ถึงเวลาจีนประเมินตัวเอง จะไหวไหมถ้าต้องรบกับสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683942

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 20:36 น.ถึงเวลาจีนประเมินตัวเอง จะไหวไหมถ้าต้องรบกับสหรัฐ

บทวิเคราะห์จากมุมมองของจีน ในช่วงที่สหรัฐและพันธมิตรกำลัง “ปั่น” เรื่องจีนจะบุกไต้หวัน

ในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรกำลังประโคมให้โลกเชื่อว่าจีนจะต้องทำอะไรสักอย่างกับไต้หวันแน่ๆ แต่ในจีนนั้นแทบไม่พูดถึงเรื่องนี้กันเลย

มันอาจเป็นการซ่อนกระบี่ในฝัก เป็นการงำประกาย หรือกลยุทธ์ปิดฟ้ามข้ามสมุทรอะไรก็แล้วแต่ แต่หากไม่มีหลักฐานบ่างชัดก็ยากจะฟันธงว่าจีนคิดจะทำมิดีมิร้ายกับไต้หวันจริง

แต่สหรัฐกับญี่ปุ่นนั้นมีเจตนาชัดเจนที่จะปั่นเรื่องจีนจะบุกไต้หวัน ญี่ปุ่นนั้นทั้งให้อดีตนายกฯ (อาเบะ) เปรยออกมากับปาก จัดที่จัดทางให้ไบเดินมาบอกว่าถ้าจีนบุกไต้หวันสหรัฐไม่นิ่งเฉยแน่อ และยังจัดประชุม QUAD (กลุ่มต้านจีน) กันเลยด้วยซ้ำ

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น หากไล่กลับไปในช่วงสองปีนี้ ญี่ปุ่นกับสหรัฐปั่นเรื่องจีนบุกไต้หวันมากกว่าใครในโลก

อาจจะมากกว่าไต้หวันเสียด้วยซ้ำ!

แน่นอนว่าคนที่มีสิทธิ์กังวลที่สุดคือไต้หวัน เพราะในทางพฤตินัยแล้วทั้งไต้หวันและแผ่นดินใหญ่ “ยังอยู่ในสถานะสงครามกลางเมือง” ที่ลากยาวตั้งแต่ปี 1945 บัดนี้ก็ยังไม่ยุติเพราะไม่มีการลงนามอะไรทั้งสิ้นแม้แต่สัญญาหยุดยิง

ต่างจากสงครามเกาหลีที่มีสัญญาหยุดยิง แต่มันก็ยังไม่ถือว่ายุติเช่นกัน

ถามว่าหากมันเป็นสงครามกลางเมือง แล้วสหรัฐไปยุ่งอะไรด้วย?

ตอบว่ายุ่งได้ “ในวงจำกัด” เพราะสหรัฐมีพันธสัญญากับไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ซึ่งโดยเนื้อหาของพันธะนี้ไมไ่ด้ยืนยันว่าสหรัฐจะเข้าไปช่วยไต้หวันหากจีนบุกโจมตี เพียงแต่จะช่วยเรื่องยุทโธปกรณ์เป็นหลัก “เพื่อรักษาความสามารถของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการใช้กำลังหรือการบีบบังคับรูปแบบอื่นใดที่อาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคง หรือระบบสังคมหรือเศรษฐกิจของประชาชนในไต้หวัน”

แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ช่วงสงครามเย็นสหรัฐก็ “หักหลัง” ไต้หวัน หันมารับรองจีนเป็น “จีนเดียว” และคบหาและคบค้าอย่างฉันมิตรแต่นั้นมา

ที่ทำไปนั้นเพื่อจะคานอำนาจ “รัสเซีย” เพราะจีนกับโซเวียตไม่ถูกกัน อีกทั้งในเวลานั้นจีนไม่ใช่ภัยคุกคามของสหรัฐ แต่เป็นตลาดการลงทุนที่มีศักยภาพสูง

ผ่านไป 40 ปีจีนแกร่งจนท้าทายสหรัฐขึ้นมา ยุทธศาสตร์ของสหรัฐจึงต้องเปลี่ยนไป จากที่ละทิ้งไต้หวันในด้านยุทธศาสตร์ ก็หันกลับมาทำเป็นเดือดร้อนแทน แม้แต่อาเซียนที่สหรัฐไม่เห็นหัวไปหลายปี ตอนนี้ถึงกับเชิญผู้นำไปอี๋อ๋อด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อวางหมากล้อมจีน

การเมืองโลกนั้นไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร วันไหนหมดประโยชน์แล้วยังเป็นก้างขวางคคอ วันนั้น “เพื่อน” ก็กลายเป็น “ภัย” ได้เหมือนกัน ดูอย่างจีน-รัสเซีย และสหรัฐ-จีน นับลแต่อดีตจนถึงวันนี้เป็นตัวอย่าง

สหรัฐนั้นชอบธรรมอยู่ที่จะเข้าข้างไต้หวัน แต่ญี่ปุ่นนั้นไม่มีเหตุผลอันใดที่จะยั่วยุจีนอย่งตรงไปตรงมา เว้นแต่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่น้อยก็ไม่รู้สึกโอเคกันแล้ว

หากเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ แทนที่มันจะเป็น “สงครามกลางเมือง” ญี่ปุ่นจะพังพินาศไปด้วย

คำถามสำคญในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่จีนจะยึดไต้หวันหรือไม่ (เพราะมันเป็นเป้าหมายของจีนที่เปิดเผยมาโดยตลอด) แต่อยู่ที่ว่าหากจีนบุกขึ้นมา มันจะลามเป็นสงครามโลกหรือไม่?

คำตอบของคำถามนี้ต้องถามกลับอีกครั้งว่า “แล้วจีนมีศักยภาพที่จะต่อกรมหาอำนาจที่คอยหนุนหลังไต้หวันหรือไม่?”

เมื่อเดือนมีนาคม ผู้เขียนได้เห็นบทความของ ศ. จินฉานหรง คณะรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ที่มองสถานการณ์ “โลกล้อมจีน” ได้เฉียบคมคนหนึ่ง

ศ. จินฉานหรงเขียนบทความชี้ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเข้าสู่ภาวะ “การตั้งรับเชิงยุทธศาสตร์”

อาจารย์ใช้ว่า “ตั้งรับ” เห็นชัดว่าไม่ใช่การ “รุก”

นั่นหมายความว่าจีนยังไปรุกใครไม่ได้ การรุกไต้หวันไม่ใช่แค่รับกับไต้หวัน แต่รับกับสหรัฐและพวก QUAD ทั้งกลุ่ม ดีไม่ดีจะถูกรุมคว่ำบาตรแบบรัสเซียจากผู้ที่ไม่ได้เเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยูเครนเลย

จีนจึงต้องระวังไม่ให้ “พลาด” แบบรัสเซีย เพราะที่ผ่านมา “กุนซือ” ในจีนเองมองสถานการณ์รัสเซียว่าเป็นความผิดพลาดด้วยซ้ำ

ศ. จินฉานหรงบอกว่า จีนยังห่างชั้นกับสหรัฐในแง่ความแข็งแกร่งของชาติ จีดีพีก็ยังไม่แกร่งเท่า สหรัฐยังเป็นผู้บงการตลาดทุนโลก และยังเป็นผู้ลงการสินค้าจำเป็นของโลก สินค้าตัวนี้สำคัญต่ออนาคตของโลกมากนั่นคือ “ชิป”

อาจารย์อธิบายว่า บริษัทแปรรูปชิปที่ดีที่สุดคือบริษัทในเอเชีย 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือ TSMC ของจีน (ที่จริงคือไต้หวัน- ผู้เขียน) และอีกบริษัทหนึ่งคือ Samsung ของเกาหลีใต้ แต่ถ้าดูโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท หุ้นสามัญของ Samsung 56% เป็นหุ้นอเมริกัน และหุ้นบุริมสิทธิ  81% เป็นชาวอเมริกัน

ดังนั้นทีมผู้บริหารจึงเป็นคนเกาหลี สำนักงานใหญ่อยู่ในเกาหลี และเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคเป็นคนเกาหลีทั้งหมด แต่ส่วนทุนเป็นชาวอเมริกัน และ TSMC ก็คล้ายคลึงกัน

ศ. จินฉานหรง บอกว่า “ในสาขาที่สำคัญเหล่านี้ องค์กรหลักหลักถูกควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา ทำไมถึงถูกควบคุม? เพราะทุนแข็งแกร่ง ทำไมทุนถึงแข็งแกร่ง? เพราะเป็นเศรษฐีแก่และรวยที่สุดในหมู่บ้าน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกในจีดีพีในปี พ.ศ. 2437 ดังนั้นจึงเป็นเศรษฐีอาวุโสในหมู่บ้าน ประเทศอื่นๆ ล้วนแต่เพิ่งตั้งไข่ จะเรียกว่าเป็นเด็กก็ยังไม่ได้ จะเอาเด็กไปเทียบกับเจ้ามังกรหรือหรือ? เทียบกับเศรษฐีอาวุโสแล้ว เด็กทารกยังเทียบไม่ได้เลย”

ผู้เขียนขอพูดง่ายๆ คือแม้จีนจะพร่ำรวยแค่ไหน ก็ยังเทียบไม่ได้กับรากฐานความมั่งคั่งของสหรัฐ รากฐานทุนเหล่านี้ทำให้่สหรัฐทำ “สงครามยืดเยื้อ” ได้ จีนก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่มันจะเป็นสงครามกองโจรยืดเยื้อเหมือนสมัยเหมาเจ๋อตง นั่นคือรบไร้ทุนและต้องหลบๆ ซ่อนๆ

ศ. จินฉานหรงยังชี้ว่าการทหารของสหรัฐยังแกร่ง การเงินยิ่งเป็นผู้ครอบงำโลก ยิ่งไม่ต้องพุดถึงระบบพันธมิตรของสหรัฐ “บอกได้เลยว่าทรงพลังยิ่งนัก” ขณะที่ “จีนเป็นประเทศใหญ่เพียงลำพัง”

ศ. จินฉานหรงสรุปว่า “ประการที่สองคือสถานการณ์ สถานการณ์ยังคงเป็นสหรัฐที่กำลังโจมตี และจีนกำลังปกป้อง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีนเล่นได้ดี ตั้งรับได้ดี แต่ก็ยังถือว่าตั้งรับอยู่”

“ดังนั้น ข้อสรุปทั่วไปคือเรายังอยู่ในขั้นตอนของการตั้งรับเชิงยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าความมุ่งมั่นนี้ยังมีความสำคัญมาก เราต้องยึดมั่นกับมัน มิฉะนั้น หากเราพูดเกินจริงไปในแง่อำนาจของเราและบอกว่าเราเข้าสู่สภาวะเท่าเทียมเชิงยุทธศาสตร์เราอาจท้าทายซึ่งกันและกัน และถือไพ่ไม่ถูกใบ”

“เท่าเทียมเชิงยุทธศาสตร์” (จ้านเลวี่ย เซียงฉือ) เป็นประเด็นดีเบตในจีน นั่นคือการมองว่าตอนนี้จีนกับสหรัฐเท่ากันแล้ว เข้าสู่ภาวะทางบตันที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันได้สมน้ำสมเนื้อ ซึ่ง ศ. จินฉานหรงบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น จีนยังเทียบสหรัฐไม่ได้ในทุกรณี

และควรตั้งรับเท่านั้น อย่าพลาดไปจากนี้

ป.ล. (1)

ศ. จินฉานหรง ไม่ได้ประเมินประเทศตัวเองต่ำไป แต่เป็นการประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงมากกว่า ก่อนหน้านี้ ในปี 2019 อาจารย์เคยกล่าวว่าจีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในแง่การพัฒนาอาวุธโดยเฉพาะอาวุธความเร็วเหนือเสียงและขีปนาวุธที่โจมตีเป้าหมายเคลื่อนที่ และชี้ว่าจุดแข็งของจีนคือสามารถผลิตอาวุธจำนวนมากในราคาที่เหมาะสม หลายๆ อย่างจะไร้ประโยชน์หากไม่สามารถผลิตได้ในระดับ “แมส” ซึ่งจีนทำสำเร็จแล้ว

พร้อมกับชี้ว่า อัตราการชนะของฝ่ายตั้งรับนั้นสูงกว่าของฝ่ายโจมตีมาก

ศ. จินฉานหรงประเมินว่า ในเอเชียตะวันออกนั้น ฐานทัพทหารสหรัฐทั้งหมดโดยพื้นฐานแล้วไม่ใช่ภัยคุกคามใหญ่ในตอนนี้ หากเกิดสงครามฐานทัพเหล่าจะถูกทำลายย่อยยับในหนึ่งชั่วโมงหลังสงคราม ส่วนอัตราการเอาตัวรอดของเรือบรรทุกเครื่องบิน (ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญของกองเรืออเมริกัน) ก็ต่ำมากเช่นกัน หากเจอกับขีปนาวุธของจีน

ในปีนั้นสงครามการค้าเริ่มต้นขึ้น ศ. จินฉานหรงจึงชี้ว่าสหรัฐไม่มีความสามารถในการโจมตีจีน ดังนั้นจึงทำได้เฉพาะในสงครามการค้าและการเงินบางส่วนเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำสงครามกัน

แต่ปรากฎว่าตอนนี้สหรัฐผ่อนคลายเรื่องการโจมตีการค้า (เพราะโจมตีไม่สำเร็จ?) แต่หันมากระพือเรื่องการเผชิญหน้าทางการทหารแทน และหนักจนผิดสังเกตแม้แต่ก่อนเกิดสงครามยูเครน

