ยูเครนสั่งแบนวรรณกรรมอมตะ‘War and Peace’ว่าด้วยสงครามของรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685185

วันที่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 16:29 น.

ยูเครนสั่งแบนวรรณกรรมอมตะ‘War and Peace’ว่าด้วยสงครามของรัสเซีย

สงครามและสันติภาพ หรือ ‘War and Peace’ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ดีที่สุดของเลโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) นักเขียนเอกชาวรัสเซีย และยังคงเป็นวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกที่ได้รับการยกย่องในระดับสากล

อันเดรย์ วิเทรนโก (Andrey Vitrenko) รัฐมนตรีช่วยว่าการคนแรกของกระทรวงศึกษาธิการยูเครนกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Ukraine 24 ว่า “สิ่งเหล่านี้ (หนังสือวรรณกรรม) จะถูกแยกออกจากวรรณคดีต่างประเทศ (ที่ส่งเสริมกันในยูเครน) โดยสิ้นเชิง” ตัวอย่างเช่น ‘สงครามและสันติภาพ’ (War and Peace) เล่มนี้จะไม่ได้รับการศึกษาในยูเครนอีกต่อไป”

วิเทรนโก กล่าวว่าทางกระทรวงยังกำลังดำเนินการกับรายชื่อผลงานสุดท้ายของนักเขียนชาวรัสเซียที่จะถูกตัดออกจากหลักสูตรดังกล่าว 

ความคิดเห็นของเขาเป็นไปตามประกาศของกระทรวงวัฒนธรรมและข้อมูลนโยบายของรัฐบาลยูเครนเมื่อเดือนที่แล้วว่างานวรรณกรรม “ส่งเสริมการโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย” จะถูกลบออกจากห้องสมุดยูเครนและแทนที่ด้วยหนังสือยูเครน

“โฆษณาชวนเชื่อเป็นอาวุธอันตราย คำโกหกของรัสเซียเป็นพิษอยู่ทุกวันนี้” ลาริซา เปตาชุก (Larisa Petasyuk) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกล่าวบนเฟซบุ๊กในขณะนั้น

จากการรายงานของ RT สื่อของรัสเซีย รัฐบาลยูเครนได้สั่งห้ามงานศิลปะของรัสเซีย และการสอนภาษา มานานก่อนความขัดแย้งในปัจจุบัน ในเดือนมีนาคม 2019 รัฐบาลยูเครนสั่งห้ามงานศิลปะ 40 ชิ้นเนื่องจากการกล่าวถึงธุรกิจของรัสเซีย ศิลปิน โซเชียลเน็ตเวิร์ก อินเทอร์เน็ตพอร์ทัล สหภาพโซเวียต หรือบุคคลสำคัญทางการเมืองของสหภาพโซเวียต

ในบรรดาผลงานที่ถูกห้ามในครั้งนั้นคือนวนิยายเรื่อง ‘The Master and Margarita’ ของมิคาอิล บูลกาคอฟ (Mikhail Bulgakov) ซึ่งเป็นวรรณกรรมร่วมสมัยชิ้นเอกและเคยถูกเซ็นเซอร์ในสหภาพโซเวียตด้วย

ทนายความ จอห์นนี เดปป์ เลื่อนตำแหน่งอย่างไวหลังชนะคดี แอมเบอร์ เฮิร์ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685183

วันที่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

ทนายความ จอห์นนี เดปป์ เลื่อนตำแหน่งอย่างไวหลังชนะคดี แอมเบอร์ เฮิร์ด

ความเฉียบแหลมของทนายความของ จอห์นนี เดปป์ ในการสู้คดีกับ แอมเบอร์ เฮิร์ด ทำให้เธอได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สำนักงานกฎหมายบราวน์ รุดนิค (Brown Rudnick) เลื่อนขั้น คามิลล์ วาสเกซ (Camille Vasquez) ทนายความของ จอห์นนี เดปป์ พระเอกฮอลลีวูดชื่อดัง จากตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย (Associate) เป็นหุ้นส่วนของบริษัท (Partner) ในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังจากวาสเกซช่วยให้เดปป์ชนะคดีฟ้องหมิ่นประมาท แอมเบอร์ เฮิร์ด อดีตภรรยา

วาสเกซเป็นที่รู้จักของสาธารณชนในฐานะทีมกฎหมายของเดปป์ระหว่างที่มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีที่กินเวลาถึง 6 สัปดาห์และได้รับเสียงชื่นชมในความสามารถของเธอ

ทีมกฎหมายของเดปป์นำโดย เบนจามิน ชูว์ หุ้นส่วนของ Brown Rudnick และทนายความอื่นๆ อีก 9 คน แต่วาสเกซผงาดชึ้นมาในฐานะทนายความหลักที่ทำหน้าที่ถามค้านเฮิร์ดและแถลงปิดคดีต่อคณะลูกขุนว่าอดีตภรรยาของเดปป์คือคนที่ลงไม้ลงมือระหว่างที่ใช้ชีวิตคู่

วิลเลียม บัลดิกา ประธาน Brown Rudnick ระบุในแถลงการณ์ว่า โดยปกติแล้วสำนักงานจะเลื่อนตำแหน่งทนายความขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนในช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณ “แต่ผลงานของคามิลล์ระหว่างการพิจารณาคดีของเดปป์พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่าเธอพร้อมสำหรับก้าวต่อไปแล้ว”

ในเวลาต่อมาวาสเกซออกแถลงการณ์ว่า เธอ “ดีใจ” ที่ได้รับการลงคะแนนไว้วางใจเต็มร้อยจากบริษัทให้ร่วมเป็นหุ้นส่วนของบริษัท “ฉันภูมิใจในทีมที่มีความสามารถชนิดหาตัวจับยากซึ่งเป็นตัวอย่างของการทำงานเป็นทีมและความร่วมมือกันที่ฉันได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นผู้นำ ฉันหวังว่าจะเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศของ Brown Rudnick ต่อไป”

ด้านผู้เชี่ยวชาญในวงการกฎหมายเผยว่า ผลงานของวาสเกซจะทำให้เธอเป็นที่ต้องการตัวของสำนักงานกฎหมายอื่นๆ และบริษัทจะพยายามดึงตัวเธอไว้ร่วมงานด้วยอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหุ้นส่วนหมายความว่า วาสเกซจะได้เป็นเจ้าของจากถือหุ้น รวมทั้งได้รับเงินค่าตอบแทนสูงขึ้น

Steve Helber/Pool via REUTERS

รัสเซียชี้ CSTO ควรสร้างความสมดุลในยูโร-แอตแลนติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685170

วันที่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 14:20 น.

รัสเซียชี้ CSTO ควรสร้างความสมดุลในยูโร-แอตแลนติก

องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) ควรเป็นปัจจัยปรับสมดุลในภูมิภาคยูโร-แอตแลนติก

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานว่า เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียให้สัมภาษณ์เพื่อทำสารคดีเรื่อง “CSTO Allies – 30 Years on Guard of Collective Security” (พันธมิตร CSTO – 30 ปีแห่งการพิทักษ์ความมั่นคงร่วม) ว่า องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) ควรเป็นปัจจัยสร้างสมดุลในในภูมิภาคยูโร-แอตแลนติก

“ขณะนี้มีการอภิปรายอย่างดุเดือดเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการตามการตัดสินใจของที่ประชุม CSTO ในการรับรองความปลอดภัยที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ นี่เป็นหนึ่งในประเด็นพื้นฐานที่เรานำเสนอสำหรับการอภิปราย” ลาฟรอฟกล่าว

“เราถามคำถามเหล่านั้นกับคู่สนทนา เนื่องจากนอกจากความมุ่งมั่นที่จะละเว้นจากการเพิ่มความปลอดภัยให้กับใครก็ตามโดยกระทบกับผู้อื่น ทุกคนยังมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้องค์กรใดๆ ในกรณีนี้คือนาโต (NATO) อ้างสิทธิ์ในบทบาทพิเศษในเหตุการณ์และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในภูมิภาคยูโร-แอตแลนติก” ลาฟรอฟเผย

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า “เราจะกดดันเพื่อให้ได้คำตอบ ไม่ใช่เพียงสัญญาหรือลงนามอะไรสักอย่าง แล้วทำอะไรก็ได้ตามต้องการ แบบนี้มันไม่ได้ผล นั่นคือเหตุผลที่ CSTO ควรเป็นปัจจัยที่สร้างความสมดุลในภูมิภาคยูโร-แอตแลนติก”

ลาฟรอฟกล่าวว่า การพัฒนาองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (CSTO) ไม่เป็นที่ชื่นชอบของประเทศนาโต

“CSTO จะพัฒนาตามความต้องการที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบการพัฒนาขององค์กร รวมถึงเพื่อนนาโตของเราด้วย” ลาฟรอฟกล่าว

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 2000 เป็นต้นมา CSTO ได้เชิญนาโตให้สร้างกลไกสำหรับการปรึกษาหารือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และความร่วมมือในด้านต่างๆ ของการรักษาความปลอดภัยยูโร-แอตแลนติก โดยส่วนใหญ่อยู่ในกรอบขององค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE)

“สมาชิกของ NATO ซึ่งยังคงปฏิบัติต่อรัฐและองค์กรอื่นด้วยความเย่อหยิ่ง เพิกเฉยต่อคำขอเหล่านั้น ขณะนี้มีการอภิปรายอย่างดุเดือดเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการตามการตัดสินใจของ CSTO ในการรับรองความปลอดภัยที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ นี่เป็นหนึ่งในประเด็นพื้นฐานที่เรานำเสนอสำหรับการอภิปราย”

“หลักของความมั่นคงที่แบ่งแยกไม่ได้ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีและหัวหน้ารัฐบาลของทุกประเทศนาโต คาดการณ์ให้ทุกประเทศทุกกลุ่มประเทศหรือองค์กรละเว้นจากการพยายามอ้างสิทธิ์ในบทบาทที่โดดเด่นในภูมิภาคยูโร-แอตแลนติก”

ลาฟรอฟย้ำว่า การกระทำทุกอย่างของนาโตคือสิ่งที่สมาชิกกลุ่มเคยสัญญาว่าจะหลีกเลี่ยง

Alexander Zemlianichenko/Pool via REUTERS

สหรัฐเจอเงินเฟ้อสูงในระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685160

วันที่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 13:02 น.

สหรัฐเจอเงินเฟ้อสูงในระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้

รมต.คลังยอมรับสหรัฐเผชิญเงินเฟ้อสูงในระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้และจะยังสูงต่อไป

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐเผยต่อคณะกรรมาธิการด้านการเงินของวุฒิสภาว่า สหรัฐเผชิญภาวะเงินเฟ้อในระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้ และมีแนวโน้มว่าจะยังคงสูงต่อไป แต่เยลเลนเชื่อว่าการขึ้นราคาของสินค้าจะลดลงเร็วๆ นี้

เยลเลนยังปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของพรรครีพับลิกันที่ว่า ภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปีของสหรัฐเป็นเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ARP) จากสถานการณ์ Covid-19 มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เมื่อปีที่แล้ว

“เราเห็นเงินเฟ้อสูงขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศทั่วโลก และพวกเขามีนโยบายทางการเงินต่างกัน” เยลเลนกล่าว “ดังนั้นจะโทษว่าภาวะเงินเฟ้อที่พวกเราเผชิญอยู่สะท้อนผลกระทบจาก ARP ไม่ได้”

เยลเลนย้ำมุมมองของตัวเองว่า ภาวะเงินเฟ้อถูกกระตุ้นโดยความไม่พอดีกันของอุปสงค์และอุปทาน รวมทั้งความต้องการสินค้าที่มากกว่าบริการในช่วงการแพร่ระบาดและซัพพลายเชนสะดุดอย่างหนัก โดยราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีก

“ฉันคาดว่าเงินเฟ้อจะยังสูงแม้ว่าฉันจะหวังเป็นอย่างมากว่ามันจะลดลงก็ตาม” เยลเลนกล่าว

เยลเลนถูกพรรครีพับลิกันวิพากษ์วิจารณ์หลังจากยอมรับว่าเธอคาดการณ์ผิดพลาดเมื่อปีที่แล้วว่าภาวะเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นชั่วคราวและจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“ตอนฉันพูดว่าภาวะเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นชั่วคราว สิ่งที่ฉันไม่ได้คาดหมายล่วงหน้าคือ สถานการณ์ที่เราจะต้องเผชิญกับ Covid-19 หลากหลายสายพันธุ์ที่กระทบกับเศรษฐกิจของเราและซัพพลายเชนทั่วโลก และฉันไม่ได้คิดถึงผลกระทบต่อราคาพลังงานและอาหารที่เราได้เห็นจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย” เยลเลนกล่าว

“จำเป็นต้องมีจุดยืนด้านงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อเสริมการดำเนินการตามนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อโดยไม่ทำลายความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน” เยลเลนระบุในแถลงการณ์ที่เตรียมไว้

คำแถลงการณ์ของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากธนาคารโลกเตือนว่ามีความเสี่ยงสูงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง (stagflation) ที่เคยเกิดในช่วงทศวรรษ 1970 จะกลับมา โดยธนาคารโลกปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงเกือบ 1 ใน 3 เหลือ 2.9% สำหรับปี 2022

REUTERS/Evelyn Hockstein/File Photo

หวนคืนสู่ยุค 70 ธนาคารโลกเตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เงินเฟ้อพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685156

วันที่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 12:50 น.

