จีนอาจต้องทำลายดาวเทียม Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684107

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 18:49 น.จีนอาจต้องทำลายดาวเทียม Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

จีนเรียกร้องกองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการต่อต้านดาวเทียม และพร้อมทำลาย Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

South China Morning Post รายงานว่าเหริน หยวนเจิ้น นักวิจัยจากสถาบันติดตามและโทรคมนาคมแห่งปักกิ่ง (Beijing Institute of Tracking and Telecommunications) เรียกร้องให้กองทัพจีนพัฒนาขีดความสามารถในการต่อต้านดาวเทียม ซึ่งรวมถึงการติดตามและตรวจสอบดาวเทียม

ตลอดจนพร้อมที่จะปิดการใช้งานหรือทำลายเครือข่ายดาวเทียม Starlink ของ SpaceX หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ

ตามรายงานของ EurAsian Times ระบุว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้สังเกตการณ์ทางทหารของจีนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับศักยภาพของเครือข่ายดาวเทียม Starlink ซึ่งมีส่วนในการช่วยเหลือการทำงานของกองทัพสหรัฐ

ผู้สังเกตการณ์ทางทหารของจีนกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสหรัฐกำลังเริ่มดำเนินการบนอวกาศ ซึ่งจะเป็นสนามรบของกองทัพทั่วโลกในอนาคต โดยได้มีการเร่งสร้างเครือข่ายสื่อสารทางทหารผ่านดาวเทียม

บทความจาก China Military Online ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวอย่างเป็นทางการในเครือ Central Military Commission (CMC) องค์กรป้องกันประเทศของจีนที่นำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่า “SpaceX ได้ตัดสินใจเพิ่มจำนวนดาวเทียม Starlink จาก 12,000 ดวงเป็น 42,000 ดวง ซึ่งเป็นความทะเยอทะยานของบริษัทที่จะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร และประชาคมระหว่างประเทศควรตื่นตัวในระดับสูง”

หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SpaceX ยังได้เปิดใช้งานดาวเทียม Starlink เพื่อฟื้นฟูการสื่อสารที่หยุดชะงักเนื่องจากการระดมยิงโดยกองทหารรัสเซีย

นอกจากจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนแล้ว China Military Online อ้างถึงกรณีต่างๆ ตั้งแต่ปี 2019 โดยชี้ว่า Starlink ร่วมมือกับกองทัพสหรัฐ รวมถึงการทดสอบการส่งข้อมูลที่ประสบความสำเร็จซึ่งดำเนินการโดยกองทัพอากาศสหรัฐ (USAF) เมื่อวันที่ 31 มี.ค.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับ Starlink โดยในเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว จีนร้องเรียนต่อคณะกรรมการอวกาศแห่งสหประชาชาติว่าสถานีอวกาศเทียนกงต้องหลบดาวเทียม Starlink ถึง 2 ครั้งในปีนั้น

Photo by REUTERS/Joe Skipper

ฝีดาษลิงกำลังลามหนัก แต่ไม่ต้องกลัวลิงจนเกินเหตุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684080

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 17:00 น.ฝีดาษลิงกำลังลามหนัก แต่ไม่ต้องกลัวลิงจนเกินเหตุ

ฝีดาษลิงลามแล้วเกือบ 20 ประเทศ พบผู้ติดเชื้อกว่า 100 รายทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดจากลิง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าขณะนี้โรคฝีดาษลิงได้แพร่ระบาดไปแล้ว 18 ประเทศทั่วโลก รวมผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ท่ามกลางความตื่นกลัวจากประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งโรคดังกล่าวที่พบครั้งแรกในลิงแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลางก่อนที่จะแพร่ไปยังที่อื่นๆ

แม้จะขึ้นชื่อว่าโรคฝีดาษลิง (monkeypox) แต่ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาอธิบายผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผู้ป่วยในมนุษย์ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดไม่ได้ติดจากลิง การเรียกฝีดาษลิง จึงไม่ยุติธรรมสำหรับลิง เพราะคนเราจะรังเกียจลิง ลิงที่อยู่ตามวัด ในบ้านเรามีมาก จะขาดแคลนอาหาร เป็นที่เดือดร้อนของชาวลิงอย่างแน่นอน”

หมอยงอธิบายเพิ่มเติมว่า มีหลักฐานการติดต่อจากสัตว์ตระกูลฟันแทะ จำพวกหนู กระรอก เช่นหนูแกมเบีย (Giant Gambian rat) ที่นำเข้าไปในอเมริกา และมีการติดต่อไปสู่หนูแพรี่ด็อก และคนติดมาอีกทีหนึ่ง

เกิดจากอะไร?

ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงเกิดจากไวรัส Othopoxvirus ตระกูลเดียวกับฝีดาษ (smallpox) หรือไข้ทรพิษ แต่รุนแรงน้อยกว่าและมีโอกาสในการติดเชื้อต่ำกว่า ส่วนใหญ่ระบาดในประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตกใกล้กับป่าฝนเขตร้อน โดยฝีดาษลิงมี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์แอฟริกากลาง และสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตกซึ่งรุนแรงน้อยกว่า

ฝีดาษลิงพบครั้งแรกเมื่อปี 1958 ในลิงที่นำมาศึกษาในห้องวิจัย และพบการติดเชื้อในมนุษย์ครั้งแรกเมื่อปี 1970 ในคองโก นับตั้งแต่นั้นก็เกิดขึ้นนานๆ ครั้งในประเทศแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก จากนั้นในปี 2003 เกิดการระบาดในสหรัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฝีดาษลิงระบาดนอกแอฟริกา โดยผู้ป่วยในสหรัฐได้รับเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับแพรีด็อก

แพร่ไปถึงไหนแล้ว?

โดยการติดเชื้อสามารถติดต่อได้ทั้งจากสัตว์สู่คน และคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสผิวหนังโดยตรง หรือสัมผัสวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส และสารคัดหลั่ง ตลอดจนทางเดินหายใจ จมูก ปาก และตา รวมถึงติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และการนำซากสัตว์ป่วยมาปรุงอาหาร

ขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อใน 18 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สโลเวเนีย สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิสราเอล อาร์เจนตินา แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

วิธีป้องกันและรักษา?

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับโรคฝีดาษลิง แต่มีวัคซีนป้องกันฝีดาษซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันฝีดาษลิงได้ 85%

สำหรับในประเทศไทยได้มีการปลูกฝีให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิด แต่ยกเลิกไปเมื่อปี 2517 เนื่องจากสามารถควบคุมโรคได้จนหมดไปแล้ว ต่อมาในปี 2523 องค์การอนามัยโลกประกาศว่าฝีดาษหมดไปแล้วทำให้ทั่วโลกยกเลิกการปลูกฝีตั้งแต่นั้นมา แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้สูงอายุที่เคยได้รับการปลูกฝีเมื่อหลายปีก่อนจะยังคงมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งคาดว่าการยกเลิกมาตรการควบคุมโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้มีการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรคฝีดาษลิงแพร่ระบาดมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันการติดเชื้อได้โดยการล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยงหรือมีอาการ หลีกเลี่ยงการนำเข้าสัตว์ป่าหรือรับประทานอาหารจากสัตว์ป่า และแยกกักตัวสำหรับผู้ที่มีอาการต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ

Photo by REUTERS/Samrang Pring

สังหารหมู่ไม่จบสิ้น ทำไมสหรัฐปล่อยให้เด็กใช้ปืนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684075

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 16:09 น.สังหารหมู่ไม่จบสิ้น ทำไมสหรัฐปล่อยให้เด็กใช้ปืนได้

การกราดยิงโรงเรียนประถมในรัฐเทกซัสครั้งล่าสุดจุดกระแสเรียกร้องให้ออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนขึ้นมาอีกครั้งในสหรัฐ

เหตุการณ์วัยรุ่นชายวัย 18 ปีก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถมร็อบบ์ในเมืองอูวัลเด รัฐเทกซัสของสหรัฐเมื่อช่วงเที่ยงของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เด็กนักเรียน 19 คน และผู้ใหญ่อีก 2 คนซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นครูเสียชีวิต นับเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่ร้ายแรงที่สุดของสหรัฐนับตั้งแต่เหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถมแซนดีฮุกในรัฐคอนเนตทิคัตเมื่อปี 2012 ที่มีผู้เสียชีวิต 26 คน

และจากข้อมูลของกลุ่มควบคุมอาวุธปืน Everytown พบว่า นี่เป็นเหตุกราดยิงครั้งที่ 8 ของปีนี้ ทั้งยังเกิดขึ้นเพียง 10 วันหลังจากหนุ่มวัย 18 ก่อกราดยิงกลางซูเปอร์มาร์เก็ตในย่านบัฟฟาโลซึ่งเป็นถิ่นของคนผิวดำของนิวยอร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย

ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้ผู้ลงมือยังเป็นวัยรุ่นและอาวุธที่ใช้คือปืนไรเฟิลเหมือนกัน โดยกรณีเทกซัสผู้ก่อเหตุมาพร้อมปืนไรเฟิล 2 กระบอกที่เจ้าตัวเพิ่งซื้อในวันเกิดอายุครบ 18 ปี ส่วนกรณีนิวยอร์ก เจ้าของร้านขายอาวุธปืนในนิวยอร์กบอกกับสำนักข่าว The New York Times ว่าวัยรุ่นที่ก่อเหตุเพิ่งซื้อปืนไรเฟิลไปจากร้านเมื่อเร็วๆ นี้เอง

เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องปลุกกระแสการถกเถียงเรื่องการควบคุมอาวุธปืนขึ้นมาอีกครั้งในสหรัฐ ส่วนในบ้านเราคงเกิดคำถามขึ้นในใจหลายคนว่า ทำไมสหรัฐถึงปล่อยให้เด็กใช้ปืนจนนำมาก่อเหตุได้อย่างนี้

เรื่องนี้คงต้องย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ฉบับแก้ไขที่ระบุว่า ชาวอเมริกันมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการครอบครองอาวุธปืนเพื่อใช้ในการปกป้องคุ้มครองตนเอง

ด้วยเหตุนี้ในหลายๆ รัฐเด็กวัยรุ่นอเมริกันจึงสามารถซื้อปืนไรเฟิลได้ก่อนที่กฎหมายจะอนุญาตให้ดื่มเบียร์ได้เสียอีก

กฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดไว้ว่า ร้านขายอาวุธปืนและดีลเลอร์ที่มีใบอนุญาตห้ามขายปืนพกให้บุคคลที่อายุต่ำกว่า 21 ปี แต่สามารถขายปืนยาว (ไรเฟิล ลูกซอง) ให้บุคคลที่อายุอย่างน้อย 18 ปีได้ แต่บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตสามารถขาย ส่งมอบ หรือโอนปืนยาวให้ใครก็ได้โดยไม่จำกัดอายุ

การครอบครองปืนของวัยรุ่นในสหรัฐยิ่งง่ายดายเข้าไปอีก เพราะไม่มีกฎหมายรัฐบาลกลางจำกัดอายุ โดย The Washington Post ชี้ว่า หากพ่อต้องการจะซื้อปืนไรเฟิลให้ลูกชายเป็นของขวัญวันเกิดก็ถือเป็นเรื่องถูกกฎหมายในหลายรัฐ

นั่นเพราะมี 23 รัฐที่กำหนดอายุขั้นต่ำในการครอบครองปืนยาวเอาไว้ตั้งแต่ 14 ปีในรัฐมินนิโซตา ไปจนถึง 21 ปีในอิลลินอยส์และฮาวาย

นอกจากนี้ ในช่วงหลังๆ อาวุธปืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนไรเฟิลพลังสูงและปืนพกกึ่งอัตโนมัติยังราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายกว่าที่เคยในสหรัฐ ข้อมูลของ Everytown ระบุว่า ปืนไรเฟิลสนนราคา 500 เหรียญสหรัฐ หรือราว 17,115 บาท ส่วนปืนพก 9 มม. กึ่งอัตโนมัติราคาเพียง 200 เหรียญสหรัฐ หรือราว 6,844 บาทเท่านั้น ทำให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ง่าย

และสำหรับรัฐเทกซัสซึ่งเป็นรัฐที่หนุนการครอบครองอาวุธปืนแบบสุดลิ่มทิ่มประตูและเป็นสถานที่เกิดเหตุกราดยิงครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 1991 ถึง 4 จาก 12 ครั้ง เมื่อปีที่แล้วเพิ่งจะมีการผ่อนคลายกฎหมายเกี่ยวกับปืน โดยอนุญาตให้บุคคลในรัฐที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปสามารถพกปืนพกได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตหรือผ่านการอบรม

ภาพ REUTERS/Joshua Roberts

อันที่จริงปัญหาเรื่องการครอบครองปืนอย่างเสรีของชาวอเมริกันถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงหลายครั้งโดยเฉพาะช่วงหลังเกิดเหตุกราดยิงสดๆ ร้อนๆ และครั้งล่าสุดนี้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ถึงกับเอ่ยปากว่า “ทำไม? ทำไมเราถึงเต็มใจที่จะอยู่กับการสังหารนี้? ทำไมเราปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น”

ทว่าที่ผ่านมาการจำกัดการซื้อและครอบครองปืนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายจนเกิดเหตุสลดซ้ำแล้วซ้ำอีก สาเหตุเป็นเพราะการเมืองกับเรื่องปืนคือเรื่องเดียวกันในสหรัฐ

ด้วยความที่ชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่า การครอบครองปืนคือสิทธิเสรีภาพที่พวกเขามีตามกฎหมาย บรรดานักการเมืองจึงเลี่ยงที่จะเข้าไปแตะประเด็นการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับปืน เพราะกลัวจะสร้างความไม่พอใจให้ชาวอเมริกันจนเสียคะแนนเสียง

หลังจากเหตุกราดยิงโรงเรียนประถมในเมืองแซนดีฮุกประธานาธิบดี บารัก โอบามา และวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืน แต่กลับถูกพรรครีพับลิกันขัดขวางจนตกไป

และก่อนหน้านี้ไบเดนยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสออกมาขยับเขยื้อนเกี่ยวกับกฎหมายควบคุมอาวุธปืน ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออย่างละเอียดและแบนอาวุธจู่โจม แต่ก็ไม่ได้รับเสียงสนุบสนุนมากพอที่จะผ่านสภาเป็นกฎหมาย

การเสนอปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนใดๆ ต่อสภาคองเกรสเป็นเรื่องยากที่จะสำเร็จ เพราะร่างกฎหมายส่วนใหญ่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิก 60 เสียง แต่พรรคเดโมแครตของไบเดนคุมที่นั่งในวุฒิสภาแค่ 50 เก้าอี้เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขกฎหมาย ทำให้ออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนไม่สำเร็จนั่นคือ สมาคมไรเฟิลแห่งชาติสหรัฐ หรือ NRA ที่เป็นองค์กรที่มีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐมากที่สุดองค์กรหนึ่ง ที่ไม่เพียงแต่จะมีเงินมหาศาลในการล็อบบี้นักการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีสมาชิกกว่า 5 ล้านคนทั่วสหรัฐแทรกซึมอยู่ในแทบจะทุกองค์กรที่มีบทบาทในการตัดสินใจและดำเนินนโยบายหรือมาตรการต่างๆ ของประเทศ

ที่ผ่านมา NRA คัดค้านข้อเสนอต่างๆ ที่ให้ควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดขึ้น และอยู่เบื้องหลังความพยายามทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐในการลดข้อจำกัดมากมายที่มีอยู่ในการเป็นเจ้าของปืนผ่านการล็อบบี้นักการเมือง

ปี 2016 NRA ทุ่มเงินราว 4 ล้านเหรียญสหรัฐในการล็อบบี้และการช่วยเหลือนักการเมืองโดยตรง ทั้งยังจ่ายไปกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐในการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งรวมถึงเงินประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

งบประมาณแต่ละปีของ NRA สำหรับโครงการให้ความรู้ การจัดสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับปืน งานกิจกรรมสำหรับสมาชิก การเป็นสปอนเซอร์ และการช่วยเหลือทางกฎหมายสูงถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ NRA ยังใช้กลยุทธ์กดดันนักการเมืองด้วยการจัดลำดับนักการเมืองจากคะแนนโหวตเพื่อพิจารณาสนับสนุนแต่ละราย และจะเลือกสนับสนุนนักการเมืองที่อยู่ข้างสมาคมมากที่สุดและทำให้ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้

อดีตสมาชิกรัฐสภาสรายหนึ่ง เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The New York Times เมื่อปี 2013 ว่า “นั่นเป็นกลุ่มหนึ่งที่ผมบอกว่า ‘ตราบใดที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ผมจะไม่ต่อต้าน NRA’”

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียกร้องกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งนี้คงมีจุดจบไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ

หมายเหตุ ภาพปกเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงกลุ่ม Black Lies Matter ออกมาประท้วงในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐวอชิงตัน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2020 ดวลกับกลุ่ม Black Lives Matter ที่สนับสนุนสิทธิของคนผิวสีที่รวมตัวประท้วงหลังเจ้าหน้าที่ยิง เควิน อี. ปีเตอร์สัน จูเนียร์ คนผิวสีเสียชีวิต Nathan Howard/Getty Images/AFP / Getty Images via AFP / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Nathan Howard

โซรอสชี้สีจิ้นผิงกำลังพลาดมหันต์ อาจหมดหวังเป็นผู้นำตลอดชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684066

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 14:40 น.โซรอสชี้สีจิ้นผิงกำลังพลาดมหันต์ อาจหมดหวังเป็นผู้นำตลอดชีพ

โซรอสโจมตีสีจิ้นผิง เผย ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความขัดแย้ง จอร์จ โซรอส เจ้าของฉายาพ่อมดการเงิน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum 2022 ที่ดาวอส

โซรอสกล่าวถึงการยึดมั่นในนโยบายโควิด-19 เป็นศูนย์ของจีนที่ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจากการล็อคดาวน์ครั้งล่าสุด โดยเฉพาะในเซี่ยงไฮ้ และมั่นกำลังสั่นคลอนสถานะของสีจิ้นผิง

“หลายคนงงงวยกับวิธีการที่ดูเหมือนไร้เหตุผลนี้ แต่ผมสามารถให้คำอธิบายกับคุณได้ สีปกปิดความผิดลับๆ เอาไว้ เขาไม่เคยบอกคนจีนว่าพวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนที่ออกแบบมาสำหรับสายพันธุ์หวู่ฮั่นดั้งเดิมและให้การป้องกันเพียงเล็กน้อยต่อสายพันธุ์ใหม่ สีไม่สามารถทำตัวให้ขาวสะอาดได้ เพราะเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนต่ออาชีพการงานของเขา วาระที่สองของเขาในการดำรงตำแหน่งจะสิ้นสุดลงในฤดูใบไม้ร่วงปี 2022 และเขาต้องการที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่สามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดก็ทำให้เขาเป็นผู้ปกครองตลอดชีวิต เขาได้วางแผนบงการอย่างรอบคอบในกระบวนการที่จะช่วยให้เขาบรรลุความทะเยอทะยานในชีวิตของเขา และทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เป้าหมายนี้” โซรอส กล่าว

โซรอสบอกว่า การล็อกดาวน์มีผลร้ายตามมา เพราะผลักดันเศรษฐกิจจีนให้ดิ่งเหว โดยเริ่มต้นในเดือนมีนาคม และจะเกิดโมเมนตัมผลักดันทิศทางนี้ต่อไปจนกว่าสีจิ้นผิงจะเปลี่ยนแนวทาง “ซึ่งเขาจะไม่มีวันทำเพราะเขายอมรับความผิดพลาดไม่ได้ เมื่ออยู่เหนือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ความเสียหายจะยิ่งใหญ่จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ด้วยการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก”

“สีจิ้นผิงมีศัตรูมากมาย ไม่มีใครกล้าโจมตีเขาโดยตรงเพราะเขาได้รวมเครื่องมือในการสอดแนมและการปราบปรามไว้ในมือของเขาเอง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความขัดแย้งภายในพรรคคอมมิวนิสต์ มันรุนแรงคมจนพบสำนวนในบทความที่ (ได้รับการเผยแพร่) จนคนธรรมดาทั่วไปอ่านได้” โซรอส กล่าว

“ตรงกันข้ามกับความคาดหวังทั่วไป สีจิ้นผิงอาจไม่ได้รับตำแหน่งวาระที่สาม เนื่องจากความผิดพลาดที่เขาทำ แต่ถึงแม้เขาจะได้วาระที่สาม แต่กรมการเมือง (Politburo หน่วยงานบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ก็อาจไม่ให้อิสระแก่เขาในการเลือกสมาชิกของกรมการเมืองชุดต่อไป นั่นจะลดอำนาจและอิทธิพลของเขาลงอย่างมากและทำให้มีโอกาสน้อยลงที่เขาจะเป็นผู้ปกครองตลอดชีวิต” โซรอส กล่าว

โซรอสยังกล่าวการผงาดของจีนด้วยว่า หลังจากเหตุการณ์ 9/11ในปี 2001 เริ่มมีกระแสหันหลังให้กับระบอบการเมืองแบบเสรีที่เขาเรียกว่า “สังคมเปิด” พร้อมชี้ว่าระบอบเผด็จการกำลังรุ่งและสังคมเปิดอยู่ภายใต้การปิดล้อม “วันนี้จีนและรัสเซียนำถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสังคมเปิด”

เขาชี้ว่า การผงาดขึ้นมาของระบอบการเมืองอำนาจนิยม หรือที่เขาเรียกว่า “สังคมปิด”ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์

ตามทฤษฎีแล้ว AI ควรเป็นกลางทางการเมือง สามารถใช้ในทางที่ดีหรือไม่ดี “แต่ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์นั้นไม่สมมาตร AI เก่งเป็นพิเศษในการผลิตเครื่องมือควบคุมที่ช่วยระบอบกดขี่และเป็นอันตรายต่อสังคมเปิด โควิด-19 ยังช่วยให้เครื่องมือควบคุมถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีประโยชน์จริงๆ ในการจัดการกับไวรัส”

เขาบอกว่าจีนได้เปลี่ยนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีให้กลายเป็นพลังระดับประเทศ สหรัฐอเมริกาลังเลใจมากขึ้นเพราะกังวลเรื่องผลกระทบที่มีต่อเสรีภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งทัศนคติที่แตกต่างกันเหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองระบบการปกครองที่แตกต่างกันซึ่งสหรัฐฯ และจีนเป็นตัวแทน

“ประเทศจีน (ภายใต้การนำ) ของสีจิ้นผิงซึ่งรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการเฝ้าระวังและควบคุมพลเมืองของตนในเชิงรุกมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ควรได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านี้” โซรอส กล่าว

Photo – REUTERS/Kevin Yao

ยูเครนมั่นใจเตรียมทวงคืนดินแดน ยกทัพสู่ไครเมียสิ้นปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684054

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 12:58 น.ยูเครนมั่นใจเตรียมทวงคืนดินแดน ยกทัพสู่ไครเมียสิ้นปีนี้

ยูเครนลั่นพลิกสถานการณ์ในสนามรบอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่ออาวุธจากตะวันตกมาถึงมือกองทัพยูเครน

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าคีริล บูดานอฟ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมของยูเครนกล่าวว่ากองทัพยูเครนจะพลิกสถานการณ์ความขัดแย้งกับรัสเซีย และเข้าสู่แหลมไครเมียภายในสิ้นปีนี้

โดยบูดานอฟให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Ukrainskaya Pravda เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า “สถานการณ์ในสนามรบกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีสำหรับยูเครน ตั้งแต่เเดือนส.ค. นี้ เมื่ออาวุธจากตะวันตกมาถึงมือกองทัพยูเครน”

“นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากตอนนี้เราขาดแคลนอาวุธอย่างมาก” บูดานอฟกล่าว

พร้อมเสริมว่ารัสเซียมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการทำสงครามเต็มรูปแบบ 12 เดือน และหลังจากนั้นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศจะจบลงด้วยการที่ยูเครนสามารถทวงคืนดินแดนที่ถูกยึดครองกลับมาได้

เมื่อถูกถามว่า “ดินแดนที่ถูกยึดครอง” นั้นรวมถึงไครเมียด้วยหรือไม่ บูดานอฟกล่าวว่า “ภายในสิ้นปีนี้ อย่างน้อยเราต้องได้เข้าไปในไครเมีย”

อย่างไรก็ตาม เซอร์เกย์ ซอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียในวันเดียวกันว่า แม้ยูเครนจพได้รับความช่วยเหลือจากตะวันตก แต่รัสเซียจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมด

Photo by REUTERS/Jorge Silva

ฮังการีประกาศภาวะฉุกเฉิน รับมือวิกกฤตเศรษฐกิจโลก-สงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684049

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 11:33 น.ฮังการีประกาศภาวะฉุกเฉิน รับมือวิกกฤตเศรษฐกิจโลก-สงครามยูเครน

คำสั่งที่เหนือความคาดหมายในขณะที่ยุโรประส่ำระสายจากทั้งการรุกรานยูเครน เงินเฟ้อรุนแรง และความไม่ลงรอยเรื่องนาโต

สำนักข่าวรอยเตอร์ – รัฐบาลฮังการีจะใช้อำนาจตามกฎหมายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดจากสงครามในประเทศเพื่อนบ้านคือยูเครนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ออร์บาน กล่าวในวิดีโอ Facebook เมื่อวันอังคาร

ออร์บาน ซึ่งชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 4 ติดต่อกันเมื่อวันที่ 3 เมษายน เคยใช้คำสั่งกฎหมายพิเศษในอดีตมาแล้ว โดยครั้งหนึ่งใช้เนื่องจากวิกฤตการผู้อพยพทะลักเข้ายุโรป และต่อมาในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ภาวะฉุกเฉินใหม่ในทำนองเดียวกันให้อำนาจรัฐบาลของ ออร์บานในการอนุมัติมาตรการตามกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน

“โลกกำลังใกล้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ” ออร์บานยังกล่าวในวิดีโอ โดยย้ำว่าฮังการีต้องอยู่ห่างจากสงครามในยูเครนและ “ปกป้องความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว”

ออร์บาน กล่าวว่ามาตรการแรกของรัฐบาลจะมีการประกาศในวันพุธ

รัฐบาลของ ออร์บานต้องรับมือกับผลที่ตามมาของสงครามในยูเครน อัตราเงินเฟ้อประจำปีที่ 9.5% และการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงขึ้นในไตรมาสแรกอันเนื่องมาจากการใช้จ่ายก่อนการเลือกตั้ง เขายังต้องหลีกเลี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

พรรคชาตินิยม Fidesz ของ ออร์บานชนะเสียงข้างมากในรัฐสภาอีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ค่อยๆ เพิ่มอำนาจของเขาขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 12 ปีที่เขาดำรงตำแหน่ง ซึ่งมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสหภาพยุโรปและกลุ่มสิทธิเรื่องการตรวจสอบและถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยที่เสื่อมถอยลงในฮังการี

ออร์บานยังถูกมองว่าใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสซีย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมเขาระบุในจดหมายถึงประธานคณะมนตรียุโรปว่า ไม่ควรมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซีย รวมถึงการคว่ำบาตรน้ำมันในในการประชุมสุดยอดผู้นำของกลุ่มในสัปดาห์หน้า

ในจดหมายฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม และตกมาถึงมืสำนักข่าวรอยเตอร์ ออร์บานกล่าวว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะพบวิธีแก้ปัญหาในตอนนั้น และฮังการีไม่อยู่ในฐานะที่จะเห็นด้วยกับการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปที่เสนอไว้จนกว่าปัญหาที่ค้างอยู่ทั้งหมดจะได้รับการแก้ไข

คณะกรรมาธิการยุโรปในเดือนนี้เสนอมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซีย แต่พวกเขาต้องการการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้ง 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และฮังการีได้ปิดทางในเรื่องนี้

Photo – REUTERS/Bernadett Szabo

บิล เกตส์ย้ำไม่ถือคริปโต ‘ผมชอบลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684046

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 11:16 น.บิล เกตส์ย้ำไม่ถือคริปโต 'ผมชอบลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่า'

บิล เกตส์ เผยสาเหตุที่ไม่เลือกลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี

บิล เกตส์ นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก แสดงจุดยืนชัดเจนมาตลอดว่าเขาไม่ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีเหมือนกับนักลงทุนระดับโลกคนอื่นๆ

Forbes รายงานว่าเจ้าของทรัพย์สิน 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐคนนี้กล่าวในกระทู้ Ask Me Anything บนเว็บบอร์ด Reddit เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยย้ำอีกครั้งว่าเขาไม่ได้ถือสกุลเงินดิจิทัลใดๆ เลย

“ผมชอบลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่า มูลค่าที่ขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่มูลค่าของคริปโตเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นคิดขึ้นมาว่าต้องจ่ายเท่าไร มันจึงไม่เหมือนกับการลงทุนอื่นๆ “

ในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อเดือนก.พ. ปีที่แล้ว เขาแสดงความกังวลว่าผู้คนจะลุ่มหลงกับ Bitcoin จนมากเกินไป ซึ่งความกังวลของเขากลายเป็นจริงเมื่อในตอนนี้ตลาดคริปโตกำลังตกต่ำหลังการล้มของ stablecoin อย่าง TerraUSD เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งฉุดสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ให้ร่วงลงไปด้วย

โดย Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดร่วงลง 27% ในเดือนนี้ ขณะที่ Ethereum สกุลเงินดิจิทัลอันดับ 2 ร่วง 36%

“ผมมองว่าถ้าคุณมีเงินน้อยกว่าอีลอน มัสก์ คุณก็ควรระวัง” บิล เกตส์ กล่าวกับ Bloomberg เกี่ยวกับการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี โดยอ้างถึงมัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

“อีลอน มัสก์มีเงินมหาศาล และเขามีความซับซ้อนสุดๆ ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้า Bitcoin ขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่สามารถคาดเดาได้”

นอกจากนี้ ในปีที่แล้ว บิล เกตส์ ยังบอกกับ New York Times ว่า “Bitcoin ใช้พลังงานไฟฟ้าต่อการทำธุรกรรมมากกว่าวิธีอื่นๆ ที่มนุษย์รู้จัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสภาพภูมิอากาศเลย…ถ้ามันผลิตจากพลังงานสีเขียว และไม่ได้แย่งไฟฟ้าจากการใช้งานประเภทอื่นๆ มากมาย ในที่สุดมันก็อาจจะโอเคก็ได้”

นอกจากบิล เกตส์ แล้วยังมีนักลงทุนคนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับ Bitcoin เช่นกัน อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งเคยกล่าวว่าหากจะยก Bitcoin หมดทั้งโลกให้เขาในราคาไม่กี่เหรียญสหรัฐเขาก็ไม่เอา โดยชี้ว่าเขาพร้อมจ่ายในราคาแพงเพื่อซื้อที่ดินทำการเกษตรหรืออพาร์ตเมนต์ยังดีเสียกว่า เพราะมันมีผลผลิตที่จับต้องได้

เช่นเดียวกับชาร์ลี มังเกอร์ หาเศรษฐีนักลงทุนวัย 98 ปี คู่หูนักลงทุนของบัฟเฟตต์ซึ่งกล่าวว่าเขาไม่ลงทุนคริปโตอย่างแน่นอน และมองว่าสหรัฐควรดำเนินการแบนคริปโตเหมือนอย่างที่จีนทำ

Photo by REUTERS/Yuri Gripas/File Photo

โซรอสลั่นต้องเอาชนะปูตินโดยเร็วที่สุดเพื่อรักษาอารยธรรมของเรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684039

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 10:18 น.โซรอสลั่นต้องเอาชนะปูตินโดยเร็วที่สุดเพื่อรักษาอารยธรรมของเรา

จอร์จ โซรอส เจ้าของฉายาพ่อมดการเงิน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum 2022 ที่ดาวอส

จอร์จ โซรอส กล่าวว่า รัสเซียบุกยูเครนทำให้ยุโรปสั่นคลอนถึงแก่นแท้ สหภาพยุโรปก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แม้ว่าการต่อสู้จะหยุดลงตามในทีสุดก็ตาม แต่สถานการณ์ก็จะไม่หวนกลับคืนสู่สภาพที่เคยเป็นมาก่อน

“การบุกรุกอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สาม และอารยธรรมของเราอาจไม่รอด” โซรอส กล่าว

เขากล่าวว่า การบุกรุกของยูเครนไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีที่มาที่ไป โลกมีส่วนร่วมมากขึ้นในการต่อสู้ระหว่างระบบธรรมาภิบาลสองระบบที่ต่อต้านซึ่งกันและกันคือ สังคมเปิดและสังคมปิด โดยในสังคมเปิด บทบาทของรัฐคือการปกป้องเสรีภาพของแต่ละบุคคล ในสังคมปิดบทบาทของปัจเจกคือการรับใช้ผู้ปกครองของรัฐ

“เผด็จการทั้งสอง วลาดีมีร์ ปูติน และสีจิ้นผิง ต้องแสดงอะไรให้ตัวเองเห็น? พวกเขาถูกผูกเข้าด้วยกันเป็นพันธมิตรที่ไร้ขอบเขต พวกเขายังมีสิ่งที่เหมือนกันมากมาย พวกเขาปกครองโดยการข่มขู่ และเป็นผลให้พวกเขาทำผิดพลาดอย่างเหลือเชื่อ ปูตินคาดว่าจะได้รับการต้อนรับในยูเครนในฐานะผู้ปลดปล่อย สีจิ้นผิงยึดมั่นในนโยบาย Zero Covid ที่ไม่สามารถรักษาไว้ได้”  โซรอส กล่าว

โซรอสบอกว่า ดูเหมือนว่าปูตินจะรับรู้ว่าเขาทำผิดพลาดร้ายแรงเมื่อเขาบุกยูเครน และตอนนี้เขากำลังเตรียมพื้นที่สำหรับการเจรจาหยุดยิง แต่การหยุดยิงนั้นไม่สามารถบรรลุได้เพราะเขาไม่สามารถไว้วางใจได้ ปูตินจะต้องเริ่มการเจรจาสันติภาพซึ่งเขาจะไม่มีวันทำเพราะมันจะเทียบเท่ากับการลาออก

เขาชี้ว่ายิ่งปูตินที่อ่อนแอกว่านั้นก็ยิ่งคาดเดาไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปรู้สึกกดดัน เพราะตระหนักดีว่าปูตินอาจไม่รอจนกว่าพวกเขาจะพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก แต่จะปิดการส่งจ่ายก๊าซในช่วงเวลาที่คับขันที่สุด

“ดังนั้น เราจึงต้องระดมทรัพยากรทั้งหมดของเราเพื่อทำให้สงครามยุติลง วิธีที่ดีที่สุดและอาจมีเพียงวิธีเดียวที่จะรักษาอารยธรรมของเราไว้ได้คือการเอาชนะปูตินโดยเร็วที่สุด นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” โซรอส กล่าว

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

สูงวัยแบบไม่พอกิน เมื่อประเทศไทยมีสวัสดิการเกษียณต่ำที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684005

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 19:25 น.สูงวัยแบบไม่พอกิน เมื่อประเทศไทยมีสวัสดิการเกษียณต่ำที่สุดในโลก

ผู้สูงวัยของไทยเสี่ยงไม่มีเงินใช้ตอนแก่เพราะเงินบำนาญมีเพียงน้อยนิด

ประเทศไทยมีประชากรวัยเกษียณอายุนับสิบล้านคน และธนาคารโลกระบุว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านคน ภายในปี 2040 ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรไทยทั้งหมด แต่ข้อมูลล่าสุดกลับพบว่าประเทศไทยมีระบบบำนาญเกษียณอายุอยู่ในกลุ่มแย่ที่สุดในโลก

การจัดอันดับที่ว่านี้ใช้ข้อมูลจากดัชนีบำนาญโลกประจำปี 2021 (Mercer CFA Institute Global Pension Index) ของบริษัท Mercer และ สถาบัน CFA ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินระดับโลก ที่ศึกษาระบบบำนาญใน 43 ประเทศทั่วโลก โดยประเมินจากปัจจัยหลักๆ 3 ปัจจัยคือ ความเพียงพอ ความยั่งยืน และการตรวจสอบได้

พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 43 รั้งท้ายตาราง โดยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม D (มีคุณลักษณะบางอย่างที่พึงประสงค์ แต่ก็มีจุดอ่อนและ/หรือการละเว้นที่สำคัญที่ต้องแก้ไข) เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ ด้วยคะแนนรวม 40.6 โดยไทยมีคะแนนค่อนข้างต่ำในด้านความเพียงพอ

นอกจากนี้ยังพบว่าคะแนนของไทยลดลงจากปี 2020 ที่อยู่ที่ 40.8 คะแนน โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราการออมภาคครัวเรือนที่ลดลง

ขณะที่ประเทศที่มีระบบบำนาญดีที่สุดในโลกคือ ไอซ์แลนด์ ซึ่งรายงานระบุว่ามีบำเหน็จบำนาญรัฐที่ค่อนข้างมั่งคั่ง ให้ผลตอบแทนดี และระบบการออมภาคเอกชนที่ได้รับการควบคุมและกำกับดูแลอย่างดีซึ่งครอบคลุมพนักงานทุกคนที่จ่ายเงินเข้ากองทุนในส่วนนี้สูง

ระบบรายได้หลังเกษียณของไอซ์แลนด์ประกอบด้วยเงินบำนาญของรัฐที่มีองค์ประกอบสองส่วน (ซึ่งทั้งสองส่วนขึ้นอยู่กับรายได้ตามกฎที่ต่างกัน) คือ 1.โครงการบำเหน็จบำนาญภาคบังคับที่ได้รับเงินสมทบจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง 2.การจ่ายเงินโดยสมัครใจในผลิตภัณฑ์บำเหน็จบำนาญที่รัฐบาลอนุมัติ

คนวัยทำงานของไอซ์แลนด์รวมทั้งผู้รับเหมาและพนักงานพาร์ทไทม์ต้องจ่ายเงินอย่างน้อย 12% ของเงินเดือนเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญ โดยสัญญาจ้างงานส่วนใหญ่จะบังคับให้ลูกจ้างจ่ายเงิน 15.5% ของเงินเดือน ส่วนนายจ้างจ่ายสมทบอีก 11.5%

เมื่อปลายปีที่แล้วสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญของไอซ์แลนด์ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยทรัพย์สินของกองทุนงอกเงยขึ้นเป็น 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจของประเทศมาอยู่ที่ 6.4 ล้านล้านโครเนอร์ หรือราว 1.67 ล้านล้านบาท จากที่เคยขาดทุนกว่า 20% จากการล้มละลายของลีแมนบราเธอร์ส วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเมื่อปี 2008

รองจากไอซ์แลนด์คือ เนเธอร์แลนด์

เงินบำนาญของเนเธอร์แลนด์มี 3 รูปแบบ คือ 1.ระบบบำนาญแห่งรัฐ (AOW) 2.ระบบบำนาญจากอาชีพหรือบริษัท ที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินมทบร่วมกัน 3.ระบบบำนาญส่วนบุคคล

สำหรับระบบบำนาญแห่งรัฐนั้น คนวัยทำงานชาวดัตช์ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน 17.9% ของเงินเดือน

ปัจจุบันอายุเกษียณของชาวดัชต์อยู่ที่ 65 ปี ถึงจะได้รับเงินบำนาญ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 67 ปี ในปี 2024 เงื่อนไขที่จะได้รับเงินบำนาญเต็ม 100% คือต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วเป็นเวลา 50 ปี (แต่ละปีที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์เท่ากับเป็นการสะสมเงิน 2% เข้ากองทุนบำนาญของรัฐ แต่หากจ่ายไม่ถึง 50 ปีเงินบำนาญจะคำนวณตามจำนวนปีที่จ่ายเงินสมทบ)

ชาวดัตช์วัยเกษียณที่ยังโสดที่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญเต็มจำนวนจะได้รับเงินเดือนละ 1,270.67 ยูโร หรือราว 46,513 บาท (70% ของค่าจ้างขั้นต่ำสุทธิ) ส่วนผู้ที่สมรสแล้วหรือคู่ที่อยู่กินร่วมกันโดยไม่ได้สมรสจะได้รับเดือนละ 870.03 ยูโร หรือราว 31,855 บาท (50% ของค่าจ้างขั้นต่ำสุทธิ)

นอกจากนี้รัฐยังมีเงินสำหรับการท่องเที่ยวในวันหยุดยาวอีกรวมกันเดือนละ 69.19 ยูโร หรือราว 2,533 บาทสำหรับคนโสด และ 49.42 ยูโร หรือราว 1,809 บาทสำหรับคนมีคู่

อันดับที่ 3 คือเดนมาร์ก

ระบบบำนาญของเดนมาร์กประกอบด้วย บำนาญจากภาครัฐ (Folkepension) ระบบบำนาญเสริม ระบบเงินสะสมเต็มจำนวน กองทุนที่กําหนดอัตราการสมทบของผู้มีสิทธิรับบำนาญเป็นสัดส่วนกับรายได้หรืออัตราคงที่ และระบบบำนาญจากอาชีพภาคบังคับ

อายุเกษียณของเดนมาร์กจะขึ้นอยู่กับวันเดือนปีเกิดโดยอยู่ระหว่าง 65-69 ปี เงินบำนาญพื้นฐานของเดนมาร์กจะเท่ากันทั้งคนโสดและคนที่แต่งงานแล้ว ส่วนระบบบำนาญเสริมจะขึ้นอยู่กับสถานะว่าโสดหรือแต่งงานแล้วหรืออยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงาน

คนโสดจะได้รับบำนาญพื้นฐานเดือนละ 6,547 โครนเดนมาร์ก หรือราว 32,178 บาท บำนาญเสริมเดือนละ 7,472 โครนเดนมาร์ก หรือราว 36,690 บาท (รวม 14,019 โครนเดนมาร์ก หรือราว 68,897 บาท)

ส่วนคนที่แต่งงานแล้วหรือที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้รับบำนาญพื้นฐานเดือนละ 6,547 โครนเดนมาร์ก หรือราว 32,178 บาท บำนาญเสริมเดือนละ 3,800 โครนเดนมาร์ก หรือราว 18,659 บาท (รวม 10,347 โครนเดนมาร์ก หรือราว 50,858 บาท)

อย่างไรก็ดี สาเหตุที่คนวัยเกษียณเดนมาร์กได้รับเงินบำเหน็จบำนาญค่อนข้างสูงส่วนหนึ่งมาจากการเก็บภาษีในอัตราสูง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 55.90%)

ขณะที่ผู้สูงอายุของประเทศไทย รัฐบาลไทยจ่ายเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุให้กับคนอายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท อายุ 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท อายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพ: บางกอกโพสต์

นาโตเตือนตะวันตก การค้าเสรีเสริมเขี้ยวเล็บ’เผด็จการ’จีน-รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684002

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 18:31 น.นาโตเตือนตะวันตก การค้าเสรีเสริมเขี้ยวเล็บ'เผด็จการ'จีน-รัสเซีย

นาโตบอกประเทศต่างๆ อย่าแลกความมั่นคงเพื่อหวังผลกำไรทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เยนส์ สตอลเตนแบร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการ NATO กล่าวในการประชุุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ประเทศตะวันตกต้องไม่แลกความมั่นคงกับผลกำไรทางเศรษฐกิจ โดยพาดพิงถึงการโต้เถียงเกี่ยวกับการที่ตะวันตกหวังจะใช้เทคโนโลยีเครือข่าย 5G ของจีน และพึ่งพาพลังงานจากท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ของรัสเซีย

“เราต้องตระหนักว่าทางเลือกทางเศรษฐกิจของเราส่งผลต่อความมั่นคงของเรา เสรีภาพสำคัญกว่าการค้าเสรี การปกป้องค่านิยมของเราสำคัญกว่าผลกำไร” สโตลเทนเบิร์กกล่าวกับผู้นำธุรกิจที่ World Economic Forum ในรีสอร์ทที่เมืองดาวอสของสวิส

“ผมไม่ได้โต้เถียงกับการค้ากับจีน แต่ผมบอกว่าการควบคุมเครือข่าย 5G มีความสำคัญด้านความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ” เขากล่าว

“เราไม่สามารถพูดได้ว่าเพื่อประโยชน์ของผลกำไรและการค้าเสรี เราก็เลยเปิดเครือข่ายเหล่านั้นให้ซัพพลายเออร์ที่ไม่น่าเชื่อถือเลยต่อความมั่นคงของเรา” สตอลเตนแบร์ก กล่าวเสริม

ในส่วนของท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มการไหลของก๊าซรัสเซียเป็นสองเท่าผ่านทะเลบอลติกโดยตรงไปยังเยอรมนี เขาได้พูดถึงบทเรียนที่ได้รับมา

เยอรมนีหยุดโครงการนี้เมื่อรัสเซียยอมรับอย่างเป็นทางการว่าภูมิภาคที่แตกแยก 2 แห่งของยูเครนตะวันออกนั้นเป็นดินแดนอิสระ ก่อนส่งทหารหลายหมื่นนายไปยังยูเครนเพื่อดำเนินการ”ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ”

สตอลเตนแบร์กกล่าวว่าการค้าเสรีนำมาซึ่งความมั่งคั่งและความมั่งคั่งมากมาย แต่ก็มีต้นทุนที่ต้องแบกรับเช่นกัน

“เนื่องจากการค้าบางส่วน ปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับระบอบเผด็จการ กำลังบ่อนทำลายความมั่นคงของเรา และจากนั้นเราต้องเลือกความปลอดภัยแทนความอ่อนแอและการพึ่งพาระบอบเผด็จการมากเกินไป” เขากล่าว

“ตามอุดมคตินี้เราควรจะมีการค้าเสรีในก๊าซธรรมชาติ หมายความว่าเราสามารถซื้อก๊าซจากรัสเซียได้มากเท่าที่เราต้องการ มันผิด มันอันตราย” สตอลเตนแบร์ก เตือน

“มันทำให้รัสเซียมีเครื่องมือในการข่มขู่และใช้กับพวกเรา และนั่นก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วในตอนนี้ ผมเสียใจที่ต้องพูด”

สหรัฐฯ กดดันยุโรปและประเทศอื่นๆ มาอย่างยาวนาน ให้สกัดเทคโนโลยีจีนออกจากเครือข่าย 5G

วอชิงตันมองว่า Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีนเป็นแขนกลของเครื่องจักรเฝ้าระวังทั่วโลกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

Huawei ซึ่งมีบทบาทนำในขณะที่โลกโทรคมนาคมเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีไร้สายยุคหน้า ได้ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีการสอดแนมให้กับรัฐบาลจีน

Photo – REUTERS/Arnd Wiegmann