ป.ล. (2)

ในปี 2019 ศ. จินฉานหรงประเมินว่าถ้าจีนจะโจมตีไต้หวันก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะกำลังทหารของไต้หวันไม่สามารถรับมือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ และจะพังพาบแค่ช่วงเฟสแรกของการรุกทางทะเล อากาศ และกาณโจมตีด้วยขีปนาวุธ และจะเป็นเพียงสงครามภูมิภาค (ไม่ใช่สงครามโลก) ในช่วงเวลาสั้นๆ

กรกิจ ดิษฐาน

Photo – (TOPSHOT) Chinese troops march during a military parade in Tiananmen Square in Beijing on October 1, 2019, to mark the 70th anniversary of the founding of the People’s Republic of China. / AFP / Greg BAKER

บทวิเคราะห์ รัสเซียเตรียมยึดบริษัทตะวันตกที่จะถอนตัวหนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684199

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 17:40 น.บทวิเคราะห์ รัสเซียเตรียมยึดบริษัทตะวันตกที่จะถอนตัวหนี

สำนักข่าว Reuters วิเคราะห์ขอบเขต ผลดีผลเสียของกฎหมายใหม่ของรัสเซียที่พุ่งเป้ามาที่บริษัทสัญชาติตะวันตกโดยเฉพาะ

สำนักข่าว Reuters ระบุว่า รัสเซียกำลังออกกฎหมายใหม่ที่เปิดทางให้เข้าควบคุมธุรกิจในท้องถิ่นของบริษัทตะวันตกที่ตัดสินใจเผ่นออกจากรัสเซียหลังการรุกรานยูเครนของมอสโก เพิ่มความเสี่ยงสำหรับบริษัทข้ามชาติที่พยายามจะถอนตัว

กฎหมายใหม่ซึ่งอาจบังคับใช้ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้จะให้อำนาจเด็ดขาดแก่รัสเซียในการเข้าแทรกแซงในกรณีที่เป็นภัยคุดคามต่อการจ้างงานหรืออุตสาหกรรมในประเทศ ส่งผลให้บริษัทตะวันตกปลดเปลื้องตัวเองได้ยากขึ้น นอกจากว่าบริษัทเหล่านี้จะเตรียมพร้อมรับผลกระทบทางการเงินครั้งใหญ่ไว้แล้ว

กฎหมายยึดทรัพย์สินของนักลงทุนตะวันตกเกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทตะวันตกพากันเผ่นหนีออกจากรัสเซีย อาทิ สตาร์บัคส์ แม็คโดนัลด์ และเอบี อินเบฟ และกฎหมายนี้ยังเพิ่มแรงกดดันให้กับบรรดาบริษัทที่ยังคงอยู่ในรัสเซีย

มันเกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจรัสเซียซึ่งถูกตัดขาดมากขึ้นเนื่องจากการคว่ำบาตรจากตะวันตก เข้าสู่ภาวะถดถอยท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อเป็นตัวเลขสองหลัก

ธนาคาร UniCredit ของอิตาลี ธนาคาร Raiffeisen ของออสเตรีย บริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง IKEA เครือร้านอาหารฟาสต์ฟูด Burger King และบริษัทเล็กๆ อีกหลายร้อยบริษัทยังคงมีธุรกิจอยู่ในรัสเซีย ส่วนบริษัทที่พยามยามถอนตัวต้องเผชิญกับกฎหมายที่เข้มงวดนี้

IKEA ซึ่งหยุดให้บริการชั่วคราวทั้งหมดในรัสเซียระบุกำลังติดตามความเป็นไปของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วน Raiffeisen กำลังประเมินทางเลือกทั้งหมด รวมทั้งการถอนตัวอย่างระวัดระวัง ด้าน UniCredit ปฏิเสธแสดงความคิดเห็น ขณะที่ Burger King ไม่ได้ตอบข้อสอบถามของ Reuters ในทันที

กฎหมายนี้กรุยทางให้รัสเซียแต่งตั้งผู้บริหารดูแลบริษัทต่างๆ ที่เป็นของชาวต่างชาติจากประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร” ซึ่งต้องการถอนตัวจากรัสเซีย เนื่องจากความขัดแย้งกับยูเครนทำให้เศรษฐกิจรัสเซียตกต่ำ

มอสโกมักจะเอ่ยถึงประเทศอื่นว่า “ไม่เป็นมิตร” หากประเทศนั้นๆ ออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย นั่นหมายความว่า บริษัทใดๆ ก็ตามในสหภาพยุโรปหรือสหรัฐตกอยู่ในความเสี่ยง

คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้ปรับจุดยืนของตัวเองให้เข้มงวดขึ้นด้วยการประกาศให้การฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหภาพยุโรปเป็นอาชญากรรม ให้อำนาจรัฐบาลสหภาพยุโรปยึดทรัพย์สินของบริษัทและปัจเจกบุคคลที่หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะที่รัฐบาลไบเดนประกาศว่าจะไม่ยืดเวลาการสละสิทธิ์ที่ทำให้รัสเซียสามารถซื้อคืนพันธบัตรจากสหรัฐได้ ซึ่งจะทำให้รัสเซียขยับเข้าใกล้การผิดนัดชำระหนี้

ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ

การที่บริษัทตะวันตกหนีออกจากรัสเซียสร้างความโกรธเคืองให้กับนักการเมืองรัสเซีย อดีตประธานาธิบดี ดมิทร เมดเวเดฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย วิพากษ์วิจารณ์บริษัทตะวันตกที่ถอนตัว และโจมตี “ศัตรูที่พยายามจำกัดการพัฒนาของเราและทำลายชีวิตของเรา”

เซอร์เก ซูชานอฟ ทนายความที่ปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดจาก RSP International เผยว่า “รัฐบาลสนใจรักษาการจ้างงานและการจัดเก็บภาษี รัฐบาลจะบังคับใช้กฎเกณฑ์กับบริษัทใหญ่ๆ เป็นลำดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหน้าที่ บริษัทต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้จะทิ้งธุรกิจในรัสเซียโดยไม่ดูดำดูดี”

อูล์ฟ ชไนเดอร์ ที่ปรึกษาที่ทำงานกับบริษัทเยอรมันในรัสเซียและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคจาก BVMW กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางของเยอรมนีอีกคนหนึ่งเผยว่า เขาและคนอื่นๆ กำลังทำงานเกี่ยวกับข้อเสนอเพื่อให้บริษัทต่างชาติสามารถมอบอำนาจการควบคุมให้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ที่พวกเขาเลือกเองโดยสมัครใจ ซึ่งนั่นอาจโน้มน้าวให้รัสเซียเชื่อว่าพวกเขามีความรับผิดชอบและในขณะเดียวกันก็ถอยห่างออกมา

ชไนเดอร์เผยว่า “การขายก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เงื่อนไขการขายไม่ดี”

ร่างกฎหมายระบุเค้าโครงว่ารัสเซียจะแต่งตั้งผู้บริหารให้กับบริษัทต่างๆ ที่หุ้นอย่างน้อย 25% อยู่ในมือต่างชาติที่ “ไม่เป็นมิตร” ได้อย่างไร รวมทั้งวางหลักเกณฑ์ในการแทรกแซงไว้มากมาย เช่น เมื่อบริษัทมีบทบาทสำคัญในฐานะนายจ้างในท้องถิ่นหรือให้บริการที่สำคัญ และระบุชัดเจนว่ารัฐสามารถให้เหตุผลในการเข้าควบคุมได้หลายประการ

ร่างกฎหมายอ้างถึงตัวอย่างของบริษัทที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ แต่ยังระบุรายชื่อภาคส่วนอื่นๆ เช่น การขนส่งและพลังงาน รวมถึงบริษัทใดๆ ที่การปิดกิจการอาจทำให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้น

ผู้บริหารที่รัฐแต่งตั้งยังได้รับอนุญาตให้ขายธุรกิจที่ยึดมา ส่วนเจ้าของคนก่อนจะถูกห้ามไม่ให้ทำธุรกิจในรัสเซีย

ศาลหรือกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจอาจกำหนดให้ผู้บริหาร อาทิ ธนาคาร VEB ของรัสเซียเข้ามารับหน้าที่

ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาครั้งแรกจากสภาล่าง หรือสภาดูมาในสัปดาห์นี้ และยังต้องผ่านการพิจารณาอีก 2 ครั้ง รวมทั้งให้สภาสูงพิจารณาก่อนที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

ด้านกระทรวงเศรษฐกิจของรัสเซียเผยว่า จะเลือกบริษัทเฉพาะใน ‘กรณีจำเป็น’ ซึ่งจำเป็นต้องปกป้องการผลิตหรือการจ้างงาน

ทั้งนี้ บริษัทต่างชาติหลายแห่งประกาศปิดร้านค้าและโรงงานในรัสเซียชั่วคราว นับตั้งแต่ปูตินเริ่มสิ่งที่เขาเรียกว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” เพื่อทำให้ยูเครนปลอดทหารและปลอดนาซี ซึ่งถูกยูเครนและพันธมิตรมองว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่มีมูลเพื่อเปิดฉากสงคราม

“รัสเซียถูกโดดเดี่ยวอยู่แล้วและไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกต่อไป” ไมเคิล โลวี จากสมาคมอุตสาหกรรมออสเตรียเผย “กฎหมายนี้ยิ่งทำให้เรื่องแย่ลงไปอีกเท่านั้น”

Source – ANALYSIS-Russia prepares to seize western firms looking to leave

Sputnik/Ramil Sitdikov/Kremlin via REUTERS

‘จักรยานไฟฟ้า’ ทีเด็ดของยูเครนสู้รถถังรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684215

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 18:36 น.'จักรยานไฟฟ้า' ทีเด็ดของยูเครนสู้รถถังรัสเซีย

ยูเครนใช้จักรยานไฟฟ้าบรรทุกจรวดปราบรถถัง ซุ่มยิงรัสเซียด้วยความเงียบและรวดเร็ว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารใช้รถจักรยานยนต์ในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนกันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ทหารญี่ปุ่นพิชิตแหลมมาลายูได้ด้วยจักรยานอันเป็นที่มาของ Bicycle Blitzkrieg และตอนนี้นักสู้ชาวยูเครนกำลังใช้จักรยานไฟฟ้า (e-bike) ในการทำสงครามกับรัสเซีย

The Washington Post รายงานว่าจักรยานไฟฟ้ากำลังถูกใช้โดยกองทัพยูเครนเพื่อสนับสนุนภารกิจลาดตระเวน ปฏิบัติการทิ้งระเบิด การขนย้ายอาวุธและเวชภัณฑ์ และการซุ่มยิง ด้วยความเร็วและความร้อนต่ำทำให้ e-bike เหมาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติภารกิจในสนามรบ

รายงานระบุว่าจักรยานไฟฟ้าเหล่านี้มีข้อได้เปรียบตรงที่มีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เข้าสู่จุดหมายและหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว โดยวิ่งได้กว่า 300 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้เวลาน้อยกว่าการเดินเท้ามาก

Photo: Telegram via Daniel Tonkopi/Facebook

e-bike มีเสียงเบากว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วไปมาก ทั้งยังไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยกล้องอินฟราเรด ซึ่งรัสเซียใช้ในการระบุเป้าหมายจากความร้อน และระบบกันสะเทือนมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเดินทางในพื้นที่ที่เป็นป่า

ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการบรรทุกของหนักทำให้ e-bike ถูกนำไปดัดแปลงเพื่อบรรทุกจรวดต่อต้านรถถัง NLAW ซึ่งมีน้ำหนักกว่า 12 กิโลกรัม สำหรับใช้โจมตีกองทัพรัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้ของยูเครนเพื่อปกป้องดินแดนอธิปไตยจากการยึดครองของรัสเซีย

ตามรายงานของ Vice ระบุว่ารูปภาพของ e-bike ยี่ห้อ ELEEK ของยูเครนและ Delfast ของสหรัฐซึ่งใช้ในสนามรบในยูเครน ถูกเผยแพร่บน Telegram เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Photo: Telegram via Daniel Tonkopi/Facebook

Roman Kulchytskyi ผู้จัดการบริษัท ELEEK กล่าวว่าได้จัดหาจักรยานไฟฟ้าจำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพยูเครนเพื่อใช้ในสนามรบ หลังจากที่สงครามเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นานทางบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกจำนวนมาก

ขณะที่ Daniel Tonkopi ผู้ก่อตั้งบริษัท Delfast กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่าบริษัทของเขาได้บริจาคจักรยานไฟฟ้าให้แก่กองทัพยูเครนตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น และบริจาค 5% ของยอดขายทั้งหมดเพื่อเป็นทุนสนับสนุนด้านมนุษยธรรมในยูเครน พร้อมยืนยันว่า Delfast จะยังคงสนับสนุนชาวยูเครนต่อไป และกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลและชุมชนเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อยุติสงครามครั้งนี้

เอลซัลวาดอร์ สวรรค์ Bitcoin ล่ม หวั่นวิกฤตการเงินยิ่งเลวร้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684193

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 15:30 น.เอลซัลวาดอร์ สวรรค์ Bitcoin ล่ม หวั่นวิกฤตการเงินยิ่งเลวร้าย

เอลซัลวาดอร์เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เมื่อ Bitcoin ร่วงหนัก

เอลซัลวาดอร์ ถือเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกากลาง เมื่อพิจารณาจากรายได้ต่อหัว เป็นประเทศแรกของโลกที่รับรอง Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ภายใต้การตั้งเป้าที่จะเป็น “เมืองศูนย์กลางของ Bitcoin”

บทวิเคราะห์จากสำนักข่าวรอยเตอร์สชี้ให้เห็นถึงการเดิมพันครั้งใหญ่ของเอลซัลวาดอร์กับ Bitcoin ซึ่งประเทศในอเมริกากลางแห่งนี้ได้ซื้อ Bitcoin ไว้เป็นเงินสำรอง 2,301 เหรียญ แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาสกุลเงินดิจิทัลได้ร่วงลงกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าการถือครองของรัฐบาล ตามการคำนวณของรอยเตอร์ส

รายงานระบุว่ารัฐบาลเอลซัลวาดอร์ใช้เงินไป 104.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อ Bitcoin 2,301 เหรียญ แต่ตอนนี้มีมูลค่าเพียง 66.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามราคาปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 29,000 เหรียญสหรัฐ

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ซึ่งให้การสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล เอลซัลวาดอร์ทุ่มสุดตัวกับ Bitcoin ไม่ใช่เพียงแต่เป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติให้เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ยังร่างแผนสำหรับเหมือง Bitcoin พลังงานภูเขาไฟ และมีแผนที่จะออกพันธบัตร Bitcoin ด้วย

แต่เมื่อตลาดคริปโตร่วงอย่างรุนแรง เพิ่มปัญหาทางการเงินให้เอลซัลวาดอร์ซึ่งกำลังแบกรับภาระหนี้ก้อนโตอยู่ด้วย

ริคาร์โด กัสตาเญดา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและผู้ประสานงานระดับประเทศของเอลซัลวาดอร์กล่าวว่า “ปัญหาทางการเงินของรัฐบาลไม่ได้เกิดจาก Bitcoin แต่แย่ลงเพราะ Bitcoin แทนที่จะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาตอนนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”

ทั้งนี้ Bitcoin ร่วงลงราว 45% นับตั้งแต่เอลซัลวาดอร์ยอมรับเป็นสกุลเงินถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการในต้นเดือนก.ย. ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดลดลกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

ขณะที่หนี้ของเอลซัลวาดอร์อยู่ที่ 24,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ เดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจาก 19,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2019 หลังจากที่รัฐบาลต้องจัดสรรเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

โดยเอลซัลวาดอร์ต้องชำระดอกเบี้ยพันธบัตร 329 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และอีก 800 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะครบกำหนดในเดือนม.ค.

IMF แนะให้เอลซัลวาดอร์หยุดใช้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ตามกฎหมาย และมองว่าการนำ Bitcoin มาเป็นเงินสำรองของประเทศนั้นเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเตือนว่าการยอมรับ Bitcoin ยังอำนวยความสะดวกในการฟอกเงินด้วย

Photo by REUTERS/Jose Cabezas

บทวิเคราะห์ จับตาเงินดอลลาร์หมดแรง เฟดขึ้นดอกเร็วไปจะทำลายทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684164

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 14:30 น.บทวิเคราะห์ จับตาเงินดอลลาร์หมดแรง เฟดขึ้นดอกเร็วไปจะทำลายทุน

การวิเคราะห์จากสำนักข่าวรอยเตอร์ถึงความเป็นไปของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก และสกุลเงินอันดับหนึ่งของโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์ – หลังจากค่าเงินดอลลาร์ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษตอนนี้ดูเหมือนจะหยุดชะงักลงแล้ว ด้วยความสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ว่ามีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ผันผวน และนโยบายการเงินจะแข็งกร้าวตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

หลังจากไต่ขึ้น 10% ในรอบสามเดือน ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 3% ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม บางคนอาจคิดว่าเป็นเพราะหมดกระแสการเข้าหาดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินที่ปลอดภัยซึ่งเกิดขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ลดน้อยลงแล้ว หลายคนกล่าวว่าหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้มงวดนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ อาจเสี่ยงที่จะผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย

และสุดท้าย ในขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะยังคงแซงหน้าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ แต่ก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในยูโรโซนและสวิตเซอร์แลนด์กำลังเตรียมแผนการกระชับนโยบายของตนเอง

เมื่อวันจันทร์ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB ) ทำให้ภาวะดอลลาร์แข็งค่าต้องเจออุปสรรคเข้าไปอี โดยระบุว่าสถานะยาวนาน 8 ปีของกลุ่มยูโรโซนที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้

หลายคนมองว่าผลจากสงครามในยูเครนจะทำให้ ECB ไม่อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีนัยสำคัญ และส่งเงินยูโรให้สูงขึ้น 1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์

ริชาร์ด เบนสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนร่วมของ Millennium Global กล่าวว่า “สิ่งที่สั่งสมขึ้นมาโดยตลอดและถูกตลาดเพิกเฉยคือเรื่องอัตราดอกเบี้ยของยุโรป” ซึ่งเบนสันเปลี่ยนท่าทีจากการเทรดดอลลาร์ “กุลยุทธ์ระยะยาว” มาเป็น “กลยุทธ์สั้น” เมื่อต้นเดือนนี้

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้านอานปัจจัยลบได้ด้และการเมืองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เอื้ออำนวย กลายเป็นเงื่อนไขให้ดอลลาร์แกร่งขึ้นมา แต่สิ่งเหล่านี้กำลังเปิดทางให้สิ่งที่เบนสันขนานนามว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ “อ่อนแอ” ซึ่งความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจกำลังปรากฏชัด

ตลาดเงินยังคงกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 175 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี แต่ตอนนี้พวกเขายังตั้งเป้าว่า ECB จะขึ้น 100 จุดพื้นฐานเทียบกับ 20 จุดพื้นฐานหลังเกิดการโจมตียูเครน

นักวิเคราะห์ของ BNP Paribas กล่าวในหมายเหตุว่า วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยของเฟด “ขณะนี้อยู่ในอัตราราคาที่เหมาะสม” และพวกเขาได้เพิ่มสถานะดอลลาร์ “ชอร์ต” เมื่อเทียบกับสกุลเงินออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสวีเดน

เว้นแต่ว่าตลาดจะเห็นการพุ่งขึ้นใหม่ขงอัตราราคาในสหรัฐฯ พวกเขาคาดการณ์ว่า “เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนกลับมาดำเนินการซื้อขายแบบ carry trades” ซึ่งหมายถึงการซื้อสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง

ขณะที่ JPMorgan แม้วา่จะยังคงหวังกับตลาดกระทิงกับค่าเงินดอลลาร์ แต่ก็กล่าวว่าตลาดสกุลเงินมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงจาก “ความแกร่งของสหรัฐฯ มาเป็นการชะลอตัวทั่วโลกซึ่งครอบคลุมสหรัฐฯ”

อันที่จริง ข้อมูลล่าสุดของสหรัฐฯ ตั้งแต่อัตราการว่างงานไปจนถึงสถิติเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและสภาพธุรกิจ ล้วนบ่งบอกถึงโมเมนตัมที่ชะลอตัว

กรณีที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย?

