสเซียเป็นหลัก อาทิ อาวุธขนาดเล็ก รถถัง ปืนใหญ่ และอาวุธอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถเทียบเคียงกับอาวุธของเพื่อนบ้านด้านตะวันตก

แหล่งข่าวสหรัฐเผยว่า สงครามกับรัสเซียที่ยิดเยื้อมากว่า 3 เดือนส่งผลให้อาวุธเหล่านั้นถูกนำมาใช้หรือถูกทำลายในสนามรบจนไม่เหลือแล้ว และขณะนี้กองทัพยูเครนกำลังใช้ หรือกำลังเรียนรู้วิธีใช้อาวุธที่ถูกส่งมาจากตะวันตกและพันธมิตรนาโตในยุโรป

ตอนสงครามปะทุใหม่ๆ ประเทศตะวันตกระมัดระวังในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายให้กับยูเครน โดยกังวลว่าการทำเช่นนั้นเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนาโตกับรัสเซีย และยังเกรงว่าเทคโนโลยีอาวุธที่ล้ำสมัยของตัวเองจะตกไปอยู่ในมือรัสเซีย

ดังนั้นบรรดาพันธมิตรของยูเครนจึงส่งอาวุธมาตรฐานรัสเซียในคลังแสงของตัวเอง รวมทั้งรถถังและเฮลิคอปเตอร์ ไปสนับสนุนกองกำลังยูเครนแทน

สหรัฐยังเป็นแกนนำในการแสวงหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ชิ้นส่วน และสิ่งของอื่นๆ ตามที่ยูเครนต้องการจากบรรดาประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต ทว่าขณะนี้อาวุธเหล่านั้นหมดไปแล้ว

เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเอ่ยถึงอาวุธมาตรฐานโซเวียตและรัสเซียว่า “มันหมดไปจากโลกนี้แล้ว” นั่นหมายความว่ากองทัพยูเครนต้องเปลี่ยนมาใช้อาวุธที่ผลิตขึ้นตามมาตรฐานตะวันตกที่ไม่คุ้นเคย

เมื่อคลายความกังวลก่อนหน้านี้ว่าความขัดแย้งจะขยายตัว หรือรัสเซียจะได้รับเทคโนโลยีที่เป็นความลับได้แล้ว ขณะนี้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรนาโตกำลังส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หนักให้กับยูเครน อาทิ ปืนใหญ่ เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ซึ่ง HIMARS นี้มีพิสัยและความแม่นยำสูงกว่าสิ่งที่รัสเซียมี

เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐอีกรายหนึ่งเผยว่า ภายใต้การรวมกลุ่มเพื่อยูเครน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของประเทศพันธมิตรกำลังประสานความช่วยเหลือเพื่อให้กองกำลังของยูเครนได้รับอาวุธ อะไหล่ และเครื่องกระสุนอย่างต่อเนื่อง

แต่เจ้าหน้าที่ย้ำว่าหากอาวุธไปถึงยูเครนช้า ส่วนใหญ่เป็นเพราะพันธมิตรต้องการความแน่ใจว่ากองกำลังยูเครนสามารถรองรับอาวุธเหล่านั้นได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย การทิ้งระยะยังช่วยลดความเสี่ยงที่อาวุธในคลังจะถูกทำลายจากกระสุนปืนใหญ่ในยูเครน ดังนั้นสหรัฐจึงส่งอาวุธให้เป็นระยะๆ

อาวุธรอบล่าสุดมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมาของสหรัฐ มีทั้งเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง HIMARS 4 เครื่อง ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Javeline 1,000 ลูก และเฮลิคอปเตอร์ Mi-17 มาตรฐานโซเวียต 4 ลำ รวมถึงกระสุนปืนใหญ่ 15,000 ลูก ยานเกราะอ่อน 15 คัน และอาวุธยุทธภัณฑ์อื่นๆ

ด้านยูเครนร้องขอระบบขีปนาวุธ HIMARS ที่มีพิสัยยิงไกลกว่าเดิมจากทางสหรัฐหลายครั้ง แต่วอชิงตันจะตอบตกลงก็ต่อเมื่อสหรัฐเห็นว่ายูเครนพร้อมสำหรับอาวุธดังกล่าวแล้วเท่านั้น

มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐเผยว่า แม้ว่าจะมีการเตรียม HIMARS 4 เครื่องไว้สำหรับยูเครนแล้ว แต่การฝึกอบรมมุ่งเน้นไปที่การสร้างกองทหารครั้งละหนึ่งกองให้สามารถใช้ HIMARS ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ จึงอาจทำให้การส่งมอบล่าช้า

มิลลีย์เผยว่า HIMARS เป็น “ระบบขีปนาวุธพิสัยไกลที่ซับซ้อนมาก เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้รู้วิธีใช้ระบบอย่างถูกต้อง หากพวกเขาใช้มันอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ พวกเขาจะส่งผลดีมากๆ ในสนามรบ”

ทว่าจากคำบอกกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่ง สหรัฐไม่ต้องการส่งโดรนยุทธวิธี Grey Eagle ไปให้ยูเครน เนื่องจากกลัวว่ายูเครนจะใช้โจมตีล่วงลึกเข้าไปในรัสเซีย ซึ่งเสี่ยงจะทำให้สหรัฐขัดแย้งกับรัสเซียโดยตรง

REUTERS/Serhii Hudak

เมื่อโรงพยาบาลอังกฤษเตือนผู้ป่วยอาจต้องรอหมอนานถึง 13 ชั่วโมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685346

วันที่ 10 มิ.ย. 2565 เวลา 17:00 น.

เมื่อโรงพยาบาลอังกฤษเตือนผู้ป่วยอาจต้องรอหมอนานถึง 13 ชั่วโมง

คลิปวิดีโอนี้กลายเป็นข่าวดังเมื่อพยาบาลในอังกฤษเตือนผู้ป่วยในแผนกฉุกเฉินว่าพวกเขาอาจต้องรอนานถึง 13 ชั่วโมงเพื่อพบแพทย์

BBC เผยแพร่คลิปวิดีโอที่บันทึกจากแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (A&E) โรงพยาบาล Princess Alexandra ในเมืองฮาร์โลว์ รัฐเอสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งพยาบาลคนหนึ่งกำลังแจ้งกับผู้ป่วยที่กำลังรอพบแพทย์ว่า

“ขณะนี้เรามีผู้ป่วยในแผนก 170 ราย และผู้ป่วยรอพบแพทย์ 90 รายในขณะนี้ ระยะเวลาในการรอคิวพบแพทย์ของเราในตอนนี้คือ 7 ชั่วโมงครึ่ง แต่ฉันคาดว่าเมื่อฉันกลับบ้านไปแล้วในตอน 8 โมงเช้า พวกคุณบางคนยังคงรอพบแพทย์อยู่ที่นี่ เพราะระยะเวลาการรออาจนานถึง 12-13 ชั่วโมง ตอนนี้เราไม่มีเตียง เรากำลังพยายามเพิ่มที่ว่างถ้าทำได้ เราจะทำให้พวกคุณสบายใจที่สุด เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดูแลคุณ แต่ได้โปรดอย่าคาดหวังว่าคุณจะได้ตรงไปที่วอร์ดในทันทีเพราะมันอาจจะไม่เกิดขึ้น”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbbcnewseast%2Fvideos%2F559435738860723%2F&show_text=false&width=267&t=0

ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษกล่าวกับรายการ BBC Breakfast ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่ารัฐบาลเห็นความต้องการในระดับที่สูงมาก และนั่นเป็นความท้าทายสำหรับระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ทั่วทั้งระบบ

พร้อมเสริมว่ารัฐบาลกำลังจัดสรรงบประมาณในจำนวนที่มากเป็นประวัติการณ์สำหรับ NHS ซึ่งรวมถึงการจัดหาเงินทุนสำหรับกองทุนรถพยาบาล บริการข้อมูลทางโทรศัพท์และออนไลน์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอุบัติเหตุและฉุกเฉินทั่วประเทศ

“ผมคิดว่า NHS กำลังทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ เรากำลังปรับปรุงเรื่องระยะเวลาในการรอรักษาพยาบาล มันไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ อยากเห็น การรอคอยแบบนั้น”

ส.ส.โรเบิร์ต ฮัลฟอน กล่าวว่า “สิ่งแรกที่ผมต้องพูดคือบุคลากรที่นี่ไม่เป็นสองรองใคร ทุกคนพยายามให้การบริการที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้คนในฮาร์โลว์ แต่มีปัญหาหลายอย่างที่นี่ อย่างแรกเลย แม้กระทั่งก่อนเกิดโควิด-19 เรามีอุบัติเหตุและกรณีฉุกเฉินต่อหัวสูงสุดในอังกฤษ และงานที่ล้นมือที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ซับซ้อนมาก แต่อย่างไรก็ตามคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์มันน่าผิดหวัง”

โทนี ดูร์คาน เจ้าหน้าที่อาวุโสของ Royal College of Nursing กล่าวว่าพยาบาลกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน หลายคนออกจากงานที่พวกเขาเคยรัก พวกเขาเหนื่อยหน่าย ขวัญเสีย และรู้สึกว่าถูกประเมินค่าต่ำเกินไปสำหรับงานที่ซับซ้อนและต้องใช้ทักษะที่พวกเขาต้องทำในทุกๆ วัน

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Rebecca Symons แสดงความคิดเห็นต่อวิดีโอดังกล่าวว่า “เรื่องนี้น่าเศร้ามาก แทบไม่มีระบบการรักษาพยาบาลหลักเหลืออยู่ในประเทศนี้ ผู้คนจึงหมดหวังและรู้สึกว่าทางเลือกเดียวที่จะพบแพทย์คือต้องไปที่นี่ ฉันเพิ่งกลับจากออสเตรเลียหลังไปอยู่ที่นั่นมาเป็นสิบปี ที่นั่นคุณสามารถนัดพบแพทย์วันใดก็ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นกับที่นี่ เราต้องการบริการทางการแพทย์มากขึ้น”

Sarah Louise Harris Arnold กล่าวว่า “ฉันเคยเข้าออกแผนกฉุกเฉินกับคุณพ่อวัย 93 ปีตั้งแต่เดือนมี.ค. มีคนมากมายรอคิวอยู่ซึ่งหลายคนไม่ควรอยู่ในนั้นด้วยซ้ำ ฉันได้เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าหมอและพยาบาลยุ่งแค่ไหน รู้สึกสงสารพวกเขาและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้”

เปิดสูตรลงทุนสู้เงินเฟ้อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685349

วันที่ 10 มิ.ย. 2565 เวลา 18:00 น.

เปิดสูตรลงทุนสู้เงินเฟ้อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

เงินเฟ้อก็ทำอะไรไม่ได้ เผยทริคการลงทุนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อของบัฟเฟตต์ที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

เว็บไซต์ด้านการเงินการลงทุน MoneyWise ระบุว่า การลงทุนท่ามกลางเงินเฟ้อที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นสร้างความหนักใจให้กับนักลงทุนไม่น้อย ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าตลาดกำลังจะบูมเร็วๆ นี้ แต่บางคนก็แย้งว่าช่วงขาลงรอเราอยู่ข้างหน้า

หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ ทุกคนต้องการจะซื้อตอนราคาต่ำและขายตอนราคาสูง แต่ที่น่ากังวลคือ เราอาจจะซื้อได้ในราคาต่ำ แต่กลับต้องขายในราคาที่ต่ำกว่า

แต่หากยังไม่มั่นใจทิศทางของตลาดในขณะนี้จงจำไว้ว่า คุณไม่จำเป็นต้องซื้อขายหุ้นเพื่อทำเงิน

แต่ละปี วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังโกยเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐจากเงินปันผล และในขณะนี้หุ้นส่วนใหญ่ที่อยู่ในมือบริษัท เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ของบัฟเฟตต์ เป็นหุ้นปันผล

และต่อไปนี้คือหุ้น 3 ตัวของ 3 บริษัทที่อยู่ในมือของชายที่ได้ฉายาว่า “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” (Oracle of Omaha) ซึ่งเงินปันผลแต่ละปีทำเงินให้กับเบิร์กเชียร์รวมกว่า 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ

1.U.S. Bancorp (USB) ในฐานะบริษัทแม่ของธนาคาร U.S. Bank บริษัท U.S. Bancorp คือหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ฤดูร้อนปีที่แล้วธนาคารเพิ่มเงินสดปันผลจาก 42 เซนต์ เป็น 46 เซนต์ ต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.84 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น เท่ากับบริษัทให้ผลตอบแทน 3.6% ณ มูลค่าหุ้นในปัจจุบัน

เบิร์กเชียร์ถือหุ้น U.S. Bancorp อยู่ 144,046,330 หุ้น นั่นหมายความว่าเบิร์กเชียร์ได้รับเงินปันผลรายปีกว่า 265 ล้านเหรียญสหรัฐจากการถือหุ้นในบริษัทนี้แห่งเดียว

ขณะนี้ธนาคารมีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นั่นคือจะปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยที่ธนาคารกู้ยืมเงินมา โกยเงินส่วนต่างนี้ไปเต็มๆ และเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นรายได้ของธนาคารก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เงินปันผลก็จะขยับขึ้นด้วย

2.Coca-Cola (KO) หุ้นของเครื่องดื่มน้ำดำเป็นหนึ่งในหุ้นลูกรักของบัฟเฟตต์ เขาเริ่มสะสมหุ้น Coca-Cola มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ปัจจุบันเบิร์กเชียร์มือหุ้นนี้อยู่ในมือมากถึง 400,000,000 หุ้น

Coca-Cola เป็นบริษัทมหาชนมาแล้วกว่า 100 ปี เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาบิร์ดเพิ่งอนุมัติให้บริษัทปรับเพิ่มเงินปันผลประจำปีเป็นปีที่ 60 ติดต่อกัน ขยับมาอยู่ที่ 1.76 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น ขณะนี้หุ้นของ Coca-Cola ให้ผลตอบแทน 2.8%

และนั่นทำให้เบิร์กเชียร์รับเงินปันผลปีละ 704 ล้านเหรียญสหรัฐจาก Coca-Cola

ไม่ยากเลยที่ Coca-Cola จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเครื่องดื่มยอดฮิตของบริษัทถูกจำหน่ายในกว่า 200 ประเทศหรือดินแดน และแม้ว่าจะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย การควักเงินซื้อโค้ก 1 กระป๋องก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่

3.Chevron (CVX) ในช่วงที่ราคาน้ำมันทะยานไม่หยุดจะมีอะไรดีไปกว่าหุ้นพลังงาน บัฟเฟตต์เพิ่งซื้อหุ้น Chevron เพิ่มในไตรมาสที่ 1 เบิร์กเชียร์ลงทุนใน Chevron ถึง 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยการถือหุ้นทั้งหมด 159,178,117 หุ้น นับเป็นการลงทุนก้อนใหญ่เป็นอันดับ 3 ในพอร์ตการลงทุนของเบิร์กเชียร์

ด้วยความที่เป็นยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันและแก๊ส ธุรกิจของ Chevron จึงเดินหน้าแบบเต็มสูบ ไตรมาสแรกมีกำไร 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่ากำไรของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐกว่า 4 เท่า ส่วนรายรับรวมทั้งไตรมาสอยู่ที่ 54,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 70%

เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาบอร์ด Chevron อนุมัติให้เพิ่มอัตราเงินปันผลรายไตรมาส 6% เป็น 1.42 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น ดังนั้นเบิร์กเชียร์จึงมีรายรับจากเงินปันผลจากการถือหุ้น 159,178,117 หุ้นอยู่ที่ 904 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ขณะที่หุ้นของ Chevron พุ่งขึ้นมา 50% แล้วในปีนี้ และให้เสนอผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล 3.2% ต่อปี

บัฟเฟต์ให้แง่คิดเกี่ยวกับเงินเฟ้อมาตลอดเส้นทางอาชีพนักลงทุนของเขา ผู้เขียนอัตชีวประวัติของมหาเศรษฐีวัย 91 ปีเผยว่า บัฟเฟตต์ถูกปลูกฝังเรื่องอันตรายของภาวะเงินเฟ้อจากพ่อผู้เป็นสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน

ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของเบิร์กเชียร์เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ก็ยังย้ำคำเตือนที่เขายึดถือมาตลอดว่า หนึ่งในเกราะป้องกันภาวะเงินเฟ้อที่แข็งแกร่งที่สุดคือ การฝึกฝนทักษะของคุณและขึ้นมาอยู่แถวหน้าของสายงานให้ได้

“สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้คือ ต้องเก่งอะไรสักอย่างเป็นพิเศษ” บัฟเฟตต์กล่าวโดยยกตัวอย่างอาชีพแพทย์และนักกฎหมาย “(ผู้คน) จะให้สิ่งที่เขาหามาได้กับคุณเพื่อแลกกับสิ่งที่คุณให้บริการ” และกล่าวต่อว่า ทักษะต่างจากสกุลเงินตรงที่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ ถ้าคุณมีทักษะที่เป็นที่ต้องการ มันก็จะยังคงเป็นที่ต้องการไม่ว่าดอลลาร์จะมีค่าเท่าไร

“ไม่ว่าคุณมีความสามารถอะไรก็ไม่มีใครเอามันไปจากคุณได้ ไม่มีใครทำให้มันด้อยค่าลงได้ การลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาคือ สิ่งที่สามารถพัฒนาตัวคุณเอง แถมยังไม่ต้องเสียภาษีเลย”

คำแนะนำนี้คล้ายกับที่บัฟเฟตต์พูดไว้เมื่อปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงปลายของวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Great Recession) ว่า “สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ ลงทุนในตัวเอง”

ครั้งนั้นบัฟเฟตต์ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่ดีที่สุดรองลงมาคือ การลงทุนใน “ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม” ที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการไม่ว่าค่าของเงินดอลลาร์จะเป็นอย่างไร โดยยกตัวอย่างบริษัท Cola-Cola ว่าอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้ผู้คนก็จะยังคงต้องการดื่มเครื่องดื่มที่ตัวเองชอบ โดยที่เงินเฟ้อไม่มีผลต่อการตัดสินใจของพวกเขา

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับระดับราคาไม่สร้างความแตกต่างใดๆ” บัฟเฟตต์เผย เพราะผู้คนจะยังยอมจ่ายเพื่อผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาชอบ

AFP PHOTO/Nicholas KAMM / AFP / Nicholas KAMM

คนอเมริกันโอดราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด-อังกฤษสูงเป็นประวัติการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685334

วันที่ 10 มิ.ย. 2565 เวลา 15:00 น.

คนอเมริกันโอดราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด-อังกฤษสูงเป็นประวัติการณ์

ราคาน้ำมันในสหรัฐและอังกฤษยังพุ่งไม่หยุดซ้ำเติมผู้บริโภคที่ต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้ออยู่แล้ว

สำนักข่าว AP รายงานว่า ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินที่ชาวอเมริกันต้องควักกระเป๋าจ่ายขยับเข้าใกล้ 5 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอนเต็มที ซ้ำเติมผู้บริโภคที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนที่สหราชอาณาจักรราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์

สมาคมรถยนต์แห่งอเมริกา (AAA) ที่ติดตามราคาตามสถานีบริการน้ำมันทั่วสหรัฐระบุว่า ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินธรรมดาทั่วประเทศเมื่อวันพฤหัสบดีขยับขึ้นไปอยู่ที่ 4.97 เหรียญสหรัฐ (172.20 บาท) ต่อแกลลอน (หรือราวลิตรละ 45.37 บาท-ผู้แปล) เพิ่มขึ้น 25% จากสัปดาห์ก่อน และ 1.90 เหรียญสหรัฐจาก 1 ปีที่แล้ว

GasBuddy ซึ่งให้บริการค้นหาราคาน้ำมันที่ถูกที่สุดเผยว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยสูงกว่า 5 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก

ราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้วและสูงเกินระดับ 4 เหรียญสหรัฐเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ตามรอยราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นตั้งแต่ก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครนซึ่งดันให้ราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้นไปอีก

ความกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน บวกกับความต้องการใช้น้ำมันซึ่งปกติจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันรำลึกถึงทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามในช่วงปลายเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการของฤดูร้อนและการเดินทางในวันหยุดยาวของสหรัฐ

AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในรัฐแคลิฟอร์เนียสูงสุดในประเทศที่ 6.40 เหรียญสหรัฐ (221.89 บาท) ต่อแกลลอน ส่วนหลายรัฐทางตะวันตกและรัฐอิลลินอยส์สูงกว่า 5.50 เหรียญสหรัฐ (190.69 บาท) ส่วนราคาเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 4.41 เหรียญสหรัฐ (152.91 บาท) ในรัฐจอร์เจีย

AP ระบุว่า เควนติน แม็คซีล จากเมืองโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียเผยว่า เมื่อก่อนเขาเคยเติมน้ำมันเต็มถัง 100 เหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้อยู่ที่ 140-160 เหรียญสหรัฐ (4,853-5,547 บาท) ซึ่งทำให้เขาต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ปฏิเสธคนที่ขอติดรถไปด้วยแม้ว่าคนเหล่านั้นจะยินดีจ่ายค่าน้ำมันก็ตาม

“มีหลายอย่างที่ผมทำไม่ได้เพราะผมต้องจ่ายค่าน้ำมัน คุณเข้าใจใช่มั้ย” แม็คซีลเผย “ลดอาหารลง ลดเวลาเล่นลง เพราะผมต้องจ่ายค่าน้ำมัน ผมต้องไปทำงาน ใช่มั้ยล่ะ”

แม็คซีลโทษว่ารัฐบาลและสงครามในยูเครนทำให้น้ำมันแพงขึ้น

แม้ว่าระดับ 5 เหรียญสหรัฐจะเป็นเรื่องใหม่ แต่ชาวอเมริกันเคยต้องจ่ายค่าน้ำมันเบนซินแพงขึ้นย้อนหลังไปในปี 2008 เมื่อพิจารณาเงินเฟ้อเข้าไปด้วย โดยราคา 4.11 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอนในขณะนั้นเท่ากับราว 5.40 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

นอกจากชาวอเมริกันแล้ว สัปดาห์นี้ราคาน้ำมันเบนซินในสหราชอาณาจักรพุ่งทุบสถิติที่ 182.3 เพนซ์ (2.30 เหรียญสหรัฐ) ต่อลิตร หรือราว 8.80 เหรียญสหรัฐ (305 บาท) ต่อแกลลอน

AP รายงานว่า นักวิเคราะห์คาดว่าราคาจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสูงถึงจุดที่อุปสงค์น้อยลง ซึ่งไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดและที่ไหน ในขณะนี้การปิดโรงกลั่นใดๆ อย่างไม่คาดหมาย อาทิ จากพายุเฮอร์ริเคนตามแนวชายฝั่งเทกซัสและลุยเซียนา อาจทำให้ราคาทะยานขึ้นไปอีก

แพทริก เด ฮานน์ นักวิเคราะห์ของ GasBuddy เผยว่า “เกรงว่าเรายังไม่ถึงจุดสุดท้าย เรามีส่วนต่างเหลือน้อยมากสำหรับความผิดพลาดในฤดูร้อนนี้ เราจำเป็นต้องได้น้ำมันทุกบาร์เรลจากกำลังการกลั่นที่เราสามารถทำได้”

ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐระบุว่า การปิดโรงกลั่นอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้กำลังการกลั่นน้ำมันของสหรัฐลดลงราว 800,000 บาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่ต้นปี 2020 สถานการณ์นี้ทำให้โรงกลั่นที่เหลือต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ

บรรดาโรงกลั่นต่างก็ลังเลที่จะลงทุนเพิ่มโรงกลั่น เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าทำให้เกิดความกังขาเกี่ยวกับความต้องการน้ำมันเบนซินในระยะยาว เจ้าของหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐในเมืองฮุสตันประกาศเมื่อเดือน เม.ย.ว่าจะปิดโรงกลั่นภายในสิ้นปีหน้า

ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงขึ้นในช่วงที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับเงินเฟ้อในราคาอาหาร ที่อยู่อาศัย รถยนต์ ตั๋วเครื่องบิน และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ดัชนีราคาผู้บริโภคในสหรัฐเมใอเดือน เม.ย. สูงกว่าเมื่อ 1 ปีที่แล้ว 8.3% ดีกว่าภาวะเงินเฟ้อเดือน มี.ค. ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1981 เล็กน้อย

REUTERS/Bing Guan/File Photo