หวนคืนสู่ยุค 70 ธนาคารโลกเตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เงินเฟ้อพุ่ง

โลกเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation เหมือนกับยุค 1970 ธนาคารโลกเตือนเศรษฐกิจชะลอตัวอีกหลายปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าธนาคารโลก (World Bank) กล่าวเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยหลายประเทศมีแนวโน้มที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย

โดยคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกลง 1.2 จุด เป็น 2.9% ในปี 2022 หลังจากที่เคยคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 4.1% ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามในยูเครน

ธนาคารโลกยังเตือนถึงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อพุ่ง (Stagflation) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1970 เช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนที่เกรงว่าวิกฤตเศรษฐกิจยุค 70 จะกลับมาอีกครั้ง

เดวิด มัลปัส ประธานธนาคารโลกกล่าวว่าอันตรายจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีมากในทุกวันนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอจะยังคงดำเนินต่อไปตลอดทศวรรษเนื่องจากการลงทุนที่ลดลง ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในรอบหลายสิบปีในหลายประเทศและอุปทานที่คาดว่าจะเติบโตอย่างช้าๆ มีความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงขึ้นไปอีกนาน

“สงครามในยูเครน การล็อกดาวน์ในจีน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจ ในหลายประเทศภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง” มัลปัสกล่าว

Photo by REUTERS/Yves Herman

สหรัฐยกระดับเตือนภัยฝีดาษลิง ห่วงแพร่เชื้อทางอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685149

วันที่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 12:00 น.

สหรัฐยกระดับเตือนภัยฝีดาษลิง ห่วงแพร่เชื้อทางอากาศ

สหรัฐยกระดับเตือนภัยฝีดาษลิงสู่ระดับ 2 จาก 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังทั่วโลกป่วยทะลุ 1,000 คน

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา CNBC รายงานว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ยกระดับการเตือนภัยโรคฝีดาษลิงมาสู่ระดับ 2 จาก 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยขอให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคขั้นสูงเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด หลังจากที่มีผู้ป่วยยืนยันและต้องสงสัยรวม 1,019 รายจาก 29 ประเทศนอกถิ่นฐานการแพร่ระบาดในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเตือนให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรวมถึงผู้ที่เป็นแผลที่ผิวหนัง ตลอดจนสัตว์ที่ป่วยหรือตาย สำหรับผู้ที่มีอาการผื่นขึ้นที่ผิวหนังโดยไม่ทราบสาเหตุให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น และติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขเพื่อขอคำแนะนำ

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยต้องสงสัยมากที่สุดอยู่ที่ 302 ราย รองลงมาคือสเปน 198 ราย, โปรตุเกส 153 ราย และแคนาดา 80 ราย

ท่ามกลางความกังวลว่าโรคฝีดาษลิงจะแพร่กระจายเชื้อผ่านอากาศ (Airborne) The New York Times รายงานว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคได้ระบุคำแนะนำในการป้องกันโรคเมื่อเดือนต้นเดือนที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นกล่าวถึงการสวมหน้ากากอนามัย โดยระบุว่า “การสวมหน้ากากอนามัยสามารถช่วยป้องกันโรคต่างๆ รวมทั้งโรคฝีดาษลิง” ซึ่งถูกลบออกไปในภายหลัง

โดยต่อมามีการแถลงว่า “CDC ลบคำแนะนำเรื่องหน้ากากอนามัยออกจากประกาศดังกล่าวเพราะมันทำให้เกิดความสับสน” อย่างไรก็ตามยังคงเตือนว่าผู้สัมผัสใกล้ชิดและบุคลากรด้านสาธารณสุขควรพิจารณาสวมหน้ากากอนามัย

The New York Times อ้างข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งให้สัมภาษณ์ว่าไวรัสฝีดาษลิงสามารถแพร่เชื้อในอากาศได้ อย่างน้อยก็ในระยะทางสั้นๆ หรือปริมาณน้อยมาก แต่ไม่มีการคาดการณ์ที่แน่ชัดเกี่ยวกับปริมาณของไวรัสที่แพร่กระจาย

รายงานระบุว่าในการแพร่ระบาดในอดีต ผู้ป่วยส่วนใหญ่สัมผัสใกล้ชิดกับคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ แต่ในบางกรณีการแพร่เชื้อทางอากาศเป็นเพียงคำอธิบายเดียวสำหรับการติดเชื้อ

ดร.ซาเมียร์ เอลซายิด ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ พยาธิวิทยา และเวชศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นของแคนาดา แนะนำว่าบุคลากรทางการแพทย์ควรสวมถุงมือ เสื้อคลุม หน้ากากอนามัย และเฟสชีลด์ ขณะดูแลผู้ป่วยฝีดาษลิง ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหรือต้องสงสัยว่าเป็นโรคฝีดาษลิงควรแยกกักตัว ระมัดระวังการแพร่เชื้อทางอากาศ ฝอยละออง (Droplet) และการสัมผัส

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์แถลงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเดือนพ.ค. ว่าโรคฝีดาษลิงแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสร่างกายอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ผ่านอากาศในระยะทางไกล

Photo by Cynthia S. Goldsmith, Russell Regnery/CDC/Handout via REUTERS

ปูตินเสียทหารชั้นยอดอีกหนึ่ง ทหารรับจ้างยอดฝีมือถูกสไนเปอร์ส่องดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685091

วันที่ 07 มิ.ย. 2565 เวลา 17:53 น.

ปูตินเสียทหารชั้นยอดอีกหนึ่ง ทหารรับจ้างยอดฝีมือถูกสไนเปอร์ส่องดับ

รัสเซียยังเสียทหารชั้นยอดอย่างต่อเนื่อง แต่ปูตินก็ยังไม่ยอมถอยครั้งใหญ่

โซเชียลมีเดียและหนังสือพิมพ์รัสเซียรายงานว่า วลาดิมีร์ อันโดนอฟ วัย 44 ปี ทหารรับจ้างชาวรัสเซีย ถูกมือปืนลอบสังหารในเมืองคาร์คิฟ เมืองที่สองของยูเครน

หนังสือพิมพ์รัสเซีย Moskovsky Komsomolets อ้างรายงานของ Peleng 03 เมื่อวันอาทิตย์ในแอป Telegram ระบุว่า “เขาเสียชีวิตในตอนกลางคืนระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่พร้อมกับสหายของเขา สันนิษฐานว่าตกเป็นเหยื่อของสไนเปอร์” 

Newsweek รายงานว่า อันโดนอฟ ยังเป็นที่รู้จักในนามแฝงที่ใช้ในฐานะทหารว่า Vaha ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทหารรับจ้าง Wagner Group บริษัททหารรับจ้างของรัสเซียที่ถูกส่งไปรบในพื้นที่ต่างๆ มีรายงานว่าเขาเคยต่อสู้ในปฏิบัติการของรัสเซียในซีเรียและลิเบีย และในเดือนธันวาคม 2560 เขาได้รับเหรียญบำเหน็จทางทหาร

อันโดนอฟ มาจากเขตโมกอยตุยสกี ในสาธารณรัฐบูเรียเตีย ในแคว้นไซบีเรีย ซึ่งสำนักข่าวท้องถิ่น Gazyeta Nomer Adeen ระบุว่าเขาเป็น “อาสาสมัครที่มีชื่อเสียงที่สุด” ของภูมิภาค

การตายของเขาเกิดขึ้นในขณะที่ผู้บัญชาการอีกสองคนของปูติน พล.ต.โรมัน คูตูซอฟ และพลโทโรมัน เบอร์ดนิคอฟ ถูกสังหารโดยปืนใหญ่ของยูเครนในเขตดอนบัส

วินาทีรัสเซียยิงมิสไซล์โจมตียูเครนกลางทะเลดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685094

วันที่ 07 มิ.ย. 2565 เวลา 18:45 น.