ตามแนวคิดดั้งเดิมต่างมองว่าค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากนั้นก็จะสูญเสียพลังลงไป การวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์เกี่ยวกับข้อมูลของ Refinitiv พบว่าในช่วง 3 รอบจาก 4 รอบล่าสุด ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงโดยเฉลี่ย 1.4% ระหว่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

บางคนเชื่อว่าดอลลาร์ยังคงมีอยู่ สก็อต เบสเซนต์ ผู้บริหาร Key Square Group กล่าวในจดหมายนักลงทุนที่รอยเตอร์ได้รับมาบอกว่าว่าเงินดอลลาร์อยู่ในช่วงขาขึ้นระยะสุดท้าย และ “เมื่อระยะสุดท้ายนี้จบลง เราคาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในช่วงหลายปี” Key Square ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในจดหมาย

ค่าเงินดอลลาร์สูงสุดในวันที่ 13 พ.ค. ใกล้เคียงกับการเพิ่มขึ้นในตำแหน่งยาวเก็งกำไรในสกุลเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ตั้งแต่นั้นมา ค่าเงินดอลลาร์ก็หมดความร้อนแรงลงด้วยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ร่วงลงเกือบ 20 จุดพื้นฐาน

นักวิเคราะห์ที่ ING กล่าวว่า “กรณีที่ไม่ร้ายแรง” สำหรับตลาดการเงินจะทำให้เฟดหยุดชั่วคราวหลังจากขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 2% ในเดือนกรกฎาคม

คนอื่นๆ มองว่าเฟดมีความเสี่ยงที่เฟดจะปรับขึ้นมากเกินไป แม้ว่าเงินเฟ้อจะได้รับแรงหนุนจากแรงกดดันด้านอุปทานที่จำเป็นต้องแก้ไข

สจววร์ท โคล หัวหน้านักยุทธศาสตร์ระดับมหภาคของบริษัทนายหน้า Equiti Capital กล่าวว่า “การกระชับนโยบายมากเกินไปของเฟดจะทำให้ความเสี่ยง อาจทำลายการลงทุนที่จะบรรเทาสถานการณ์ได้

แม้หลังจากการลดค่าลงเมื่อเร็วๆ นี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ก็เพิ่มขึ้นประมาณ 6.3% ในปี 2022 และสามารถกลับมาขึ้นอีกครั้งได้อย่างรวดเร็วหากภาวะถดถอยในยุโรปมีแนวโน้มหรือหากความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกพังทลายอีกครั้ง

เบนสันแห่ง Millennium มองว่าค่าเงินสหรัฐยังอ่อนค่าลงในปัจจุบัน แต่การที่ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงที่ผ่านมานั้นถือเป็น “การเพุ่งขึ้นมาครั้งใหญ่มาก”

Source – ANALYSIS-As U.S. economy’s exceptionalism fades, so does the dollar/REUTERS

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo/File Photo

พบพีระมิดกลางป่าแอมะซอน เมืองโบราณที่สาบสูญนับพันปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684182

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 13:15 น.พบพีระมิดกลางป่าแอมะซอน เมืองโบราณที่สาบสูญนับพันปี

เทคโนโลยีการทำแผนที่ช่วยให้ค้นพบเมืองที่สาบสูญไปเกือบพันปีในป่าแอมะซอนของโบลิเวีย

Smithsonian Magazine ระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ไฮโก พรูเมอร์ส จากสถาบันโบราณคดีเยอรมันค้นพบว่า เนินดินปริศนาทางมุมตะวันตกเฉียงใต้ของลุ่มน้ำแอมะซอนในโบลิเวีย ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณอายุนับพันปี

เมื่อปี 2019 ทีมของพรูเมอร์สนำเฮลิคอปเตอร์ที่ติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อการสำรวจ LiDAR ที่ตรวจจับระยะไกลโดยใช้เลเซอร์สร้างภาพ 3 มิติของพื้นดินเบื้องล่างเพื่อสำรวจซากปรักหักพังโบราณของการตั้งถิ่นฐานของเมืองขนาดใหญ่ในแถบ Llanos de Mojos ในป่าแอมะซอนของโบลิเวียที่ถูกทิ้งร้างไปเมื่อราว 600 ปีก่อน

ทีมนักวิทยาศาสตร์พบแหล่งที่ตั้งสำคัญของวัฒนธรรมกาซาราเบ (Casarabe Culture: ค.ศ.500-1400) ซึ่งมีศูนย์กลางเมืองขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยถนนยาวหลายกิโลเมตร และพีระมิดสูง 22 เมตร รวมถึงมีระบบชลประทาน ที่กักเก็บน้ำ และคลอง

งานด้านโบราณคดีที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้และความพยายามในการสำรวจระยะไกลเผยให้เห็นสถานที่ห่างไกลหลายร้อยแห่งบนพื้นที่กว่า 1,700 ตารางไมล์ของภูมิภาค Llanos de Mojos รวมทั้งถื่นฐานของชาวกาซาราเบ และยังพบถนนและคลอง แต่ด้วยความท้าทายด้านพื้นที่ที่เป็นป่าทึบห่างไกลทำให้ยากต่อการเชื่อมโยงสิ่งที่พบเข้าด้วยกัน

เทคโนโลยี LiDAR ทำให้เห็นขนาดและรูปร่างของชุมชน 26 แห่ง รวมทั้ง 11 แห่งที่ไม่เคยทราบว่ามีอยู่ ในจำนวน 26 แห่งนี้เป็นศูนย์กลางเมืองขนาดใหญ่ 2 แห่งคือ Landivar และ Cotoca ซึ่งถูกค้นพบมาก่อนแล้ว แต่การทำแผนที่ครั้งใหม่นี้เผยรายละเอียดความซับซ้อนทางโบราณคดีและขนาดราว 1.2 และ 1.5 ตามรางไมล์ตามลำดับ

แต่ละศูนย์กลางล้อมรอบด้วยวงแหวนที่ต่อเนื่องกันของคูน้ำและป้อมปราการเชิงเทิน มีเฉลียงประดิษฐ์ อาคารที่ทำด้วยดินเผาขนาดใหญ่ และพีระมิดทรงกรวยที่มีความสูงถึง 22 เมตร โดยอาคารต่างๆ เหล่านี้หันหน้าไปทางทิศเหนือ-ตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองโลกของจักรวาลวิทยาเช่นเดียวกับที่พบในสถานที่โบราณอื่นๆ ที่ในแอมะซอน

ภาพถ่ายทางอากาศยังเผยให้เห็นศูนย์กลาง 2 แห่ง โดยแต่ละแห่งยึดไว้ด้วยเครือข่ายการตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันด้วยทางหลวงหลายสาย ทางเดินเหล่านั้นแผ่ออกจากศูนย์กลางเหมือนซี่ล้อและทอดยาวหลายไมล์ สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงการตั้งถิ่นฐานในเขตชานเมืองตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานขนาดเล็กใกล้กับศูนย์กลางไปจนถึงไซต์ที่ห่างไกลและเล็กกว่าซึ่งอาจถูกใช้เป็นที่ตั้งแคมป์ชั่วคราว ขณะที่คลองทอดยาวจากศูนย์กลางหลักและเชื่อมต่อกับแม่น้ำและลากูนา ซาน โฮเซ ซึ่งส่งน้ำไปยังโคโตกา

ซากเมืองโบราณดังกล่าวบ่งบอกว่าพื้นที่ห่างไกลของป่าฝนแอมะซอนแท้จริงแล้วมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และถูกทำให้เป็นชุมชนเมืองมานานหลายศตวรรษก่อนที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับการจดบันทึกของภูมิภาคนี้จะเริ่มขึ้น

ทว่าสิ่งที่ยังเป็นปริศนาคือ เหตุใดชุมชนเมืองนี้จึงถูกทิ้งร้างหลังสร้างได้เพียง 900 ปี การหาอายุวัตถุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่าชาวกาซาราเบสูญหายไปราวปี 1400

ภาพ: สถาบันโบราณคดีเยอรมัน (DAI)

ศึกชิงพันธมิตรแปซิฟิก จีน-ออสเตรเลียเดินสายหาพวก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684174

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 12:25 น.ศึกชิงพันธมิตรแปซิฟิก จีน-ออสเตรเลียเดินสายหาพวก

จีน-ออสเตรเลีย เดินสายกระชับความสัมพันธ์ในแปซิฟิก

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบานีส ของออสเตรเลียกล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการสนับสนุนหมู่เกาะแปซิฟิก ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเดินทางมาถึงภูมิภาคนี้เพื่อแสวงหาข้อตกลงด้านความมั่นคงและการค้า

ก่อนหน้านี้รอยเตอร์สได้เปิดเผยร่างแถลงการณ์ที่หลุดออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนจะแสวงหาข้อตกลงกับ 10 ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมการรักษาพยาบาล ความมั่นคง การค้า การเดินเรือ และการสื่อสารข้อมูล ขณะที่อัลบานีสกล่าวว่า “ออสเตรเลียจำเป็นต้องตอบสนองกับเรื่องนี้”

รัฐบาลออสเตรเลียให้คำมั่นที่จะดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกเรื่องความมั่นคงทางทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมความช่วยเหลือ และอนุญาตให้พลเมืองในภูมิภาคอพยพไปยังออสเตรเลีย

โดยเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเดินทางไปยังฟิจิในวันนี้เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีแฟรงก์ ไบนิมารามา ซึ่งเป็นการเยือนแปซิฟิกครั้งแรกของเธอนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันจันทร์

ขณะที่หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเดินทางถึงหมู่เกาะโซโลมอนแล้ว ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางแรกในกำหนดการทัวร์ 8 ประเทศ โดยจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแปซิฟิกในฟิจิในสัปดาห์หน้า

เมื่อเร็วๆ นี้หมู่เกาะโซโลมอนได้ลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงกับจีน ท่ามกลางการคัดค้านจากออสเตรเลีย สหรัฐ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ซึ่งเกรงว่าหมู่เกาะโซโลมอนจะทำให้จีนสร้างฐานทัพในแปซิฟิก ขณะที่จีนปฏิเสธและกล่าวว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของตะวันตกเป็นการแทรกแซงการตัดสินใจของโซโลมอน

ด้านสหรัฐก็ต้องการที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตกับแปซิฟิกเช่นกัน โดยเคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานอินโด-แปซิฟิกกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐมีแผนจะยกระดับการเจรจาทางการทูตกับกลุ่มประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงการเชิญผู้นำแปซิฟิกมาที่ทำเนียบขาวในปลายปีนี้ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายในภูมิภาค

แคมป์เบลล์กล่าวว่า “สหรัฐตั้งใจจะเพิ่มความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในแถบแปซิฟิก และเราต้องทำมากกว่านี้ รวมถึงเพิ่มการสนับสนุนการมีส่วนร่วมพหุภาคีหมู่เกาะแปซิฟิก”

Photo by Yuichi Yamazaki/Pool via REUTERS/File Photo, REUTERS/Brendan Smialowski/Pool

‘ไสหัวไปไอ้**!’ ที่ปรึกษาผู้นำยูเครนลั่น หลังถูกแนะนำให้สละดินแดนแลกสันติภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684165

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 11:30 น.'ไสหัวไปไอ้**!' ที่ปรึกษาผู้นำยูเครนลั่น หลังถูกแนะนำให้สละดินแดนแลกสันติภาพ

“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่เราจะจับอาวุธต่อไป” ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครนกล่าว

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าโอเล็กซี อเรสโตวิช ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ลั่นคำหยาบในการวิพากษ์วิจารณ์ตะวันตกที่เรียกร้องให้ยูเครนสละดินแดนส่วนหนึ่งให้รัสเซียเพื่อแลกกับสันติภาพ

อเรสโตวิชกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า “ไสหัวไปเลยกับข้อเสนอพรรค์นั้น โง่ฉิบหาย ขายดินแดนยูเครนนิดหนึ่งเนี่ยนะ บ้าไปแล้วหรอไอ้***” (Go f**k yourselves with such proposals, you dumb f**ks, to trade Ukrainian territory a little bit! Are you f**king crazy?)

“ลูกหลานของเรากำลังจะตาย ทหารกำลังสู้กับกระสุนด้วยร่างกายของพวกเรา แล้วมาบอกให้เราสละดินแดนของเราหรอ มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด”

อเรสโตวิชวิพากษ์วิจารณ์ตรรกะที่สนับสนุนให้ยูเครนยอมสละดินแดนบางส่วนให้รัสเซียเพื่อสร้างสันติภาพและให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ

มิคาอิล โพโดลีอัก ที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งของผู้นำยูเครนกล่าวผ่าน Telegram ว่า “เราจะไม่ขายพลเมือง ดินแดน หรืออำนาจอธิปไตยของเรา เราขีดเส้นชัดเจน ยูเครนได้จ่ายไปในราคาแพงแล้ว และเราจะไม่ยอมให้ใครก้าวไปในเส้นทางนั้นเป็นอันขาด และจะตอบโต้ใครก็ตามที่เรียกร้องแบบนั้น”

“เราปกป้องเคียฟ ยึดคืนสามภูมิภาค และกำลังจะเสร็จสิ้นภูมิภาคที่สี่ แต่วันนี้มีคนเสนอให้เราสละดินแดนทางตะวันออกและใต้ให้รัสเซีย ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่เราจะจับอาวุธต่อไป”

“แม้จะไม่มีใครต้องการสงครามที่ยืดเยื้อหรือวิกฤตด้านอาหาร แต่วิธีที่ยุติสงครามได้เร็วที่สุดคือการใช้อาวุธ การคว่ำบาตร และความช่วยเหลือทางการเงินแก่ยูเครน” โพโดลีอักกล่าว

ทั้งนี้ แถลงการณ์จากที่ปรึกษาทั้งสองเกิดขึ้นหลังจากที่เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐกล่าวใน World Economic Forum ในเมืองดาวอส เมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยเรียกร้องให้ยูเครนสงบศึกโดยเร็ว และทำให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดสงครามในเดือนก.พ.

Photo by REUTERS/Carlos Barria

รองประธานเฟดหนุนหลังสหรัฐออกดอลลาร์ดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684162

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 11:04 น.รองประธานเฟดหนุนหลังสหรัฐออกดอลลาร์ดิจิทัล

ธนาคารกลางสหรัฐชี้ถึงความเป็นไปได้ในการออกสกุลเงินดอลลาร์ดิจิทัลตามรอยหลายชาติที่ออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เลเอล เบรนาร์ด รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เผยว่า การสร้างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบดิจิทัลอย่างเป็นทางการสามารถช่วยให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ ในขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัลที่พัฒนาโดยประเทศอื่นๆ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

“ขณะที่เราประเมินระบบการเงินดิจิทัลในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาว่าจะรักษาความรวดเร็วในการเข้าถึงเงินของธนาคารกลสงที่ปลอดภัยของสาธารณะอย่างไรด้วย ซึ่งบางทีอาจทำผ่านการออกสกุลเงินที่จับต้องได้ของธนาคารกลาง” เบรนาร์ดกล่าวในคำแถลงก่อนที่จะปรากฏตัวเพื่อพูดถึงประเด็นดังกล่าวต่อหน้าคณะกรรมาธิการด้านบริการด้านการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันพฤหัสบดีนี้ตามเวลาท้องถิ่น

“เราตระหนักดีว่ามีความเสี่ยงทั้งการไม่ลงมือทำ เช่นเดียวกับความเสี่ยงในการลงมือทำ” เบรนาร์ดกล่าว

บรรดาผู้กำหนดนโยบายของเฟดยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลสง (CBDC) และเพิ่งเสร็จสิ้นการเปิดรับฟังความเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 3 เดือน เฟดยังชี้ด้วยว่าจะไม่ออกสกุลเงินดิจิทัลหากยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนจากทำเนียบขาวและสภา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เฟดตามหลังบรรดาธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ รวมทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ ในกระบวนการการยอมรับ จากข้อมูลของ Atlantic Council พบว่า ขณะนี้จีนกำลังทดสอบ CBDC ของตัวเองและมี 9 ประเทศที่เปิดตัว CBDC แล้ว และอีก 87 ประเทศกำลังพิจารณาตัวเลือก

ความเสี่ยงของการออกกฎอย่างไม่เคร่งครัดควบคุมคริปโตเคอร์เรนซีและสเตเบิลคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าพุ่งขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้รับความสนใจอย่างฉับพลันหลังจากตลาดคริปโตร่วงอย่างหนักในเดือนนี้อันเนื่องมาจากการดิ่งลงของสเตเบิลคอยน์ใหญ่อย่าง terraUSD อีกทั้งมูลค่าของ Bitcoin ยังลดลงกว่า 50% นับตั้งแต่เดือน พ.ย.

“เหตุการณ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีรั้วกั้นด้านกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคและนักลงทุน ปกป้องความมั่นคงทางการเงิน และสร้างความมั่นใจในสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันสำหรับการแข่งขันและนวัตกรรมทั่วทั้งระบบการเงิน” เบรนาร์ดกล่าว

ทั้งนี้ CBDC จะออกและหนุนหลังโดยธนาคารกลาง ซึ่งต่างจากคริปโตที่ดำเนินการโดยผู่เล่นเอกชน หากสหรัฐจะเดินหน้าสร้างสกุลเงินดิจิทัล มันควรจะได้รับการออกแบบเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบการเงิน ไม่ถูกกำจัดออกในฐานะคนกลาง โดยการจำกัดจำนวนเงินที่บุคคลสามารถถือหรือโอนได้

เบรนาร์ดยังบอกว่า CBDC ของสหรัฐสามารถปกป้องความสำคัญในระดับโลกของสกุลเงินดอลลาร์ได้

ส่วนผู้กำหนดนโยบายของเฟดคนอื่น รวมทั้ง คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดต่างกังขา และชี้ให้เห็นว่าธุรกรรมดอลลาร์จำนวนมากเป็นแบบดิจิทัลอยู่แล้ว และยังเป็นห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วย

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

‘ระวังให้มากขึ้น’ ผู้ก่อตั้ง Ethereum เตือนถึงการล่มสลายของคริปโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684105

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 18:15 น.‘ระวังให้มากขึ้น’ ผู้ก่อตั้ง Ethereum เตือนถึงการล่มสลายของคริปโต

ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุนคริปโต

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แกวิน วูด ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เผยว่า นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่หนุนหลังสกุลเงินดิจิทัลที่ตัวเองถืออยู่ หลังตลาดคริปโตร่วงหนักจนมูลค่าหายไปกว่า 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“ผมหวังว่าผู้คนจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชื่อของสกุลเงินมากขึ้นเมื่อพวกเขามีส่วนร่วมในชุมชน ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ” วูดเผยจากการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์

บรรดาบริษัทคริปโตและบล็อกเชนไปปรากฏตัวในการประชุมของปีนี้ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำการเมืองและธุรกิจอย่างหนาตา แม้ว่าช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมมูลค่าของตลาดคริปโตจะร่วงลงอย่างหนัก จนเหรียญที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 8 อย่าง LUNA ดิ่งลงจนแทบจะไม่มีค่า

วูดเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการจับคู่กับพันธมิตรใหม่ระหว่าง Polkadot ซึ่งเป็นโครงการบล็อกเชนของเจ้าตัว กับ Project Liberty ของ แฟรงค์ แม็คคอร์ท มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน โดยจะมุ่งเป้าไปที่การกระจายอำนาจการควบคุมของเว็บและให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้มากขึ้น

บล็อกเชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี

“อินเทอร์เน็ตไม่มีแนวคิดที่แท้จริงเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมาย เพราะความถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่กำหนดโดยประเทศที่มีอำนาจอธิปไตย” วูดกล่าว “เทคโนโลยีไม่สามารถป้องกันผู้คนจากการทำผิดพลาดได้ แต่สามารถช่วยผู้ที่ต้องการเข้าใจข้อเท็จจริงของโลกได้ดีขึ้นว่าพวกเขากำลังซื้ออะไร”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration