อินเดียส่อแววถูกทิ้ง สหรัฐหันผนึกกำลังออสเตรเลีย-อังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663691

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 14:42 น.อินเดียส่อแววถูกทิ้ง สหรัฐหันผนึกกำลังออสเตรเลีย-อังกฤษหรืออินเดียจะถูกลอยแพ หลังสหรัฐจ่อช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ต้านจีน

สืบเนื่องจากการที่สหรัฐร่วมมือกับสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคง “AUKUS” เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

ทว่า อรุณ ประกาศ (Arun Prakash) อดีตผู้บัญชาการทหารเรืออินเดียทวีตเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าความร่วมมือดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลอินเดียไม่พอใจ

“เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สหรัฐ บอกอินเดียว่ากฎหมายของอเมริกาทำให้ไม่สามารถแบ่งปันเทคโนโลยีขับเคลื่อนนิวเคลียร์กับใครได้ รวมถึงประเทศพันธมิตร” เขากล่าว

ย้อนกลับไปในปี 2008 อินเดียและสหรัฐได้ลงนามในข้อตกลง ซึ่งสหรัฐตกลงที่จะร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับอินเดีย แต่ข้อตกลงนี้ไม่ครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ทางทหาร

ในปีถัดมา ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาซึ่งครอบคลุมความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งและการเข้าถึงอาวุธที่ซับซ้อน ทว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการทหารเช่นเคย

แต่ตอนนี้ AUKUS จะทำให้สหรัฐแบ่งปันเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์กับออสเตรเลีย ท่ามกลางความพยายามตอบโต้อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

จึงเกิดคำถามว่าทำไมที่ผ่านมาอินเดียจึงไม่ได้รับการเข้าถึงเทคโนโลยีของสหรัฐในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นาวเตช สารนา (Navtej Sarna) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำกรุงวอชิงตันระหว่างปี 2016 ถึง 2018 มองว่า ไม่ควรเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอินเดีย และออสเตรเลีย เนื่องจากมีประวัติศาสตร์และพลวัตที่แตกต่างกัน

พร้อมกล่าวอีกว่าอินเดียควรพิจารณาความหมายของสนธิสัญญา AUKUS ซึ่งหากมันช่วยต่อต้านจีนในภูมิภาคได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออินเดียไปด้วย

เศขระ สิงหะ (Shekhar Sinha) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรืออินเดียกล่าวว่าการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของออสเตรเลียจะมี “ผลกระทบสำคัญ” ต่อความสมดุลของอำนาจในอินโด-แปซิฟิก

ด้านรัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ตอบโต้หรือแสดงความเห็นใดๆ อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS

โดยรัชนาถ สิงห์ (Rajnath Singh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอินเดียกล่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังศึกษาเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว

หลังจากที่ได้พุดคุยกับลอยด์ ออสติน (Lloyd Austin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังคงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอินเดียเช่นเคย และข้อตกลง AUKUS จะไม่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างสหรัฐและอินเดีย

รวมไปถึงความร่วมมือกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค

โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมที (Narendra Modi) ของอินเดียมีกำหนดเยือนวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ร่วมกับสหรัฐ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ในวันที่ 24 กันยายนที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่าข้อตกลง AUKUS จะลดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มจตุภาคี Quad ลงไปได้

ที่มา Times of IndiaSouth China Morning Post

ภาพโดย REUTERS/Tom Brenner

ประธาน Evergrande ยืนยันจะผ่านพ้นวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663677

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:58 น.ประธาน Evergrande ยืนยันจะผ่านพ้นวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่พร้อมระบุว่าจะส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามคำมั่นสัญญา และจะรับผิดชอบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รอยเตอร์สรายงานว่า สวี่เจียอิ้น ประธานบริษัท Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้มูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในขณะนี้ กล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่มืดมนที่สุด และยืนยันว่าจะส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามคำมั่นสัญญา

ข้อความดังกล่าวถูกระบุในจดหมายถึงพนักงานบริษัทซึ่งได้รับการรายงานโดยสื่อท้องถิ่นจีน นอกจากนี้ประธานยังยืนยันว่าบริษัท Evergrande จะรับผิดชอบต่อผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน หุ้นส่วน และสถาบันการเงินทั้งหมด

หลังจากที่ก่อนหน้านี้การก่อสร้างสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักไป โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Evergrande มีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งล้านยูนิตแต่ยังไม่ได้รับการสร้าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลในหมู่นักลงทุนชาวจีนที่ทุ่มเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว

โดยผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้รวมตัวกันประท้วงที่สำนักงานของบริษัท Evergrande อย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องคำตอบที่ชัดเจนจากบริษัท ตลอดจนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้มีการยืนยันจากพนักงานว่าการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน แต่นักลงทุนส่วนหนึ่งยังคงไม่วางใจ

ขณะที่วิกฤตหนี้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ยังสะเทือนถึงตลาดหุ้นและตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอีกด้วย อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลและการขาดความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนที่หวั่นว่าบริษัทจะผิดนัดชำระหนี้ และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

Photo by STR / AFP

ตลาดหุ้นร่วง กังวลวิกฤตหนี้ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663673

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:03 น.ตลาดหุ้นร่วง กังวลวิกฤตหนี้ Evergrandeนักลงทุนจับตาวิกฤตการเงินบริษัท Evergrande ทำตลาดหุ้นปรับลบ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าวันนี้ (21 ก.ย.) ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนหนัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง Evergrande ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สินมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐท่ามกลางความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วภูมิภาค ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าบริษัทจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ในเวลาที่กำหนด และความวิตกกังวลส่วนใหญ่มาจากความไม่ชัดเจนของบรรดาผู้นำในประเทศจีน

ติง ซวง จาก Standard Chartered มองว่า “คนส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังให้ Evergrande ล้มละลายในทันที แต่ความเงียบและขาดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมของผู้กำหนดนโยบายทำให้ทุกคนตื่นตระหนก” พร้อมคาดหวังว่ารัฐบาลจีนจะออกมาดำเนินการบางอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพทางอารมณ์

ในช่วงเช้าวันนี้ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ 30,021.25 จุด ร่วงลง 478.8 จุด หรือ -1.57% ขณะที่ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 23,867.16 จุด ร่วงลง 231.98 จุด หรือ -0.96%

สำหรับดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ 33970.48 จุด ร่วงลง 614.41 จุด หรือ 1.78%, NASDAQ อยู่ที่ 14713.9 จุด ลดลง 330.06 จุด หรือ 2.19% มาอยู่ที่ 14713.9 และ S&P 500 อยู่ที่ 4,357.73 จุด ลดลง 75.26 จุด หรือ 1.7%

ด้านตลาดจีนและเกาหลีใต้ปิดทำการเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันขอบคุณพระเจ้า

Photo by GREG BAKER / AFP

คริปโตราคาร่วงต่อเนื่องจากความกังวลวิกฤตหนี้ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663671

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 10:40 น.คริปโตราคาร่วงต่อเนื่องจากความกังวลวิกฤตหนี้ Evergrandeความกังวลเกี่ยวกับ Evergrande ของจีนส่งแรงสะเทือนทั่วตลาดโลกฉุดราคาคริปโตร่วงตามๆ กัน

ราคาคริปโตเคอร์เรนซี หรือสกุลเงินดิจิทัลยังร่วงต่อเนื่องหลังจากนักลงทุนพากันเทขาย เพราะความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดโลก

ช่วงเปิดตลาดในช่วงเช้าของเอเชีย ราคา Bitcoin ร่วง 7.6% ลงมาอยู่ที่ 40,237 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นราคาต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะดีดกลับมาอยู่ในระดับเดิม

จากข้อมูลของ CoinGecko.com Ether ร่วงไปอยู่ต่ำกว่า 3,000 เหรียญสหรัฐ ส่วน Cardano ร่วงราว 10% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาที่ต่ำลงสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นเนื่องจากนักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักความเสี่ยงที่มาจากวิกฤตหนี้สินของ Evergrande และการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้

ส่วนดัชนี S&P 500 ตกลง 1.7% แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และวันนี้นักลงทุนยังเทขายหุ้นในตลาดเอเชียต่อเนื่อง

โจนาส ลูธี จากบริษัทนายหน้าซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัล GlobalBlock ในอังกฤษเผยว่า “บางคนมองว่าการร่วงอย่างกะทันหันของคริปโตเป็นผลมาจากสถานการณ์ของ Evergrande ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหลักทรัพย์มาก่อนแล้ว นักวิเคราะห์มองว่าสัปดาห์นี้ยังมีความไม่แน่นอน (Bitcoin) อาจกลับมาอยู่ที่ 41,000 เหรียญสหรัฐ”

แม้ว่าราคาของ Bitcoin จะไม่ได้ขึ้นลงตามตลาดการเงิน ทว่าแนวโน้มในช่วง 30 วันกับฟิวเตอร์สในตลาด Nasdaq 100 เป็นไปในเชิงบวกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว

แต่เมื่อ Bitcoin เริ่มผสมผสานเข้ากับตลาดการเงินโลกมากขึ้น มันอาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงที่กระตุ้นความเชื่อมั่นทั่วโลกมากขึ้น

Photo by Ozan KOSE / AFP

เมื่อ AUKUS ทำพิษ จีนจึงนั่งบนภู ดูฝรั่งกัดกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663645

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 19:30 น.เมื่อ AUKUS ทำพิษ จีนจึงนั่งบนภู ดูฝรั่งกัดกัน พันธมิตรที่ตั้งขึ้นเพื่อเล่นงานจีน กำลังส้างความร้าวฉานในหมู่ชาติตะวันตกเสียอย่างนั้น

เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายพอสมควรที่จู่ๆ ชาติตะวันตกก็หันมาซัดกันนัวซะอย่างนั้น ทั้งๆ ที่การฟอร์มพันธมิตรล้อมจีนกำลังจะไปได้สวยเลยทีเดียว

เหมือนที่จีนเตือนชาติตะวันตกเอาไว้ว่าหากคิดจะเล่นงานจีนละก็ระวังปืนลั่นใส่เท้าตัวเองแล้วกัน แล้วมันก็ลั่นเข้าจริงๆ

ตอนนี้พันธมิตรล้อมมีไม่รู้ตั้งกี่กลุ่ม กลุ่มล่าสุดคือ AUKUS ซึ่งสนธิสัญญาความมั่นคงไตรภาคีระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เพิ่งตั้งมาหมาดๆ เมื่อวันที่ 15 กันยายนนี่เอง

นี่คือกลุ่มที่จะใช้เล่นงานจีนโดยใช้เรือดำน้ำโดยเฉพาะ หากใครตามเรื่องความมั่นคงมาสม่ำเสมอจะทราบว่าหลายประเทศจับเรื่องดำน้ำกันจริงจังขึ้น ทั้งการต่อเรือใหม่และวางระบบตรวจจับ

ระบบตรวจจับนี้วาดหวังว่าจะมาใช้แถวๆ อาเซียนเพื่อดักเรือดำน้ำจีน ประเทศที่ทำท่าจะร่วมด้วยก็เช่นอินโดนีเซีย

พอตั้ง AUKUS ขึ้นมาแน่นอนว่าประเทศแรกที่โวยวายคือจีน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน จ้าวลี่เจียน กล่าวว่า “สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียกำลังมีส่วนร่วมในความร่วมมือในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างร้ายแรง ซ้ำเติมการแข่งขันด้านอาวุธ และทำร้ายความพยายามในการไม่แพร่ขยายอาวุธระหว่างประเทศ”

แต่จีนก็สวนกลับเป็นปกติอยู่แล้วกับท่าทีคุกคามของสหรัฐกับพันธมิตร ประเทศที่จีนขู่หนักเป็นพิเศษคือออสเตรเลียที่มีเรื่องพิพาททางการค้าและการเมืองมาหลายเดือนแล้ว สื่อทางการจีนถึงกับขู่ว่าออสเตรเลียอาจจะถูกเล็งเป้าหมายจากจีนเพราะการณ์นี้

นี่ก็ยังไม่นับว่าเซอร์ไพร์ส ที่เซอร์ไพร์สคือประเทศที่เดือดร้อนหนักกว่าจีนกลับกลายเป็นฝรั่งเศสเสียอย่างนั้น

ฝรั่งเศสมีดีลสร้างเรือดำน้ำให้กับออสเตรเลีย 12 ลำมูลค่า 90,000 ล้านดอลลาร์ออสดตรเลีย ดีลนี้มีมานานหลายปีแล้วและเจตนาก็เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้ออสเตรเลียรับมือกับจีนนั่นเอง

พอออสเตรเลียเข้าร่วม AUKUS ก็เขี่ยดีลกับฝรั่งเศสทิ้งทันทีเพื่อหันไปซื้อเรือดำน้ำของสหราชอาณาจักรกับสหรัฐที่เป็นไตรภาคีกัน ฝรั่งเศสนั้นถูกแจ้งล่วงหน้าแค่ 2 ชั่วโมงก็ล้มดีล

แบบนี้จะไม่ให้ฝรั่งเศสเคืองได้อย่างไร เคืองแค้นถึงขนาดเรียกเอกอัครราชทูตประจำแคนเบอร์รากับวอชิงตันกลับมา และฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสบอกว่านี่มันเป็นการ “แทงข้างหลัง”

มันไม่ได้กระทบแค่เรื่องความมั่นคงแต่กระเพื่อมไปถึงเศรษฐกิจ อาร์กโนด์ ดังชอง สมาชิกรัฐสภาฝรั่งเศสถึงกับขู่ว่าออสเตรเลียเตรียมใจไว้ได้เลยว่าข้อตกลงการค้าเสรีกับยุโรปนั้นไม่ใช่แค่จะล่าช้าออกไป ซึ่งหมายความว่าฝรั่งเศสอาจจะวีโต้หรือเตะถ่วง

มันจะทำให้ออสเตรเลียเจอตอฝรั่งเศสเวลาจะติดต่ออะไรกับสหภาพยุโรป

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังไม่แสดงท่าทีอะไรชัด (ในวันที่บทความนี้เขียนขึ้น) แต่มีรายงานว่ามาครงโกรธเอามากๆ

ซ้ำร้าย แทนที่สหรัฐจะรีบทำความเข้าใจกับฝรั่งเศส กับแถลงว่าอีกวันสองวันนี้จะไบเดนจะโทรหามาครง เป็นการเตะถ่วงเวลาราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอีก

กับสหรัฐนั้นอาจจะคุยกันง่ายหน่อย ที่ฝรั่งเศสอาจจะไม่คุยเลยคือออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร

กับสหราชอาณาจักรนั้นไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง ที่ไม่ได้เรียกทูตที่ลอนดอนกลับมาไม่ใช่ว่าไม่ได้โกรธ แต่ เลอ ดริยงบอกว่าพวกอังกฤษนั้นเป็นพวกฉวยโอกาส ฝรั่งเศสรู้นิสัยใจคอดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกทูตกลับมา พร้อมกับเย้ยว่า “ทั้งหมดทั้งมวลแล้วสหราชอาณาจักเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ”

ที่ดูคล้ายๆ กันคือ เคลมองต์ โบน รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสฝ่ายกิจการยุโรปที่เย้ยว่าสหราชอาณาจักรเป็นแค่หุ้นส่วนประเภทลูกกระจ๊อกและเป็นรัฐบริวารของสหรัฐ

สหราชอาณาจักรนันเพิ่งจะถอนตัวจากสหภาพยุโรปแค่นี้ก็มองหน้ากันติดยากแล้ว ต่อจากนี้จะเจอฝรั่งเศสขวางเข้าให้อีก และฝรั่งเศสก็รู้ทันว่าที่สหราชอาณาตักรถอนตัวจากสหภาพยุโรปก็เพราะคิดฝันจะเป็นใหญ่เหมือนสมัยเป็นเจ้าอาณานิคม (นโยบาย Global Britain) ดังที่เคลมองต์ โบนบอกว่า

“เพื่อนชาวอังกฤษของเราอธิบายให้เราฟังว่าพวกเขากำลังออกจากสหภาพยุโรปเพื่อสร้าง Global Britain เราจะเห็นได้ว่านี่คือการหวนกลับเป็นเด็กในโอวาทของอเมริกาและยอมรับเป็นรัฐบริวาร”

ครั้งก่อนที่สหราชอาณาจักรถูกด่าว่าเลียแข้งเลียขาอเมริกาคือตอนที่ส่วทหารไปช่วยสหรัฐรุกรานอิรัก โทนี แบลร์ นายกรับมนตรียุคนั้นได้รับฉายาว่า Poodle (สุนัขสุนัขพุดเดิ้ล) ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับบิลยู บุช

แม้จะด่าอย่างเจ็บแสบ แต่ฝรั่งเศสก็ลงไม้ลงมือกับสหราชอาณาจักรด้วยด้วยการแคนเซิลการหารือความมั่นคงระหว่างฝรั่งเศสกับสหราชอาณาจักรไปซะเลย

ฝรั่งเศสนั้นเป็นเดือดเป็นแค้นขนาดที่พรรคฝ่ายค้านที่น่าจะค้านท่าทีของรัฐบาลที่จองเวรกับ AUKUS นอกจากไม่ค้านแล้ว ยังบอกว่ารัฐบาลทำน้อยไปอีก เพราะควรจะถอนตัวออกจากนาโตซะเลย

ถ้าฝรั่งเศสถอนตัวจากนาโตนับว่าเรื่องใหญ่มากแต่ไม่น่าจะถึงขนาดนั้น เพียงแต่เลอ ดริยงลั่นวาจาจาว่านาโตจะต้องคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่พิจารณายุทธศาสตร์ในการประชุมสุดยอดที่มาดริดในปีหน้า

นาโตนั้นเริ่มที่จะรวมตัวกันแข็งแกร่งขึ้นโดยเฉพาะประเทศยุโรปตะวันออกที่กลัวการแผ่อำนาจของรัสเซียหันมาพึ่งพานาโตหนักขึ้น ส่วนยุโรปตะวันตกก็ผนึกกำลังเหนียวแน่นมากขึ้นเพราะรัสเซียแสดงแสนยานุภาพทางทะเลในแถบยุโรปตะวันตกบ่อยๆ แถมยังชวนจีนมาซ้อมรบด้วย ทำให้ทั้งสองประเทศถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามร่วมกันของยุโรป ดังนั้นฝรั่งเศสเองก็มีเหตุผลที่ต้อง “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” กับสมาชิกในนาโต

แต่คราวนี้ฝรั่งเศสสิ้นความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อนาโตซะแล้วแถมยังมีเสียงเชียร์ให้ออกจากนาโตด้วยซ้ำ

รัสเซียกับจีนไม่ต้องทำอะไรในเกมนี้ ปล่อยให้นาโตฟัดกันเองไป สมกับที่จีนเตือนแล้วว่าระวังปืนจะลั่นใส่เท้าตัวเอง เพราะเครื่องเคราของชาติตะวันตกที่จะจัดการจีนพะรุงพะรังเกินไป ในที่สุดมันก็ทำร้ายตัวเองจนได้

ชาติตะวันตกยังลืมไปว่าการสร้างแนวต้านจีนในอินโด-แปซิฟิกนั้นไม่ใช่โซนปลอดภัยจากประเทศตะวันตกเสียทีดียว พราะมันยังทับเส้นกันได้ ในแถบนี้มีดินแดนโพ้นทะเล (จังหวัดนอกแผ่นดินยุโรปของฝรั่งเศส) หลายแห่ง ฝรั่งเศสย่อมกังวลต่อสวัสดิภาพของดินแดนโพ้นทะเลของตนด้วย เมื่อจู่ๆ พวกไตรภาคี AUKUS จะเปิดศึกกับจีนแถบนี้

นิวซีแลนด์ที่เป็นสมาชิก Five Eyes แท้ๆ หลังจากเปิดตัว AUKUS นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จาซินดา อาร์เดิร์น ออกแถลงการณ์ทันควันโดยย้ำจุดยืนของนิวซีแลนด์ว่าจะไม่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในน่านน้ำของตน บอกว่าถึงไม่ชวนเข้า AUKUS แต่ไม่หวังว่า AUKUS จะชวนเข้าร่วมด้วย แปลตรงๆ ก็คืออย่าลากนิวซีแลนด์ไปเอี่ยวด้วย

ฝ่ายจีนนั้นนอกจากส่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศออกมาติติงตามสมควรและให้สื่อแทบลอยด์ต่อว่าด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นนิดหน่อย แค่นี้ก็ไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนอะไรมาก

เรียกว่านั่งบนภูดูเสือกัดกันก็ไม่ผิด

แต่จีนนั่งบนภูไม่ได้นานหรอก เพราะถึงฝรั่งเศสจะไม่ยอมเคลียร์กับคู่กรณี แต่ยังมีประเทศอื่นที่จ้องรุมทึ้งจีนอยู่อีกมากและพร้อมที่จะร่วมแนวร่วมที่นำโดยสหรัฐ เพียงแต่นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพันธมิตรต้านจีนนั้นมีจุดอ่อนและช่องโหว่เพียบเหมือนกัน

ดังนั้น หลายปีที่ผ่านมารัสเซียถึงเล่นเกมใต้ดินบ่อนทำลายนาโตทีละน้อยๆ นั่นเอง

เอาจริงๆ ประเทศที่ควรกังวลกับ AUKUS ควรจะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยซ้ำไม่ใช่จีน พราะฝรั่งเล่นสะสมแสนยานุภาพจ่อหน้าประตูบ้านเราแบบนี้ จะให้เรานิ่งไหวหรือ

เกาหลีเหนือ นั้นเตือนแล้วว่า AUKUS จะกระตุ้นให้เกิดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค ซึ่งมีส่วนจริงอย่างมาก ต่อให้ไม่ถึงอาวุธนิวเคลียร์มันก็จะกระตุ้นให้เกิดการสะสมอาวุธในแถบนี้ มาเลเซียกับอินโดนีเซียออกปากเตือนเรื่องนี้กันแล้ว

สิ่งที่ตามมาย่อมเป็นเหตุผลให้บางประเทศเพิ่มงบประมาณด้านการทหารแน่นอน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by BRENDAN ESPOSITO / POOL / AFP

Carousell รีคอมเมิร์ซจากนศ.สู่ยูนิคอร์นล่าสุดของอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663627

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 18:04 น.Carousell รีคอมเมิร์ซจากนศ.สู่ยูนิคอร์นล่าสุดของอาเซียนกระแสช้อปสินค้ามือสองออนไลน์เป็นที่นิยม ดันแอป Carousell ขึ้นแท่นยูนิคอร์นรายใหม่ของอาเซียน

Carousell แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้ามือสองออนไลน์สัญชาติสิงคโปร์ กลายเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ “ยูนิคอร์น” รายล่าสุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากที่สามารถระดมทุนไปได้ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนำโดยบริษัท STIC Investments จากเกาหลีใต้ และผู้สนับสนุนรายอื่นๆ ได้แก่ Sequoia Capital India, Golden Gate Ventures และ Naver บริษัทเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ผู้สร้างแอปพลิเคชัน Line

โดยเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ

แนวคิดสำคัญของ Carousell

กว๊อก ซิว รุย (Quek Siu Rui) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Carousell เชื่อว่าการนำประสบการณ์ด้านดิจิทัลมาปรับใช้อย่างรวดเร็วเป็นโอกาสในการเพิ่มความพยายามในธุรกิจรีคอมเมิร์ซ (recommerce) หรือแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้ามือสองได้เป็นเท่าตัว โดยบริษัทมุ่งเน้นที่ความสะดวกในการใช้งานและความไว้วางใจ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้

การทำงานของ Carousell ก็เหมือนกับแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์อื่นๆ คือผู้ขายสามารถถ่ายภาพสิ่งของที่ต้องการขายพร้อมใส่รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้

โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้นจะทำให้รูปแบบการบริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร กล่าวคือผู้คนหันมาใช้บริการอีคอมเมิร์ซมากขึ้นในการซื้อขายสินค้า ซึ่งทำให้ Carousell และบริษัทอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประกอบกับความนิยมในการซื้อขายสินค้ามือสองที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้รีคอมเมิร์ซอย่าง Carousell ได้รับอานิสงส์ไปด้วยเช่นกัน

ก่อนจะเป็นยูนิคอร์น

Carousell ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดยกว๊อกซิว รุย (Quek Siu Rui), มาร์คัส ตัน (Marcus Tan) และลูกัส หงอ (Lucas Ngoo) 3 นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอ Twitter, มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้ง Facebook และดรูว์ ฮิวสตัน (Drew Houston) ซีอีโอ Dropbox

กว๊อก ซิว รุย กล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความหลงใหลในการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ เรามีสิ่งของมากมายที่ไม่ได้ใช้งาน และขณะนั้นมันไม่ได้ขายได้ง่ายๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ เราจึงตัดสินใจสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมา”

Carousell ดำเนินธุรกิจตลาดออนไลน์เพื่อซื้อขายสินค้ามือสองหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงไต้หวันและฮ่องกง

โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ อาทิ Telenor ASA, Rakuten Ventures, Naver และ Sequoia Capital India

จนกระทั่งมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 15.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัทมีมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 ขณะที่ผู้สังเกตการณ์มองว่าบริษัทนี้จะเป็นยูนิคอร์นรายต่อไปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง โดยบริษัทสามารถระดมทุนได้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ

กว๊อก ซิว รุย กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่าบริษัทจะยังคงพัฒนาเพื่อเติบโตต่อไปในอนาคต และจะลงทุนเพื่อเพิ่มความหลากหลายของหมวดหมู่สินค้าให้มากไปกว่าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าทั่วไป โดยกำลังพิจารณาสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างรถยนต์ หรือสินค้าหรูหราอื่นๆ

นอกจากนี้ยังเผยว่าได้สำรวจทางเลือกอื่นๆ เพื่อการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) อีกด้วย

ที่มา CNBCForbes

ภาพโดย Dayana Rizal/Wikipedia

วิบากกรรมคนจีนทุ่มเงินซื้อบ้าน อาจต้องสูญเพราะ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663607

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 15:04 น.วิบากกรรมคนจีนทุ่มเงินซื้อบ้าน อาจต้องสูญเพราะ Evergrande ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จาก Evergrande หวั่นบริษัทล้มละลาย ทั้งที่มีโครงการยังสร้างไม่เสร็จแต่จ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว

รอยเตอร์สรายงานว่าผู้ซื้อสังหาริมทรัพย์ยังคงมารวมตัวประท้วงที่สำนักงานของบริษัท Evergrande อย่างต่อเนื่องด้วยความวิตกกังวลหลังจากที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงินโดยมีหนี้สินมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้การก่อสร้างสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักไป

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Evergrande มีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งล้านยูนิตแต่ยังไม่ได้รับการสร้าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลในหมู่นักลงทุนชาวจีนที่พยายามจะเข้ามาเก็บส่วนแบ่งความมั่งคั่งในอสังหาริมทรัพย์จีน แต่ตอนนี้เริ่มแสดงอาการไม่สู้ดี

ขณะที่ Evergrande ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนกำลังดิ้นรนเพื่อระดมทุนเพื่อจ่ายเงินคืนให้แก่บรรดานักลงทุน ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตการเงินของบริษัทจะสะเทือนถึงระบบการเงินของประเทศ

โดยส่วนหนึ่งของแผนการสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่แล้วเสร็จคือแผนการก่อสร้างคอนคอนโดมิเนียม 5 ตึก และอพาร์ตเมนต์ 16 ตึกในภาคกลางของจีน ซึ่งได้หยุดชะงักลงตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม

ตัน เหลียงเหลียง หนึ่งในผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์โครงการ Evergrande Oasis ในลั่วหยางกล่าวว่า “เรากังวลว่าหาก Evergrande ล้มละลาย ทรัพย์สินอาจถูกแช่แข็ง และเราจะสูญเสียบ้าน”

หญิงอีกรายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเผยกับรอยเตอร์สว่า “ฉันทรุดเลยเมื่อได้ยินว่าการก่อสร้างหยุดชะงัก มันเจ็บปวดมาก สำหรับคนธรรมดาอย่างเราที่ทุ่มเงินทั้งชีวิตไปกับการซื้อบ้าน”

ผู้ซื้ออีกรายกล่าวว่า “เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรพย์กับ Evergrande เพราะคิดว่าบริษัทใหญ่เช่นนี้จะไม่มีปัญหาด้านการเงินเหมือนกับบริษัทอื่นๆ แต่นี่เป็นปัญหาระดับชาติซึ่งรัฐบาลไม่ควรเพิกเฉย”

ทั้งนี้ อพาร์ตเมนต์มีการขายเมื่อปลายปีที่แล้วในราคา 9,800 หยวนต่อตารางเมตร หรือประมาณ 197,000 เหรียญสหรัฐต่อยูนิต (130 ตารางเมตร)

อย่างไรก็ตาม พนักงานกล่าวว่าการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าผู้ซื้อบางรายจะเชื่อว่าการก่อสร้างจะสามารถกลับมาดำเนินการได้เร็วๆ นี้ แต่อีกฝ่ายยังไม่วางใจและมองว่าตัวแทนเพียงแค่ขายฝันให้พวกเขารอเท่านั้น

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว Evergrande กล่าวว่าบางโครงการที่ระงับการก่อสร้างไปเนื่องจากการชำระเงินให้แก่ซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาล่าช้า ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาและประสานงานกับรัฐบาลเพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อ และเมื่อต้นเดือน Evergrande ได้ให้คำมั่นกับผู้ซื้อว่าการก่อสร้างจะดำเนินต่อไป

Photo by Noel Celis / AFP

จับตาธนาคารกลางทำ Taper ชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663606

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 14:09 น.จับตาธนาคารกลางทำ Taper ชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจคำใหม่ที่กำลังฮิตในหมู่คนวงการเศรษฐกิจคือ Taper มันจะเป็นตัวชี้ว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกจะมุ่งไปทางไหน

– ‘Taper คืออะไร’ –

นี่คือคำฮิตในช่วงเวลานี้ เนื่องจากนักลงทุนต้องการทราบว่าเมื่อใดที่ธนาคารกลางจะเริ่มทำ “Taper” หรือค่อยๆ ลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของพวกเขาต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่

นายธนาคารกลางต้องการหลีกเลี่ยง “taper tantrum” (ความอลหม่านจากการถอนมาตรการกระตุ้น) ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อนักลงทุนตื่นตระหนกหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่าจะลดมาตรการกระตุ้นที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินโลก

ความ

ความอลหม่านดังกล่าวทำให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายของเฟดพยายามที่จะหลีกเลี่ยงโดยค่อยๆ ลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง

แต่ธนาคารกลางจะทำ Taper หรือไม่? นั่นคือคำถามที่นายธนาคารกลางกำลังเผชิญในขณะที่พวกเขาถกเถียงกันว่าเมื่อใดที่พวกเขาควรจะผ่อนคลายมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่พวกเขาใช้เมื่อปีที่แล้วเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดจากการระบาดใหญ่

“การถอนการสนับสนุนทางการเงินและการคลังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญคือจังหวะเวลา” อีวา ซุน-ไว ผู้จัดการกองทุนของ M&G Investments กล่าว

ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางอื่นๆ จัดการประชุมในสัปดาห์นี้ ต่อไปนี้คือคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินของพวกเขา:

– มีมาตรการอะไรบ้าง? –

เฟด ธนาคารกลางยุโรป และเธนาคารกลางในญี่ปุ่น อังกฤษ และที่อื่น ๆ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเปิดตัวโครงการซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในปีที่แล้วเพื่อป้องกันภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ

เป้าหมายของโครงการนี้คือการทำให้เศรษฐกิจมีชีวิตชีวาต่อไปได้โดยทำให้ผู้คน ธุรกิจ และรัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินได้ในต้นทุนที่ถูกลง

เฟดซึ่งเริ่มการประชุมนโยบายสองวันในวันอังคารนี้ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือศูนย์ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ในเดือนมีนาคม 2020

เพื่อจัดหาสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เฟดซื้อหนี้กระทรวงการคลังอย่างน้อย 80,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน และอย่างน้อย 40,000 ล้านดอลลาร์ในตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS)

ECB มีโครงการซื้อฉุกเฉิน (PEPP) ฉุกเฉินสำหรับช่วงการระบาดใหญ่เป็นเม้ดเงิน 1.85 ล้านล้านยูโร ทำให้ธนาคารสามารถซื้อสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เช่น พันธบัตร ทำให้ราคาขึ้นและดอกเบี้ยลดลง

ECB ได้คงอัตราการดำเนินการรีไฟแนนซ์หลักไว้ที่ศูนย์

– ทำไมไม่รีบถอน? –

อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะกระชับปริมาณเงินเพื่อให้ราคาลดลงและป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนจัด

ธนาคารกลางในบราซิล รัสเซีย เม็กซิโก เกาหลีใต้ สาธารณรัฐเช็ก และไอซ์แลนด์ ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

แต่ เฟด, ECB และ ธนาคารแห่งชาติอังกฤษซึ่งประชุมกันในสัปดาห์นี้ ต่างยบังไม่ยอมคลายมาตรการกระตุ้นจนถึงตอนนี้

เจ้าหน้าที่ของเฟด, ECB และ BoE ยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงภาวะชั่วคราวและเป็นผลมาจากราคาที่ฟื้นตัวจากการลดลงในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ในปีที่แล้ว

ผู้กำหนดนโยบายต้องการหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยการถอนการสนับสนุนมากเกินไปเร็วเกินไป

– พวกเขาพูดอะไรบ้าง –

ตลาดต่างตอบสนองต่อทุกตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่อัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน ไปจนถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค และคาดเดากันว่าตัวบ่งชี้เหล่านี้จะทำให้ธนาคารกลางปรับนโยบายของตนเร็วหรือช้ากว่าที่คาดไว้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของตนอย่างระมัดระวัง

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่าธนาคารกลางอาจ “เริ่มลดจังหวะการซื้อสินทรัพย์ในปีนี้” แต่เขายังคงปิดปากเงียบเกี่ยวกับกำหนดเวลา

ECB ก้าวไปอีกขั้นในเดือนนี้ โดยตัดสินใจที่จะชะลอการซื้อพันธบัตรรายเดือน แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนขนาดของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่ได้เลื่อนวันที่สิ้นสุดโครงการที่กำหนดไว้ในเดือนมีนาคม 2022

“นี่เป็นหนทางอีกยาวไกลจากการเป็น ”full taper” (ถอนมาตรการกระตุ้นเต็มที่) แอนดรูว์ เคนนิงแฮม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยุโรปที่ Capital Economics กล่าว

คริสติน ลาการ์ด หัวหน้า ECB ได้แสดงอย่างชัดเจนว่า “ผู้หญิงคนนี้จะไม่ทำ taper” เธอกล่าว

ตลาดคาดหวังสัญญาณที่ชัดเจนจาก ECB ในเดือนธันวาคม

– ธนาคารกลางประสบความสำเร็จหรือไม่? –

เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวเนื่องจากผู้คน ธุรกิจ และรัฐบาลใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้อัดฉีดเงิน 16 ล้านล้านดอลลาร์ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก ตามตัวเลขของ IMF

วินเซนต์ จูวินส์ จาก JP Morgan Asset Management กล่าวว่า “เราได้เรียนรู้มากมายจากวิกฤตครั้งก่อน และการจัดการวิกฤตโควิด-19 เกือบจะสมบูรณ์แบบแล้วเมื่อมองจากมุมมองทางเศรษฐกิจ”

“การฟื้นตัวนั้นฉับพลันและมโหฬารมาก และเราไม่ได้ประสบกับการว่างงานจำนวนมากหรือการล้มละลาย” เขากล่าว

บริษัทจัดอันดับเครดิต S&P Global กล่าวว่าอัตราการผิดนัดชำระหนี้ในยุโรปควรลดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเพิกถอนนโยบายดำเนินไปอย่างมีระเบียบตามที่คาดไว้”

– ผลกระทบเชิงลบคืออะไร? –

นักวิจารณ์กล่าวว่านโยบายการเงินที่ผ่อนปรนมากยิ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมกันแย่ลงโดยการเพิ่มราคาสินทรัพย์ทางการเงินและการเพิ่มราคาอสังหาริมทรัพย์

ECB ปกป้องการกระทำของตนโดยชี้ไปที่การศึกษาโดยนักวิจัยในเครือโดยกล่าวว่านโยบายของ ECB ได้ช่วยควบคุมการว่างงาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ครัวเรือนที่อยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยมากขึ้นให้สามารถเข้าถึงทรัพย์สินได้ด้วยอัตราที่ต่ำกว่า

รายงานของ OECD ในเดือนกันยายนแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นซึ่งนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนที่ยืดเยื้อออกไปอาจมีต่อราคาของสินทรัพย์ทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์

นิโคลาส เวรอน นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบัน Peterson และสถาบันวิจัย Bruegel กล่าวว่า “การแทรกแซงของธนาคารกลางจะสมเหตุสมผลหากพวกเขาหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย”

“หากพวกเขาไม่ต้องการหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกต่อไป พวกเขาก็ได้ผลเสียมากกว่าผลในเชิงบวก” เขากล่าว

Photo by Graeme Jennings / POOL / AFP

จีนกระตุ้นผู้บริโภคภายใน เซี่ยงไฮ้นำร่องผุดร้านค้าปลอดภาษี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663602

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 13:07 น.จีนกระตุ้นผู้บริโภคภายใน เซี่ยงไฮ้นำร่องผุดร้านค้าปลอดภาษีเซี่ยงไฮ้สนับสนุนเปิดร้านขายสินค้าปลอดภาษีดึงดูดผู้บริโภค

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้จะสนับสนุนบริษัทภาคเอกชนที่ขออนุมัติขายสินค้าปลอดภาษี (duty-free) และสนับสนุนให้มีร้านขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบิน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานที่เชิงพาณิชย์อื่นๆ

โดยได้มีการเปิดเผยแผนการบริโภคปี 2021 ถึง 2025 ซึ่งระบุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจปลอดภาษีจะกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับสินค้านำเข้า ตลอดจนสินค้าฟุ่มเฟือยบางรายการที่ต้องเสียภาษีกว่า 30%

ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าปลอดภาษีส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวในประเทศแห่แหนไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าในไห่หนาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ในปีที่ผ่านมาไห่หนานมียอดขายสินค้าปลอดภาษีสูงถึง 45,500 ล้านหยวน 

โดยในปีที่แล้วมีการจำกัดวงเงินให้ประชาชนซื้อสินค้าปลอดภาษีได้สูงถึงคนละ 100,000 หยวน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 30,000 หยวนในปีก่อนหน้า

Photo by REUTERS/Thomas White/File Photo

ลาวพบไวรัสคล้ายโควิด-19 จากค้างคาวทางตอนเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663592

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.ลาวพบไวรัสคล้ายโควิด-19 จากค้างคาวทางตอนเหนือพบหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าโควิด-19 อาจไม่ได้มาจากแล็บ แต่เริ่มต้นจากการแพร่กระจายของไวรัสที่มีค้างคาวเป็นพาหะ

Bloomberg รายงานว่านักวิจัยจากสถาบัน Pasteur ของฝรั่งเศสร่วมกับมหาวิทยาลัยลาว ตรวจพบไวรัสที่มีคุณลักษณะสำคัญร่วมกับ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 จากฝูงค้างคาวเกือกม้า (Rhinolophus) หลายร้อยตัวที่อยู่อาศัยในถ้ำหินปูนทางตอนเหนือของลาว

การวิจัยดังกล่าวซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ลงบนวารสาร Nature แสดงให้เห็นว่าไวรัสที่มีความคล้ายคลีงกับ SARS-CoV-2 อย่างมากนั้นมีอยู่ในธรรมชาติ รวมทั้งในค้างคาวเกือกม้า ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มต้นจากการแพร่กระจายของไวรัสที่มีค้างคาวเป็นพาหะ

โดยพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีค้างคาวเกือกม้าอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

มาร์ค เอลอยต์ (Marc Eloit) จากสถาบัน Pasteur ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานวิจัยกล่าวว่า ไวรัสที่พบในลาวมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ BANAL-52, BANAL-103 และ BANAL-236 ซึ่งมีความใกล้เคียงกับ SARS-CoV-2 ที่สุด และไวรัสเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เกิด SARS-CoV-2 ก่อนเชื้อดังกล่าวจะแพร่ระบาดสู่มนุษย์

โดยทีมวิจัยได้ศึกษาค้างคาว 645 ตัวจาก 46 สายพันธุ์ที่จับได้ในพื้นที่ 4 แห่งจากจังหวัดเวียงจันทน์และอุดมไซ โดยมีการเก็บตัวอย่างเลือด 275 ตัวอย่าง น้ำลาย 608 ตัวอย่าง อุจจาระ 539 ตัวอย่าง และปัสสาวะ 157 ตัวอย่าง ระหว่างเดือนก.ค. 2020 ถึงเดือนม.ค. 2021

ก่อนหน้านี้มีการศึกษาหลายฉบับที่ระบุว่าพบไวรัสคล้าย SARS-CoV-2 จากค้างคาวเช่นกัน อาทิ ไวรัส RhGB01 จากค้างคาวเกือกม้าในสหราชอาณาจักร, ไวรัส RacCS203 จากค้างคาวเกือกม้าจากประเทศไทย, ไวรัส RmYN02 และ RaTG13 ซึ่งพบในค้างคาวจากยูนนาน ประเทศจีน

ขณะที่เดือนที่ผ่านมาหน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐได้ตัดความเป็นไปได้ที่ SARS-CoV-2 จะถูกพัฒนาโดยจีนเพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ เนื่องจากไม่มีหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีการรั่วไหลในห้องปฏิบัติการ แต่ยังคงไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของมัน

Photo by REUTERS/Cindy Liu