วินาทีรัสเซียยิงมิสไซล์โจมตียูเครนกลางทะเลดำ

คลิปกองทัพเรือรัสเซียยิงขีปนาวุธ Kalibr โจมตียูเครนจากทะเลดำ

เว็บไซต์ Navy Recognition อ้างวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. แสดงให้เห็นเรือลาดตระเวนชั้น Buyan ของกองทัพรัสเซียได้ยิงขีปนาวุธ Kalibr ไปยังเป้าหมายยูเครนในทะเลดำ

#war #Russian #Navy Buyan-M Class missile corvette is firing eight SS-N-30 cruise missiles towards Ukraine from the roadstead of Sevastopol on June 6, 2022. pic.twitter.com/sNqPDNZwiR

— Capt(N) (@Capt_Navy) June 7, 2022

ขีปนาวุธ Kalibr หรือที่นาโตเรียกว่า SS-N-27 Sizzler และ SS-N-30A เป็นตระกูลขีปนาวุธล่องเรือของรัสเซียที่พัฒนาโดย Novator Design Bureau (OKB-8) มีพิสัยทำการประมาณ 1,500 ถึง 2,500 กิโลเมตร มีทั้งแบบยิงจากเรือรบ เรือดำน้ำ และยิงทางอากาศ และมีรูปแบบต่างๆ ทั้งสำหรับการโจมตีเรือ เรือรบ และการโจมตีทางบก

บางรุ่นมีการขับเคลื่อน 2 สเตจซึ่งจะเร่งความเร็วให้อยู่ในระดับเหนือเสียงในช่วงสุดท้ายก่อนจะไปถึงเป้าหมาย เพื่อให้ระบบป้องกันของศัตรูมีเวลาในการตอบสนองน้อยลง และยังสามารถบรรจุหัวรบที่มีระเบิดหนัก 500 กิโลกรัมหรือหัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์

ขีปนาวุธนี้สามารถยิงจากเรือที่แล่นอยู่บนผิวน้ำด้วยระบบการยิงในแนวตั้ง (VLS) จากนั้นจรวดจะพุ่งสู่ระดับความสูงที่ปลอดภัยกับตัวเรือแล้วจุดเครื่องยนต์เพื่อร่อนหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ก่อนจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วยระบบนำร่อง GNSS และระบบพิกัดสัญญาณดาวเทียม GLONASS หรือระบบ GPS เวอร์ชั่นรัสเซีย

ขีปนาวุธรุ่นที่ใช้ในประเทศ (3M54T / 3M54K) และรุ่นส่งออก (3M54TE/3M54KE) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำกว่าเสียง ก่อนจะขยับเป็นความเร็วเหนือเสียงที่ 2.9 มัค (เร็วกว่าความเร็วเสียง 2.9 เท่า) เมื่อเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย ซึ่งความเร็วระดับนี้ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจจับได้

ส่วนเรือรบเป็นเรือลาดตระเวนชั้น Buyan-M เรือลาดตระเวนขีปนาวุธขนาดเล็ก โครงการ 21,631 ซึ่งเปิดตัวในเดือนเม.ย. 2020 และเข้าประจำการในเดือนม.ค. 2021 โดยเรือลำนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการในเขตชายฝั่งเป็นหลัก เพื่อปกป้องพื้นที่ชายฝั่งทะเลของรัสเซีย

เรือดังกล่าวสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 28 นอต ระยะปฏิบัติการ 2,800 กิโลเมตร พร้อมอาวุธมากมาย อาทิ ปืนเรือ A-190-01 ขนาด 100 มิลลิเมตร, AK-630-M2 CIWS ขนาด 30 มิลลิเมตร, ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ Pantir-M CIWS (Stavropol), ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ Kalibr หรือ Oniks, ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ Komar จำนวน 8 ลูก, เครื่องยิงระเบิด DP-65 และ ปืนกล KPV ขนาด 14.5 มิลลิเมตร 2 กระบอก

วิจารณ์หึ่ง! Axon ผุดแผนโดรนช็อตไฟฟ้า แก้ปัญหากราดยิงในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685079

วันที่ 07 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

วิจารณ์หึ่ง! Axon ผุดแผนโดรนช็อตไฟฟ้า แก้ปัญหากราดยิงในโรงเรียน

Axon ระงับโครงการโดรนติดปืนช็อตไฟฟ้าหลังถูกวิจารณ์หนัก-พนักงานลาออกประท้วง

เหตุกราดยิงในโรงเรียนในรัฐเท็กซัสเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคร่าชีวิตเด็กไป 19 ราย และครูอีก 2 ราย กระตุ้นให้บริษัท Axon ผู้ผลิตปืนช็อตไฟฟ้า (Taser) ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าทางบริษัทมีแผนที่จะติดอาวุธบนโดรนและวางจำหน่าย เพื่อยุติปัญหาการกราดยิงในโรงเรียนของสหรัฐ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกประณามในทันทีโดยเกรงว่าอาวุธดังกล่าวจะถูกใช้ในทางที่ผิด

ริค สมิท ซีอีโอของ Axon กล่าวว่าเขาได้สำรวจระบบดังกล่าวมาหลายปีแล้ว โดยมองว่าการอภิปรายเรื่องปัญหาความรุนแรงจากปืนที่เป็นวาระระดับชาติเกิดขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผลจนเขาหมดความอดทน จึงวางแผนที่จะพัฒนาโดรนติดปืนช็อตไฟฟ้าซึ่งสามารถควบคุมจากระยะไกล แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต โดยมองว่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ทันท่วงที มีมนุษยธรรมและจริยธรรมในการปกป้องผู้บริสุทธิ์

ภายหลังจากการประกาศของ Axon คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านจริยธรรมของบริษัท 9 คนจาก 12 คน แถลงลาออกทันที เนื่องจากกังวลว่าโดรนดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อชุมชน อาจทำให้ความอยุติธรรมทางเชื้อชาติรุนแรงขึ้น บ่อนทำลายความเป็นส่วนตัว และเป็นอันตรายถึงชีวิตหากมีการเพิ่มอาวุธอื่นๆ ขึ้นอีก

โดยแดเนียล ซิตรอน หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการจริยธรรม และศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่สมาชิกคณะกรรมการบางส่วนหรือทั้งหมดจะลาออกเนื่องจากการตัดสินใจของสมิท

In response to today’s announcement… We have included a statement from the Axon AI Ethics Advisory Board. pic.twitter.com/7FDgmImhnU— Axon (@axon_us) June 2, 2022

ด้านสมิทกล่าวว่าเขาเข้าใจและเห็นด้วยกับข้อกังวลของคณะกรรมการ แต่ทางบริษัทจะต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่าระบบเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด และคำนึงถึงความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวันนี้ (7 มิ.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Axon ประกาศว่ากำลังยุติโครงการโดรนติดปืนช็อตไฟฟ้าแล้ว

“สืบเนื่องจากกระแสตอบรับ เรากำลังหยุดดำเนินการโครงการนี้ชั่วคราว และปรับโฟกัสใหม่เพื่อสำรวจเส้นทางที่ดีที่สุดเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มที่” สมิทกล่าว

Photo by Axon

บริษัทจีนลงทุนด้าน ‘วิทย์-เทคโนฯ’ เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685080

วันที่ 07 มิ.ย. 2565 เวลา 15:33 น.

บริษัทจีนลงทุนด้าน ‘วิทย์-เทคโนฯ’ เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จับตาความก้าวหน้าของภาคธุรกิจจีน ลงทุนด้าน ‘วิทย์-เทคโนฯ’ เพิ่มขึ้น

หวังจื้อกัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน แถลงว่าการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของบรรดาวิสาหกิจจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 76 ของการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดของประเทศ

หวังระบุว่าจำนวนบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเพิ่มขึ้นจาก 49,000 แห่งในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา อยู่ที่ 330,000 แห่งในปี 2021 ซึ่งการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัทเหล่านี้ครองสัดส่วนร้อยละ 70 ของการลงทุนประเภทดังกล่าวทั้งหมดของบริษัทจีน

หวังเสริมว่าบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนชำระภาษีเป็นจำนวน 8 แสนล้านหยวน (ราว 4.13 ล้านล้านบาท) ในปี 2012 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 ล้านล้านหยวน (ราว 11 ล้านล้านบาท) ในปี 2021

หวังทิ้งท้ายว่าจำนวนบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงทะลุเกินร้อยละ 90 จากบรรดาบริษัททั้งหมดที่จดทะเบียนในกระดานซื้อขายหุ้นนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) และตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง

(แฟ้มภาพซินหัว : เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ห้องปฏิบัติการสำคัญของคลังข้อมูลขนาดใหญ่สาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยกุ้ยโจว นครกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 27 พ.ค. 2022)

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว