ตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกจากยานนาซาหายไร้ร่องรอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660281

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

ตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกจากยานนาซาหายไร้ร่องรอย   นักวิทย์นาซางงไม่พบตัวอย่างหินจากดาวอังคารชิ้นแรกที่ยานสำรวจเก็บขึ้นมา

สำนักงานบริหารอากาศและการบินแห่งชาติ หรือนาซาเผยว่า ภารกิจเก็บตัวอย่างหินจากดาวอังคารของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่สำเร็จ เนื่องจากไม่พบตัวอย่างหินดังกล่าวในหลอดเก็บตัวอย่างที่ปิดผนึกอย่างดี

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (6 ส.ค.) แขนกลของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ขององค์การนาซาขุดเจาะลงไปบนพื้นผิวดาวอังคารเพื่อเก็บตัวอย่างหินขนาดเท่านิ้วมือ ก่อนจะนำตัวอย่างที่เก็บได้มาบรรจุลงในกระบอกเก็บตัวอย่างที่ทำจากไทเทเนียมแล้วปิดผนึก

แต่ข้อมูลจากกล้องและอุปกรณ์ตรวจสอบปริมาณวัตถุที่แขนกลเก็บขึ้นมาที่ส่งกลับไปยังพื้นโลกกลับพบว่าไม่มีตัวอย่างหินอยู่ในกระบอกเก็บตัวอย่าง และไม่พบหินดังกล่าวตกอยู่ใกล้ๆ กับหลุมขุดเจาะ ทั้งที่กระบวนการทั้งหมดผ่านไปด้วยดีตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้

ขณะนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเก็บตัวอย่างหินดาวอังคารครั้งแรกของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์

“ความคิดแรกคือ หลอดที่ว่างเปล่าเป็นผลมาจากการที่หินที่จะเก็บมีปฏิกิริยาระหว่างการขุดเจาะต่างจากที่เราคาดไว้ และไม่น่าจะเป็นความผิดพลาดของแขนกล” เจนนิเฟอร์ ทรอสเพอร์ ผู้บริหารโครงการเพอร์เซเวียแรนซ์ระบุในแถลงการณ์ และเผยอีกว่า หลังจากนี้ทางทีมจะวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่อีกครั้ง รวมทั้งหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่หินตัวอย่างหายไป

เบื้องต้นทรอสเพอร์คาดว่า โพรงอากาศในหินตัวอย่างอาจทำให้หินแตกละเอียดและหลุดร่วงจากหลอดเก็บตัวอย่าง หรืออุปกรณ์ขุดเจาะอาจบีบอัดหินตัวอย่างจนแตกละเอียด

ภาพ: NASA

วิจัยพบวัคซีน Moderna สู้เดลตาได้ดีกว่า Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660291

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 13:03 น.

วิจัยพบวัคซีน Moderna สู้เดลตาได้ดีกว่า Pfizerงานวิจัยพบวัคซีนของ Moderna ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ดีกว่าวัคซีนของ Pfizer

ผลการวิจัย 2 ชิ้นซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณา (peer review) พบว่า วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Moderna มีประสิทธิภาพป้องกัน Covid-19 สายพันธุ์เดลตาได้ดีกว่าวัคซีนของ Pfizer-BioNTech

การวิจัยผู้ป่วยกว่า 50,000 คนของศูนย์การแพทย์มาโยของสหรัฐพบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีน Moderna ต่อการติดเชื้อลดลงเหลือ 76% ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาด จากเดิมที่มีประสิทธิภาพ 86% ในช่วงต้นปี 2021

ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ประสิทธิภาพของวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ลดลงเหลือ 42% จาก 76%

เวนกี ซาวดาราราจาน หัวหน้าทีมวิจัยเผยว่า แม้ว่าวัคซีนทั้งสองยี่ห้อยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาลจาก Covid-19 แต่อาจต้องฉีดวัคซีนของ Moderna เป็นเข็มกระตุ้น (booster shot) สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนของทั้ง Pfizer-BioNTech และ Moderna เมื่อช่วงต้นปีนี้

ขณะที่งานวิจัยอีกชั้นหนึ่งพบว่า ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราในรัฐออนแทริโอของแคนาดาที่ได้รับวัคซีนของ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสายพันธุ์ที่น่ากังวลมากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech

เมื่อถูกสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยทั้งสองชิ้นข้างต้น ตัวแทนจาก Pfizer เผยว่า “เรายังคงเชื่อว่า…อาจต้องฉีดเข็มที่ 3 ภายใน 6-12 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพื่อรักษาระดับการปกป้องสูงที่สุดไว้”

การติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (breakthrough infection) มีโอกาสเกิดขึ้นหลังผ่านไปหลายเดือนหลังรับวัคซีน

ข้อมูลใหม่ระบุว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เข็มที่ 2 แล้วเมื่อ 5 เดือนก่อนหรือมากกว่านั้นมีโอกาสติด Covid-19 มากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วยังไม่เกิน 5 เดือน

ผลการวิจัยซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv ที่ศึกษาชาวอิสราเอลวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเกือบ 34,000 คนที่ได้รับการตรวจว่าติด Covid-19 ภายหลังได้รับวัคซีนหรือไม่ พบว่า 1.8% มีผลตรวจเป็นบวก โดยไม่ว่าจะอายุเท่าใด โอกาสที่จะติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนสูงขึ้นในกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมาแล้วอย่างน้อย 146 วันก่อนหน้า

ส่วนในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี โอกาสที่จะติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนสูงกว่าเกือบ 3 เท่าเมื่อได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมาแล้วอย่างน้อย 146 วัน โดยการติดเชื้อส่วนใหญ่พบเมื่อเร็วๆ นี้

ยูจีน เมอร์ซอน หัวหน้าทีมวิจัยจาก Leumit Health Services ในอิสราเอลเผยว่า ผู้ป่วยส่วนน้อยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อใหม่ในแง่ของการเข้ารักษาในโรงพยาบาล การใช้เครื่องช่วยหายใจ และการเสียชีวิต และทางทีมจะเดินหน้าวิจัยต่อ

สิงคโปร์เผยเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเร่งฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660287

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 12:36 น.

สิงคโปร์เผยเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเร่งฉีดวัคซีนสิงคโปร์เพิ่มคาดการณ์จีดีพีหลังเศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็ว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสิงคโปร์ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีสำหรับปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากการส่งออกและการฉีดวัคซีนที่คืบหน้าอย่างรวดเร็ว

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์คาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต 6% ถึง 7% หลังจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4% ถึง 6%

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของสิงคโปร์ประสบภาวะถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้วเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ความต้องการจากตลาดต่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นกำลังเอื้อให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์ฟื้นตัวอีกครั้ง

เช่นเดียวกับเศรษฐกิจในประเทศซึ่งฟื้นตัวเช่นกันโดยเป็นผลมาจากการผ่อนคลายข้อกำจัดและมาตรการควบคุมโรคเนื่องจากประชาชนจำนวนมากได้รับวัคซีนแล้ว

กระทรวงฯ ระบุว่าในขณะที่ผู้ป่วยโควิด-19 ยังเพิ่มขึ้นทั่วโลกเนื่องจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่การอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ทำให้ตลาดกลับมาเปิดอีกครั้ง

สำหรับไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสิงคโปร์เติบโต 14.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทำให้การเติบโตในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 7.7% ขณะที่ภาคการผลิตที่สำคัญขยายตัว 17.7% โดยกระทรวงฯ ระบุว่าความต้องการจากต่างประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 65,000 รายและผู้เสียชีวิต 42 ราย ขณะที่ประชากรราว 72% ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by ROSLAN RAHMAN / AFP

เอกอัครราชทูตจีนคนใหม่ ย้ำ “จีนไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660277

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

เอกอัครราชทูตจีนคนใหม่ ย้ำ “จีนไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”ทูตจีนคนใหม่เผยความรู้ความรู้สึกในการเดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ประกาศว่า ช่วงเย็นวันที่ 10 สิงหาคม นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทยคนใหม่ได้เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อเข้ารับตำแหน่งท่านทูตหาน ได้กล่าวความรู้สึกว่า ประเทศจีนกับประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีสัมพันธไมตรีอันยาวนาน ปัจจุบันนี้ โรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดในทั่วโลก จีนกับไทยและประชาชนของทั้งสองประเทศได้ร่วมแรงร่วมใจและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพอันวิเศษที่เป็น “จีนไทยครอบครัวเดียวกัน” และจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่สำหรับประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ

ต่อมา นายหาน จื้อเฉียงเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ได้เปิดเผยถ้อยแถลงหลังรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ดังนี้

“โดยการแต่งตั้งและมอบอำนาจจาก ฯพณฯ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผมได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทยคนที่ 13 พร้อมกับไมตรีจิตรที่รัฐบาลและประชาชนจีนมีต่อรัฐบาลและประชาชนไทย จึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงและเป็นภารกิจอันสำคัญยิ่ง” นายหาน จื้อเฉียง กล่าว

“ประเทศไทยมีภูเขาและแม่น้ำที่สวยงาม มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประชาชนโอบอ้อมอารีและสังคมปรองดอง ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอันโดดเด่น เมื่อเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ทุกๆ วงการในสังคมไทยได้ร่วมแรงร่วมใจผนึกกำลังต่อสู้ เราย่อมจะเอาชนะกับการแพร่ระบาดของโรคได้ในที่สุด ประเทศไทยย่อมจะมีอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น”

““จีนไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ประเทศทั้งสองมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ มีความผูกพันทางสายเลือด วัฒนธรรมและแนวคิดผสมผสานกัน เรามีประวัติความสัมพันธ์ฉันมิตรมานานนับพันปี มีจุดเชื่อมโยงทางผลประโยชน์ที่เป็นชัยชนะร่วมกันอย่างมั่นคง และมีศักยภาพด้านการพัฒนาที่มหาศาลและสะสมมาเป็นเวลายาวนาน เวลา 46 ปีตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นต้นมา เรายืนหยัดร่วมกันและก้าวหน้าด้วยกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกันทางยุทธศาสตร์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมขยายออกไปอย่างรวดเร็ว มิตรภาพระหว่างประชาชนทวีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายให้การสนับสนุนแก่กันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักและสำคัญของอีกฝ่าย ส่งเสริมการเชื่อมต่อยุทธศาสตร์ทางการพัฒนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ยืนหยัดผลักดันร่วมพัฒนา “สายแถบและเส้นทาง” ที่มีคุณภาพสูง ประเทศจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยติดต่อกันมาเป็นเวลา 8 ปี ในครึ่งปีแรกของปีนี้ มูลค่าการค้าจีน-ไทยกลับเติบโตสวนกระแสถึง 38% ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวในไทยทะลุถึง 10 ล้านคนต่อปี คิดเป็น 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวประเทศไทย ความร่วมมือฉันมิตรจีน-ไทยสอดคล้องกับผลประโยชน์และรากฐานของประชาชนทั้งสองประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงใจและแน่วแน่จากประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะผันผวนปรวนแปรเป็นอย่างไร ความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีน-ไทยก็ควรพัฒนาก้าวหน้าต่อไป และย่อมสามารถพัฒนาอย่างก้าวหน้าต่อไปได้ ผมมีความมั่นใจอย่างยิ่งในเรื่องนี้”

““ยามยากเห็นมิตรแท้” มิตรภาพจีน-ไทยที่สืบทอดมาเป็นเวลายาวนานได้ผ่านการทดสอบและได้รับการยกระดับในการร่วมต่อสู้กับโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หรือแบ่งปันประสบการณ์ในการป้องกันและรักษา ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคหน้ากากอนามัย ชุด PPE ชุดตรวจ หรือการส่งยาและวัคซีนให้ ประเทศจีนและประเทศไทยได้ปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมและสะท้อนให้เห็นถึงถึงมิตรภาพอันวิเศษที่เป็นครอบครัวเดียวกัน และจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่สำหรับประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ทั้งได้สร้างพลังขับเคลื่อนใหม่สำหรับการพัฒนาของความสัมพันธ์จีน-ไทยในยุคสมัยใหม่ ในด้านการต่อสู้กับโควิด-19 หากฝ่ายไทยมีความต้องการ ฝ่ายจีนยินดีที่จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ”

“ปีนี้เป็นปีครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน หนึ่งศตวรรษก้าวหน้าเพื่อประชาชน โชคชะตาร่วมเพื่อความสามัคคีอันยิ่งใหญ่ เมื่อยืนอยู่จุดเริ่มต้นใหม่แห่งประวัติศาสตร์นั้น ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประชาชนจีนจะใช้ความพยายามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อบรรลุความฝันการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน เพื่อส่งเสริมความผาสุกของมนุษย์ และเพื่อสร้างประชาคมร่วมอนาคตของมวลมนุษยชาติ”

“การพัฒนาของประเทศจีนปราศจากโลกไม่ได้ การพัฒนาของประเทศจีนก็จะสร้างผลประโยชน์ให้โลกเช่นกัน เวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ฯพณฯ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับ ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยได้กล่าวว่า ความสัมพันธ์จีน-ไทยมีพื้นฐานหนาแน่นและศักยภาพยิ่งใหญ่ ฝ่ายจีนยินดีที่จะร่วมกับฝ่ายไทย ผลักดันให้ความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างจีน-ไทยนั้นประสบความคืบหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือสำหรับประเทศในภูมิภาค รักษาแนวโน้มแห่งการพัฒนาอย่างดีของภูมิภาคต่อไป ฝ่ายจีนยินดีที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทย ปฏิบัติตามฉันทามติอันสำคัญที่บรรลุโดยผู้นำของทั้งสองประเทศ พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมความร่วมมือทางด้านนวัตกรรม ร่วมกันสร้างอนาคตที่รุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นของความสัมพันธ์จีน-ไทย”

“ในโอกาสนี้ ขอแสดงความเคารพอย่างสูงและขอขอบคุณอย่างจริงใจที่เพื่อนๆ ทั้งหลายจากทุกๆ วงการของประเทศไทยได้เอาใจใส่และสนับสนุนการพัฒนาของความสัมพันธ์จีน-ไทยมาโดยตลอด ขอส่งความปรารถนาดีและคำอวยพรไปยังชาวจีนโพ้นทะเลและชาวไทยเชื้อสายจีน นักศึกษาจีน และพนักงานบริษัทจีน ผมรอคอยที่จะร่วมกับท่านทั้งหลายในการแลกเปลี่ยนแนวคิด เสริมสร้างข้อเห็นพ้องกัน หารือในความร่วมมือและการพัฒนาต่อไป”

ถูกใจวัยรุ่น! เยอรมนีเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในผับเป็นครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660274

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 10:57 น.

ถูกใจวัยรุ่น! เยอรมนีเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในผับเป็นครั้งแรกนอกจากจะดึงดูดให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ออกมาฉีดวัคซีนแล้วยังเป็นการช่วยสถานบันเทิงที่ถูกปิดไปนานเพราะโควิดด้วย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสถานบันเทิงในเยอรมนีกลับมาคึกครื้นอีกครั้งหลังปิดไปนานเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดให้บริการแบบปกติแต่เป็นการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในไนต์คลับเพื่อดึงดูดให้ประชาชนมาเข้ารับการฉีดวัคซีน

กลุ่มคนหนุ่มสาวจำนวนมากพากันมาลงทะเบียนเพราะมันทำให้พวกเขาได้สัมผัสบรรยากาศเก่าๆ ก่อนการแพร่ระบาด ทั้งเพลงสนุกๆ จากดีเจ และแสงสีในคลับทำให้พวกเขาเพลิดเพลินไปกับค่ำคืนแห่งการฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในสถานบันเทิงแต่ได้มีการควบคุมการเข้าออก และการเว้นระยะห่าง ตลอดจนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอื่นๆ อย่างเข้มงวด

ศูนย์ฉีดวัคซีนดังกล่าวคืออารีน่า คลับ ซึ่งเป็นสถานบันเทิงที่ถูกบังคับให้ปิดบริการในช่วงปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับสถานบันเทิงอื่นๆ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนี้ได้กลับมาเปิดอีกครั้งโดยเปลี่ยนเป็นศุนย์ฉีดวัคซีนหลัก 1 ใน 5 แห่งของกรุงเบอร์ลิน

แนวคิดที่จะเปลี่ยนสถานบันเทิงมาเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนนี้เกิดขึ้นโดยมาร์คัส นิสช์ ผู้จัดการศูนย์ฉีดวัคซีนของสภากาชาดเยอรมนี ซึ่งเผยว่าในตอนแรกไม่ได้คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่กลับมีประชาชนลงทะเบียนจำนวนมาก

โดยสาธารณสุขกรุงเบอร์ลินเผยว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีประชาชนประมาณ 420 คนมาเข้ารับการฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งนี้

ทั้งนี้ ทางการเยอรมนีเล็งเห็นว่าอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศชะลอตัวอย่างมากหลังจากที่เคยฉีดวัคซีนได้มากกว่าล้านครั้งต่อวัน จึงต้องหาวิธีจูงใจให้ประชาชนมาฉีดวัคซีน รวมถึงการที่นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ตัดสินใจยกเลิกการตรวจโควิด-19 ฟรีตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. เป็นต้นไป

โดยขณะนี้ชาวเยอรมันประมาณ 52 ล้านคนหรือ 62.5% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส โดยรายงานะบุว่าประชากรที่เหลือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุน้อยกว่าซึ่งถือเป็นความท้าทายของทางการเยอรมนีที่จะต้องกระตุ้นและโน้มน้าวให้พวกขาเข้ารับการฉีดวัคซีน

Photo by John MACDOUGALL / POOL / AFP

สัญญาณชีพร่อแร่ เกิดอะไรขึ้นกับเงินบาทที่เคยแกร่งสุดในเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660236

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 08:01 น

สัญญาณชีพร่อแร่ เกิดอะไรขึ้นกับเงินบาทที่เคยแกร่งสุดในเอเชียวิบากกรรมเศรษฐกิจไทย จากที่เคยเป็นสกุลเงินที่แข็งที่สุดในเอเชียในเวลาไม่เท่าไรก็กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนที่สุดและแย่ที่สุด มันคือสัญญาณหายนะอะไรหรือไม่?

ในช่วง 1 ปีของการระบาด มีเรื่องที่สถานการณ์กลับตาลปัตรอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก เราคิดว่าเราเอาอยู่กับการระบาดปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ปรากฏว่าเราเป็นหนึ่งในประเทศที่สาหัสที่สุด เรื่องสอง เงินบาทที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ในปีนี้มันกลายเป็นเงินที่อ่อนค่าอย่างหนักที่สุดในภูมิภาค

เมื่อการระบาดหนักกำลังกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่ดีอันมีสัญญาณมาจากค่าเงินที่ทรุดอย่างหนัก ผลลัพธ์ก็คือเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับให้ฟื้นตัวช้าที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของสำนักข่าว Nikkei Asia

มันเกิดเรื่องแบบนี้กับประเทศไทยได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนเงินบาทเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย บาทเริ่มแข็งค่าอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2562 ว่ากันตามหลักการแล้วการแข็งค่าของเงินน่าจะหมายถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ค่อนข้างจะใช้นโยบาย “สายเหยี่ยว” คือการตรึงดอกเบี้ยไม่ให้ต่ำมากจนกระทั่งปี 2019

ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น สองปัจจัยแรกนั้นทำให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่วนปัจจัยหลังทำให้นักลงทุนหันมาถือเงินบาทมากขึ้นเพราะดอกเบี้ยสูงช่วยให้การถือเงินบาทมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยให้เงินบาทมีความแข็งแกร่ง

เงินบาทแข็งก็มีข้อดีในแง่ที่ทำให้การชำระหนี้ต่างประเทศมีต้นทุนต่ำลง แต่มันไม่ควรจะลากยาวเกินไป เพราะเมื่อเงินบาทแข็งค่านานข้ามปี มันทำให้สินค้าของไทยแพงขึ้นมาในตลาดโลก ทำให้การส่งออกของไทยแย่ลง จะไปแข่งกับใครก็ลำบาก

แม้ว่าพื้นฐานบางอย่างของไทยจะดี แต่บางอย่างก็ไม่ดีสำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทยการแข็งค่าข้ามปีข้ามชาติเป็นหายนะโดยแท้รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งก็เช่นกันถ้าเงินบาทแข็งขึ้นมานักท่องเที่ยวก็จะใช้จ่ายน้อยลงด้วย

เอาแค่ผลการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังแสดงให้เห็นว่า ทุกๆ 1% ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะทำให้ราคาส่งออกด้วยสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น 0.3% จะเห็นว่ามันไม่ได้ดีต่อเศรษฐกิจของชาติแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างบางคนเชื่อ

จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงของการระบาดใหญ่แท้ๆ เงินบาทก็ยังแข็งค่าเป็นประวัติการณ์ จนทำให้กูรูบางคนเชื่อว่ามันจะแข็งยาวมาจนถึงปลายปี 2021

แต่แล้วก็มีเรื่องพลิกผัน เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงกลางปีนี้ จนกระทั่งเงินบาทเปลี่ยนสถานะจากหน้ามือเป็นหลังมือจาก best-performing currency มาเป็น worst-performing currency

ช่วงที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น (ต้นเดือนสิงหาคม) ค่าเงินบาทกำลังแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพราะความเชื่อมั่นในค่าเงินและเศรษฐกิจไทยทรุดลงเพราะการระบาดที่ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่ ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจมืดมนลงด้วย ดังที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องหั่นคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจากเดิม 1.8% เหลือแค่ 0.7%

มันมีเหตุให้ต้องคิดหนักมากกว่าประเทศอื่นที่เจอเดลตาเหมือนกัน อันที่จริงทั่วโลกเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน แต่ทำไมมันถึงทำให้ไทยสาหัสกว่าชาวบ้าน และทำเงินบาทที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นร่วงโรยเอาง่ายๆ?

ตอนที่เงินบาทแข็งเราเถียงกันว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่ ตอนนี้พอมาอ่อนค่าลงและมีความเคลื่อนไหวที่แย่ที่สุดในภูมิภาค เราก็ยังเถียงกันว่ามันดีหรือไม่ดี

ตอนที่มันแข็งค่าที่สุดเราเถียงกันว่ามันจะกระทบภาคส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งมันก็กระทบจริงๆ และเห็นภาพชัดเพราะเป็นช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่

แต่พอมันอ่อนค่าในตอนนี้ แทนที่จะช่วยภาคส่งออกและการท่องเที่ยว มันกลับให้ผลตรงกันข้าม เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้ดีและอาจจะแย่ยาวไปอีกหลายเดือนเพราะการระบาดของเดลตา แถมการท่องเที่ยวก็ปิดตัวยาว ต่อให้เงินบาทต่ำลงอีกมันก็ไม่ได้ยั่วยวนให้คนเข้ามาเที่ยวไทยและเอาเงินมาถมช่วยเศรษฐกิจไทยเลย

ตรงกันข้าม การระบาดที่หนักหน่วงในตอนนี้เริ่มทำให้คนต่างชาติที่เข้ามาไทยอีกครั้งตอนที่เราควบคุมการระบาดคราวก่อนได้และคนที่เป็นเอ็กซ์แพตเริ่มทบทวนแล้วว่าควรจะอยู่ในไทยต่อหรือไม่ บางคนเก็บกระเป๋าออกจากไทยเรียบร้อยแล้วด้วย

ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อาจสร้างเม็ดเงินเป็นพันล้านอย่างที่รัฐบาลคุยไว้ แต่มันไม่ได้ช่วยให้ความเชื่อมันต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามการช่วยภูเก็ตได้ผลจำกัดจำเขี่ยมากหากนำเอาสถานการณ์ทั้งประเทศมาหักลบ

ตราบใดที่รัฐบาลยังล็อคดาวน์กรุงเทพและจังหวัดอีกนับสิบ ตราบนั้นต่อให้มีอีกกี่แซนด์บ็อกซ์ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะจังหวัดที่ล็อคดาวน์นั้นมีสัดส่วนความมั่งคั่งคิดเป็นกว่าครึ่งของเศรษฐกิจไทย

ไม่ใช่ว่าแนวคิดเรื่องภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่ดี เพียงแต่มันเอามาใช้คุยว่าประเทศไทยทั้งประเทศมีความหวังแล้วไม่ได้

ตรงกันข้าม เมืองไทยของเรามีหวังจะเจอภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบซ้ำซ้อนหนักเท่าๆ กับช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ

นักเศรษฐศาสตร์บางคนชี้ว่าประเทศไทยกำลังจะเจอกับ Double-Dip Recession หรือภาวะถดถอยตามมาด้วยการฟื้นตัวในระยะสั้นตามด้วยภาวะถดถอยอีกครั้ง คล้ายกับกราฟของการฟื้นตัวจากการระบาดระลอกก่อนที่ดูเหมือนจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นคืนชีพแต่แล้วพอมาเจอกับเดลตาก็ทรุดลงอีก

แนวโน้มของเงินบาทที่แย่ที่สุดในภูมิภาค (จากที่เคยดีที่สุด) และความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ที่สุดในภูมิภาค มันสะท้อนประเด็นปัญหาได้ 2 เรื่อง

เรื่องแรก พื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ว่าแกร่งๆ นั่น มีเสถียรภาพจริงหรือไม่? คำตอบข้อนี้อาจจะตอบให้มากกว่าสองคำตอบขึ้นอยู่กับมุมมอง เหมือนเมื่อตอนที่เงินบาทแข็ง มันมีเหตุที่ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพจริงๆ (คือดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมาก) แต่ในแง่ของการค้าการขายและปากท้องประชาชนนั้นดูจะไม่เฟื่องฟูสักเท่าไร เราจะเห็นว่าหนี้ครัวเรือนสูงจนน่าตกใจ

หนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนึ่งกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีหนี้สินสูงถึง 14 ล้านล้านบาท หรือ 89.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากตัวเลขเมื่อสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 78.1% ในปี 2560 ประชาชนนั้นติดบ่วงหนี้จนชำระยากขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลจะล็อคดาวน์อยู่แบบนี้

เรื่องที่สอง การที่ไทยเสี่ยงจะเจอภาวะถดถอยซ้ำซ้อนนั้น กูรูเศรษฐกิจมองว่ามันเกิดจากการที่ตลาดหวั่นใจกับการระบาดครั้งใหญ่ในไทย แน่นอนว่า ประเทศไหนๆ ก็ระบาดหนักและเริ่มจะหนักลามไปฝั่งประเทศตะวันตกแล้ว

แต่การที่เงินบาทสั่นคลอนเป็นพิเศษ แสดงว่าตลาดไม่เชื่อมั่นการจัดการการระบาดของรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงหวั่นใจกับการต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อและลุกลามขึ้นมาอีกแม้กระทั่งในช่วงระบาดหนักๆ ส่วนผสมแห่งหายนะนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีเหตุปัจจัยชวนให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมุ่งไปสู่ทิศทางที่น่าวิตกอีก

เพียงแต่ว่าเงื่อนไขเฉพาะหน้าที่จะช่วยให้ไทยพ้นจากหุบเหวได้ ก็คงมีแต่การควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมที่สุดเพื่อเปิดไฟเขียวให้การทำมาค้าขายเป็นปกติอีกครั้ง และรัฐต้องเพิ่มหนี้สาธารณะอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้ว่ารัฐบาลจะกู้แล้วกู้อีกก็ตาม ปัญหาก็คือดูเหมือนว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายไม่ตรงจุด ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนเรียกร้องไม่เลิกรา (เพราะไม่สมปรารถนาจากความช่วยเหลือแบบหว่านแหไร้เป้าหมายของรัฐบาล)

ดังนั้นแล้ว เราควรจะแก้ไขอะไรดีระหว่างนโยบายสู้โควิด ปรับ ครม. หรือวิงวอน (อีกครั้ง) ให้นายกรัฐมนตรีทบทวนสถานะของรัฐบาลนี้ว่าควรอยู่หรือไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by AFP PHOTO / Ye Aung THU

สหรัฐประกาศช่วยไทยอีก 5 ล้านเหรียญ-วัคซีนอีก 1 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660235

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 17:24 น.

สหรัฐประกาศช่วยไทยอีก 5 ล้านเหรียญ-วัคซีนอีก 1 ล้านโดสทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติเยือนไทย ยืนยันเพิ่มความช่วยเหลือเพื่อสู้โควิด

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเปิดเผยถ้อยแถลงของลินดา โทมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติซึ่งเดินทางมายังประเทศไทย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีน โรงพยาบาลเมดพาร์ค เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

ลินดา โทมัส-กรีนฟิลด์ แถลงว่าตนเยือนประเทศไทยในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่มีต่อชาวไทยระหว่างวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

พร้อมประกาศว่ารัฐบาลสหรัฐจะมอบความช่วยเหลือเกี่ยวกับโรคโควิด-19 มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับไทย เพื่อสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขที่ให้บริการฉีดวัคซีนกับประชาชน และเสริมสร้างศักยภาพระบบสาธารณสุขของไทยในการป้องกัน ตรวจหา และตอบสนองต่อโรคโควิด-19 ด้วย

และจะมอบความช่วยเหลือมูลค่า 50 เหรียญสหรัฐให้กับภาคีองค์การระหว่างประเทศและองค์กรนอกภาครัฐโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านอาหารกรณีฉุกเฉิน อุปกรณ์ช่วยชีวิต ที่พักพิง การให้บริการสาธารณสุขหลัก น้ำ การส่งเสริมสุขภาพ และบริการด้านสุขอนามัยต่าง ๆ แก่ประชากรกลุ่มเปราะบางจากเมียนมา ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 700,000 คน

ทั้งนี้ เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยให้ไทย องค์กรนอกภาครัฐ และองค์การระหว่างประเทศสามารถตอบโต้วิกฤตการณ์โควิด-19 และตอบสนองต่อความต้องการของประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนฝั่งไทย

พร้อมเสริมว่าตนรู้สึกยินดีที่มีโอกาสได้เห็นการดำเนินการของไทยในการฉีดวัคซีนและปกป้องประชาชนด้วยวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดสที่สหรัฐได้มอบให้เมื่อเร็วๆ นี้ และภูมิใจที่จะจัดส่งวัคซีนอีก 1 ล้านโดสเร็วๆ นี้ด้วย

เอกอัครราชทูตยังเผยว่าเมื่อช่วงเช้าวันนี้ตนได้พบกับบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าผู้ซึ่งเป็นวีรบุรุษและวีรสตรีของไทย และได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีนอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนในประเทศไทยปลอดภัย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่เกิดการระบาดใหญ่ สหรัฐได้มอบเครื่องช่วยหายใจ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และอุปกรณ์สำคัญอื่นๆ ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อช่วยต่อสู้กับโรคโควิด-19

โดยประธานาธิบดีไบเดนได้ให้คำมั่นว่า สหรัฐจะมอบวัคซีนให้กับทั่วโลก สหรัฐจึงกำลังบริจาควัคซีนกว่า 500 ล้านโดสให้กับประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และปราศจากเงื่อนไขใดๆ

เห็นบิลแล้วแทบช็อคตาย เปิดค่ารักษาโควิดอเมริกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660222

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 16:02 น.

เห็นบิลแล้วแทบช็อคตาย เปิดค่ารักษาโควิดอเมริกันชาวเน็ตอเมริกันแห่แชร์ค่ารักษาพยาบาลสุดโหด ตั้งแต่บิลค่ารักษาโควิด-19 จนถึงโรคต่างๆ เห็นแล้วแทบช็อค

เว็บไซต์ BuzzFeed รวบรวมโพสต์จากชาวอเมริกันที่ออกมาแชร์ประสบการณ์จ่ายค่ารักษาพยาบาลสุดโหด ไม่เพียงแค่รักษาโควิด-19 เท่านั้นแต่ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ก็ราคาสูงไม่น้อย มาดูกันว่าพวกเขาจ่ายไปเท่าไรกันบ้าง

บัญชีผู้ใช้ letstalkaboutbusiness โพสต์คลิปวิดีโอผ่านแอปพลิเคชัน TikTok เผยค่ารักษาพยาบาลจากการรักษาอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐนาน 4 เดือน ยอดรวมทั้งหมดอยู่ที่ 2,850,776.10 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 95 ล้านบาท

@letstalkaboutbusiness

So this is crazy.. #AsSceneOnTubi #PrimeDayDealsDance #BombPopAwards #WidenTheScreen #SipIntoSummer #? Nobody – Mitski

Danni Askini ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไม่มีประกันเจอค่ารักษาพยาบาลไป 34,927.43 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.17 ล้านบาทสำหรับการตรวจโควิด-19 และการรักษาพยาบาลตลอด 7 วันของเธอ

Askini เผยว่าเธอช็อคมากและตัวเธอเองก็ไม่รู้จักใครที่จะมีเงินมากขนาดนั้น

พยาบาลรายหนึ่งโพสต์ผ่านเว็บไซต์ Reddit เผยว่าเธอติดโควิด-19 เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และค่ารักษาพยาบาลของเธออยู่ที่ 7,154.40 เหรียญสหรัฐหรือเกือบ 240,000 บาท

นอกจากค่ารักษาโรคโควิด-19 แล้วผู้ใช้รายหนึ่งเผยว่าพ่อของเขาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ด้วยภาวะหัวใจวายก่อนที่จะพบกับใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 131,047.75 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,386,561 บาท)

ขณะที่มีความคิดเห็นรายการหนึ่งเล่าปนติดตลกว่าพ่อของเขาก็มีภาวะหัวใจวายเหมือนกัน แต่เขาคิดว่าพ่อฉลาดเพราะแทนที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล พ่อกลับเสียชีวิตไปก่อน และค่าจัดงานศพก็ใช้เงินเพียง 6,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 200,000 บาท) เท่านั้น

ผู้ใช้ชื่อว่า partimecollegeboy ก็ได้โพสต์ผ่านทาง Reddit เช่นกันโดยเผยประสบการณ์ว่าแม่ของเขาเข้าห้องฉุกเฉินและต้องได้รับการผ่าตัดด่วนโดยมีการนอนพักฝื้นที่โรงพยาบาล 1 วัน พร้อมโชว์ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดอยู่ที่ 46,902.55 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.57 ล้านบาท)

ชวอเมริกันอีกรายหนึ่งแชร์ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อยู่ที่ 229,033.76 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.66 ล้านบาท)

ไม่เพียงแต่ค่ารักษาในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ชาวอเมริกันหลายคนบ่นว่าแพงแสนแพง แต่ยังรวมถึงการรักษาทันตกรรมด้วย ผู้ใช้ชื่อว่า ratlenin เผยเมื่อ 2 ปีก่อนว่าเขาทำประกันทันตกรรมเพื่อจะได้มีเงินไปผ่าฟันคุด และค่าผ่าฟันคุดของเขาอยู่ที่ 1,386 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 46,400 บาท)

เว็บไซต์ Investopedia เผยว่าค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐมีราคาแพงเนื่องจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน เนื่องจากสหรัฐในเงินประมาณ 8% ของค่ารักาาพยาบาลไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร

อีกสาเหตุสำคัญคือค่ายาที่มีราคาแพง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันจ่ายเงินค่ายาเกือบ 4 เท่าของค่าใช้จ่ายในอุตสาหกรรมอื่นๆ นับเป็นประเทศที่มีราคายาสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป นอกจากนี้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในสหรัฐเป็นอาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนสูง

เงินเดือนเฉลี่ยสำหรับพยาบาลในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 74,250 เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 58,041เหรียญสหรัฐในสวิตเซอร์แลนด์ และ 60,253 เหรียญสหรัฐในเนเธอร์แลนด์

ในขณะที่การ CT scan มีค่าใช้จ่ายเพียง 97 เหรียญสหรัฐในแคนาดาและ 500 เหรียญสหรัฐในออสเตรเลีย แต่ในสหรัฐมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 896 เหรียญสหรัฐ หรือ MRI scan ในสหราชอาณาจักรราคาประมาณ 450 เหรียญสหรัฐแต่ในสหรัฐนั้นสูงถึง 1,420 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่บอกว่าทำไมค่ารักษาโดยรวมในสหรัฐถึงแพงกว่าที่อืน

นอกจากนี้ระบบสาธารณสุขและการรักษาในโรงพยาบาลของสหรัฐมีความซับซ้อนและไม่มีกรอบราคาที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ ประกัน พื้นที่ เป็นต้น อย่างเช่นค่าตรวจและรักษาพยาบาลสำหรับโรคโควิด-19 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,696 เหรียญสหรัฐ แต่โดยทั่วไปแล้วราคาอาจเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเหรียญสหรัฐไปจนถึงหลายพันหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

Spencer Platt/Getty Images/AFP

บอส Twtitter ลั่น Bitcoin จะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660215

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 15:07 น.

บอส Twtitter ลั่น Bitcoin จะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกัน เขาโพสต์ทวิตเตอร์สั้นๆ แต่ไม่ได้บอกว่ามันจะทำให้โลกของเราเป็นหนึ่งเดียวกันแบบไหน อย่างไร และเมื่อใด?

แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอของ Twitter และ Square เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนคริปโตตัวยงรวมถึง Bitcoin ด้วย ทวีตข้อความเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า “#Bitcoin will unite a deeply divided country. (and eventually: world)” ซึ่งแปลว่า Bitcoin จะรวมประเทศที่แตกแยกอยางหนักให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และในที่สุดจะรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ดอร์ซีย์ไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่ามันจะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร แต่หนึ่งวันก่อนหน้านั้นมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการคริปโตในสหรัฐ เมื่อวุฒิสมาชิกสหรัฐคนหนึ่งไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานของวุฒิสภามูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อสางรากฐานโครงสร้างสำคัญๆ ของประเทศ หนึ่งในนั้นคือการเสนอว่านักพัฒนาคริปโตไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลภาษี แต่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกไป

ในส่วนของร่างกฎหมายนี้ได้รับการนำเสนอพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วุฒิสภาได้ออกแพ็คเกจโครงสร้างพื้นฐานสองพรรคมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายใหม่กว่า 550,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอื่นๆ เช่น บรอดแบนด์ความเร็วสูง ร่างกฎหมายดังกล่าวยังพยายามกำหนดข้อกำหนดการรายงานภาษีใหม่สำหรับธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งจะช่วยระดมเงินได้ประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน

แจ็ค ดอร์ซีย์ พยายามเสนอทางออกเกี่ยวกับการเก็บภาษีคริปโต โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม เขาทวีตว่า “การบังคับใช้กฎการรายงานเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่พัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ผู้ทำเหมืองและรักษาความปลอดภัยเครือข่าย หรือผู้ที่เรียกใช้โนด (Node) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและประสิทธิภา เป็นการเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้ และจะรังแต่ขับไล่ให้พัฒนาและการทำงานของเทคโนโลยีที่สำคัญนี้ออกไปนอกสหรัฐอเมริกาเท่านั้น”

Photo by Marco BELLO / AFP

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจมหามิตร อิสราเอลยังเอาเดลตาไม่อยู่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660192

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 13:14 น.

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจมหามิตร อิสราเอลยังเอาเดลตาไม่อยู่?สหรัฐและอิสราเอลต่างกังวลกันและกันเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เพิ่มอิสราเอลเข้าในรายชื่อประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 4 หรือพื้นที่เสี่ยงสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังอิสราเอลหรือหากมีความจำเป็นควรฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทาง

CDC ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอิสราเอลทุกวันนี้ที่แม้แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้

ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังอิสราเอล รวมถึงเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา ควรปฎิบัติตามคำแนะนำหรือข้อกำหนดของ CDC ซึ่งรวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคม 6 ฟุต

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าอิสราเอลกำลังพิจารณาเพิ่มสหรัฐเข้าในรายชื่อประเทศที่ห้ามเดินทางเช่นกันเนื่องจากกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากกังวลถึงผลกระทบทางการเมือง

ทั้งนี้ Times of Israel รายงานว่าอิสราเอลกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่กว่า 3,000 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 9 แสนคนและผู้เสียชีวิต 6,555 คน

หลังจากช่วงเดือนพ.ค. ถึงมิ.ย. ที่ผ่านมาอิสราเอลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้เกือบทั้งหมดโดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงวันละหลักสิบคนเท่านั้น แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาก็ส่งผลให้อิสราเอลมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุหลักพันคนอีกครั้ง

โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับวัคซีนมีอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

อิสราเอลจึงเป็นอีกประเทศที่เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา โดยเริ่มจากผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง และบุคลากรทางการแพทย์

แต่เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมาสำนักข่าวอิสราเอลเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่าชาวอิสราเอล 14 คนติดโควิด-19 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3

โดยผู้ป่วย 11 คนอายุเกิน 60 ปี ขณะที่อีก 3 คนได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง

อย่างไรก็ตามข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งเผยแพร่ออกมาในวันเดียวกันชี้ให้เห็นว่าในบรรดาชาวอิสราเอลราว 600,000 คนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 มีไม่ถึง 50 คนที่เกิดอาการข้างเคียง และเป็นอาการข้างเคียงเล็กน้อยที่สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ชาวอิสราเอลกว่า 5.8 ล้านคนจากทั้งหมด 9.3 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว และประมาณ 5.4 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

ขณะที่วานนี้ (9 ส.ค.) กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเผยว่าพบผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ป่วยอาการหนักรายใหม่ 84 คนในวันที่ 8 ส.ค. และ 66 คนในวันที่ 9 ส.ค. ส่งผลให้มีผู้ป่วยอาการหนักรวมทั้งสิ้น 373 คน

Photo by MENAHEM KAHANA / AFP